Transcription
สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่สุริชัย ไลฟ์ มาพบกับผม อาจารย์เอ วันนี้พวกเราจะมาเจาะลึกเบื้องหลังสิ่งประดิษฐ์ที่เรียก ว่าพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไปตลอดกาล นั่นก็คือสมาร์ทโฟนที่เรารู้จักกันดีอย่าง iPhone ครับ
หลายท่านคงยังจำภาพงานเปิดตัวอันน่าทึ่งในปี 2007 กันได้ใช่มั้ยครับ ภาพของอุปกรณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบ ล้ำสมัยสุดๆ และทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ราวกับมีเวทมนตร์ แต่เชื่อไหมครับว่าภาพความสมบูรณ์แบบบนเวทีที่เราเห็นกันวันนั้นน่ะ แท้จริงแล้วมันเป็นแค่ฉากหน้าครับ เพราะเบื้องหลังกระจกงามๆ ที่สำเร็จออกมาได้ มันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความเครียดขั้นสุด และสงครามภายในที่ดูเดือดที่สุดครั้งนึงในประวัติศาสตร์ของ Apple เลยทีเดียวครับ
เอาล่ะครับ เรามาเจาะลึกเรื่องนี้กัน ประโยคเด็ดของ Steve Jobs บนเวที Mac World ปี 2007 ประโยคนี้กลายเป็นตำนานไปแล้วครับ แต่สิ่งที่เป็นความลับขั้นสุดยอดที่ซ่อนอยู่ตอนนั้นก็คือ เครื่องต้นแบบที่เขาถืออยู่ในมือนั้น เอาจริงๆ คือมันเต็มไปด้วยบั๊ก เครื่องพร้อมจะแครชและดับลงได้ทุกวินาที มันคือโปรโตไทป์ที่ไม่สมบูรณ์เลย ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาท่ามกลางสงครามภายในองค์กรที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ก่อนที่พวกเราจะไปเจาะลึกว่าเขาสร้างมันขึ้นมาได้ยังไง เราต้องถอยกรอบไปดูสภาพแวดล้อมในยุคนั้นกันสักนิดนึงครับ
เข้าสู่ส่วนแรกกันเลยครับ กับยุคก่อน iPhone หรือที่เราเรียกได้ว่าเป็นความวุ่นวายของโลกมือถือในตอนนั้น ก่อนปี 2007 โลกของเรายังเต็มไปด้วยปุ่มกดและหน้าจอสัมผัสแบบเก่าที่ตอบสนองช้ามากๆ และตัว Apple เองก็เคยเจ็บหนักจากตลาดนี้มาแล้วเหมือนกันครับ ตัวเลข 6 เท่าที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องดีเลยนะครับ มันคืออัตราการถูกลูกค้าตีคืนสินค้าของมือถือ Motorola Rocker ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมตอนนั้นมหาศาลเลยทีเดียว ตัวเลขความล้มเหลวนี้แหละครับที่เป็นเหมือนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Steve Jobs ตระหนักได้เลยว่า Apple จะไปพึ่งพาคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว พวกเขาต้องสร้างโทรศัพท์ขึ้นมาด้วยตัวเองเท่านั้นครับ
มาถึงส่วนที่ 2 สงครามภายในระหว่างทีม iPod ปะทะ ทีม MacOS สิ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับตรงนี้ก็คือ ทันทีที่ Steve Jobs ตัดสินใจลุยโปรเจคนี้ เขา กลับสร้างการแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตายขึ้นมาภายในบริษัทเองเลยครับ แถมยังเก็บโปรเจคนี้เป็นความลับระดับสุดยอดอีกด้วย ลองจินตนาการภาพเหมือนมีมวย 2 ค่ายกำลังชกกันเพื่อแย่งชิงอนาคตของบริษัทนะครับ ฝั่งซ้ายคือทีม iPod นำโดย Tony Fadell ซึ่งถือเป็นบิดาแห่ง iPod เขาเลือกทางที่ Play Safe ครับ คือเอา iPod ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วมาต่อยอดเพิ่ม WiFi เข้าไป และใช้ล้อหมุน Click Wheel ในการหมุนเลือกเบอร์โทรศัพท์ อารมณ์เหมือนโทรศัพท์บ้านรุ่นเก่าเลยครับ ส่วนฝั่งขวา Team Mac OS นำโดย Scott Forstall ฝั่งนี้มาพร้อมกับแนวคิดที่ทะเยอทะยานและบ้าบิ่นกว่าเยอะมาก นั่นคือการจับเอาระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์อย่าง MacOS ทั้งระบบเนี่ย มาย่อส่วนลงบนหน้าจอพกพาเล็กๆ ให้ได้ และกฎเหล็กของสงครามนี้ที่ฟังดูแล้วเหลือเชื่อมากๆ ก็คือ ฝ่ายฮาร์ดแวร์ห้ามเห็นหน้าตาซอฟต์แวร์ และฝ่ายซอฟต์แวร์ก็ห้ามเห็นตัวเครื่องฮาร์ดแวร์โดยเด็ดขาดครับ พวกเขาต้องทดสอบการทำงานกันบนซอฟต์แวร์ปลอมๆ เท่านั้น ตึงเครียดสุดๆ ไปเลยครับ
