Transcription
สวัสดีครับ วันนี้นะครับ มีเรื่องเล่ากับผม วิโรจน์ ลัคนาอธิสร นะครับ เข้าใจว่าตอนนี้เนี่ย ทุกคนก็เผชิญกับราคาน้ำมันเนี่ย ที่เรียก ว่าโหดกันเลยนะครับ จนหลายคนก็ inbox ถามเข้ามาครับว่า ตกลงแล้วเนี่ยนะครับ ค่า น้ำมันเนี่ยที่จ่ายไปนะครับ ณ วันนี้นะครับ ปรับน้ำมันขึ้นนะครับ เข้าใจว่ามา 3 ระลอกแล้วนะครับ และระลอกแรกนะครับ วันที่ 26 มีนาคมนะครับ อันนั้นนี่ดีเซลนี่พรวดเดียว 6 บาทนะครับ แล้วก็ 31 มีนาคมนะครับ ก็โดนมาอีก 1.80 นะครับ ล่าสุดนะครับ 5 เมษายน นะครับ ก็คือวันที่อัดเทปนี่แหละครับ โดนมาอีก 3.50 นะครับ 3 ระลอกนะครับ ตอนนี้ดีเซลนะครับ ไปที่ลิตรละ 44.24 บาทแล้วนะครับ ซึ่งจังครับ กองทุนน้ำมันเรา ครับ บางคนคิดว่าแพงขนาดนี้ กองทุนน้ำมันเนี่ยยังแบกอยู่มั้ย ยังแบกอยู่ครับ แบกอยู่ ลิตรละ 17.78 บาท หรือ 17.78 สตางค์ อู้ ดังนั้นหมายความว่า ถ้าตอนนี้กองทุนน้ำมัน ไม่เข้าไปแบกดีเซล เกิดอะไรขึ้นครับ ดีเซลจะลิตรนึงก็ 62 บาท 2 สตางค์ ลิตรละ 62 บาท แม่เจ้า นะฮะ
เอาอย่างนี้ก่อนครับ ท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน ซึ่งหลายคนก็บอกว่าเป็นไปได้ ที่จะขึ้นอีกหลายระลอกนะครับนะ ผมกลับคิด ว่าเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุดครับ ที่เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า เงินที่เราจ่ายไปเนี่ย ที่เราเติมน้ำมันเนี่ย ลิตรนึงเนี่ย 44.24 บาทเนี่ยฮะ ลิตรนึง 44 บาทเนี่ย ตกลงแล้วเนี่ย เราจ่ายให้กับอะไรกันบ้าง เป็นค่าอะไรกันบ้างนะครับ คือผมเชื่อว่า ถ้าเกิดประชาชนเนี่ยนะครับ เข้าใจตรงนี้ร่วมกันนะครับ ก็จะช่วยกันขบคิดครับว่า อะไรมันลดตรงไหนได้บ้าง อะไรที่มันพอจะไปประหยัดตรงนั้นได้บ้าง อะไรที่จะไปคิดสูตรใหม่ เพื่อให้ราคาน้ำมันมันมีความเป็นธรรม ได้บ้าง เพื่อไม่ให้กองทุนน้ำมันเนี่ย ต้องแบกจนหลังแอ่น และแบกจนทนไม่ไหว นะครับ เพราะทุกวันนี้นะครับ แบกอยู่ 17.78 บาทต่อลิตรนะครับ ดีเซลเนี่ยฮะ คำนวณไปคำนวณมานะครับ เดือนๆนึงยัง เดือนนึงยังใช้ ไม่ใช่เดือนสิ วันๆนึงใช้ 1,700 ถึง 1,800 ล้านบาทต่อวันนะครับ นี่นะฮะ คือจะให้กองทุนแบกกองทุน ถ้ามันแบกต่อไปก็ไม่ได้
หลายคนบอกว่า เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต ก้มหน้าก้มตา ลดเลย ลดได้เต็มที่ ผมคิดว่าก็ไม่เกิน 6 บาท เต็มกลืนก็ 5 บาท และสุดท้ายท้าย ถ้าลดไปเรื่อยๆ ก้มหน้าก้มตาไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลยนะครับ ก็จะกระทบกับงบประมาณในการพัฒนาประเทศ งบประมาณในการสนับสนุนอุดหนุนสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชน และเป็นภาระหนี้สาธารณะ เพราะเราทำงบประมาณแบบขาดดุลใช่มั้ครับ เราก็ต้องกู้เงินมาชดเชยงบประมาณ ซึ่งดอกเบี้ยก็ร้อยละ 2.5-3% ต่อปีนะครับ ซึ่งก็จะทำให้รัฐบาลเนี่ย มีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยนะฮะ จากเงินกู้เนี่ยนะครับ อีก 300-400 ล้านบาทต่อปีอีกนะครับ ซึ่งเงินส่วนเนี้ย แทนที่จะไปพัฒนาประเทศ ก็ต้องไปจ่ายทั้งดอกทั้งต้นนะครับ ซึ่งก็จะเป็นปัญหาในระยะยาวอีก หรือบอกโชคร้ายที่สุด เกิดอะไรขึ้นครับ ก็ผลักภาระทั้งหมดมาให้ประชาชนแบก ก็ไม่ไหวใช่มั้ครับ ถ้ากองทุนน้ำมันไม่อุดวันนี้ ดีเซลนี่ 62 บาท 2 สตางค์ ก็ไม่ไหวครับ ธุรกิจก็ไปไม่ได้ ค่าครองชีพก็แพง ครัวเรือนก็เดือดร้อนนะครับ เราคงรับอย่างนั้นไม่ไหวหรอกครับ
ในขณะที่ถ้ายิ่งรับไม่ไหวเข้าไปใหญ่ คือพอ มองกลับมาที่ผลประกอบการของโรงกลั่น ปรากฏว่าโรงกลั่นน้ำมันกลับกำไรมหาศาล นะครับ ผมเชื่อว่านะครับ ถ้าเกิดเราเข้าใจนะ ครับ ค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้ ว่าแต่ละบาทเนี่ย เราจ่ายให้กับค่าอะไรบ้าง จากการควักกระเป๋าสร้างจ่ายค่าน้ำมัน 1 ลิตรเนี่ยนะ ครับ ก็จะทำให้สุดท้ายแล้วเนี่ย ทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน สถานีหรือปั๊มน้ำมัน โรงงานต่างๆ ผู้ใช้น้ำมัน รวมทั้งครัวเรือน ผู้ใช้รถนะครับนะฮะ ผู้ใช้รถยนต์นะ ครับ ก็จะได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข แล้วก็ฝ่าวิกฤตนี้ไปได้อย่างเป็นธรรมนะครับ เรามาดูกันครับว่า ตกลงแล้วค่าน้ำมันที่เราจ่าย 1 ลิตรเนี่ย เราจ่ายให้กับอะไรกันบ้างนะครับ ไปกันเลยครับ
