📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

จัดเต็มซีรีส์ Claude Cowork ทางลัดคนขี้เกียจ ให้ AI ทำงานแทนตอนคุณหลับ เต็มระบบ!

Mew Social4:09:25

Transcription

ก่อนหน้านี้หลายคนรู้จัก AI ผ่านการใช้ ChatGPT, Gini หรือ AI Chatbot เพื่อถามตอบ, ช่วยคิดงาน หรือช่วยเขียนอะไรบางอย่างเป็นครั้งๆ แต่ วันนี้ครับ AI ไปไกลกว่านั้นมาก มันไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่มันช่วยทำงานเป็นระบบ, สร้าง workflow, ช่วยจัดการงานหลายขั้นตอน, เชื่อมโยงข้อมูล, สร้างไฟล์, วิเคราะห์, วางแผน แล้วไปถึงขั้นทำ Automation ให้เราได้แบบจริงๆ เลย CR Cork ชุดนี้จะพาไปให้คุณเห็นครับว่าการใช้งาน AI ให้ถูกวิธีมันไม่ใช่แค่เครื่องมือแชท แต่มันสามารถกลายเป็นระบบทำงานที่ต่อยอดได้หลากหลายกว่าที่หลายคนคิด ถ้าพร้อมแล้วไปเริ่มกันเลยครับ

ผมขอเข้าเนื้อหาในส่วนของ Presentation เลยเนาะ ผมขออธิบายก่อนนะครับว่า Cork เนี่ยที่เรามาคุยกันวันเนี้ย CR คืออะไรนะครับ ถ้าใครเพิ่งเคยได้ยินคำว่า CR ครั้งแรกเนี่ย ต้องอธิบายว่าในโลกของเราอ่ะมีแชทบอทคือถามแล้วตอบอ่ะ หลายเจ้าที่มาแรงที่สุดก็คือ ChatGPT, ลองลงมาตอนนี้ก็คือ Gemini นะครับ ตัวที่มาแรง พุ่งแรงสุดๆ เลยก็คือ CR. 3 ตัวเนี้ยก็คือ ถามแล้วก็ตอบ ถามอะไรไปเขาก็ตอบกลับมา ถามอะไรไปแล้วเขาก็ตอบกลับมา

ต้องบอกอย่างงี้ก่อนว่าเจ้าของที่สร้างคอร์สขึ้นมาเนี่ย เมื่อก่อนก็คือทำงานกับอ่าแซมก็คืออยู่ใน ChatGPT เหมือนกัน หรือ OpenAI คือเมื่อก่อนทำงานด้วยกันแล้วก็แยกออกมาแล้วก็เปิดมาเป็นบริษัทที่ชื่อว่า Anthropic นะครับ Anthropic นี้ก็สร้างโมเดลที่ชื่อว่า CL ขึ้นมานะครับ CR ที่ดังระเบิดเถิดเทิง ณ ตอนเนี้ย อ่าก็คือจริงๆ มันดังมาตั้งนานแล้วแหละ มันคือดังมาจากคอร์ส Code คือการใช้เขียนโปรแกรม, ทำเว็บไซต์, ทำระบบ ซึ่งมันดังมาระดับนึงแล้วก็ดังมาจนแบบคนที่ เป็นที่เราตามข่าวเนี่ยจะเห็นว่าคนตกงานส่วนมากจะเป็นโปรแกรมเมอร์ เหตุผลเพราะ AI มันเขียนเว็บ, เขียนโปรแกรม, ทำระบบภายในแบบ 1 วัน จากที่เมื่อก่อนทำเป็นเดือนนะครับ

และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Cork ก็เปิดตัวใหม่ขึ้นมาที่ชื่อว่า Cork. Cork คือผู้ช่วยทำงานให้เรา มันจะเป็นตรงกลางนะครับระหว่าง Cos ธรรมดา กับ Cor Code. อ่าถ้าอธิบายให้เห็นภาพอ่ะ อยากให้ดูสไลด์หน้านี้นะครับ มันจะอธิบายให้เห็นภาพให้ชัดเลยว่าในโครงสร้างของ CL เนี่ย ก็จะมี Cos ที่เป็นเอาไว้แชท, CR ที่เอาไว้เขียนโค้ด, และตัวใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวมาตรงกลาง เค้าเรียกว่า Cork.

การทำงานต่างกันยังไง? อธิบายง่ายๆ ครับ Cos ที่เป็นแชทเหมือน ChatGPT หรือ Gemini เราพิมพ์คุยเขาตอบกลับมา เราเอาคำตอบนั้นไปทำเอง เช่นเราได้คำตอบมา เราเอาคำตอบนั้นไปโพสต์บน Social Media เอง, เอาคำตอบนั้นไปใส่ใน Presentation เองนะครับ ส่วน Code ก็คือเราพิมพ์แล้วมันก็ไปเขียนโค้ดให้, เขียนเว็บให้. Cork มันจะเป็นตรงกลางก็คือแทนที่เราจะแค่พิมพ์ แต่มันจะทำให้เลย เช่นผมบอกว่าอย่างสไลด์วันเนี้ยที่ทุกคนเห็นเนี่ย อันเนี้ยคือทำสไลด์ให้โดยที่ผมสั่งให้ทำสไลด์แล้วไปสร้างสไลด์ที่ Gamma. ถ้าใครใช้ Canva คุณสามารถพิมพ์แล้วบอกให้มันไปทำสไลด์ที่ Canva ได้เลย. คำว่า "ทำให้" ในที่นี้คือมันไปสร้างไฟล์, มันไปทำสไลด์แล้วพอมันเสร็จงาน เราเพียงแค่เข้าไปเปิดสไลด์. อันเนี้ยคือความหมายของการทำงานให้.

ก็คือเป็นผู้ช่วยรันงานอัตโนมัติ, จัดการไฟล์, เชื่อมต่อแอปต่างๆ. นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงเค้าเรียกว่ามีกระแสทั่วโลก. เหตุผลเพราะมันกระทบกับทุกธุรกิจเลยครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นแอดมิน, เป็นทีมการตลาด, เป็นทีมเซลล์, ทีม Marketing หรือคุณใช้อะไรก็ได้ที่ทำงานออนไลน์อ่ะ รูปแบบการทำงานมันจะเปลี่ยนไปเลย. เหตุผลเพราะว่าเมื่อก่อนคุณต้องทำเอง. ณ วันนี้คุณแค่พิมพ์สั่งแล้วให้มันทำให้. โอเคแล้วอันเนี้ยคือเป็นจุดเปลี่ยนที่พอ CR. สมมันทำขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นว่าเจ้าอื่นทุกเจ้าก็เลยหันมาทำในทิศทางนี้. ซึ่งเราก็จะเห็น อ่า Gemini ตอนนี้พยายามที่จะทำให้สามารถทำได้แล้วก็คือมีข่าวล่าสุดวันนี้บอกว่าพิมพ์ Gemini เพื่อไปให้ทำสไลด์, พิมพ์ Gemini เพื่อให้ทำ Google Sheet หรืออะไรก็ว่าไปมันก็จะไปสร้างให้อัตโนมัติเลยนะครับ.

โอเคสรุปง่ายๆ แชทธรรมดาที่เราใช้กันถามตอบจบได้ข้อความที่ขึ้นหน้าจอเราก็เอาไปทำเอง. แต่ Cork คือสั่งงานมันวางแผนให้แล้วทำจนเสร็จกลับมาเป็นไฟล์จริงที่อยู่ในเครื่องของเรา. เช่นถ้าเราให้ทำไฟล์เป็น PowerPoint มันทำเป็น PowerPoint ให้เลย, ไฟล์เป็น Excel ทำเป็น Excel ให้, ไฟล์เป็นเว็บไซต์มันทำเป็นเว็บไซต์ให้เลย. เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าเราจะสั่งให้มันทำอะไรมันทำให้เสร็จเรียบร้อยเป็นไฟล์ที่อยู่ในเครื่องเลย. เหมือนกับคุณสั่งเลขาบอกว่า "ประชุมวันนี้เสร็จทำสรุปการประชุมเป็นไฟล์ อ่า Google อ่าเป็นไฟล์ Google Doc เอามาให้ผมด้วยนะ แล้วผมจะเข้าไปดูตอน 20:00 น." คุณสั่งเลขาแบบนี้เลขาฯ ก็ทำไฟล์ส่งมาให้. แล้วก็พิมพ์บอกว่า "อ่ะไฟล์เสร็จแล้วนะคะ อยู่ในโฟลเดอร์นี้ค่ะ" หน้าที่ของเราเราก็เข้าไปเปิดไฟล์แล้วก็อ่าน. อันเนี้ยคือ Cork.

โอเคทีนี้เรามาดูกันว่า Cork เนี่ยเราจะใช้งานมันยังไง. ผมพาเข้า ไปดูก่อนว่าสำหรับใครที่ยังไม่เคยใช้. นะครับเราเข้าไปที่ cl.com. Clot เนี่ยมันจะมีเข้าใช้ผ่านเว็บ แล้วก็มีผ่านแอป แล้วก็มีผ่านตัว อ่าทั้งแอปที่เป็น Windows กับ MacOS. อธิบายอย่างนี้ก่อนว่าเอ่อเวลาการใช้งาน Cork เงื่อนไขของมันคือ 1. คุณต้องใช้ผ่านแอปที่เป็นแอปผ่านคอมก็คือ Desktop หรือ MacOS. หมายความว่าถ้าเกิดคุณใช้ Windows อย่างเงี้ย คุณไม่ใช่เข้าแบบ chatg.com หรือ clot.ai.com AI.com หรืออะไรอย่างเงี้ยมันจะใช้ไม่ได้.

ยกตัวอย่างเช่นผมเข้าให้ดูตัวอย่างเนี่ยเนี่ย เข้ามาเนี่ยถ้าเข้าผ่านแชทธรรมดาครับ Clos ตัวเนี้ย มันจะไม่มีคำว่า Cork. การที่คุณจะมี Cork ได้คุณต้องเข้าไปที่ Clos แล้วก็ดาวน์โหลด. พิมพ์คำว่า Clos. นะครับ Clos download แบบนี้แล้วก็เข้าไปที่ดาวน์โหลดตรงเครป. เราดาวน์โหลดอะไร? ถ้าเป็น Windows ก็ดาวน์โหลดเป็น Windows version. แล้วก็ดาวน์โหลดเป็น Mac. ใครเครื่อง Mac ก็ดาวน์โหลดมาเลย. โหลดมาเราจะได้เป็นโปรแกรมตัวนึง. โปรแกรมโปรแกรมตัวเนี้ย โปรแกรม Clos มันจะเป็นเป็นเว็บแอปหรือ Develop Desktop. Desktop แอปอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเราคือเรา install เข้าไปแล้วอยู่ในเครื่อง. เพราะฉะนั้นเวลาการเริ่มต้นใช้งานเนี่ย คุณจะต้อง install โปรแกรมที่เป็น CL เข้ามา. เราก็จะเห็นแบตรงนี้เห็นมั้ยครับมี C ที่เป็นแชท, มี Code, แล้วก็มี Cork. มันจะมี 3 แบตรงนี้. แต่ถ้าเป็น อ่าเว็บไซต์จะไม่มีเลยเห็นมั้ยครับ. เพราะงั้นข้อที่ 1 คุณจะต้องดาวน์โหลดโปรแกรม CR. ดาวน์โหลดก่อน. ข้อที่ 1.

ข้อที่ 2 ผมขอพาไปดูเรื่องของค่าใช้จ่ายก่อนว่าการใช้งาน Clos เนี่ย. บางคนเป็นมือใหม่แล้วก็ใช้แต่ ChatGPT แล้วก็ Gemini. จริงๆ ราคามันก็จะคล้ายๆ พอๆ กันเลยนะครับ. ก็มาดูราคากัน. เอ่อ CL เนี่ยให้ใช้ฟรีเหมือน ChatGPT หรือ Gemini เลย. แต่ถ้าเกิดคุณอยากใช้ฟีเจอร์ที่เรียกว่า Cork ที่เรากำลังคุยกันอยู่วันเนี้ย ครับเราจะต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่เอ่ย? 17 เหรียญเริ่มต้นคุณถึงจะใช้อ่า Cork ได้นะ. ครับ Cork เริ่มต้นที่ต้องจ่ายเป็นแพ็คเกจ Pro. 17 เหรียญ. แล้วก็หลังจาก 17 เหรียญก็จะเป็นที่ 100 เหรียญ. แพ็คเกจ Max 100 เหรียญเนี่ย ข้อดีของมันก็คืออะไร? ก็คือเราใช้งานได้เยอะขึ้นนะครับ. แล้วก็ถัดมาสูงสุดของมันเค้าเรียกว่า Max Pen ที่เป็น 100 เหรียญเนี่ย สูงสุดของมันก็คือ 200 เหรียญ. 200 เหรียญ. อธิบายสรุปง่ายๆ. Cors จะมีราคา 0, 17, 100, และ 200 เหรียญ. นะครับ.

เริ่มต้นผมอยากให้เริ่มต้นไต่จาก 17 เหรียญก่อน. ก็คือถ้าคุณใช้แชทธรรมดาอยู่แล้ว ตัวไหนที่คุณไม่ได้ใช้บ่อย ลองขยับมาลองใช้ตัว CL ดู. แล้วคุณจะใช้ Cork ได้เมื่อคุณจ่ายแพ็คเกจเริ่มต้น. นะครับคุณก็จะสามารถมีเมนูคำว่า Cork ตรงนี้. โอเค.

Cork การใช้งาน อ่าสิ่งที่เราต้องรู้สำหรับการใช้ Clos ก็คือว่าหลังจากที่เราลงโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้วอ่ะครับเราเข้ามาดูที่การตั้งค่าด้านซ้ายตรงนี้นะครับแล้วก็กด Setting ด้านซ้ายเนาะแล้วก็ตั้งค่าสิ่ง ที่เราจะต้องดูก็คือเรื่องของ Usage. Usage คือการใช้งานตรงนี้ครับ. Usage Usage จะแตกต่างกว่า ChatGPT กับ Gemini นิดนึงคือปกติเวลาเราจ่ายเงินไปเราก็รู้สึกว่าเราจะใช้ได้ไม่จำกัดถูกมั้ย. แต่พอเป็น CR เนี่ยผมต้องบอกเลยว่าจากประสบการณ์ที่ผมใช้มาแล้วใช้ AI มาถึงทุกวันเนี้ย รู้สึกว่าการใช้ Cors มัน ณ วันนี้แล้วกัน สุดยอดมากคือมันฉลาดมากแล้วมันเก่งมากเก่งแบบสุดๆเลยนะครับ. แล้วก็มันก็เลยมีข้อจำกัดอย่างนึงคือมันมีลิมิตการใช้งาน. ถ้าคุณจ่ายแพ็ค 17 เหรียญเนี่ย บางคนใช้งานแป๊บเดียวอ่ะก็เต็มแล้ว. คำว่าเต็มคืออะไร? คุณมาดูที่ Usage ตรงนี้. Setting แล้วก็ Usage. เขาจะบอกเลยครับว่า ณ ปัจจุบันตอนเนี้ย คุณใช้งานเต็ม 100% เนี่ย ใช้ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์นะครับ. ผมใช้ไปแล้ว 15%. จะ Reset ทุก 5 ชั่วโมง. 5 ชั่วโมงแล้วก็ Reset. แล้วก็อันที่ 2 ก็คือ Weekly Limit. Weekly Limit ของผมคือจะ Reset ตอนวันศุกร์ตอน 11:00 น. หมายความว่าทุกวันศุกร์ตอน 11:00 น. ของ Acca ผมนะครับจะ Reset. ตอนเนี้ยผมใช้ไปแล้ว 70%. 70% ของผมความหมายคืออะไร? วันนี้วันอะไร? วันพุธใช่มั้ย? ผมเหลือเวลาวันพุธคืนนี้. แล้วก็พฤหัสบดี. แล้วก็วันศุกร์ตอน 11:00 น. ผมจะใช้ได้อีก 30%. แล้วก็โมเดลสำหรับ Sonnet อย่างเดียวตอนนี้ใช้ไปแล้ว 23%. Reset วันศุกร์. ความหมายคือผมจ่ายเงินแพ็คเกจสูงสุดเลยนะ. แพ็คเกจสูงสุดของผมก็คือ 200 เหรียญ. 200 เหรียญน่ะผมยังใช้แทบจะ ไม่พอเลยเพราะว่าทุกวันนี้คือใช้มันทุกอย่างแล้วก็รู้สึกว่าเฮ้ยมันเวิร์คจริงๆ. ก็ผมก็ต้องพยายามที่จะต้องใช้ยังไงให้พอจนถึงวันศุกร์. ซึ่งเริ่มต้นมาทุกคนใช้ 17 เหรียญไปก่อนแล้วถ้าติดค่อยขยับมาเป็น 100 เหรียญ.

ทีนี้วิธีการเราอาจจะมองว่าเฮ้ย เมื่อก่อนจ่าย ChatGPT มันถูกมากเลยจ่าย Gemini มันถูกมากเลย. ผมอยากจะให้มองอย่างงี้ครับว่าเงินที่เราจ่าย ณ วันเนี้ย มันไม่ใช่เพียงแค่จ่ายแล้วคุยแชทอีกต่อไปละ. แต่มันจ่ายหมายถึงทุกบาทที่คุณจ่ายมันคือเงินเดือนที่เราจ้างพนักงานคนนึง. ถ้าเรามองว่า 200 เหรียญที่ผมจ่ายอ่ะ มันคือพนักงานคนนึงที่เค้าคิดวางแผนแล้วทำงานให้เลยทำให้เสร็จเลย. ทำเว็บทำระบบทุกอย่างให้เสร็จเลย. เนี่ยการจ่าย 200 เหรียญถือว่าถูกมากๆ. ยังไม่เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยเลยเนาะ. ค่าแรงขั้นต่ำของไทยคือวันละ 300 ถูกมั้ย. เดือนนึงคือประมาณ 9,000. แต่ค่า Cors 200 เหรียญเนี่ย มันก็ยังไม่ถึงประมาณ 9,000 เลย. เพราะฉะนั้นผมมองว่าการใช้งานยังไงอ่ะถ้าคุณใช้ให้เกิดประโยชน์. ผมยังอยากให้มันมี 50x เลย. จ่าย 50 จ่าย 5 เค้าเรียกว่าอะไรนะจ่าย 300 เหรียญหรือ 500 เหรียญเราใช้ได้เยอะกว่านี้ผมก็พร้อมที่จะจ่ายนะเพราะมันคุ้มค่าจริงๆนะครับ.

โอเค อ่ะทีทีนี้เมื่อเราเข้าใจและว่าการใช้งาน น่ะเราเริ่มต้นที่ 17 เหรียญแล้วเราค่อยๆ ขยับขึ้นไปนะครับทีละสเต็ปจากการใช้งานแล้วเกิดผลลัพธ์จริงๆก็อยากให้มองไปในมุมนี้มากกว่า. แล้วมาดูในส่วนของการใช้งานเลยดีกว่า. ผมเตรียมมาด้วยกันทั้งหมด 5 Use Case. เดี๋ยวผมจะมาทำให้ดูสดๆเลยแล้วทุกคนจะได้เห็นภาพว่าไอ้คำว่า Cork หรือช่วยทำงานเนี่ยมันทำยังไง. อันที่ 1 ผมอยากให้มันลองเขียน Content ให้ดู. เขียนในที่นี้เขียนแล้วเซฟเป็นไฟล์ให้เลย. อันที่ 2 สร้าง Report. สร้าง Report คือสมมุติว่าผมต้องทำ Report ส่งลูกค้า. ใครเป็นคุณต้องทำ Report ส่งหัวหน้าคุณต้องเอาข้อมูลจากไอ้ที่เป็น Excel ข้อมูลดิบต่างๆแล้วมาทำ Report ให้สวยงามเนี่ย ให้มันช่วยทำ. ให้จัดไฟล์อัตโนมัติในเครื่องเรานะครับ. อ่าเช็คตารางอีเมล, เช็คข้อมูลอีเมล, เช็คตารางปฏิทินของเราว่ามีงานอะไรบ้าง. หรือให้รีเสิร์ช. ผมเอา Use Case ง่ายๆ 5 ข้อเนี้ยแล้วเดี๋ยวมาทำให้ดูตัวอย่างว่าใช้งานยังไงและทำยังไงนะครับ.

อ่ะเดี๋ยวเรามาดูกันในส่วนที่ 1 นะครับผมจะสร้างในส่วนของ Script. วิธีการใช้งานใช้งานยังไง. เริ่มต้นมา อ่าถ้าใครเป็นมือใหม่นะครับหลังจากสมัครสมาชิกอะไรเรียบร้อยแล้วคุณใช้เป็นแพ็คเกจโปรเบื้องต้นเลยนะ. เริ่มต้นเข้ามาถึงเนี่ยคุณเข้ามาในที่นี้. สิ่งที่ผมอยากจะให้คุณเริ่มคือ Set up ตรงนี้ก่อน. เอ่อโมเดลมันจะมีชื่ออยู่ 3 ชื่อ. เอ่อแนะนำให้ถ้าเป็นแพ็คเกจ G Pro นะถ้าคุณใช้โปรหรือฟรีเนี่ยผมให้คุณใช้แค่ Sonnet 4.6 พอ. Sonnet ตรงนี้พอนะครับไม่จำเป็นจะต้องใช้ Opus 4.6. 6 มันจะแตกต่างกับ AI เจ้าอื่นตรงที่มันแพง. มันแพงในที่นี้คือใช้แป๊บเดียวมันเต็มแล้วใช้แป๊บเดียวมันหมดแล้ว. แต่ไอ้คำว่าแพงในที่เนี้ยถ้าคุณมีประสบการณ์ในการใช้มันคุณจะรู้ทันทีว่าแบบเออมันคุ้ม. เหมือนถ้าใครนึกภาพไม่ ออกนะเหมือนคนที่ไม่เคยใช้ iPhone และรู้สึกว่า iPhone มันแพงหรือ Mac มันแพง. แต่ในวันที่คุณมาลองใช้ iPhone หรือใช้ Mac อ่ะคุณจะรู้สึกว่าสิ่งที่คุณจ่ายแพงอ่ะ มันคุ้มค่ากับเงินที่คุณจ่าย. CR เนี่ยมันจะเป็นอารมณ์ประมาณนั้นเลย. คือถ้าคุณใช้แบบแพ็คเกจ Pro นะแล้วคุณไปเลือก Opus. แล้วคุณคุยกับมันน่ะแป๊บเดียวครับเต็ม. คุณก็ต้องมานั่งเช็คตรง Setting ตรงนี้เนาะแล้วก็มาดูตรง Usage การใช้งานตรงนี้ว่าใช้งานไปถึงไหนแล้วนะครับ. โอเคเพราะฉะนั้นเริ่มต้นฝึกฝีมือใช้ตัว Sonnet. แล้วผมบอกเลยว่า Sonnet 4.6 6 ตัวนี้ก็ถือว่าโหดมากๆ แล้วเหมือนกันในงานพื้นฐานในงานทั่วไป. ถือว่าสุดยอดแล้วใช้แค่ตัวนี้ก็เพียงพอแล้ว. Opus มันจะเป็นขั้นแบบทำระบบ, ทำเว็บ, ทำซอฟต์แวร์, ทำโปรแกรมอะไรนั่นก็คือเป็นแบบ Top ของโลก ณ เวลานี้.

โอเควิธีเริ่มต้นการใช้งานเราก็เข้าไปที่เมนูคำว่าโอเค. พอเข้ามาที่เมนูครับความแตกต่างของการใช้งานน่ะหลายคนใช้งานครั้งแรกจะงงนิดนึงนะครับเพราะว่ามันใช้แตกต่างกับการใช้ ChatGPT หรือ Gemini เลยก็คือว่าตอนเนี้ยเราต้องการให้มันทำงานให้เราถูกมั้ยครับเราจะต้องให้สิทธิ์ในการเซฟไฟล์, สร้างไฟล์และลบไฟล์. โอเคมถ้าเราใช้แบบเก่าเราแค่คุยกับมันจบ. แต่พอมาเป็น Cork เมื่อไหร่มันจะมีโฟลเดอร์ว่าคุณอยากให้ผมทำงานที่ไหน. โอเคมยเราต้องเลือกโฟลเดอร์ก่อน. คำว่าโฟลเดอร์ในที่นี้คือให้นึกภาพเป็นสมมุติว่าบ้านเราอ่ะมีเป็นสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ. บ้านเราสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ หรือคอมพิวเตอร์เราคือสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ. การที่เราจะให้ Cork หรือ Cork มาเซฟไฟล์หรือยุ่งเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ของเราอ่ะเราจะต้องสร้างเป็น Sandbox. Sandbox ก็คือเหมือน อ่าเค้าเรียกว่าอะไรอ่ะภาษาไทยกระบะทราย. กระบะทรายเนอะ Sandbox คือเราจะให้ AI อ่ะอยู่แค่ในกระบะทรายนั่นหมายความว่าความปลอดภัยอ่ะถือว่าปลอดภัย. คอมพิวเตอร์หรือบ้านเราขนาดใหญ่มากแต่เราให้ AI อยู่ในกระบะทรายเล็กๆเท่านั้น. เพราะฉะนั้นต่อให้เค้าสามารถเข้าไปในคอมได้เค้าสามารถเซฟไฟล์ได้เค้าสามารถแก้ไฟล์ได้แต่เขาจะได้สิทธิ์แค่เฉพาะ Sandbox หรือพื้นที่สี่เหลี่ยมที่เราให้เท่านั้น.

เพราะงั้นจุดเริ่มต้นพอเราเข้ามาที่ Cork ครับเราจะต้องเลือกโฟลเดอร์ก่อน. โฟลเดอร์ที่เค้าเลือกสมมุติว่าเราเริ่มใหม่เลยนะ. ครับเราก็ต้องเลือกโฟลเดอร์ตรงนี้. กดเลือกโฟลเดอร์หรือโฟลเดอร์ในคอมพิวเตอร์ของเรา. ผมก็เลือกโฟลเดอร์ที่เป็น Demo. ผมสร้างขึ้นมาแล้วเป็น Demo. ถ้าใครยังไม่เคยสร้างก็กดแค่ New Folder แล้วก็ตั้งชื่อโฟลเดอร์ขึ้นมาเช่น อ่า Sandbox. อ่ะแบบนี้ก็ได้นะครับ. ใช้ Windows ใช้ Mac ทำเหมือนกันนะครับก็สร้างโฟลเดอร์นี้ขึ้นมา. ทีนี้วิธีการเริ่มต้นคือเราเริ่มต้นว่าเราจะให้มันทำงานที่โฟลเดอร์ไหนนะครับผมก็เลือกเป็นโฟลเดอร์ที่ผมสร้างมาแล้วที่ชื่อว่า Demo. เพราะฉะนั้นมันก็จะขอสิทธิ์ว่าผมขออนุญาตใช้เค้าเรียกว่าบริหารจัดการอยู่ในโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Demo. เราก็ให้สิทธิ์มัน. จะให้สิทธิ์มันครั้งเดียว หรือ Always Allow ก็ได้. ผมว่า Always Allow เพราะว่ามันเป็นโฟลเดอร์ที่เอาไว้สำหรับไลฟ์สดวันนี้เนาะผมก็ Allow ไป. โอเคจุดเริ่มต้นคือเลือกโฟลเดอร์เรียบร้อย. เลือกโมเดลเรียบร้อยเอา 4.6 6 พอเรียบร้อย. หลังจากนั้นเมื่อเราเตรียมเตรียมเค้าเรียกว่าพื้นที่ให้มันลุยละ. ถัดไปคือการสั่งมัน. และการสั่งไม่ยากเลยครับเราแค่เข้าใจว่ามันมีอะไรให้ทำบ้าง. การสั่งเหมือนเราคุยกับ ChatGPT คุยกับ Gemini เลย. แต่เพียงแค่เราสั่งแล้วมันไปทำให้. โอเคมทีนี้เรามาดู Use Case ที่ 1.

Use Case ที่ 1 เนี่ยผมเตรียมมาว่าช่วยสร้าง Content Script หน่อยนะครับเราสั่ง Cork แบบนี้คือผมทำพร้อมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วนะครับก็เอ่อใครที่ดูไลฟ์นี้อยากไปดูย้อนหลังก็แคปหน้าจอแล้วก็พิมพ์ตามได้เลย. ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคังแสงนะครับผมก็ อ่าเตรียมเอาไว้ให้พร้อมแล้วคือสไลด์วันนี้จะอยู่ในส่วนของ Classroom. Classroom แล้วก็อยู่ในที่หัวข้อคำว่า อ่า Vibe Marketing. Vibe Marketing ตรงนี้เนาะผมได้เตรียม อ่า Presentation ตรงนี้ที่สไลด์วันนี้เนาะดาวน์โหลดอยู่ในไฟล์นี้แล้วก็มี Use Case การใช้งานเพิ่มเติมอีกนะครับประมาณ 10 Use Case ที่แบบ Copy Paste เอาไปใช้งานได้เลยผมเตรียมเอาไว้ให้แล้วนะครับใครที่เป็นนักเรียนคังแสงก็สามารถเข้ามาดาวน์โหลดได้หลังจากจบไลฟ์นี้นะครับ.

โอเค อ่ะทีนี้ผมก็ Copy แล้วก็แปะมาเราบอกว่า "ช่วยสร้าง Script สำหรับคลิปสั้น 30 วินาทีเรื่องเรื่องเอาเรื่องเป็น AI Marketing นะ AI Marketing คืออะไรให้โทนเป็นแบบ MU New Social พูดกระชับ Call to action เซฟเป็นไฟล์ให้สวยงามอ่านง่ายในโฟลเดอร์นี้" ซึ่งโฟลเดอร์นี้คืออะไร? โฟลเดอร์นี้ก็คือ Folder Demo ถูกมั้ยครับ. Folder Demo ก็กดปั้งเข้าไปเลย. อ่าความแตกต่างของมันคือเวลาเราสั่งงานมันน่ะครับเวลาเราสั่งงานมันก็จะทำงานเป็น Process. เห็นมั้ยด้านขวาตรงเนี้ยมันจะเป็น Process ว่า อ่าเป็น Task ว่า Step 1 ทำอะไร, Step 2 ทำอะไร, และ Step 3 ทำอะไรนะครับก็มาดูตัวอย่างกันนะครับอันนี้ก็คือมันเริ่มคิดแล้วมันก็เริ่มทำละมันก็จะทำ Content มาให้นะครับแล้วก็ Content ที่มันทำให้มันก็จะทำแล้วก็เซฟอยู่ในโฟลเดอร์ที่ชื่อ Demo ตรงนี้เนาะ Demo ใน Demo ตรงเนี้ยเดี๋ยวรอดูนะครับตอนนี้ยังไม่มี Content อะไรเลยนะเดี๋ยวเรามาดูกันว่า Content ที่มันเขียนให้มันจะเขียนเข้ามาอยู่ในโฟลเดอร์นี้เป็นไฟล์ที่อยู่ในโฟลเดอร์นี้เลยนะครับ.

อ่ะระหว่างนี้ก็เดี๋ยวรอมันทำงานนะครับตอนนี้มันก็จะค่อยๆนะครับโอเค. ตอนนี้ไฟล์ก็เริ่มเห็นมมันเริ่มเขียนละเริ่มเขียน Script ต่างๆนานา. ด้านข้างด้านข้างมันก็เขียนว่ากำลัง Drafting Script อยู่. หลังจากนั้นมันก็จะทำเป็น Template ให้สวยงาม. โอเคอ่ะดูตัวอย่างตรงนี้ครับ. เสร็จเรียบร้อยละนี่มันขึ้นมาว่าเห็นมั้ยครับเขียน Script ให้เรียบร้อยแล้วเสร็จแล้วไฟล์ Script อยู่ที่นี่แล้ว. ดูมันเขียนออกมาลองดูนะครับนี่คือมันทำให้. ลองดูหน้าจอมันดิผมบอกว่าเอ่อเอ่อให้ดูสวยงามใช่มั้ย. แล้วดูมันทำให้สิอ่ะดูนะครับดูเอกสาร 30 วินาที อ่า Short Clip Short แล้วก็ TikTok วันไหนนะครับ Hook Call Proof. Hook ธุรกิจที่ยังทำ AI Marketing แบบเดิม. แล้วก็ Call Message คืออะไร? Proof คืออะไร? Call Direction คืออะไรนะครับ. อ่ะลองดูสิมันทำสวยมั้ยล่ะ. แล้วลองไปดูในโฟลเดอร์ที่เราเซฟนะเมื่อกี้โฟลเดอร์คือไฟล์ไหนเอ่ย? Script ตัวนี้ใช่มั้ย? ตอนนี้คือ 16:26 น.นะดูเวลาเนาะมันทำออกมาเป็นไฟล์ HTML. ผมกดเปิดเลยนะอันนี้คือเปิดเป็นไฟล์ที่มันทำให้เห็นมั้ยครับ. เปลี่ยนการทำงานของเรามั้ยล่ะ.

คือก่อนหน้านี้เราต้องคุยกับ AI แล้วเราต้อง Copy มาทำสไลด์มาทำ Presentation มาทำเอกสาร. เราให้มันทำจนจบเลยอ่ะแล้วเราก็เอาไฟล์นี้ไปใช้งานเลย. ถ้าเราจะให้มันทำเป็นไฟล์ PDF ให้มันทำเป็นไฟล์อะไรทำได้เลย. ตั้งแต่ที่ผมทดลองมาให้เราดูเมื่อกี้เราพิมพ์เนาะเราคุยกันมาผมก็เริ่มคุยมาจนถึง ณ ตอนเนี้ยกี่นาทีเอง. มันออกแบบมาเป็นเอกสารแบบนี้ให้เลยที่สวยงามนะครับ. โอเคทีนี้เรามาดูกันว่าเราได้ละ Use Case ที่ 1 นะครับเราได้ Use Case ที่ 1 มาแล้วว่าเราได้เป็นไฟล์แบบนี้มาเลย. อ่ะถัดมาเรามาดู Use Case ที่ 2 กัน. อันนี้ก็เป็นที่ผมใช้งานแล้วก็รู้สึกว่าเวิร์คกับทีม Agency แล้วก็เวิร์คกับการทำงานทั้งหมดเลย. ก็คือในส่วนของสร้างเอกเอกสารดีกว่าสร้าง Report. นะครับหลายคนมีปัญหาว่าเอ่อเรามีข้อมูลเยอะมากแต่เวลามาทำ Report เนี่ยทำช้ามากแล้วก็บางทีการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆการทำ Report ดูแล้ว อ่าใช้เวลานานนะครับ. เราสามารถใช้ Cork เพื่อทำ Report. คำว่า Report ในที่นี้ทุกอย่างเลยนะไม่ว่าคุณจะเป็นเอกสารการเงิน, Statement หรือว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Report ของงาน Social Media. ผมอยากให้ดูเคสของผมยกตัวอย่างนะครับว่าผมจะมีไฟล์ไฟล์นึงแล้วกันนะครับผมจะมีไฟล์ไฟนึงเพื่อให้วิเคราะห์. ผมเริ่มต้นอย่างนี้เลยแล้วกันผมเข้าไปที่เพจของผม MU Social. แล้วผมอยากจะให้ตัว Cork เนี่ยเค้าวิเคราะห์ในส่วนของ Report มาให้ผมก็เข้าไปที่หลังบ้านของผมเนาะหลังบ้านของผมแล้วก็เข้าไปที่ Inside. Inside คือข้อมูลเชิงลึกเนอะแล้วก็เข้าไปที่ Content. อ่าเข้าไปที่ Content. ผมบอกเลยว่าถ้างั้นผมขอดู Export Data นะ. Export Data คือเราอยากดูข้อมูลนะครับผมเลือกเป็น Export Data แล้วก็เลือก Data. ผมเลือก Export Data มาอันเนี้ยเป็น Use Case ที่ใช้งานได้จริงเลย. คุณจะใช้เกี่ยวกับธุรกิจเกี่ยวกับเงินเกี่ยวกับอะไรก็ว่าไป. ผมเลือกเป็นเพจผมเนาะ New MU Social. Export Data เนี่ยตั้งแต่วันที่ 1 จนถึงวันนี้แล้วกันผมอยากดู Stat ว่า Content ที่ผมทำตั้งแต่ วันที่ 1 ถึงตอนเนี้ยเป็นยังไงบ้างนะครับผมเลือกเป็น Create เลย. Generate. เราจะได้ไฟล์เป็นเค้าเรียกว่าเป็นไฟล์เป็น Excel. เนาะที่เราจะสามารถใช้งานได้. เราทำได้ 2 วิธี. เดี๋ยวผมจะโหลดไฟล์นี้มาแล้วผมก็เอาเอาไปเซฟอยู่ในโฟลเดอร์นี้. โอเคมลเดอร์นี้คือ Folder Demo. เนาะ Folder Demo. เดี๋ยวพอผมโหลดไฟล์เสร็จผมจะเอาไฟล์มาใส่ใน Folder Demo แล้วผมจะค่อยสั่ง Cork ว่า Cork ช่วยไปเอาไฟล์ในโฟลเดอร์นี้หน่อยแล้ววิเคราะห์ให้หน่อยออกมาเป็นตารางออกมาเป็นข้อมูลต่างๆนะ. ครับเห็นมั้ยว่าการทำงานของเราอ่ะมันก็จะ เป็นการเราหน้าที่ของเราคือการเตรียมข้อมูล. การเตรียมเอกสาร. รวบรวมข้อมูลเพื่อเอาข้อมูลนั้นมาใส่เป็นในโฟลเดอร์. แล้วเมื่อข้อมูลอยู่ในโฟลเดอร์อยู่ในพื้นที่ที่ AI เค้าสามารถใช้งานได้. เราก็แค่ไปสั่งให้เค้ามาทำงานนะครับ.

อ่ะโอเคอันนี้ผมดาวน์โหลดนะ. โอเคผมดาวน์โหลดแล้วผมใส่เข้าไปในโฟลเดอร์ Demo นะครับแล้วตั้งชื่อว่าเป็น อ่าอะไรดี. Stat MU Social. โอเคผมเซฟนะ. อ่ะลองไปดูในโฟลเดอร์นี้นะครับนี่. นะเห็นมั้ย Stat MU Social. CSV. เป็นไฟล์อย่างนี้เลยนะเป็นไฟล์อย่างนี้เลยผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไงเนาะ. เราก็เข้าไปที่คอร์สตัวเดิมเหมือนกัน. อ่ะเรามาดูที่ผมเตรียมเอาไว้นะครับผมเตรียมเอาไว้ว่าวิเคราะห์ไฟล์ข้อมูลอ่ะประมาณนี้เนาะผมก็ไปแปะในนี้เลย. "วิเคราะห์ไฟล์ข้อมูล". อ่ะผมเปลี่ยนคำนะ. "ที่อยู่ในโฟลเดอร์ชื่อ Stat MU Social ช่วยสร้างเป็น Dashboard Report อ่าแบบนี้นะลองแก้หน่อยใส่กราฟ [เพลง] ใส่ตารางใส่ข้อมูลแนะนำขอแบบขอให้ออกแบบสวยๆอ่านง่ายๆ". อ่ะผมลองพิมพ์แบบนี้เลยนะ. ความหมายคือวิเคราะห์ไฟล์ข้อมูลที่อยู่ในโฟลเดอร์ที่ชื่อไฟล์ Stat MU Social. ช่วยสร้างเป็น Das อ่า Dashboard Report. ใส่กราฟใส่ตารางใส่ข้อเสนอแนะ. ขอให้ออกแบบสวยๆ. อ่ะง่ายๆอ่ะลองดู. เหมือนกับเราเตรียมข้อมูลเอกสาร Raw Data ให้แล้วให้มันเข้าไปหยิบแล้วก็เอาข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์แล้วก็เอาข้อมูลนั้นมาทำเป็น Format ที่เราต้องการ. เราอยากให้ทำเป็น Interaction เคลื่อนไหวด้วย. ใส่กราฟใส่เอฟเฟคใส่ข้อมูลวิเคราะห์ข้อเสนอแนะคำแนะนำ. นั่นหมายความว่าการทำงานต่อจากนี้ถ้าเรามี Report ทุกเดือนเรา Folder เอาไว้ว่าเดือนมกราคมกุมภาพันธ์มีนาคมเมษายน. แล้วเราก็ใส่ข้อมูล Report ของแต่ละเดือนเข้าไป. ถ้าคุณทำเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงินคุณทำ Statement. เช่นไป Export Statement การเงินมาในทุกๆเดือน. แล้วก็ใส่ในโฟลเดอร์ในแต่ละเดือน. เพราะฉะนั้นเวลาเราสั่งงานอ่ะครับเราสามารถสั่งว่า "ทำ Report เดือนกุมภาพันธ์ช่วยทำ Report สรุป Quarter 1 หน่อยเอาข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์มกราคมมีนาคมสรุปแล้ววิเคราะห์ตามข้อมูลที่เราเตรียมไว้ให้หน่อย". เห็นมั้ยเราคือเตรียมข้อมูลให้เค้า. แล้วเราสั่งให้ AI ทำงานที่ต้องคิดวิเคราะห์หรืองานที่ต้องแบบใช้งานใช้แรงถึกๆอ่ะในการทำ. เราจะเปลี่ยนบทบาทเป็นคนคุมแทน. และเราจะไม่ใช่เป็นคนที่จะต้องมานั่งทำอะไรพวกนี้แล้ว. เห็นมะเขาได้ข้อมูลแล้วครับครบแล้ว 282 โพสต์ 26 ล้านวิว 16 ล้านวิว. สร้าง Dashboard เลย. ตอนนี้เขาก็บอกว่า อ่าอยู่ใน Analyze MU Social Data. กำลัง Build Dashboard แล้วก็เซฟ. ลองนึกภาพสิว่าถ้าคุณยังทำงานแบบเดิมๆอ่ะกับคนที่เค้าทำงานโดยเอา Cork มาใช้ในการทำงานน่ะ. ลองจบดูว่าสิ้นเดือนเนี้ยต้องส่ง Report ให้กับหัวหน้าต้องส่ง Report รายงานเนี่ย. คนที่ยังทำเหมือนเดิมก็คือยังเป็น PowerPoint หรือเป็นตัวเลขธรรมดา. แต่คน ที่เปลี่ยนมาใช้ตัวนี้ Report มันจะอลังการ. ข้อมูลมันจะเวอร์วังแล้วข้อมูลการวิเคราะห์มันจะแบบคนละเรื่องกันเลยอ่ะครับ. และเนี่ยคือความหมายของพลังของคำว่า Cork หรือ AI Agent ที่ช่วยทำงานให้นะครับ.

อ่ะเรามาดูกันครับเมื่อกี้เราเริ่มต้นมาจากในส่วนของไฟล์ที่เป็น Raw Data แบบนี้เนาะอ่ะใน Demo ตรงนี้นะเมื่อกี้ไฟล์เป็นไฟล์นี้ถูกมั้ยครับไฟล์นี้เนาะโอเคมันสร้างเสร็จละมันสร้างเสร็จแล้วไฟล์ชื่อ Dashboard Report. นะครับเรามาดูในเครื่องเราในเครื่องเรามีมั้ย. Dashboard Report. นี่มีครับ. Dashboard Report. เราเปิด Dashbort Report ปึ้งเป็นไงครับ. ลองนึกภาพว่าเดือนนี้พนักงานผมมี Report มาสรุปการทำ Social Media ของแบรนด์เราในเดือนที่ผ่านมาครับ. แล้วก็เปิดหน้านี้ขึ้นมาคนเห็นแล้วก็ว้าวเลยถูกมั้ยครับ. แต่ลองนึกภาพสิว่าเราใช้เวลาในการทำน้อยกว่าการทำงานสมัยก่อนอีกนะ. อ่ะลองมาดูครับมันเข้าไปวิเคราะห์เลยว่าตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวัน ที่ 11 มีนาคมกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมทั้งหมด 282 โพสต์เป็นยอดวิวทั้งหมด 26 ล้านวิว 16 ล้านแล้วก็ 2.59 59 Average Engage ทั้งหมด 39 วัน Total เท่าไหร่นะครับ. Total Post เท่าไหร่แล้วดูดิมันเป็นแบบ Interact เลย. View กับ List View. View กับ List และจำนวนการโพสต์เห็นมั้ยครับ. จำนวนการโพสต์เทียบเป็นรายสัปดาห์. อ่าโพสต์ Type เป็นรูปภาพกับวิดีโอ. Engagement Rate by Type ก็คือ Engagement ถ้าเป็น Live สด Engagement ดีสุด. ลองลงมาคือวิดีโอนะครับ. ช่วงเวลาที่โพสต์ที่ดีที่สุดคือวันอาทิตย์. อ่าวันเสาร์. วันเสาร์ Average ดีสุดนะครับ. แล้วก็ถ้าแยก Engagement ก็คือ Reaction. แชร์สูงสุด. ลองลงมาคือแชร์. ลองลงมานะครับ. ช่วงเวลาที่โพสต์ที่ดีที่สุดสำหรับช่องผมหรือเพจผมคือช่วง 11:00 น. แล้วก็ช่วง 17:00 น. 11:00 น. กับ 17:00 น. Best Post Boosting Hour. โพสต์ยอดเยี่ยมที่ดีที่สุดคือโพสต์นี้ประเภทที่ เป็นรูปภาพยอดวิว 4 ล้านยอด List. Engagement Rate. Reaction. Share. Top 10 ที่ดีที่สุดเป็น Content อะไรบ้าง. PH ครองอันดับ 1. วันเสาร์คือดีที่สุด. เวลาที่ดีที่สุดคือ 17:00 น. Live Engagement ดีสุด. ข่าวที่เป็นประเภท Content ประเภท News. AI News กับ Story Hook. สุดยอดมั้ยล่ะ. แล้วดูมันวิเคราะห์ดิ. Double วันเสาร์. Lock Lock Time slot. 5. มันสรุปให้เลยว่าไซจิก Recommend ก็คือ Lock ไว้เลยสล็อต 17:00 น. คือเวลาที่ดีที่สุด. วันเสาร์ Peak Time. 34 โพสต์คือสุดยอด. อันนี้คือแค่ให้เห็นแค่ไฟล์เดียวเนาะ. อันเนี้ยครับคือมันยังไม่ได้เอาข้อมูลอะไรมาเยอะเลยเนาะ. แล้วถ้าเกิดคุณลองนึกภาพว่าถ้าเราจัดเรียงข้อมูลเป็นระเบียบ 1 เดือน 1 ปี 6 เดือนน่ะคุณจะเห็นภาพเลยว่าพลังมันมหาศาลมาก. คุณเอา Stat ตรงเนี้ยใส่เข้าไปแล้วให้มันวิเคราะห์มันวิเคราะห์ออกมาเป็น Template แบบนี้เลย. สุดยอดนะครับ. อันเนี้ยแหละคือพลังของมันนะครับ.