ส่วนที่ 3 เรามาดูอาวุธลับของโปรเจคนี้กันครับ นั่นก็คือ Multitouch และ AI การจะทำให้โปรเจคสุดบ้าบิ่นนี้รอดไปได้ พวกเขาต้องการปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยีเข้ามาช่วยด่วนๆ เลยครับ เทคโนโลยีที่เป็นเหมือนปาฏิหาริย์นั้นก็คือ Capacitive Multitouch ครับ มันคือเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสรูปแบบใหม่ในตอนนั้น ที่สามารถอ่านการสัมผัสจากนิ้วมือของเราได้ทีละหลายๆ นิ้วพร้อมกัน ซึ่งเทคโนโลยีที่ได้มาจากการเข้าซื้อกิจการบริษัท Fingerworks นี้เองครับ ที่เปิดประตูให้เกิดเวทมนตร์อย่างการใช้นิ้วจีบเข้าออกเพื่อซูมภาพ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ Pinch to Zoom ได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติสุดๆ ครับ
แต่เดี๋ยวก่อนครับ มีหน้าจอสัมผัสที่ล้ำหน้าอย่างเดียวมันยังไม่พอ ปัญหาที่เกือบจะฆ่าโปรเจคนี้ให้ตายสนิทแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดคือเรื่องของคีย์บอร์ดครับ เราจะพิมพ์ข้อความบนแผ่นกระจกเรียบๆ ได้ยังไง โดยที่ไม่มีปุ่มให้กดเลย Scott Forstall เครียดกับเรื่องนี้หนักมาก จนถึงขั้นระงับการพัฒนาแอปพลิเคชันทุกอย่างในตอนนั้น แล้วขีดเส้นตายสุดโหดให้วิศวกรทุกคน เวลาแค่ 3 สัปดาห์ถ้วนครับ 3 สัปดาห์ในการสร้างคีย์บอร์ดสัมผัสที่คนใช้งานได้จริง ไม่อย่างนั้นโปรเจคนี้จบแน่ๆ และนี่แหละครับที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า นวัตกรรมมันเกิดจากแรงกดดันได้จริงๆ Ken Kocienda ได้นำเสนอคีย์บอร์ดที่ใช้ AI พื้นฐานมาช่วยแก้ปัญหานี้ครับ ไอเดียของเขาคือเมื่อเราพิมพ์ตัวอักษร T ลงไป ระบบจะแอบคำนวณและคาดเดาว่าตัวอักษรต่อไปมีโอกาสเป็น H สูงมาก มันจึงทำการแอบขยายพื้นที่การรับสัมผัสของตัว H ให้กว้างขึ้นแบบที่ตาเรามองไม่เห็นครับ เพื่อให้เราพิมพ์ไม่พลาด นวัตกรรมล่องหนนี้แหละครับที่กอบกู้สถานการณ์และช่วยชีวิต iPhone ไว้ได้อย่างแท้จริง
เข้าสู่ส่วนที่ 4 งานเปิดตัวเดิมพันสูงกับสิ่งที่เราเรียกว่าการสร้างภาพลวงตาทางวิศวกรรมครับ ในเดือนมกราคมปี 2007 อนาคตของ Apple ทั้งบริษัทต้องมาแขวนอยู่บนเส้นด้าย กับเครื่องต้นแบบที่เอาจริงๆ ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ ตัวเลข 7 นี้ไม่ใช่ใครอื่นเลยครับ มันคือ 7 วันต่อสัปดาห์แบบไม่มีวันหยุดพักที่พนักงานต้องโหมทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง ความเครียดพุ่งทะลุขีดจำกัดไปไกลมาก มีเรื่องเล่าถึงขนาดที่ว่าวิศวกรหญิงคนนึงเครียดจัดจนเผลอปิดประตูกระแทกแรงเกินไป ทำให้ลูกบิดพัง แล้วตัวเองก็ติดแหง็กอยู่ในห้องทำงาน จนทีมงานคนอื่นต้องวิ่งไปเอาไม้เบสบอลมาพังประตูเพื่อช่วยเธอออกมา ลองคิดดูสิสิครับว่ามันเป็นสภาพแวดล้อมที่กดดันอย่างขีดสุดขนาดไหน
เพราะฉะนั้นประเด็นสำคัญเลยก็คือ เพื่อไม่ให้โชว์พังบนเวที Steve Jobs จึงต้องใช้เทคนิคที่เรียกว่า Golden Path หรือ การเดินตามเส้นทางลำดับการใช้งานที่ถูกตั้งค่าฮาร์ดมาแบบเป๊ะๆ ห้ามหลุดคิวเด็ดขาดนั่นคือ เขาต้องกดเล่นเพลงก่อน ตามด้วยการส่งอีเมล และปิดท้ายด้วยการท่องเว็บ หากเผลอข้ามขั้นตอนหรือกดสลับกันนิดเดียว เครื่องจะดับโชว์คนทั้งโลกกลางเวทีทันทีครับ วิศวกรที่นั่งลุ้นอยู่หลังเวทีเนี่ย ถึงจะต้องพกเหล้าวิสกี้ไปกระดกแก้เครียดระหว่างชมเจ้านายพรีเซนต์เลยล่ะครับ
แล้วมันมีช็อตเด็ดซ่อนอยู่ด้วยครับ ระหว่างที่กำลังสาธิตวิธีลบรายชื่อผู้ติดต่อบนเวที Jobs ตั้งใจเลือกชื่อ Tony แล้วพูดติดตลกขึ้นมาว่า "Tony เปลี่ยนเบอร์แล้ว ผมจะลบเค้าทิ้งเลยแล้วกัน" ฟังดูเหมือนมุกตลกขำๆ ใช่ไหมครับ แต่สำหรับคนใน Apple รู้เรื่องราว นี่คือการส่งข้อความลับที่โหดร้ายมาก เป็นการประกาศอย่างแนบเนียนว่า Tony Fadell และทีม iPod คือผู้แพ้ในสงครามภายในครั้งนี้ นั่นเองครับ