1 ครับ ต้นทุนเนื้อน้ำมันนะครับ ส่วนนี้เนี่ยนะครับ คิดเป็น 40-60% ของราคาที่หน้าปั๊มเลยครับ ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆครับ ต้นทุนเนื้อน้ำมันเนี่ย ก็คือต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่นนะครับ ที่เรียกว่า Gross Refinery Margin 2 ตัวนี้นะครับ แนะนำ 2 ตัวละครนะครับ โดยเราคิดราคาอย่างนี้ครับ ต้นทุนเนื้อน้ำมันที่เรากลั่นออกมาแล้วในโรงกลั่นประเทศ ไทยนะครับ ให้เราคิดตามราคากลางสิงคโปร์ ครับ ทำให้ประชาชนก็ตั้งคำถาม เฮ้ย เรากลั่นน้ำมันในประเทศไทยอ่ะ แล้วทำไมเราต้องใช้ราคากลางสิงคโปร์ด้วย เพื่อให้ต้นทุนน้ำมันแพง เพื่ออะไร เอ้อ ก็ในเมื่อเรากลั่นในประเทศไทยครับ ทำไมเราต้องไปคิดตามราคากลางสิงคโปร์ด้วย คิดเพื่ออย่างนี้ครับ ผมต้องเล่าย้อนไปก่อนปี 2534 ครับ คือก่อนหน้านั้นเนี่ย ราคาน้ำมันในประเทศไทยเนี่ย ถูกคุมเข้มนะครับ ถูกกำกับอย่างหนักนะครับ โดยรัฐบาลนะครับ จนกระทั่งในปี 2534 ครับ รัฐบาลจึงออกนโยบายครับ ลอยตัวค่าน้ำมันนะครับ ลอยตัวราคาน้ำมัน แล้วก็เปิดนะครับ หรืออนุญาตให้ตั้งโรงกลั่นน้ำมันเสรี เพื่อดึงดูดนักลงทุนนะครับ ให้เข้ามาลงทุนตั้งโรงกลั่นในประเทศไทย จึงกำหนดให้การคิดราคาเนี่ยนะครับ อิงตามราคา สิงคโปร์นะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าโรงกลั่นที่เขามาลงทุนเนี่ยครับ จะได้กำไรในระดับมาตรฐานสากล
ถ้าในตอนนั้นครับ หลายคนบอกว่า เออ แล้วก็ไม่ต้องไปใช้ราคากลางสิงคโปร์ได้มั้ย ก็กลั่นได้เท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ คุณก็บวกราคาแล้วก็ขายไปได้มั้ล่ะ ทำไมต้องไปอิงราคาสิงคโปร์ ทำไมต้องไปเอาราคาสิงคโปร์มา นะครับ คือมันก็จะเป็นแบบนี้ครับ คือถ้าเกิดราคาเราขายถูกกว่าราคาที่อยู่ในตลาดสากลนะครับ โรงกลั่นที่มีอยู่เนี่ย ก็จะไม่ม ีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพเลย ครับ ในขณะที่คนที่เขาจะมาลงทุนลงกลั่นใหม่ๆ เขาก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะมาลงทุน ครับนะฮะ คราวนี้แหละครับ ถ้ารัฐบาลต้องการตรึงราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มนะครับ รัฐก็ต้องแบกนะครับ ภาระการชดเชยนะครับให้กับโรงกลั่นในปริมาณ หรือในจำนวนเงินที่สูง ครับ อ้าว ถ้าไม่ใช้ราคากลางสิงคโปร์นะครับ ถ้าราคาหน้าโรงกลั่นมีราคาถูกกว่า เกิดอะไรขึ้นครับ น้ำมันครับก็จะถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ถูกมั้ยฮะ จริงะของเราถูก ต่างประเทศราคาสากลแพง ก็ส่งออกไปขายต่างประเทศดิครับ คราวนี้คนบอกทุกคนก็บอก เอ้า จะยอมทำไมอ่ะ รัฐบาลก็จำกัดการส่งออกไปเลย ไม่ให้ส่งออก เอ้า แล้วโรงกลั่นทำไงฮะ โรงกลั่นก็เลิกกลั่นครับ ก็กลั่นให้น้อยลงนะฮะ สุดท้ายพอโรงกลั่นในประเทศไทยกลั่นน้อยลง ประเทศไทยก็ต้องนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศในราคาสากลอยู่ดี ดังนั้นเนี่ย การอิงราคาสากลเนี่ยครับ ซึ่ง อ่า ราคา กลางที่สิงคโปร์เนี่ย ก็จึงเป็นเหตุผลที่ เราเข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะจัดการอะไรไม่ได้นะครับ อ่า ผมคิดว่าการกำหนดราคาต้นทุนเนื้อน้ำมันเนี่ยนะครับ จำเป็นที่จะต้องอ้างอิงจะไว้ อ้างอิงนะครับ ราคากลางสิงคโปร์มาเทียบเคียงอยู่บ้างนะครับ แต่ควรพิจารณาปรับลด ปรับลดอะไรฮะ มันจะมีต้นทุนที่มันไม่เกิดขึ้นจริงอ่ะ ออกไปครับ โดยไม่ต้องคิดเสมือนว่ามันเป็นราคาที่นำเข้าจากราคาหน้าโรงกลั่นเนี่ยฮะนะ ที่สิงคโปร์นะครับ แล้วก็ขนเรือมาส่งที่ประเทศไทย คือทุกวันเนี้ เราคิดราคาแบบนี้ไงครับ เราไม่ใช่แค่อ้างอิง แต่เราคิดว่าเหมือนราคาเนี่ย น้ำมันเนี่ย เราไปนำเข้านะครับ จากสิงคโปร์ น้ำมันนำเข้า น้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์นะ แล้วขนใส่เรือทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่ได้ขนใส่เรือนะครับ แล้วก็มาขายในประเทศไทย มันเลยมีต้นทุนสมมติและค่าใช้จ่ายทิพย์เกิดขึ้นเยอะแยะตะแยะไก่ครับ อ้า มีอะไรกันบ้างครับ ต้นทุนสมมติแล้วก็ค่าใช้จ่ายทิพย์ ตัวแรกเลยครับ ค่าขนส่งที่เสมือนว่าเราต้องขนน้ำมันลงเรือลำใหญ่จากสิงคโปร์ แล้วก็ล่องเรือมาส่งที่คลังน้ำมันประเทศไทย ส่วนนี้ก็ประมาณสัก 40 สตางค์ถึง 60 สตางค์ต่อลิตรครับ ตรงนี้ก็ลดได้ครับ ทั้งที่เพราะอะไรฮะ เพราะน้ำมันส่วนใหญ่เรากลั่นที่ศรีราชาหรือไม่ก็ระยองครับ แล้วก็ส่งผ่านท่อขนส่งหรือรถบรรทุกมายังคลังน้ำมันทั่วประเทศ ไม่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลนะครับ ล่องเรือมาจากสิงคโปร์ครับ ตรงนี้ก็ปรับลดให้สมเหตุสมผลได้นะครับ
ค่าประกันภัยแล้วก็ค่าการระเหยนะครับนะครับ คือเวลาขนส่งทางเรือมันก็จะมีการระเหยใช่มั้ครับ ระหว่างการขนส่งเนี่ย ตรงเนี้ยนะครับ ค่าประกันกับค่าการระเหยเนี่ย ก็มีราคาอยู่ประมาณสัก 5-10 สตางค์ต่อลิตรครับ ก็ในเมื่อไม่ได้มีการขนส่งทางเรือใช่ไหมครับ ไม่ได้เดินทางไกล ค่าการระเหยมันก็ไม่ได้มากมายอะไรนะครับ หรือถ้ามีมันก็คงต้องน้อยกว่าที่ระบุเอาไว้ในสูตรล่ะครับ ตรงนี้ก็ปรับได้ครับ
ค่าธรรมเนียมท่าเรือและค่าบริการคลังน้ำมันปลายทางประมาณอีก 20-50 สตางค์ต่อลิตร คือความเป็นจริงครับ โรงกลั่นใหญ่ทั้ง 6 แห่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Thai Oil, PTTGC, IRPC, บางจาก, BSRC หรือ SPRC นะครับ ก็มีท่าเรือแล้วก็คลังเป็นของตัวเองครับ แล้วก็ลงทุนไปนานจนคืนทุนหมดแล้วนะครับ การนำค่าเช่าท่าเรือสมมติมาบวกเพิ่มในราคาน้ำมันทุกลิตรนะครับ ผมก็คิดว่ามันไม่สมเหตุสมผล อ้าว มีอีกฮะ