ต่อไปอ่ะระหว่างนี้เดี๋ยวผมไป Use Case ถัดไปนะครับ. Use Case อันนี้เอาแบบง่ายๆหน่อยแล้วกันแล้วก็ทุกคนน่าจะชอบก็คือจัดไฟล์ในโฟลเดอร์. เอาง่ายๆก่อนจัดไฟล์ในโฟลเดอร์ดาวน์โหลดแยกตามประเภทแล้วสร้างโฟลเดอร์ให้เรียบร้อย. แน่นอนว่าโฟลเดอร์ดาวน์โหลดของผมเละเทะไปหมดเลยครับเละเทะไปหมดที่โหลดไฟล์โหลดอะไรมานะครับ. เราก็สั่ง Cork มันแบบนี้ "จัดการไฟล์ในโฟลเดอร์ให้หน่อยแยกตามประเภทแล้วสร้างโฟลเดอร์ให้เรียบร้อย". อ่าจะให้มันลบให้จะให้มันจัดระเบียบข้อมูลอะไรยังไงเดี๋ยวรอดูครับว่ามันจะมีสิทธิ์ในการเข้าไปจัดการมั้ย. เพราะไหนผมบอกว่าอ้าวเราให้พื้นที่มันอยู่ในโฟลเดอร์ Demo นี่แล้วนี่คุณสั่งให้มันเข้าไปโฟลเดอร์ดาวน์โหลดได้ไงอ่ะเดี๋ยวลองดูครับว่ามันจะจัดการได้ไหม. ค่าใช้จ่ายการใช้งานเท่าไหร่หรอครับ. อ่าถ้าเกิดจะใช้ Cork ตัวนี้ใช่มั้ยครับเริ่มต้นก็คือ 17 เหรียญ. เห็นมั้ยขอสิทธิ์ Cork ขอสิทธิ์ขอสิทธิ์เข้าไปในโฟลเดอร์ดาวน์โหลดได้มั้ย. ผมก็บอกว่าให้สิทธิ์. จะ Set up Cork ให้เข้าไปจัดการในโฟลเดอร์อย่างไรครับ. อ่ะพอดีเลยครับนี่ไงครับนี่ไงครับแค่นี้เอง. คือไม่ต้องทำอะไรเลยแค่พิมพ์แค่นี้ "จัดการไฟล์ในโฟลเดอร์ให้หน่อยแยกตามประเภท". แล้วมันก็ขอสิทธิ์เข้าไปในโฟลเดอร์ดาวน์โหลด. ตอนนี้มันเข้าไปในโฟลเดอร์ดาวน์โหลดของผมเรียบร้อย. เดี๋ยวลองดูว่ามันจะจัดระเบียบให้ยังไง. อ่ะลองดูโฟลเดอร์ดาวน์โหลดผมนะผมไม่ได้จัดระเบียบอะไรเลยมันก็จะเป็นหน้าตาแบบนี้เละๆรวบรวมข้อมูลเละๆแบบนี้นะครับ. อ่ะลองขยายดูอ่ะมันจะเป็นอย่างงี้อะไรเละๆแบบนี้เนาะเดี๋ยวลองดูว่าสุดท้ายจะออกมาเป็นยังไง. โอเคระหว่างนี้มันก็จะ request ขอสิทธิ์เข้าไปสแกน scanning แล้วก็จะ create sub folder แล้วก็ move file ไฟล์เข้ามาอยู่ในนั้นแล้วก็ทำเป็น report key up res. นี่เรียบร้อยโล่งเลยนะครับ. โล่งเลยเดี๋ยวแป๊บนึงนะผมขออ่าเห็นมั้ยครับโล่งเลยมันก็รวมทุกอย่างเข้ามาอยู่ในนี้ให้เลยเห็นมั้ยไฟล์จัดเก็บเป็นระเบียบเรียบร้อย. อ่าอันนี้ก็คือเป็น Use Case ที่แบบทุกคนสามารถใช้งานได้เลย.

โอเค Use Case ถัดไปครับ. Research หาข้อมูลและเซฟเป็นไฟล์ PDF นะครับเดี๋ยวลองดูนะสมมุติว่าเราต้องการให้มันทำรีเสิร์ช. ผมต้องการให้มันทำรีเสิร์ชหาข้อมูล Trend AI Marketing สำหรับประเทศไทยแล้วสรุป 1 หน้าเซฟเป็น PDF. อ่าเป็นไฟล์ PDF. โอเคอันนี้เดี๋ยวเรามาดูกันเนาะว่าเราจะได้ข้อมูลเป็น PDF ม. อ่ะอันนี้ก็เสร็จเรียบร้อย. มันทำเรื่องรีเสิร์ชแล้วก็มันทำเรื่องเกี่ยวกับ Key Inside ต่างๆแล้วก็สร้างออกมาเป็น PDF. ข้อดีของมันก็คือเครื่องใครเครื่องมันนะครับถ้าสมมุติว่าคุณใช้งานคุณก็ใช้งานเครื่องเครื่องของคุณนะ. ครับมันก็จะทำให้แบบไม่ต้องกลัวเหมือน อ่า Open Craw. หลายคนกลัว Open Craw ว่าแบบหูยมันจะต้องน่ากลัวเข้าไปยุ่งในคอมพิวเตอร์มั้ย. อันนี้ก็คือง่ายมากนะครับ.

โอเคระหว่างนี้ก็สร้างเป็นไฟล์ PDF นะครับรอดูข้อมูลเสร็จเสร็จเรียบร้อย. อ่าอันนี้ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย. ส่วน Use Case ถัดไปเป็นอีก Use Case นึงที่คิดว่าทุกคนน่าจะชอบนะครับก็คือมันสามารถเชื่อมกับโปรแกรมอื่นได้หรือแชทอื่นได้นะครับเค้าจะเรียกว่า MCP. MCP อธิบายง่ายๆเลยมันเหมือนกับสมมุติว่าเราใช้ Cork เราใช้ Clos อยู่ใช่มั้ยครับเราสามารถไป Connect กับ Google Calendar, Connect กับ Gmail, Connect กับ Slack หรือ Connect กับอะไรก็ได้. ข้อดีของมันคือเราสามารถสั่งงานและ Control ทุกอย่างผ่าน Cork ได้. อันนี้เป็น Use Case ว่าเช็คเมลวันนี้สรุปเมลสำคัญให้หน่อยอันไหนต้อง Action. ดู Calendar สัปดาห์นี้แล้วสรุปตารางให้เป็น List. อ่าเดี๋ยอันนี้เดี๋ยมาลองเทสกันนะ. ครับระหว่างรอนะครับผมก็อยากให้ดูว่าระหว่างการทำงานเนี่ยมันกำลังค่อยๆทำงานให้ทีละส่วนเนาะ. เอ่อสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัว Cork นะครับให้เข้าไปดูที่เมนูในส่วนของ Customize. Customize อยู่ 2 เรื่องคือ Skill กับ Connector. เดี๋ยว Skill เรามาคุยกันนะครับ. Connector เรามาดูกันก่อน. Connector ความหมายคือคุณสามารถ Connect กับ App ข้างนอกได้หมดเลย. ผม Connect กับ Canva, ผม Connect กับ Gamma, ผม Connect กับ Gmail, Connect กับ Calendar และ Google Drive. คุณสามารถกดตรงนี้กดบวกเพิ่มแล้วกด Browse เพื่อ Connect กับ App ข้างนอกได้หมดเลย. คุณอยากจะ Connect กับโปรแกรมอะไรที่มันมีอยู่ ณ ตอนนี้คุณสามารถ Connect ได้เลย. หรือคุณสามารถสร้าง Custom ขึ้นมาได้อีก. เดี๋ยวเรื่องเนี้ยว่ากันนะครับแต่เดี๋จะให้ดูว่าผม Connect กับ Google Calendar, Connect กับ Gmail และ Connect กับ Google Drive. การ Connect ง่ายมากก็คือเราแค่กดบวกใช่มั้ย. แล้วเราก็เลือกสักตัวเช่นสมมุติว่าผมเลือก Connect อ่า Notion อย่างเงี้ยครับ. พอกดไปเสร็จมันจะให้ไปล็อกอินแค่นี้เลย. ให้ล็อกอินแค่นี้. ถ้าคุณล็อกเสร็จคุณก็สามารถให้ Cork สามารถทำงานกับตัวโปรแกรมนี้ได้. ซึ่งอันเนี้ยผม Connect กับ 2 ตัวนี้เรียบร้อยนะครับ.

อ่ะระหว่างนี้กลับมาดูในส่วนของงานนี้ก่อน. เสร็จแล้วมอ่ะระหว่างนี้เมื่อกี้มัน Compact กำลังสร้าง PDF นะครับ. โอเคผมจะสั่งมันแบบนี้นะครับ. ลองมาดูคำสั่งที่ผมจะสั่ง. ผมจะสั่งว่า "เช็คดูเมลสรุปเมลสำคัญให้หน่อยอันไหนต้อง Action. ก่อนดู Calendar สัปดาห์นี้แล้วสรุปมาเป็นตาราง List ให้หน่อย". เดี๋ยวดูนะครับระหว่างนี้ผมก็สั่งไปด้วยเลย. อ่ะอันนี้มันทำ Report ออกมาให้ละนะครับเดี๋ยวผมสั่งให้เช็คเมลให้ดู. เห็นมั้ยมันจะเข้าไปเช็คที่ Gmail. มันจะเข้าไปเช็ค Calendar ของผมนะครับแล้วมันก็จะสรุปมาให้อ่ะ. ระหว่างนี้เราไปดูในส่วนของตัว Demo ก่อนเมื่อกี้เราทำเป็น Marketing Trend ใช่มั้ย. บอกเป็นไฟล์ PDF. มันทำออกมาเป็นไฟล์ PDF ให้เลย. เนี่ยครับ AI Marketing Trend สำหรับประเทศไทยนะครับ. เทรนด์ตอนนี้เป็นเรื่องอะไรบ้าง. มันทำรายละเอียดมาให้. Key Insight เป็นยังไง. อันนี้ก็คือแบบเอาเร็วๆเนาะมันก็ทำสรุปออกมาเป็นแบบนี้ให้. เทรนด์ ณ ตอนนี้. แอดเป็นยังไง. สเปนเป็นยังไง. ถ้าคุณอยากลงลึกคุณก็ให้มันรีเสิร์ชลึกมากกว่านี้. อันนี้คือแบบคร่าวๆนะ. เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไม่งั้นจะใช้เวลานานในงานรีเสิร์ช. โอเคย้อนกลับมาดูนะครับเห็นมั้ย Cork มันสามารถสรุปออกมาว่าวันนี้มีงานอะไรบ้างก็จะมีงานโอเค. คุณวิทนะครับมีงาน Assess. Gmail เมลไม่. มีนัดมีงานนัดกับใครคุยกับใครนะครับมันก็ จะสรุปออกมามี Action อะไรมีไฟล์ต่างๆให้. สรุปก็คือมันเช็คตารางให้นะครับแล้วก็เช็คในส่วนของข้อมูลปฏิทิน Calendar ทุกอย่างให้หมดเลยนะครับแล้วก็สามารถ Connect นะครับเราสามารถกดเข้าไปที่ Customize ตรงนี้แล้วกดเข้าไปที่ Connector แล้วก็เลือกนะครับแล้วก็พิมพ์คำว่า Apple Mail. ไม่มีมีแต่มีแต่ Apple Note. Apple Note. มีพวก WhatsApp อะไรพวกนี้ไม่น่ามีมั้ง. เป็นแอปแชทอ่ะครับไม่น่ามีนะครับ. ผม Connect Canva เมื่อกี้ที่เราคุยกันมาตรงนี้เนาะผมบอกว่าโอเคช่วยเอาข้อมูลทั้งหมดไปทำเป็นสไลด์ใน Canva ให้หน่อย. ตอนนี้เรา Connect กับตัว Canva เรียบร้อยแล้วใช่มั้ย. เมื่อกี้เรา Connect กับ Canva แล้วเราบอกว่าทำสไลด์ใน Canva ให้หน่อย. ช่วยเอาข้อมูล Report Stat MU Social ที่ทำเสร็จแล้วไปทำเป็นสไลด์ใน Canva ให้หน่อย. อันนี้ก็จะไปอีกขั้นนึงก็คือเราเริ่มจัดไฟล์ที่เป็น Raw Data. เราให้มันทำออกมาเป็น Visual เป็นรูปภาพถูกมั้ย. แล้วเราบอกให้เอา Visual ตรงนั้นน่ะให้ไปทำเป็นสไลด์ใน Canva. หมายความว่ามันจะไปเปิด Canva ของเราแล้วมันก็ จะสร้างสไลด์ Canva ให้เลยนะครับ. อันนี้มันก็จะมีถามว่าเอ้ยขอสิทธิ์เข้าไปใน Canva ได้มั้ย. เข้าไปที่ Canva นะครับเมื่อไปที่ Canva สไลด์. Canva เป็นแบบไหน. เอ่อผมเอาเป็นแบบนี้แล้วกัน. MU Social Performance Report. อันนี้คือทำเบื้องต้นเนาะผมเลือกมันมีให้เลือกดีไซน์นะครับ. เลือกเป็นเอาเป็น Professional. เอ่อเอาเป็นแบบ Balance. เอาเป็นช็อตแล้วกันถือว่าเดี๋ยวมันนานนะครับ. สไลด์ธีมจริงๆมันมีธีมด้วยเนาะเอาธีมผมโซเชียลไม่รู้ว่ามีไหม. โอเคหลังจากนั้นกด Generate. โอเคมันก็ จะไปสร้างสไลด์ให้. อันนี้คือให้ดูเร็วๆนะ. ครับว่าเนี่ยแหละคือการทำงานแบบใหม่คือต่อจากเนี้ยปีเนี้ยตลอดทั้งปี 2026 27 28 การทำงานจะเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบนี้หมดนะครับ. โอเคอันนี้มันก็จะไปสร้างสไลด์ใน Canva นะครับนี่ได้มาแล้ว. สไลด์ประมาณนี้. อันนี้แบบคร่าวๆนะผมยังไม่ได้ลงรายละเอียด. ทำข้อมูลประมาณนี้. ลองมาดูซิว่าหน้าตาเป็นยังไง. ประมาณนี้ผมเปิด Canva. เปิดไปที่ Canva นะครับแล้วก็เข้าไปที่ Canva ก็จะเห็นเป็นตัว Presentation. อ่าเดี๋ยวรอสักครู่นะครับตัวนี้. อ่ะเขาบอกว่าชอบแบบไหนจะเซฟใน Canva เลย. สมมุติว่าผมชอบแบบนี้แล้วกัน. อ่ะผมชอบแบบนี้ก็คือผมบอกว่าโอเคแบบที่ 1 ชอบแบบที่ 1. โอเคชอบแบบที่ 1 นะครับเขาจะทำแบบสไลด์แบบที่ 1 มาให้แล้วก็ไป Create ใน Canva เลย. นะเห็นมั้ยอันนี้ไป Create ใน Canva บันทึกเรียบร้อย. เปิดใน Canva ได้เลย. ผม Refresh Canva 1 ที. มามั้ยอยู่ในไหน. อ่าอยู่ใน Canva นี้. อันนี้ผมบอกเอาให้ทำสั้นๆเนาะมันสร้างสไลด์ให้เลยนะครับอยู่ใน Canva ประมาณนี้. อันนี้ก็คือสรุปจากข้อมูลของผมเลยเนาะแต่ผมไม่ได้สั่งว่าเป็นภาษาไทยอะไรยังไง. อันนี้มันสรุปข้อมูลใส่มาให้หมดเลย. อ่ะอันนี้ก็เสร็จเรียบร้อย. คุณทำสไลด์เสร็จ. Present by MU Social. เปลี่ยนข้อมูลตรงนี้. ข้อมูลตรงนี้ถ้าเราบอกให้มันทำภาษาไทยมันก็ จะทำภาษาไทยให้. เห็นมั้ยมันก็จะบอกเลยว่าเนี่ย Indicator อ่า Massive 100,000 กว่าวิวอย่างเงี้ยเงี้ยมันก็เอาข้อมูลตรงนี้มาทำเป็นสไลด์ให้เลย. เห็นมั้ยครับช่วงเวลาที่โพสต์ดีที่สุดคือวันเสาร์นะ. ครับ Best time ก็คือตอน 17:00 น.นะครับ. เห็นมมันเอา Key Insight มาแล้วก็ทำเป็น Presentation แบบนี้ให้เลย. Top 5 โพส Engage ดีสุดเป็นยังไงนะครับ. สเตตัสตอนนี้นะครับเป็นยังไงนะครับแล้วก็ Key Recommend ทำยังไง. อันนี้คือตัวอย่าง. นี่คือให้มันทำสไลด์ให้อ่ะ. ถัดไปเดี๋ยวผมมาลองอีก Use Case นึงนะครับ. Use Case นี้เป็น Use Case ที่สเต็ปอีกสเต็ปขึ้นมาแล้ว. อันนี้ก็จะ เป็นอีกขั้นนึงแล้วกันเดี๋ยวผมจะพาไปดู. แต่ว่าอันนี้ผมไม่ได้สอน Demo ให้ทำเลย. แต่ผมจะอธิบายให้ทุกคนเห็นภาพว่านอกจากที่ผมทำให้เมื่อกี้เรารู้สึกว่ามันว้าวระดับนึงแล้วเนาะ. มันเช็คเมลให้มันตรวจข้อมูลให้มันสร้างไฟล์ในโฟลเดอร์ทุกอย่างให้หมดเป็นไฟล์เอกสารเนี่ยที่ทำเสร็จแล้วนะ. ครับต่างๆตรงเนี้ยมันทำให้หมดเลยสวยงามแบบนี้เลย. แต่มันจะมีพิเศษขึ้นไปอีกนะครับเค้าจะเรียกมันว่า อ่า Skill. มันจะมีอยู่ 2 คำนะผมอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจนิดนึง. คำที่ 1 คือ Skill. คำที่ 2 คือ Plugin. Plugin อธิบายง่ายๆ. Skill คืออะไร? Skill คือเป็นกฎกติกาของการบอก AI ว่าถ้าฉันสั่งคำสั่งนี้คุณจะต้องทำ 1 2 3 นี้เป็น Skill ติดตัวให้เค้า. ยกตัวอย่างเช่นเอ่อถ้างานอะไรที่เราต้องสั่ง AI ทำซ้ำเกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์แนะนำให้สร้างเป็น Skill. ยกตัวอย่างเช่นเอ่อทุกวันคุณต้องเขียน.

Content. คุณต้องให้มันเขียน Content หรือทำรูปหรือทำกราฟฟิกหรือไปทำสไลด์ แล้วคุณต้องใช้ 2 ครั้งนึงอ่ะ 2 อาทิตย์อ่ะ อย่างน้อยอ่ะ 2 ครั้งต่อ 1 อาทิตย์หรือ 3 ครั้งต่อ 1 อาทิตย์ คุณจะไม่ต้องเสียเวลามานั่งสั่งเลย คุณเซ็ตเป็นสกิล การทำเป็นสกิลต่อไปเราจะสามารถสั่งงานมันสั้นมาก เช่น "ช่วยเขียน Content ให้หน่อย" มันจะทำเป็นสกิลแบบครบที่เราต้องการเลย อันนี้คือคำว่าสกิลเนาะ เราตั้งกฎกติกาแล้วให้มันทำตาม เค้าเรียกว่าสกิล โอเค ผมลองให้ดูตัวอย่างสกิลที่ผมสร้างเนาะ ผมยกตัวอย่างงี้ก่อนว่าสกิลของผมที่สร้างชื่อว่า "Content Machine"

"Content Machine" คืออะไร ผมจะให้มันสร้างสกิล นี่คือตัวอย่างพร้อมที่ผมใช้งานเนาะ "ช่วยสร้างสกิลให้ผมหน่อยชื่อ Content Machine ผมอยากได้สกิลที่ทำแบบนี้ เวลาผมบอกหัวข้อ Content มา 1 หัวข้อ ให้คุณสร้าง Content ออกมาเป็น 5 format พร้อมกัน คือ 1 format สำหรับ Facebook โพสต์, 2 format สำหรับ Instagram, 3 format กับ TikTok และ New Letter ทั้งหมด 5 PAT format ด้วยกัน โดยทุก format ต้องเป็นโทนบลาๆ อะไรก็ว่าไป เซฟไฟล์แยกแพลตฟอร์มต่างๆ นานา" สร้างสกิลนี้ได้เลยอ่ะ คุณก็สามารถก็อปตรงนี้ไปนะ

เป็นสกิล ความแตกต่างคืออะไร ความแตกต่างคือเมื่อเราสร้างสกิลตรงนี้เรียบร้อยครับ เราสามารถใช้สกิลแบบนี้ ผมลองใช้สกิลแบบนี้นะ ลองลองตัวอย่างแบบนี้อ่ะ มาดูนะ ผมอยู่ในและอยู่ในแชทใหม่ ผมบอกว่า อ่า อ่า "ใช้สกิล Content Machine หัวข้อ อ่า ทำไมคุณต้องใช้ 5 เหตุผลทำไมคุณต้องใช้ Cork" อธิบายอย่างนี้ก่อน ค

คือ ก่อนหน้านี้ผมได้สร้างสกิลเอาไว้แล้วนะ อันนี้เดี๋ยวให้ดู ก่อนนะ เพราะว่ามันใช้เวลานานครับ เวลาทำสกิลอ่ะ ผมไล่ทีละสเต็ปนะ ผมเอา Prompt อันนี้มาสั่งที่ Work เพื่อให้ช่วยสร้างสกิลถูกมั้ยครับ ระบบก็สร้างสกิลขึ้นมาให้ตามขั้นตอนต่างๆ นานา ปั๊บๆๆ จนสุดท้ายแล้วอ่ะ ผมได้สกิลขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว โอเค ได้สกิลขึ้นมาคืออะไร สกิลที่ได้มาคือ "คุณสามารถที่จะสั่งทำ Content 5 แพลตฟอร์มได้เลย" แบบนี้มันจะสร้างสกิลขึ้นมาให้เราเรียบร้อยแบบนี้เนาะ สร้างเรียบร้อย บันทึก ผมกดบันทึกสกิล หลังจากกดบันทึกเรียบร้อยแล้ว มันจะเซฟเก็บไว้ เซฟเก็บไว้ที่ไหน อยู่ใน Customiz ตรงนี้แล้ว อยู่ในคำว่าสกิล สกิลเนี่ยจะมีสกิลที่เราสร้างขึ้นมา คือผมมีสกิล อ่า M Social Assistance, มีสกิล Content Machine, มีสกิล YouTube อ่า Repose ส่วนด้านล่างเป็นสกิลที่ทาง Anthropic หรือเป็นสกิลกลางอ่ะ ที่เขาให้เราดาวน์โหลดแล้วเอามาใช้ติดตั้งในเครื่องเราได้นะครับ

สกิลตรงนี้ใช้งานยังไง อ่า เดี๋ยวผมให้ดูตัวอย่าง เมื่อกี้ผมติดตั้งสกิลเรียบร้อยใช่มั้ย เวลาผมสั่ง ผมก็อยู่ใน Work แล้วก็บอกว่า "ใช้สกิล Content Machine หัวข้อ 5 เหตุผลทำไม คุณต้องใช้คอร์ส Cork" อ่า เดี๋ยวลองดู ตอนนี้มันก็จะใช้ในส่วนของสกิลนะครับ สกิลของผมที่เซ็ตก็คือตามหัวข้อนี้เลยเนาะ ว่าผมต้องการบอกว่าถ้าสั่งให้เขียน Content 1 หัวข้อ คุณจะเขียน Content สำหรับ Facebook, IG, TikTok, X แล้วก็ New Letter โดยที่ Facebook เป็น Story Telling กี่คำ อ่า IG กี่คำ TikTok เขียนยังไงนะครับ

[เพลง] เวลาเราขอมันจะทำแบบนี้ให้ทุกครั้ง อันนี้เค้าเรียกว่าการเซ็ตสกิล นั่นหมายความว่าคุณสามารถเซ็ตสกิลอะไรก็ได้ เรื่องส่วนตัว เรื่องการงาน เรื่องการเงิน เรื่องธุรกิจ เรื่องอะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าคุณเวลาเรียกใช้อ่ะ แล้วคุณอยากได้ออกมาเป็นผลลัพธ์สม่ำเสมอ เช่น ทุกๆ เดือนคุณแบบพิมพ์คำสั่งนี้แล้วมันสรุปออกมาเป็นยอดค่าใช้จ่ายของเราได้เลย ยกตัวอย่างเช่น คุณบอกว่าคุณมี อ่า statement บัตรเครดิตทุกๆ เดือนเนี่ย คุณจะอัปโหลดเข้ามา แล้วเวลาคุณสั่ง คุณอาจจะสั่ง "ช่วยใช้สกิลนี้เพื่อให้มันทำออกมาเป็น Report เอามาเป็นสรุปตัวเลขหรืออะไรก็ว่าไป" คุณสามารถสั่งสกิลได้เลยนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างเห็นมั้ย พอเป็นพอสั่ง เมื่อกี้ผมสั่งแค่ว่า "ใช้สกิลตัวนี้" ใช่มันเขียน Facebook โพสต์อยู่ มันเขียน IG มันเขียน TikTok เดี๋ยวมันเขียนไปเรื่อยๆ จนมันเขียนเสร็จ เราไม่ต้องไปทำอะไรแล้ว ไฟล์มันจะไปอยู่ที่ตรงนี้ครับ Content Machine สกิล Content Machine อยู่ในนี้เห็นมะ

[เพลง] ผมอ่ะลองเทสมาหลายอัน มันก็จะมี Content Machine ที่เป็น Facebook คือคอร์สอันนี้ใช่มที่เมื่อกี้เราสั่งให้มันเขียน มันก็จะเขียนเป็น Content สำหรับ Facebook [เพลง] เห็นมั้ครับ Content สำหรับ Facebook "5 เหตุผลทำไมคุณต้องใช้ Cork" อ่า Instagram "5 เหตุผลทำไมคุณต้องใช้ Cork" ให้เราเลยเห็นมั้ครับ ตรงนี้มันทำมาเป็นไฟล์ให้เราเลย New Letter, TikTok อยู่ในเครื่องเราเลยเห็นม TikTok แล้วก็หรือ Twitter อยู่ในเครื่องเราตรงนี้เลย เสร็จ ศัพท์เรียบร้อย คุณได้ไฟล์พร้อมส่งมอบงาน แต่นี้ผมทำเป็นไฟล์ MD นะ Mark ถ้าคุณอยากให้สวยๆ จะทำเป็นไฟล์ PDF ทำเป็นไฟล์ PowerPoint หรือทำเป็นไฟล์ที่อยู่ใน Canva ทำได้หมดเลยนะครับ อ่ะอันนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วเห็นม มันเขียนออกมาเป็น Content [เพลง] ให้เสร็จ ศัพท์เลยเนี่ย ลองดูสิ เปิดไม่ติดอ่ะ ไม่เป็นไร แต่เมื่อกี้เราเห็น Content อยู่ในโฟลเดอร์นี้เรียบร้อยละ อ๋อ มันอยู่ใน Local Folder ต้องเปิดตรง โอเค ให้สิทธิ์มาหน่อยอ่ะ เราก็ได้เห็นมั้ครับ Folder Facebook มีไฟล์ที่ผมให้มันเขียน Content หลายชิ้นเลยเห็นม Cork 101 Writing คืออะไร "5 เหตุผลที่คุณต้องใช้ Cork" อันเนี้ยคือสกิลนะครับ คุณสามารถสร้างสกิลได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณพิมพ์กับมันว่า "ผมต้องการสร้างสกิล" แล้วคุณก็ใส่ในสิ่งที่คุณต้องการเข้าไปได้เลย

หลักการของการใช้สกิล สกิลอธิบายอีกครั้งนะครับก็คืออะไรก็ตามที่คุณสั่งแล้วอยากได้คำตอบซ้ำแล้วคุณใช้บ่อย 2 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ คุณสามารถสร้างเป็นสกิลได้เลย แล้วเวลาสั่ง เราสั่งสั้นๆ แล้วมันจะออกมาเป็นผลลัพธ์ รักษามาตรฐานเป๊ะนะครับ ไม่ต้องอธิบายเพิ่ม อ่า อันนี้คือตัวอย่างสกิลนะ แล้วก็ ถัดมาอันนี้เป็นสร้างสกิล "Morning Brief" "Morning Brief" ความหมายคือเราสามารถสร้างสกิลว่าทุกเช้า "Morning Brief" วันนี้นะ เดี๋ยวผมให้ดูตัวอย่าง "Morning Morning Brief" ที่ผมต้องการคือ "ช่วยสร้างสกิลอีกตัวให้ผมหน่อยชื่อว่า Morning Brief ผมอยากได้สกิลนี้มาเอาไว้ใช้ตอนเช้า ตอนเช้าตื่นมาเปิดคอมพิวเตอร์มาเนี่ย ให้มันเช็คอีเมลเลยว่าอีเมลที่ยังไม่อ่าน มีงานอะไรบ้างเร่งด่วนต้อง Action แล้วก็ให้เช็ค Calendar แล้วก็สรุปว่างานที่ต้องโฟกัสวันนี้ เซฟมาเป็นไฟล์ Morning Brief" ให้มันสร้างเป็นสกิลแบบนี้อ่ะ อันนี้ผมสร้างสกิลเรียบร้อย เวลาใช้งานเราก็บอกว่า "Morning Brief วันนี้" อ่ะ ผมลองเข้าไปที่ตัว AI ของผมเนาะ แล้วก็เข้าไปที่ Cowork ผมก็สั่ง เพราะผมสร้างเรียบร้อยแล้วเนาะ การสร้างเหมือนเดิมเลย คุณสามารถ copy ตรงนี้ของผมไปแล้วไปแปะในของคุณนะครับ คุณก็จะเชื่อมกับ Gmail กับ Calendar อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็จะไปเช็ค Gmail กับ Calendar แล้วสร้างมาเป็น Morning Brief

Morning Brief ที่น่าสนใจก็คือเดี๋ยวมันจะไปดึงอีเมลใช่มั้ฮะ ดึงนัด Calendar แล้วก็วิเคราะห์ Top 3 ที่ต้องเราทำในวันนี้ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือเราสามารถตั้งได้ หมายความว่าตั้งให้ Morning Brief ทำงานอัตโนมัติทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 7:30 น.นะครับ มาดูหน้าตาตรงนี้ก่อนว่าด้านข้างตรงเนี้ยครับ จะมีคำว่า Schedule Schedule ความหมาย คือเราสามารถตั้งเวลาได้ ผมสามารถตั้งเวลาว่า Morning Brief คือทุกเช้าถูกมั้ย ผมก็ตั้งเวลาพิมพ์แบบนี้ไว้เลยว่า "ช่วยตั้งเวลา" หรือ "ตั้งเวลา" ก็ได้ "ตั้งเวลาให้ Morning Brief ทำงานอัตโนมัติทุกวันจันทร์ถึงศุกร์เวลา 7:30 น." ทุกครั้งที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา ถ้ามันเกิน 7:30 น.แล้ว มันจะสรุปเป็น Morning Brief ให้เราอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องนี้เลย อันนี้ก็จะเป็นอีก [เสียงสูดหายใจ] Use case นึงที่เราสามารถใช้งานได้เลย แล้วก็เป็นผู้ช่วยเป็นเลขาจริงๆเลยป่ะล่ะ เปิดคอมมาเลขา ก็ส่งงานมาให้เราตอนเช้าทันทีนะครับ อันนี้เขาเรียกว่าเป็น [เพลง] ในส่วนของ Morning Brief อ่ะ เดี๋ยวผมลองสั่งต่อเลยนะครับ ตั้ง Schedule ต่อเลยนะครับ แบบนี้อ่ะ เห็นมั้ย ครับ "Morning Brief วันนี้เป็นยังไง อีเมล สรุปเป็นยังไง Top 3 ที่ต้องโฟกโฟกัสคืออะไร" อ่ะ ลองมาดูไฟล์ มันก็สร้างไฟล์ตรงนี้มาในโฟลเดอร์เลย อีเมล นัดอะไรยังไง สำคัญมาก เห็นมั้ยครับ เราก็ได้เรียบร้อยละ ถัดมา เมื่อกี้ผมบอกว่าตั้ง Schedule ใช่ มย บอกว่าทุกวันตอนเช้า 7:30 น. มันก็จะเอาไฟล์ตรงเนี้ย ทุก 7:30 น. ส่งมาให้เรานะ ครับ สามารถใช้งานได้เลย นี่ Schedule เรียบร้อย เรียบร้อย 7:30 น. จันทร์ถึง ศุกร์ ทำอะไรบ้าง ดึง Gmail วิเคราะห์ บันทึกอยู่ในไฟล์ตรงนี้เรียบร้อย รันครั้งแรกคือวันพรุ่งนี้ตอน 7:00 น.นะครับ แล้วก็จัดการเรียบร้อย อยู่ในเมนูที่ชื่อ Schedule ด้านซ้ายตรงนี้ [เพลง] จะมี Schedule ว่าทุกวัน Weekday ตอน 7:35 จะ ส่ง Morning Brief มาให้ผมเห็นม. อันนี้ก็ คือในส่วนของการใช้ Schedule แล้วก็ สุดท้ายนะครับสำหรับตัว Cork ก็คือเรื่องของ Plugin เรื่อง Plugin อันนี้ก็จะ Advance ขึ้นไปอีกนิดนึงนะครับ แต่อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจว่าอันนี้แหละ คือ Cork ที่เป็น Cowork ว่าถ้าเราใช้ Plugin Plugin ความหมาย คือเราใช้แค่ 1 เครื่องมือเมื่อกี้เนาะ ที่เห็นผมเห็นมะว่าเราใช้ Gmail อยู่ใน ตระกูล Google แล้วก็สรุปเป็น 1 งาน แต่ [เสียงสูดหายใจ] Plugin น่ะครับ Plugin ความหมาย คือ 1 คุณใช้งานนี้บ่อยไหม มีขั้นตอนในการทำเกิน 3 สเต็ปไหม และต้องสลับแอปไปมาเกิน 2 ตัวมั้ย ถ้าเป็นแบบนั้นก็คือทำเป็น Plugin ได้เลย

อธิบายตัวอย่าง Plugin เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟังว่า สมมุติผมบอกว่า Workflow งานของผมคือผมต้องการคลิป YouTube ของผมหลังจากไลฟ์สด ลองคิดภาพนะ หลังจากไลฟ์สดจบ ผมอยากได้เอาเนื้อหาของไลฟ์สดผมเนี่ย เอาไปให้ AI ในการแกะเนื้อหาทั้งหมด แล้วก็เอาทั้งหมดมาทำเป็น Script เพื่อเอาไปทำเป็น Content บน Facebook, Google, YouTube หรือว่าจะเป็น TikTok หรืออะไรก็ว่าไปเนี่ย คุณจะต้องเครื่องโยงกับหลายเครื่องมือถูกมั้ย ตั้งแต่ YouTube แล้วก็เข้ามาที่ Social Media แล้วก็เอามาทำเป็น Content เอามาทำรูป คุณต้องใช้หลายเครื่องมือแบบเนี้ย เราจะสร้างเป็น Plugin เพราะว่าถ้าเป็นสกิลอ่ะ สกิลมันจะเป็นแบบสั่งแค่ 1 คำสั่งเนาะว่าโอเค เช็คงานตอนเช้าแล้วส่งมาให้ตอนเช้านะ อ่า เขียน Content ถ้าผมส่งหัวข้อนี้ไปจะเขียนหัวข้อนี้ นะ แต่ Plugin เราสามารถรวมทุกอย่าง หรือรวมหลายๆ งานน่ะ มาเป็น 1 Plugin [เพลง] ได้ เพื่อให้เห็นภาพนะครับ ผมสร้าง Plugin มาตัวนึง Plugin ตัวนี้ชื่อว่า MU Social Assistance MU Social Assistance หน้าที่คืออะไร มีประกอบด้วยกัน 5 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 คือถ้าผมสั่งสร้าง Content คุณจะเขียน Content ออกมาให้ 5 แพลตฟอร์มเลย ข้อที่ 2 ถ้าผมสั่งคำว่า Brief มันจะไปดึงข้อมูลใน Google Calendar เพื่อส่งข้อมูลว่าวันนี้ใน Gmail กับใน Calendar มีเรื่องอะไรที่สำคัญบ้าง ถ้าผมสั่งคำว่า Report มันจะไปดึงข้อมูลในไฟล์ ไฟล์ Report ที่ผมเซฟเก็บเอาไว้ ทำออกมาเป็น Report ไอเดีย ถ้าผมพิมพ์คำว่า "ไอเดีย" แล้วตามด้วยไอเดียที่ผมต้องการ มันจะดึงไอเดียที่ผมต้องการออกมาให้นะครับ ถ้าผมพิมพ์คำว่า "Clean up" มันก็จะเข้าไปลบโฟลเดอร์ให้ทั้งหมดเนี้ย 5 สกิลอ่ะ ถ้าเราสร้างเป็นสกิล มันคือ 5 สกิล แต่ผมสร้างเป็น 1 Plugin ที่ Plugin นั้นประกอบไปด้วย 5 สกิลที่อยู่ในนั้น ถ้าใครงงนะครับ ดูทบทวน กดหยุดแล้วก็ทบทวน แต่ถ้าเกิดใครอยากลองใช้ copy สกิล copy Plugin ตรงนี้ไปทั้งหมดเนาะ แล้วก็ไปสั่งที่ แล้วก็เข้าไปที่ Plugin ตรงเนี้ย ผมก็สั่งมันตรงนี้แหละเนาะ สั่งเสร็จมันก็ทำทุกอย่างให้จนเสร็จเรียบร้อยเลยนะครับ สั่งเสร็จเรียบร้อยอ่ะ ผมลองใช้งานดู เมื่อเราเซ็ตทุกอย่างเรียบร้อย มันก็จะไปอยู่ที่ไหน ครับ อยู่ที่คำว่าสกิลตรงนี้เห็นมสกิล MU Social Assistance เราจะมีสกิลของเรา ที่เราสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ อันนี้ก็จะมาเป็น Plugin สมมุติผมบอกว่าผมพิมพ์คำว่า "ไอเดีย" ลองดูนะ พิมพ์คำว่า "ไอเดีย" สั้นๆ มันก็จะไปใช้สกิลเห็นมั้ครับ เนี่ยไปใช้สกิล M Social Assistance เนี่ย มันก็มีไอเดียมาให้ ทำไมก็ถึงรู้ล่ะว่าเอ้ยเรื่อง AI ทำไมพิมพ์แค่สั้นๆ แล้วเขารู้ว่าผมต้องการอะไร เหตุผลเพราะผมเทรนมาจนเขารู้จักผม รู้จักธุรกิจผมนะครับ เขาเรียกว่าเป็น อ่า Brain ที่เป็น อ่า Brain Business ที่เราจะเทรนเข้ามาให้เขารู้จักก่อน มันก็ จะรู้เลยว่าเราสนใจเรื่องอะไร ตอนนี้เราตันเรื่องอะไร เราพิมพ์ไอเดีย มันก็โยนไอเดียมาให้เลยเห็นมั้อันนี้ [เพลง] เห็นมย เมื่อกี้เราเป็นเรื่อง เขาบอกว่า Low Afford แล้วก็ High Impact นะครับ ไอ ไอเดียนี้ก็น่าสนใจ แนะนำไอเดีย 2 ไว้ Marketing ใช้เวลาน้อยนะครับ เอาไอเดีย 2 มาทำเป็น Content มั้ย บอกไว้เลย 5 ข้อ ผมก็เลยสั่งเอาเป็น "Run Content 2" "Run Content 2" มันไปทำอะไร มันก็จะไปใช้สกิลเห็นม มันก็จะมาใช้ Content Machine Skill Skill ตรงนี้ก็จะเป็น Content ที่ Content ที่ 2 คือ Content นี้ใช่ไหม ครับ White Marketing ซึ่ง White Marketing Content ที่ 2 เวลาเขียนมัน ก็จะเขียนออกมาเป็น 5 format Match ทุก แพลตฟอร์มแล้วก็เซฟลงในเครื่องเราทันที อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่เรียกว่า Plugin นะ ครับเราสามารถทำพวกเนี้ยได้ในแพ็คเกจราคา 17 เหรียญต่อเดือนนะครับ ก็คือเป็น Account ที่เรียกว่าเป็น Account Pro นะครับ แล้วก็เริ่มต้นใช้งานได้เลย ใช้เป็น Sonnet ตรงเนี้ยครับ ได้เลย [เพลง] นะครับ แล้วก็ให้มันทำเป็น Content เรียบร้อยนะ ครับตัวอย่างตรงนี้คร่าวๆทั้งหมดทั้งมวล ถ้าใครยังไม่เคยใช้่นะครับ ดูคลิปนี้แล้วก็ ลองกดทำตามดูในส่วนของสไลด์ตรงนี้ผมมี พร้อมทุกอย่างวิธีการสั่งงานวิธีการใช้งานนะครับ ก็ใครที่ดูไลฟ์นี้สามารถก็ดูข้อมูลนี้แล้วก็เอาไปทำตามได้เลย ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคังแสงนะครับ ผมได้เตรียมในส่วนของสไลด์อันนี้พร้อมกับชุดคำสั่งที่เป็น Use Case สวันนี้ผมทดลองประมาณ 5-6 Use Case ถูกมยแต่ใน Community เราอ่ะ ครับในอยู่ในคำว่า Marketing เนาะหัวข้อ White Marketing ผมจะมี Use Case ที่จะใส่มาเพิ่มเรื่อยๆนะ ตอนนี้มี Use Case หลายตัวมากนะครับในการใช้งาน เช่นเจ้าของธุรกิจ Freelance Morning Brief นะครับ ถ้าเป็นธุรกิจ อ่า สร้าง Proposal ใบเสนอราคาอัตโนมัติ นะครับต้องการสร้างว่าถ้ามี Proposal มาเราอยากได้ออกแบบ Proposal สวยๆทำยังไงก็อยู่ในนี้ จาก 4-5 ชม. เหลือ 10 นาทีนะครับก็อยู่ในนี้เลย แล้วก็เนื้อหาวันนี้สไลด์วันนี้ก็จะอยู่อัปเดตในนี้ นะครับหลังจากที่เราอ่าลงไลฟ์อันนี้โอเค ระหว่างนี้มันก็จะไปรัน Content อยู่นะ ครับสุดท้ายเมื่อกี้ก็เล่าไปะก็คือ Schedule Schedule ก็คือพนักงานที่ทำงานตอนคุณหลับ คุณสามารถ Set and Forgot ก็คือตั้งเวลาแล้วลืมไปได้เลย 8:00 น. Morning Brief ทุกเช้าเราไม่ต้องมานั่งตาม เฮ้ยเลขา วันนี้มีประชุมอะไรสำคัญไม่ต้องเลย มันทำให้อัตโนมัติ 8:00 น.แล้วก็ทุก วันที่ 1 ของทุกเดือน ดึงข้อมูลรายจ่ายจาก แบงค์จากธนาคาร สรุปบัญชี สรุปรายรับรายจ่ายรายเดือนได้เลย ผมเขียนบทความเอาไว้ที่เพจ New Social เนาะว่าการใช้ AI ให้ได้ผลลัพธ์จริงอ่ะ ไม่ต้องไปใช้อะไรหวือหวามากมายเลย ให้คุณเลือกอะไรที่คุณเป็นปัญหาที่สุดนะครับ เป็นปัญหาที่สุดความ หมายคืออะไรที่คุณใช้เวลากับมันมากที่สุด คุณให้ AI ช่วยเอาแค่ 1 งานก่อน เอา 1 งาน ที่ช่วยชีวิตเราได้จริงๆก่อน แล้วถ้ามันใช้ให้ชีวิตเราดีขึ้น เราจะค่อยไปงานที่ 2 งานที่ 3 งานที่ 4 เราอย่าเพิ่งเอาเรื่องไกลตัว เพราะมันเป็นเรื่องที่ไกลตัวเราจนเรารู้สึกว่าเอ๊ ฉันทำไปแล้วแล้วสุดท้าย มันได้อะไรเนาะ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เรื่องเล็กๆเนาะ ที่คิดว่ามันเป็นปัญหาของเรา [เพลง] นั่นแหละ ถ้าคุณให้มันแก้ให้ได้ คุณจะเข้าใจความหมาย ผมขอสรุปในส่วนของเนื้อหาวันนี้ว่าภาพใหญ่ คำว่าผมอยากให้คนเห็นภาพชัดก่อนว่าโครงมันเป็นยังไง แล้วหลังจากนี้คุณจะได้ไม่งงไม่สับสนนะครับ บรรทัดล่างสุดเลยคือ Business Brain หรือสมองหรือบริบทนะครับ ตรงเนี้ยมันจะเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ธุรกิจเราคือใคร เราต้องบอกให้มันรู้จักเราก่อน เพราะเวลาทำงานอ่ะ มันจะทำงานตามสั่ง ถ้ามันไม่รู้จักเราไม่รู้จักเรานะ มันจะทำงานที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ โอเคมั้ย หลังจากนั้นถัดมาคือ Connector คือแขนขา เราจะไป Connect กับ Gmail เราจะไป Connect กับ Google Calendar เราจะไป Connect กับ Canva เราจะไป Connect กับ Notion เราจะไป Connect กับใคร เมื่อเรา Connect เสร็จ เราก็ใส่สกิลกับ Plugin เข้าไปเพื่อเป็น [เสียงกระแอม] กระบวนการทำงาน หรือถ้าเป็นศัพท์เค้าเรียก ว่า SOP ก็ได้ คือเป็นแบบกระบวนการทำงานเนาะ กดและเงื่อนขั้นตอนที่เราเอาไว้สอน เช่นขั้นตอนของการทำงานเกี่ยวกับไฟล์ บัญชีของเรากับ Finance ของเรากับธุรกิจอะไร คุณมีขั้นตอนการทำงานของคุณอยู่แล้ว คุณสร้างสกิลหรือสร้างเป็น Plugin และท็อปบนสุดก็คือ Schedule ตั้งเวลา คุณจะเห็นว่าขั้นตอนการทำงานมันจะเป็นระดับแบบนี้ เวลาต่อไปคุณจะได้ไม่งงแล้วผมบอกเลยว่า อันเนี้ยมันเป็นพื้นฐานที่คุณควรที่จะต้องเข้าใจและฝึกฝน เพราะมันจะเป็นพื้นฐานของการทำงานในยุคหลังจากนี้ ผมมั่นใจว่าคุณจะไม่กลับไปทำงานแบบเดิมอีกแล้ว มั่นใจ 100% ถ้าคุณเห็นว่าวันเนี้ย Work มันทำงานยังไงอ่ะครับ ต่อไปในอนาคตคุณจะไม่ต้องมาเสียเวลาเปิดสไลด์ใส่รูปใส่ Present มันจะ ไม่ใช่แบบนั้นแล้วนะครับ แล้วก็วันนี้คนที่มาก่อนมันคือ Cross มันคือ Cowork แต่ใช่ว่ามันจะเป็นเจ้าเดียว ตอนนี้มีข่าวว่า Gemini ทำได้แล้วก็คือสามารถพิมพ์แบบเนี้ย แล้วไปสร้าง Google Slide Google Sheet ทำได้แล้ว กำลัง Integrate เข้ามา เพราะฉะนั้นต่อไป Chat GPT ทำได้ Cork ทำได้ Gemini ทำได้ทุกเจ้าจะทำแบบนี้ได้หมด แต่ วันเนี้ยคุณเริ่มต้นจาก Cork คุณเริ่มต้นจาก Cross วันที่ Chat GPT มันมา วันที่ Gemini มันมา คุณใช้องค์ความรู้แบบเดิมเนี่ยแหละ แล้วเราไปต่อยอดกับแพลตฟอร์มใหม่ เพราะมันจะเป็นเรื่องของ Logic และการคิดแบบเดียวกันนะครับ อันเนี้ยเป็นในส่วนของตัวที่ชื่อว่า Cork นะครับ มาดูกันผลลัพธ์นี่ผลลัพธ์เมื่อกี้เนาะ เราเริ่มต้นจากขอไอเดีย ใช่มั้ย พิมพ์แค่ไอเดียสั้นๆนะ มันให้ไอเดียมา ผมเลือกไอเดียที่ 2 พิมพ์คำว่า "Content Run Content 2" มันไปสร้าง Content 2 มาให้ Facebook IG TikTok ใช่ม ผมเข้าไปดูข้างในนี้อ่ะ ไปดูใน Content Machine ใช่ม vs อันนี้ [เพลง] ไงเห็นม อยู่ในเครื่องเราแล้วเห็นมั้ครับ White Marketing vs อันนี้ขึ้นมาและตัวที่ 1 ตัวที่ 2 เห็นม มันอยู่ในเครื่องเราเลย ลองดูสิว่าพอเราสร้าง Plugin หรือสร้างสกิลอ่ะ เราสั่งเพียงแค่พิมพ์คำว่า "ไอเดีย" และพิมพ์คำว่า "Run Content 2" มันได้ Content ทั้งหมดในทุกแพลตฟอร์มมาเลย และถ้าเราใส่ Plugin ว่าเมื่อเราได้ Content แล้วเอาไปสร้างรูปด้วย เอาไปสร้างด้วย Canva banana เอาไปสร้างรูปด้วยอะไรก็ว่าไป มันก็จะสร้างรูปสร้างสไลด์แล้วเซฟเป็นไฟล์อยู่ในเครื่องของเราเลยนั่นเองนะครับ อันนี้ก็สรุปในส่วนของตัว Cork แบบฉบับสมบูรณ์นะ ครับที่ผมอธิบายตั้งแต่เริ่มต้นจนถึง ณ ปัจจุบันที่เขาทำได้ดีก็คือสกิลกับ Plugin จะได้เข้าใจว่ามันทำงานยังไงแตกต่างกันยังไง แล้วก็ให้ดูตัวอย่างการใช้งานจริง บอกพร้อมที่คุณสามารถ copy แล้วเอาไปใช้งานได้เลย [เพลง] นะครับ วันนี้ก็จะ เป็นเดินทางมาถึง EP ที่ 3 นะครับ EP ที่ 1 เป็น Open Craw ทำ Content แล้วก็ โพสต์ EP ที่ 2 เป็น Daily P line Line ที่จะทำในส่วนของตัววิดีโอต่างๆ EP นี้ เป็น Cork ที่จะเป็นเอกสารรีเสิร์ชแล้วก็ อีเมล EP หน้าก็จะเป็นในเรื่องของ Marketing เหมือนเดิมแต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้นก็เดี๋ยวรอดูครับว่าสัปดาห์หน้า มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจเดี๋ยวผมก็จะเอาเนื้อหาที่มันตรงกับคุณเอามาใช้งานในส่วน ของการตลาดหรือจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตามที่ คุณใช้ AI ในการช่วยทำงานน่ะ ผมมั่นใจครับว่ามันช่วยคุณได้จริงๆ มาเข้าที่เนื้อหา กันเลยนะครับ วันนี้สอน AI ให้รู้จักคุณ CL Cork Setup แบบสดๆนะครับ อ่า เรามาดูกันว่าทำไมใน AI ของผมตอบตรง เพราะเราต้อง Setup ก่อน การ Setup สิ่งที่สำคัญคืออะไร ครับ การ Setup คือถ้าเราไม่ Setup AI จะตอบกว้างๆแน่นอน ถ้าใครใช้ AI มาอยู่แล้ว ใครใช้ Chat ใครใช้ Gemini มาอยู่แล้ว การที่ไม่ให้หรือไม่ให้บริบทมันจะเป็นปัญหาสำคัญในระยะยาว สำคัญในระยะยาวนะ จำคำนี้เอาไว้ เหตุผลเพราะว่าเรากำลังสร้าง Agent หรือผู้ช่วยที่เป็นพนักงานคนนึงในบริษัท ที่ทำงานจริงจริงอ่ะ ที่เป็นเอกสารข้อมูลของบริษัทเรา ลองคิดภาพตาม ถ้าคุณไม่ Setup ตั้งแต่ Day one แล้วคุณใช้ไปเรื่อยๆ สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือคุณก็จะต้องมานั่งทบทวน บอกมันว่าธุรกิจของเราคืออะไร ข้อมูลของบริษัทเราเป็นยังไง อ่า คนภายในองค์กรเราเป็นยังไง และเอกสารเราต้องการในรูปแบบไหน มันจะต้องพูดซ้ำพูดทวนแบบนี้ไปตลอด สิ่งที่ผมจะมาสอนวันนี้ก็คือสอนเริ่มต้นการใช้งานบวกกับ Setup เริ่มต้น ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ชม. นะครับ ใช้เวลา 1 ชม. ในการ Setup จะช่วยประหยัดเวลาของคุณในอนาคตมหาศาล และมันจะทำให้ Agent ของเราฉลาดขึ้นไป ฉลาดขึ้นไป ฉลาดขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเค้าเข้าใจเรา ธุรกิจของเราแบบชัดเจนมากๆนะครับ เพราะฉะนั้นเรามา Setup [เพลง] กัน

สำหรับใครที่เป็นมือใหม่นะครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะพารันไปเร็วๆนะครับ ก็คือเราจะเริ่มต้นดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ซึ่งการใช้เงื่อนไขของมันคือต้องเป็นมีแอปพลิเคชันะ ครับ ใช้ผ่านเว็บไม่ได้นะครับ เราเข้าไปที่ cross.ai/download หลังจากดาวน์โหลดเสร็จก็ดาวน์โหลดติดตั้ง จะเป็น Mac หรือ Windows ก็ได้ แล้วก็ Login นะครับ ซึ่งเป็น Account ที่ต้องเป็นแพ็คเกจ Pro เป็นต้นไปนะครับ แพ็คเกจฟรีไม่มี เราใช้วิธีการก็คือเข้าไปที่ cross.com หรือ.ai AI ก็ได้ /download ดาวน์โหลดมาเลยครับ เป็น Mac OS หรือเป็น Windows ดาวน์โหลดมาติดตั้งปกติทั่วไป แล้วก็ดาวน์โหลด iOS หรือ Android ก็ได้ ติดตั้งเข้ามาให้เรียบร้อย หลังจากติดตั้งเสร็จนะครับ เราก็จะได้หน้าตาแบบนี้มา Cross ที่เราใช้ความแตกต่างของ Chat อื่นๆ ก็คืออันเนี้ยเป็นแอปพลิเคชันะ เป็นแอปเนี่ยเห็นมั้เป็นแอปไม่ใช่เป็นเว็บนะครับ ในส่วนของแอปเนี้ยก็จะมีเมนูต่างๆก็คือ เมนูที่ 1 คือ Chat ที่เราใช้ทั่วไปแบบปกติ เมนูที่ 2 คือ Cowork อันเนี้ยแหละที่เราจะมาคุยกันวันนี้ Cowork คือ AI ที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่เรากำหนดโฟลเดอร์หรือกำหนดขอบเขตให้เค้าสามารถทำงานได้ในพื้นที่ที่เรากำหนด แล้วก็ Code ก็คือการที่เราให้เขาค้าสร้างระบบ ถ้าอธิบายให้เห็นภาพ Chat คือสมอง Cowork คือแขน [เพลง] คือมือคือแขนคือมือเนาะ แล้วก็ Code เป็นเหมือนช่างเทคนิค ช่างสร้างบ้าน ช่างที่เป็น Technical มีความเฉพาะ มีความชำนาญในการสร้างเครื่องมือสร้างระบบนั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากำลังจะมาอยู่ในยุคที่เราให้ AI ทำงานให้นะครับ หน้าตาของมันก็จะเป็นหน้าตาแบบนี้ที่เรียกว่าเป็น Cowork อ่ะ ถัดมานะครับ เหมือนที่ผมอธิบายไปเนาะว่า 3 โหมดนะครับ เราจะมีโหมด Chat โหมด Cowork แล้วก็มีโหมด Code นะครับ ซึ่งเราจะมีด้วยกัน 3 ส่วนนี้ เราจะโฟกัสที่วันนี้นะ ครับคือสร้างไฟล์ผมพากลับไปดูใหม่นะครับ หน้าจอเป็นแบบนี้เนาะ หน้า Chat หน้า Cowork แล้วก็หน้า Code สิ่งที่เราจะลุยกันวันนี้ คือ Cowork สร้างไฟล์จริง วิเคราะห์ Excel ต่างๆนานานะครับ เราจะใช้เป็นไฟล์นี้เป็นหลัก โอเค สิ่งที่สำคัญที่สุด จำคำนี้เอาไว้นะ ครับคือคำว่า Context AI ไม่มี Context เท่ากับพนักงานที่เพิ่งมาทำงานวันแรก ไม่ มี Context ตอบทั่วไป มี Context เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว ให้นึกภาพว่า Context คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องแรกของการที่เราจะใช้ AI Agent อธิบายคำว่า Agent อีกนิดนึง Agent คือพนักงานน่ะ ลองคิดว่าเป็นพนักงาน วันนี้คุณดาวน์โหลด Cross มาครั้งแรก คุณเปิด Cross มาครั้งแรกเหมือนกับพนักงานที่เพิ่งมาทำงานวันแรก พนักงานคนนี้เป็นพนักงานอัจฉริยะมาก ถามสูตรคำนวณ ถามวิเคราะห์ ถาม Content ทำได้หมดเลยครับ แต่เค้าไม่มี Context หรือบริบทของธุรกิจของเรา เพราะฉะนั้นต่อให้คุณคุยกับมันไปทำได้คุย ได้ตอบได้แต่มัน [เพลง] จะเอาไปทำงานจริงๆ ยังไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงรูปแบบของธุรกิจ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ อสังหาริมทรัพย์ในหน้า Cross ธุรกิจออนไลน์ ขาย Digital Product หรือจะเป็น Consult ที่ปรึกษาอะไรก็ตาม คุณกำลังจะขาย Service Product แล้วก็ Knowledge ที่เป็นเรากับลูกค้าที่เป็นคน AI เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ผลิตการผลิตสิ่งของไม่ว่าจะเป็นแอป เป็นระบบหรือเป็นไฟล์ให้เรา แต่มันไม่ใช่เป็นคนที่คิดแทนเรานะครับ หน้าที่ของเรา คือต้องมอบบริบทให้มันนะครับ สำคัญที่สุด บริบทแบ่งเป็น 4 ส่วนด้วยกัน ผมอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจหน้านี้แล้วค่อยๆเรียนรู้และพัฒนาไป เพราะว่าตัวนี้เป็นพื้นฐานของการทำ Agent ต่อจากนี้ไม่ว่าคุณจะไปใช้ Manus ไม่ว่าคุณจะไปใช้ Paper City Computer ไม่ว่าคุณจะไปใช้ Gemini หรือตัวไหนก็ตาม ที่เป็น Computer Use หรือจะเป็น Agent ของค่ายไหนต่อจากนี้เราจะต้องใส่ Context เข้าไปให้เสมอ Layer ที่ 1 ครับ ถ้าเป็น CL CL เนี่ย อ่า ที่เป็น Cork เนาะ หรือเป็น CR ทั่วไปเขาจะเรียกว่า User Preference User Preference คืออะไรก็คือเป็นตัวบอกว่าเราเป็นใคร เราชื่ออะไร เราทำงานอะไร เรามีจุดเด่นอะไร ธุรกิจของเราเป็นแบบไหน เรามีญาติเรามีพี่น้องเรามีพ่อแม่เรามีพนักงาน เราบอกทุกอย่างให้หมดเลยที่บอกได้ และเป็นข้อมูลที่ไม่ Sensitive ข้อมูลไหน ที่เป็น Sensitive ไม่ต้องบอกข้อมูลจริง บอกข้อมูลอ้างอิง ตัวเลขสมมติ ข้อมูลสมมติ บริษัท XYZ รายได้เพิ่ม 30% คู่แข่งคือใคร ใส่ อะไรพวกเนี้ย User Preference คือ เป็นเหมือนกับ Global ครับ ที่เวลาคุยผ่าน Cross ไม่ว่าจะเป็น Chat Cowork หรือ CR Code เขาจะรู้จักเราทั้งหมด เมื่อเมื่อเป็นแบบนั้น Level ที่ 2 คือ Global Instruction Global Instruction คือ เป็นการสั่งว่าพนักงานคนเนี้ยที่เราจะทำงานที่คุณเราจะทำงานด้วยกันเนี่ย คุณจะต้องมีกฎกติกามารยาท ยังไง เหมือนกับเวลาพนักงานเข้ามาใหม่บริษัทของเรา คือต้องใส่เสื้อพนักงานของบริษัทนะ ต้องทำอะไรล่ะ ต้องใส่ต้องตอบครับนะ ต้องพูดว่าสวัสดี ห้ามพูดภาษาอังกฤษนะ ต้องตอบแบบฉะฉาน ห้ามพูดคำหยาบ Global Instruction น่ะ เป็นคำสั่งครอบของ Cork อีกทีนึงนะครับ แล้วก็ Layer ที่ 3 ก็จะเป็น Layer ในการกำหนด Project แน่นอนว่าเวลาเราทำงานน่ะ ให้นึกถึงภาพบริษัทนึง บริษัทแห่งนี้มีพนักงานอยู่ด้วยกัน แผนก HR แผนก Finance แผนก Marketing แผนก Graphic Product จะต้องมีกฎกติกาของแต่ละแผนกถูกมั้ยครับ เช่น อ่า แผนก Finance การเงิน กฎกติกาของ Finance คือต้องใช้เอกสารรูปแบบ Format แบบนี้เท่านั้น เวลาส่ง Invoice จะต้องเป็นข้อมูลแบบนี้ ตัวเลขจะต้องใช้เลขไทยเท่านั้น นี่คือกฎกติกาของ 1 แผนก ซึ่งผมจะเรียกแผนก ว่า 1 Project หรือ 1 Folder ใน Folder นั้นเราสร้างขึ้นมาเป็น Folder Marketing ใน Folder Marketing เราต้องการให้เขาค้าสร้าง Content ต้องการให้สร้างรูป หรือสร้างแผนแผนของการทำ Content Marketing เราจะต้องมี Crot.md Crot.md MD คือกฎกติกาที่เราจะกำหนดว่าแผนก Marketing หรือ Folder Marketing เราจะมีกฎกติกาอะไรบ้าง ลองคิดภาพเนาะ จะเห็นเป็นขั้นเป็นตอน และสกิลสุดท้ายใน Layer 4 Layer 4 คือกำหนดสกิล หรือเรียกว่า หรือ Plugin ก็คือเครื่องมือให้พนักงานคนเนี้ย สามารถทำงานได้เป็นระบบ ลองคิดภาพว่าวันนี้พนักงานเข้ามาในออฟฟิศเรา บริษัท Onboarding และ Brief ทุกอย่างว่าบริษัทเราคือใคร อ่า CEO คือใครนะครับ CFO คือใคร บริษัทของเราเป้าหมายคืออะไร Mission Vision ต่างๆนานาคือ User Preference หลังจากนั้นกฎกติกาที่เรากำหนดว่าคุณจะต้องเข้าออฟฟิศกี่วัน ลาได้กี่วัน นั่นคือ Global Instruction ถัดมาเราทำงานในแผนก Marketing แผนก Marketing ก็จะมีเครื่องมือว่าโอเค คุณทำงานที่บริษัทแผนก Marketing นะ คุณจะมี Canva ให้ใช้งานได้นะ คุณจะมีอีเมลที่เป็นอีเมลของคุณนะ แล้วเวลาทำงานคุณจะต้องส่งผ่าน Pickup หรือส่งผ่านใส่ไฟล์ต้องใส่ใน Google Drive อะไรพวกเนี้ยครับ เป็นกฎกติกาและกฎกติกาเหล่านั้น ถ้าเราต้องทำกราฟฟิก 1 ชิ้น เราจะต้องไปใช้โปรแกรม อ่า Gen ลูก Gen เสร็จเอามาทำใน Canva Canva เสร็จเอามาเซฟใน Google Drive แต่ละอันจะเป็นสกิลเฉพาะทาง สกิลทำรูป สกิลทำภาพ สกิลทำทำ Content ซึ่งสกิลทั้งหมดใน Line ของ Marketing จะรวมกันเป็น Plugin ที่ชื่อว่า Marketing โอเค Plugin Marketing ประกอบไปด้วย Content กราฟฟิก วิดีโอตัดต่อ หรืออะไรก็ว่าไป อันเนี้ยผมพยายามเล่าให้เห็นภาพว่านี่คือรูปแบบของการ Setup เพื่อให้เราเวลาสั่งงานว่าทุกเช้าตอน 8:00 น. เราอยากได้ให้เค้าอ่ะ เขียน Content ให้เราส่งมาให้เราทุก 8:00 น. แต่ลองนึกภาพว่าถ้าเราไม่มี User Preference ไม่มี Global Instruction ไม่มีกฎกติกาของ Project และไม่มีสกิลไม่มีอะไรเลยครับ มาถึงเป็น Folder เปล่าๆแล้วบอกให้เขียนงาน 8:00 น.เช้า แน่นอนถ้าเกิดคุณทำเล่นน่ะ มันทำได้ แต่ทำจริงๆ คุณขายของจริงๆ คุณสร้างรายได้ สร้างธุรกิจจริงๆอ่ะ มันจะตอบกว้างมากๆเลย ซึ่งอันเนี้ยจะเป็นจุดที่มือใหม่หรือคนที่เริ่มต้นหรือใช้ AI [เพลง] แบบเริ่มต้นเบื้องต้นเนี่ยจะพลาดตรงนี้กันนะครับ เราก็จะใช้ตัวนี้เป็นตัวแรกที่เราจะเริ่มต้นกัน วันนี้เราจะทำถึงข้อ 3 ครับ 1 2 3 ใช้เวลาทำ 3 ข้อนี้นะครับ เรามาเริ่มในข้อที่ 1 User Preference นะครับ ถามว่าใช้ยังไง User Preference อยู่ไหนนะครับ ให้เราเข้าไปที่หน้า CL นะครับ หน้า CL เนี่ย จะอยู่ที่ Setting อยู่ที่ชื่อเราเนาะ ใน CR ตรงนี้เราก็อยู่ที่ Setting อยู่ใน ที่ General ตรงนี้คือ User Preference นะครับ User Preference ตรงเนี้ยสำคัญมาก ๆอยากให้กำหนด แต่หลายคนจะมีปัญหาว่าเขียนยังไงถูกมั้ย ผมเข้าใจทุกคนว่ารู้ว่ามันจำเป็น แต่ถามว่าแล้วเราจะเริ่มยังไง เราจะเขียนยังไง ผมได้เตรียม สำหรับใครที่ดูไลฟ์นี้นะครับ เราสามารถใช้ Prompt นี้ได้เลยนะครับ ผมทำ Prompt มาให้ว่า "สร้าง User Preference ให้หน่อย" นี่เนาะ ถามผมทีละข้อ ชื่อ บทบาท อุตสาหกรรม Format เป็นยังไง คำตอบที่จะตอบนะครับ อ่า อย่างเงี้ย ผม C copy ตรงนี้นะ เอาแบบง่ายๆ "สร้าง User Preference ให้ผมหน่อย" ผมอยู่ที่ Cowork นะครับ แล้วผมก็ไปที่ New Task หรือเราจะอยู่ที่ Chat ก็ได้นะครับ ต้องบอกอย่างงี้ว่าเราไม่ต้องกลัวนะว่าเราจะพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก เราจะพิมพ์ที่ Chat หรือพิมพ์ที่ Cowork ก็ได้ อธิบายง่ายๆว่าถ้าเราไม่ต้องการที่จะให้มันสร้างไฟล์อะไรในเครื่องเรา เราก็ใช้ Chat ธรรมดาก็ได้ อ่า ผมก็เริ่มจาก Chat เนาะ New Chat ผมก็พิมพ์คำว่าที่ copy มา "สร้าง User Preference ให้ผมหน่อย ถามทีละข้อ ชื่อ บทบาท ธุรกิจ อุตสาหกรรม" แล้วเราก็ Enter ไป 1 ที แล้วเขาก็จะถามคำถามเรา หน้าที่ของเราคือตอบ และการตอบเราต้องตอบยิ่งละเอียด ยิ่งดี ยิ่งเราให้บริบทเค้ามากเท่าไหร่ ยิ่งดี ของผมให้ถึงขั้นที่ว่า Stand Finder ผมไปทำ Ster หาจุดแข็งของผม 30 ข้อ ผมอัพ PDF เอกสาร Ster ของผมเข้าไปให้ AI หมดเลย ผมอัพข้อมูลของ Ster ของพนักงานใน Office ว่าพนักงาน Office แต่ละคนมีจุดเด่นที่สุดเป็นยังไง อัพเข้าไปให้ AI แล้วให้เขาวิเคราะห์นะครับ สุดท้ายเขาจะรู้ Context ในบริษัทของเราที่ควรที่จะรู้ นะครับ ข้อมูลที่ควรที่เขาจะรู้ นะครับ ให้เค้าไปอ่ะ เราทำแบบนี้แล้วเราก็ตอบคำถาม เมื่อเราตอบคำถามเสร็จ เราจะได้คำตอบมา คำตอบก็จะประมาณนี้นะ คำตอบเป็นประมาณนี้นะครับ เราก็เอาคำตอบนี้ที่ได้มา copy คำตอบนี้ใส่เข้าไปที่ User Preference User Preference ตรงเนี้ย มันเป็น Text หรือเป็นข้อความเฉยๆ เพราะฉะนั้นคุณสามารถอัปเดตได้เรื่อยๆ มีอะไรอัปเดตเพิ่มเติม ใส่เข้าไปนะครับ แล้วก็วิธีการที่จะเขียนให้ดีที่สุดก็สั่งผ่าน Chat ตรงเครับ สั่งผ่าน Chat ตรงนี้แล้วก็พิมพ์บอกมันเลยครับเนาะ ตรงนี้สรุปให้เป็น Format "สร้าง User Preference" ตรงนี้แล้วก็พิมพ์ไปเลยครับ พิมพ์ไปเยอะๆ พิมพ์ไปเท่าที่จะนึกได้ พิมพ์ไปเรื่อยๆ แล้วก็มีอะไรที่เพิ่มเติมก็อัปเดตเพิ่มเติมเข้าไปได้ ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคังแสงนะครับ เนื่องจากว่าผมได้เตรียมข้อมูลเอาไว้ให้นะครับ ก็คือผมทำสกิลเอาไว้ให้นะ สกิลเนี่ยสำหรับนักเรียนคังแสงนะครับ เดี๋ยวผมจะอัปโหลดโฟลเดอร์ที่ทำเกี่ยวกับสกิลการทำ User Preference ให้นะครับ นั่นหน้าที่ก็คือเพียงแค่คลิกดาวน์โหลดเนาะ ดาวน์โหลดทั้งโฟลเดอร์ตรงนี้ อ่า ดาวน์โหลดมา พอเราดาวน์โหลดมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราจะได้เป็นโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า User Preference วิธีการใช้งาน ใช้ยังไงนะครับ หลังจากดาวน์โหลดมาเรียบร้อยแล้ว เราเข้าไปที่ Cowork เราเข้าไปที่ Customiz นะครับ กดเข้าไปที่ Skill และกดเข้าไปที่บวกแล้วกดอัปโหลด Skill เราอัปโหลดสกิลที่เราดาวน์โหลดมาเมื่อกี้ นะครับอัปโหลดเข้าไปเลย ปึ้ง พอดีผมอัปโหลดไว้อยู่แล้วนะครับ ความหมายคืออะไร ผมติดตั้งสกิลเอาไว้ให้นะครับ สกิลอันนี้เป็นสกิล User Preference Builder หมายความว่าคุณสามารถสร้างสกิลในเครื่องของคุณได้ผ่านสกิลที่ผมเซ็ตเอาไว้ สกิลที่ผมเซ็ตเอาไว้ผมแชร์ให้กับทุกท่านที่เป็นนักเรียนคังแสง วิธีการใช้งานใช้งานยังไงนะครับ เราจะอยู่ที่หน้า Chat New Chat ก็ได้ แล้วพิมพ์คำว่า "สร้าง User" อ่า ผมบอกนะช่วย โอเค ถ้าผมพิมพ์คำว่า "สร้าง User Preference" น่ะ เค้าจะรู้ว่าผมมีสกิลนั้นอยู่ในเครื่องแล้ว เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะต้องสั่งซ้ำ มันจะถามคำถามเราเพื่อเอาคำถามที่ถามแล้วเราตอบเนี่ย ทั้งหมด copy เพื่อทำมาเป็น User Preference นะครับ แต่เดี๋ยวผมขอวงเล็บก่อนว่าอันนี้ผมกำลัง demo ให้กับคนที่ดูไลฟ์สด บอกมันเพราะเค้ารู้ เพราะผมคุยกับเค้าแล้วเค้ารู้ว่า อ่า ผมจะมีแบบทำอะไรพวกนี้ตลอดเวลา แบบเอ้ยบางทีพิมพ์ไปแต่ไม่ต้องทำจริงก็คือไม่งั้นทำจริงเดี๋ยวจะเซฟทับของเก่าที่เราทำนะครับ อ่ะ สวัสดีทุกคนที่ดูไลฟ์สดด้วยนะคะ Pinkี้ จะ Demo การสร้าง User ให้ดูค่ะ นี่คือสิ่ง ที่ทำให้คอร์สเรารู้จักทุกแชทโดยที่ไม่ต้องแนะนำตัวใหม่ทุกครั้ง เริ่มเลยนะครับ ก็อันนี้ผมเซ็ตเอาไว้ให้คุณก็ทำตามขั้นตอน เมื่อกี้เราก็ตอบตอบคำถาม ชื่ออะไร ชื่อว ที่เหลือเราก็พิมพ์ไปเลย ทำงานอะไร ตำแหน่งอะไร ก็ตอบไปเรื่อย พอ [เพลง] หลังจากตอบเรียบร้อยแล้ว เราก็จะได้ไฟล์เค้าเรียกว่า จะได้เป็นข้อมูลเป็นชุดนึง ผมให้ดูตัวอย่างข้อมูลใน Template นะครับ Template ที่ตัวอย่าง User Preference ประมาณนี้ เขาจะตอบมาเนี่ย เราจะได้มาประมาณนี้ อ่า นี่คือตัวอย่าง ชื่อสมชาย เรียกว่าชาย บทบาทคือเจ้าของร้านกาแฟนะครับ ประสบการณ์คืออะไร ใช้ AI เป้าหมายเพื่ออะไรนะครับ แล้วภาษาที่ใช้เป็นภาษาแบบไหน โทนเป็นยังไง ธุรกิจกลุ่มเป้า ชอบไม่ชอบเรื่องอะไร เรื่องพวกเนี้ยเค้าให้ตั้งต้นมาก่อน แล้วเราเอาตั้งต้นนี้ไปใส่ใน User Preference หลังจากนั้นคุณจะอัปเดตเพิ่มเติมก็ไปใส่เพิ่มเติมได้เลย พิมพ์เป็นข้อความธรรมดาได้เลย โอเค หลังจากนั้น เมื่อเราได้ User Preference เสร็จปึ๊บ Step ถัดไปเราก็ต้องมาสร้าง Global Instruction Global Instruction ความหมายคือเราต้องการให้แชทเค้า [เพลง] สื่อสารกับเรายังไงครับ แชทสื่อสารกับเรายังไง คือ Preference เมื่อกี้คือเราเป็นใคร แต่ Global Instruction น่ะ คือจะสื่อสารกับเรายังไง เช่น ตอบภาษาไทย ถามก่อน เดา สรุป 1 บรรทัด ห้ามแต่งข้อมูล ซึ่ง Global Instruction อยู่ตรงไหน จะอยู่ที่ Cork วิธีการจะอยู่ตรงนี้ Setting ด้านซ้าย ซ้ายตรงนี้เนาะ กด Setting แล้วเราก็เข้าไปที่คำว่า Cowork จะเห็นว่าจะมีคำว่า Global Instruction Global Instruction ตรงเนี้ย มันจะทำงาน Apply กับทุกแชทที่อยู่ใน Cowork เพราะฉะนั้น เวลาเราเซ็ตเนี่ย เราก็จะเซ็ตตรงนี้ได้ ผมก็ใช้ "ตอบภาษาไทย ยกเว้นศัพท์เทคนิค เรียกว่า MU โทนเป็นยังไง อ่า ก่อนทำงานอ่าน Crot.md ของ Project ก่อนเสมอ ถ้ามีเห็นมั้ยนี่จะเห็นความแตกต่างแล้วว่าก่อนต่อให้เราสร้าง Project อะไรมาก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Marketing Finance PR หรืออะไรก็ว่าตาม ทุก Project ถ้ามี CRS.md ให้อ่าน cross.md ก่อน มันคือกฎที่เรากำหนดขึ้นมา เดี๋ยวผมจะให้ดูตัวอย่าง ถ้าใครเป็นมือใหม่ฟังแล้วอาจจะ งงๆ แต่เดี๋ยวผมจะ demo ให้ดูว่าการที่ไม่ มี Context กับมี Context จะแตกต่างกันยังไงในงานผลลัพธ์ออกมานะครับ เอ่อ ทีนี้ วิธีการเซ็ตเซ็ตยังไงล่ะ ปัญหาเดิมอีกแล้ว ถูกมั้ย ไม่รู้จะเซ็ตยังไง Global Instruction ผมให้ไกด์ไลน์แบบนี้นะครับ ก็คือเรามาที่ Chat เหมือนเดิม มาที่ Chat เหมือนเดิมเนาะ แล้วเราก็ ผมให้ Prompt เอาไว้ นะครับ ก็คือ "ช่วยสร้าง Global Instruction ให้หน่อยประมาณนี้นี่ประมาณนี้ ช่วยสร้าง Global Instruction ให้หน่อย ผมอยากใช้ คอร์สทำแบบนี้เป็น Default ทุกแชท ตอบภาษาไทยเสมอ ไม่แน่ใจให้ถามก่อน หรืออะไรสมุด เป็น Format แต่ [เพลง] ถ้าใครอ่านนี้ทำ สำหรับใครที่คุยกับพอมาอยู่แล้ว คุยมาอยู่แล้ว ใช้งานมานานอยู่แล้วนะครับ พิมพ์แบบนี้เลยครับ "ช่วยสร้าง Global Instruction ให้หน่อย" มันจะมีข้อมูลในแชทของเราที่เราคุยมาหมดแล้ว แล้วมันจะสร้างเป็น Global Instruction ให้เราทันที ส่วนใครที่ยังเพิ่งเริ่มต้นยังไม่มีอะไรเลยนะครับ ก็ใช้ Prompt นี้ก็ได้ เป็นตัวเริ่มต้น เสร็จแล้ว หลังจากนั้นเดี๋ยวเราค่อยไปเพิ่มเติมปรับปรุงแก้ไข เหมือนเวลาเราทำงานบริษัทอ่ะ เราเปิดบริษัทมาใหม่ๆ เราก็จะมีกฎกติกาของบริษัทถูกมั้ย แต่กฎกติกานั้นมันเปลี่ยน และอัปเดตปรับปรุงได้ตลอด แต่เราอาจจะต้องมีกฎก่อน เพราะงั้น Global Instruction น่ะ มันคือทำงานเฉพาะ Cork ย้ำอีกทีทำงานเฉพาะ Cowork เป็น Layer ที่ 2 เรื่องเนี้ย เซ็ตก่อนที่เราจะเริ่มให้มันสร้างงาน โอเคมั้ย ก่อนที่จะให้สร้างงาน เมื่อเราเซ็ต 2 อันนี้ อาจจะใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง หรือใช้เวลา 1 ชม. ใครอยากเฟลา นานหน่อย แต่สุดท้ายทำครั้งเดียวแล้วจบ และสามารถต่อยอดไปใน Agent อื่นๆได้ ถัดมาก็จะเป็นในส่วนของตัวถัดไปก็คือ Global Instruction ผ่านเนาะ เพราะฉะนั้นอันนี้ มันจะเป็นง่ายๆ ทบทวนกันได้ย้อนหลังนะครับ ถัดมาการสั่ง และแน่นอนว่าวันนี้เรายังต้องสั่ง AI

เราต้องการผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สั่งให้น้อยที่สุด และได้งานตรงกับสิ่งที่เราต้องการ หรือตรงกับธุรกิจที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นการสั่งจะต้องมีวิธีการสั่งที่ครอบคลุม

การสั่ง ผมให้มาเป็นตัวหนึ่งก็คือ [เพลง] CTFC นะครับ ก็คือ Context คือสถานการณ์, Task คือ งาน, Format คือผลลัพธ์ที่เราต้องการ, Constraint คือข้อจำกัด ยิ่งบีฟชัด AI ยิ่งตอบดีตรง เดี๋ยวผมให้ดูตัวอย่าง ไม่ต้องงงนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นสาย Content เวลาพร้อม เวลามือใหม่ หรือใครพิมพ์บางทีขี้เกียจเนาะ พิมพ์บอก "ช่วยเขียน Content Facebook สำหรับธุรกิจร้านอาหารให้หน่อย" คุณจะพิมพ์แบบนี้ได้ก็ต่อเมื่อคุณมี User Preference คุณมี Global Instruction และคุณมีโปรเจกต์ที่กำหนด cross.md MD เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าเกิดคุณยังไม่มีเรื่องเหล่านั้น คุณพิมพ์แบบนั้นไปจะได้คำตอบกว้างๆ คุณก็จะเปลี่ยนวิธีการพิมพ์ พร้อมมาเป็น Context คือโค้ด AI, เอ่อ Task คือ งานที่จะให้ทำคือเขียนโพสต์, Format คือเป็นโพสต์ Facebook, คำห้ามใช้ข้อจำกัด หรือข้อห้ามคือห้ามใช้ศัพท์วิชาการ

เวลาการเขียน เราก็เขียนเป็นประโยคยาวๆ ไปเลยครับว่า เอ่อ "ในฐานะที่คุณเป็นโค้ช AI ช่วยเขียนโพสต์ลง Facebook เพจ ความยาวไม่เกิน 300 คำ และห้ามใช้ศัพท์คำวิชาการ" เห็นมั้ย มันจะเป็นประโยคที่ flow แต่ทั้งหมดจะอยู่ในโครงสร้างของ CTFC

ถ้าเราทำบ่อยๆ ฝึกอย่างต่อเนื่อง คำว่าฝึกในที่นี้คือใช้บ่อยๆ แล้วกัน มันจะเป็นไปตามธรรมชาติครับ เวลาเราพิมพ์ เราจะรู้ตัวเองว่าเราจะสั่งงานมันยังไง

แล้วก็สาย Data อันนี้สำคัญ เหตุผลเพราะว่าเราจะให้ Agent น่ะเค้าทำงานในเอกสารที่อยู่ในเครื่องเรา สมมุติว่าเรามีไฟล์ Excel อยู่ไฟล์นึง แล้วเราต้องการสั่งให้เค้าอ่ะมาทำงานในไฟล์ Excel เนี้ย ถ้าเราพิมพ์ง่ายๆว่า "ช่วยเอาไฟล์ Excel เนี้ยวิเคราะห์ให้หน่อย" ถามว่ามันวิเคราะห์อะไร มันวิเคราะห์ได้ทุกอย่าง แต่สุดท้ายมันตรงกับสิ่งที่คุณต้องการมั้ยครับ

เราก็ต้องบอกว่า "ไฟล์ Excel ที่อยู่ในเครื่องเนี้ย ที่ผมจะให้คุณทำเนี่ย เป็นไฟล์ยอดขายนะ งานที่ผมจะให้คุณทำอ่ะก็คือ ช่วยหาสินค้าขายดี 3 อันดับ แล้วก็ทำ Format ออกมาเป็นตาราง แล้วก็สรุปด้วยอ่ะ เรียงจากมากไปน้อย" เห็นมั้ย อันเนี้ยเราจะต้องเป็นคนคอนโทรลว่าเราต้องการอะไร บอกมัน บอกมัน แล้วเดี๋ยวมันทำให้นะครับ แต่ถ้าเราบอกกว้างๆ มันก็ทำให้กว้างๆ นะครับ

โอเค ทีนี้ถัดมา เดี๋ยวเรามาดูในส่วนของงานจริงเลยแล้วกันนะครับ ว่าเป็นยังไงนะครับ 2 ส่วนอย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าเดี๋ยวผมจะเล่าภาพรวมก่อน แล้วผมจะทำตัวอย่างให้ดู

โปรเจกต์ + clอ MD คืออะไร โปรเจกต์คือ Knowledge อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า 1 โปรเจกต์ให้มองว่าเป็น 1 บริษัท หรือ 1 หรือ 1 Department Department สำหรับ Marketing, Finance, HR นะครับ หรือ Operation หรือ Admin แต่ละโปรเจกต์จะต้องมีกฎกติกาก็คือ cross.md ถ้าคุณใช้ paperity ก็อาจจะเป็น papercity.md คุณใช้ Gemini จะเป็น gemini.md MD แต่สุดท้ายสรุปง่ายๆ มันคือกฎกติกาที่เรากำหนดครอบโปรเจกต์นี้เอาไว้นะครับ

เอ่อ ยกตัวอย่างเช่น ผมมีโปรเจกต์คังแสงโปเจect เพจโปรเจกต์ Content และโปรเจกต์ Corporate Training ในโปรเจกต์ผมก็จะมี cross.md อยู่ในนั้นหมดเลย ใน cross.md MD ก็คือสมองหลัก AI อ่านก่อนทำงานทุกครั้ง อ่านก่อนทำงานทุกครั้ง ไม่มีไม่มี cross.md MD บอกให้สรุป ก็คือสรุปกว้างๆ ไม่มี insไต ไม่มีข้อมูล ไม่มีเป้าหมายนะครับ

เดี๋ยวผมให้ดูแบบไม่มี Context นะครับ วิธีการใช้งานใช้งานยังไง อ่า เข้าไปที่crอsเนาะ หลังจากนั้นเข้าไปที่cวork เข้าไปที่corวิork ผมจะเตรียมเอกสารมาไว้ให้ดูนะครับ ซึ่งผมเตรียมเอกสารเอาไว้ให้แล้ว แล้วผมก็ทำเอาไว้แล้ว เพราะว่าถ้าเกิดทำสดๆเนี่ย มันจะใช้เวลาพอสมควร ผมเริ่มให้ดูแบบนี้ ผมเตรียมข้อมูลเอาไว้นะ ผมลองสร้างให้ดูเลยระหว่างนี้นะครับ วิธีการใช้งานนะ สำหรับใครเป็นมือใหม่ เข้ามาที่ Cork แล้วเราต้องเลือกโฟลเดอร์ เลือกโoldเดอรคือโฟลเดอร์ที่จะให้เค้าทำงานในโฟลเดอร์ไหนนะครับ ผมลองเลือกโฟลเดอรที่เป็น Create New Folder ขึ้นมาใหม่เลยก็ได้ Folder ที่ผม create อาจจะเป็นแบบ อ่า Cowork แบบ No context โอเค สร้างโฟลเดอร์ขึ้นมา เราต้องการให้เขา้าทำงานในโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Cowork แบบ No context ไม่มีบริบทเนาะ เราก็ทุกครั้งที่สร้างเนาะ เขาจะให้เรากดยืนยันว่าเค้าขออนุญาตในการ edit ไฟล์แก้ไขไฟล์ คุณจะให้มั้ย ถ้าคุณให้ก็กด allow ไปนะครับ

ทีนี้เราก็มาดูกันว่าตอนนี้เราติ๊กถูก 1 อัน โฟลเดอร์ที่เรียกว่า cowork no context เราเข้าไปดูโolderนะครับ folder คำว่า cowork cowork no context อยู่ไหน user new social อ๋ออยู่ใน user new social โอเคอ่ะ เดี๋ยวผมขอเซฟไฟล์สักไฟล์นึงก่อนนะครับ ผมเตรียมเอกสารเอาไว้นะครับ Moocal Cork No contact อยู่ตรงนี้ ในเนี้ยไม่มีเอกสารอะไรเลย เราสร้างโฟลเดอร์เปล่ามา 1 โฟลเดอร์ และในโฟลเดอร์นั้นน่ะ ผมเตรียมเอกสารที่เป็น demo data คือยอดขายecอมmerce เราขายของผ่าน Shopee Lazada หรือว่าเราขายของผ่านที่ไหนก็ตาม เรามีตัวเลขยอดขายเห็นมั้ย ยอดขายเนี่ยจะเป็นยอดขายแบบอุปกรณ์ไอที เนี่ย เราจดไปเลยรหัส 1 HU 001 หูฟัง หมวดหมู่ ราคา ต้นทุน สต๊อกเหลือ สต๊อกเท่าไหร่ ยอดขาย ขายเท่าไหร่ รีวิวเท่าไหร่ คะแนนเท่าไหร่ อันเนี้ยเราอาจจะให้พนักงานของเรามาสรุปยอดทุกๆวันถูกมั้ย เราจะได้ไฟล์เป็นไฟล์ Excel พนักงานก็จะมาอัปเดตสต๊อก มาอัปเดตข้อมูลต่างๆ ซึ่งบริษัทต่างๆก็จะ มีไฟล์พวกเนี้ยอยู่แล้วนะครับ เราก็เอาไฟล์พวกเนี้ยแหละ ผมก็เริ่มเอาไฟล์ตรงเนี้ยมาใส่อยู่ในโฟลเดอร์ที่เรียกว่า cowork no context ตรงนี้เนาะ

ไม่มีบริบท สิ่งที่ผมจะสั่งนะครับ ผมใช้ประโยคเดียวเลย ประโยคที่ผมสั่งคือผมจะใช้คำสั่งว่า "วิเคราะห์อ่ะ วิเคราะห์นี้นะ สั่งแบบนี้ วิเคราะห์ไฟล์ 04 ecommerce product แล้วสร้าง Report สรุปให้หน่อย" อันนี้คือมีไฟล์ให้แล้วให้มันวิเคราะห์ให้นะครับ Folder คือโฟลเดอร์ที่เราสร้างเมื่อกี้ และใส่เอกสารที่เป็น Excel 1 อัน

เวลาเลือกโมเดล ถ้าใครใช้โมเดล 20 เหรียญ โมเดลจ่ายเงิน 20 เหรียญต่อเดือน ให้เลือกเป็น Sonnet 4.6 6 เนาะ แล้วก็กดปิด Extended Thinking เพื่อประหยัด Token เพราะว่ามันหมดเร็วเหลือเกินนะ ครับ ถ้าเกิดคุณเปิดด้วยแป๊บเดียวมันจะหมดเลย หมดเสร็จต้องรอรีตอีกสัปดาห์นึงนะครับ วิธีการทำแค่นี้ แล้วเราก็กด Let's go

เมื่อเรากด Let's Go เนี่ย นี่คือรูปแบบที่ส่วนมากเราจะทำแบบนี้กัน ถ้าใครทำแล้ว ก็จะทำแบบนี้ แบบเริ่มเริ่เริ่มใช้งานใหม่ๆ ครับ คุณทำแบบนี้ ถามว่าว้าวไหม ว้าวมันตอบออกมา โอเค มันตอบออกมาดีเลย แต่มันจะดีมากกว่านี้ถ้าคุณมี cross.md ถ้าคุณมี brand.md MD ซึ่งเดี๋ยวจะ demo ให้ดูในขั้นตอนต่อไป อันนี้คือเป็นตัวอย่างที่ไม่มีบริบทนะครับ ซึ่งผมทำมาเสร็จแล้วแหละ เดี๋ยวผมเปิดตัวอย่างให้ดู ผมทำมาระหว่างทางเนี้ย เดี๋ยวให้มันทำอันนี้ไป แต่ผมเปิดให้ดูตัวอย่างแบบไม่มีคext สั่งเหมือนกันเลยนะ เห็นมั้ย สั่งเหมือนกันเลย "วิเคราะห์ไฟล์ 04 ecommerce product แล้วสร้าง report สรุปให้หน่อย"

เผลสร้าง report มาให้อ่ะ เรามาดู report กัน เสร็จแล้วเราจะได้ไฟล์นี้ขึ้นมา ไฟล์เนี้ย อ่า เดี๋ยวผมเปิดผ่าน Google แล้วกันอ่ะ เดี๋ยวดูผ่านกูก็ได้ นี่คือเป็นตัวอย่างงานที่เค้าสร้างให้เรานะครับ โดยที่เราไม่ให้บริบท ทำแบบเมื่อกี้เลยเนาะ ก็คือวิเคราะห์ไฟล์ 04 ecommerce แล้วสร้าง report สรุปให้หน่อย สิ่งที่เขาสร้างมาให้คือได้ report แบบนี้ครับ เรามาดูเทียบนะ เทียบเอกสารอันนี้คือเอกสารรอรอไฟล์เนาะ รอไฟล์จะเป็นเอกสารแบบนี้ แล้วก็ไฟล์ที่เขา้าทำให้หน้าตาจะเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าแค่นี้หลายคนก็บอกว่าโอเคแล้ว ถูกมั้ยครับ หลายคนบอกว่าเยี่ยมเลย มันทำออกมามันก็โอเคแล้ว นี่ดูแล้วใช้ได้ถูกต้องครับ มันใช้ได้ แยกยอดขาย Line Channel Shopee Lazada Stock Alert เครื่องกรองน้ำที่กองน้ำใกล้หมดแล้ว เหลือเท่านี้นะครับ เหลือถึงจุด 1 เดือน ท็อป Product สินค้าขายดีคืออะไรนะ ครับ กางเกงยอดขาย ยอดขายเท่าไหร่ marจิ เท่าไหร่ครับ กำไรสูงสุดเท่าไหร่ รีวิวเป็นยังไง ข้อมูลทั้งหมดเป็นยังไง อันนี้มันทำให้หมดเลยเนาะ แล้วก็ Key Inside มันจะทำ Key Inside ให้ว่า Revenue Engine ของใช้ในบ้านหมดหมู่รายได้สูงสุด คือเท่านี้บาท นำโดยกางเกงและไม้ถูพื้น เสื้อผ้าอันดับ 2 อ่า Marจin Winner หมอนเพื่อสุขภาพมาจิ 60% นะครับ กำไรต่อชิ้นสูงสุด แนะนำโฟกัส Marketing 3 ชิ้นบน เพื่อ ROI สูงสุด เพราะฉะนั้นเวลาทำ Marketing เราอาจจะทำ Marketing หมอนเพื่อสุขภาพ น้ำมันปลาและกางเกงขาสั้น ทำ Content Team Content ก็จะได้ Inside ไปะก็ไปทำ Marketing สำหรับ 3 โปรตัวนี้ ในเดือนหน้าหรือในอาทิตย์ถัดไป Stock Alert สต๊อกใกล้หมดมีอะไรบ้าง Channel Sig จะเห็นว่า Shopee รายได้เท่านี้บาท ต่อ SKU อยู่ที่เท่านี้บาทนะครับ เว็บไซต์ Lazada Recomm ให้ Push Marจinสูงก็คือ หมอนไม้ถูพื้นและน้ำมันปลาที่ Lazada บiteนะ อันนี้เป็นข้อมูลที่เราเพียงแค่พิมพ์ตามที่ผมบอกเมื่อกี้สั้นๆ มันวิเคราะห์ออกมาแบบนี้ให้เลย นี่ขนาดไม่มีคทนะ มันยังทำแบบนี้ได้เลยอ่ะ

เราไปดูกันในส่วนของที่ผมให้ทำanalั่ง เมื่อกี้เลย เหมือนการเด๊ะๆ ที่ผมเสร็จแล้ว มันก็จะ analy ออกมาเป็น report แบบนี้ เห็นมั้ย มันก็จะทำมาคล้ายๆเดิม เห็นมั้ยครับ เดี๋ยลองเปิด report นะ ที่สั่งทำเมื่อกี้ มันจะคล้ายๆเดิม เห็นมั้ยครับ แต่ก็ดูดีขึ้นนะ มีโลโก้ dasดชบอร์ดอะไรพวกนี้ด้วย ออกมาประมาณนี้ เห็นมั้ย มันจะทำแบบไม่ค่อยเหมือนกันประมาณนี้

ทีนี้เราไปดูแบบมี Context กัน มี Context คืออะไร คือเราจะสร้าง crot.md MD อยู่ในนั้น อ่า ไปดูตัวอย่างโฟลเดอร์ ผมเปิดโฟลเดอร์ให้ดูนะครับ โฟลเดอร์ที่ผมสร้างมาเป็นตัวอย่างนะ ให้ลองคิดภาพตาม โฟลเดอรที่เป็น Cork ที่เป็น อ่า no context No context เนี่ย เราจะมีไฟล์ 1 ไฟล์คือไฟล์ที่เป็น Excel นะ ครับ กับอีกนึงคือเป็นไฟล์ report ที่เขาทำให้เมื่อกี้ที่ผมเปิดให้ทุกท่านดูเมื่อกี้ มันจะเป็น 2 ไฟล์ถูกมั้ย แต่ถ้าเรามี context อ่า เราเข้าไปดูที่ context ตรงนี้นะครับ จะเห็นว่าเราจะมีไฟล์ขึ้นมา 1 ไฟล์ที่ชื่อว่า cross.md cross.md ตัวเนี้ยจะเป็นไฟล์ที่เรากำหนดขึ้นมาก่อน โเค เดี๋ยวลองซูมเข้ามาใกล้ๆ cr.md คืออะไร คือโปรเจคเนี้ยเป็นโปรเจควิเคราะห์ข้อมูลร้านค้าออนไลน์ที่มีสินค้า 5 หมดหมู่ Business คือเป็นแบบไหนอะไรยังไง วิธีการสร้างสร้างยังไง ผมจะพาไปสร้างให้ดูว่าพอมีค.md MD แล้วจะแตกต่างยังไงนะครับ

เหมือนเดิม เราเข้าไปที่โปรเจกต์ที่ชื่อว่า context เนาะ ลองคิดภาพตามนะครับ ในนั้นจะมีไฟล์ Excel อยู่ 1 ไฟล์เหมือนเดิม แต่เราสร้าง C.md ขึ้นมา ถามว่า cos.md สร้างยังไง ง่ายมากครับ เราเข้าไปที่ with context i ให้ดูตัวอย่างที่ผมสร้างเนาะ สร้าง C.md ให้โปรเจกต์นี้หน่อย อ่า การสร้าง C.md MD มีด้วยกัน 2 แบบ แบบที่ 1 เริ่มต้น Start New Chat แล้วผมก็เลือกเป็น ที่เราจะใส่ context เข้าไปคือ C ที่เป็นคำว่า context หรือใส่บริบทเข้าไป สิ่งที่ผมจะให้ก็คือผมจะมีพร้อมตรงนี้ให้นี่ตรงนี้เนาะ สร้าง C.md ตัวอย่างนี้นะครับ มันจะเป็นตัวอย่างโปรเจกต์อ่ะ ให้ดูตัวอย่างใกล้ๆ สร้าง C.mD MD ให้โปรเจกต์นี้หน่อย โปรเจกต์นี้ชื่อ E-Commerce Analysis นะ [เพลง] ครับ เป็นโปรเจกต์สำหรับวิเคราะห์ร้านค้าออนไลน์ ร้านค้ามีประเภทอะไรบ้าง ซึ่งโปรเจกต์นี้จะเป็นสำหรับวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นเราเลยกำหนดบทบาทเงื่อนไขของโปรเจกต์นี้เอาไว้ให้ ผมก็พิมพ์คำสั่งเนี้ยเข้าไปตรงนี้เนาะ "สร้าง C.md MD ให้โปรเจกต์นี้หน่อย" แล้วก็เป็นรายละเอียดของโปรเจกต์นี้ หลังจากนั้นกดสร้าง ซึ่งอันนี้เดี๋ยวผมจะให้เดี๋ผมจะแนบเข้าไปอยู่ในส่วนของ Description เนาะ ในตัวของคลิปไอ้พอมอันเนี้ย คุณก็ไปแก้เป็นธุรกิจของคุณได้เลย

ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคังแสงอ่านักเรียนคังแสงเนี่ย เราก็จะสามารถสร้าง crot.md MD ได้เลย ผมสร้างสกิลเอาไว้ให้นะครับ อันนี้จะอยู่ในโฟลเดอร์ที่ชื่อว่าสกิลเหมือนเดิมเลยนะ ครับ สกิล [เพลง] อันนี้ในสกิลอันเนี้ย ผมมีโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า CL.mD แต่เราตั้งชื่อ CR ตรงๆไม่ได้เลยตั้งชื่อว่า Project Memmory นะครับ Project Memmory อันเนี้ยคือ CR.md กดดาวน์โหลดทำเหมือนเดิมเลยครับ กดดาวน์โหลดแล้วติดตั้งสกิล ผมสร้างสกิลให้สำหรับสร้าง CRS.md MD เอาไว้แล้วนะครับ วิธีการใช้งานก็คือให้กดเข้ามาที่ Customiz กดไปที่ Skill กดเครื่องหมายบวกและกดอัปโหลดแล้วก็อัปโหลดไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาที่ชื่อว่า Project Memmory Builder ตัวนี้ติดตั้งครั้งเดียวแล้วเวลาการใช้งานใช้งานยังไงนะครับ คุณก็เข้ามาที่โฟลเดอร์ที่คุณต้องการที่จะเริ่มต้นเซตใหม่ อ่า ยกตัวอย่างผมลองให้เห็นภาพเลย ผมสร้างโฟลเดอร์ ผมสร้างโฟลเดอรใหม่ที่ชื่อว่า Marketing Marketing เนาะ แล้วผมก็สร้าง Marketing ตรงกด allow โอเค โฟลเดอร์นี้คือ Folder Marketing ใช่ไหมครับ ผมสามารถพิมพ์ว่า อ่า "สร้าง C.MD MD ในโปรเจคในโฟลเดอร์นี้โฟลเดอร์นี้หน่อย" ผมสามารถพิมพ์แบบนี้นะครับ และเราสามารถให้ AI อ่ะเขาถามคำถามแล้วเราก็ตอบคำถามนั้น แล้วมันก็จะไปสร้าง clots.md อยู่ในโปรเจคนั้นๆ เพราะฉะนั้นวิธีการ set up ย้ำอีกที คุณ set user fav เรียบร้อย set global instruction เรียบร้อย สร้างโปรโect Marketing HR finance อะไรก็ว่าไป พอสร้างโปรเจกต์เสร็จเราติดตั้ง Skill CR.mD เรียบร้อยใช่มั้ย ก็พิมพ์บอก "สร้าง CR.mD MD ในโฟลเดอร์นี้นะครับ" ผมบอกว่าอันนี้เป็น Marketing แล้วกัน เป็น B ผมก็เลือกเป็น B ก็พิมพ์คำว่า B เข้าไปนะครับ ผมสร้างสกิลเอาไว้ให้กับนักเรียนคางแสงไปดาวน์โหลดได้เลย

โอเค สรุปสั้นๆ เป้าหมายคืออะไร เป้าหมายคือทำ Content แล้วได้ยอดวิว 1 ล้านวิว สมมุติ อ่ะเร็วๆแบบนี้ ในสาย Marketing ในสาย Content บางคนจะเป็นสายอ่ายอดขายก็จะ เป็นสร้างยอดขาย อันนี้โปรเจคอะไรโปรเจคแบบ marketing อ่าคลังแสง AI 2026 ประมาณนี้เนี่ย เราก็ตอบไปเรื่อยๆ พอหลังจากเราตอบไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วเราตอบครบ มันจะไปสร้างไฟล์crอ.mdให้ อ้าไฟล์ cross.md มันก็จะเป็นไฟล์ที่อยู่ใน โฟลเดอร์ตรงเครับ มันจะสร้างไฟล์ตรงนี้ให้โดยอัตโนมัติเลย อ่ะมาดูตัวอย่างจริงกันว่า ถ้าเรามี context เมื่อกี้ สมมุติว่าเราตอบกันครบหมดเรียบร้อยแล้วเนาะ เมื่อตอบครบเสร็จ เราก็จะได้ไฟล์ cr.md MD อยู่ในโฟลเดอร์โอเคเนาะ ทันเนาะ หลังจากนั้นเรามาดูตัวอย่างที่ผมให้ดูตัวอย่าง final แล้วเนาะ ก็ทำเหมือนที่ผมทำเมื่อกี้เลย บอกว่า "สร้าง C.nd ให้โปรเจกต์นี้หน่อย" มันก็สร้างทุกอย่างมาให้เรียบร้อย สร้างเรียบร้อยมันก็จะเป็นสร้างแบบอยู่ในโฟลเดอร์นี้นะ cross.md MD เรียบร้อย หลังจากนั้นวิธีการผมก็สั่งว่า "วิเคราะห์ไฟล์ 04 ecอมmerce product แล้วสร้างสรุปเป็น Report ให้หน่อย" คำสั่งเดียวกันกับไม่มี context นะ อ่ะเรามาดูผลลัพธ์กัน

ผลลัพธ์ เราเปิดใน Google Drive ตัวนี้ ผลลัพธ์จะแตกต่างกัน โอเค เรามาดูผลลัพธ์ นี่เราจะได้ผลลัพธ์เป็นรายงานวิเคราะห์ e-cอมmerce สรุป margจin และกำไรลายหมวดหมู่นะครับ เหตุผลเพราะว่านี่คือกฎกติกาของบริษัทเราไง บริษัทของเราคือต้องการให้สรุปออกมาเป็น report เราไม่ต้องการให้มันเป็นตาราง เราต้องการให้เป็น report เพราะฉะนั้นเราถูกกำหนดอยู่ใน cr.md นะครับ จริงหรือเปล่า เราไปดูใน cos.md มาอ่ะ ดูใน cos.md นะครับ เห็นมั้ยเอ่ย ใน cos.md เขียนว่า output format คืออาจจะมองลำบากนิดนึงนะครับ ใน format output standard บอกว่า format ต้องเป็นไฟ.d Dog เสมอ มีตาราง ชาร์จ หัวข้อชัดเจน ภาษาไทยทั้งหมด เรียงตามข้อมูล Impact สูงสุดก่อน อ่า เห็นมั้ย อันนี้คือ cross.md MD ที่กำหนด เพราะฉะนั้น report ที่ได้มามันจะได้เป็น report เห็นมั้ยที่แตกต่าง เป็น executive summary ก่อน รายได้เท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ marจin เท่าไหร่ SKU เป็นยังไง ฟันธงไม่มีสินค้ามาจิติดลบเป็นสัญญาณดี สัญญาณเตือนคืออะไรบ้าง เห็นมั้ย วิเคราะห์แยกตามหมวดหมู่ เรียงตามกำไรสุทธิ ต่อเดือนนะครับ หมวดหมู่กำไรเท่าไหร่ อาหารเสริมมีมาจinสูงถึง 60% นะครับ เครื่องสำอางมาจิต่ำสุด วิเคราะห์แยกตามยอดไหน กำไรมากสุด ท็อปไสินค้าที่ทำกำไรสูงสุด เห็นมั้ยครับ เราจะเห็นว่า action เรียงตาม impact สูงสุด สรุปเป้าหมาย 20% กำไร Q2 จะเห็นว่าพอเราใส่เข้าไป งานมันคนละแบบ มันจะเข้าใจเรามากขึ้น มันจะเข้าใจโครงสร้างธุรกิจของเรามากขึ้น เพราะฉะนั้นการใส่ cross.md MD จะช่วยทำให้เราทำงานต่อไปได้ง่ายขึ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราเซตแบบนี้เรียบร้อยแล้วอ่ะครับ ลองนึกภาพนะ ผมบอกว่า เฮ้ย Format เนี้ยเราโอเคและ ผมจะเซตว่าทุกๆวันศุกร์ ผมจะอัปโหลดไอ้เอกสารข้อมูลเนี้ย เข้าไปในโฟลเดอร์นี้ทุกวันศุกร์ แล้วผมก็ตั้งเวลาเลยว่า "ช่วยทำสรุปแบบนี้ให้ทุกวันอาทิตย์ตอน 22:00 น.หน่อย" เพราะตอนเช้าวันจันทร์จะเอาไป repอร์ทีม สมมุติผมกำหนดแบบนี้ เราคุยกันมาจนได้ format ที่เราโอเคละ เราก็วางแผนเอาว่าพอจบวันอาทิตย์ อ่า จบวันศุกร์เราเลิกงาน เราสรุปตัวเลขเข้าไปอยู่ในเอกสาร หรือจนถึงวันอาทิตย์แล้วแต่ใครเนาะ ว่าการทำงานจะเป็นยังไง หลังจากนั้นเราก็แค่ให้มันทำ recuring ทุกสัปดาห์ ประมาณนี้ คำว่า recuring ทุกสัปดาห์ก็คือทุกอาทิตย์มันก็จะทำสรุปออกมาให้ทุกวันอาทิตย์ตอน 22:00 น. พอตอนเช้าวันจันทร์เราก็เอาเอกสารนี้ เปิดมาพีเซน แบบเนี้ยคือการสร้าง workflow แล้วก็เซตในส่วนของรายละเอียดเพิ่มเข้ามา เขาก็จะไปสร้าง schedule task ให้อยู่ใน schedule ตรงนี้ เห็นมั้ยครับว่า context สำคัญยังไง แล้วก็สามารถที่เราจะทำออกมาได้เป็น schedu ได้ด้วย อันนี้เป็นตัวอย่างในการทำ schedule นะครับ

ทีนี้ถัดมา อ่ะ ตั้ง schedule ไปเลย กด schedule ตอน 22:00 น.นะครับ เห็นม ตั้งค่าเสร็จแล้ว ทุกวันอาทิตย์ตอน 22:00 น. AI จะรันไฟล์ตัวนี้อัตโนมัติ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคืออะไรครับ หน้าที่ของเราก็คือมาอัปเดตข้อมูลในไฟล์ ไอ้ตัวเนี้ย Excel ตัวเนี้ย ในทุกๆสัปดาห์ เค้าก็จะวิเคราะห์ข้อมูลใหม่ได้เรื่อยๆ อันนี้คือการทำงานร่วมกับ AI Cork นั่นเอง

สรุปตรงนี้เนาะ เมื่อกี้เราเห็นหน้าตาแล้วเนาะ ว่ามันแตกต่างกันยังไง เราจะเห็นแล้วว่าไม่มี context กับมี context ที่ตรงตามบริบทของบริษัทเราเป็นยังไง แต่สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้เรื่องสุดท้ายก็คือ อีกอันนึงคือ brand. MD brand.MD MD คือเราใส่แบรนด์ CI brบรนด์ Identity brบรand Vision เข้าไปอยู่ในนี้ด้วย หลายคนมีคำถามว่าถ้าเราใส่แบรนด์ C ของเราหรือbrบรนด์ Voice Tone of Voice ของแบรนด์เข้าไปใน User Reference ได้เลยไหม ใส่ได้ อ่า เราต้องดีไซน์ของเราก่อนว่าอะไรที่คิดว่าเป็น Global Use ไม่ว่าจะเป็นแชทไหนก็ตาม เราจะใส่เข้าไปที่ Global เราอาจจะใส่brบmd เอาไว้ที่ Global ได้เลย แต่ถ้าเราบอกว่าเราจะแยกเป็นโปรเจกต์โปรเจกต์โปรเจกต์ สมมุติว่าเรามีหลายแบรนด์ แต่ละแบรนด์มีแบรนด์ C ต่างกัน เราก็ set brรandmdของแต่ละแบรนด์เอาไว้ เวลาเราขึ้นโปรเจค

ลองดูโปรเจกต์ที่ผมขึ้นที่มีbrรand.mdเนาะ context กับ brรandจะเห็นว่าถ้าเราไม่มี context เราจะมีไฟล์ Excel ไฟล์นี้ไฟล์เดียวโอเคม. แต่ถ้าเรามี con มี context ก็คือมี cross.md มีกฎกติกาแล้วผมก็มีมีbrบรน.md MD Band Guide Line เช่น Tech Lifestore สร้างเมื่อวันที่เท่าไหร่ Band Overview Target Audience Band Voice ภาษานั่นหมายความว่าโปรเจกต์ที่มีทั้ง Context และมีทั้งแบรนด์ เวลาเราให้เขา้าทำงานให้เราไม่ว่าจะเป็นเขียน Content ไม่ว่าจะให้ทำสไลด์ทำ Report หรือทำอะไรก็ตาม เขาจะเข้าใจเรามากๆ เนื่องจากว่าวันนี้เวลาไม่พอแต่ผมเตรียมข้อมูลเอาไว้แล้ว ก็คือสำหรับสั่งเหมือนเดิมเลยนะ อ่ะผมรันดูให้ดูว่า "สร้าง band.md MD ให้หน่อย Line ของผมคือข้อมูลคือแบบนี้นะครับ brรand.mdอ่าเดี๋ยวผมเปิดเอกสารให้ดู brรand.mdเป็นแบบนี้ ชื่อร้าน แท็ก Line ธุรกิจอาหารเสริมอะไรก็ว่าไป" เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นนักเรียนคังแสงผมทำสกิลเอาไว้ให้แล้ว ซึ่งสกิล Brand.md คุณก็สามารถกดดาวน์โหลดแล้วก็ไปอัปโหลดเป็นสกิล เวลาคุณ Setup Project ขึ้นมาเราก็บอกว่า "สร้าง CRS.m แล้วก็สร้าง brand.md" เมื่อเราสร้าง Band.md MD เค้าจะถามคำถามเราแล้วก็ตอบไปเรื่อยๆ ใช้เวลาช่วงแรก 20 นาที ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้งานมันครบ โฟลเดอร์นี้เป็นโฟลเดอร์ที่มีทั้ง brand.md และมี cross.md ผมสั่งคำสั่งเดียวกันเลยนะ คำสั่งเดียวกันเลยคือ "วิเคราะห์ไฟล์ 04 ecommerce product แล้วสร้าง report สรุปให้หน่อย" สั่งเหมือนกันเลยนะ

เรามาดูผลลัพธ์ อ่ะมาดูผลลัพธ์กัน ดูผลลัพธ์อันที่ 1 ที่ผมสั่งนะครับ นี่คือใส่brรand.MD MD ที่เขารู้จักแบรนด์ Voice ของเรา เขาจะมีใส่สีด้วยเห็นมั้ย เห็นใส่ชื่อแบรนด์ด้วยเห็นมั้ย Tech Life Store ณมีนาคมนะครับ ภาพรวมเดือนมีนาคม ร้านมียอดขายเท่านี้บาท กำไรเท่านี้บาทนะครับ Rever เป็นยังไง ตัวเลขเป็นยังไง แจ้งเตือนด่วนมาจิวิเคราะห์ต่างๆ Inside อาหารเสริมmarจinสูงต่างๆ นานา อ่า Top 5 สินค้า กำไรต่ำสุดมาจิน แล้วก็ที่แนะนำ วิเคราะห์ต่างๆ แอtionัต้องทำอะไรบ้าง ทั้งหมดทั้งมวลเขาจะรู้จักในส่วนของ brandmd ของเราแล้ว

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เมื่อเขารู้จักแบรนด์เรารู้จักสินค้าเรารู้จักว่าสินค้าอันไหนขายดี อันไหนขายไม่ดีถูกมั้ยครับ ลองคิดตามนะ เค้ามีข้อมูลทางยอดขาย เค้า รู้จักเรา เค้า รู้จักแบรนด์ของเรา แล้วให้เค้าเขียน content ได้มั้ยล่ะ แล้ว content ที่ให้เค้าเขียนน่ะ ให้เค้าเขียน content ที่ขายดีมั้ยล่ะ เพราะเค้ามีข้อมูลอยู่แล้วนี่ว่าสินค้าตัวไหนขายดีถูกมั้ยครับ ผมก็บอกว่า "สร้าง Facebook โพสต์โปรโมทสินค้า Power Bank จากข้อมูลในไฟล์ ecommerce" เพราะในไฟล์ e-cmerce อ่ะ ไฟล์นี้ที่เป็น Law Data ที่เริ่มต้นมาจากเป็นไฟล์ Daily Report แบบนี้เลยนะ ซึ่งในไฟล์เนี้ยมี Power Bank [เพลง] อยู่ และใน Power Bankงของเราอ่ะ ไอ้ตรง band.md อ่ะ เรามีรายละเอียดของสินค้าอยู่ว่าเรามีสินค้าอะไรบ้าง เบื้องต้นเราก็ให้เค้าเขียนเลยว่า "สร้าง Facebook โพสต์โปรโมท Power Bank ให้หน่อย" เค้าก็จะมีข้อมูลเลยว่า อ๋อโอเค ใน band.md MD นะ มีข้อมูลe-cอมmerce โดยที่ Power Bankงเนี้ย ราคา 2,595 บาท คะแนนรีวิว 4.5 4.8 เต็ม 5 สูงสุดในหมวดไทยอดขาย 128 ชิ้นต่อเดือน ช่องทาง Lazada เราก็ให้เาค้าเขียนโพสต์ครับ "ซื้อ Power Bงมาแล้วกี่ตัวแล้วใช้ได้จริงกี่ตัว ตรงเนี้ยเขาจะรู้ข้อมูลทั้งหมดแล้วสรุปเขียนได้ว่า รีวิวจริง 4.5 5 จากลูกค้าที่ซื้อใช้จริง ไม่ใช่รีวิวจัดทำ ราคา 2,595 ถูกที่สุดแต่คุ้มที่สุดในระยะยาว ดูสเปครีวิวได้เลย" อันเนี้ยก็จะ เป็นในส่วนของตัวอย่างว่าเมื่อเขา้ารู้จักเราทั้งหมด เราสามารถให้เค้าเขียนให้เขา้าทำให้เขาวิเคราะห์ได้แม่นขึ้น Content ทุกชิ้นที่เขียนไม่ใช่ content นั่งเทียน เรารู้อยู่แล้วนี่ว่าเมื่อกี้ หมอน หมอนขายดีใช่มั้ย เสื้อขายดี รองเท้าขายดี เราทำ Marketing 3 อันนี้ เราก็ทำ Content 3 อันนี้ อาจจะให้มันเขียน 10 ชิ้นเลยก็ได้ หรือโพสต์วันเว้นวัน หรือโพสต์ทุกวันเลยก็ได้ และ content ที่ทำ เป็น content สำหรับ Facebook content สำหรับ IG content สำหรับ YouTube หรือ content สำหรับ Instagram เซตเป็นสกิล เซตเป็นplugิน แล้วเราก็ให้มันทำทีเดียว ตั้งเวลาโพสต์ ตั้งเวลา schedule ตั้งเวลาให้มันแจ้งเตือน ทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา วันนี้ EP นี้ผมอยากจะให้เราเริ่มต้นอย่างมั่นคง เริ่มต้นอย่างแข็งแรง และเราจะเข้าใจว่า AI agent เวลาทำงานจริงๆอ่ะ มันเวิร์คนะ มันไม่มั่วนะ เราทำถูกหรือเปล่า ถ้าเราทบทวนไลฟ์ไลฟ์นี้ของผมอ่ะ ทบทวนแล้วลองทำ ผมมั่นใจว่างานที่คุณได้มันจะเอาไปใช้งานจริงๆได้เลย

ก็ band.md MD นะครับ สำหรับนักเรียนคังแสงไปโหลดได้เลยนะครับ แล้วก็อันนี้ workflow ที่ผมใช้ Morning Beef ดู Beef สั่ง Content approve วิเคราะห์ data สรุปวันแล้ว Morning Beef ใหม่ขึ้นมาก็วิเคราะห์จาก data เดิม อะไรทำดีแล้วไปต่อ อะไรทำดีแล้วไปต่อ เพราะ AI มีdata้าทั้งหมด เราไม่ต้องวิเคราะห์เอง เราวิเคราะห์data้าจริงจากข้อมูลจริงจากลูกค้าจริงทั้งหมด วันนึงใช้เวลาไม่กี่นาที เราก็จะได้งานที่เหมือนกับเราทำ 4-5 ชมง ในสมัยก่อน วันนี้จะคุยเรื่องสกิลนะครับ สกิลคืออะไร คำสั่งจะสั่งยังไง ก่อนอื่นเลย ผมอธิบายก่อนว่าทุกคนน่ะน่าจะเริ่มใช้แชท GPT ใช้ Gemini กันอยู่แล้ว หรือเริ่มมาใช้คอกันอยู่แล้ว สิ่งที่ทุกคนใช้และทุกคนน่าจะเกิดปัญหาสิ่งที่ทุกคนจะเกิดปัญหานะ ครับ ก็คือเวลาเราทำ Content น่ะครับ ต่อให้เราใช้แชท GPT หรือ Gini สิ่งแรกเลย เราคุยกับมันแล้วเราขอ content พร้อมกว้างๆ พร้อมกว้างๆ ความใหม่คือเฮ้ยขอเขียนแคปชั่นให้หน่อย ช่วยเขียนแคปชั่นของ อ่า ร้านกาแฟให้หน่อย ร้านเสื้อผ้าให้หน่อย ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเราจะได้คentกว้างๆ content ที่เป็น AI มากๆ แล้วสิ่งที่ขาดไปคือไม่มีแบรนด์ Voice แบรนด์ Voice ในที่นี้ความหมายคือก็แบรนด์เราคือแบรนด์อะไร พรีเมี่ยม หรือเปล่า วัยรุ่น หรือเปล่า Genซ หรือเปล่า ศัพท์ที่ใช้ Mo and Tone ข้อความต่างๆเนี่ย กลายเป็นว่าทุกคนที่ทำออกมา Content ไม่เวิร์ค

ลำดับที่ 2 เราเริ่มมีทีมงานะ คือเราไม่ได้ทำเองะ เราไปเรียนมา เรียนเสร็จเราส่งงานให้ทีมสมัครแชท GBT สมัคร GM9 สมัคร Cross บอกให้ทีม เฮ้ยต้องสมัครเนี่ย ดูสิมันทำออกมาได้ดีมาก เราส่งไปให้ทีมงาน ทีมงานสมมุติมีอยู่ 5 คน 5 คน บางคนใช้ GVT บางคนใช้ Gim บางคนใช้ตัวฟรีด้วย บางคนใช้คอบางคนใช้โอ้โห Advance เลย บางคนใช้เบสิคเลย สุดท้าย [เพลง] ส่งงานมาให้เราตรวจ หรือถ้าเราเป็น agนcyโฆษณาทำงานส่งมางานนี้ 5 คน 5 แบบ 5 สไตล์ 5 แนว คือกลายเป็นความสม่ำเสมอและ กลายเป็นงานจะต้องแก้เยอะมาก เหตุผลเพราะว่า เหตุผลเพราะว่าไม่มีมาตรฐาน เพราะทุกคนเปิดแชท GBT ทุกคนเปิด Gemini ทุกคนพิมพ์ พร้อมได้คำตอบออกมา เอาคำตอบมาแคปใส่สไลด์ หรือเอาคำตอบไปโพสต์ลงโซเชียลเลย แล้วต่างคนต่างทำ คนไหนที่มีสกิลเยอะก็งานออกมาดี คนไหนสกิลน้อยงานออกมาไม่ดี อันนี้คือปัญหาคลาสสิคที่เจอ

หรือระดับ 3 ที่เป็น Agency มีแบรนด์ 10 แบรนด์แล้วเราก็ใช้ AI เข้ามา สุดท้ายกลายเป็นทีมสลับแบรนด์กัน โทนสลับกัน และกลายเป็นแชท GPT 1 อัน Gimin 1 อัน มีแชทอยู่ 3-4 แชท แต่ละแชทคุยปนกันหมด แบรนด์ A แบรนด์ B แบรนด์ C ทุกอย่างตีกันมั่ว content ไม่มีความเป็น แบรนด์ CI ของแต่ละแบรนด์ Mo Tone แบรนด์ Voice ไม่มี มันเลยกลายเป็นปัญหาว่าเอ๊ะที่เราจ่ายรายเดือนเดือนละ 20 เหรียญแล้วให้พนักงาน 10 คน พนักงาน 5 คน หรือเราใช้เองเนี่ย สุดท้ายมันใช้งานได้จริงหรือเปล่า สุดท้ายมันใช้เพียงแค่ว้าว แต่เวลาเอาไปใช้จริงๆมันเกิดไม่เวิร์ค นั่นคือปัญหาที่ผมว่าคนส่วนใหญ่ที่ใช้งานเบื้องต้น หรือใช้งานระดับนึงก็จะเริ่มติดละ เริ่มติดแล้วก็จะเริ่มรู้สึกว่าจ่ายรายเดือนไม่คุ้ม เพราะเอาไปใช้จริงไม่ได้ [เพลง] ทีเนี้ยปัญหาทั้งหมดเนี่ย มันคือเราไม่ได้เริ่มต้นจากการวางรากถ่านของแบรนด์ให้ดี ซึ่งก่อนหน้าเนี้ยมันเข้าใจยาก มันซับซ้อน ถ้าเป็นแชท GPT หรือ GP9 เราจะต้องทำพวกโปรเจกต์ เราจะต้องทำ instructure พร้อม instruction พร้อม เราจะต้องใส่อะไรเต็มไปหมดเลยอ่ะ แล้วคิดดูว่าเรามีพนักงาน 5 คน เราต้องไปเซตแบบนี้ให้เหมือนกัน 5 คน ถ้าเราเป็นเจ้าของเราอาจจะไม่มีเวลาลงไปเซตมันเลย กลายเป็นตลบฝุ่นตลบกันหมดเลยนะ ครับ

สิ่งที่วันเนี้ยจะมาคุยกันก็คือ CR Cวรkอ่ะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย เหตุผลเพราะว่าถ้าใครได้เรียนในสัปดาห์ที่แล้ว ผมจะมีพูดถึงเรื่องbrรand.mdกับ cross.md เพื่อสร้างออกมาเป็นสิskิลนะครับ อธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ brรand.mdคืออะไร brรand.mdก็คือคู่มือแบรนด์ครับ AI จะอ่านทุกครั้งก่อนที่จะทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นคลินิกความงาม ทุกครั้งที่ Content จะโพสต์ ทุกครั้งที่เขา้าจะทำรูป ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานคนไหน ทำกี่คน brand.m MD จะเป็นตัวล็อคว่าคุณจะต้องทำตามคู่มือของแบรนด์นี้เท่านั้น cross.md คือกฎการทำงาน format ทุกอย่างที่เป็น standard อะไรที่ควรทำ อะไรที่ไม่ควรทำ เพราะฉะนั้นเนี่ยหมายความว่าถ้าเรามีพนักงาน 10 คน พนักงาน 10 คนทำให้กับแบรนด์ของเรา และ 10 คนนั้นน่ะในโปรเจคจะมี brand.md MD และมี cross.md คุณพิมพ์ว่า "ขอ content หน่อย" มันจะทำ content ออกมาให้ตรงกับแบรนด์และตรงกับกฎที่เป็น CR.md MD เพราะฉะนั้นงานจะได้มาตรฐาน และงานจะ consistency คือเสถียร และทั้งหมดทั้งมวลเราเอามาทำเป็นสกิล สกิลอธิบายความหมายก็คือเหมือนกับ SOP ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาเราทำร้านอาหาร เวลาเราทำร้านอาหารที่เป็นยกตัวอย่างเช่น McDonald McDonald เนี่ย ถ้าเราสั่งชีสเบอร์เกอร์ กระบวนการทำงานตั้งแต่เอาขนมปังย่างเนื้อย่างชีสประกบห่อทุกอย่างมีขั้นตอนว่าต้องทำอะไร 1 2 3 4 สกิลก็เหมือนกัน สกิลคือเป็นการสอน AI หรือเรียกว่าสอนคอร์สเนี่ยเพื่อให้เขาค้าเข้าใจว่าถ้าจะให้ทำ Content Planner เา้าจะต้องทำสต็ป 1 2 3 4 5 โดยเราเพียงแค่สั่งว่า "ทำ Content สัปดาห์นี้" อ่า ถ้าใครมือใหม่อะไรอาจจะงง เอาให้เข้าใจคอนเซปตก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะdeโมตัวอย่างให้ดู ผลลัพธ์ก็คือใครสั่งก็ได้ครับ พนักงานคนไหนก็ได้ สุดท้ายมันจะตรงกับแบรนด์ที่เราเซตทุกครั้ง ไม่ต้องแก้ซ้ำแล้วไม่ต้องแก้บ่อย ก่อนที่เราจะมีในส่วนของแบรนด. Mme กับสกิลเนี่ย เอ่อพร้อมกว้างๆก็ได้ output แบบ AI gen รูปมั่วทีม 5 คนสไตล์ไม่ได้มาตรฐานหัวหน้าแก้งานเสียเวลาเพิ่มอีกนะครับ ต้องพร้อมยาวทุกครั้งทุกชิ้นนะครับ หรือถ้ามี brบรนด.MD MD เมื่อไหร่สกิลอ่านแบรนด์และ output ก็คือตรงทันที gen [เพลง]จาก Asset คือรูปสินค้าจริงของเราทุกคนใช้ สกิลเดียว Output เหมือนกันสั่ง 2 คำสั่ง 2 คำครับ ได้ content ใน 5 นาที สร้างสกิลครั้งเดียวใช้ได้ตลอดเนื้อหาในไลฟ์วันนี้นะครับ ก็จะมีด้วยกันทั้งหมด 5 ข้อ ข้อที่ 1 สกิลคืออะไร อันนี้อธิบายไปเรียบร้อยแล้ว อันที่ 2 นะครับ Content Planner เดี๋ยวผมจะมาสอนสร้าง content planner กันว่าสั่ง 1 ทั้งได้ content ทั้งสัปดาห์เลย และตรงตามbrรน.md >> [เพลง] >> MD ด้วย และตรงตาม cross.md ดีด้วย 3 เจน รูปครับ เจนรูปจากบีฟ เจนรูปจาก content คือ content ได้ content มาแล้วเราเจนรูป วันจันทร์เจนรูปวันอังคารเจนรูปวันพุธนะ ครับ และเอาสกิลมาต่อกันเราสั่งประโยคเดียวเราได้ content และสั่งอีกประโยคนึงได้รูปนะครับ เราสามารถสร้างสกิลเองได้จากศูนย์นะครับ วันนี้ก็จะมีให้คนที่ใครไม่เคยใช้เลยจะสร้างสกิลเค้าเรียกว่ามีพร้อมให้สามารถเอาไปใช้งานได้เลย เนื้อหาวันนี้จะครอบคลุมทั้งหมด 5 เรื่องด้วยกันนะครับ โดยที่เดี๋ยวผมขอเข้าเนื้อหาหลักเลยอ่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันว่าเนื้อหาวันนี้จะเป็นอะไรที่ผมเตรียมมาให้นะครับผมเตรียมมาให้เลยก็คือสิ่งแรกวิธีการทำงานหลักๆเนาะ เราจะทำงานในโฟลเดอร์ อ่า เราจะทำงานในโฟลเดอร์ ถ้าใครมือใหม่เราจะเข้าไปที่ cowork แล้วใน cork เนี่ยมันก็จะมีคำว่า โปรเจคเราจะต้องทำงานในโฟลเดอร์crอจะทำ งานอยู่ใน 1 โฟลเดอรที่เรากำหนดสิทธิ์ให้เขา้าทำงานนะครับ สิ่งที่ผมเตรียมมาคืออะไรนะ ครับผมมีเอ่อเตรียมมาเป็นตัวโมแบรนด์นี้ครับ ผมเตรียมแบรนด์ Book มา 1 อันต้องบอกอย่างี้ก่อนผมให้ดูตัวอย่างงานนี้ก่อนว่าผมลองทำเทสแล้วก็ทำdeโมในการใช้งานสำหรับ อ่า วันนี้นะครับก็คือจะเป็นแบรนด์ที่ชื่อพันนะครับ แบรนด์นี้ผมทำมาเป็นdeโมว่าเราจะขายของด้วยสินค้าตัวนี้ นะครับ สิ่งที่ผมทำมาก็คือผมคุยกับ AI จนเราได้แบรนด์ Book มา 1 อัน แบรนด์ Book ประกอบไปด้วยอะไรก็คือแบรนด์ไกด์ไลน์นะ ครับ แบรนด์ของเราคืออะไรนะครับ แบรนด์ชื่ออะไร ภาษาไทยเป็นอะไร meaning ความหมาย แท็ก Line Band Story แบรนด์ Architpe นะครับ [เพลง] Target กลุ่มเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายหลักที่เราจะขายสินค้านี้คือใครนะครับ ภาพที่เราใช้อัตลักษณ์ของเราหรือเรียกว่า Band C อ่า Identity ของเรา สี Color Palet จะเป็นสีอะไร Font จะเป็น Font อะไรโทone ภาพจะเป็นอารมณ์ไหน Packaging สเปคเป็นยังไง กล่องเป็นยังไง Marketing เราจะขายแบบไหนขายยังไง Unique Selling Point หรือ Key Selling Point คืออะไร Tone of Voice ของ Social Media Band Positioning นะครับ แล้วก็ราคา Price Structure Channel ที่ต้องการขาย กลยุทธ์ต่างๆ ทั้งหมดทั้งมวลเนี้ย ถ้าเราทำงานจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เราทำงานให้กับลูกค้า ถ้าคุณเป็นเจencyคุณรับบีฟโจทย์ลูกค้ามา แบรนด์ไกไ Line คืออะไร แบรนด์ Beef คืออะไรถูกม AE จะรับ โจทย์มาเราจะได้ [เพลง] เรื่องของแบรนด์ตรงนี้มาเรียบร้อยแล้ว ถ้าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์แล้วคุณยังไม่มีแบรนด์ Book หรือ แบรนด์ Guideline แบรนด์ CI แบรนด์ Template หรือเรียกว่าอะไรก็ว่าไปเนี่ย คุณก็ทำให้มันมีแบรนด์ Book ขึ้นมาก่อน ปรึกษากับ AI คุยกับ AI เพื่อทำ Band Book ขึ้นมา แบรนด์ CI ต่างๆขึ้นมา หลังจากที่คุณมีแล้ว ผมทำมา 1 ไฟล์นะ อันนี้คือ 1 ไฟล์ของโปรเจคนี้ที่ชื่อว่าพันนา โปรเจคนี้เป็นโปรเจคที่ไม่ใช่ใช่ทำแค่เทส ตอนนี้ผมทำขายจริงนะครับ แต่คอนเซปตอันนี้ของผมคือตอนเนี้ยสินค้ากำลังผลิตอยู่ ตอนนี้ผมลองเทสโดยที่ gen รูปจากสินค้าที่เป็น AI เดี๋พอได้สินค้าจริงจะเอาสินค้าจริงตัวจริงอ่ะ มาถ่ายจริงแล้วเป็นคent จริง ตอนนี้เป็น MU up ที่เป็นรูป packaging ที่มีรูปถ่ายแค่รูปเดียว เพราะฉะนั้นตอนเนี้ยผมจะเป็นจะทำให้ [เพลง] เห็นภาพจริงเลยว่าทุก Content จะทำด้วย AI และขายด้วย AI นะครับ ณวันนี้ตอนนี้ผมมีแบรนด์ที่จะเอามาใช้ในการทำ Content ละ ในโฟลเดอร์ที่เริ่มต้นที่ผมจะ live demo วันนี้ ในโฟลเดอร์เนี้ยผมสร้างขึ้นมาชื่อว่าC่อ Cowork Demo EP6 Live ในโฟลเดอร์นี้ไม่มีอะไรเลยคือ Start มากด New Folder นะครับ New Project เนาะ New Folder แล้วเราก็เริ่มมาจากไม่มีอะไรอยู่ในนี้เลยนะครับ สิ่งแรกที่ผมจะใส่เข้ามาก็คือผมจะใส่ไฟล์ Document เนี่ย file. ที่เป็นแบรนด์ Book ของแบรนด์ที่ชื่อว่าพันนานะครับ ผมก็ใส่ในนี้อัปโหลดเข้าไป เพราะฉะนั้นตอนเนี้ยในโฟลเดอร์ 1 โฟลเดอรจะมี 1 ไฟล์ที่เป็น Google Doc หรือเป็น Word ก็ได้ที่อธิบายเรื่องของแบรนด์ ทีนี้ผมก็เข้าไปที่ Cork หลังจากนั้นวิธีการใช้งานก็คือผมกดอัปโหลดแล้วก็เลือกโฟลเดอร์ที่เราจะทำงานวันนี้ โฟลเดอร์วันนี้ก็คือชื่อโฟลเดอร์คำว่า live แล้วผมก็กดเปิดโฟลเดอรขอสิทธิ์ allow สิทธิ์ให้สามารถจัดการแก้ไขงานในโฟลเดอร์นี้ได้ อ่าเริ่มต้นมาเราก็จะเห็นว่าโฟลเดอร์นี้มีอยู่แค่ไฟล์เดียว เอ่อเราเริ่มต้นสเต็ปแรกเลยต้องสร้าง crot.md และ brand.md cross.md กับ brand.md คืออะไร อธิบายไปก่อนหน้านี้แล้ว ทีนี้ เอ่อถ้าใครยังไม่รู้ว่าทำยังไงนะครับ ในไลฟ์ที่แล้วผมสอนในการทำตัวสกิลที่เป็น cross.md อ่าชื่อ project memory กับ brand.md MD นะครับ แนะนำว่าให้ไปดูไลฟ์ที่แล้วอ่ะ มาดูกันตอนนี้ที่ผมจะทำก็คือผมจะให้ Cross สร้าง CR.md และ band.md MD นะครับ วิธีการง่ายๆมากเลยผมพิมพ์แบบนี้เลย โอเค อ่ะผมให้ดูตัวอย่างนะครับ นี่อันนี้คือสิ่งที่ผมพิมพ์deโมเนาะเผื่อคอร์สร่มนะ ครับเราก็จะได้ใช้ของจริงให้ดูได้นะครับ อ่ะอันนี้ผมทำให้ดูเลยนะ เลือกโฟลเดอร์ที่เป็นตัว Live นี้นะครับ แล้วก็พิมพ์ประโยคนี้เข้าไป "ช่วยสร้าง crots.md และ brรand.md MD จากไฟล์นะครับ จากไฟล์ชื่อนี้" ก็คือในโฟลเดอร์เนี้ยมีไฟล์ชื่อนี้อยู่นะครับ ไฟล์ชื่อนี้เห็นมั้ยครับ [เพลง] ไฟล์ชื่อนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องการให้มันไปอ่านไฟล์นี้แล้วแตกไฟล์นี้ออกมาเป็น crots.md และbrรand.md อันเนี้ยเป็นสกิล นะครับ ถ้าใครเป็นนักเรียนคังแสงสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้เลยเป็นสกิลติดตั้งได้เลย ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นนักเรียนคังแสงในไลฟ์ที่แล้วมีสอนการสร้าง C.md และ brand.md MD เอาไว้ [เพลง] นะครับ หลังจากนั้นเรากด Let's go ตัว Clot อ่ะครับ เค้าจะไปอ่านข้อมูลในแบนbookทั้งหมดนะ ครับแบรนด์