งานเปิดตัวพ้นไปได้อย่างปาฏิหาริย์ครับ แต่เชื่อไหมครับว่าเมื่อเราย้อนกลับมาดูสเปคของ iPhone รุ่นแรกที่วางขายจริง มันมีข้อจำกัดที่ชวนช็อกเยอะมาก ลองนึกภาพสมาร์ทโฟนที่ไม่มีเน็ต 3G ไม่มี App Store ให้โหลดแอป ไม่มีกระทั่งฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการ Copy และ Paste ข้อความ ส่งรูปภาพหากันก็ไม่ได้ ถ่ายวิดีโอก็ไม่ได้ แถมในงานเปิดตัวยังแอบหลอกคนดูด้วยการเซ็ตให้หน้าจอแสดงสัญญาณโทรศัพท์เต็ม 5 ขีดตลอดเวลา เพื่อกลบเกลื่อนปัญหาการรับสัญญาณอีกต่างหากครับ ไม่แปลกใจเลยที่ตอนนั้นคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Nokia หรือ BlackBerry ถึงกับหัวเราะเยาะ เพราะมองว่านี่มันก็แค่ของเล่นแฟชั่นราคาแพงเท่านั้นเอง
ทีนี้คำถามที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ ในเมื่อฮาร์ดแวร์รุ่นแรกมันออกมาพร้อมกับข้อจำกัดที่มหาศาลขนาดนี้แล้ว อะไรล่ะครับ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ iPhone กลายมาเป็นผู้ชนะและเปลี่ยนโลกทั้งใบได้ในเวลาต่อมา คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องที่เป็นฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียวหรอกครับ
ส่วนที่ 5 วิวัฒนาการของ iOS จาก OS1 สู่ Flat Design เรามาดูกันต่อครับว่าเรื่องนี้มันต่อยอดไปได้ยังไง เพราะสิ่งที่เข้ามา Click Game อย่างแท้จริง และทำให้ iPhone ชนะขาดลอยไม่ใช่แค่ฮาร์ดแวร์ แต่คือพลังของการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างไม่หยุดยั้งต่างหากครับ ลองดู Timeline นี้สิครับ จุดเปลี่ยนที่แท้จริงและเป็นตัวตัดสินเกมไม่ใช่ปี 2007 นะครับ แต่มันคือปี 2008 เมื่อ iOS 2.0 มาพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า App Store นี่คือนวัตกรรมที่ปลดล็อคศักยภาพของมือถืออย่างแท้จริงครับ มันเปิดโลกให้ใครก็ได้เข้ามาสร้างแอปบนแพลตฟอร์มนี้ และระบบก็พัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จนถึงการเพิ่มผู้ช่วยคำสั่งเสียงอย่าง Siri ใน iOS 5 และท้ายที่สุดคือการรื้อโครงสร้างพลิกโฉมหน้าตา Interface ครั้งใหญ่ทั้งหมด ทิ้งของเก่าไปสู่ Flat Design ที่ดู Minimal ใน iOS 7 โดยฝีมือของ Jonathan Ive การอัปเดตซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่องเหล่านี้ละครับที่เสกให้สมาร์ทโฟนยังคงเป็นสิ่งมหัศจรรย์และสดใหม่อยู่เสมอในมือพวกเรา
สรุปเลยก็คือ กระจกที่ดูเรียบหรู ใช้งานง่าย และสมบูรณ์แบบในมือของพวกเราเนี่ย แท้จริงแล้วมันแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ การฟาดฟัน การแข่งขันที่กดดันถึงขีดสุด และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางวิศวกรรมระดับอัจฉริยะเลยนะครับ โทรศัพท์หน้าจอสัมผัสที่เราใช้กันจนชินในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่มีใครตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วปิ๊งไอเดียสร้างมันขึ้นมาง่ายๆ แต่มันคือผลลัพธ์จากการต่อสู้ ฟันฝ่าอุปสรรค และการเดิมพันอนาคตของคนกลุ่มหนึ่งที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกก็ว่าได้ครับ ดังนั้นครั้งต่อไปที่หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาไถหน้าจอ ลองนึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังกระจกบานเล็กๆ นี้่นะครับ ว่ากว่าเทคโนโลยีที่แสนจะสะดวกสบายนี้จะผ่านการเจียรนัยจนตกทอดมาถึงมือเรา มันต้องแลกมาด้วยต้นทุนแห่งนวัตกรรมที่มหาศาลและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่หลังม่านมากมายเพียงใด