ค่าปรับปรุงคุณภาพนะครับ ส่วนนี้ก็มักจะอ้างว่าน้ำมันที่สิงคโปร์เนี่ยนะครับ มีมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย จึงต้องบวกค่าปรับปรุงนะครับคุณภาพเพิ่มเข้าไปก็ประมาณสัก 50 สตางค์ต่อลิตร แต่ในความเป็นจริงครับ โรงกลั่นในประเทศไทย ณ วันนี้นี่ทันสมัยมากนะครับ แล้วก็สามารถกลั่นน้ำมันในมาตรฐานยูโร 5 ได้เป็นปกติอยู่แล้วครับ เอ้า ซึ่งต้นทุนต่างๆก็รวมอยู่ในค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและก็ค่าดำเนินการ ค่าดำเนินการต่างๆไปหมดแล้วครับ ก็ไม่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องเอาค่าปรับปรุงคุณภาพมารวมอีกครับ หรือถ้าเกิดจำเป็นก็ควรต้องปรับลดให้สมเหตุสมผลนะครับ
อีกตัวนึงฮะ แสบสุดเลยตัวสุดท้ายคือค่าพ่อค้าคนกลางในการนำเข้าหรือเทรดเดอร์นะครับ พรีเมี่ยม ประมาณสัก 50 สตางค์ถึง 1 บาทต่อลิตรครับ ไอ้ตรงนี้เนี่ยทับซ้อนและคุมเครือที่สุด ครับ เพราะว่าประเทศไทยเนี่ยมีโรงกลั่นแล้วก็กลั่นน้ำใช้เองเป็นหลักครับ แต่กลับถูกคิดเสมือนนะ ครับ ติ๊งต่างเหมือนติ๊งต่างว่าต้องซื้อผ่านพ่อค้าคนกลางครับ เลยต้องมีค่าธรรมเนียมในส่วนนี้เกิดขึ้น ไอ้ตรงเนี้ยก็ควรจะปรับให้ลดลงครับ เพราะว่าเราไม่ได้มีเทรดพรีเมี่ยม เราไม่ได้ซื้อผ่านคนกลางครับนะฮะ หรือถ้ามีก็ว่ากันไปนะครับ แต่เอามาคิดต้องแบบนี้ลงในสูตรเนี่ย ก็อาจจะไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นนะครับ ถ้าเรานะครับ ยังคงอ้างอิงจริงนะครับ ราคากลางสิงคโปร์อยู่นะครับ อ่า เราก็ตอนนี้จำเป็นนะครับ เพื่อเป็นแรงจูงใจของโรงกลั่นนะครับ อ่า แต่เราปรับลดพวกต้นทุนสมมตินะครับ และค่าใช้จ่ายทิพย์ต่างๆเนี่ย ที่มันไม่สมเหตุสมผลออกนะครับ หรือปรับให้มันอยู่ในระดับที่มันอธิบายได้นะ ครับ มันก็มีคนคำนวณครับว่าน่าจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันลงได้ประมาณสัก 1.6 บาท ถึง 2.7 บาทต่อลิตร ซึ่งผมก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลและเป็นจริง หรืออย่างน้อยๆครับนะฮะ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่น่าลงกลั่นจะต้องไม่สูงไปกว่าราคาที่เราขายส่งออกไปยังต่างประเทศน่ะนะฮะ หรือคิดง่ายๆเลยครับ แทนที่เราจะเอาราคา น้ำมันที่อ้างอิงจากราคานำเข้าสิงคโปร์มาโต้งๆนะครับ เสมือนว่าลงเรือแล้วขนมาที่คลังประเทศไทยเนี่ย เอาอย่างนี้ได้มั้อ่ะ คิดเสมือนว่าเราส่งออกไปยังประเทศอื่นมาอ้างอิงแทนได้มั้ย ก็มีคนเสนอครับ แล้วก็ตัดต้นทุนสมมติค่าใช้จ่ายทิพย์ต่างๆที่ไม่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติออกไปครับ หรือปรับให้มันสมเหตุสมผลครับ เพราะว่าราคาน้ำมันที่เรากลั่นเองอ่ะ ปรากฏว่ากลั่นเองใช้เองแต่ปรากฏว่าแพงกว่าที่เราส่งออกไปขายยังต่างประเทศอ่ะ คือมันอธิบายกับประชาชนลำบากจริงๆฮะนะ ดังนั้นหลายคนก็เริ่มเสนอว่า เฮ้ย แทนที่จะเอาราคา นำเข้าเสมือนนำเข้าเนี่ย เอาราคาที่ เราส่งออกได้มั้ย หรืออย่างน้อยกำหนดว่าจะต้องไม่แพงกว่าที่ราคาส่งออกได้มั้ย เออ
สำหรับอีกตัวนึงฮะ ในส่วนนี้ค่าการกลั่นที่หลายสำนักข่าวก็พูดกันอยู่นะครับ หรือ Gross Refinery Margin นะครับ ปัจจุบันนะครับ ล่าสุดเลยนะครับ ขยับไปที่ 13.91 บาทต่อลิตรนะ และจริง ๆแล้วถ้าเกิดตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีนาคม 2569 นะครับ ลองตามดูค่าการกลั่นนะ ครับ มันเคยกระโดดสูงไปถึง 17 บาท 6 สตางค์ต่อลิตรนะครับ แม่เจ้า ค่าการกลั่นเคยโดดสูงไปถึง 17 บาทนะครับ ถามว่าแล้วช่วงก่อนหน้าที่จะมีสงคราม หรือวิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซเนี่ย ถ้ากันกลั่นเนี่ยนะ ครับ อยู่ที่เท่าไหร่ครับ อยู่ที่ลิตรนึงประมาณ 2 บาทครับ ตอนนี้โดดไปที่ 13 บาทกว่านะครับ เคยโดดไปสูงสุด 17 บาทนะครับ คืออย่างงี้ก่อนแต่ก่อนแต่ก่อนที่เราจะไปต่อว่า หรือคิดในเชิงลบกับโรงกลั่นเนี่ย เราต้องเข้าใจค่าการกลั่นก่อนครับว่า ค่าการกลั่นเนี่ยนะครับ มันไม่ใช่กำไรสุทธิ นะครับนะ แต่มันคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบ กับราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นออกมาแล้วนะครับ คือสถานการณ์ตอนนี้เนี่ยนะครับ เนื่องจากโรงกลั่นขนาดใหญ่เนี่ย ในภูมิภาคตะวันออกกลางเนี่ยนะครับ ต้องหยุดชะงักลงครับ เนื่องจากภาวะสงครามที่เรารู้กันอยู่ ทำให้น้ำมันสำเร็จรูป ทำให้น้ำมันสำเร็จรูปเนี่ยในตลาดโลกนะครับ มีความขาดแคลนนะครับ ประกอบกับที่ตลาดสิงคโปร์นะครับนะฮะ ซึ่งเราใช้ในการอ้างอิงราคาเนี่ย ก็มีการแย่งกันซื้อน้ำมันสำเร็จรูปนะ ก็มีการไล่ราคากันนะ มีการไล่ซื้อนะครับ ก็ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปเนี่ยเนี่ย มันวิ่งแล้วมันดีดตัวนะครับ ทำให้ช่องว่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูป กับราคาน้ำมันดิบมันห่างขึ้นถูกมั้ยครับนะ ฮะ จึงทำให้ค่าการกลั่นเนี่ยสูงขึ้นครับ มันก็เป็นประโยชน์กับโรงกลั่น เป็นผลพลอยได้ที่โรงกลั่นได้ แต่เราต้องให้ความเป็นธรรมกับโรงกลั่นน้ำมันนะครับ เพราะอะไรครับ อยู่ดีเราจะไปกล่าวโทษโรงกลั่นเลยว่าคิดค่าการกลั่นแพงไม่ได้นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะโรงกลั่นไม่ได้เป็นคนกำหนดค่าการกลั่นเองครับ เพราะมันเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบ กับราคาน้ำมันสำเร็จรูป ตอนนี้พอน้ำมันสำเร็จรูปขาดแคลนคนไล่ซื้อ ก็ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปโดดหรือดีดตัวขึ้นไปถูกมั้ย แต่โรงกลั่นได้ประโยชน์ครับ แต่โรงกลั่นเขาไม่ได้เป็นคนอยู่ดีจะทึกทักว่าจะเป็น 17 บาทจะเป็น 13 บาทเอาไม่ ได้ทำอย่างนั้นแต่เขาได้ประโยชน์นะครับนะ ฮะ ต่อให้ผมถึงบอกว่าเราจะจะไปกล่าวโทษโรงกลั่นตรงๆก็คงไม่ได้นะครับ แต่เราตั้งข้อสังเกตได้ว่าโรงกลั่นได้ประโยชน์นะ เพื่อเอามาปรับปรุงนะครับนโยบายนะครับ เพื่อให้โครงสร้างนะครับ ค่าการกลั่นแล้วก็โครงสร้างราคาน้ำมันเนี่ย สมเหตุสมผลนะครับ เนื่องจากโรงกลั่นในไทยทั้ง 6 แห่งเนี่ย ปัจจุบันเนี่ยจริงๆเนี่ยก็ยังกลั่นปกติ นะครับเ้ารบกันแต่ว่าเราไม่ได้ผลกระทบถูก มั้ฮะ โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งเนี่ยครับก็ยังกลั่นตามปกติ ต้นทุนการกลั่นอาจจะขยับขึ้นมาบ้าง แต่มันก็ไม่ได้มากมายอะไรขนาดนั้นนะครับ แต่ปรากฏว่าได้กำไรเพิ่มขึ้นเนี่ย หลายเท่าตัวเลยนะครับ เพราะค่าการกลั่นก่อนสงครามเนี่ยนี่ 2 บาทใช่มั้ฮะ ล่าสุด 13 บาท เคยกระโดดไปสูงสุด 17 บาท เรียกว่าลาบลอยเลยนะ อยู่ดีๆก็นะฮะ ฟ้ามาโปรดอย่างนั้นน่ะนะครับ คราวนี้ละครับ เราก็ต้องคิดใช่มั้ว่าจะทำยังไงให้โรงกลั่นเนี่ย ได้มีความร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าปรากฏว่าช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนนะครับ ประสบกับทุกขเวทนาจากราคา น้ำมันปรากฏว่าโรงกลั่นน้ำมันก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นพรวดนะครับนะ มันก็ไม่ได้มีความร่วมทุกข์ร่วมสุขกันนะครับ และที่สำคัญเอง ผมก็ไม่อยากให้จะไม่อยากให้โรงกลั่นเนี่ย ต้องตกเป็นจำเลยครับ ที่ถูกประชาชนวิพากษ์วิจารณ์นะครับ แล้วผมเชื่อว่าโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งอ่ะ เขาก็ไม่อยากที่จะโดนประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบหรอก ดังนั้นนะครับ พอประจวบเหมาะกัน 2 ส่วน ยิ่งราคาขายน้ำมันสำเร็จรูปนะครับนะฮะ ที่หน้าโรงกลั่นเนี่ย ไปใช้ราคาเสมือนนำเข้าจากตลาดสิงคโปร์ เสมือนว่าเรานำเข้าขนใส่เรือแล้วก็ล่องมาขายให้กับประเทศไทยเนี่ยนะครับนะ แล้วดันมีต้นทุนสมมตินะครับ และค่าใช้จ่ายทิพย์เติมเข้าไปอีก โอ้ แล้วค่าการกลั่นที่โดดขึ้นมาอีกนะ หลายส่วนนะ ก็ยิ่งทำให้โรงกลั่นเนี่ยครับ ถูกมองว่า เฮ้ย คุณกำลังทำนาบนหลังคน หาผลประโยชน์ท่ามกลางท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชนหรือเปล่านะฮะ ซึ่งในส่วนเนี้ย รัฐบาลแก้ไขได้นะครับ ไม่ใช่แก้ไขไม่ได้ ผมว่าสิ่งที่ต้องคิดและเร่งทำและต้องมีความกล้าหาญที่ทำคือการเร่งรัฐแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรนะครับ โดยเพิ่มหมวดว่าด้วยภาษีลาภลอยเข้าไปครับนะ เข้าไปในระบบภาษีเงินได้นิติบุคคลนะครับ โดยกำหนดในอัตราพิเศษครับ สำหรับกำไรที่เกินกว่าฐานปกติ แล้วก็ใช้กฎหมายที่มีอยู่ นะที่มีอยู่ นะกฎหมายที่มีอยู่ก็คือมาตรา 144 ของ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงครับ โดยให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ กบน.เนี่ยนะครับ ใช้อำนาจตามมาตรา 144 สั่งให้โรงกลั่นเนี่ยนะครับ ส่งเงินเข้ากองทุนเพิ่มเติมตามสัดส่วนค่าการกลั่นที่ได้มาเกินปกติ เพื่อให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเนี่ย มีเงินที่จะไปช่วยเหลืออุดหนุนให้กับประชาชนในการแบ่งเบาภาระนะครับ ค่าครองชีพต่างๆ เห็นมั้ยฮะ ทีนี้โรงกลั่นก็จะ มีสภาวะที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสถานการณ์วิกฤตน้ำมันละ ถูกมั้ฮะ และการจัดเก็บภาษีลาภลอยนะครับ หรือ windfall tax ภาษาอังกฤษเรียก windfall tax นะครับ ก็ยังเป็นกลไกสำคัญนะครับ ในการจัดการกับสต็อกเกน นี่ถ้าติดตามข่าวก็จะได้ยินคำว่าสต็อกเกนนะครับ กำไรจากสต็อกเกนคืออะไรฮะ คือกำไรส้มหล่นที่เกิดจากโรงกลั่นเนี่ยไปซื้อน้ำมันดิบนะครับ มาสำรองไว้ในราคาเดิม ก่อนที่ราคาในตลาดโลกจะพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซใช่มั้ยฮะ คือต้องยอมรับว่าน้ำมันที่อยู่ในคลังมันมีทั้งน้ำมันเก่าใช่มั้ฮะ ที่ซื้อกันมาใช่มั้ฮะ ไม่ได้อยู่ว่าคลังไม่เคยโล่งนะครับนะ แทงค์ไม่เคยโล่งนะครับ มันก็มีน้ำมันเก่า นะครับ คราวนี้ละครับ พอราคาตลาดโลกพุ่งพรวดขึ้นมานะครับ จากวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ จากภาวะสงครามเนี่ย