Book ทั้งหมดถ้าคุณมีเป็นไฟล์ PDF มีไฟล์เป็น PowerPoint มีไฟล์เป็น Google Doc อะไรก็ได้อัปโหลดเข้าไปในนี้ให้หมดเลยก็ได้ครับ แล้วก็บอกเขาว่า โอเค เราต้องการสร้าง CRS.md นะครับ และ brand.md MD บอกว่ามีมีอยู่ใน Further แล้วที่เลือกแล้วนะครับ ให้บอกมันว่ามีไฟล์ที่เป็นแบรนด์เนี่ยของเราอ่ะ อยู่ในโฟลเดอร์เนี้ยอยู่ประมาณ 3-4 ไฟล์ ใส่ชื่อไฟล์เข้าไปด้วยก็ได้ แล้วบอกว่าให้มันเอามาทำเป็น cross.md และ brand.md อ่ะ ตอนนี้มันก็จะเริ่มทำ setup ตรงนี้และ เมื่อเรา setup เสร็จ เราทำเสร็จ เราจะได้ทั้งหมด อ่า เดี๋ยวผมเปิดตัวอย่างให้ดูนะ ที่ผมทำมาแล้วก็คือเราจะได้เป็น brand.md และ cross.md MD แบบนี้ จากตอนแรกเรามีแค่ไฟล์เดียวถูกมั้ยครับ อ่ะ เรามาดูในส่วนของ cross.md cross.md คืออะไร มันก็จะอธิบายว่า โอเค โปรเจกต์เนี้ยนะ ชื่อโปรเจกต์อะไรนะครับ Tone of Voice เป็นยังไง อ่า Visual เป็นยังไง Product Fact เป็นยังไง [เพลง] Pricing ทุกอย่างมันมีให้หมดนะ ครับ มันจะไปถอดจากตัว Brandbook ของเรามา ส่วน brand.md brand.md MD ก็จะบอกเลยว่า แบรนด์อะไร แท็กไลน์อะไรนะครับ รายละเอียดตรงนี้เป็นยังไง บอกละเอียดหมดเลย ซึ่งไฟล์ตรงเนี้ย นามสกุล .md อ่ะครับ มันเป็นนามสกุลไม่ต่างกับ .txt หรือ .text แต่ว่า .md มันแปลว่า markdown AI มันชอบอ่านงานที่เป็นนามสกุล markdown อธิบายจำง่ายๆแค่นี้ เราสามารถเข้าไปแก้ได้หมดเลย หมายความว่าเราสามารถกดเปิดตรงเนี้ย กดเปิดไฟล์ brand.md หรือ cross.md MD ก็ได้ครับ กดเปิดมาเสร็จปึ๊บ เราสามารถแก้ได้เลยนะ พิมพ์แก้ได้เลย อยากจะพิมพ์แก้ว่าแบบเป็นอะไรก็ได้ แล้วก็เซฟได้เลย เพราะมันเป็นไฟล์ text ธรรมดาเองนะครับ text คือสามารถ edit แก้ไขได้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่คุณจะได้มาก็คือ ตอนนี้ระบบมันก็พยายามสร้าง ตอนนี้สร้าง CRS.md ให้แล้วก็ เดี๋ยวจะไปสร้าง brand.md MD ให้ ระหว่างนี้อ่ะ เดี๋ยวเรามาดูกันว่า หลังจากที่เอ่อ มันสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราจะต้องการก็คือ เราต้องการที่จะให้มันทำ content ให้ สเต็ปถัดไป ลองคิดตามเป็น process การทำงาน ลูกค้าเจ้าใหม่ หรือเป็นแบรนด์ของเรา เรา setup ให้ AI รู้จักแบรนด์เราแล้วก็มี กฎกติกาที่เป็น CR.MD MD เรียบร้อย ต่อไปเราต้องการให้มันทำ Content แล้วก็วาง content เป็นรายสัปดาห์ แล้วเมื่อทำ content เสร็จ เราให้ AI มัน generate รูปพร้อมข้อความที่พร้อมใช้งานได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้น flow มันจะคล้ายๆกับทีม content เขียน content เสร็จแล้วก็ส่งไปให้ทีมกราฟฟิก กราฟฟิกก็จะเอาไปทำรูปและส่งกลับมา ประกอบร่างกับทีม Content แล้วก็ให้ AE ไปส่งงานให้หัวหน้า approve อะไรก็ว่าไป เราจะมาดู workflow ตรงเนี้ยครับว่าทั้งหมดเนี่ย เราใช้คน 1 คนได้เลย ไม่ต้องไปแยกทีม สอง ออกมาทำเป็นหลายๆทอด ระยะเวลาก็จะสั้น แล้วก็เร็วขึ้น ช่วงตอนเนี้ยก็จะใช้เวลาในการ setup ในช่วงแรกก่อนนะครับ ตอนนี้กำลังสร้างในส่วนของตัว cross.md แล้วก็ brand.md โอเค ระหว่างนี้เดี๋ยวเรามาเริ่มกันตรงที่ว่า เราจะสร้าง content เดี๋ยวผมให้ดูนะว่า ในส่วนของตัว cross.md มันจะเขียนว่าอะไรนะครับ นี่ cross.md MD มันจะเขียนว่า ทำความเข้าใจแบรนด์ก่อนทำงาน อ่าน brand.md ทุกครั้งก่อนสร้าง content หรือ asset ใดๆ เห็นมั้ยครับ มันจะมี guideline บอกตรงนี้ เพราะฉะนั้นเนี่ย หมายความว่า ถ้าผมพิมพ์ว่า ขอ content สัปดาห์นี้หน่อย ขอ content สัปดาห์นี้หน่อย หลักการของมันก็คืออะไร หลักการของมันก็คือ มันจะเข้าไปอ่าน brand.md ก่อน ซึ่ง brand.md คืออะไร brand.md MD ก็คือแบรนด์ guideline ที่แบรนด์นี้กำหนดเอาไว้ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เขียน content มันจะมาอ่าน brand.md เมื่อมันอ่าน brand.md ต่อให้เราพิมพ์ว่าเขียน content นี้หน่อย มันจะเขียน content ออกมาตรงตามแบรนด์ของเรานั่นเอง อันนี้ก็คือได้ข้อมูลเรียบร้อยนะครับ ก็จะได้เป็น เห็นมั้ยครับ เป็น cross.md กับ brand.md MD ตรงนี้ เราจะได้ 2 ไฟล์นี้ ถามว่าได้จริงมั้ย เข้าไปดูในโฟลเดอร์ Live ที่เราจะทำกันวันนี้นะ ครับ ใน Folder Live ตัวนี้ อ่า มีเพิ่มขึ้นมาแล้ว เห็นมั้ย Setup ขึ้นมามี brand.md ขึ้นมาและมี CRS.md นะครับ Cross.md MD มีขึ้นมาแบบนี้ อ่า อันนี้คือตัวอย่างนะ ครับ อ่าเดี๋ยวลองไล่อ่านดูนะ มันเขียนว่าอะไร ก็จะคล้ายๆกันนะครับ Target Audi [เพลง] Sale ต่างๆนะครับ แล้วก็โอเค ทีนี้เรามาเริ่มกัน เราจะมาเริ่มการทำ Content นะครับ เริ่มการทำ Content เพราะตอนนี้ Cross Cork รู้จักเราและรู้จักแบรนด์เราเรียบร้อยแล้วนะครับ แล้วก็ อ่า ผมให้ทริกอีกนิดนึงโปรนะครับ โปรที่ผมจะให้อันนี้คือเอาไว้ใช้สำหรับใครที่ กลัวว่าเอ๊ะถ้าเราสั่ง Cork แล้วมันจะไม่อ่าน crops.md หรือ brand.md นะครับ เราสามารถกดเข้าไปที่ตั้งค่า Setting ตรงนี้นะ Setting ตรงนี้ แล้วตรงคำว่า Cork Cork ตรงนี้นะครับ Global Instruction คือเป็นคำสั่งใหญ่เนาะว่า ทุกครั้งที่เราคุยกับ Cork เราจะให้มันทำ อะไรนะครับ ผมจะสั่งว่า การทำงานก่อนทำงาน ให้อ่าน cross.md MD ของโปรเจคก่อนเสมอ ถ้ามี เพราะฉะนั้นเนี่ย มันจะเป็นตัวล็อคเอาไว้แล้วว่า ถ้าเราใช้ cowork ทุกครั้งที่เราสั่งหรือคุยในโปรเจคใดๆก็ตาม มันจะพยายามไปดูว่าในโปรเจคหรือโฟลเดอร์นั้นมี crอ.md MD หรือเปล่า ถ้ามีมันจะต้องโดนบังคับให้อ่าน crots.md ดีก่อน เพื่อที่งานออกมามันจะแตกต่าง ไม่ใช่เป็นงาน AI ที่ใครทำก็เหมือนกันนะครับ โอเค หลังจากนั้น เดี๋ยวผมจะเริ่มให้ทำ Content นะครับ เอ่อ ผมมี content ตัวนี้นะครับ ผมทำเป็น 2 แบบด้วยกัน โอเค content นะครับ ผมอยากเป็น content แบบ ขอ 5 โพสต์นะครับ โดย concept ของ content นะครับ จะเป็นยังไง เอ่อ ผมอธิบายแบบนี้ก่อน เพื่อให้ไลฟ์นี้มันสมูทที่สุดและไม่รอนานนะ ผมทำเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ก็คือสำหรับนักเรียนคังแสงนะครับ เอ่อ หลังจากจบไลฟ์นี้ คุณสามารถดาวน์โหลดสกิล ได้เลย ผมทำสกิลมาให้นะครับ สกิลอันนี้เป็นสกิลคำว่า content planner content planner อันนี้เป็น content ที่วางแผนเอาไว้ให้นะครับ สกิลอันนี้มันจะทำงานยังไงนะครับ content planner ก็คือ เอ่อ [เพลง] content plan สำหรับ 1 สัปดาห์ พร้อม image brief ส่งต่อให้สกิล gen รูปได้ทันที concept ของมันคือ เอ่อ เริ่มการทำงาน 1 อ่าน brand.md MD ก่อนในโฟลเดอร์ ถ้ามีแล้วก่อนวางแผนทุกครั้ง ดู target audi ดูแบรนด์ อ่า ดูสิ่งที่แบรนด์เป็นและไม่เป็น อ่าน cross.md MD ในโปในโฟลเดอร์ ถ้ามีให้อ่าน เพื่อทำข้อความเข้าใจของโปรเจค หลังจากนั้นให้เช็ค folder Asset ว่ามีรูปสินค้าอยู่ในนั้นมั้ย [เพลง] ถ้ามีรูปสินค้าให้เอารูปสินค้ามาเป็น reference ในการทำรูป เพราะฉะนั้นถ้าไม่ มีแบรนด์ MD ให้ถามผู้ใช้สั้นๆ 3 ข้อว่า ธุรกิจทำอะไร ลูกค้าเป็นใคร โทนที่ต้องการ เป็นยังไง สกิลตัวนี้ เดี๋ยวผมจะอัปโหลดเข้าไปในคอร์ส อ่า Cork [เพลง] คุณก็สามารถกดเหมือนขั้นตอนนี้เลย ก็กด customize กด skill แล้วกดบวก แล้วกดอัปโหลด อัปโหลดสกิล ติดตั้งสกิลนะครับ ถ้าเกิดคุณ พิมพ์คำว่านะครับ อ่า เดี๋ยวดูตัวอย่างตรงนี้นะ ถ้าคุณพิมพ์คำว่า trigger นะ คำว่า trigger ความหมายคือ ถ้าคุณคิดว่า content วาง plan แผน content calendar แผนโพสต์ พิมพ์คำเหล่านี้ มันจะมา trigger สกิล สกิลนี้จะทำอะไรบ้าง ทำ content ว่า โพสต์จันทร์ถึงศุกร์นะครับ หัวข้อ content ประเภท Content แพลตฟอร์มต่างๆนานา โอเค เดี๋ยวผมจะเริ่มทำให้ดูตัวอย่างนะครับว่า อันนี้เราได้ cross.md กับ brand.md เรียบร้อยแล้ว ผมสั่งสั้นๆแบบนี้ครับ content สัปดาห์หน้า โอเคม. อันนี้สำหรับนักเรียนคังแสง ส่วนใครที่ไม่มีสกิลนะครับ สามารถสั่งแบบนี้ได้เลย เดี๋ยวผมกด post video หลังจากจบตรงนี้เนาะ กด post video แล้วสามารถแคปแล้วก็ถาม AI หรือไม่ก็พิมพ์ตามได้เลยนะครับ ก็คือ อ่าน brand.md MD ในโฟลเดอร์นี้ เพื่อทำความเข้าใจแล้วเขียน content ออกมาเป็นแบบนี้นะครับ แต่ผมติดตั้งสกิลไว้เรียบร้อยแล้ว ผมก็พิมพ์คำว่า Content Planner สัปดาห์หน้า โอเค ผม Enter หลักการทำงานของมันก็คือ เมื่อกี้เราอ่านไปแล้วเนาะว่ามันจะไปอ่าน brand.md มันจะไปอ่าน cross.md แล้วมันถึงจะทำ Content เห็นมั้ย อันนี้มันเริ่มสกิลละ [เพลง] อ่าน brand.me ME ก่อน วางแผนก่อน เห็นมั้ยครับ อ่า หลังจากนั้นก็ ได้ข้อมูลครบเรียบร้อยและสร้าง content 5 วันเลยสัปดาห์ก็คือวันที่ 7 ถึงวันที่ 11 ตอนนี้เขาก็กำลังวางแผน Weekly Option แล้วก็ Image Brief วันจันทร์ถึงศุกร์ 5 วัน สกิลตัวเนี้ยครับ คุณสามารถไปแก้ไขเองได้เลยนะครับ หมายความว่าคุณจะไปปรับว่าขอเป็น 7 วัน ขอ content เป็นแบบไหนอะไรยังไง ไฟล์จูนต่อได้เลย อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มต้นส่งมาให้นะครับ เราสามารถใช้แบรนด์ไหนก็ได้นะ ไอ้ตัวสกิลที่ผมทำให้ หรือข้อความพร้อมอ่ะครับ คุณสามารถแก้เป็นแบรนด์ของคุณได้เลยนะ เพราะตัวที่ผมให้ผมไม่ได้ทำสำหรับแบรนด์ใดแบรนด์นึง ผมทำเอาไว้เป็น Generic ตัวกลางที่คุณสามารถเอาไป [เพลง] ให้แบรนด์ A แบรนด์ B แบรนด์ C เอาไปใช้ต่อยอดได้เลย ตอนนี้เขาก็ กำลังทำ caption แล้วก็กำลังทำ Image Brief สิ่งที่เราจะได้มาอันเนี้ยคือสกิลที่ 1 อ่า ความเป็นจริงมันมี 3 สกิลและ สกิลแรกคือ CR C.MD อ่า สกิลที่ 2 คือ brand.md สกิลที่ 3 ก็คือสกิลที่ชื่อว่า Content Planner ทั้ง 3 ตัวนี้ผมสร้างเอาไว้ให้นะครับ ก็ย้ำอีกทีนึงสำหรับใครที่เพิ่งมาดูไลฟ์ ครั้งนี้ครั้งแรก ไปดูไลฟ์สัปดาห์ที่แล้ว จะมีเรื่อง brand.md และ cross.md MD นะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันครับว่ามันจะสร้าง content ออกมาแบบไหนให้เรานะครับ เมื่อเราได้ content เสร็จเรียบร้อย อ่า เรามาดูกันนะครับ สำหรับใครที่คนทั่วไปนะครับ ไม่ได้เป็นนักเรียนคังแสง copy prompt นี้ไปได้เลย ครับ copy ตรงนี้ไปได้เลย รายละเอียดของมันก็คือ มันจะสร้างงานแล้วเซฟโฟลเดอร์แยกเป็นต่อวัน ใน content อ่า รายละเอียดเป็นยังไง อ่านรายละเอียดตรงนี้เสร็จปุ๊บเดี๋ยวรอมันทำเสร็จก่อน เมื่อมันทำเสร็จเรียบร้อยนะครับ เราจะเข้าไปดูในโฟลเดอร์ เพราะ Cross Cork จะทำงานกับคอมพิวเตอร์ และในโฟลเดอร์ที่เรากำหนด เดี๋ยวตอนนี้รอว่ามันสร้างโฟลเดอร์มาแล้ว อ่า อันนี้นะครับ เห็นมั้ยครับ มันสร้างโฟลเดอร์มาแล้ว ในโฟลเดอร์นี้ อ่า เข้ามาแล้ว เดี๋ยวขอดูก่อนนะครับ ถูกโฟลเดอร์มั้ย โอเค Folder Live นะครับ Live อันนี้คือเราเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยนะ [เพลง] จาก 0 เลยนะ ผมอัปโหลดตัว Brandbook มา เอา Brandbook มาทำเป็น brand.md MD และทำ cross.md ดี หลังจากนั้นผมบอกว่า สร้าง content เราได้ content มา 1 สัปดาห์ อ่า นี่คือ content 1 สัปดาห์นะครับ อาจจะตัวเล็กนิดนึงนะครับ content 1 สัปดาห์นะครับ มันก็จะวางมาให้เลย 7 วัน ครับ วันนี้เป็นเรื่องอะไร Office Syndrome ทำงานคนที่ทำงานมักเพิกเฉย ความลับของสีเขียวมรกต ลองแล้วบอกต่อ ความเย็นที่ต้องสัมผัสเอง โต๊ะทำงานของคุณพูดอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ ก่อนหยุดสงกรานต์เตรียมพรนาไว้ติดตัวนะครับ อ่า เดี๋ยวลองมาดู content ในแต่ละวัน จันทร์ วันจันทร์นะครับ ที่มันทำให้คือ caption มันทำ caption มาให้ caption วันจันทร์คือ วันจันทร์ Office Syndrome คนที่ทำงานมักเพิกเฉย อันนี้ก็จะเป็น Facebook type ภาพเดี่ยว มี caption Tone Educate Empathy นะครับ Facebook caption เขียนมาให้พร้อมเลย ทำงานมาตั้งนานแต่คุณเคยนับมั้ยว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือนมากี่ครั้ง ปวดต้นคอตอน 15:00 น. เกนถาโถมสุดท้ายก็บอกว่าพันนาคือแบรนด์ไม่เหม็นฉุน วางไว้ข้างแล็ปดูดี Instagram caption ทุกอย่างถูกเขียนออกมาที่รู้จักแบรนด์ของเรา เห็นมั้ยครับว่าอันเนี้ย มันรู้จักแบรนด์ของเราแล้วก็มี Image Brief Image Brief คือเอา [เพลง] ไว้ generate รูปเป็น พร้อมสำหรับ generate รูปนะครับว่าเราจะใช้รูปอะไร อ่า เดี๋ยวเรามาดูว่า Content วันอังคาร Content วันอังคารเนี่ยก็คือเป็น Content Instagram Colossal 4 สไลด์ 4 รูป รูปที่ 1 ฮุครู้มสีเขียวมรกตในใบเตยที่ซ่อนหลังบ้าน ซ่อนพลังบำบัดที่คนไทยรู้จักมานานหลายร้อยปี [เพลง] สไลด์ที่ 2 สไลด์ที่ 3 สไลด์ที่ 4 เป็น Colossal วันที่ 3 วันพุธ วันพุธอันนี้เป็น Content TikTok นะครับ มี content TikTok เป็น script TikTok ด้วย อ่า วันพฤหัสบดี วันพฤหัสบดีเป็น content [เพลง] IG เป็น IG แบบโต๊ะทำงานอะไรก็ว่าไป อันเนี้ยมันมีใส่ชื่อแบรนด์เราเข้าไปด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ใช่ยาไม่ใช่ของจำเป็น [เพลง] แต่เป็นของที่เลือกวางเพราะมันทำให้คุณรู้สึกดีนะครับ แล้วก็วันศุกร์ มาดูวันศุกร์ อ่า วันศุกร์ก็จะเป็นในส่วนของ content seasonal นะครับ สงกรานต์ปีนี้ คุณวางแผนทำอะไรบ้าง นี่คือวันที่ 11 เดินตลาดเจอแดดร้อน เดินทางไกล หรือแค่ อยู่บ้านแต่ก็ยังปวดหัวตามเคย ก่อนออกไปสนุก อย่าลืมเตรียมพันธุนากระเป๋าน้ำมันบำบัดจากใบเตยหอม เซ็ต 4 ขวด 399.99 กดลิงก์ในคอมเมนต์ได้เลยค่ะ เห็นมั้ยครับว่า ที่ผมเซ็ตมาทั้งหมดเนี่ย ผมพิมพ์แค่ว่า content plan สัปดาห์หน้า แล้วมันก็ทำเป็น content plan ออกมาให้เรียบร้อยเลย แบบนี้เนี่ยแหละกระทบมั้ย ถ้าคุณทำงานเจ้าของธุรกิจมีทีม หรือเป็น agency คุณจะเห็นรูปแบบว่า content ที่เขียนออกมามันเข้าใจแบรนด์จริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเตรียม แบรนด์ guideline แบรนด์ CI แบรนด์ Book หรือแบรนด์ Brief ได้แน่น ได้คม ได้ครบหรือเปล่า ถ้าคุณเตรียมคม เตรียมครบ หลังจากนั้น คุณจะมีพนักงานอีก 5 คน 10 คน คุณเอาไฟล์เหล่านี้โยนให้พนักงาน และก็ใส่เข้าไปในโฟลเดอร์ทำงานของพนักงาน เพราะฉะนั้นเขาจะทำภาพ ทำวีดีโอ ทำรูป ทำ caption ทำอะไรก็ตามเนี่ย มันจะไม่หลุดจากนี้ โอเค หลังจากนั้น เมื่อเราได้สิ่งที่สำคัญคือ content และหลายคนก็จะติดปัญหาต่อว่า ได้ content แล้วก็ทำยังไงต่อ แน่นอน content เนี้ย อย่างที่ผมให้ดูตัวอย่าง อันนี้คือทำเป็น draft แรก เวอร์ชั่นแรก สิ่งที่คุณจะต้องทำต่อ ก็คือคุณขัดเกลา ก่อนให้การเขียนมันคมขึ้น มันลึกขึ้น อันไหนที่เป็น education อาจจะเป็น storytelling มั้ย อันไหนที่เป็น promotion อาจจะใส่เรื่อง hook หรือใส่เรื่อง sensitive หรืออะไรก็ว่าไปเข้าไป สเต็ปถัดไป คุณจะต้องเอาไปทำกราฟฟิก กราฟฟิกคุณจะทำก็คือถ่ายรูปจริง หรือเอาไปรูปไดคัทกับ AI หรือเป็นรูปจริงผสม AI อันนี้แล้วแต่สินค้าแล้วแต่บริการและว่า คุณจะดีไซน์ออกมาเป็นยังไงอ่ะ อะไรที่ ต้องการความเป็นมนุษย์มากๆ ก็อาจจะต้องใช้รูปจริงซัก 80% 20% เป็น AI ช่วยปิดงาน หรือบางงานที่ไม่ได้ concern เรื่อง AI เลย อาจจะ AI 80% อีก 20% เป็นคนปิดงาน อันนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์แต่ละธุรกิจละ ว่าคุณจะออกแบบเรื่องการทำตัว Visual แบบไหนยังไง แล้วก็วีดีโอด้วย แต่เคสนี้ผมอยากจะทำเป็น AI 100% นะครับ สเต็ปถัดมา ตอนนี้เรามีโฟลเดอร์ที่มีทั้ง image ที่เป็นสร้างรูป และมี caption เราต้องการที่จะให้เขา generate รูปให้หน่อย ดูซิว่าเขาจะทำรูปให้ได้มั้ยนะครับ สิ่งที่ผมเตรียมมาให้นะครับก็คือเป็นแบบนี้ ผมทำ skill เอาไว้ให้ skill นี้เป็น skill สำหรับ 7 รูปผ่าน work ได้เลย แล้วก็ 7 รูปผ่าน work คุณสามารถ generate รูปด้วยอะไรก็ได้ จะเป็น nano banana จะเป็นตัวอะไรอ่ะ image gen จะเป็นตัวอะไรในโลกนี้ที่คุณอยากจะใช้งาน เราสามารถดึงมาใช้งานได้ ผมให้ดูตัวอย่าง 2 แบบนะครับ แบบที่ 1 สำหรับใครที่ไม่ได้เป็นนักเรียนคังแสงนะครับ แล้วก็อยากจะ generate ภาพก็เป็นแบบนี้ อ่านไฟล์ อ่าน Image Brief ใน content plan วันไหน วันจันทร์ วันอังคารอะไรก็ว่าไป แล้ว generate รูปตาม prompt ที่อยู่ในไฟล์ ใช้ aspect ratio ในสไตล์ที่กำหนด แล้วเซฟรูปใน content วัน จันทร์ ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคังแสง ผมทำ skill เอาไว้ให้นะครับ skill skill อันนี้เป็น skill ที่ชื่อว่า Key Image Gen เดี๋ยวผมจะสอนให้ทุกคนสามารถทำได้เลยนะครับ ผมจะใช้ตัว API Marketplace ที่ชื่อว่า Key.ai โดยที่ผมจะใช้ระบบที่ทำให้เราสามารถ work เรียก key.ai เพื่อไปเลือก generate รูปได้ ดูตัวอย่างก่อน Key.ai คืออะไร Key.ai อ่ะครับ ให้มองว่ามันคือ marketplace ที่รวบรวมโมเดลของการทำภาพ ทำรูป ทำแชทของ AI ทั่วโลกรวมมาไว้ที่เดียว เราสามารถต่อ API หรือต่อเชื่อมกับระบบคีย์อ่ะ 1 1 อัน 1 คีย์เนาะ แล้วคุณสามารถไปเลือก shop ได้เลยว่าคุณอยาก generate รูปด้วยอะไร generate วีดีโอด้วยอะไร จะใช้เครื่องมือตัวไหน อย่างเช่น API Marketplace ตัวเนี้ยครับ เอ่อ key.ai AI อ่ะ ยกตัวอย่างเช่น ผมเลือกเป็นอะไรดี Text to Image ผมอยากใช้ Quein ผมอยากใช้ Nano Banana ผมอยากใช้ Cream ผมอยากใช้ GBT อยากใช้อันไหนก็ได้ ผมสามารถบอกว่า ช่วยสร้างรูปแล้วใช้โมเดลตัวนั้น ข้อดีของมันคืออะไร ข้อดีของมันคือการเก็บเงินครับ เราจะเติมเงินเข้าไปนะครับ อันเนี้ยเราจะเติมเงิน เติมเงินจะอยู่ที่ 5 เหรียญได้ 1,000 เครดิต 50 เหรียญได้ 10,000 เครดิต เครดิตตรงเนี้ย เมื่อเราเติมเงิน 5 สมมุติว่า 5 เหรียญใช่มั้ย เราได้ 1,000 เครดิต มันก็จะขึ้นตรงเนี้ย 1,000 เครดิต เมื่อได้ 1,000 เครดิต เราก็มาดูราคาเลย ครับ อ่า เดี๋ยวผมให้ดูราคาเนาะ เข้าไปที่ pricing แล้วเข้าไปที่ image เอ่อ ตอนนี้ที่ผมใช้เนาะ ผมใช้ nano banana 2 ตัวที่ เป็น nano banana 2 1k ก็เพียงพอแล้ว สำหรับ media โพสต์ ตอนนี้มันลดราคาอยู่ 50% หมายความว่า ตอนเนี้ยถ้า generate 1 รูปอ่ะ จะใช้ 8 เครดิต เราเติม 5 เหรียญ เราได้ 1,000 เครดิต generate 1 รูปใช้ 8 เครดิต เราไปคำนวณเองเนาะว่า 8 เครดิตคิดเป็นกี่บาท เพราะงั้นเมื่อเราใช้ตัว key เนี่ยเป็นตัวเชื่อมกับ work นั่นหมายความว่า คุณใช้ work สร้างรูปก็ได้ สร้างวีดีโอก็ได้ หรือจะทำอะไรก็ได้ เพียงแค่คุณมี skill ที่เชื่อมกับ key AI โอเคมั้ย อ่า เพราะฉะนั้น อันนี้ผมมี skill เอาไว้แล้ว ถ้าเป็นนักเรียนคังแสง ก็กดเหมือนเดิม กด skill แล้วกดอัปโหลด อัปโหลด skill นี้เข้าไปนะครับ อัปโหลด skill นี้เข้าไปแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เดี๋ยวเราจะต้องเอา API มาใส่ API ก็คืออะไร หลังจากที่เราจ่ายเงินของ key ไปเรียบร้อยแล้ว 5 เหรียญนะครับ เราเข้ามาที่ API Key API Key ก็คือเราสร้างตัวกุญแจ แล้วกันกุญแจเพื่อเป็นกุญแจบอกให้กับ work ว่า เฮ้ย นี่คือกุญแจสำหรับ generate รูปของเรานะ อ่า เราก็กด Create New Key กด Create New Key ตั้งชื่อ ตั้งชื่ออะไรให้เรียบร้อย เราจะได้ key แบบนี้มา Copy key นี้ไป แล้วก็เอาไปบอกตัวนี้ ตัว work ที่เราทำงานด้วยนะครับ ซึ่งอันเนี้ยไม่ยาก เดี๋ยวตอนทำงานจริงมันถามเราก็แค่โยน key ไปให้มัน โอเค ทีนี้เดี๋ยวเรามาดูต่อ นะครับ ในส่วนของตัววิธีการนะครับ ผมขอ generate รูปแล้วกัน generate รูปจาก Image Brief ตรงนี้นะครับ โอเค Image Brief เรามาดูกันนะครับ เอ่อ ผมพิมพ์แบบนี้เลย generate รูปจาก Image Brief ของวันจันทร์ใน content plan วันจันทร์ Content plan เป็นยังไง เอ่อ เข้าไปที่ Live นะครับ Content plan แล้วก็เข้าไปที่วันจันทร์ วันจันทร์เนี่ยเนี่ย caption เป็นเหมือนกับ Facebook โพสต์ อันนี้เป็น Facebook โพสต์นะ ผมพิมพ์แบบนี้เลยว่า generate รูปจาก Image Brief ของวันจันทร์ใน Content plan มีคำว่า generate รูป พอมีคำว่า generate รูปเสร็จปุ๊บ หลังจากนั้นมันก็จะไปเรียก skill ละ เห็นมั้ยครับ มันไปเรียก skill คำว่า Key Image Gen มันก็จะไปเลือก Image Gen แล้วว่าขอไปดูรูป Image ของวันจันทร์ก่อนนะ ได้ brief แล้ว ตอนนี้จะ generate รูปแล้ว ตอนนี้ความหมายคืองานที่กำลังทำเป็นทีม กราฟฟิกดีไซเนอร์ ถ้านึกภาพให้เห็นภาพเนาะ Content ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วส่งงานให้ กราฟฟิกดีไซเนอร์ กราฟฟิกดีไซเนอร์เปิดอ่าน content อ๋อ Content เป็นแบบนี้นะ เดี๋ยวฉันจะไปหา reference ถ้าเป็น content เตรียม mock up มาให้ กราฟฟิกดีไซเนอร์ก็จะเอา mock up นั้นมาขึ้นเป็นงานจริงถูกมั้ยครับ โอเค ตอนนี้ต้องได้ key ก่อน อ่า โอเค เดี๋ยวผมลอง test ใน live เลยเนาะ ว่าผมลองสร้าง key test มา อันนี้ก็คือจริงๆต้องห้ามใครเห็นนะครับ แต่อันนี้ผม test ก่อน โอเค อ่า ผมลอง test แล้วก็เดี๋ยวพอจบ live เดี๋ยวผมก็ลบทิ้งนะครับ ตอนนี้ผมก็ใส่ key ให้และเรียบร้อยนะครับ หลังจากนั้นมันก็จะไป generate ให้ละ generate รูปให้ อ่า เดี๋ยวเรามาดูกันว่ามันจะเริ่ม generate รูปให้ ระหว่างรอตอนนี้นะครับ อ่า เอาไปใช้ใน chat GPT หรือ Open Clause ได้ไหมครับ พวก brand.md cross.md ใช้ได้ครับ Concept เดียวกัน แต่ชื่อมันอาจจะแตกต่างกัน ถ้าเป็น chat GPT อาจจะใช้เป็น Instruction พร้อมอยู่ใน project chat GPT จะอยู่ใน project และใน project จะมีเป็น project file เนี่ยเราอาจจะตั้งเป็น GPT.md ก็ได้ ถ้าเป็น Open Craw Open Craw เราสร้างได้เลยนะครับ จะเป็นแบบ Project.md หรือจะเป็น brand A.md ก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ครับ แล้วเราก็ตั้งกฎมันว่า ทุกครั้งที่ทำงานของเราให้ไปอ่านไฟล์นี้ ก่อนเริ่มงาน brand.md MD ประยุกต์ใช้ได้หมดเลยครับ สิ่งที่ผมสอนวันนี้ไม่ใช่ทำเฉพาะนะ มันคือเป็นการ setup พื้นฐานของการทำ AI agent เพราะว่าการที่คุณจะให้ AI ทำงานแทนเราอ่ะ หรือทำงานให้เราอ่ะ ครับ ให้มองเหมือนพนักงานคนนึง พนักงานคนนี้เข้ามาทำงานวันแรก สิ่งที่คุณจะต้องทำ คือสอนเค้าก่อน ให้เขาเข้าใจบริษัท เข้าใจกฎกติกา ก่อน แล้วเมื่อเขาเข้าใจ เขาจะทำงานโดยที่เขาไม่ต้องถามเราซ้ำแล้วนะครับ ถ้าเราอยากให้เขาทำงานได้ดีแล้วไม่ถามเราซ้ำ เราจะต้องใช้เวลาในช่วงแรกในการ setup เรื่องพวกนี้ก่อน โอเค อันนี้เขาก็ generate รูปแล้วนะครับ เดี๋ยวลองดู generate รูป โอเค ได้รูปมาแล้วครับ เห็นมั้ยครับ อันนี้เขา generate รูปมาเสร็จเรียบร้อยแล้วเนาะ รูปที่ได้มา คือใช้ nano banana ใช้ nano banana แต่รูปอันเนี้ย เป็นรูปที่เราพร้อม เราพิมพ์บอกเป็นถูกมั้ยครับ มันจะได้รูปนี้มา สิ่งที่เราอยากได้ก็คือ เฮ้ย มันไม่ใช่ product ฉันน่ะ มันไม่ได้เป็น product ของเรา เราอยากให้มัน generate ออกมาแล้วเป็น product ของเรา ไม่ได้ generate แบบสุ่มๆแบบเนี้ย แล้ว nano banana ข้อดีของมันคือ มันรู้ด้วยว่าสินค้าของเราอ่ะ generate ออกมาแล้วตรงปกถูกมั้ยครับ สเต็ปถัดไป ก็คือเราจะต้องใส่สินค้าของเราให้มันรู้จัก ถ้างั้นวันนี้เนาะ ให้ดูภาพเนาะ Content วันจันทร์เรามี caption พร้อม post และมีรูปพร้อม post แต่รูปเยังผิดอยู่ เพราะรูปเนี้ยไม่ใช่เป็นสินค้าของเรา สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือนะครับ เรากลับมาที่หน้านี้ ผม set เอาไว้ว่าเราจะต้องสร้างเป็น asset สร้างโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า asset asset คือสิ่งอะไรที่เป็นเกี่ยวกับแบรนด์ของเราอ่ะ เราสร้างโฟลเดอร์นี้ขึ้นมา ผมเตรียมเอามาไว้ 1 อันก็คือเตรียมรูปสินค้าเอาไว้ ซึ่งอันเนี้ผมทำจริงนะ และอันเนี้เป็นรูปสินค้าจริง แต่สินค้ายังไม่เสร็จนะครับ ก็มีรูปที่ถ่ายเป็น mock ธรรมดา ง่ายๆแบบนี้ อันนี้คือรูปสินค้า ลองนึกภาพเนาะ นี่คือรูปสินค้าจริงนะครับที่จะขายจริงๆ เป็นแบบนี้ เราเอารูปสินค้าใส่เข้าไปในโฟลเดอร์ที่เป็นคำว่า asset Asset [เพลง] สิ่งที่เราจะทำต่อจากนี้ก็คือ อ่า เรามาลองลองดูเนาะ เราบอกว่า เปลี่ยนใหม่ generate รูปจาก Image Brief ของวันอังคาร อ่า ของวันจันทร์แล้วกัน เมื่อกี้มันคือวันจันทร์นะ อ่า ผมบอกว่าให้ generate ใหม่ generate รูปจาก Image Brief ของวันจันทร์ ใช้รูปสินค้าใน folder Asset ที่เป็น Reference เพื่อเอาให้ความแม่นยำ ไม่ให้มีปัญหา ผมจะเอา folder copy โฟลเดอร์นี้เนาะ เป็นโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Live แบบนี้นะครับ เพราะเราต้องการให้มันไปหาให้เจอเลย ก็คือโฟลเดอร์คือเราแค่บอก อ่า ว่าไฟล์ของเราอ่ะอยู่ที่ไหน เป็น reference บอก AI ว่า เฮ้ย วันจันทร์เนี้ย มี prompt สำหรับทำ Image เป็น reference แบบนี้นะ แต่รูปสินค้าคุณไม่ต้องคิดมาเอง เรามีรูป reference สินค้าจริงอ่ะ อยู่ในโฟลเดอร์นี้นะ คุณเข้าไปที่โฟลเดอร์นี้ แล้วไปเอารูปสินค้ามา แล้วเอารูปนั้นน่ะ มา generate อ่า ลองดูสเต็ปที่ 2 สเต็ปนี้ก็จะเป็น อยู่ในโฟลเดอร์นี้นะครับ Content ก็คือ วันจันทร์ถูกมั้ยครับ content วันจันทร์ แต่คราวนี้มันจะไม่คิดเองละ มันจะไปเอารูปใน asset อันนี้รูปในนี้เอามา generate นะครับ เดี๋ยวเรามาดูในส่วนของวันจันทร์กัน ระหว่างนี้ที่มัน generate เนาะ อันนี้ก็จะทำให้เห็นภาพว่า นี่ไงกระทบมั้ย งานที่เราทำ ตำแหน่งกราฟฟิกดีไซเนอร์ เอ่อ เราทำกราฟฟิก อาจจะทำมา 80% นะครับ แล้วจบงานด้วย กราฟฟิกดีไซเนอร์เป็นคนปิดงาน ใส่ type ใส่ font หรืออะไรก็ว่าไปนะครับ อันนี้ก็จะช่วยได้เลยนะครับ โอเค เรามาดูกันว่าเป็นยังไง อ่า อันนี้ตัวอย่างมา ถ้าดูตัวอย่างเนี่ย จะเห็นภาพว่ามันก็ยังไม่เหมือน 100% เห็นมั้ย ถามว่าข้างล่างตรงนี้เป็นสีเขียวอยู่เห็นมั้ย แล้วก็มีใบไม้อยู่ แต่อันนี้คือครั้งแรกนะ อันนี้คือเราเริ่มจากเปล่าเลย ไม่มีอะไรจากศูนย์เลย เพราะฉะนั้นเนี่ย ลองนึกภาพว่ายิ่งเราทำไปเรื่อยๆในทุกๆวันน่ะ ความแม่น ความเข้าใจ ความละเอียดมันจะมีมาก ขึ้น ข้อมูลมันจะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้น อันเนี้ยที่เป็นครั้งแรก draft แรก เวอร์ชั่นแรกเนี่ย generate โดยที่เรามีรูป reference คือรูปนี้รูปเดียวด้วยนะ โดยที่ผมรูปก็คือรูปเล็กๆธรรมดา ง่อยๆ ถ้าเกิดคุณทำงานจริง คุณอาจจะมีรูปหลายๆแบบ หลายๆสีแบบ เขาเรียกว่าถ่ายหลายๆมุม ถ้าดีก็จะใส่เป็น greenscreen ก็ได้นะครับ แล้วก็ทำให้รูปสินค้าวางหลากหลายขึ้น แต่ถ้าใคร concern เรื่องกับขนาด อ่า อันนี้เป็นโปรทิปแล้วกัน ใคร concern เรื่องกับขนาด เวลา AI generate ขนาดมันจะไม่ตรง มันจะไม่รู้ว่าขนาดจริงมันจะเป็นยังไง ปกติ สมมุติขนาดมันคือเท่าเนี้ย แต่เวลา AI generate ถึงมันอาจจะเต็มมือแบบนี้ เพราะฉะนั้นวิธีการแก้ ทำได้แบบวิธีนึงก็คือว่า เรา generate ภาพบรรยากาศมาก่อน แล้วก็ product ไม่ต้อง generate ให้ปิดงาน โดยที่ให้กราฟฟิกดีไซเนอร์ใส่ product จริงเข้าไป แล้วก็ใส่เข้าไปใน artwork เพราะฉะนั้น size ของรูป size ของสินค้ามันจะไม่เพี้ยน อันนี้จะเป็นเทคนิควิธีการทำงานที่เร็วขึ้น สมมุติว่าเราเป็น agency โฆษณา เราทำงานลูกค้า หรือเราต้องการความแม่นยำของตัวสินค้า เอาไป replace ด้วยคนแทนที่จะ generate AI 100% อันนี้จะช่วยลดงานแก้ งานเราได้เยอะมหาศาลเลยนะ [เพลง] ครับ อันนี้ผมตัวอย่างแค่ 1 ชิ้นเป็นแบบนี้ ข้างล่างตรงนี้มันเป็นสีแบบดำๆใช่มั้ย แต่ generate ออกมาแบบนี้มันก็จะเพี้ยนหน่อย อ่า เรามาดูตัวอย่างรูปจริงกันว่า ที่มัน generate มาเป็นวันจันทร์ออกมาเป็นยังไง อ่า เห็นมั้ย อันนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกที่มันเพี้ยนๆนิดนึงนิดเดียว นะ แต่เดี๋ยวผมลองอีกเวอร์ชั่นนึง ผมลองแบบนี้ซิ เป็นแบบ minimal นะครับ ลองดู content วันพุธ เดี๋ยวผมไปลองดู content วันพุธดู โอเค วันพุธเป็น Content อะไร content วันพุธ เป็น TikTok โอเค เราไม่ได้ทำคลิปวีดีโอนะครับ ทำไม่ทันครับ ไลฟ์นี้ทำไม่ทัน อ่า เป็น IG วันพฤหัสบดีนะครับ ลองเป็น content วันพฤหัสบดีดูนะครับ ผมลองสั่งเป็น generate รูปวันพฤหัสบดี ใช้ Asset [เพลง] เป็น Reference เปลี่ยนสไตล์เป็น minimal info โอเค เดี๋ยวผมลอง generate ดู ระหว่างรอตอนนี้นะครับ เดี๋ยวผมให้ดูตัวอย่างที่ผมทำ Live Demo ทำมาให้ดูว่าก่อนหน้านี้ที่ผมลองทำ test นะ ครับ เป็นยังไงบ้าง อ่า เดี๋ยวผมให้ดูครับ เราได้ Content plan เรียบร้อยนะครับ ที่เราทำกันเหมือนเมื่อกี้ ผมบอกให้ generate รูป อันนี้คือ generate รูปเหมือนที่เราทำกันก่อนหน้านี้เลย แต่รูปที่ generate เนี่ย ยังไม่ได้ใส่รูป asset ของตัวสินค้าจริงให้ ผมก็เปลี่ยนมาบอกว่า generate รูปโดยที่อยู่ใน folder asset ตรงนี้นะ อ่า มันก็ไป generate มาให้ โอเค เดี๋ยวรอดูก่อนนะครับ อ่า มัน generate รูปนี้มาให้ ซึ่งรูปนี้ก็ผิดอีก เช็คแล้ว อ๋อ generate ออกมาไม่ได้ ตอนนั้นติดเครดิตนะครับ อ่า ลองมาดูรูปนี้ generate ออกมาก็ไม่ตรง เห็นมั้ยครับ generate ออกมาไม่ตรง เหตุผลเพราะอะไร เหตุผลเพราะมันหา folder ไอ้ asset ตรงเนี้ยไม่เจอ อันเนี้ยจะเป็น trick อีกนิดนึงนะ ว่าถ้าเราสร้าง folder แล้วเราบอก folder เริ่มต้นให้มันแล้ว มันไม่รู้ว่าอยู่ไหน อ่า มันไปหา folder ในรูปไม่เจอ รูปที่ออกมามันเลยเพี้ยน โอเค อันนี้ก็จะเป็นเวอร์ชั่น 3 ตอนนี้ผมบอก folder มันเนี่ย เห็นมั้ย บอกว่า folder asset เป็น reference [เพลง] มันหาไม่เจอ หลังจากนั้นผมเลยบอกตรงๆเลย ครับ ใช้รูปใน folder demo asset เป็น reference อ่า เห็นมั้ย นะครับ อันนี้เราก็จะได้ตรงเลย เห็นมั้ยว่า อันเนี้ยแหละ เทคนิควิธีการสำหรับใครที่เอาไปใช้งานแล้ว generate ออกมาอาจจะไม่ได้ตามแบบ ก็จะ generate ออกมาเป็นแบบนี้ได้ โอเค เดี๋ยวลองดูตัวอย่างซิว่าได้มั้ย อ่า อันนี้เป็นเหมือนกับ infographic นะครับ เป็น media infographic ก็เป็นตาม prompt ที่บอกว่าเป็นสไตล์ minimal minimal list แล้วก็เป็น infographic มันก็จะออกมาเป็น poster โพสต์นี้จะเป็นโพสต์บน IG นะครับ ก็จะดูสินค้า อ่า เรามาดูรูปสินค้ากัน สินค้าของวันพฤหัสบดีโพสต์ caption คือ อ่า โต๊ะทำงานของคุณพูดอะไรเกี่ยวกับตัวคุณ ประมาณนี้ อ่า ออกมาเป็นหน้าตาประมาณนี้ ซึ่งก็คล้ายของจริง เรามาดู asset อันนี้ก็จะเป็นคล้ายรูปจริง เห็นมั้ยครับ ประมาณนี้ ตัวอย่างเนี่ยครับ ก็คือวิธีการใช้ work ในการ generate รูป เพราะฉะนั้น ตอนเนี้ย ผม generate ด้วย nano banana และคำถามคือ มันทำวีดีโอได้มั้ย ทำได้ เพราะเราเชื่อมกับ key.ai เพราะฉะนั้น เมื่อเราเชื่อม key.ai key.ai ไปดึง video ดึง video VO 3.1 1 ไปดึง video ตัวไหนที่คุณอยากใช้ C Dance C Dream หรือจะเป็น Quin หรือจะเป็นตัวไหน คุณสามารถไปดึงเรียกใช้แล้ว generate ผ่าน work ได้เลย เพราะฉะนั้น เวลาการทำงานมันก็ ส่งเรียบร้อยแล้ว อ่า พร้อมโพสต์แล้วนะครับ ทีนี้ถัดมาครับ สุดท้าย ช่วงสุดท้ายก็อยากจะให้ดูว่า สำหรับใครที่อยากจะสร้าง skill นะครับ อันนี้ผมเอามาฝากให้กับทุกคนที่ดูไลฟ์นี้เลย แล้วก็ใครที่เป็นนักเรียนคังแสง skill ทำลูก Image Gen ของตัว key ตัวเนี้ยครับ เอ่อ คุณสามารถกดดาวน์โหลดหลังจากจบไลฟ์นี้แล้วก็ติดตั้ง skill แล้วก็ใส่ให้ work สามารถ generate รูปผ่านได้เลย ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นนักเรียนคังแสง สามารถ copy prompt ตรงนี้นะครับ แล้วก็เอาไปคุยกับ แล้วก็ให้ทำงานคู่กับมันเนาะ เพราะฉะนั้น อันเนี้ย มันคือ [เสียงกระแอม] การบอกว่า ช่วยสร้าง skill ชื่อ image gen ให้หน่อย ผมอยากใช้ skill แบบนี้ โดยที่ใช้ nano banana ก็ทำตามขั้นตอนนี้เลยครับ เดี๋ยวจะคุยกับมัน แล้วเดี๋ยวมันจะสร้าง skill ให้ ส่วนใครที่อยากได้ content plan ที่ผมทำวันนี้นะครับ สำหรับนักเรียนคังแสงดาวน์โหลดได้อยู่แล้ว แต่ถ้าใครไม่เป็นนักเรียนคังแสง สามารถ copy skill ตรงนี้ไปใช้งานได้เลยนะครับ ก็สามารถสั่งแบบที่ผมบอก อ่า สร้าง content รายสัปดาห์ คุณสามารถเอาอันเนี้ยไปใช้งาน [เพลง] ได้เลยนะครับ แต่จะแตกต่างกันหน่อยนะ คือนักเรียนคังแสงของผมมี customize ทำให้มันละเอียดขึ้น ลึกขึ้น แล้วก็ใช้ง่ายขึ้น เอาแค่นี้ก่อน คุณสามารถใช้งานจริงได้ แล้วงานเนี้ยครับ คนที่ใช้จะเป็นใคร คุณเป็นเจ้าของ คุณสามารถทำ content และทำกราฟฟิก จบในตัวคุณเองได้เลย ถ้าเกิดคุณมีทีมงาน คุณลองวางแผนดูซิว่าทีมงานของคุณน่ะ คนไหนที่จะเริ่มมาลองใช้ workflow แบบนี้ดู อย่างที่บอกหลายคนยังติดภาพว่า เอ้ย นี่มันทำ content นี่คุณต้องให้ content เท่านั้น แต่ถ้า content งานโหลดแล้ว มันมีคนอื่นที่ทำได้ คุณก็ให้เขา ลองทำดู เพราะมันคือการพิมพ์ การ prompt หลักการมันคือใช้ความเข้าใจ ใช้ logic และเป็นการ setup เริ่มต้นนะครับ ถ้าอยากให้ง่ายที่สุด เจ้าของที่เป็นเจ้าของแบรนด์ หรือถ้าเราเป็นเจ้าของ อ่า สินค้าเอง หรือเป็น agency โฆษณา สิ่งที่เราต้องการทำอย่างแรกเลยก็คือ เก็บ brand brief แบรนด์ CI แบรนด์ Book แล้วก็ทำเป็น CRS.m ทำเป็น brand.md MD เอาไว้ให้ดี ถ้าเรามีพนักงานคนใหม่เข้ามา เรามีทีมงานใหม่เข้ามานะครับ เราก็แค่สอนว่า แบรนด์นี้คืออะไร แล้วก็โยนไฟล์ c.md กับ brand.md MD ใส่เข้าไปในโปรเจคนั้น ใส่เข้าไปในโฟลเดอร์นั้น เวลาเขียน เวลาเล่า content มันจะอยู่ในมาตรฐานที่เรากำหนด อ่า วิธีการตั้งค่าตั้งค่ายังไงนะครับ ให้เข้าไปที่ตัว Cork นะครับ กดเข้ามาที่ Cork นะครับ เราจะกดเข้าไปที่คำว่า Customize โอเคมั้ย กดเข้าไปที่ Customize หลังจากกดเข้าไปที่ Customize เสร็จนะครับ จะมีคำว่า connector connector ตรงเนี้ยครับ เราสามารถกดเครื่องหมายบวก แล้วกดคำว่า Browse Connector นะ มันจะเข้ามาที่หน้า connector ตัวนี้ เราพิมพ์เลยครับว่า Gmail ถ้าใครยังไม่เคยเชื่อม มันจะขึ้นเครื่องหมายบวกให้เชื่อมแบบนี้ คุณก็ลองเสิร์ชดูครับว่า ระบบของคุณน่ะ คุณใช้งานระบบอะไรบ้าง แต่ละธุรกิจ แต่ละอุตสาหกรรม แต่ละงานมีเชื่อมไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น คุณก็มาหาตรงนี้ครับว่า มันมีตัวให้เชื่อมอะไรบ้างที่คุณใช้บ่อย ใช้ประจำ กดเรียงตามอะไรดี Popular อ่า File System เชื่อมต่อ File System เชื่อมเชื่อมต่อไฟล์ PDF เชื่อมต่อ PowerPoint เชื่อมต่อ Google Chrome Figma Lead พวกเนี้ยเรากดเชื่อมต่อได้หมดเลย หลังจากเชื่อมเสร็จปึ๊บ เขาจะรู้จักกัน และเมื่อเขารู้จักกัน คุณก็จะสามารถสั่งงานได้เลย ยกตัวอย่าง เราจะกดเชื่อม Gmail กับเชื่อม Google Calendar จังหวะที่กดเชื่อม อ่าครับ เขาจะให้ login ธรรมดาเลย สมมุติว่าเรากดเครื่องหมายบวกแบบนี้ อึนะครับ มันก็จะเข้ามาหน้ารายละเอียดว่า ไอ้ตัว connector เนี้ย มันทำงานยังไง เรากด install เรากด install มันก็จะเป็นเหมือนดาวน์โหลดโปรแกรมเข้ามาในเครื่องเรานั่นเอง แต่ถ้าเราใช้เป็น Gmail หรือ calendar นะครับ เราก็จะต้องมี login อันนี้ เดี๋ยวผมลองเชื่อมตัวนี้ เรา login ธรรมดาง่ายๆเลย เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าใครจะทำตาม เชื่อม Gmail แล้วก็เชื่อม calendar หลังจากเชื่อมเสร็จแล้วมันจะเป็นยังไง เราก็เข้ามาที่ตรง connector ตรงนี้ เราจะเห็นเลยว่า Gmail อยู่ตรงนี้ อ่า Calendar อยู่ตรงนี้ Google Drive อยู่ตรงนี้ ผมเชื่อมมาหมดนะ เราก็มาดูใน Gmail ครับว่า Gmail เนี่ย ให้ทำอะไรบ้าง อ่าน only นะครับ Lead only ทำอะไรได้บ้าง ให้เขียนด้วยมั้ย เขียนทำอะไรได้บ้าง เต็มที่เขียนคือแค่ draft ถ้าเราใช้ Gmail เชื่อม Gmail นะ อ่า work จะมีแค่ให้ขึ้น draft email เท่านั้น ไม่มีให้กดส่งอัตโนมัติ เต็มที่คือระบบ draft ให้ หน้าที่คือต้องเป็นคนกดส่ง อ่า ดูอีเมลต่างๆนานา ก็ดูที่ตรงนี้ Send Calendar ทำอะไรได้บ้าง ก็จะมี Lead มีไกด์ คือสร้าง calendar ได้ Delete calendar ได้ อะไรที่คุณจะอนุญาตก็กดอนุญาต Always allow ก็คืออนุญาตไม่ถามเลย แต่ว่าถ้าอันนี้ก็คือ Need approve เขาต้องขออนุญาตก่อนทุกครั้งที่เราบอกว่า สร้างปฏิทิน บอกว่าลง calendar วันนี้ตอน 17:00 น.หน่อย เราเลือกเป็นอันกลางก็คือจะต้อง need approve ก็คือต้องขออนุญาตเราก่อน ผมเชื่อมกับ key ผมเชื่อมกับ Gamma ทำสไลด์ ผมเชื่อมกับ Canva ทำสไลด์ นั่นหมายความว่า ผมสามารถคุยกับ work คุยกันจนถึงได้หัวข้อสไลด์อะไรเรียบร้อย และผมแค่สั่งว่า ไปสร้างสไลด์ใน Canva ให้หน่อย เขาก็จะเอาที่เราคุยกันไปสร้างใน Canva เรากดเปิด Canva เราก็จะมีสไลด์อยู่ใน Canva โอเคมั้ย เพราะฉะนั้น ช่วงแรกที่เราจะต้องทำคือต้อง set connector ก่อน หลังจากเรา set connector เรียบร้อย ซึ่งวันนี้จะเป็น Gmail กับ calendar นะครับ เราก็จะเข้ามาที่การใช้งานเลย อ่า เราเริ่มใช้งานแบบ basic พื้นฐาน ยังไม่ต้องเลือก folder อะไรเลยนะครับ สมมุติว่าเราเชื่อม Gmail เรียบร้อยแล้ว เรากดมาที่ New Task New Task เสร็จ ถ้าเราจะเช็ค นะ เราเช็คตรงนี้ได้ กดเครื่องหมายบวก กดดู connector มันจะขึ้นตรงนี้เร็วๆครับ ว่ามีตัวไหนที่เปิดใช้งานอยู่ ตอนนี้ผมเปิด Gmail อยู่ใช่มั้ย ผมลองดูซิว่า อ่า สรุปเมลวันนี้ โอเค ถ้าเราเชื่อม connector หรือเชื่อมกับ Gmail แล้ว มันจะรู้ทันที ว่าเราจะไปเรียกเครื่องมือตัวไหนนะครับ มันก็จะไปเรียกเครื่องมือที่เป็น Gmail นะครับ แล้วมันก็จะสรุป นี่ไง ไป search Gmail ซึ่ง Gmail เนี้ย ก็เป็น Gmail ที่เราเขาเรียกว่าอะไร เรา connect มาแล้ว วิธีการทดสอบง่ายๆนะครับ ก็คือเราเข้าไปที่ Customize Connector กดเชื่อมให้เรียบร้อย กดดูซิว่ามันทำงานมั้ย แล้วดูว่า ถ้ามันทำงานก็พิมพ์คำว่า เช็คอีเมลหน่อย มันก็จะสรุปอีเมลมาให้ เห็นมั้ยครับว่าวันนี้มี urgent มี lead แล้วก็มีข้อมูลต่างๆนะ ครับ ให้โทรติดต่อ มี lead มีข้อมูล วันนี้เมลไม่เยอะ แต่มี lead ใหม่น่าสนใจมากนะครับ อันนี้ก็จะเป็นการใช้ connector นะครับ โอเค ถัดมา เมื่อเราเชื่อมกับ Gmail ก่อนและเราเชื่อมจาก Calendar เราต้องมาหา use case ในการใช้งานนะครับ วันเนี้ยจะสอนเรื่อง use case การใช้งาน หลังจากเราเชื่อม connector หรือเรียกว่า MCP เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ตอนเนี้ย ทุกสัปดาห์เนี่ย เราทำอะไรบ้าง เราเช็คเมลถูกมั้ย ทุก 1-2 ชั่วโมงต่อวัน บางธุรกิจมีเมลสำคัญเข้ามา เราไม่ว่างในไม่ว่างในการเช็ค เราอาจจะทำงานอย่างเดียวเลย เราไม่ได้ว่างนะครับ ดู performance ทุกๆ 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ไม่รู้ว่าอะไรทำเงินหรือทำ report 5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลูกค้าไม่แฮปปี้ ความหมายคืองานอะไรก็ตาม ย้ำอีกทีนะ งานอะไรก็ตามที่ทำซ้ำแล้วใช้เวลาทำนาน เราให้ AI มาช่วยทำงานได้ วันเนี้ยเราเชื่อมกับ Gmail ได้ เราเชื่อมกับ Calendar ได้ เราเชื่อมกับ Google Drive ได้ เราเชื่อมกับ PowerPoint เราเชื่อมกับ Excel เราเชื่อมได้เสร็จแล้ว เราลองมาถามตัวเราเอง ว่างานที่เราทำทุกวันเนี้ย มีงานอะไรบ้างที่มันต้องทำซ้ำ ลองคิดเลย [เพลง] ครับ แต่ละวัน อะไรทำซ้ำ แต่ละสัปดาห์ อะไรทำซ้ำ และแต่ละเดือน อะไรทำซ้ำ เราเลือกมา 1 งาน และเราดูซิว่ามัน connect กับอะไร และเราลองทำกับ work และลองลดระยะเวลาในการทำงานตรงนี้ลง Use Case ที่ 1 Lead Follow นะ ครับ ผมขอยกเคสนี้แล้วกัน Lead Follow อัตโนมัติ สำหรับใครที่ใช้อีเมลเป็นประจำ ลูกค้าจะต้องติดต่อมาทางอีเมล เมื่อลูกค้าติดต่อมาทางอีเมล ก็จะมีทั้งเมลที่ไม่สำคัญ เมลไม่จำเป็นเป็น และเมลด่วนนะครับ สิ่งที่เราจะทำก็คือ ปกติเราทำซ้ำมทุกวัน เปิดอีเมลดูข้อมูลอีเมลดูทุกวันเลย แล้วเวลาวันไหนที่ต้องดู บางคนดูถี่มาก บางวันไม่มีเวลาว่างดูอีเมลได้แค่ตอนเย็น หรือบางวันไม่ได้ดูอีเมลเลย ลืมไปเลย เหตุผลเพราะว่างานเยอะมากเลยพลาดตรงนี้ไปนะครับ ทำไม lead ถึงสำคัญก็คือ ถ้า lead เข้ามาแล้ว เราปิดช้าหรือไม่ปิดเลย หรือมีปัญหาในการปิด ก็คือแน่นอนว่าเสียเงินทันทีครับ lead เข้ามาแล้วเราปิดไม่ได้หรือช้า นั่นเอง เอ่อ Harvard Business Review ครับ บอกว่าปิดการขายได้ ถ้าเราสามารถตอบ lead ภายใน 1 ชั่วโมง จะปิดการขายได้มากกว่า 7 เท่า นะครับ 50% เลือก lead จากคนที่ตอบก่อนนะครับ หมายความว่าอะไร หมายความว่า ถ้าธุรกิจของคุณน่ะ มีการแข่งขันเงินสูง แล้วลูกค้าส่งอีเมลเข้ามา แล้วเราใช้เวลานาน แต่เวลาลูกค้าส่ง เขาอาจจะส่งไปที่หลายเจ้าพร้อมกัน คนที่ตอบก่อน ตอบเร็ว มีโอกาสที่จะปิดได้มากกว่าคนที่ตอบช้า เพราะฉะนั้น เมื่อเรา รู้ปัญหาตรงนี้แล้วเนี่ย เราจะใช้ AI เข้ามาช่วย เพื่อทำให้ระยะเวลาในการเห็น lead และตอบเนี่ย มันสั้นลงนะครับ ไม่ต้องใช้เวลาแรงเราอ่ะ เข้าไปตลอดเวลา อ่า เราก็ ผมก็มีตัวอย่างให้ครับ ว่าเราจะทำงานยังไง โอเคนะครับ อย่างแรกเลย เราจะเริ่มจากตัวนี้ก่อนนะครับ ในเอกสารให้ setup วิธีการ setup หมดแล้วนะครับ เรามาดูในสเต็ปที่ 1 กัน สเต็ปที่ 1 คือปัญหาลูกค้าส่งเมลมา