จบพูดว่าขอส่งต่อให้ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์แบบละเอียดกันต่อไป >> คนส่วนใหญ่เนี่ย มักจะคิดว่าเทคโนโลยีระดับเปลี่ยนโลกมันเกิดขึ้นแบบ อ่า เหมือนมีวิสัยทัศน์ลอยลงมาจากฟ้าเลยใช่มั้ยครับ >> ใช่ค่ะ ภาพจำของคนทั่วไปก็คือแบบว่าตื่นมา ปุ๊บก็มีไอเดียสุดบรรเจิดแล้วทุกอย่างก็ถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติเลย >> อ่าฮะ แต่ความจริงเบื้องหลังจุดกำเนิดของโทรศัพท์มือถือที่เปลี่ยนโลกอย่าง iPhone เนี่ย มันกลับเป็นขั้วตรงข้ามโดยสิ้นเชิงเลยนะครับ >> เอาจริงๆ มันเริ่มจากความเกลียดด้วยซ้ำค่ะ >> ใช่เลย เชื่อมั้ยครับว่าในช่วงแรกเริ่ม ผู้นำของ Apple เคยเกลียดไอเดียการทำโทรศัพท์มือถือเข้าไส้เลย >> คือเขามองว่ามันเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่น่ารำคาญใช่มั้ยคะ >> ถูกต้องครับ แล้วที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ ความกลัวว่าบริษัทเนี่ยจะสูญเสียการโฟกัส จากเครื่องผลิตเงินในตอนนั้นอ่านั่นก็คือ เครื่องเล่นเพลงพกพาอย่าง iPod นั่นเองครับ >> แต่คือวิกฤตที่แท้จริงมันเริ่มต้นจากความหวาดระแวงค่ะ อ่า ภัยคุกคามมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในตอนนั้นเริ่มเอาฟังก์ชันการเล่น MP3 เข้าไปในตัวเครื่อง >> ซึ่งนั่นก็เหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตือนเลยนะครับว่า อุปกรณ์ชิ้นเดียวเนี่ย อาจจะกลืนกินตลาดเครื่องเล่นเพลงพกพาไปตลอดกาลเลย >> ใช่ค่ะ การขยับตัวครั้งแรกเพื่อป้องกันความเสี่ยงของพวกเขาก็นำไปสู่การจับมือกับแบรนด์โทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ในยุค นั้นแบบเพื่อสร้างอุปกรณ์ที่ชื่อว่า ROKR >> อ่าฮะ โทรศัพท์สำหรับฟังเพลงตัวนั้น >> ใช่ค่ะ แต่ผลลัพธ์คือมันกลายเป็นหายนะทางเทคโนโลยีเลยค่ะ คือมันใช้งานยากมาก Interface ก็ดูล้าสมัย >> ผมจำได้ว่าในงานเปิดตัวเนี่ย มีข้อผิดพลาดจนผู้บริหารเสียหน้ากลางเวทีเลยด้วยซ้ำ >> ความล้มเหลวที่น่าอับอายครั้งนั้นล่ะค่ะ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีเลย ทำให้เกิดการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าพวกเขาต้องควบคุมสถาปัตยกรรมทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่ต้นจนจบ >> โอเค เรามาค่อยๆ แกะรอยเรื่องนี้กัน ภารกิจของการสนทนาในวันนี้คือการกระเทาะเปลือกภาพลักษณ์ที่ดูสวยหรูของ Apple เพื่อลงไปสำรวจสมรภูมิรบที่แท้จริงกันครับ >> ค่ะ โดยเราจะอ้างอิงข้อมูลจากเอกสารนักพัฒนา บทความเจาะลึกจาก New York Times แล้วก็บันทึกประวัติศาสตร์เทคโนโลยีนะคะ >> เพื่อดูว่าความกดดัน การแข่งขันภายใน และก็ความลับสุดยอดที่ซ่อนอยู่เนี่ย มันมีหน้าตาเป็นยังไง อ่า ในเมื่อเป้าหมายคือการสร้างโทรศัพท์ของตัวเอง การจะใช้หน้าจอแบบตู้ ATM รุ่นเก่าที่ต้องเอาสไตลัสจิ้มแรงๆ ก็คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแน่ๆ >> แบบนั้นคงไม่รอดค่ะ พวกเขาต้องการอาวุธลับที่ทรงพลังกว่านั้นมาก >> แล้วพวกเขาไปเอาอาวุธลับนั้นมาจากไหนครับ >> คือการเข้าครอบครองบริษัทเล็กๆ ที่ชื่อ FingerWorks ในปี 2005 ค่ะ นี่คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเลย >> อ๋อ บริษัทของ Wayne Westerman ใช่ไหมครับ >> ใช่ค่ะ วิศวกรคนนี้เขาพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่า Capacitive Multitouch ซึ่งมันเปลี่ยนกระบวนทัศน์เลยนะคะ จากการรับรู้ด้วยแรงกดทางกายภาพ มาเป็นการใช้สนามไฟฟ้าสถิตแทน >> คือใช้การรับรู้การนำไฟฟ้าจากผิวหนังมนุษย์เราใช่มั้ยครับ >> ถูกต้องค่ะ มันทำให้สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของปลายนิ้วหลายๆ จุดพร้อมกัน ได้แบบแม่นยำและลื่นไหลราวกับไร้มนต์เลยล่ะค่ะ >> โห ฟังดูอัจฉริยะมาก แต่ที่น่าทึ่งคือ Apple เล็งเทคโนโลยีนี้มาตั้งแต่ปี 2003 แล้วนี่ครับ >> อ่าาฮะ ใช่ค่ะ สำหรับโปรเจคแท็บเล็ตส่วนตัว ที่ผู้บริหารระดับสูงอยากได้เอาไว้อ่านข้อมูลในห้องน้ำ >> อ่า ในห้องน้ำเนี่ยนะครับ >> ใช่ค่ะ ก่อนที่โปรเจคนั้นจะถูกแช่แข็งไป แล้วก็ถูกปลุกชีพขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นหัวใจหลักของโทรศัพท์มือถือในที่สุด >> แบบนี้ การมีหน้าจอสัมผัสที่ตอบสนองด้วยไฟฟ้าสถิตก็เหมือนกับได้ผืนผ้าใบและพู่กันชั้นยอดมาครอบครองเลยนะครับ >> แต่ไม่มีศิลปินที่รู้วิธีผสมสี ทุกอย่างก็เปล่าประโยชน์ค่ะ >> ซึ่งศิลปินที่ว่านี้ก็คือโครงสร้างสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์เบื้องหลังอย่างชุดเครื่องมือ Cocoa ที่ระบุไว้ในเอกสารนักพัฒนาใช่มั้ยครับ >> ใช่เลยค่ะ คือการเอาแกนกลางของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ระดับ Desktop อย่าง MacOSX มายัดใส่ในอุปกรณ์พกพายุคปี 2005 เนี่ย มันไม่ใช่แค่เรื่องของการบริหารพื้นที่จัดเก็บข้อมูลนะคะ แต่มันคือปัญหาทางฟิสิกส์ล้วนๆเลย >> ภาพเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ลองนึกตามนะครับ การทำแบบนี้ก็เหมือนการเอาเครื่องยนต์ของรถ Super Car ไปวางในโครงของรถ Go-kart คันจิ๋วๆ >> อ่าฮะ ภาพชัดเจนมากค่ะ >> สิ่งที่จะเกิดขึ้นเนี่ย ไม่ใช่แค่รถ Go-kart จะวิ่งเร็วขึ้น แต่มันจะสูบน้ำมันในถังจิ๋วให้เกลี้ยงภายในไม่กี่วินาที แถมความร้อนมหาศาลจากเครื่องยนต์จะละลายโครงรถจนพังพินาศเลยครับ >> คือความท้าทายทางวิศวกรรมตรงนั้น นำไปสู่การรื้อและสร้างกระบวนการทำงานของหน่วยความจำใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ โครงสร้างอย่าง Foundation Framework ต้องถูกปรับแต่งอย่างทารุณมาก >> เพื่อลดการบริโภคพลังงานให้ได้มากที่สุดใช่มั้ยครับ >> ใช่ค่ะ ในระดับที่เสี้ยววินาทีก็มีความหมายเลย ในขณะเดียวกัน ชุดเครื่องมือ UIKit ก็ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อแปลงการสัมผัสทางไฟฟ้าสถิตให้กลายเป็นคำสั่งที่ลื่นไหลระดับ 60 FPS ให้ได้ >> โห การบีบอัดระบบปฏิบัติการที่เคยกินทรัพยากรมหาศาลให้เหลือเพียงระดับเมกะไบต์โดยไม่เสียความเสถียรเนี่ย คือการเดิมพันที่บ้าคลั่งมากนะครับ >> แล้วมันนำไปสู่คำถามสำคัญด้วยค่ะว่า เมื่อระบบหลังบ้านถูกออกแบบมาอย่างทรงพลังขนาดนี้แล้ว หน้าตาการใช้งาน หรือว่าส่วนติดต่อผู้ใช้เบื้องหน้าเนี่ย ควรจะออกมาในทิศทางไหน >> สมองกันเขากลับแบ่งทีมออกเป็น 2 ฝั่ง เหมือนโยนเนื้อชิ้นเดียวลงไปในกรง แล้วปล่อยให้สิงโต 2 ตัวสู้กันจนกว่าจะตายไปข้างหนึ่งเลยค่ะ >> ฝั่งแรกเนี่ยคือทีมโปรเจค P1 นำโดย Tony Fadell บิดาแห่ง >> แนวคิดของทีมนี้คือความปลอดภัยเชิงยุทธศาสตร์ค่ะ คือการขยายร่างระบบปฏิบัติการ iPod เดิมลงบนจอสัมผัส >> อ่า ลองจินตนาการถึงหน้าจอโทรศัพท์ที่ต้องใช้วงแหวน Click Wheel เสมือนจริงหมุนวนไปมาบนกระจก เพื่อเลือกเบอร์โทรศัพท์ หรือหาชื่อเพื่อนดูสิครับ >> แขกคิดก็เมื่อยนิ้วแล้วค่ะ มันทั้งน่าอึดอัด แล้วก็ตลกขบขันในเวลาเดียวกันเลยนะคะ >> แถมตอนโหลดเปิดเครื่องยังมีโลโก้ iPod โชว์ขึ้นมาอีกต่างหาก แล้วอีกฝั่งล่ะครับ >> อีกมุมนึงของสังเวียนคือทีมโปรเจค P2 ค่ะ นำโดย Scott Forstall อดีตลูกหม้อจากบริษัท NeXT >> แนวคิดของพวกเขาเป็นยังไงครับ >> เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่เสี่ยงต่อความล้มเหลวสูงมากค่ะ นั่นคือการย่อส่วน MacOSX ลงมาทั้งระบบ >> โหย่อส่วน Desktop เลยเหรอครับ >> ใช่ค่ะ พวกเขานำเสนอ Interface แบบตารางไอคอน รันบนสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า Darwin ซึ่งตอนโหลดเปิดเครื่องจะแสดงรูปปลาหมึกขึ้นมาค่ะ >> รูปปลาหมึกเนี่ยนะ >> สิ่งที่น่าหลงใหลในจุดนี้ก็คือระบบการจัดการภายในที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงขั้นสุดยอดค่ะ >> หวาดระแวงยังไงครับ >> คือมีการทุ่มงบประมาณกว่า 150 ล้านดอลลาร์ลงไป พร้อมกับมาตรการรักษาความลับที่เข้มงวดมาก ทีมวิศวกรฮาร์ดแวร์ต้องนั่งทดสอบชิ้นส่วนกับซอฟต์แวร์ปลอมๆ ที่ไม่มีฟังก์ชันอะไรเลยค่ะ >> แบบว่าทดสอบเพื่อวัดแค่อัตราการบริโภคพลังงานอย่างเดียวเลย >> ใช่เลยค่ะ >> แล้วฝั่งซอฟต์แวร์ล่ะครับ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด วิศวกรซอฟต์แวร์ก็ต้องรันโค้ดของตัวเองบน Emulator ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่เคยสัมผัสหรือเห็นเครื่องโทรศัพท์จริงเลยแม้แต่น้อย >> ถูกต้องค่ะ ทุกคนถูกปิดหูตาให้คลำช้างกันคนละส่วน