ปรากฏว่าโรงกลั่นก็ปรับราคาขายขึ้นมาทันทีตามราคาตลาดโลกใช่มั้ครับ เอ้า คราวนี้โรงกลั่นก็จะได้กำไรส่วนต่างมหาศาลเลยสิครับ จากน้ำมันก้อนเดิมที่เก็บไว้ อยู่ในคลังที่ซื้อมาในราคาเดิมนะฮะ โดยที่โรงกลั่นก็ไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไร ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มเลยนะฮะ หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตครับว่า เฮ้ย เวลาที่ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นนะครับ โรงกลั่นก็มักจะปรับราคาขายนะครับ ที่หน้าโรงกลั่นแทบจะทันที หรือว่าสักพักนึงอ่ะไม่นาน น่ะก็ปรับละ แต่เวลาเแต่ว่าเวลานะ ราคาน้ำมันดิบลงนะครับ ลงกลั่นก็มักจะอ้างว่าเออ ปรับราคาลงทันทีไม่ได้แหละนะครับ เนื่องจากโรงกลั่นมีสต็อกน้ำมันดิบนะครับ ที่ซื้อมาตอนราคาสูงอยู่ ก็ต้องระบายน้ำมันในราคาแพงๆที่ซื้อไว้เดิมออกไปก่อนนะ ราคาถึงจะปรับตัวลดลงมาได้นะครับนะ แปลกมั้ยฮะ ตอนราคาน้ำมันดิบโดดปุ๊บ โอ้โห ปรับแทบจะทันที แต่พอราคาน้ำมันดิบลง บอกว่าต้องระบายของเดิมก่อน แต่ตอนที่วิกฤตการราคาน้ำมันโดดขึ้นปู๊ดนะ ครับ ปรากฏว่าเออไม่พูดถึงสต็อกน้ำมันของเดิมเลย นะ คราวนี้ฮะ การเก็บภาษีลาภลอยเนี่ยก็จะถูกใช้เป็นกลไกนะครับ ในการนะฮะ ที่รัฐบาลเนี่ยนะ พอกลไกของภาษีลาภลอยเนี่ย รัฐบาลก็จะได้สามารถใช้ภาษีก้อนเนี้ยที่เก็บได้นะ ครับ แปลเป็นงบประมาณนะครับ ที่รัฐบาลเนี่ยเอาไปใช้อุดหนุนหรือช่วยเหลือนะครับ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้อย่างเต็มที่นะครับ คราวนี้มองในมุมโรงกลั่นบ้าง โรงกลั่นก็เถียงครับนะ หลายวันก่อนนะ ครับ ท่านรองนายกพิพัฒน์นะ ก็พูดประโยคนี้ว่า เออ แล้วตอนราคาน้ำมันมันลงอ่ะ ลงกลั่นก็ต้องประสบกับการขาดทุนจากสต็อกเดิมอ่ะ หรือที่เรียกว่าสต็อก loss อ่ะ แล้วใครจะมารับผิดชอบล่ะ โอก็จริงเนอะ หลายคนเออ็จริงนะ มองในมุมโรงกลั่นก็จริงแต่อย่างนี้ครับ เราก็ต้องชี้แจงอย่างงี้ว่า ในสภาวะทั่วไปเลย ในการบริหารธุรกิจโรงกลั่นเนี่ย โรงกลั่นเนี่ยส่วนมากก็จะมีการบริหารความเสี่ยงด้วยการทำ hedging หรือการป้องกันความเสี่ยงราคา น้ำมันเอาไว้ตามสมควรอยู่แล้วนะครับ และใน ช่วงที่สต็อกเกนนะครับ คือราคาน้ำมันพุ่งพรวดได้กำไรจากสต็อกน้ำมันก้อนเดิมเนี่ย นะครับ มันคือกำไรที่เกินปกติ นะครับ และรัฐบาลเอง ไอ้ภาษีลาภลอยเนี่ย ไม่ได้เก็บภาษีทั้งหมดนะครับ จะคิดภาษีจากกำไรส่วนเกินเท่านั้นครับ เขาถึงเรียกว่าลาภลอยไง จากกำไรส่วนเกิน ไม่ได้คิดจากกำไรทั้งก้อนนะครับ ของน้ำมันสต็อกก้อนนั้นนะครับ คิดจากส่วนเกินเท่านั้น เพื่อเอาภาษีลาภลอยเนี่ย มาพยุงค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงวิกฤตครับ อ่า อย่างงั้นก้อนแรกก้อนใหญ่ผมอธิบายจบไปแล้วนะ เงินที่เราจ่ายไปนะครับ 44.24 บาท นะครับ ตอนนี้ส่วนนึงคือเป็นต้นทุนเนื้อน้ำมันนะ คราวนี้ครับ ส่วนที่ 2 ครับ ภาษี ครับ ส่วนนี้เนี่ยกินสัดส่วนประมาณ 30-40% ของราคาหน้าปั๊มเลย ภาษีก้อนใหญ่สุดไม่พูดไม่ได้นะครับ แล้วก็ถูกพูดนะครับ ในหลายข่าวละนะ [เสียงกระแอม] ครับ ก็คือภาษีสรรพสามิตครับ เป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุดเลยนะ ครับ รัฐก็เก็บเข้าแผ่นดินนะครับ ดีเซลนะครับ โดนประมาณ 6.90-7.40 บาทนะครับ ก็ประมาณนี้นะครับ ประมาณสัก 6 ปลายๆถึง 7 กว่าๆ แก๊สโซฮอล์ ตระกูลเบนซินนะครับ แก๊สโซฮอล์ก็โดนประมาณสัก 6 บาท -6.75 บาทต่อลิตรนะครับ ก็ประมาณสัก 6 บาทเศษ ดีเซลก็ 6 บาทปลายๆถึง 7 บาทต้นๆนะครับ ซึ่งในส่วนของภาษีสรรพสามิตเนี่ยครับ ตามข่าวนะครับ หลายคนก็เสนอว่าลดได้มั้ย ก็เป็นอีกส่วนนึงที่ลดได้ครับ เพื่อบรรเทานะ ครับ ผลกระทบให้กับประชาชน ซึ่งในอดีตเนี่ยนะครับ ก็เคยลดมาแล้วนะครับสูงสุดนะครับ ในอดีตนะ ลดมาแล้วเคยลดมาแล้ว 5 บาทต่อลิตร นะครับ ดังนั้นเนี่ย เข้าใจว่าคร่าวๆคร่าวคราวนี้เนี่ย รัฐบาลก็มีช่องว่างให้ลดราคา จากภาษีสรรพสามิตคือลดกันเก็บก็คงเต็มกลืน ก็ 5 บาท หรือถ้าเกิดใจปล้ำหน่อยก็คงจะ 6 บาทแล้วครับ มันก็มีช่องว่างให้เล่นแค่นี้แหละนะฮะ เดี๋ยวผมค่อยมาเล่าว่าถ้าเราลดเนี่ย มันจะมีผลกระทบยังไงอ่ะ
ภาษีตัวต่อมาครับนะ ก็คือภาษีเทศบาลครับ ก็จะเก็บเพิ่มอีก 10% ของภาษีสรรพสามิต ไอ้ภาษีเทศบาลเนี่ย ก็จะเอาไปจัดสรรให้กับท้องถิ่นครับ ดังนั้นหมายความว่าไงครับ ถ้าเราปรับลดภาษีสรรพสามิตลง ก็มีผลกระทบนะครับ ต่องบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่นในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเนี่ยนะครับ การพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตลงเนี่ยนะ ครับ ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะทำก็ทำได้ ครับ แต่ถ้าไม่ยอมเดินหน้าเก็บภาษีลาภลอยเลยนะครับ ไม่จัดการกับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นจากสต็อกก้อนเดิมเลย ไม่จัดการอะไรกับต้นทุนคุณสมมติค่าใช้จ่ายทิพย์ที่ไม่ ได้เกิดขึ้นจริงแต่ดันเอามาคิดราคาเลยนะ ครับ ก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลังเอาภาษีของคนไทยไปอุดหนุนกำไรให้กับโรงกลั่นทางอ้อม ครับ และเชื่อได้ว่าถ้าไม่ทำอะไรนะฮะ ใช้แต่การลดภาษีสรรพสามิตก็ดีนะครับ หรือการเอากองทุนน้ำมันไปอุดอย่างเดียวก็ดี โดยที่ไม่มีความคิดในเรื่องของกำไรลาภเอ้ย จากไม่มีความคิดในเรื่องของภาษีลาภลอยเลยนะครับ หลายคนก็บอกติดตามดูครับว่า ในงบการเงินนะครับ หรือผลประกอบการของโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งนะครับ ในปี 2569 เนี่ย ก็มีการประเมินว่าอาจจะมีกำไรเพิ่มขึ้นในระดับหมื่นล้านบาทนะครับนะ ในภาวะวิกฤตแล้วโรงกลั่นทำกำไรเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาทในปีนั้นน่ะ แล้วจะให้ประชาชนรู้สึกยังไงนะครับ
เรามาดูกันครับว่า ทำไมผมถึงบอกว่าการลดภาษีสรรพสามิตเนี่ยเนี่ย มันมีผลกระทบ ครับ คือทุกๆการลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตรนะครับ มีผลกระทบไม่ใช่น้อยๆนะครับ เบื้องต้นเราต้องดูก่อนนะครับ ประเทศไทยของเราเนี่ยนะครับ คนไทยเนี่ยนะครับ ใช้น้ำมันดีเซลวันนึง 65 ล้านลิตรครับ น้ำมันในกลุ่มเบนซินวันนึง 32 ล้านลิตรครับ ดังนั้นครับ คำนวณง่ายๆครับ ถ้ารัฐบาลขาดรายได้นะครับ สมมติการลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร ทำให้รัฐบาลขาดรายได้วันละ 97 ล้านบาท ก็ประมาณตีกลมๆก็คือ 1 บาทลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตรต่อวันนะครับ รัฐบาลขาดรายได้วันละ 100 ล้าน เดือนนึงก็ 2,800 ล้านถึง 3,000 ล้านนะฮะ และการจะทำให้และก็จะทำให้ท้องถิ่นนะครับ มีงบในการพัฒนาท้องถิ่นลดลงวันละ 10 ล้านบาทครับ จำได้มั้ครับว่าเพราะเรามีภาษีเทศบาลที่เก็บ 10% จากภาษีสรรพสามิตด้วย ถ้าลดภาษีสรรพสามิตตรงบใน [เสียงกระแอม] การพัฒนาท้องถิ่นก็จะลดลงเป็นเงาตามตัว สมมตินะฮะ ถ้ารัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตลงลิตรละ 5 บาทนาน 3 เดือนสมมุตินะ ก็จะทำให้รัฐบาลเนี่ยจัดเก็บรายได้ลดลง 14,550 ล้านบาท เกือบ 15,000 ล้านบาท กระทบกับงบประมาณท้องถิ่นที่ต้องลดลงตามใช่มั้ย 10% เท่าไหร่ครับ ก็ 1,45 ล้าน และปกติประเทศไทยเราจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลใช่มั้ครับ นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องไปกู้เงินเพื่อมาชดเชยการขาดดุลด้วย แล้วเวลาเรากู้รัฐบาลกู้ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5-3% ต่อปีครับ นั่นหมายความว่ารัฐบาลจะต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 360-430 ล้านบาทร่วมด้วย เงินก้อนนี้แทนที่จะเอาไปพัฒนาประเทศ เอาไปอุดหนุนสวัสดิการก็ต้องมาจ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ครับ ดังนั้นเนี่ย ผมถึงผมถึงย้ำตรงนี้ครับว่า ถ้าหากว่าเราจะลดภาษีสรรพสามิตนะครับ ถามว่าทำได้มั้ย ทำได้แต่ต้องจัดการและคิดในเรื่องภาษีลาภลอยควบคู่กันไปด้วยถึงจะมีความเป็นธรรมครับนะ
เอาล่ะครับ ภาษีผมต๊ะไว้ก่อนนะ จังเหลือง ภาษีอีกอีกตัวนึงนะ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ผมเอามาพูดหลังจากเรื่องเงินส่งเข้ากองทุนต่างๆดีกว่า เอาล่ะครับ ส่วนต่อมาครับ ภาษีนะ ผมตะภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนนะครับ อ่า ส่วนที่ 3 ครับ ก็คือเงินที่เราส่งเข้ากองทุนต่างๆ ครับนะ ในสภาวะปกติก็ประมาณสัก 5-20% ของราคาหน้าปั๊มนะครับ แต่ปัจจุบันครับ เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเนี่ย แทบจะไม่ได้ส่งแล้วนะครับนะฮะ แต่เดิมนะครับ ก่อนวันที่ 26 มีนาคม 2569 นะครับนะฮะนะ ผมย้ำนะ ตอนนี้เราไม่ได้ส่งแล้วนะครับ แต่จะเรียกว่ายังไงดีอ่ะ คือมันส่งอยู่จิ๊บจ๊อยอ่ะ ของตระกูลเบนซินน่ะนะ ครับ แต่ตอนเนี้ยเราใช้มากกว่าส่ง อ่า เอาไงดีกว่านะ ตอนแทบแทบจะไม่ได้ส่งละนะ ครับ และเราใช้อุดหนุนเป็นหลักด้วยนะครับ ผมไล่มาเลยครับ แต่เดิมนะครับ ก่อนวันก่อนวัน ที่ 26 มีนาคม 2569 นะครับ ตอนที่วิกฤตการน้ำมันนะครับ เริ่มเกิดขึ้นนะครับ ตอนนั้นนะครับ กองทุนน้ำมันเนี่ยนะครับ ต้องไปอุดหนุนน้ำมันดีเซลอยู่สูงถึงลิตรละ 24 บาท 25 สตางค์ครับ แก๊สโซฮอล์เนี่ย ก็อุดหนุนแก๊สโซฮอล์ 95 นะครับ ก็อุดหนุนอยู่ที่ลิตรละ 9.73 สตางค์นะครับ ปัจจุบันนี้นะฮะ สดๆร้อนๆนะครับ ดีเซลก็ยังอุดหนุนอยู่นะครับ ทั้งที่ลิตรนึง 44.24 สตางค์ นะฮะ ทุกวันนี้ ณ วินาทีนี้ที่ผมรายงานฮะ ดีเซลยังอุดหนุนอยู่ลิตรละ 17.78 สตางค์นะครับ ส่วนตระกูลดีเซล หรือแก๊สโซ 95, 91 เนี่ย ตอนนี้เริ่มเก็บเงินจิ๊บๆจ๊อยๆนะครับ ส่งเข้ากองทุนละ เพื่อแบ่งเบาภาระ ก็ลิตรนึงเล็กน้อยประมาณ 43 สตางค์ครับนะ แต่ดีเซลยังอุ้มอยู่แล้วอุ้มหนักนะครับ 17.78 สตางค์นะฮะ ราคาขาย 44.24 สตางค์ อุ้มอยู่ 17.78 สตางค์ ผมย้ำอีกที ถ้าไม่อุ้ม 62 บาทครับ ต่อลิตรนะ