แล้วไม่ตอบ 2 ชั่วโมง โอกาสปิดได้ยาก ลดลง 50% แต่จะให้มานั่งเช็คเมลทุก 2 ชั่วโมงแบบนี้หรอ จริงๆมันก็เป็นไปไม่ได้ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นเราจะใช้ Cowork ช่วยแก้ไขปัญหา ยังไงอ่า เบื้องต้นนะครับ เมื่อเราตอนนี้เราเชื่อมกับตัว Gmail เรียบร้อยแล้วถูกมั้ย เราเชื่อมกับ Gmail เรียบร้อย เพราะว่ามันเข้าไปดู Gmail ตรงนี้ได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำไม่ใช่ว่าช่วยสรุปอีเมลหน่อย เราจะยกระดับให้มันเข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเราจริงๆ สำหรับใครที่เป็นอ่าคนทั่วไปไม่ได้เป็นนักเรียนคลังแสงนะครับผมก็จะแนะนำให้คุณใช้ Prompt นี้ก็คือ หาเมลที่เป็น Lead ใหม่จาก Inbox ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แยกเป็น Lead ใหม่ที่ยังไม่ได้ตอบ เร่งด่วน แยกเป็นต้อง Follow up และเมลทั่วไป แต่ละ Lead สรุปว่าอะไรยังไง เซฟไฟล์เอาไว้อยู่ใน Lead Summary วิธีการก็คือ Copy Prompt อันนี้ไว้ แล้วเราก็เข้าไปที่ Cowork แล้วก็เลือก Folder ซึ่งโฟลเดอร์ที่เลือกเนี่ย คุณจะเลือกโฟลเดอร์อะไรก็ได้ เพราะมันจะต้องเซฟเข้าโฟลเดอร์นั้นนะครับ ผมเตรียมโฟลเดอร์เอาไว้สำหรับวันนี้ ก็คือโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Demo Data ผมเตรียมอ่าโอเค ผมเตรียมไฟล์เอาไว้ครบหมดเลยนะครับ อันนี้ไฟล์ Demo ทั้งหมดที่ผมจะ Live วันนี้ที่จะ Demo ให้ในวันนี้นะครับ เดี๋ยวจะอธิบายทีละส่วน คือเราก็เลือกโฟลเดอร์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเมื่อเราเลือกโฟลเดอร์เสร็จเรียบร้อย ในตัว Prompt บอกว่าหาเมลที่เป็น Lead ใหม่ แล้วสุดท้ายก็คือเซฟอยู่ใน Folder Lead/Lead Summary ถูกมั้ยฮะ อันเนี้ยก็คือ Prompt ที่ทุกคนสามารถเอาไปได้

แต่สำหรับนักเรียนคลังแสงนะครับ ผมทำเป็น Skill เอาไว้ให้ หมายความว่าอะไร หมายความว่าคุณสามารถเข้าไปที่ Classroom หลังจาก Live นี้จบนะ แล้วก็โหลด ดาวน์โหลดตรงนี้ Skill ที่ชื่อว่า Skill Lead Follow up กดดาวน์โหลดมา หลังจากดาวน์โหลดเสร็จนะครับ ก็ให้เข้าไปที่ Cowork เหมือนเดิม แล้วก็เข้าไปที่ Customize เหมือนที่ผม Live มาหลายๆอาทิตย์แล้วนะ ก็คือเข้าไปที่ Skill แล้วเราก็กดบวก กด b อ่ะ โทษที กดบวก กด Create Skill แล้วกด Upload Skill แล้วก็อัปโหลด Skill ที่ผมให้มาที่อยู่ในคลังแสงนะครับ อันนี้ของผมติดตั้งเรียบร้อยแล้ว Skill จะเป็นยังไง อันนี้คือ Skill Lead Follow up เนาะ หน้าตาของมันก็จะ เป็นแบบนี้ว่าเอ่อ ถ้าคุณพิมพ์คำว่า เช็ค Lead Lead ใหม่ Follow up เช็คอีเมล ลูกค้า ลูกค้าใหม่เนี่ย หน้าที่ของมันคือจะเข้าไปเช็ค Gmail นะครับ ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แล้วก็ Lead ใหม่มันจะแยกออกมาเป็น Lead ใหม่ Lead Follow up และ Mail ทั่วไป มันจะเป็นแบบนี้ Set [เพลง] เอาไว้ เซฟไฟล์ลงโฟลเดอร์ไหน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นนักเรียนคลังแสง เราไม่ต้องพิมพ์ยาวครับ เราพิมพ์แค่ประโยคนี้ก็พอ พิมพ์แค่ว่า เช็ค Lead ใหม่ แค่นี้เราก็ Copy คำนี้มาแล้วเราพิมพ์คำว่า เช็ค Lead ใหม่ Enter ผลลัพธ์ที่เราได้จะเข้าไปทำตาม Skill ที่เราติดตั้ง อย่างที่ผมบอก Skill มันจะมีทำ 1 ทำ 2 ทำ 3 ทำ 4 ใช่ไหม เรา Set เป็น Skill เราพิมพ์ประโยคว่า เช็ค Lead ใหม่ ทุกครั้งที่เราพิมพ์มันจะไปเลือก Skill นะครับ แล้ว Skill ที่มันเลือกมันก็จะทำออกมาเป็น To do list แล้วผลลัพธ์ที่ได้ออกมามันจะเป็นผลลัพธ์แบบนี้ อ่า ผมให้ดูผลลัพธ์สุดท้ายเลยแล้วกันนะครับ เราจะได้หน้าตาแบบนี้ เช็ค Lead ใหม่ เจอเมลที่น่าสนใจ อันนี้เป็น Mock up นะครับ เป็น Mock up เจอ Lead ใหม่ 2 Line อ่า มีคนสมัคร Affiliate 1 Line และอีเมลทั่วไป 4 ฉบับ ตอนนี้ได้ Draft อีเมลสำหรับ Lead เร่งด่วน อ่า ความพิเศษของมันก็คือถ้ามี Lead ไหนเร่งด่วน Skill จะ Draft ขึ้น Draft อีเมลให้เลย แล้วก็หลังจากนั้นก็จะขึ้น Draft อีเมลให้นะครับ อันนี้คือ Draft อีเมล Draft อีเมลตรงนี้ให้นะครับว่า สอบถามเรื่อง Private ขอบคุณมากครับ เนี่ย นี่เป็น Mock up นะครับ ขอคุย นัดหมายตารางเป็นยังไง หรืออันนี้ถ้าทักมาจาก Line Copy ประโยคนี้ส่งได้เลยนะครับ และตรงนี้เป็น Lead Summary คือถ้าเราบอก เช็ค Lead เสร็จปุ๊บมันจะ Summary และสรุปมาให้เป็นไฟล์ อ่า ลองมาดูสิ่งที่ผมพิมพ์เมื่อกี้ นะ เช็ค Lead กำลังเช็คอยู่ กำลังทำ Draft อ่า ทำ Draft Reply เลย เดี๋ยวไปดูใน Gmail กัน ตอนนี้มันกำลัง Draft อีเมลให้ เพราะว่ามันมี Lead เร่งด่วนอยู่ เมื่อมี Lead เร่งด่วน เราพิมพ์แค่ว่า เช็ค Lead ใหม่ มันเจอ Lead ปึ๊บ มัน Draft อีเมลให้เลย หน้าที่ของเราก็คือเพียงแค่เข้าไปที่ Gmail แล้วก็มาอ่าน Draft ที่มันเขียน และเราก็มีปรับแก้แล้วกดส่ง จะเห็นว่าระยะเวลาเนี่ยสั้นลงมั้ย เราตั้งแต่ที่เราพิมพ์คำว่า เช็ค Lead มันเข้าไปดู Lead ใน Gmail เมื่อเราดู Lead ใน Gmail เสร็จ มันเจอ Lead ใช่ ตรงนี้มี Brand Brand MD ด้วยนะครับ ก็คือตรงตาม Brand Cater ของเรา แล้วมันก็เขียนแล้วก็เซฟสรุปไฟล์เอาไว้ในโฟลเดอร์ Lead โอเค อันนี้มันขึ้นมาให้แล้วเนาะว่าเจอ Lead ใหม่อันนี้นะครับ มี Priority ขึ้น Reply ให้เลย ดูสิ มันขึ้น Draft Reply ให้เลย Draft อีเมลให้เลย อีเมลแบบนี้ที่สนใจนะครับ ขึ้น Draft ให้หมดเลย แบบนี้เราสามารถติดต่อแล้วปิดการขายได้เลย Copy ข้อความนี้ไปแล้วขึ้นได้เลย อ่า อันนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ที่ขึ้น Draft แล้วก็ Lead Summary ข้อมูลทั้งหมดว่ามี Lead ใหม่เท่าไหร่ มี Wedding List เท่าไหร่ อะไรยังไง ตัวนี้คือ Skill ที่ 1 ที่เรียกว่า Skill Lead Follow up อันนี้เรา Connect Google ถูกมั้ยครับ Lead Follow up Skill ที่ 1 สำหรับใครที่เป็นทั่วไปนะ ครับ นักเรียนทั่วไป Copy ข้อความนี้แล้วไปโพสต์ เราจะได้ข้อความคล้ายๆกับแบบเมื่อกี้ ส่วนอันที่ 2 เราอยากให้เค้า Draft อีเมลให้เราก็สั่งคำสั่งที่ 2 ครับว่า Reply ให้ Lead ที่สำคัญที่สุดจากที่สรุปมาก็ Copy ตรงนี้ไปแปะในงานให้เราเลย ถ้าเราเป็นนักเรียนคลังแสงเราบอกว่า Draft Reply ให้ Lead ที่เร่งด่วนที่สุดนะครับ พิมพ์แค่ประโยคนี้มันจะเข้า Skill ในการ Draft อีเมลให้เลย หลังจากนั้นเรามาดูในโฟลเดอร์ Folder นี่มีโฟลเดอร์ Lead ขึ้นมาแล้วใน Lead ก็จะมีอะไรครับ มี Lead Summary ของวันนี้ เห็นมั้ย 26 เดือน 4 วันที่ 8 Draft Draft อีเมลแต่ละ Line ขึ้นแบบไหน ขึ้นยังไง ลดเวลาไปได้พอสมควรเลยถูกมั้ยครับ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเราสามารถตั้ง Schedule ได้ ตั้ง Schedule หมายถึงว่าถ้างั้นทุกๆ 2 ชั่วโมงตั้งแต่เวลา 8:00 น. - 18:00 น. สมมุติว่าใครทำงานบริษัท เข้างาน 8:00 น. - 18:00 น. จันทร์ถึงศุกร์นะครับ เรา Set Schedule เลย อ่า กดกลับมาที่หน้า Lead เมื่อกี้ นะ หน้า Lead ของผมตรงนี้ เมื่อเราลอง Test ละว่า 1 ระบบมันไปดึงอีเมลมาได้ 2 มันทำออกมาเป็น Template ที่เราพอใจแล้ว 3 เราจะ Set ให้มันอัตโนมัติ เราก็เอาประโยคนี้ที่ Copy จากตรงนี้มานะครับ ตั้ง Schedule เช็ค Gmail ทุก 2 ชั่วโมง 8:00 น. - 18:00 น. จันทร์ถึงศุกร์ ถ้ามี Lead ใหม่ สรุป Lead ให้ใส่วันที่แบบนี้ แล้วก็ให้ Draft Reply เช็คดูความเร่งด่วน ถ้าไม่มี Lead ใหม่ไม่ต้องทำอะไร เปรียบเทียบกับ Lead จาก Run ก่อนหน้า ถ้ามี Lead ไหนส่งมา 2 ครั้งให้ Flag ว่าเร่งด่วนมาก คีย์เวิร์ดคำว่า ตั้ง Schedule นะครับ อ่า ก่อนที่ผมจะสั่งนะ เราไปดูใน Schedule กัน Schedule ผมมี Morning Brief กับ Weekly E-commerce Report นะครับ เราเข้ามาตรงหน้านี้แล้วผม ตั้ง Schedule อ่า ระบบก็จะไปตั้ง Schedule ทุกๆ 2 ชั่วโมง มันจะเข้าไปเช็คใน Gmail ถ้ามี Lead ใหม่ใน 2 ชั่วโมงนั้น มันจะมาแจ้งเรา และมันก็จะขึ้น Draft อีเมลให้เราทันที หน้าที่ของเราก็คือเพียงแค่กดส่งเท่านั้นเอง ระหว่างนี้มันก็ จะเข้าไปสร้าง Schedule ตั้งเวลาให้เรียบร้อยนะครับ ระหว่างนี้รอตรงนี้ โอเค ก่อนและหลัง ถ้าก่อนที่เราจะใช้ Cowork ตัวนี้ คุณต้องมาเช็คอีเมลตลอดเวลา พลาด พลาด Lead บ่อย ตอบช้า เสียลูกค้า After หลังจากนั้นก็คือ AI เช็คทุก 2 ชั่วโมงครับ อัตโนมัติ มี Draft อีเมลรอเลย ตอบเร็ว ปิดการขายก่อน [เพลง] คู่แข่ง เพราะงั้นลองนึกภาพในการเป็น Use Case ธุรกิจจริงๆอ่ะครับ สมมุติว่าธุรกิจของคุณเป็นเอาง่ายๆนะ ยกตัวอย่างเช่น Solar Sale อ่า สมมุติขาย Solar Cell นะ ตอนนี้พอดีผมกำลังจะติด Solar Cell พอดีแล้วก็ทำ Research ทำข้อมูลอะไรอย่างเงี้ย ผมก็เห็นหลาย Case มี Case Case นึงเขาใช้ในการส่ง Proposal และส่งเร็วและดีด้วยนะ วิธีการ ลองนึกภาพครับว่าคนที่สนใจเขาอาจจะคุย ผ่าน Line และเราอาจจะคุยกับเขาว่า โอเค ถ้าติดต่อข้อมูลหรืออะไร ขออีเมลเพื่อจะส่งเอกสาร เราสามารถ Set ให้เป็นทำ Presentation แล้วก็เอาข้อมูลของลูกค้ามา ลูกค้าเป็นบ้านขนาดไหน ต้องการติดเครื่องแบบไหน อะไรยังไง เราเอาข้อมูลเหล่านั้นมาใส่เข้าไปใน Cowork หน้าที่ของเราก็คือ Set ระบบเอาไว้ว่าถ้ามีลูกค้าสนใจ ส่งข้อมูลของลูกค้าและสเปคที่เขาสนใจ ให้ขึ้นเป็น Proposal หรือเป็นไฟล์ PDF ในไฟล์ PDF ก็จะใส่ชื่อลูกค้า ใส่ข้อมูลลูกค้า แล้วก็ตั้งเวลาให้ขึ้นอีเมลพร้อมส่งงานได้เลย อันนี้ก็จะใช้ตัว Connector ก็คือ Gmail เหมือนกัน แล้วเราก็ใช้ Connector ที่การทำสไลด์ อาจจะเป็น Canva อาจจะเป็น PowerPoint หรือจะเป็นในส่วนของ Grammarly ในการขึ้นสไลด์ [เพลง] นะครับ แล้วก็ขึ้น Email จะเห็นว่าตั้งแต่ที่คุยกับลูกค้าจนถึงทำส่งให้กับลูกค้า เนี่ย เราลองนึกภาพว่าอะไรที่มันเสียเวลา ทำซ้ำ เอา AI มาช่วย เอามาช่วยแล้วมันจะลดระยะเวลาได้มากเลยจริงๆ โอเค ขั้นตอนนี้มันกำลังจะตั้งและนะครับ ผมก็กดอนุญาตให้มันตั้ง เมื่อตั้งเสร็จ สิ่งที่จะได้มาคืออะไร มันก็จะตั้งทุกวันตอน 8:00 น. 10:00 น. 12:00 น. 16:00 น. และ 18:00 น. จันทร์ถึงศุกร์ เท่านั้น มี Lead ใหม่ สร้างไฟล์นี้อัตโนมัติทันทีนะครับ พอเข้าไปดูใน Schedule จะเห็นว่าเรามี Lead Follow up เพิ่มขึ้นมา Lead Follow up ตัวนี้นะครับ ก็จะเป็นหน้าตาแบบนี้เลย มันจะส่งอีกทีนึงตอน 8 ตอน 18:00 น. นะครับ ตอนนี้ 16:00 น. เพิ่งส่งรอบก่อนสุดท้ายไป 18:00 น. คงจะส่งรอบสุดท้าย แต่ถ้าเราจะ Test เมื่อเราตั้ง Schedule เสร็จ เรากด Run Now ครับ Run Now นี่ไง มาและ Schedule Schedule ตรงนี้ก็จะเป็น Lead Lead ตรงนี้ก็จะเป็น Lead ที่เพิ่มเข้ามา มันจะทำอัตโนมัติแบบนี้เลย เห็นมะว่าทุกๆ 2 ชั่วโมง พอถึงเวลาที่กำหนดมันก็จะมารัน Gmail ตรงนี้ หลังจากรัน Gmail ตรงนี้เสร็จ มันก็จะสรุปมาให้นะครับ เจอ Lead ใหม่อะไรก็ว่าไป อันนี้ก็คือในส่วนของหัวข้อ Lead นั่นเอง อ่า ระหว่างที่รอ มันก็จะไปทำตามที่ เรากำหนดเอาไว้ นี่คือรอบประมาณรอบพิเศษ คือรอบ 16:00 น. กว่าจริงๆมันจะต้องเป็นรอบ 18:00 น. นะครับ อ่า อันนี้คือ Lead นะ เดี๋ยวมาดูกันว่า นี่คือ Lead Follow up จะเห็นว่า Follow up ตัวนี้เรียบร้อยเลย เห็นไหมครับ ตัวที่ 2 เราไปเร็วๆ ตัวที่ 2 Content Performance ครับ Content Performance ก็คือโพสต์ทุกวัน แต่ไม่รู้ Data ณวันนี้คือ โอ้โห Channel มันเต็มไปหมดเลย Facebook IG YouTube TikTok Shopee Lazada ไหนจะเว็บไซต์ ตัวเอง ไหนจะอยู่ โอ้โห เต็มไปหมดเลย ข้อมูลกระจัดกระจายมาก แล้วถามว่าเราต้องรู้ข้อมูลเหล่านั้นมั้ย เราต้องรู้ อย่างเช่นเรา รู้มั้ยว่า YouTube ที่เราทำ Content Feedback เป็นยังไง Facebook IG YouTube TikTok Stat เป็นยังไง เราอยากรู้ แต่มันไม่มีคนทำ เราต้องใช้คนเข้าไปทำ วิธีการคือเราสามารถให้ Cowork ช่วยทำได้ เราเป็น Creator ทำ Content มา เรารู้มั้ยว่า Content ไหนขายดี Content ไหนต้องทำต่อ เราเป็นเจ้าของร้านกาแฟ เราเป็นเจ้าของคอนโดที่มี Social Media มีคนดูเป็นแสนเลย แต่รู้มั้ยว่ามันทำเงินมั้ย ระบบ Report ของทุกแพลตฟอร์มทุกเจ้ามีหมดครับ TikTok Studio YouTube Studio Facebook Inside นะครับ Shopee Lazada มีข้อมูลหมดเลย แต่เราไม่มีข้อมูลตรงนี้ หน้าที่ของเราทำยังไง หน้าที่ของเราคือเราเอา Data กด Export กดดาวน์โหลด Data ข้อมูลจากทั้งช่องทาง Social Media ต่างๆ เอามารวมกันเอาไว้ หรือถ้าใครเป็นบริษัท ใครเป็นใครมีพนักงานในการกรอกตัวเลขอยู่แล้ว อย่างเช่นบางบริษัทกรอกกรอกตัวเลขทุกวัน กรอกยอดขายทุกวัน จอกตัวเลขต่างๆทุกวัน เราเอาเอกสารตัวนั้นมาให้ AI ช่วยในการวิเคราะห์ แล้วก็สรุปมาให้ในทุกๆ สัปดาห์ อย่างเงี้ย จะช่วยทำให้เราสามารถทำงานได้ดีมากขึ้น จาก HubSpot ครับ เขาบอกว่า การวิเคราะห์ข้อมูลทุกสัปดาห์ จะทำให้ธุรกิจเราโตเร็ว 3 เท่า หมายความว่าเราทำธุรกิจแบบตาไม่บอดอ่ะครับ สมมุติว่าสัปดาห์เนี้ยเราโพสต์ Content ไป 20 Content ทุกแพลตฟอร์ม เราต้องรู้ว่า 20 Content นั้นผลลัพธ์เป็นยังไง Stat เป็นยังไง และเราจะต้องทำอะไรเพิ่ม และอะไรที่เราไม่ควรทำ คนที่วิเคราะห์ทุกสัปดาห์ HubSpot บอกว่าธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตมากกว่าธุรกิจที่ไม่ได้ทำเลย โอเค พร้อมสำหรับคนทั่วไป และพร้อมสำหรับนักเรียนคลังแสงนะครับ เราก็ใช้วิธีนี้เลยนะครับ เข้ามาที่คอร์ส Cowork เหมือนเดิมนะครับ กด New แล้วก็ใช้โฟลเดอร์ Demo เหมือนเดิมนะครับ อ่า Prompt ที่ผมจะแจกให้กับทุกคนนะครับ เราสามารถเข้าไปที่ตรงนี้ Content Performance Tracker อ่านไฟล์ Social Media Data แล้วเปรียบเทียบข้อมูลเป็น Performance แบบนี้ อ่า ทีนี้เราไปดูไฟล์กัน ไฟล์ที่ผมเตรียมเอาไว้ อ่าครับ หน้าตาเป็นยังไง จริงๆมันก็เป็นไฟล์ข้อมูลธรรมดาเลย ตรงเนี้ย Social Media Data แบบเนี้ยครับ อ่า Content วันที่ 24 มีโพสต์ Facebook 1 เป็น Content Colossal ค่าการเข้าถึง หรือค่า Reach 400,000 ค่า Engagement เม้น์ 3,000 ค่าไลก์ ค่าคอมเมนต์ ค่าแชร์ ค่าเซฟ ค่าคลิก เป็นเท่าไหร่ Instagram ตัวเลขเป็นยังไง TikTok ตัวเลขเป็นยังไง ข้อมูลตรงนี้บางธุรกิจ หรือบางคนกรอกมือให้ทีมกรอกสรุปในแต่ละวัน ถ้าเกิดใครบอกไม่กรอกมือเรากดดาวน์โหลดข้อมูลมาเก็บรวบรวมกันก็ได้ หน้าที่ของเราก็เพียงแค่เอาไฟล์โฟ เอาไฟล์เนี้ยมาใส่อยู่ในโฟลเดอร์การทำงานของเรา ตั้งชื่อเอาไว้ให้เรียบร้อย อาจจะมีหลายไฟล์ก็ได้นะ ไฟล์ Social Media Facebook Social Media TikTok หรืออะไรก็ว่าไป ตั้งชื่อเอาไว้ให้เรียบร้อย หลังจากนั้น เราเข้ามาที่ Cowork แล้วเราก็แปะแบบนี้เลย ครับ แปะแบบนี้เลย อ่านไฟล์ Social Media Data วิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลตรงนี้ปรับตามความต้องการของเราได้เลย ส่วนนักเรียนคลังแสงแน่นอนผมมี Skill ให้ดาวน์โหลด Skill ที่ชื่อว่า อ่า Content Performance Tracker แล้วก็ติดตั้งเหมือนเดิมได้เลยนะครับ เวลาสั่งงานสั่งยังไงสั่งแค่นี้ครับ เช็ค Performance สัปดาห์นี้ อ่า สมมุติว่าเราเช็ค Performance สัปดาห์นี้แค่นี้ [เพลง] เค้าจะรู้ครับว่าไฟล์ในเครื่องเรา หรือในโฟลเดอร์เรามีเอกสารอะไร และเอกสารตัวนั้นเป็นเอกสารสำหรับข้อมูลที่เราจะเอามาวิเคราะห์ ผมลองคิดตัวอย่างง่ายๆนะ สมมุติว่าวันจันทร์เราต้องประชุม และต้องดูตัวเลข ตัวเลข Report ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือตัวเลขยอดขาย ทุกวันจันทร์ วันอาทิตย์ หรือไม่ก็ อ่า วันอาทิตย์แล้วกัน คุณอัปเดตตัวเลขทั้งหมดเข้าไปในไฟล์เอกสาร จะเป็น Google Slide เป็น Excel หรืออะไรก็ว่าไป อัปเดตเอกสารตัวนี้ให้เรียบร้อย ทุกวันอาทิตย์ คุณก็มาพิมพ์ประโยคคำเนี้ย เช็ค Performance สัปดาห์นี้ หรือถ้าเกิดคุณอยากให้ข้อมูลมัน Real Time ตอนเช้า สมมุติเราประชุมตอน 9:00 น. ตอน 8:00 น. เราอาจจะมาพิมพ์ตรงนี้ เช็ค Performance สัปดาห์นี้ มันก็จะไปเอาข้อมูลทั้งสัปดาห์มา แล้วก็เช็ค แล้วก็สรุปให้ออกมาเป็นเอกสารพร้อมที่จะ Present ได้เลยทันที ลองนึกภาพว่าคุณหน้าที่ของคุณคือเตรียมข้อมูล แค่นั้นเอง ทุกวันอาทิตย์ไปดาวน์โหลดไฟล์ อ่า Stat ใน TikTok Facebook IG Shopee Lazada ดาวน์โหลดทุกไฟล์มากองกันเอาไว้ วันจันทร์กดให้มันวิเคราะห์ข้อมูล แล้วทำออกมาเป็น Performance Tracker ดูข้อมูลเป็น Report อ่า ผมให้ดูผลลัพธ์เลยละกันนะ ครับ อันนี้ผมทำ Demo มาแล้วก็คือผมพิมพ์คำว่า เช็ค Performance มันก็จะไปหาข้อมูลใน Sheet ข้อมูล 2 สัปดาห์ ข้อมูลอัปเดตล่าสุดเป็นแบบไหน มันก็เลยสร้างออกมาเป็น Performance Report มาให้ Performance Report หน้าตาเป็นแบบนี้ อ่า สัปดาห์ที่ 24-23 นะครับ สัปดาห์นี้ Stat เป็นยังไง เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น เห็นมั้ยครับ เอ่อ Performance เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์ม TikTok ยอดสูงขึ้น Case Study คือจากคนที่ไม่ใช้ Text แต่อ่า อันนี้ก็คือ Stat ดีสุดทะลุ ล้านนะครับ Content 1 สัปดาห์ ได้ทำ Content 1 สัปดาห์ใน 5 นาทีด้วย AI Content นี้บน TikTok 100,000 Reach 9,800 Engage Head ลทำไมดี Head ล Point เห็นมั้ยครับ Skill [เพลง] สร้าง Skill ให้ AI ทำงาน 30 วินาที Stat ดี Content ที่ไม่ดีคือสร้าง Brand MD ให้ AI รู้จักแบรนด์ ทำไมถึงแย่คือ Technical เกินไป พร้อมกว้างบ้าง ทำไมได้ถึงผลลัพธ์แย่ อันนี้ก็จะแบบ มันก็จะรู้เลยเห็นมั้ย ว่า Content ที่ดีคืออะไร Content ที่ไม่ดีคืออะไร เปิดมาวันจันทร์ทำไงครับ วางแผนที่จะต่อยอด Content ที่ดี และปรับแก้ Content ที่ Performance ไม่ดี เพราะฉะนั้นอาทิตย์นี้เราจะได้ Content ที่พัฒนาไปข้างหน้า ไม่ได้อยู่กับที่ หรือถอยหลังนะครับ จากเพียงแค่พิมพ์ประโยคเดียวคำว่า เช็ค Performance เมื่อเราได้ Performance หน้าตาเป็นแบบนี้ เราปรับเปลี่ยนได้เลยนะ อยากให้สร้างเป็น PDF อยากให้สร้างเป็นเว็บไซต์ อยากให้สร้างเป็นอะไร ขึ้นอยู่กับเราออกแบบได้เลย แล้วก็พิเศษไปกว่านั้นก็คือ เมื่อเราสั่งเรียบร้อยแล้ว เราตั้ง Schedule ได้ เช่น ตื่นมาทุกวันจันทร์ มี Report รอเลย เราตั้ง Schedule ว่าทุกวันจันทร์เวลา 8:00 น. ให้ทำ Content Performance Report อ่าน Social Media Data File เปรียบเทียบ Report บลาๆ นั่นหมายความว่า ตอนเนี้ยที่ผมรันเมื่อกี้เนาะ เราได้มาและ อ่า อันนี้ได้มาแล้วนะ ที่ผมรันเมื่อกี้เลยสดๆนะครับ เราได้ Performance Report มาแบบนี้ อ่า เราอาจจะปรับจูน เช่น ช่วยสร้างเป็น Format แบบนี้ ดึง Top T มา ดึงเป็น Summary แบบอธิบายเข้าใจง่าย เป็น Dashboard เป็น Report คุณสามารถสั่งได้อิสระ จนคุณพอใจ หลังจากคุณพอใจเสร็จ คุณก็สั่ง Schedule ครับ ตรงนี้ ตั้ง Schedule ทุกวันจันทร์เวลา 8:00 น. ให้ทำ Content Performance บลาๆ ไฟล์ตรงนี้เป็นไฟล์อะไร เป็นไฟล์ที่เราเซฟเอาไว้ในโฟลเดอร์นี้ไง อ่า เพราะฉะนั้นไฟล์เนี้ย บางคนอาจจะมีหลายไฟล์ มีไฟล์ PDF มีไฟล์ Google Doc มีไฟล์ Excel คุณก็แค่รวบรวมเอาไว้ แล้วก็บอกมันว่าให้มาเช็ค [เพลง] ไฟล์ทั้งหมดกี่ไฟล์นะครับ หลังจากนั้นเราก็กดตั้ง Schedule เมื่อกี้เรามีอะไร เรามีทุก 2 ชั่วโมง ระบบจะเช็คอีเมลให้ อัตโนมัติทุก 2 ชั่วโมง ถ้ามี Lead เร่งด่วน มันจะมาแจ้งเตือนเรา แล้วขึ้น Draft อีเมล แล้วก็ตัวนี้จะเป็นทุกวันจันทร์ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราก็คือ อัปเดตข้อมูลให้ล่าสุดนะครับ วันอาทิตย์อัปเดตข้อมูลให้ล่าสุด วันจันทร์ตอน 8:00 น. คอมพิวเตอร์เปิดขึ้น ระบบดึงข้อมูลทุกอย่างให้ ประชุมตอน 9:00 น. หรือ 10:00 น. เรามี Report พร้อมที่จะ Present แล้วทันที เห็นมั้ย อันนี้คือ 2 Use Case โอเค อันนี้ก็จะออกมาเป็น อ่า ตั้ง Schedule เรียบร้อย เห็นมั้ยครับ Schedule ตรงนี้ ลองดูนะครับ จะเห็นว่าเรามีเพิ่มมาอีกตัวนึงก็คือว่า Weekly Content Performance เห็นมั้ยว่าทุกอาทิตย์ทุกวันจันทร์เราจะสรุป Report อะไรมา เราก็จะได้ ของผมตอนนี้มีอะไร Morning Brief ครับ ทุกวันตอนเช้าจะได้ Morning Brief คือสรุปจากอีเมลว่าอีเมลมีอะไรบ้าง เมื่อคืนนี้นะครับ วันนี้ต้องมีประชุมอะไร แล้วก็สรุปออกมาเป็น Action ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ทั้งอีเมลแล้วก็งานที่ต้องโฟกัส นะครับ ตอนเช้าคือ Morning Brief หลังจากนั้นเริ่มทำงานทุก 2 ชั่วโมง จะเช็คอีเมลและเช็ค Lead ว่ามี Lead มาใหม่นะ ครับ แล้วก็มี Weekly E-commerce Report Stat ว่าสัปดาห์นี้ Stat ของยอดขายเป็นยังไง แล้วก็สัปดาห์นี้สรุปออกมาเป็น Social Media Performance เพื่อจะเอามาประชุมกับทีมตอนเช้าวันจันทร์ ทั้งหมด AI ช่วยอัตโนมัติให้ หน้าที่ของเราเพียงแค่ ใส่ข้อมูลอัปเดตข้อมูลแค่นั้นเอง ถัดไป ครับ เรามาดู Use Case ถัดไป Use Case สุดท้ายสำหรับที่จะ Demo วันนี้นะครับ ก็จะเป็น Use Case Client Report Automation อันนี้ก็จะเป็นเคสสำหรับยกตัวอย่างเช่น เราจะต้องมีส่ง Daily Report ให้กับลูกค้า ส่ง Weekly Report ให้กับลูกค้า หรือส่ง Monthly By Weekly Report เป็นส่ง Cash up ตัวเลขข้อมูลอัปเดตเร็วๆ ยกตัวอย่างเช่น อ่า จบทุกวันศุกร์เราจะมีสรุปอะไรให้ให้กับลูกค้ามั้ย อย่างเช่น สมมุติเราเรารับยิงโฆษณา Facebook เรารับยิงโฆษณา TikTok ทุกวันศุกร์เราจะสรุปว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา Stat เป็นยังไง ผลลัพธ์เป็นยังไง สรุปเร็วๆเป็นตัวเลขอีเมลง่ายๆ เราก็เอา Use Case ตรงเนี้ยมาทำเป็น Client Report Automation ได้ จะเป็นงานเกี่ยวกับอะไรก็ได้ เป็น CRM เป็น Support หรือเป็นงานอะไรก็ได้ครับ คุณลองดูว่า Use Case ที่คุณใช้ทุกวันนี้ ลองมาปรับใช้ดูได้มั้ย อ่า ตัวอย่างอันนี้ครับ สมมุติว่าเรามีลูกค้าที่อยู่ในมือที่จะต้องทุกวันศุกร์เราจะต้องส่งหาลูกค้าทั้งหมด อ่า 10 Line ด้วยกัน ปกติ 10 Line แล้วก็จะต้องขึ้นอีเมลไปดูตัวเลขไปดูข้อมูลขึ้น Draft แนบไฟล์แนบเอกสารต่างๆนานา เราใช้ 30% ของงาน Agency หรืองานการ Support เนี่ย ก็คือหายไปกับการทำ Report แล้วครับเนาะ ทำ Presentation ทำ Report อะไรพวกเนี้ยหายไปหมด เราใช้ AI เข้ามาช่วยครับ Report ตรงเวลา ลูกค้าเชื่อใจ แล้วก็ไม่ยกเลิกแน่นอนว่า ลองมาดูตัวอย่างพร้อมกันนะครับ Client Report ปัญหา Agency หรือ Freelance ลูกค้า 5 คนต้อง Report 5 ชุด ใช้เวลา 5-10 ชม. ต่อสัปดาห์นะครับ ทำแบบนี้เลย Copy พร้อมนี้มา พร้อมนี้หน้าตาเป็นยังไง กด New Task นะครับ แล้วก็แปะแบบนี้ อ่านข้อมูลใน Folder Client ABC/Data สร้าง Weekly Report สำหรับลูกค้า Performance เป็นยังไง Highlight เป็นยังไง อันนี้ก็คือพิมพ์ปกติ ผลลัพธ์ต้องการให้เซฟเป็นไฟล์ไหน อีเมลด้วยมั้ย ให้ขึ้น Draft อีเมลด้วยเลย ทุกอย่างเรียบร้อย หมายความว่าอะไร หมายความว่าในโฟลเดอร์ของงานเรา ตรงนี้เราอาจจะมีโฟลเดอร์ลูกค้า แบรนด์ A ลูกค้าแบรนด์ B ลูกค้าแบรนด์ C ลูกค้าแบรนด์ E ในแต่ละรายชื่อลูกค้ามีข้อมูลที่เราทำกับลูกค้าไว้เป็นตัวเลข Report ใส่เข้าไปอยู่ในโฟลเดอร์นั้น แล้วเราก็เอาโฟลเดอร์นั้นน่ะมาใส่ให้กับ Cowork แล้วเราก็พิมพ์สั่งแบบนี้ แต่ถ้าใครเป็นนักเรียนคลังแสงง่ายกว่านั้นครับ พิมพ์ว่า สร้าง Report ลูกค้า Client Client ABC เพราะว่าอะไร เพราะว่าเรา Set Skill คำว่า สร้าง Report เอาไว้แล้ว เราก็ใส่แค่ชื่อลูกค้าว่าลูกค้าของเราคือเจ้าอะไร ทุกครั้งที่เราจะส่ง Report เราลอง Test ก่อน ครั้งแรก ลอง Test Skill ติดตั้ง Skill เรียบร้อยนะครับ Skill ชื่อว่าอะไร Skill ชื่อว่า Client Report ตัวนี้นะครับ ดาวน์โหลดแล้วติดตั้งได้เลย [เพลง] แล้วเราก็บอก สร้าง Client Report ลูกค้า ABC ถ้าเรามีลูกค้าอะไรใหม่ เป็นลูกค้า XYZ เราก็สร้างโฟลเดอร์นั้นไว้ แล้วเราก็มาพิมพ์ว่า สร้าง Report Client XYZ นะครับ เนื่องจากเวลามันไปเร็วมากนะครับ เดี๋ยวอันนี้รอให้มันทำก่อนนะครับ เดี๋ยวผมให้ดูตัวอย่างที่ผมทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ อ่า อันนี้สร้าง Report ลูกค้าเค้าก็จะไปเจอแล้วว่าโอเคมี Folder Client ABC อยู่สำหรับธุรกิจชื่อ Grow Skin Care พร้อม Data ครบเลย อ่าน Data ทั้งหมดครบ เค้าก็จะทำ Report มาให้ครับ ว่า Report สัปดาห์นี้ วันที่ 24- วันที่ 30 Weekly Report เป็นยังไง อันนี้ก็จะ เป็น Weekly Report Grow นะครับ Performance เป็นยังไง ช่องทาง TikTok Facebook IG Stat เป็นยังไง Highlight Rever พุ่งเท่านี้ สัปดาห์นี้จะ 900,000 เป็น 2 ล้านด้วย Spend เพียง 43% Retargeting Campaign Story @ Fat Cell Area ที่ Improve ก็คือ TikTok เนี่ย Click to Rate ต่ำ คลิกแค่ 1,900 เอง อะไรประมาณนี้ อ่า 11,900 เอง Top Campaign อ่า Facebook แอตัว อ่า Story แอตัวนี้ Low สูงสุด ตัวนี้ Low แลองลงมา Action Item Action Item ต้องทำอะไรบ้างในสัปดาห์หน้า ก็ต้อง Scale Setting Add Biolink เพิ่มขึ้น แล้วก็ Re-run Flash Sale มันทำ ให้เลยแต่อย่างที่บอกมันทำจากข้อมูลจริง ของลูกค้า ลองนึกภาพลูกค้าคนเนี้ย เราดูแลเค้า เรายิงแอดโฆษณา เราทำ Facebook เราทำ IG เราทำ TikTok เรามีตัวเลขพวกนี้อยู่แล้ว เราไม่ต้องเสียเวลาไปใช้ให้คนมาวิเคราะห์ เราใส่ข้อมูลเข้าไปในโฟลเดอร์ แล้วสั่ง AI ถ้ามี Skill ผมตรงนี้ สร้าง Report ลูกค้า มันจะวิเคราะห์แบบนี้มาให้เลย หลังจากนั้นอีเมลมันจะขึ้น Draft อีเมลมาให้ ก็คืออีเมลของคนที่เราจะส่ง Report ให้เค้า หัวข้อ Weekly Report สัปดาห์นี้ สวัสดีชื่อคุณลูกค้า แล้วก็สรุปตัวเลข พร้อมส่งอีเมลให้เลย คุณก็แค่ดูข้อมูลใน Report ถ้าข้อมูล Report โอเค คุณก็แนบไฟล์ข้อมูล Report ไป แล้วก็ส่งอีเมลตัวนี้ทั้งหมด คุณแค่เช็คความถูกต้อง เช็คข้อมูล Copy ใส่อีเมล กดใส่ไฟล์ แล้วกดส่ง โอเค ม. อันเนี้ยคือวิธีการใช้ AI [เพลง] เข้ามาช่วยในการทำงานจริงๆ และอันนี้ก็คือพลังของ Cowork ครับ ถัดมาเราบอกว่าเราต้องส่งทุกวันศุกร์ถูกมั้ยครับ เราก็ตั้งเวลาไว้เลย ว่าตั้ง Schedule ทุกศุกร์เวลา 14:00 น. นะครับ สร้าง Client Report Data อีเมล บลาๆ หัวข้อตามนี้ เราก็สั่ง [เพลง] ถ้าเราโอเคกับที่มันทำแบบนี้ เราก็สั่งให้ Schedule อันนี้ผมไม่ทำเนาะ มันก็จะเหมือนเดิมนะ ครับ เราก็จะมา Schedule แบบนี้ และสิ่งที่ เราจะได้มีอะไรบ้าง จากที่ทุกวันจันทร์ตอน 8:00 น. ใช่มั้ย เราจะได้ Report ที่จะ Report Internal กับทีม แต่เราก็จะได้ทุกวันศุกร์ตอน 14:00 น. เราจะได้ข้อมูลของลูกค้าแต่ละ Line ที่เราดูแล แล้วดู Summary SL ข้อมูลต่างๆ ทำมาเป็นสรุป พร้อมกับอีเมล Draft Draft อีเมลเพื่อจะส่งหาลูกค้า เรามาดูในโฟลเดอร์กัน ในโฟลเดอร์ตัวนี้ เห็นมั้ยครับ ก็จะมี Client ABC ใน Client ABC ก็จะมี Report Report ก็จะเป็น Report ของ Week นี้ ก็คือวันศุกร์ 14:00 น. มันก็จะนับย้อนหลังไปศุกร์ที่แล้วก็จะเห็นว่าตรงนี้ เห็นมั้ยครับ ว่าเป็น Report ใน Report ก็จะมี Draft ด้วย Draft ตรงนี้ก็จะเป็น Draft อีเมล เห็นมั้ย นั่นหมายความว่า พอเราตั้ง Schedule ทุกวันศุกร์ ทุกวันศุกร์ ทุกวันศุกร์ เราจะมีไฟล์ข้อมูล Report ตรงเนี้ย ทุก Week ทุก Week ทุกตลอดไปเลย เราจะทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ถ้าใครไม่ใช้ AI แล้วบริษัทคู่แข่งเขาใช้ อ่า จะเห็นเลยว่า Report ที่เราส่งกับ Report ที่คู่แข่งส่งที่เขาใช้ AI อ่า จะเห็นความแตกต่าง และการวิเคราะห์ลึกของข้อมูลจะต่างกันแน่นอนว่า ถ้าเราเป็น Senior เราสามารถใส่ Insight เราใส่ข้อมูลของเราเพิ่มเข้าไปได้นะครับ ก็จะทำให้ Report ตัวนี้แข็งแรงมากขึ้น เท่านั้น รูปแบบ Report เรา Set ได้อิสระเลย จะเป็น Overview ก่อน แล้วมี Highlight Area Improve Top Content Action Item นะครับ ทำออกมาได้หมดเลย แล้วก็สุดท้าย ตั้งครับ ก่อนหน้านี้ลูกค้า 5 ราย กว่าจะส่งให้ครบ เตรียมเอกสารนู่นนี่นั่น เป็นหลายชั่วโมง แต่ถ้าเรามี Cowork ช่วย ทุกอย่างมันจะสรุปมาให้ในโฟลเดอร์เราครับ หน้าที่ของเราคือเปิดเช็คแก้ปรับเปลี่ยน แล้วก็ Copy ส่งอีเมล 1 2 ราย 4 ราย มั่นใจถ้า Set ระบบให้นิ่ง อ่า เดือนนึงอ่ะ แล้วมันนิ่งแล้วอ่ะ หลังจากนั้นเดือนที่ 2 3 4 5 6 คุณจะทำงานได้สบายมาก เราทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น คนไม่ต้อง Scale Performance เพิ่มขึ้น แล้วก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นนะครับ แล้วก็ อ่า อีก 3 ระบบ เนื่องจากว่าเวลานี่ก็เลยมา 1 ชม. ละเร็วมาก ผมเตรียมเอาไว้ให้ 6 ตัวเลยนะครับ แต่ว่าสำหรับ Live นี้้นะครับ ก็อาจจะได้ 3 ตัวไม่ทันจริงๆนะครับ อีก 3 ตัวคืออะไร Weekly Budget Report นะครับ Competitor Watch เอาไว้ Monitor คู่แข่งเลยครับ ว่าคู่แข่งของเราเป็นใคร เราจะ Monitor ทุกวันตอนเช้า ว่าความเคลื่อนไหวของคู่แข่งเป็นยังไง Invoice Reminder เช่น เช็คอีเมลแล้วในระบบอีเมลมีต้องจ่ายเงิน ต้องชำระเงิน หรือต้องตามเงิน มันจะเช็คข้อมูลให้แล้วพร้อมขึ้น Draft อีเมลให้ นักเรียนคลังแสงได้ทั้งหมด Skill 13 ตัว ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วกับสัปดาห์นี้รวมทั้งหมด 13 ตัว 30 Prompt และรวม Community อันนี้คือถึง EP นี้เนาะ เดี๋ยวจะมีแจกไปอีกเรื่อยๆนะครับ เอ่อ ส่วนโฟลเดอร์ที่ผมจะให้ ผมจะส่งเป็นไฟล์ลิงก์นี้ให้นะครับ ไฟล์ลิงก์นี้จะอยู่ที่ไหน หลังจาก Live จบนะครับ จะใส่ลิงก์อยู่ใน Description ให้คุณสามารถไปดาวน์โหลดได้ ในโฟลเดอร์ก็จะมี Sheet ตัวนี้ 1 อัน แล้วก็มี Read Me Read Me คืออ่านวิธีการใช้คู่มือของตัวโฟลเดอร์นี้ ในโฟลเดอร์นี้จะมี Demo Data แล้วก็มีเอกสารข้อมูลทั้งหมดเลย ให้คุณไปฝึก Exercise ก็คือฝึกทำการบ้านแล้วกัน ได้เลย โอเค งั้นเดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างหน้าตา Skill ที่ผมทำเอาไว้ให้นะครับ หน้าตาเนี้ย ผมทำเป็นเหมือนกับ Library หรือเป็นห้องสมุดแล้วกัน ใช้งานต้องบอกอย่างนี้ก่อนว่าเวลาการใช้งาน Cowork การใช้งาน Cowork มันคือการใช้งานเหมือน AI ทั่วไป เวลาเราสั่งเขาจะทำงานตอบกลับมาให้เรา สั่งว่าช่วยเขียน Content ให้หน่อย ช่วยเขียนแผนการตลาดให้หน่อย เขาจะตอบกลับมาให้เรา แต่ความพิเศษของ Cowork ตามชื่อเลยครับ Cowork เป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนทำงาน Cowork เขาจะทำงานให้เรา ทำงานให้จนได้ไฟล์งาน เพราะฉะนั้นความแตกต่างของมันคือจะเป็นอีก Level นึง ก็คือไม่ใช่แค่บอกแล้วตอบ แต่เขาตอบมาแล้วทำงานให้เราด้วย งานที่ทำให้เราก็จะเป็นงานอะไรบ้าง ทำ PowerPoint ทำ PDF ทำเอกสาร ทำรูป ทำภาพ ทำอะไรทำให้หมดเลยครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย เรามาดูกันว่าเนื้อหาในส่วนของหน้าเว็บจะเป็นยังไงนะครับ อ่า มาดูครับ หน้าเว็บนะครับ จะชื่อว่า skills.mussocial.com mussocial.com อันนี้ทุกคนสามารถเข้าได้เลยมั้ยครับ ถ้าเกิดใครเข้าไม่ได้แจ้งนะครับ เว็บนี้ก็จะเป็นเว็บที่เราสามารถเข้ามาใช้งานได้ฟรีนะ ทุกคนสามารถใช้งานได้ฟรี เข้ามาแล้วเนี่ย ในเว็บนี้จะมีอะไรบ้าง จะเป็น Skill ของ Cowork ทำงานแทนคุณทุกวันนะครับ โดยที่เป้าหมายของเว็บนี้ ผมจะใส่เข้าไปให้ครบ 100 Skill ก่อนในช่วงแรก ก็คือผมจะเตรียมทำให้ได้ครบ 100 แต่ ณ ตอนนี้นะครับ เนื่องจากว่าผมเพิ่งทำเสร็จนะครับ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 50 Skill ด้วยกัน 50 Skill เดี๋ยวผมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จบภายในอาทิตย์เนี้ยนะครับ ก็จะมีให้ครบ 100 Skill และแน่นอนไม่รู้ตอนจบจะจบที่ 200 300 400 หรือ 500 Skill นะครับ ก็ให้ทุกคนติดตามกันนะครับ แล้วก็คอยเข้ามาดูข้อมูลในเว็บนี้ หรือเข้ามาดูใน Social Media ของผมทุกช่องทาง ผมจะประกาศนะครับว่าตอนนี้เพิ่มกี่ Skill แล้ว ใครต้องการ Skill ไหนเพิ่ม สามารถเข้ามาพูดคุยได้เลยนะครับ โอเค แล้วในตัวเว็บ skill.mussocial Mooชียalนะครับ ก็จะมีในส่วนของคลิปนะครับ ซึ่งอันเนี้ยคลิปผมจะเรียงเอาไว้ตั้งแต่ EP1 EP2 EP3 EP4 และ EP วันนี้คือ EP 5 นะครับ ซึ่งผมจะรวมเอาไว้ให้ ถ้าใคร อ่า รู้สึกว่า เอ่อ ไม่รู้จะเข้าไปดูยังไงนะ ครับ จำลิงก์เอา จำลิงก์นี้เอาไว้ skills.mussocial.com mussocial.com ก็เข้ามาเลยครับ ดู EP1 EP2 ไล่มาเลย โอเค เดี๋ยววันนี้ลง Live เสร็จ เดี๋ยวผมก็จะไปขึ้น EP5 เพิ่มเติมขึ้นมาให้ รูปแบบการใช้งานใช้งานยังไงนะครับ วิธีการใช้งานแตกต่างกันตรงที่ว่า เราเข้ามาที่เว็บผมนี้ มาถึงเราอยากได้ Skill อะไร Copy Skill ได้เลย หลังจาก Copy Skill เสร็จ ก็เอาไปสั่งให้ Cowork ทำงาน หลังจากให้ Cowork ทำงานเสร็จนะครับ เราก็จะได้เป็นผลลัพธ์ แต่ความพิเศษของนักเรียนคลังแสงนะครับ อันนี้พิเศษมากๆเลยก็คือ คุณไม่ต้อง Copy Prompt ไปสั่ง และคุณสามารถดาวน์โหลด Skill ที่ผมทำเอาไว้สำเร็จรูป ดาวน์โหลด Skill ตรงเนี้ยครับ แล้วสามารถไปอัปโหลด แล้วพร้อมสั่งงานได้เลยนะครับ อ่า เดี๋ยวจะมาดูกันว่าตัวอย่างเป็นยังไง แล้วก็หน้าตาตรงนี้ก็จะเป็น 3 Skill ที่คนดาวน์โหลด เค้าเรียกคนก็ Copy แล้วกดใช้มากที่สุดนะครับ ซึ่ง 3 Skill ตัวนี้ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เป็น Popular นะครับ Skill ตอนนี้ที่คนใช้งานมากสุดก็จะเป็น Content Machine 5 แพลตฟอร์มนะครับ ก็คือใส่หัวข้อไป ใส่เรื่อง Content ที่เราต้องการ มันจะสร้างออกมา Content ครบ 5 แพลตฟอร์มเลย นะครับ Lead Follow Up แล้วก็ Morning Brief สรุปตอนเช้าทุกเช้านะครับว่า เอ่อ มีอีเมลอะไรที่ต้องตอบ มีนัดอะไรที่ต้องนัด Quick Win หรืออะไรที่ต้องทำ อะไรที่ต้องให้ความสำคัญนะครับ ก็จะอยู่ที่ในส่วนของ Morning Brief เลย โอเค เรามาดู Skill กัน ถ้าใครเป็นมือใหม่ก็จะงงว่ามันคืออะไร เดี๋ยวผมจะพาไปทดลองใช้งานทีละขั้นตอนนะ ครับ จะได้เห็นว่ามันพิเศษยังไง แน่นอนว่า Skill ตรงเนี้ยผมใส่เข้ามาณตอนนี้มีอยู่ประมาณ 50 Skill นะครับ ภายในอาทิตย์นี้จะทำให้ครบ 100 Skill Skill เนี่ยจะแยกตาม Department Team Content หน่วยงาน Content หน่วยงานเซลล์ หน่วยงานลูกค้าดูแลลูกค้า การเงิน Data Product Activity HR E-commerce Creator แล้วก็เราสนใจ Skill เรื่องอะไรนะครับ เราเลือก เราเลือกมาเลย เราเลือกยกตัวอย่างเช่น ผมจะเริ่มตัวอย่างที่ผมทำมาเนาะ เดี๋ยวผมจะเริ่มให้ดูตัวอย่างก่อน วิธีการใช้ สมมุติว่าผมเลือกเป็น Data เมื่อเราเลือกเป็น Data เสร็จ ผมอยากจะใช้แบบ Survey Response Analyzer คือธุรกิจของผมมีทำแบบสอบถาม สำรวจความพึงพอ และเราก็เก็บรวบรวมไฟล์ออกมาเป็นไฟล์แบบ Excel หรือไฟล์เป็น Sheet ข้อมูลนั้นจะเป็นข้อมูลดิบ ซึ่งข้อมูลดิบเหล่านั้นน่ะ การที่จะให้คนมานั่งวิเคราะห์ก็ต้องใช้เวลาอ่านค่า แปลงค่าต่างๆนานา เราก็ใช้ Cowork เนี่ยแหละเป็นคนออกแบบในส่วนของตัว Survey Response ให้ วิธีการใช้งาน สมมุติว่าผมอยากใช้ Survey Response Analyzer เนี่ย ทำยังไง เราสามารถกดคำว่า Copy Prompt ตรงนี้ มันก็จะขึ้นมาบอกเลยครับว่าในส่วนของตัวคำที่ใช้ทั้งหมด 235 คำ แล้วก็คำที่ผมสร้างเอามาไว้ให้เลยนะครับ ก็คือ อ่า คุณเป็น Research Analyst ที่ทำ Quantitative Analyze ของ Survey อะไรก็ว่าไป Context คืออะไร Survey อ่า อันนี้ Task TK เดี๋ยว เดี๋ยวเรามาคุยกันว่าเราจะใช้งานพวกนี้ยังไง อันนี้เป็นรายละเอียดครับ ที่เป็น Prompt มาตรฐาน Prompt กลางแล้วกัน ที่ให้ทุกธุรกิจสามารถเอา Prompt ตัวเนี้ยไปใช้งานได้ Copy แล้วไปใช้ต่อยอดได้นะครับ ก็จะเป็นรายละเอียดแบบนี้ อ่า ถ้าใครอยากได้ อยากได้อันเนี้ย คุณก็กด Copy ครับ Copy Prompt ตรงนี้ ง่ายๆแค่นี้เอง แล้วคุณก็ไปในส่วนของตัว Cowork ไปที่ Cowork นะครับ แล้วเราก็เข้าไปที่ New Task แบบนี้ หน้าตาหน้า Cowork อันนี้ผมสอนมาหลายสัปดาห์แล้วเนาะ สัปดาห์นี้ก็จะไปเร็วๆนะครับ โดยที่ผมทำโฟลเดอร์มา เข้ามาที่ Cowork นะครับ แล้วก็เข้ามาที่ Folder Folder ตรงเนี้ย ผมทำเตรียมเอาไว้ ทำเตรียมเอาไว้ แล้วโฟลเดอร์หน้าตาจะเป็นยังไง อ่า โฟลเดอร์เนี้ยครับ อ่า ผมให้ดูตัวอย่างเนาะ การที่เราจะให้ Cowork ทำงานให้ สิ่งที่เราจะต้องมีสำคัญเลยก็คือข้อมูลของเรา ถ้าคุณต้องการให้เค้าทำแบบ Survey ที่สำรวจแบบ Survey ออกมาเป็นสถิติ เป็นข้อมูลที่สวยงามเนี่ย สิ่งที่คุณจะต้องมีคือคุณต้องมี Raw Data หรือมีข้อมูลดิบก่อน ถ้าเกิดคุณอยากให้เขาทำ Content ให้คุณต้องมีข้อมูลดิบของประเภทสินค้า แบรนด์ ข้อมูลธุรกิจของคุณก่อน เพราะฉะนั้นสิ่ง ที่สำคัญที่สุดคุณจะต้องเก็บข้อมูล และการเก็บข้อมูลตรงเนี้ยสำคัญมากๆ ถ้าใครอยู่บน เข้าใจศัพท์ อ่า Digital Marketing เนาะ ในช่วงประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว มันจะมีคีย์เวิร์ดคำว่า Big Data การเก็บ Data ข้อมูลสำคัญมาก Social Listening การเก็บข้อมูลเสียงของผู้ใช้ อ่า Positive Voice Negative Voice เสียงเหล่านั้น เราเก็บข้อมูลมา ปัญหาคอขวดก็คือเรามีข้อมูลอยู่ประมาณ หมื่นกว่าข้อมูล มีข้อมูลอยู่ประมาณ 3,000 กว่าข้อมูล แต่คำถามคือใครจะเป็นคนเอาข้อมูลนั้นวิเคราะห์ออกมา [เพลง] ให้เรามีอีเมลของลูกค้าอยู่ 5,000 อีเมล และรู้ด้วยในอีเมลนั้นน่ะมีให้กรอกเลยนะ ชื่ออะไร ที่อยู่ที่ไหน อาชีพอะไร รายได้เท่าไหร่ มีอยู่ 5,000 แต่เราไม่รู้เลยว่าข้อมูล 5,000 นั้นน่ะ จะเอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรนะครับ วันเนี้ย AI เนี่ยแหละ และ Cowork เนี่ยแหละจะเป็นตัวที่ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นน่ะของคุณมีค่า ซึ่งข้อข้อมูลมันมีค่าอยู่แล้วนะ แต่แค่เราไม่สามารถเอาข้อมูลเหล่านั้นมาอ่านค่าได้ Cowork เป็นตัวนั้นนะครับ อันนี้ผมเตรียมค่าเข้ามาเป็นตัวอย่างเนาะ สมมุติว่า Data ตรงนี้ที่ผมเตรียมมานะครับ เป็น Data เกี่ยวกับอะไรเนี่ย เป็น Data เกี่ยวกับรายได้รายเดือน อ่า กรอกก็กรอกแบบเนี้ยครับ ง่ายๆแบบนี้ เห็นมั้ย เป็นไฟล์ Excel