เพื่อไม่ให้ภาพรวมรั่วไหลออกไปสู่โลกภายนอกเด็ดขาด >> แต่ก่อนนะครับ ถ้าเรามองในมุมของความพร้อมทางเทคโนโลยี ณ เวลานั้น ทีม P2 ของคุณ Forstall ที่พยายามย่อส่วน Desktop เนี่ย ดูเป็นมวยรองที่ไม่มีทางชนะได้เลยนะครับ >> ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ >> ก็ชิปประมวลผลมือถือยุคนั้นมันทั้งช้า แล้วก็อ่อนแอเกินกว่าจะประมวลผลแอนิเมชันหรือกราฟิกที่ซับซ้อนไหว นี่ครับ ทำไมเขาถึงเลือกทางที่ดูเป็นไปไม่ได้อย่าง P2 ล่ะ ครับ >> คือการประเมินความเสี่ยงครั้งนั้น เขาไม่ได้มองแค่เทคโนโลยีตรงหน้าค่ะ แต่มองไปถึงรากฐานที่อีก 10 ปีข้างหน้าเลย อ่าฮะ มองข้ามช็อตไปเลย >> ใช่ค่ะ การหมุนวงแหวนเสมือนเพื่อหารายชื่อหลักร้อย อาจจะพอทำได้ แต่ถ้าระบบต้องรองรับรายชื่อหลักหมื่น หรือการเปิดหน้าเว็บที่ซับซ้อน P1 จะพังทันทีเลยค่ะ >> งั้นแปลว่า P2 ชนะเพราะมันให้ประสบการณ์ระบบแอปพลิเคชันและการสัมผัสที่แท้จริง ซึ่งเป็นรากฐานที่ถูกต้องกว่าใช่มั้ยครับ >> ใช่เลยค่ะ แม้ว่าผู้ชนะจะต้องเดินหน้าเข้าสู่นรกขุมต่อไปในการเรียกเค้นพลังจากฮาร์ดแวร์ที่จำกัดก็ตาม การต้องสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนบนแผ่นกระจกเล็กๆ สร้างความกดดันมหาศาลกับทีมงานเลยค่ะ >> และนี่คือจุดที่มันเริ่มจะน่าสนใจแบบสุดๆ เพราะแค่คิดว่าจะต้องพิมพ์ข้อความยาวๆ บนแผ่นกระจกที่แบนเรียบ ปุ่มนูนให้สัมผัสก็ดูเป็นหายนะแล้ว >> อ่าฮะ มันพิมพ์ยากมากค่ะในตอนแรก >> ถ้าให้ผมเดานะ ในเมื่อฮาร์ดแวร์มันแบนราบ ไร้ความรู้สึก ซอฟต์แวร์ต้องเป็นตัวรับภาระหนักที่สุดในการเดาใจผู้ใช้งานล่วงหน้าแน่ๆ เพื่อชดเชยการพิมพ์ที่ผิดพลาด >> การคาดเดาของคุณแม่นยำมากค่ะ สถานการณ์ตอนนั้นวิกฤตจนถึงขั้นที่ Scott Forstall ต้องสั่งระงับการพัฒนาแอปอื่นๆ ทั้งหมดเลยนะคะ >> โห หยุดทุกอย่างเลยเหรอครับ >> ใช่ค่ะ ปิดทุกส่วนงานชั่วคราว เพื่อบีบให้วิศวกรทุกคนในทีมโฟกัสไปที่การคิดค้นระบบคีย์บอร์ดบนกระจกให้สำเร็จภายในเวลาแค่ 3 สัปดาห์เท่านั้น >> 3 สัปดาห์เนี่ยนะครับ แล้วใครเป็นคนแก้ปัญหานี้ครับ >> วิศวกรที่ชื่อ Ken Kocienda ค่ะ เขาก้าวข้ามกำแพงนี้ได้ โดยไม่ได้ใช้วิธีสร้างภาพปุ่มบนจอเฉยๆ แต่เขาฝัง AI พื้นฐานลงไปค่ะ >> AI ในยุคนั้นทำงานยังไงครับ >> มันคือระบบพยากรณ์คำที่ทำงานร่วมกับกลไกที่เรียกว่า "กล่องรับสัมผัส" หรือ Hit Box ที่มองไม่เห็นและขยายขนาดได้เองค่ะ >> อ่า ฟังดูซับซ้อน มันทำงานยังไงล่ะครับ >> ยกตัวอย่างง่ายๆ นะคะ เวลาที่เราพิมพ์ตัวอักษร T ระบบจะคำนวณบริบทตัวอักษรต่อไปที่น่าจะเป็นไปได้สูงสุดคือตัว H >> อ่าฮะ แล้วระบบก็ทำอะไรต่อครับ >> พื้นที่รับสัมผัสที่มองไม่เห็นของปุ่ม H จะขยายตัวออกมากินพื้นที่ปุ่มรอบข้างทันทีเลยค่ะ >> อ๋อ หมายความว่าต่อให้ปลายนิ้วเราจะเล็งพาดไปโดนขอบปุ่มข้างๆ ระบบก็จะรับค่าเป็นตัว H ให้เราอยู่ดีใช่มั้ยครับ >> ใช่แล้วค่ะ เทคนิคนี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้การพิมพ์บนกระจกสามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันเลยล่ะค่ะ >> เป็นการใช้กลไกทางซอฟต์แวร์เพื่อชดเชยจุดอ่อนทางกายภาพที่ฉลาดหลักแหลมมากเลยครับ แต่ว่ามันก็ยังมีอีกประเด็นที่ท้าทายไม่แพ้กันนะครับ >> เรื่องอะไรคะ >> เรื่องของการเลื่อนหน้าจอครับ เวลาเราเลื่อนดูรายชื่อยาวๆ แล้วพอไปถึงสุดขอบข้อมูล ภาพมันจะหยุดนิ่งไปดื้อๆ เหมือนเครื่องค้างเลย >> อ๋อ อาการนั้นเอง >> ซึ่งในเชิงจิตวิทยาผู้ใช้เนี่ย มันสร้างความรู้สึกหงุดหงิด หยิบแล้วไม่ลื่นไหลเอาเสียเลยครับ >> ปัญหานี้ถูกแก้โดยวิศวกรที่ชื่อ Chris Blumenberg ค่ะ แทนที่จะปล่อยให้หน้าจอหยุดนิ่งแข็งทื่อ เขาเขียนสมการฟิสิกส์จำลองแรงยืดหยุ่นเข้าไป >> คล้ายๆ กับเปลี่ยนอาการบั๊กให้กลายเป็นฟีเจอร์ใช่ไหมครับ >> ใช่ค่ะ ฟีเจอร์นี้เรียกว่า "การเด้งกลับแบบหนังยาง" หรือ Rubber Banding เมื่อผู้ใช้เลื่อนหน้าจอจนสุด เนื้อหาจะถูกดึงให้ยืดเลยขอบออกไปได้เล็กน้อย