เท่าที่เราทราบครับ ตอนนี้มีการปรับราคาน้ำมันมา 3 ระลอกแล้วนะครับ ระลอกแรกนะครับ เมื่อวันที่ 26 มีนาคมนะครับ ขึ้นพรวดเดียว 6 บาทนะครับ ดีเซลนะครับ พรวดที่ 2 นะครับ ก็ 31 มีนาคมนะครับ 2569 นะครับ พรวดที่ 2 ก็ 80 แล้วก็ล่าสุดครับ ระลอกที่ 3 นะครับ ก็พรวดขึ้นมาอีก 3.50 นะครับ ในวันที่ 5 เมษายน 2569 นะครับ และก็คิดว่าน่าจะมีการปรับอีกนะครับนะฮะ เหมือนกันนะ คงไม่หยุดเท่านี้ เพราะทุกวันนี้นะครับ ก็ยังอุดหนุนอยู่ 17.78 สตางค์ ต่อลิตรนะครับ แล้วก็ เอ่อ ภาวะสงครามก็ยังไม่ได้มีท่าทีที่ชัดเจนว่าจะเอยุติ นะครับนะฮะ ลงได้นะครับ ก็ยังเหมือนจะยุติ แต่ก็สักพักนึงก็เหมือนจะมีแรงมีแรงคลุกคลุ่นขึ้นมาอีกนะครับ ดังนั้นเนี่ย ถ้าสภาวะสงครามยังคงยืดเยื้อเนี่ย ก็มีสิทธิ์ที่จะปรับอีกนะครับนะฮะ ต้องยอมรับครับว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤตการน้ำมันเนี่ยนะครับ ที่ช่องแคบฮอร์มุซเนี่ย กองทุนน้ำมันเนี่ย ก็ต้องแบกนะครับ จนหลังแอ่นนะ มาโดยตลอดนะ ครับ แล้วก็การที่จะปล่อยให้กองทุนน้ำมันเนี่ยนะครับ อุดหนุนน้ำมันทุกลิตรที่ออก จากหัวจ่ายเนี่ย โดยไม่ปรับราคาขึ้นเลยเนี่ย ถ้าพูดตรงๆนะครับ ก็คงจะไม่ไหวจริงๆ นะครับ เพราะว่าอาจจะต้องใช้เงินอุดหนุนเนี่ย วันนึงมากกว่า 2,000 ล้านบาทนะครับ วันนึงมากกว่า 2,000 ล้านบาทนะครับ ดังนั้นเนี่ย การปรับราคาน้ำมันขึ้นมาบ้างนะครับ [เสียงกระแอม] ซึ่ง 3 ระลอกนะครับ 6 บาท 80 และล่าสุด 3.50 เนี่ย ก็เป็นการช่วยแบ่งเบานะครับ เอ่อ กองทุนน้ำมันนะครับ แต่อย่างไรก็ตามนะครับ ณ วันนี้เนี่ย ที่ดีเซลเรายังอุดหนุนอยู่ 17.78 สตางค์ ต่อลิตรเนี่ย เราคำนวณดูครับ ทุกวันนี้กองทุนน้ำมันก็ยังแบกอยู่นะครับ วันนึงไม่น้อยนะครับ 1,700-1,800 ล้านบาทครับต่อวันนะครับนะ ดังนั้นน่ะ ก็ทำใจครับ จิบน้ำครับ ว่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นอีกครับนะฮะ หายใจเข้าลึกๆนะครับนะฮะ หายใจออกเอ่อ หายใจออกยาวๆนะครับ อย่างจะโดนอีกนะครับ มีความเป็นไปไม่ได้ว่าจะโดนอีกนะ พอเราเชื่อว่าโดนอีก มันก็จะเวลาโดนมันก็ความตื่นเต้นมันก็ลดลงเนาะ ใช่มั้ยฮะ จะสะบด ทำอะไรมันก็จะได้น้อยลงนะครับ แต่ผมถึงย้ำอย่างงี้ครับว่า ถ้าไม่มีกลไกอะไรเลยนะครับ ในการหาเงินเข้ามาเติมให้กับกองทุนน้ำมันเนี่ย ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล แล้วก็สหรัฐอเมริกาที่ยืดเยื้อเนี่ยนะ ครับ ในไม่ช้าเนี่ย กองทุนน้ำมันเนี่ย คงแบกต่อไปไม่ไหวอ่ะ ใช่มั้ฮะ นี่ขนาดปรับมาแล้วนะครับ 44 บาท 24 สตางค์ ราคาดีเซลเนี่ย ยังแบกอยู่วันนึง 1,700 ถึง 1,800 ล้านบาท ดังนั้นเนี่ย การจัดการนะครับ การคิดถึงภาษีลาภลอยเนี่ย จึงเป็นแนวทางที่รัฐบาลเนี่ยต้องเร่งพิจารณาอย่างเร่งด่วนเลย คือเอาหูไปนาวตาไปไล่นอนคดไม่รู้นั่งคู้ไม่เห็นเนี่ย ไม่ได้นะครับนะ
อีกก้อนนึงครับ จิ๊บๆครับ พูดถึงเรื่องของเงินส่งเงินเข้ากองทุน เมื่อกี้พูดถึงกองทุนน้ำมันไปแล้วนะ อีกก้อนนึงครับ จิ๊บๆประมาณ 5 สตางค์ต่อลิตรนะครับ ก็ส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงานนะครับ 5 สตางค์ต่อลิตรก็เล็กน้อยนะครับ ไม่ต้องไปไปปรับอะไรมันหรอกครับนะฮะ มันปรับไปมันก็ไม่ได้กระทบอะไรมากนะครับ อ่า งั้นเงินกองทุนก็จบไปแล้ว ผมรัดเอาภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมตั๊เอาไว้มาเล่าต่อ นะครับ อีก 7% ใช่มั้ย VAT 7% หลายคนนะครับ ผมดูครับ ก็มีคนทักท้วงว่า เฮ้ย ไอ้ VAT 7% เนี่ยนะครับ ไปคิดนะครับ VAT 7% เนี่ย จากราคาน่าลงกลั่นนะครับ รวมภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลเนี่ย อ้า คิด VAT แบบนี้ก็เป็นการคิดภาษีมูลค่าเพิ่มซ้อนจากภาษีตัวอื่นน่ะสิ นะครับ เป็นเหมือน tax on tax นะครับ แต่ อย่างงี้ครับ คือการตั้งข้อสังเกตนี้ผมก็เข้าใจได้นะครับ เพราะภาษีมันไปคิดซ้อนภาษีมันก็ไม่เหมาะสมถูกมั้ฮะ แต่อย่างงี้ครับ สินค้าอื่นที่เขาเสียภาษีสรรพสามิตนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสุรา บุหรี่ รถยนต์เนี่ย เขาก็คิดสูตรเนี้ยครับ เขาก็คิดแบบแทน และหลายประเทศอื่นๆนะครับ ที่เขาคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม เขาก็คิดคำนวณแบบนี้เนี่ยนะ ดังนั้นในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มเนี่ย รัฐบาลเนี่ยคงไปแตะหรือไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ครับ แต่ด้วยสูตรคิดแบบนี้มันก็มีข้อดี เรามองในเชิงบวกครับ ถ้ารัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตลง 1 บาทใช่มั้ยครับ สูตรคณิตศาสตร์ง่ายก็จะทำให้ราคาปลีกนะครับ คือราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มลดลง 1 บาท 7 สตางค์ครับ อ่านะ เพราะ VAT มันมันมันคิดทับใช่ มั้งั้นเวลาลดมันก็จะต้องลดแบบทับด้วย ใช่มั้ฮะ ดังนั้นถ้าเกิดภาษีสรรพสามิตลดลง 5 บาทนะครับ ราคาขายปลีกที่หน้าปั๊มก็จะลดลง 5.35 บาท จริงๆรัฐบาลก็ไม่ได้เอาเปรียบเราในส่วนนี้แหละนะครับ งั้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผมเอามาตั๊เพราะมันมาคิดทีหลังไงฮะ ซ้อนขึ้นมาเนาะ ใช่มั้ยฮะ