ก่อนจะดีดกลับมาประจำที่อย่างนุ่มนวลค่ะ >> หู การเพิ่มฟิสิกส์ที่เลียนแบบโลกแห่งความเป็นจริงเข้าไปในหน้าจอดิจิทัลแบบนี้ ผมเดาว่าผู้บริหารน่าจะชอบมาก >> ประทับใจมากเลยล่ะค่ะ เพราะมันทำให้ระบบปฏิบัติการดูมีชีวิตและเหมือนหายใจได้ >> แต่ในขณะที่ซอฟต์แวร์หน้าจอเริ่มมีชีวิตชีวา สภาพของมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังก็ค่อยๆ ตายซากลงอย่างช้าๆ ภายใต้ความกดดันนรกแตกนี้นะครับ >> ใช่ค่ะ สภาพแวดล้อมการทำงานตอนนั้นเรียก ว่าเลวร้ายจนถึงขีดสุดเลย >> ข้อมูลระบุชัดเจนเลยครับว่าการอดนอน ความเครียดสะสม และเส้นตายที่บีบรัด นำไปสู่เหตุการณ์ที่พนักงานหญิงคนนึงสติแตกจากความกดดันเลย >> เธอทำยังไงคะตอนนั้น >> เธอหัวเสียอย่างหนัก จนปิดประตูกระแทกเสียงดังสนั่น ผลคือกลไกลูกบิดพังค่ะ แล้วเธอก็ขังตัวเองอยู่ข้างในห้องแล็บ >> โอ้โห แล้วออกมาได้ยังไงคะเนี่ย >> จนเพื่อนร่วมงานต้องวิ่งไปหาไม้เบสบอลมาฟาดพังประตูเพื่อช่วยเธอออกมาเลยค่ะ >> ฟังดูน่ากลัวมากเลยค่ะ >> โปรเจคนี้กลืนกินเวลาชีวิต ทำลายสุขภาพ และถึงขั้นฉีกทึ้งชีวิตคู่ของการแต่งงานวิศวกรหลายคนจนพังทลายเลยล่ะครับ >> และความเจ็บปวดเหล่านั้นก็ไม่ได้สิ้นสุดแค่ในห้องทดลองด้วยนะคะ เพราะเมื่อถึงวันเปิดตัวระดับโลกในปี 2007 เนี่ย สิ่งที่โลกทั้งใบได้เห็นคือการนำเสนอที่ดูราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง >> แต่เบื้องหลังเวที มันคือเส้นด้ายบางๆ ที่พร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเสี้ยววินาทีใช่ไหมครับ >> ใช่ค่ะ เครื่องต้นแบบที่ใช้สาธิตเนี่ย เปราะบางมาก ชิปจาก Samsung ก็ยังมีบั๊กที่พร้อมจะทำให้เครื่องค้างและรีบูทตัวเองตลอดเวลาเลย >> และทีมงานเอาตัวรอดมาได้ยังไงครับเนี่ย >> พวกเขาต้องใช้วิธีลวงตา หรือ Smoke and Mirror ขั้นสุดยอดเลยค่ะ >> ผมนึกภาพตามแล้วเหมือนเป็นการจัดการแสดงมายากล ที่นักแสดงกำลังเล่นกลกับระเบิดเวลาอยู่เลยครับ >> การดัดแปลงนั้นไร้ความปราณีต่อหลักการวิศวกรรมมากค่ะ อย่างแรกเลย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สัญญาณอินเทอร์เน็ตล่มจาก WiFi ของนักข่าวหลายร้อยคน ทีมงานต้องล็อคการเชื่อมต่อของเครื่องต้นแบบไว้ที่คลื่นความถี่พิเศษของญี่ปุ่นเท่านั้นค่ะ >> เพื่อเลี่ยงสัญญาณรบกวนไม่ให้ใครมาแย่งคลื่นได้ใช่มั้ยครับ แสบมาก >> ใช่ค่ะ แล้วก็เพื่อให้แน่ใจว่าการโทรออกจะไม่ล่ม เขาให้เครือข่าย AT&T มาตั้งเสาสัญญาณแบบพกพาซ่อนไว้หลังเวทีเลยค่ะ >> โอ้โห ลงทุนตั้งเสาสัญญาณส่วนตัวเลย >> และที่น่าตื่นตะลึงที่สุดนะคะ คือการฮาร์ดคอร์มหน้าจอซอฟต์แวร์ให้สัญลักษณ์เสาสัญญาณมือถือแสดงผลเต็ม 5 ขีดอยู่ตลอดเวลาค่ะ เดี๋ยวนะครับ แปลว่าไม่ว่าสัญญาณจริงจะตกแค่ไหน หน้าจอก็โชว์ 5 ขีดหลอกคุณดูตลอดเลยหรอครับ >> ถูกต้องค่ะ เพื่อรับประกันภาพลักษณ์ที่ดูเสถียรผ่านสายตาชาวโลกไงคะ >> นั่นหมายความว่าทุกอย่างบนเวทีไม่ได้เกิดจากการทำงานที่สมบูรณ์แบบของระบบ แต่มันคือการเล่นตามบทเป๊ะๆ >> ใช่ค่ะ วิศวกรเรียกกฎเหล็กนี้ว่า "เส้นทางทองคำ" หรือ Golden Path ค่ะ >> อ๋อ เส้นทางทองคำ มันคือการบังคับให้ Steve Jobs ต้องกดฟีเจอร์ตามลำดับเป๊ะๆ ห้ามผิดคิวเด็ดขาดใช่ไหมครับ >> ใช่เลยค่ะ ห้ามสลับคิวเด็ดขาด เพราะถ้ากดสลับกันแค่ปุ่มเดียว เครื่องอาจจะค้างและหน้าจอดำทันที วิศวกรหน้าเวทีลุ้นกันจนตัวโก่งเลยนะคะ >> ผมอ่านเจอมาว่าพวกเขาต้องกระดกวิสกี้ 1 ช็อตทุกครั้งที่เดโมแต่ละฟีเจอร์ผ่านไปได้ โดยที่เครื่องไม่ดับด้วยนะครับ >> ฮ่าๆ ใช่ค่ะ เป็นความกดดันที่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์เลยทีเดียว >> แล้วในเวทีเดียวกันนั้นเนี่ย ยังมีรายละเอียดที่สะท้อนถึงความแซ่บของผู้บริหารด้วยนะครับ >> เรื่องการลบรายชื่อผู้ติดต่อใช่มั้ยคะ >> ใช่ครับ ตอนที่เขาสาธิตการลบรายชื่อบนเวที คนที่เขาเลือกบลบททิ้งโชว์คนทั้งโลกคือชื่อ Tony ซึ่งหมายถึง Tony