คราวนี้ส่วนที่ 4 ส่วนสุดท้ายครับ คือค่าการตลาด ส่วนนี้ก็ประมาณสัก 10-18 สตางค์ของราคาหน้าปั๊ม ตรงนี้ก็แตะไม่ได้ครับ ทุกวันนี้ก็น้อยอยู่แล้วนะครับ ก็เป็นส่วนที่เป็นรายได้ของผู้ค้าน้ำมันแล้วก็ปั๊มน้ำมันต่างๆนะครับ ซึ่งเขาก็ต้องเอาไปจ่ายให้กับค่าใช้จ่ายต่างๆนะครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าขนส่งน้ำมันจากคลังไปที่ปั๊มน้ำมัน ค่าบริหารจัดการสถานีน้ำมันนะครับ ค่าน้ำค่าไฟค่าเงินเดือนพนักงานนะครับ ค่าเช่าสถานที่นะครับ ซึ่งทุกวันนี้เนี่ยครับ ก็ค่าการตลาดก็อยู่ลิตรละ 2 บาทเท่านั้นเองนะครับ เฉลี่ยแล้วก็ประมาณสัก 2 บาทนะครับ น้ำมันแต่ละแต่ละประเภทมีค่าการตลาดไม่เท่ากัน แต่เฉลี่ยละประมาณสัก 2 บาทต่อลิตรนะครับ ก็ไม่ได้มากมายอะไรนะครับ ปั๊มน้ำมันนะครับ ผู้ค้าน้ำมันเค้าก็มีภาระค่าใช้จ่ายที่เค้าต้องไปแบกรับ มีเงินเดือนพนักงานที่เค้าต้องจ้างนะครับ มีสวัสดิการให้กับพนักงานเค้า มีค่าน้ำค่าไฟค่าบริหารสถาน ที่ตรงนั้นก็ให้เค้าไปเถอะครับนะฮะ คงไปจัดการอะไรไม่ได้นะครับ
สรุปแล้วนะครับ ที่ผมเล่าให้ฟังนะครับ ดีเซลที่ลิตรนึง 44 บาท 24 สตางค์นะครับ เราจ่ายให้กับอะไรบ้างครับนะฮะ ก็ราคาขายปลีกนะครับ ก็ประกอบไปด้วย 4 ส่วนนะครับ นั่นก็คือราคาน่าลงกลั่น ซึ่งประกอบไปด้วยต้นทุนเนื้อน้ำมัน แล้วก็ค่าการกลั่นครับ ภาษีต่างๆใช่มั้ยครับ ซึ่งก็ประกอบไปด้วยภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล แล้วก็ภาษีมูลค่าเพิ่มนะครับ ส่วนที่ 3 ก็คือเงินที่ส่งเข้ากองทุนนะ ครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนน้ำมันนะครับ นี่ตัวหลักเลยตอนนี้ก็ไม่ได้ส่งจิ๊บๆแล้วกัน นะครับ แก๊สโซฮอล์ก็ 43 สตางค์ต่อลิตร แต่ดีเซลยังอุดหนุนหนักอยู่นะครับ 17.78 บาทต่อลิตรนะครับนะ แต่โดยปกตินะครับ ก็จะส่งนะครับ แต่ตอนนี้มันสภาวะวิกฤตก็ใช้ นะครับนะฮะ แล้วก็สุดท้ายคือค่าการตลาดนั่นเองนะครับ ก็ 4 ส่วนนะครับ
ราคาน้ำมันที่ยุติธรรมนะครับ ผมยืนยันว่าเกิดขึ้นได้ครับ แต่รัฐบาลนะครับจะต้องกล้าปรับปรุงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นให้สะท้อนความเป็นจริงนะครับ ที่สำคัญที่สุดครับ ตัดต้นทุนสมมติเอาค่าใช้จ่ายทิพย์นะ ครับ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงเลยออกครับ หรือปรับให้มันสมเหตุสมผล อธิบายกับประชาชนได้นะครับ ควบคู่กับการทำกลไกภาษีลาภลอยเพื่อดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและสต็อกน้ำมันนะครับ ก้อนเดิมนะครับ ก่อนเกิดวิกฤตคืนกลับมาให้กับประชาชน แทนที่จะปล่อยให้กองทุนน้ำมันนะครับ แบกภาระอย่างเดียว หรือลดภาษีสรรพสามิตนะครับ ลดอะไรก็ลด ก้มหน้าก้มตา ลดไป ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะกระทบกระเทือนกับงบประมาณในการพัฒนาประเทศ กระทบกระเทือนกับงบประมาณของการพัฒนาท้องถิ่นนะครับนะ ซึ่งถ้าเกิดเราทำทั้ง 2 ส่วนนี้ ไม่ใช่ว่าเราลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้ ก็พิจารณาลดได้ แต่เราต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่จะตามมานะครับ แต่ถ้าภาษีลาภลอยเราไม่ทำอะไรเลยอ่ะ เราจะได้ราคาน้ำมันที่เป็นธรรมได้ยังไง ถ้าเราไม่ตัดต้นทุนสมมติค่าใช้จ่ายทิพย์ออกเลยอ่ะ เราจะได้ราคาน้ำมันที่เป็นธรรมได้ยังไง เราไม่จัดการอะไรกับสต็อกส่วนเกินสต็อกน้ำมันเก่าก่อนเกิดวิกฤตแล้วอยู่ดีพอราคาพุ่งพรวดก็ได้กำไรส่วนเกินอย่างเงี้ย เราไม่มีภาษีลาภลอยเข้ามาจัดการเลยเนี่ย เราจะได้นราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าถ้าเราปรับตรงนั้น ปรับตรงนี้เท่าที่ผมเล่ามาเนี่ย อย่างสมดุลนะครับ ก็จะทำให้ราคาน้ำมันที่ประชาชนเติม โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆใช้เนี่ย เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน สถานีน้ำมัน โรงงานอุตสาหกรรม ประชาชน ครัวเรือนต่างๆ ต่างได้รับความเป็นธรรม และความเป็นธรรมเหล่านี้เนี่ยแหละ ครับ จะเป็นความเป็นธรรมที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานด้วย และไม่เป็นภาระที่หนักอึ้งเกินไปของภาระการคลังของประเทศ และทั้งหมดนี้ครับ ก็เป็นเรื่องราวที่ผมเอามาเล่าให้ทุกท่านได้รู้ ได้ฟัง ได้เข้าใจว่าค่าน้ำมัน 1 ลิตรที่ทุกท่านจ่ายไปวันนี้ เราจ่ายให้กับอะไรบ้าง อะไรที่ลดได้ อะไรที่ลดไม่ได้ ก็หวังว่านะครับ วิกฤตครั้งนี้นะครับ จะผ่านพ้นไปโดยเร็ว และระหว่างที่เกิดวิกฤตก็ถือโอกาสมาทำความเข้าใจกันครับ วันนี้นะครับ ราคาน้ำมัน 1 ลิตรเราจ่ายให้กับอะไรบ้าง ก็จบลงด้วยเท่านี้ครับ สวัสดีครับผม
>> ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe รวมถึงช่อง YouTube มติชนทีวี กันด้วยนะครับ