Fadell ผู้แพ้ในโปรเจค P1 นั่นเองครับ >> โห เป็นการตอกย้ำชัยชนะผ่านหน้าจอเลยนะคะ แอบใจร้ายนิดนึง แถม Wayne Westerman ผู้คิดค้นระบบสัมผัสที่เป็นหัวใจของอุปกรณ์นี้ กลับไม่ได้รับเชิญมาร่วมงานด้วยซ้ำครับ >> น่าสงสารเค้านะคะ แต่อย่างว่าล่ะค่ะ หลังจากการแสดงลวงโลกจบลง โลกอาจจะเฉลิมฉลอง แต่สำหรับทีมวิศวกรเนี่ย นรกขุมต่อไปเพิ่งจะเปิดฉากขึ้นค่ะ >> เพราะภาพลวงตาพวกนั้นต้องถูกนำมาเขียนโค้ดแก้ให้ใช้งานได้จริงใช่มั้ยครับ >> อ่าฮะ วิวัฒนาการของระบบปฏิบัติการ iOS จึงเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับโลกแห่งความจริงค่ะ >> มาไล่เรียงประวัติศาสตร์สั้นๆ กันหน่อยครับ iOS 1 เนี่ย ยังไม่มีแอปเสริมเลยใช่มั้ยครับ >> ใช่ค่ะ เพราะผู้บริหารตอนนั้นอยากให้ใช้ Web Application แทน ด้วยความหวาดระแวงเรื่องความปลอดภัยค่ะ >> แต่สุดท้ายก็ต้านทานกระแสไม่ได้ ก่อนที่ iOS 2 จะเปิดตัว App Store ซึ่งเขียนด้วยชุดพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ Forstall สร้างขึ้นมา >> อ่าฮะ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยๆ ค่ะ iOS 3 เพิ่มฟีเจอร์ Copy and Paste iOS 4 เริ่มใช้ชื่อ iOS อย่างเป็นทางการและมีระบบ Multitasking >> จนถึง iOS 5 ที่มีผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง Siri เข้ามาแล้ว ทั้งหมดนี้มันแปลว่าอะไรล่ะครับ >> ถ้าเราเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับภาพใหญ่ เราจะเห็นจุดแตกหักสำคัญในยุค iOS 6 ค่ะ >> อ๋อ ยุคที่มีปัญหาเรื่องระบบแผนที่ของ Apple เองใช่มั้ยครับ >> ใช่เลยค่ะ แผนที่แสดงผลผิดพลาดอย่างหนัก นำทางคนไปตกแม่น้ำบ้างล่ะ แล้วยังมีคดีฟ้องร้องระดับ 21 ล้านดอลลาร์เรื่องการลอกเลียนแบบดีไซน์นาฬิกาของการรถไฟสวิสอีก >> ปัญหาพวกนี้กลายเป็นชนวนระเบิดโครงสร้างอำนาจภายในด้วยหรือเปล่าครับ >> เป็นฟางเส้นสุดท้ายเลยค่ะ คือ Forstall ปฏิเสธที่จะเซ็นชื่อในจดหมายขอโทษเรื่องแผนที่ ประกอบกับเขามีความขัดแย้งเรื่องดีไซน์ที่ฝังรากลึกกับ Jony Ive ด้วยค่ะ >> ความขัดแย้งเรื่อง Skeuomorphism กับ Flat Design ใช่ไหมครับ >> ใช่ค่ะ Forstall ชอบให้แอปหน้าตาเหมือนของจริง แบบ Skeuomorphic อย่างแอปสมุดโน้ตที่มีรอยฉีกกระดาษ แต่ Ive ชอบความเรียบแบนแบบ Flat Design >> ความต่างทางปรัชญานี้รุนแรงถึงขั้นทำงานร่วมกันไม่ได้ จนทีม Cook ต้องมาเป็นคนกลางคอยห้ามมวยเลย >> และในที่สุด Forstall ซึ่งครั้งนึงเคยถูกมองเป็น "Mini Steve Jobs" ก็ถูกไล่ออกค่ะ แล้ว iOS 7 ก็ถูกเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด โดย Jony Ive ฟลัชร่องรอยผลงานเก่าทิ้งไปเลย >> การทำความเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนเลยนะครับว่า นวัตกรรมเปลี่ยนโลกไม่ได้เกิดจากเวทมนตร์ หรือความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น >> อาฮะ แต่เกิดจากสมรภูมิการแข่งขัน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉิวเฉียด และความเสียสละของคนทำงานเบื้องหลังค่ะ >> ก่อนที่เราจะลากันไป ผมอยากทิ้งท้ายให้ทุกท่านลองคิดต่อยอดเกี่ยวกับทฤษฎีเส้นทางทองคำ หรือ Golden Path ที่ใช้ในงานเปิดตัวปี 2007 ดูครับ >> ยังไงคะ >> ลองจินตนาการดูสิครับว่า ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีล้ำยุคกี่ชิ้นที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ เบื้องหน้าหน้าจอที่เราสัมผัสเนี่ย มันดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ >> อ่าฮะ เหมือนเวทมนตร์เลยเนาะ >> ใช่ครับ แต่เบื้องหลังมันอาจจะกำลังถูกเย็บติดกันไว้ด้วยเทปกาวดิจิทัล และรันด้วยความหวาดระแวงของวิศวกรที่กำลังลุ้นภาวนาไม่ให้ระบบล่มอยู่ทุกวินาที >> เป็นไปได้สูงเลยล่ะค่ะ >> อ่า และความสมบูรณ์แบบของโลกเทคโนโลยีแท้จริงแล้ว อาจจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกจัดฉากมาอย่างดีที่