ธรรมดาก็จะเป็นแบบเดือนมกราคม ยอดขายเท่าไหร่ จำนวนลูกค้าเป็นยังไง ช่องทางที่ปิดมากสุดคืออะไร สินค้าขายดีคืออะไร ต้นทุนเท่าไหร่ กำไรเท่าไหร่ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างข้อมูลของแบบสาย ตัวอย่างข้อมูลสำหรับโซเชียลมีเดีย วันนี้วันที่ 3 Facebook วันที่ 1 เดือน 3 Facebook บทความเข้าถึงเท่าไหร่ IG เข้าถึงเท่าไหร่ TikTok เข้าถึงเท่าไหร่ นะครับ เก็บข้อมูลแบบนี้ใช่

ถัดมาจะเป็นแบบ HR Work force เป็นไฟล์ HR อ่ะ มีพนักงานชื่ออะไร รหัสพนักงานอะไร ตำแหน่ง อ่า แผนก ตำแหน่ง วันที่เริ่มงาน เงินเดือน วันลา คะแนน KPI สถานะตอนนี้เป็นยังไงบ้าง

E-commerce Product เนี่ย ผมก็เตรียมข้อมูล ซึ่งของคุณทุกคนจะต้องมี stat อยู่แล้ว คุณเป็นครอ คุณก็อาจจะมีแบบ stat Facebook IG YouTube TikTok ถ้าคุณเป็น Sell คุณก็จะมีในส่วนของยอดขายในแต่ละเดือน ถ้าคุณเป็น Marketplace e-commerce ขายของผ่าน Shopee Lazada อะไรก็ว่าไป คุณก็จะต้องมีสรุปรายได้ว่า SKU นี้หมวดหมู่อะไร ราคาเท่าไหร่ ต้นทุนเท่าไหร่ สต๊อกเท่าไหร่ ใส่ยอดขายต่อเดือนเป็นยังไง รีวิวคะแนนเป็นยังไง ข้อมูลเหล่านี้ทุกคนมีอยู่แล้ว ผมมั่นใจถือถ้าใครลืมก็ต้องไปนึกซิว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง ข้อมูลลูกค้าไม่ว่าจะเป็นแบบเอกสารกระดาษปริ้นอะไรก็ว่าไปนะ วันนี้ AI สามารถสแกนกระดาษที่เป็นใบบิวบิวเงินสดใบเสร็จอะไรพวกเนี้ย สามารถถ่ายแล้วสแกนแล้วก็ให้ AI อ่านแปลงค่าออกมาเป็นตัวอักษรได้หมดเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องเตรียมก็คือ เตรียมข้อมูลเหล่านี้ครับ

การเงิน ฝ่ายไฟแนนซ์ ค่าเช่าที่ ต้นทุน ค่าจ้างพนักงาน ค่าเช่า ค่าการตลาด Customer Survey นะครับ เพศชาย อายุเท่าไหร่ อาชีพอะไร ความพอใจ 1 เต็ม 5 พอใจ 2 3 4 เห็นมั้ย ความพอใจจะแนะนำเพื่อน มยเพื่อนที่รู้จัก สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ต้องปรับปรุง ซื้อซ้ำมั้ยนะครับ Survey

สุดท้าย Project Tracker นะครับ Project Tracker ก็คือเหมือนประมาณว่าตอนนี้ปรับปรุงเว็บไซต์อยู่นะครับ ระบบ CRM ใหม่ ย้ายออฟฟิศ แผนกอะไร ผู้รับผิดชอบอะไร คือสุดท้าย use case มันคือได้หมดเลยในการทำงานของคุณไม่ว่าคุณจะทำงานหน่วยงานไหนฝ่ายไหนเนาะ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเตรียมข้อมูลตรงนี้เอาไว้ เมื่อคุณเตรียมข้อมูลตรงนี้เอาไว้เสร็จ เราก็มาเลือกครับว่าเราจะใช้สกิลอะไร เมื่อกี้มีตัวอย่างหลายงานเลยเนาะ ผมก็เริ่มจากสกิลแรก ผมมีไฟล์ที่เป็นไฟล์เนี่ยเป็นไฟล์ของ Survey ตัวเนี้ยครับ Customer Survey เก็บออกมาอาจจะเป็น Google Form แล้วเขาก็กรอกมารวมเป็น Google Sheet หรือเป็น Excel ซึ่งแบบเนี้ยใครจะมานั่งคำนวณเนี่ยต้องมานั่งหารมั้ยว่าความพึงพอใจ 1 เต็ม 5 เฉลี่ยแล้วความพึงพอใจเท่าไหร่ เอ่อ สิ่งที่ชอบที่สุดท็อป F คืออะไร สิ่งที่ไม่ชอบทเลยแล้วเราต้องใช้คนก็ต้องมาแปลงค่าอ่านค่าตรงนี้ใช้เวลานานมาก เราก็เริ่มจากสกิลตัวนี้ ผมก็เริ่มจากสกิลคำว่า Survey response

ผมกด copy พร้อมตรงนี้ แล้วเราก็ copy ตรงนี้มาเลย พอเรา copy ตรงนี้มาเสร็จปึ๊บ เราก็เข้าไปที่ในส่วนของตัว อ่า ตัวระบบของเราตัวนะครับ ตอนนี้เมนู work ย้ายมาอยู่ด้านข้างแล้วนะ ใครที่ EP ก่อนหน้านี้มันจะอยู่ตรงกลางนะครับ ตอนนี้มันย้ายมาอยู่ด้านซ้ายนะ ให้สังเกตดีๆอยู่ตรงนี้คำว่า work อยู่ด้านซ้ายตรงนี้นะครับ เราเริ่มก็คือกด New Task New Task เสร็จเราก็เลือก Folder Folder ที่เราเลือกเราก็จะเป็นเลือก folder ที่ Demo Data เป็นตัวนี้โอเค นี่โฟลเดอร์ตัวนี้นะครับ ก็จะมีเนี่ยมีไฟล์ทั้งหมด 7 ไฟล์ด้วยกัน แล้วก็กดแปะเข้าไป 1 ที กดกดนะครับ แล้วเราก็กดแปะพร้อมเมื่อกี้ สิ่งที่เราต้องแก้ครับคือแก้ตรงเนี้ยอ่ะ ถ้าดูจากหน้านี้ เมื่อกี้เรากด copy พร้อมมาแบบนี้ใช่ไหมมัครับ สิ่งที่เราจะต้องแก้อันแรกเลยเนาะ ก็คือ 1 task task คือเขาบอกว่าจาก Survey respons ที่ฉันได้สร้าง Inside Report ซึ่งอันเนี้ยมันคือ task ว่าให้ work ไปอ่านไฟล์อะไร จำได้มั้ยที่ผมบอกว่าเราต้องมีไฟล์ดิบก่อน เพราะฉะนั้น copy พร้อมไปเราจะต้องให้มันอ่านไฟล์ดิบ เพราะฉะนั้นไฟล์ดิบของเราชื่ออะไร เนื่องจากว่าโฟลเดอร์เนี้ยผมมีหลายไฟล์ไม่ได้เป็นโฟลเดอร์เกี่ยวกับ Survey ถ้าโฟลเดอร์เกี่ยวกับ Survey อย่างเดียวแล้วมีไฟล์ 1 ไฟล์อาจจะไม่ต้องแก้ task อะไรเลยแต่อันนี้ผมก็มีหลายไฟล์ เพราะฉะนั้นผมอาจจะต้องแจ้งมันก่อนว่าไฟล์ที่ชื่อว่า Customer Survey นะครับ ผมก็เปลี่ยนตรง task ตรงนี้ จากไฟล์ customer survey ประมาณนี้ ซึ่งข้อมูลด้านล่างตรงเนี้ยคุณสามารถกดปรับเปลี่ยนแก้ไขอะไรได้หมดเลยนะ กดแก้ไขอะไรได้หมดเลย แล้วเราก็กด run enter 1 ที เราก็ได้ผลลัพธ์มาละนะครับ ซึ่งอันนี้ผมทำตัวอย่าง demo เอาไว้แล้วแต่อันนี้เดี๋ยวผมจะลองเป็นตัวอย่างการใช้สกิลนะครับ

การใช้สกิลสำหรับใครที่อยากได้สะดวกกว่านั้นนะครับ สกิลก็จะเป็นแบบนี้ ถ้าเป็นนักเรียนคลังแสงหลังจากเรียนจบวันนี้เดี๋ยวผมจะแปะ อ่า รหัสพิเศษที่ให้คุณเอามากรอกเมื่อคุณกรอกเสร็จคุณจะได้สิทธิ์เป็น member เมื่อคุณเป็นสิทธิ์ member เนี่ยคุณจะมีปุ่มให้กดดาวน์โหลดด้านข้างนี้ สมมุติว่าอยากได้เป็น Survey Response Analyzer กดดาวน์โหลด 1 แล้วก็ดาวน์โหลดเป็นสกิล 1 อันแค่นั้น หลังจากนั้นเราเข้าไปที่ cross แล้วเราก็เข้าไปที่โอเคตัวนี้นะครับ กลับไปเหมือนเดิมเลยก็กด Customize กด Skill กดเครื่องหมายบวกกด Create skill และกดอัปโหลดสกิลก็คือสกิลที่ดาวน์โหลดมาเมื่อกี้ เมื่อเราอัปโหลดสกิลมาเสร็จนะครับ เราก็กดที่สกิลตรงนี้จะเห็นว่ามันมีสกิลพร้อมใช้งานอยู่ตรงนี้เลยเห็นมั้ยครับ ซึ่งผมบอกเลยว่าสกิลจะละเอียดกว่าพร้อมพอสมควรเลยนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าสกิลมันใส่ได้เยอะไง ผมก็จัดสกิลมาให้ครบละเอียดครบถ้วน วิธีการใช้ยังไงก็กลับไปที่ลองดูตรงนี้

เมื่อเราติดตั้งสกิลละมันจะมีวิธีการใช้แบบนี้ให้ดูตรงนี้ครับ ผมจะใช้คีย์เวิร์ดคำว่า สรุป สรุป Survey นะครับ สรุป Survey ผมก็ copy คำว่า สรุป Survey ตรงนี้เข้ากลับมาที่หน้านี้ แน่นอนว่าหน้าเนี้ยเราติดตั้งสกิลเรียบร้อยและเราก็เลือกโฟลเดอร์ที่ชื่อว่าต้องเลือกโฟลเดอร์นี้ Sample Data แล้วเราก็กดคำว่า สรุป Survey และ Enter ดูซิว่ามันเรียกสกิลมโอเคอันนี้มันก็ไปเรียกสกิลอ่ะ เขาถามว่าไฟล์ data อยู่ไหนอ่ะ เราก็เข้าไปที่ไฟล์ครับ แล้วก็ชื่อไฟล์นี้ไฟล์ชื่ออยู่ในโฟลเดอร์แล้วเราก็จะไปหาไฟล์เจอไหม Skิเริ่มใช้งานสกิล อ่าอันนี้ก็คือเป็นมีตัวอย่างนะครับที่การใช้สกิลจะเป็นแบบนี้ อ่า ระหว่างนี้ก็ให้มันทำไปนะครับ เดี๋ยวเรามาดูในส่วนของตัวอย่างที่เป็นพร้อมกันนะครับ มันก็ไม่ยากนะก็ง่ายเหมือนกันก็คือเนี่ยตรงนี้ผมให้ดูตัวอย่างนะก็คือว่าเราเข้ามาที่หน้า Survey เหมือนเดิมเมื่อกี้แล้วเราก็กด copy พร้อมแล้วก็ copy พร้อมตรงนี้ไปหลังจากเรา copy พร้อมตรงนี้ไปเสร็จเรียบร้อยเราก็เอามาแปะตรงนี้นี่ไงผมก็ทำให้ดูแล้วแปะมาท เปลี่ยนเป็นจากไฟล์ที่ชื่อ 06 customer Survey หลังจากนั้นมันก็จะอ่านไฟล์อ่านทุกอย่างครบทำทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วมันก็จะสรุป Finding ฟันธง 50 response มาให้ อันนี้ก็จะเป็นศัพท์ของ Survey ต่างๆเลย คนชมส่งเร็วและบ่นส่งช้าเป็นกลุ่มขนาดเท่าเท่ากันนะครับ เว็บไซต์ UX9 คนบอกว่าเว็บใช้ยาก โดยเฉพาะกลุ่ม Line User New เคยเห็นมาก่อน เราก็กดเข้าไปดูไฟล์ตรงนี้นี่คือเอกสารไฟล์ที่เขาทำมาให้ครับ เราลองเปรียบเทียบนะจากพร้อมที่เราก๊อปหน้าเว็บนะครับ กับอันนี้คือเป็นไฟล์ไฟล์ดิบของเรา หน้าตาเป็นแบบนี้นะครับ ไฟล์ดิบหน้าตาเป็นแบบนี้และเราก็ใช้พร้อมจากเว็บ 100 พร้อมเมื่อกี้หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ Survey Report นะครับ Total อ่า Total response ตรงนี้ stat เป็นยังไงนะครับ stat ต่างๆ ตรงนี้ก็จะมีข้อมูลครบเลย 44% ผู้ตอบต้องแก้ด่วนอะไรก็ว่าไป ส่งช้าเป็นปัญหาแต่ส่งเร็วก็ถูกม เว็บไซต์เข้ายาก ช่องทางที่ Survey มี อ่า มีอะไรบ้าง TikTok 22% IG มีม เป็นยังไงบ้างนะครับ Priority High Signal D นะครับ เรื่องของ Promotion Value Dent Promotion Value DVE acquisition นะครับ อันนี้ก็จะเป็นสรุปมาหมดเลยีม Stock out list นะครับ stat เป็นยังไง อันนี้ก็จะเป็นสายแบบ Survey นะครับ มันก็จะทำให้ละเอียดมาก Sentiment Positive 20 44% นะครับ Positive เรื่องราคาเหมาะสม neutral นะครับสำหรับอะไร negative เรื่องของ UXUI กับแก้ เรื่องของ logistics มส่งดีเป็นยังไง โอ้โห อันนี้ก็คือละเอียดมาก Action Plan สรุปให้เลยครับ Action Plan สุดท้ายสิ่งที่ คุณต้องทำทำอะไร 1 แก้ logistics SL ก่อนทำยังไงให้การส่งไม่มีส่งช้า ให้เป็น Standard อ่า redesign เว็บไซต์ UXUI และ Mobile First ติดตั้ง Auto Replay Live Chat อันนี้ก็จะเป็นเรียกว่า recommendation จาก feedback ของลูกค้า จริงลูกค้า Survey มา 50 คน สรุปสุดท้ายออกมาเป็น Action P top F recommendation ที่คุณจะปรับเมื่อคุณปรับตรงนี้ได้ Survey ของงานเราก็จะดีขึ้นนะครับ ซึ่งอันเนี้ยจะเห็นภาพเลยว่าโหดมั้ยล่ะ มันโหดจริง ๆ เพราะว่าไฟล์อันเนี้ยมันเป็น raw data เป็นเอกสารแบบไฟล์แบบเนี้ย ซึ่งผมมั่นใจว่าทุกงานทุกบริษัททุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นราชการเอกชนหรือบริษัทธุรกิจ SME คุณมีเอกสารแบบนี้เยอะมากนะครับ ในยุคก่อนคุณเก็บใส่กระดาษและในยุคกระดาษคุณบอกว่าต้องเปลี่ยนกระดาษมาเป็นดิจิตอลเมื่อคุณเก็บมาเป็นดิจิตอลทุกคนเก็บทุกอย่าง Slip ใบโอ้โหอะไรทุกอย่างเก็บหมดเพราะเราเรียนรู้มาว่า data สำคัญ Big Data สำคัญแต่แล้วยังไงต่อ มี data แล้วยังไงต่อ และเนี่ยแหละคือคำตอบเนี่ยแหละคือคำตอบ data ที่คุณมีอยู่ย้อนหลัง 3 ปี 5 ปี 1 ปี เอา data เหล่านั้นมาใช้ work ในการเนรมิตให้มันออกมาเป็นข้อมูลที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ทีนี้ผมให้ดูตัวอย่างนะ ครับว่าผมอ่ะตอนคุยผมบอกว่าให้เค้าทำมาเป็นไฟล์ Excel ด้วยตอนคุยกับเค้าเนาะ ผมบอกว่าให้ทำเป็น Excel ด้วยแล้วก็ทำเป็น PowerPoint ด้วยเดี๋ยวลองดูตัวอย่างนะว่าเค้าทำออกมาเป็น PowerPoint ให้ด้วยจากไฟล์เมื่อกี้ทำเป็น PowerPoint มีไฟล์ที่เป็น Excel มีไฟล์ที่เป็น PowerPoint และ CEO PowerPoint ทำออกมาเป็น 3 ตัวเลยไปดูโฟลเดอร์กันที่ผมให้เค้าสร้างไปดูตัวอย่างโฟลเดอร์จริงอันเนี้ยครับคือไฟล์ PowerPoint จาก Survey เมื่อกี้ธรรมดาออกมาเป็น Presentation แบบนี้นะครับ Internal use only Survey view Demo Demo hic นะครับ Channel Inside TikTok เป็นอันดับ 1 กลุ่มอายุ Gen C นะครับ Inside Senior 46-55 มากที่สุด Key Metric Dashboard นะครับ ตัวเลขเป็นยังไง Repurchase เป็นยังไง โปรโมนะครับ customer feedback มีมเป็นยังไงบ้างนะครับ sentiment อันไหน positive อันไหนก็จะเห็นว่า negative จะเป็นเรื่องความเร็วในการส่ง UX UI แล้วก็ Sup พอมีปัญหา 3 ส่วนนี้แน่นอน พอเราเห็น feedback แบบนี้เราแก้งานได้ตรงจุดละเนี่ย ลองนึกภาพสิว่า report อันนี้ใช้เวลาในการทำเนี่ยอย่างที่ผมก่อนไลฟ์มาไลฟ์ถึง ณ ตอนนี้ก็น่าจะประมาณไม่ถึง 20 นาที คุณได้ report แบบนี้ไปแก้งาน Action แพทีมงานเข้าไปแก้ได้ตรงจุดมากๆ

ธีมเป็นแบบนี้ UX UI Fiction นะครับ Sentiment Positive Negative Neutral แล้วก็อื่นๆที่เราจะต้องแก้ต้องปรับ Top 5 action P นะครับเป็นยังไงบ้างแล้วก็ อ่า Next Survey 5 Follow จบเลย Presentation ไม่ต้องทำ [เสียงหัวเราะ] นะครับ ได้ Presentation พร้อมพีซentเลยจากย้ำอีกทีนะจากไฟล์ที่ เป็นไฟล์ดิบแบบนี้ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างที่ อ่า เราใช้สกิลเนาะเราใช้สกิลเค้าก็จะไปวิเคราะห์ข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลมาแบบนี้ ผมบอกว่าถ้าผมต้องการตอนนี้เค้าวิเคราะห์มาเป็น text แบบนี้เนาะเค้าถามว่าอยากให้สร้างเป็น report Word หรือ Excel Dashboard มั้ยผมก็บอกว่าช่วยสร้างเป็น PowerPoint ไว้ present เจ้านายวันพรุ่งนี้โอเคสั่งแบบเพราะตอนนี้มันสรุปทุกอย่างมาให้แล้วเนาะ ตอนนี้ก็เดี๋ให้มันทำเป็นสไลด์

use case ถัดไป นะครับเรามาดูอันนี้ก็น่าสนใจมากๆอันนี้ คือโหดเหมือนกันเอ่อผมให้ดูตัวอย่างอัน นี้ตัวอย่างมันจะเป็นไฟล์นี้ e-commerce product นี่ตัวนี้อ่ะอันนี้ลองดู use case นะแล้วลองนึกภาพตามสมมุติว่าคุณบอกว่าคุณมีสินค้าตัวนี้ขายใน Marketplace Shopee Lazada TikTok อะไรก็ว่าไปแล้วคุณก็มีเอกสารว่า SKU 001 002 สินค้าอะไรสต๊อกเป็นแบบไหนอะไรยังไงคุณมีสินค้าพวกนี้อยู่ละปัญหาที่คุณเจอก็คือคุณต้องเอาสินค้านั้นไปขึ้น Marketplace แล้วเวลาขึ้น Marketplace คุณก็จะต้องเขียนทั้ง title description เขียนรายละเอียดเต็มไปหมดเลยและคุณก็ไม่รู้จะเขียนยังไง บางทีขี้เกียจเขียนก็แค่ใส่รูปใส่ข้อความอะไรไปสั้นๆแล้วก็โพสต์ขึ้นไปเลย ซึ่งข้อเนี้ยข้อมูลตรงเนี้ยสำคัญมากผมลองเอาเอกสารที่เป็นสต๊อกสินค้าแบบเนี้ยครับ แล้วลองใช้สกิลนะครับไปดูสกิลกันผมลองใช้สกิลตัวนี้ที่ชื่อว่า e-commerce แล้วก็ชื่อสกิลว่า Shopee Lazada Listing Optimizer เรามาดูรายละเอียดกันนะ ครับรายละเอียดของมันก็คือคุณเป็น e-commerce listing specialist ที่จัดการ store 100 + SKU บน Shopee Lazada TikTok Shop ไทยเข้าใจ search algorithm ของแต่ละแพลตฟอร์มรู้ว่า Buyer Thai จากอะไรก่อนรูปภาพราคารีวิวนะครับ หน้าที่ก็คือฉันมี Listing Rank 2-3 อันนี้ก็คือเป็นเอกสารที่เราเตรียมมาเราอาจจะเตรียมมาเป็น อ่า รายชื่อสินค้าของเราที่ขายมีข้อมูลอะไรเบื้องต้นเตรียมเป็นเอกสารง่ายๆ ไม่มี Format ไม่มีแพทเทิร์นอะไรนะไม่จำเป็นจะต้องเก็งหรือซีเรียสว่าเอกสารที่เตรียมต้องหน้าตาเป็นยังไงวะไม่ต้องเอาข้อมูลที่คิดว่าเพียงพอแล้ว AI มันจะทำงานเอง task ก็คือพวกเอกสารไฟล์ดิบของเรานั่นเอง หน้าที่ของเขาจะทำ keyword research title optimiz description restructure image story แล้วก็ทำ a plus content layer ทำราคา promotion implement เราสามารถก๊อปพร้อมนี้ไป อ่า ผมให้ดูตัวอย่างนะผมก๊อปพร้อมนี้ไปแล้วก็ไฟล์ดิบคือไฟล์นี้ e-commerce product หน้าตาเป็นแบบนี้ผมก็สั่งมันว่า copy ข้อความเมื่อกี้แหละแล้วตรง task เปลี่ยนเป็นใส่ว่าจากไฟล์ 04 Eccommerce product นะครับ สิ่งที่เขาทำให้โอเคอ่านจากไฟล์ Excel ได้ข้อมูล SKU ได้ 25 SKU 5 หมวดจะวิเคราะห์และสร้าง Listing optimiz ให้สิ่งที่เขาสร้างให้นะครับออกมาเป็น listing optimization plan หน้าตาเป็นยังไงหน้าตาเป็นแบบนี้ Listing Optimization Plan นะครับจาก 25 SKU มี 11 SKU ที่ rating น้อยกว่า 4 และ 6 สินค้า conversion rate ต่ำกว่า 10 ปัญหาหลักไม่ใช่ Title คือเรท Rating กับ social ต่ำทำให้คนซื้อข้ามไป Top Priority คือ SKU ที่มี margin สวยแต่ขายได้น้อยก็คือ คอลลาเจนแล้วก็โทรศัพท์แล้วก็หูฟังนะครับ เขาเขียนให้เลยนะว่าโอเคเลือก 5 สินค้า ที่ margin ดีแต่ conversion ต่ำและ High ROI นะครับจากไฟล์ย้ำอีกทีนะลองดูนะจากไฟล์ ที่เป็นแบบหูฟังบูทธแบบนี้หูฟังบูทธราคาต้นทุนแบบนี้เนาะมันเขียนออกมาให้เลยว่า คีย์เวิร์ดคือหูฟังบูทธไร้สาย Secondary หูฟัง True Wireless หูฟัง ANC ตัดเสียง หูฟัง Gaming ไร้สาย Competitor Gap หูฟัง Inar Sport หูฟังTensนี่ต่ำหูฟังเบสหนัก Seasonal หูฟังรถ 11 เดือน 11 หูฟังของขวัญหูฟัง Back to School หมายเหตุ เรท 3.3 3 ดาวต้อง address เรื่องคุณภาพก่อนคีย์เวิร์ดอย่างเดียวไม่ช่วยนะ ครับอันที่ 2 โทรศัพท์เคสเนี่ยมันก็ทำให้เลยเห็นมั้ยว่าคีย์เวิร์ดควรอะไรระบุโมเดลเข้าไปว่าเป็นโมเดลอะไร คอลลาเจนคอลลาเจนแท้ดูดซึมเร็วเนี่ยก็เป็นคีย์เวิร์ดนะ ครับเป็น optimiz ให้เค้าก็จะเอาลิสินค้าตรงเนี้ยมาคิดแล้วเราก็สามารถเอาคำเหล่าเนี้ยไปใส่ใน Shopee Lazada TikTok ได้เลยอันนี้เป็นตัวอย่างนะอันที่ของ Title Optimiz Title Optimiz ก็คือสินค้า SKU 0101 แพลตฟอร์ม Shopee หูไตleเก่าคือหูฟังบูทธใหม่คือหูฟังไร้สาย True Wireless ตัดเสียง ANC เบสหนักใส่กีฬาได้ไตเติลเก่าเคสโทรศัพท์ไตใหม่เคสโทรศัพท์กันกระแทกระบุรุ่น อ่าไตใหม่คอลลาเจนธรรมดาไตใหม่เป็นอะไรเห็นมั้ยอันนี้เป็น Shopee อันนี้เป็น Lazada ที่กองน้ำที่กองน้ำดื่มต่อก๊อก 7 ขั้นตอนไม่ใช้สายไฟเปลี่ยนไส้ง่ายหลังจากนั้นเป็น description และ description pattern ก็คือฮุค 1-2 บรรทัดตีปัญหาก่อนของ buyer ตรงๆหลังจากนั้นใส่ unique selling point จุดเด่นของตัวสินค้าเราประโยชน์จุดแตกต่างสเปค ความสะดวกสบายการประกัน

ที่เหลือเป็นตารางสเปค FAQ คำถามที่ถามบ่อย Call to action นะครับ ตัวอย่างคอลลาเจน อ่าฮุคก็คือผิวหมองค้ำเห็นริ้วรอยนะครับ หลังจากนั้นก็คือเป็น Unix selling point Unix selling point จุดเด่นมีอะไรบ้างนะครับ อ่ะผมก็เว้นวรรคแบบนี้ Unix selling Point ที่เป็นจุดแตกต่างเนาะ แล้วตรงนี้ก็จะเป็นสเปคของสินค้าและรายละเอียดปริมาณซองจำนวนในกล่องใช้ได้เท่าไหร่ คำถามที่ถามบ่อยคืออะไร Product ชกด add to cart เลยซื้อ 3 กล่องใส่ส่งฟรีหูฟังบูธคุกเป็นยังไงรายละเอียดที่เป็น unique selling point ต่างๆ FAQ เป็นยังไงแล้วก็รูปก็แนะนำเลยว่ารูปควรเป็นแบบไหน 1 Main hook ต้องหยุดภายใน 5 วินาที Close up zoom เห็นคุณภาพหลังจากนั้นลดความกังวลก็คือเรื่องของ อ่ามือเหรียญไม้บรรทัดอะไรไซส์ขนาดเท่าไหร่ use case การใช้งานสเปคทุกอย่างครบหมดเลยนะครับแล้วก็ priority หูฟังควรทำ Content อันไหนก่อน Text overlay ควรใส่ข้อความอะไรในรูปนะครับ Content Layout หน้าตาเป็นแบบไหนจบเลยนะครับ ลองนึกภาพดูว่าละเอียดมั้ยอ่ะละเอียดสุดๆขนาดอ่านยังเยอะมากแล้วทีเนี้ยเราสามารถทำตามได้แล้วมันมันไม่ได้คิดแบบไม่ได้คิดแบบ Generic อ่ะหรือทั่วไปอ่ะมันคิดแบบข้อมูลจริงของเราอ่ะครับ การตั้งราคามันแนะนำด้วยว่าราคาเท่าไหร่ SKU แบบไหนขายตัวไหน สินค้าที่ควร Bundil สินค้า A สินค้า B โอ้โหละเอียดมากครับละเอียดมากอันนี้ผมก็อ่านไม่หมดเนาะถ้าเกิดแล้วก็มี Action Checklist นะครับ สัปดาห์แรกต้องทำอะไร Quick Win 2 ช่มงอัปเดตอะไรนะครับ สัปดาห์หน้าทำอะไร ภายใน 30 วันต้องทำอะไร

อันนี้คุณปริ้นใส่เอกสารมาได้ใส่กระดาษมาแล้วแปะเอาไว้แล้วเช็คลิสต์เลยว่าอันไหนทำแล้วอันไหนที่ยังไม่ได้ทำ ที่ผมเล่ามาเนี่ยเพียงแค่ 2 สกิลเองนะ อ่ะ 2 สกิล Shopee Lazada Listing Optimizer คุณก็สามารถถ้าเป็นนักเรียนคังแสงกดดาวน์โหลดไปได้เลยครับ หลังจากดาวน์โหลดเสร็จพิมพ์คำว่า Optimiz Listing แค่นี้เขาจะถามคำถามคุณว่าเอกสารอะไรไฟล์อยู่ไหนอยากได้เป็นรูปแบบไหนอะไรยังไงคุยไปเลยแล้วมันทำออกมาให้คุณไม่ถึง 10 นาที อ่ะเดี๋ยวไปดูต่อนะครับในส่วนของตัวเคสที่ผมให้ทำเมื่อกี้อ่ะ Survey ใช่มผมให้ทำเป็น PowerPoint อ่ะลองดู Survey PowerPoint มาดูความแตกต่างกันอันนี้จะเป็น PowerPoint แบบไหนเอ่ยโอเคอันนี้จะเป็น PowerPoint แบบสกิล อ่าเมื่อกี้ Survey เราจะดูตัว Survey มี 2 แบบเนาะแบบที่ copy พร้อมที่แบบทุกคนสามารถใช้งานได้หมดเลย อันนี้เป็นพร้อมจากสกิลอันนี้เฉพาะสิทธิพิเศษเฉพาะนักเรียนทั้งแสงเท่านั้นนะครับ ก็อันนี้ลองดูตัวอย่างนะครับที่แตกต่างกันว่ามีแตกต่างยังไงโอเคอันนี้ก็คือสรุป Customer Survey วิเคราะห์ความพึงพอใจต่างๆนานาข้อมูลเป็นยังไงนะครับ เพศชายเพศหญิงช่องทางต่างๆอาชีพความพึงพอใจออกมาเป็นยังไงนะครับ จะซื้อซ้ำแน่นอนอาจจะ 20 ไม่แน่นอน 18 แล้วก็สิ่งที่ลูกค้าชอบ อ่า สิ่งที่ต้องปรับปรุงอะไรประมาณนี้ Line Best Channel words of M แข็งแรง TikTok ต่ำสุดนะครับ Top F อะไรยังไง ประมาณนี้ ฟันธง 3 ข้อที่ต้องทำทันที เรื่องของ SL เว็บใช้ยากตอบแชทช้าอันนี้ก็จะเป็นทำมาเป็นสไลด์ผ่าน Google Slide เลยนะครับเราก็สามารถแก้ข้อความพวกนี้ได้หมดเลยนะครับเราอยากแก้อะไรเพิ่มอะไรเนี่ยข้อความตรงนี้อยากเปลี่ยนเป็นภาษาอะไรเปลี่ยนตรงนี้ได้เลยหรือเราอยากให้มันสวยกดปรับปรุงสไลด์ด้วย AI ตรงนี้อีกทีนึงมันก็จะทำสไลด์ AI ออกมาให้สวยเลย อันนี้คือตัวอย่างให้เห็นภาพว่าการใช้สกิลกับไม่ใช้สกิลก็จะใกล้เคียงกันแต่ถ้าใช้สกิลก็จะเร็วกว่าสั้นกว่าง่ายกว่าอันนี้เป็นตัวอย่างอันที่ 2 นะครับที่ผมทำมา

เรามาดูอีก use case นึง use case นี้เป็นเกี่ยวกับในส่วนของ B2B เป็นเรื่องของเซลล์แล้วกัน

อันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเซลล์เนาะเรามาดูในส่วนของเรื่องยอดขาย Social Media Analytic สมมุติว่าทุกคนมีโซเชียลอยู่และมี Facebook มี IG มี YouTube มี TikTok มีช่องทางทุกอย่างที่เป็นของบริษัทเราอยากวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นแต่เราขายของอ่ะ เราอยากรู้ว่าตั้งแต่คนเห็นจนถึงคนซื้อของเนี้ยผลตอบรับเป็นยังไง ซึ่งอันนี้จะเป็นไฟล์เอกสารที่ชื่อว่า Social Media Analytic อ่าเราก็จะมีเก็บข้อมูลที่เป็น Facebook IG TikTok นะครับเป็นบทความเป็นวีดีโอสั้นเรามีข้อมูล data พวกนี้อยู่แล้วถ้าใครวิธีการไม่ต้องกรอกเอกสารก็ไปดาวน์โหลด Export ฝากผ่าน อ่า Facebook IG TikTok ได้เลยก็กดดาวน์โหลดกดดาวน์โหลด export ข้อมูลนะนะครับ ซึ่ง EP ก่อนหน้าผมเคยแชร์วิธีการว่าเราจะไปดาวน์โหลดยังไงอยู่เอาไว้แล้วนะครับ อ่ะเรามาดูสกิลกันว่าเราใช้สกิลไหนนะครับ สกิลที่ผมใช้อาจจะไปที่ e-commerce อ่าไปที่ data ชื่อสกิลว่า Funnel Breakdown Funnel breakdown เนี่ยก็คือจะเป็นแบบวิเคราะห์ Funnel อ่า stage ไหน drop off root cost เลยว่า stat เป็นยังไง ซึ่งอันนี้เดี๋ยวเดี๋ยวผมจะลองอีกแบบนึงก็คือลองใช้สกิลให้ดูดาวน์โหลดสกิลทำเหมือนเดิมเลยกดดาวน์โหลดนะครับเข้าไปที่ cross เข้าไปที่ New Task แล้วก็เข้าไปที่ Customize Skill กดเครื่องหมายบวกกด Skill Upload Skill กดอัปโหลด Skill โอเค Funnel breakdown อัปโหลดสกิลเรียบร้อยนะครับ เราก็จะได้สกิลตัวนี้มาพร้อมใช้งานอันนี้ผมยังไม่ต้องแก้อะไรนะผมลองเริ่มใช้งานแบบง่อยๆดูก่อนไม่รู้อะไรเลยกดกดดาวน์โหลดมาเสร็จคีย์เวิร์ดคือว่า Analyze Funnel คำว่า Analyze Funnel ผมพิมพ์คำว่า Analyze Funnel เอ่อข้อมูล media ของผมให้หน่อยพิมพ์แค่นี้เรามาดูตัวอย่างที่ผมทำว่าเป็น Funnel เนาะตัวนี้ผมให้มันอ่านเอกสารที่ชื่อว่า Social Media Analytic นะครับแล้วก็มาดูตัวอย่างงานกันตัวอย่างที่มันทำออกมาให้เป็นไฟล์ Funnel Analy Social Media อ่ะมาดูกันหน้าตาเป็นแบบนี้ Social Media Funnel Analy ไฟล์ที่สร้างออกมาเป็นแบบนี้เลย List เท่าไหร่ Engagement เท่าไหร่ Stat เป็นยังไง Click เป็นยังไง New Follow เป็นเท่าไหร่นะครับ แล้วก็แยกตามแพลตฟอร์มด้วยนะ แพลตฟอร์ม List Engage 7.3% 3% engage ต่อ Click Click to follow เป็นจำนวนเท่าไหร่ Instagram เท่าไหร่จะเห็นว่ามีคนหายไปเท่าไหร่ content type ประเภทวีดีโอสั้นผลลัพธ์ดีสุด colosso ลองลงมาโพสต์ภาพ story ไฟ และบทความ Content ตัวไหน feedback ดี อ่า leak point จุดไหนที่ทำให้ leak point ก็คือคลิกจากคลิกมา follow เนี่ยเราได้อยู่ที่ 2.29% 29% ซึ่งค่าเฉลี่ยในตลาดอยู่ที่ 4-6% แสดงว่าอันเนี้ย Content เราส่งให้คนคลิกแต่ไม่ follow List Engagement 7.96 96 Benchmark คือ 10 อ่าวิธีการก็คือเรา loss อะไรไปบ้าง Loss list ไปประมาณ 100,000 กว่า loss engagement ไปประมาณ 100,000 กว่า engage นะครับ แล้วก็เสียเงินถ้าพูดถึง revenue จะเสียเงินไปเสียรายได้ไปดีกว่า 59,000 นะครับ อันนี้ก็จะเป็นแบบ root cause เกิดจากอะไร messaging mismatch content หลากหลายมาก visitor ไม่รู้ว่า follow แล้วได้อะไร key insight ตรงนี้สำคัญมากๆคือ การถ้าใครทำงานทางด้าน Marketing การที่ เราเห็นข้อมูลเยอะๆแบบเนี้ยเห็นข้อมูลแบบเนี้ยครับแล้วการสรุปมาเป็น 1 ประโยคว่า Loot C อ่ะมันคือ Messaging Mismatch อ่ะคือ Content หลากหลายเกินไปจนคนไม่รู้ว่าทำไมต้องติดตามช่องเราอันเนี้ยคือสำคัญมากเลยนะ เพราะว่าอะไรเพราะว่าลองนึกภาพครับว่าเอ้ยเราทำ Content ต้องเยอะเราจ้าง agency ต้องเยอะ content ก็ทำหลากหลายนะทุกแพลตฟอร์มก็ทำเต็มไปหมดเลยนะทำไมคน Follow น้อยจังคอร์สของมันก็คือก็คุณจับฉายไงจนจนเราไม่รู้ว่าฉันจะติดตามช่องคุณทำไมมันก็ต้องกลับมาปรับกลยุทธ์เรามั้ยว่ากลยุทธ์ของเราคือเราจะต้องโฟกัสมันก็คือ nich เจาะ nich มั้ยหรือเจาะมี communication message communication concept target audience ของเราเป็นใครเราจะสื่อสารไปที่ใครกลุ่มไหนและ content จะนำเสนอแบบไหน เพราะฉะนั้นคนเข้ามา 10 คน Intent เหมาะสมกับเค้าเลย follow เพราะว่าอะไรเพราะว่า click to follow ของของ stat เนี้ยคือ 2% แต่ตลาดจะอยู่ที่ 4-6% เพราะฉะนั้นความหมายตรงนี้ก็คือ message นี้วักทองมากสำหรับผม อีกอันนึงก็คือ missing trust signal biolink โปรไฟลไม่ได้ระบุว่าติดตามแล้วจะได้อะไรอันนี้ก็สำคัญมาก Audience Midmatch Match ก็คือ Instagram อาจดึงกลุ่มเป้าหมายผิดแน่นอนว่าทั้งทั้งหมดเนี้ยไอ้ 4 ข้อเนี้ย root c เนี่ยแก้เสร็จปั๊บทุกอย่างโตแน่นอนจะเห็นว่าตัวนี้บทความ message audience ตรงนี้ วิเคราะห์ออกมาให้ fix นะครับแก้ไขยังไงบ้างแก้อะไร quick win เลยนะครับ โปรไฟล์ bio Instagram bio content hook ใหม่ audience segment ใหม่นะครับ pint post optimiz อ่า create โพสstความถี่ ของจำนวนโพสต์เนี่ยโอ้โหทำสรุปออกมาให้ อย่างดีมีแพนด้วยนะมีแพน test AB ซึ่งแผนอันนี้ผมบอกเลยว่าผมพูดเลยแผนละเอียดแบบเนี้ยงาน agency ผมก็เปิดบริษัทใช่มั้ยผมก็รับจ้างทำงานให้กับลูกค้างานวิเคราะห์ analy data แล้วทำออกมาแบบเนี้ยงานที่ผม anal ให้ลูกค้ายังไม่ลึกและละเอียดเท่านี้เลยนะครับ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างของตัวเอ่อสกิลตัวที่ชื่อว่า Funnel Analysis ตัวนี้ตัวนี้ Funnel เบรคดาวนะ ครับที่เล่ามาทั้งหมดก็คือแค่ 3 สกิลเนาะเรามาดูตัวนี้เขาให้ใส่ข้อมูลครับ อ่า Media แสดงใน dashboard มีอะไรบ้างดูจากไฟล์โอเคเราต้องแจ้งก่อนดูจากไฟล์ Social Media Analytic เลยสไตล์เป็นอ่ะ New เป็น Cyberpunk แล้วกัน อ่า แพลตฟอร์มไหนบ้างก็ทุกแพลตฟอร์มหรือไม่ดีกว่าข้อมูลในไฟล์เลยอันนี้ก็คือเรียกใช้สกิลนะครับ พิมพ์คำว่า analyze funnel แล้วก็หลังจากนั้นเขาก็จะไปทำข้อมูลมาให้มีตัวใหม่ อีกตัวนึงที่ชื่อ artifact อันนี้ก็โหดมากเลยอันนี้ artifact นี่ไง live dashboard สดๆร้อนๆเปิดให้ดูครับอันนี้คือโหดขั้นสุดความหมายคืออะไรอ่ะเดี๋ยวผมแชร์ให้ดูครับเดี๋ยวผมแชร์หน้านี้ให้ดู ลองดูหน้าตา dashboard ตัวนี้นะ dashboard ตัวนี้นะครับข้อมูลเป็นข้อมูลไฟล์ดิบไฟล์นี้นะอ่ะทุกคนลองดูนะครับเป็นไฟล์นี้นะผมติดตั้งสกิลที่ชื่อว่าสกิล อ่า Analyze Funnel เมื่อกี้เลยติดตั้งสกิลเข้าไป แล้วผมก็บอกว่าให้อ่านไฟล์จากไฟล์ P อ่า ไฟล์ dashboard ตัวเมื่อกี้ตัวเนี้ยครับ แล้วมันไปทำอะไรให้ผมมันไป Create Artifact นะครับ Create Artifact คืออะไร Artifact คือตรงนี้ครับ Artifact Artifact ตรงนี้อธิบายง่ายๆอันนี้เป็นเรื่องใหม่พอดีเลยนะคือปัญหาของเราคือสมมุติว่าเราต้องการทำ dashboard อ่ะลองคิดภาพตามนะเรามี Google Sheet และ Google Sheet เนี้ยจะต้องอัปเดตข้อมูลทุกวันวัน ที่ 12 วันที่ 13 วันที่วันที่ 14 วันที่ 15 แล้วเรามาทำ dashboard เนี่ยนั่นหมายความว่าเราต้องกดดาวน์โหลดถูกมั้ยครับเราต้องกดดาวน์โหลดเมื่อเราดาวน์โหลดเสร็จปึ๊บเราก็ต้องมาใส่ cowork เมื่อเราใส่ cowork เราให้ทำ Dashboard Dashboard จะสรุปตัวเลขจบวันที่ 12 มันคือ snapshot มันคือเป็น Report snapshot ที่จบวันที่ 12 แต่ความเป็นจริงในการทำงานจริงๆอ่ะเราต้องการ dashboard ที่ข้อมูลมันอัปเดตตลอดถูกมั้ยไม่ใช่ว่าแบบวันที่ 13 ต้องมาเข้า cowork แล้วทำ dashboard 1 ทีแต่ Live Artifact เนี่ยคือมันไปซิงค์กับ Excel หรือ Google Drive หรือไฟล์เอกสารของเราที่เชื่อมเลยนะและนั่นหมายความว่าถ้ามีทีมงานไปอัปเดต Google Drive วันนี้วันที่ 13 วันนี้วันที่ 14 วันที่ 15 dashboard ตัวนี้ไม่ต้องทำใหม่คุณกด refresh ตรงนี้ data จะอัปเดตให้ real time หมายความว่า live artifact ตรงนี้ผมสร้างเป็น social media dashboard ตรงนี้นะครับเราสามารถเข้ามาดูเห็นมอัปเดตเมื่อ 2 นาทีที่แล้ว stat เป็นยังไง 2.6 6 ล้าน นะครับหน้าตาเป็นยังไงโอเควีดีโอสั้นนะ ครับ stat เป็นยังไงกลายเป็นคุณก็จะมี dashboard โดยที่ไม่ต้องไปจ้างใครทำหน้า ที่ทีมงานก็คือกรอกตัวเลขอัปเดตทุกวันคุณ ก็จะได้ dashboard แบบนี้สวยงามแบบนี้เลย และนี่คือสกิลที่ 3 ของเว็บไซต์ 100 สกิล จะมีแค่ 3 สกิลเนาะตอนนี้มี 50 สกิลแล้ว ก็ภายในอาทิตย์นี้จะทำให้ครบ 100 สกิลนะ ครับแล้วก็ไม่ได้จบแค่ 100 นะอันนี้คือ 100 ผมอาจจะเพิ่มไปเรื่อยๆ 2-300 สกิล แต่เบื้องต้นอาทิตย์นี้ขอ 100 สกิลก่อน โอเคเรามาทบทวนกันก่อนว่าตอนนี้เราไปถึงไหนแล้วนะครับ ตอนนี้เรามาถึง อ่า EP ที่ 9 นะครับแต่ถ้าเป็นเรื่องของ work เนี่ยจะเป็น EP ที่ 6 นะครับ EP แรกก็คือว่าเรา work ทำอะไรได้ตอนนี้ EP นี้ทะลุไป 130,000 วิวใน YouTube นะครับแล้วก็ EP ที่ 2 สอน setup สอนตั้งค่า EP ที่ 6 นะครับ หรือ EP ที่ 3 คือสกิลการใช้สกิลถัดมาคือการใช้ connector หรือเรียกว่า MCP schedule แล้วก็ EP ที่ 5 หรือ EP ที่ 8 ก็คือแจก 100 สกิลและ EP ณปัจจุบันคือ live artifact นะครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆแล้วก็จะได้รู้ว่ามันช่วยงานเราได้ยังไงนะครับ ทำไมต้อง live artifact ต้องอธิบายอย่างี้ว่าก่อนหน้านี้เราใช้คอร์ส Coverk แล้วมันโอเคมากๆ มันช่วยงานเราได้มากๆหรือใครยังติดขัดยังติดปัญหาถ้าคุณใช้งานไปเรื่อยๆคุณจะเริ่มใช้งานคล่องใช้งานเป็นแต่มันก็จะมีข้อจำกัดบางอย่างก็คือ 1 ผลลัพธ์หายในแชท ความหมายคืออะไรความหมายคือสมมุติว่าคุณ 1 แชทใน cowork หรือว่า 1 task ก็ได้นะครับ เมื่อเราคุยกับมันถึงจุดนึงแล้วเราต้องขึ้น task ใหม่ขึ้นแชทใหม่ บางทีเราบอกว่าแชทเนี้ยหรือ task เนี้ยเราให้มันทำ Content Plan นะครับทำ Content Plan เราขึ้นแชทใหม่ไอ้ตรงนี้มันก็หายไป นะบางคนเข้าไปสร้างในโปรเจคก็อยู่ในโปรเจคก็ขึ้นโปรเจคใหม่มันก็จะหายไปนะครับ data เก่าอันเนี้ยเป็นสิ่งที่สำคัญมาก data เก่าความหมายคือทุกครั้งที่คุณให้มันทำ report ทำ dashboard ทำข้อมูลทำเอกสารแล้วมันจะมีปัญหาสำหรับ อ่า use case ของการใช้งานที่ data มีอัปเดตอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ data อัปเดตแต่ข้อมูลมันไม่อัปเดตตามเราอาจจะใช้เป็น schedule หรือตั้งเวลาทุกๆตอนเช้าให้มัน schedule ขึ้นมาดูมันก็ก็จะไม่สะดวกไม่สะดวกเพราะอะไรเพราะว่าคนที่ดู data กับคนที่เก็บ data อาจจะเป็นคนละคนกันเดี๋ยวอันเนี้ยเดี๋ยวผมจะอธิบายให้เข้าใจให้เห็นภาพมากกว่านี้แต่ขอค้างตรงนี้เอาไว้ก่อนนะครับแล้วก็เวลาการใช้งานมันจะต้องแบบต้องสั่งใหม่ทุกครั้งไม่มีเวอร์ชั่นเก่าที่ก่อนหน้าที่เราเคยทำแต่ live artifact ก็คือมันจะมี dashboard เป็นของตัวเองนะ ครับหน้าตาจะเป็นแบบนี้ dashboard เป็นของตัวเองแบบนี้เห็นมั้ยครับมี dashboard เป็นของตัวเองเลยเช่น อันนี้ของผมเป็นคำว่า อ่า Social Media Dashboard แบบนี้มันก็จะขึ้น Social Media Dashboard เห็นมั้ยครับเป็น Dashboard แบบนี้ Content Performance มันก็จะเป็นแบบนี้แล้วเวลาอัปเดตเห็นมั้ยครับเข้ามาเสร็จมันอัปเดต Real Time คำว่า Real Time ในที่นี้คือทุกครั้งที่ เราเปิดมา data มันจะอัปเดตข้อมูลมันจะอัปเดตอ่ะลองดูตัวนี้นะครับเห็นมะข้อมูลอัปเดต 20 วินาทีที่ผ่านมาตัวเลขเป็นยังไงบ้างนะครับมีข้อมูลทุกอย่างอัปเดตให้หมดเลยมี AI ไทยวิเคราะห์ข้อมูลให้ด้วยว่า stat ณวันนี้เป็นแบบนี้ AI วิเคราะห์ data ออกมาเป็นยังไงนะครับมี tab เป็นของตัวเองนี่คือจุดเด่นของ live artifact หมายความว่าต่อจากนี้คุณไม่จำเป็นที่จะต้องแบบต้องมาดาวน์โหลดเอกสารแล้วก็ทำเป็น dashboard 1 ครั้งแล้วจบ ณวันนี้คุณทำครั้งเดียวแล้วคุณสามารถมี data แบบนี้ได้ทุกเช้าที่คุณเปิดคอมพิวเตอร์คุณก็เปิดมาหน้าแบนี้ก็จะเห็นเป็น data ที่อัปเดต Real Time นะครับเปิดมาดูข้อมูลแบบนี้เราก็จะเห็น data ที่อัปเดต Real Time เนี่ยอัปเดตล่าสุดเลยตอนที่ 29 ตอน 1620 อ่าอีเมลมีอะไรอีเมลที่ค้างมีนัดประชุมวันไหนไฟล์ที่ต้องแก้คืออะไรงานที่ต้องตอบคืออะไรอัปเดต Real Time นะครับ อันนี้คือข้อดีของ Live Artifact มีมี dashboard เป็นของตัวเองกับ 2 เอ่อ data สดทุกครั้ง 3 dashboard ชาร์จสวยงามมากแล้วก็ 4 สร้างครั้งเดียว อ่าสร้างครั้งเดียวเสร็จก็คือเราสามารถใช้งานได้ยาวๆเลยนะครับ อันนี้คือข้อดีจุดเด่นแล้วผมมองว่ามันมีประโยชน์มากสำหรับคนทำงานคนที่คุณทำงานเอกสารไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งไหนข้อมูลทุกอย่างทำครั้งเดียวทำ dashboard ให้สวยงามและใช้งานแบบ Real Time Live Artifact ก็คือเหมือนสร้างแอปส่วนตัวที่ซิง data

จริงโดยไม่ต้องเขียนโค้ดซักบรรทัด อยู่ในแอปตลอดเวลา ไม่หาย Data สดเสมอ Dashboard สวยงาม สร้างครั้งเดียว

ทีนี้ถ้าเกิดใครอยากทำ อยากมีแบบผมแบบเนี้ย Live Artifact ที่เป็น Dashboard สวยๆ แบบเนี้ย ทำยังไง?

[เพลง] นะครับ อย่างแรกเลยคือต้องอัปเดต Co-pilot Desktop ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก่อน คุณก็ไปดาวน์โหลด CL ตรงนี้เนาะ ถ้าเกิดมันมีด้านซ้ายบอกให้อัปเดต ให้อัปเดตเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดนะครับ

แล้วก็ 2 คือเราต้องจ่ายเงิน 20 เหรียญต่อเดือนนะครับ เพื่อให้เรามีแอปที่เรียกว่า Co-pilot เมื่อมีแอป Co-pilot เสร็จนะครับ คุณก็จะสามารถสร้าง Artifact ตรงนี้ได้ Live Artifact ตรงนี้

แล้วก็สิ่งที่สำคัญการทำ Live Artifact อ่ะ มันคือการที่ให้ลองนึกภาพเนาะ Live Artifact คือ Real-time Dashboard Data แต่การที่ข้อมูลจะมาโชว์ตรงนี้ได้ครับ มันจะต้องไปเชื่อมกับเครื่องมือตัวอื่น อย่างวันนี้ที่ผมจะ Demo คือเราจะเชื่อมกับ Gmail และเราจะเชื่อมกับ Google Calendar และเราจะเชื่อมกับ Google Drive หรือ Google Sheet 3 ตัวนี้ เพราะอะไร เดี๋ยวผมจะทำตัวอย่างให้ แต่ ณวันนี้ เรียนรู้วิธีการแล้ว คุณจะไปประยุกต์ใช้ ไปเชื่อมกับระบบของบริษัท ไปเชื่อมเครื่องมือของบริษัทนะครับ สามารถคุยแล้วก็สอบถามมันได้เลยว่า ระบบของเราใช้ Face เราอยากจะเชื่อมข้อมูลจาก Face เพื่อเอามาทำเป็น Live Artifact ได้ไหม ระบบของเราเป็น xxx เราสามารถเชื่อมได้ไหม เราคุยกับมันได้เลย

โอเค แล้วก็อ่ะ หลังจากนั้น ทำ 2 ส่วนนี้สำคัญมาก วิธีการทำยังไง ถ้าใครเรียน EP ก่อนหน้ามานะครับ เราก็จะเข้ามาที่ Customize นะครับ เข้าไปที่ Connector Connector เสร็จเราก็กดเครื่องหมายบวก แล้วเราก็กด Use Connector แล้วเราก็เลือกเป็น Gmail อ่า Gmail แล้วกดบวกตรงนี้ มันจะให้เราไป Login ก็เชื่อม Gmail เชื่อม Google Calendar แล้วก็เชื่อม Google Drive นะครับ ใครจะเชื่อมระบบของตัวเอง ลองเสิร์ชบนนี้เลยครับว่ามีไหม หลายคนมีคำถามว่าเชื่อม Line ได้ไหม เชื่อม Line ไม่ได้นะครับ Line ยังไม่มีตัว Connector ซึ่งอนาคตอาจจะมี ถ้าอนาคตมีก็สามารถเสิร์ชแล้วเชื่อมได้เลย

แล้วก็แน่นอนว่าเชื่อม Line ผ่านตัวนี้ไม่ได้ แต่มันก็จะมีวิธีการนะครับ วิธีการถ้าเราอยากทำเชื่อมต่อกับ Line พิมพ์คุยกับมันได้เลยครับ พิมพ์คุยกับมันได้เลยว่าเราอยากจะเชื่อม Connect ผ่าน Line เชื่อมยังไง พิมพ์คุยกับมันได้เลยตรง ณโวิรk ตรงนี้ แล้วก็พิมพ์แชทคุยกับมัน มันจะมีแต่มันต้องอ้อมนิดนึง แล้วก็อาจจะปืน Token หน่อย แต่ มันทำได้

แล้วก็ถัดมา เมื่อเราเชื่อมทุกอย่างเรียบร้อย เรามาเริ่มการทำ Dashboard กัน ทำ Dashboard แบบ Data สด ไม่ใช่ Export Data นะครับ เริ่มมาถึงก็เปิด Co-pilot Desktop แล้วก็กดคำว่า Co-pilot มุมซ้ายตรงนี้นะครับ

2. เลือกโฟลเดอร์งานที่เราต้องการจะทำ เลือกโฟลเดอร์สำหรับเก็บ Data Report อันนี้ก็ Basic ที่เราเรียนกันมาอยู่แล้วนะครับ ก็เลือกโฟลเดอร์ที่เราจะทำ ผมเตรียมโฟลเดอร์เอาไว้ว่า Artifact Demo นะครับ ก็เลือกโฟลเดอร์นี้เอาไว้

โอเค 3. ใส่ Data แล้วก็เชื่อม Connector อ่า ใส่ Data ความหมายคือเรามีข้อมูลอะไรบ้าง เราก็ใส่ Data เข้าไป ซึ่งความรู้นี้จะเป็นความรู้เก่า นะครับ ถ้าใครเรียนมาหลาย EP แล้ว หรือเรียนเรื่อง Co-pilot มาจะเป็นความรู้เก่า ผมเปิดให้ดู Data ที่ผมเตรียมมานะครับ ก็จะเป็นในส่วนของตัวโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า Artifact Demo แล้วก็ Demo Data Demo Data ผมก็จะเป็น Sale Data เป็นยอดขายของบริษัทนี้ ยอดขายเท่าไหร่ รายได้เท่าไหร่ อ่า ขายได้ผ่านช่องทางไหนบ้าง Social Media Data ตัวเลข Data ต่างๆ ค่า Reach Impression Engagement Like Share Comment Link อะไรก็ว่าไป อันนี้คือ Data ที่เราเตรียมมา

แล้วก็สิ่งที่เราทำก็คืออะไร กดเครื่องหมายตัวนี้นะครับ ถ้าใครยังไม่มีโฟลเดอร์ ก็กดเลือก Use Folder กด Create New Folder แล้วก็สร้างโฟลเดอร์ใหม่ขึ้นมา เพื่อจะเป็นโฟลเดอร์ที่ให้ Co-pilot เข้าไปทำงานในโฟลเดอร์นั้น ในโฟลเดอร์นี้ผมได้เตรียม Demo Data มา ซึ่งถ้าเป็นงานจริง คุณก็ใส่ Data จริง เป็นไฟล์เอกสาร ไฟล์ Excel ไฟล์ PDF หรือไฟล์อะไรก็ได้ที่คุณอยากจะให้มันช่วยวิเคราะห์ข้อมูล หรือทำออกมาเป็น Dashboard ทำมาเป็น Summary ทำมาเป็นเอกสาร ทำมาเป็นอะไรก็ได้ เตรียมข้อมูลเอาไว้ในโฟลเดอร์นั้น

หลังจากเตรียมข้อมูลในโฟลเดอร์นั้นเสร็จ Copy Prompt ครับ จากที่นี่ หรือใช้จาก Skill 100 Skill ได้เลย ในเอกสารชุดนี้นะครับ อ่า นักเรียนคลังแสง ก็สามารถดาวน์โหลดไปได้นะครับ ผมก็จะมีตัวอย่างพร้อมให้ แต่ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นนักเรียนคลังแสง และอยากลองลองเริ่มทำดูนะครับ ก็เข้าไปที่เว็บที่ชื่อว่า skill.musocial.com นะครับ แล้วก็ลงมาด้านล่าง ด้านล่างตรงนี้จะมี Live Artifact อยู่ มีประมาณ 4 Template

Template ที่ 1 คือเป็น Template Morning Brief Dashboard

Template ที่ 2 คือ Sell Dashboard ยอดขายสดจาก Gmail เปิดมาเมื่อไหร่ก็เห็นยอดขายล่าสุด

Morning Brief ก็คือทุกเช้าเห็นอีเมล เห็นนัดประชุม Top 3 โฟกัส Data สดทุกครั้งนะครับ

หรือจะเป็น Content Performance Chat Performance Content สด Top Bottom Content แนะนำหัวข้อ

สัปดาห์หน้าเดี๋ยวนะครับจะเป็น Project Tracker สถานะโปรเจกต์ทั้งหมด Deadline เป็นยังไง

คุณสามารถมาใช้วิธีการก็คือ Copy ข้อมูลตรงนี้ไปได้นะครับ ผมยกตัวอย่างเป็น Content Performance ก็กดกด Copy อ่า Copy ตรงนี้ มันก็จะเป็นการคัดลอก เราก็มาแปะตรงนี้ได้ อันเนี้ยคือเป็นในส่วนของตัวอย่าง

คีย์เวิร์ดสำคัญคืออะไร ง่ายมาก ถ้าคุณรู้มันจะง่ายนิดเดียว เนื้อหาวันนี้สำคัญที่สุดคือแค่นี้ครับ คำว่า "สร้าง Artifact" นี่คือ Trigger คีย์เวิร์ดสำคัญแค่นี้เลย ก่อนหน้านี้คุณไม่มีคำนี้ คุณจะบอกว่า "ช่วยสร้างเป็น Content Performance Dashboard โดยอ่านจากไฟล์ socialmedia.csv" ซึ่งไฟล์ Social Media Data.csv คืออันนี้ อันนี้ใช่มั้ยครับ อ่า ทีนี้ถ้าเราทำแบบนี้ สำหรับมือใหม่ หรือใครที่ไม่เคยเรียนมาก่อนหน้านี้ ขอทวนนิดนึงนะครับ ก็คือมันจะสร้าง Dashboard มาให้เรา แต่ Dashboard ที่มันสร้าง มันสร้าง มันจะเป็น Dashboard ที่มี Data ตั้งแต่วันที่ 14 จนถึงวันที่ 26 คิดตามนะ เราบอกให้มันสร้าง วันนี้ Stat เราอ่ะ มีถึงวันที่ 26 เราจะสามารถเอา Data เนี้ยไป Present หัวหน้า หรือเอาไว้ดูวิเคราะห์ได้เลยทันที

แต่ถ้าเรา วันเนี้ย วันเนี้ยเป็นวันที่ 30 และเราต้องการอยากได้ Data อัปเดตสดใหม่ คุณจะต้องทำยังไงครับ

1. คุณก็จะต้องมาที่ไฟล์เอกสารไฟล์นี้ แล้วคุณก็ต้องมาอัปเดต Data ถูกมั้ย อัปเดตข้อมูลวันที่ 27 วันที่ 28 วันที่ 29 วันที่ 30 คุณมากรอกตัวเลขในเอกสารตรงนี้ หลังจากคุณกรอกตัวเลขในเอกสารตรงนี้ คุณก็กลับมาสั่งซ้ำใหม่ว่า "ช่วยสร้างเป็น Content Performance Dashboard หน่อย" เวอร์ชั่นที่ 2 จะเป็นเวอร์ชั่น Dashboard ที่มี Stat ข้อมูลสถิติถึงวันที่ 30 Dashboard ตัวที่ 1 มีข้อมูลถึงวันที่ 26 นั่นหมายความว่าทุกครั้งที่คุณอยากได้ Data ใหม่ๆ คุณต้องทำแบบนี้ซ้ำตลอด

แต่ ณวันนี้ คุณทำเพียงแค่ ทางทีมคุณ หรือคุณเป็นคนกรอกตัวเลข หน้าที่ของคุณคือแค่กรอกตัวเลขในเอกสารตัวนี้ วันที่ 27 28 29 30 กรอกไปเหมือนเดิมเลย แต่คุณเปลี่ยนวิธีการพิมพ์ตรงนี้ พิมพ์เป็น "ช่วยสร้าง Live Artifact"

[เพลง] อ่ะแล้วกด Enter สิ่งที่จะแตกต่างกับการที่มีคำว่า Live Artifact ตรงเนี้ยครับ มันจะมาสร้าง Artifact ทางด้านซ้ายมือตรงนี้ อ่า เดี๋ยวลองดูผลลัพธ์นะ มันจะสร้างขึ้นมาอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอมันสร้างมาอยู่ตรงนี้ ข้อดีของเราคือเราสร้างครั้งเดียว ข้อมูลก็จะอัปเดตตลอดนะครับ ตรงนี้เห็นมะ ข้อมูลถึงวันที่ 26 นะครับ ลองมาดูซิ ข้อมูลถึงวันที่ 26 ใช่มั้ย ถึงวันที่ 26 แล้วก็พอเราสร้างเสร็จ เราก็จะมีตัว Content Performance อยู่ตรงนี้นั่นเอง น่าจะเป็นตัวนี้หรือเปล่า เดี๋ยวผมขอดู ก่อนนะ โอเค น่าจะเป็นตัวนี้ที่ผมสร้างเอาไว้

แต่เดี๋ยวดูสดเลย ดูไลฟ์สดที่เราทำ Real-time เลย ก็จะให้เห็นว่าระหว่างนี้มันก็สร้างอยู่นะครับ มันขอสิทธิ์ในการ Create Artifact Content Performance Dashboard กด Create โอเค มันก็จะ Create Artifact ให้นะครับ แล้วกดอัปเดต Content Performance Dashboard ก็คือตัวนี้ อ่า ตัวนี้ นี่เราได้หน้าตาแบบนี้มาแล้ว ความแตกต่างของมันคืออะไร ความแตกต่างของมันคือตรงนี้ เห็นมั้ย มันมีเวอร์ชั่นเก่า ข้อดีของมันคือ นี่คือเวอร์ชั่นก่อนหน้า ผมมีอัปเดตด้วย ก็เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน เวอร์ชั่นปัจจุบัน หน้าตาเป็นแบบนี้นะครับ เรากด Refresh Data มันก็จะมี Data ถึงวันที่ 26 Facebook engagement ลดลงเทียบกับสัปดาห์ก่อน ควรเพิ่ม Live กับวิดีโอที่กระตุ้นคอมเมนต์ มีตัวเลขเปรียบเทียบทุกอย่างหมดเลย

คุณอยากให้มันทำ Report แบบไหน ก็แค่ไปคุยกับมันว่า "ผมต้องการทำให้สวยกว่านี้ อยากให้มี AI ช่วยวิเคราะห์ หรืออยากจะให้ทำอะไร" พิมพ์ไปได้เลยครับ พิมพ์ไปได้เลย แล้วมันก็จะไปอัปเดต [เพลง] ตัว Dashboard ตรงนี้ให้สวยงาม ให้เข้ากับสิ่งที่คุณต้องการ

Use case ของมันจริงๆ อ่า ความพิเศษของมัน ผมมองว่ามันพิเศษมาก มันสำคัญมาก เหตุผลเพราะว่าคุณไม่ต้องมานั่ง Export Data แล้วสั่งซ้ำ แล้วสิ่งที่คุณทำอย่างเดียวเลย ก็คือเข้ามาที่เอกสารตัวนี้ แล้วมาที่ Social Media Data สมมุตินะว่า Social Media Data ตัว อ่า ผมลองเพิ่มไปวันที่ ผมลองเพิ่มตรงนี้เป็นวันที่ 27 นะ 27 แล้วผมขึ้นตรงนี้เป็น TikTok ผมเป็นคำว่า Test Content แล้วผมก็ใส่ตัวเลขตรงนี้เวอร์ๆเลยอ่ะ ประมาณนี้ อันนี้คือผมอัปเดตใน Sheet นะครับ Sheet นี้อยู่ในคอมพิวเตอร์ของผม อัปเดตตัวเลขใน Sheet นี้เรียบร้อยละ อ่า ผมกดบันทึกเรียบร้อย กดบันทึกโอเค กดบันทึกนะครับ บันทึกก็ต้องเป็นไฟล์ โอเค พอดีว่าเครื่องนี้ไม่มี CSV หรือเปล่า เดี๋ยวผมลองดูนะ พอ มันบันทึกแล้วไม่ใช่ไฟล์เดิม โอเค ตัวเลขมันจะไม่อัปเดตนะครับ เวลาบันทึกเนี่ย มันต้องเป็นบันทึกไฟล์เดิมนะครับ เมื่อบันทึกไฟล์เดิม ตัวเลขข้อมูลตรงนี้มันจะอัปเดต

แต่เนี่ย ถ้าผมดูมาเนี่ย เดี๋ยวผมลองดูว่ามันเปลี่ยนนามสกุลได้มั้ย งั้นเดี๋ยวผมลองเปลี่ยนชื่อตรงนี้เป็นชื่อ 1 ตรงนี้เป็น CSV ตรงนี้เป็น CSV ของมันน่าจะเข้าใจกันนะครับ เพราะว่า Data ตัว ถ้าเราอัปเดตข้อมูลในไฟล์นี้นะครับ เป็นวันที่ 27 หลังจากอัปเดตวันที่ 27 เราเข้ามาที่ Artifact แล้วกดมาที่เมนูด้านซ้าย ข้อมูลตัวเลขตรงนี้มันจะอัปเดตให้นะครับ เนื่องจากเครื่องผมเป็น Mac แล้วยังไม่ได้ลงตัว Excel มันก็เลยกลายเป็น .CSV แล้วมันเพี้ยน แต่เดี๋ยวผมพาไปดูอีกอันนึงน่าจะใช้งานได้ประโยชน์มากกว่านี้ที่คนส่วนมากใช้กันนะครับ เพราะว่าอันเนี้ย มันมีข้อจำกัดอยู่อย่างนึง ข้อจำกัดของมัน คือมันทำงานในเครื่องเรา หมายความว่าคุณเนี่ย ต้องอัปเดต Data อยู่ในเครื่องตัวเอง เพราะมันเป็นไฟล์ Excel แล้วคุณก็จะดู Report ดู Dashboard ตรงนี้เองคนเดียว

แต่ Use case ที่ผมจะแชร์ต่อ และอันนี้ที่ผมเตรียมมาหลักๆเลย ก็คือจะเป็นตัวนี้ เป็นตัวนี้ เดี๋ยวผมพาไปดูข้อมูล Use case อันนี้ก็คือเรามีตัวเลขตัวนี้นะครับ เรามีตัวเลขข้อมูลที่เป็นไฟล์ Social Media Analytic หรือเป็น Stat จะเป็นยอดขาย เป็นข้อมูลอะไรก็ตามอยู่บน Google Sheet อันนี้เป็น Google Sheet นะ ซึ่ง Google Sheet มีอัปเดตตัวเลขตลอดเวลา เห็นมั้ยครับ อัปเดตตัวเลขตลอดเวลา อันเนี้ยผมใช้งานได้จริง และถ้าเราเป็นบริษัท เป็นทำงานกับลูกค้า ก็ใช้งานได้ดีมากๆเลย เวลาในการซื้อ Tool เครื่องมือในการทำ Data Dashboard อะไรได้ไปเลย ยกตัวอย่างเช่น คุณอัปเดตตัวเลขตรงนี้เป็น Sheet ทีมงาน เป็นคนอัปเดต เพราะ Google Sheet คนเข้ามาได้หมดเลย พนักงานทีมงานของคุณ เป็น Admin มีอยู่ 3 คน 3 คนเข้ามาอัปเดต Sheet ตรงนี้ เมื่ออัปเดต Sheet ตรงนี้ เราเป็นเจ้าของบริษัท เราเป็นหัวหน้าทีม เราก็พิมพ์แบบนี้ว่า "อยากให้ทำ Live Dashboard Artifact จากข้อมูล Social Media Sheet นี้แล้วแปะ Google Sheet โดยวขอดูข้อมูล Effect นี้ โดยให้ทีมงานเป็นคนอัปเดต Sheet ทุกวัน ผมเป็น CEO ดูข้อมูล Dashboard ผ่าน Live Artif ทีมงานอัปเดต Data รายวันผ่าน Google Sheet" อันเนี้ยมันจะช่วยเราได้

และผม [เพลง] ไม่ต้องไปทำงานให้พนักงานมาทำงานเครื่อง ผมก็ทำงานอยู่เครื่องผม พนักงานก็อัปเดต Data ใน Google Sheet นะครับ แล้วเรามาดูตัวเลข ตัวเลขตรงนี้ กด Refresh ทีหนึ่ง อัปเดตแล้ว โอเค กดเข้าไปที่ Sheet ตรงนี้ อ่า มาดูตอนคำสั่งของผมที่ผมสั่งนะ ผมสั่งตรงนี้ใช่มั้ย ข้อมูลตรงนี้ อ่า ลองมาดูตัวเลข ตัวเลข ณวันนี้มันคืออันนี้ใช่มั้ย โอเค คืออันนี้ ตัวเลขอัปเดตล่าสุด อ่า Stat ดีสุดคือ TikTok แพลตฟอร์ม TikTok ยอดเป็นยังไง เป็นตัวเลขแบบนี้ กราฟที่วิ่งวิ่งเป็นแบบนี้ สถิติเป็นแบบนี้ ข้อมูลทุกอย่างจบวันที่ ประมาณที่วันที่เท่าไหร่วันที่ 30 ผมบอกว่าทีมงานอัปเดตข้อมูลวันที่ 30 เหมือนกัน เป็น Facebook แต่ผมเปลี่ยนตัวเลขเป็น อ่า อันนี้เป็น 99 แล้วกัน สมมุติว่าทีมอัปเดตตัวเลข สมัยก่อนถ้าเราใช้ Co-pilot เราก็ต้องมา Export Data ส่งเจ้านงเจ้านาย ณวันนี้ไม่ต้อง เราก็รอเดี๋ยวมันจะ Refresh เวลาอยู่ มันจะไม่ถึงไม่ไม่ Real-time ขนาด 100% อ่า ลองดูนะ ตั้งแต่ที่ผมกรอกข้อมูลไปเมื่อกี้ เดี๋ยวเราจะใช้เวลาดูว่าตัวเลขที่มันอัปเดตอ่ะ มันจะใช้เวลากี่นาทีนะครับ เดี๋ยวอันนี้เดี๋ยค่อยกลับมา แล้วเดี๋ยวเรามาดู Data ที่เราใส่ตัวเลขไปเดี๋ยวมันจะอัปเดตขึ้นมานะครับ โอเค ตัวเลขอัปเดตแล้ว เห็นมั้ยครับ เมื่อกี้เราใส่ 999 เห็นมั้ย เห็นมั้ยครับว่ารวมกันทุกช่องทางคือเป็น 1 ล้าน ระยะเวลาถ้าดูนะ เมื่อกี้เราอยู่ที่ Sheet นี้ ทีมงานลองนึกภาพว่าอันนี้คือพนักงานเรา ทีมงานเรากรอกตัวเลข ตอนนี้เราอยู่ที่ฮ่องกง ฮ่องกงเราเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เราก็กดมาที่ Stat ของเรา ดูซิอัปเดต Data ขึ้นมาละ เราก็จะเห็นตัวเลขว่า เฮ้ย วันนี้ทำไมยอดมันพุ่งจังวะ ช่องทางไหน อ๋อช่องทาง Facebook Live Live สด โอ้โห มีลิสเท่านี้ ตัวเลขเป็นแบบนี้ เราสามารถดู Data จากตรงนี้ได้เลย อันนี้คือ Use case ที่ผมมองว่า เอ้ย เวิร์คมากเลย เราก็จะเห็นว่าตัวเลขที่เราอัปเดตไปมันอัปเดตขึ้นมา กึ่งๆ Real-time แล้วกัน คำว่า Real-time ในที่นี้คืออัปเดตใน Google Sheet เราขึ้นเลย แต่อันเนี้ย มันจะรอสัก 1 นาทีแล้วกันนะครับ ข้อมูลถึง

ขึ้นถัดมานะครับ อ่า เดี๋ยวลองดู Morning Brief ก็พิมพ์ตามเมื่อกี้เลย มันก็ไปขออีมงอีเมล Send เราก็จะได้ตารางตรงนี้มา อันนี้เราให้มันทำเนอะ มันก็จะทำออกมาเป็น ดึงข้อมูลมาต่อไปเราก็สามารถไปดู Morning Brief ตรงนี้ได้นะครับ มี New Lead เข้ามาวันนี้ มี Car ที่ค้างอยู่ มี Speak 20 นาที Future Skill อ่า ดูมีอะไรบ้าง วันนี้ไม่มีงานเร่งด่วน ไม่มีอะไร วันนี้เคลียร์นะครับ เราเปิดคอมมาก็ Refresh ทีหนึ่ง เราก็เห็นข้อมูลอัปเดตล่าสุดเลยนะครับ ไม่ต้องไปเช็คข้อมูลอะไรให้ยุ่งยาก 1 ช่องทางเห็นเลยทันทีครบทุกอย่าง

ถัดมา อ่า อันนี้ก็จะเป็นในส่วนของ Morning Brief ซึ่งหน้าตาเป็นแบบนี้เลย ก็ Copy ตรงนี้ไปแล้วก็ไปทำ ซึ่งอันนี้เราทำมาเรียบร้อยแล้ว ถัดมาก็จะเป็นในส่วนของ Sale Dashboard อ่า อันนี้เมื่อกี้ก็ทำเบื้องต้นแล้วนะครับ ถ้าใครอยากลองไปทำก็สามารถพิมพ์คำสั่งนี้ได้เลย แต่ถ้าเป็นนักเรียนคลังแสง ก็เดี๋ยวไฟล์เอกสารชุดนี้นะครับ ผมจะอัปโหลดเข้าไปในห้องเรียนที่เป็นคลังแสงนะครับ สามารถเอาไปดาวน์โหลดได้เลยนะครับ แล้วก็ถัดมาก็จะเป็นในส่วนของ Content Performance ก็ที่ทำให้ดูแล้วเมื่อกี้ อัปเดต Data Real-time ผ่าน Google Sheet ก็สามารถ Copy ตรงนี้ไปใช้ได้เลย ส่วนใครที่เป็นนักเรียนคลังแสง ก็สามารถมาใช้ 100 Skill ตรงนี้เอาไปใช้งานสำหรับธุรกิจคุณได้

แล้วก็มี Artifact อีก 4 ตัวที่เป็น Template ที่ไลฟ์สดวันนี้ อีก 4 ตัว อนาคตถ้ามีตัวไหนมา ผมจะอัปเดตเข้ามาอยู่ในระบบตัวนี้ sal.musocial.com newsocial.com ส่วนใครที่มือใหม่มากๆ ยังไม่เรียกว่ายังเพิ่งเริ่มต้นนะครับ ก็อยากลองใช้ ก็กดดาวน์โหลดฟรีนะครับ ก็จะมี 7 Skill พื้นฐานให้ลองไปฝึกใช้งานดูก็กรอกอีเมลมาแล้วก็ดาวน์โหลดนะครับ คุณก็จะดาวน์โหลดในส่วนของ Skill ไปลองฝึก Setup ฝึกใช้งานดู

สรุปนะครับ Skill + Artifact เป็นระบบครบวงจร อธิบายแบบนี้ว่าตั้งแต่ที่เราเริ่มมา Co-pilot เนี่ย เราเริ่มต้นมาคือเราคุยเพื่อให้มันทำข้อมูลให้เราทำงานให้เราให้เรียบร้อย สิ่งที่เราอัปเกรดตัวเราขึ้นมาคือเราทำเป็น Skill Skill ความหมายคืองานอะไร [เพลง] ที่เราทำซ้ำๆ เราเซ็ตเป็น Skill เพื่อให้เราสามารถสั่งครั้งเดียวแล้วมันทำทั้งหมดให้ ยกตัวอย่างเช่น สรุปตอนเช้าให้เราหน่อย ปกติตอนเช้า พฤติกรรมของเราคือเข้าเช็คอีเมล เข้าดูปฏิทิน เข้าไปดูทักงานใน Slack หรือในระบบอะไรก็ตามที่เราใช้งาน Workflow ของเราเป็นแบบนี้ ต้องทำ 1 2 3 4 5 ทุกเช้า เราบอกว่า "ช่วยสร้าง Skill ให้หน่อย Skill Morning Brief" Skill Morning Brief ก็คือ 1. เริ่มต้นให้เข้า Gmail และสรุปอีเมลสำคัญมาให้เรา 2. เข้า Calendar ประชุมสำคัญในวันนี้มีอะไรบ้าง 3. เข้าไปที่ Slack เข้าไปที่ Slack เพื่อไปดูว่ามีงานอะไรที่ Mention ถึงเรามั้ย แล้วก็ 4. สรุปงานทั้งหมดว่าเราต้องทำ Action Party งานแบบไหน โฟกัสงานอะไรบ้าง ช่วยสร้างมาเป็น Skill ให้หน่อย วันถัดมาเราตื่นเช้าขึ้นมา เราไม่อยากทำ 5 ข้อนี้ เราพิมพ์ว่า "Morning Brief" เราพิมพ์ว่า "สรุปเช้านี้" มันจะไปทำ 5 ข้อที่เราคุยกันเมื่อกี้ส่งมาให้เรา อันนี้ก็คือ Skill + Artifact

แล้วเราบอกว่า เอ้ย เราขี้เกียจพิมพ์ ต้องมานั่งพิมพ์ทุกวันเลย สรุปตอนเช้า สรุปงานตอนเช้าให้หน่อย เราก็ตั้งเป็น Schedule Schedule ก็คือกำหนดไว้เลยว่าทุกเช้าตอน 7:00 น. ให้มันทำ 5 อย่างที่เราพูดมาเมื่อกี้ ทุกครั้งทุกครั้งที่เราเปิดเครื่องมา เราคุยกันไป Skill กับ Schedule เรียบร้อยละ

แต่ ณวันนี้ เราคือคุยเรื่อง Artifact ครั้งเดียว เรามี Skill เรียบร้อย เราไม่ต้องตั้ง เราเอา Skill อันนั้นที่เราทำมาทำเป็น Artifact Artifact เปลี่ยนคำนะ อันแรกคือตอนแรกเราสร้าง Skill Skill ที่เราต้องการ ถ้าพิมพ์คำว่า Morning Brief จะทำ 5 ข้อนี้ทุกวัน เราจะพิมพ์คำว่า Morning Brief มันจะทำ 5 ข้อนี้กลับมาให้ แต่ Artifact คือสร้าง Artifact Live Artifact Dashboard โดยเราต้องการ Dashboard แบบ Morning Brief และเอา Skill ที่เราทำ Skill มาก็ได้ ความหมายคือสร้าง Live Dashboard โดยที่ใช้ Skill Morning Brief มันจะกลายเป็นระบบอัตโนมัติคือเราเพียงแค่เข้ามาที่ Co-pilot แล้วเปิดที่ Morning Brief เราก็จะเห็น Data ทุกเช้าที่เราเปิดเครื่อง แล้วเราก็จะอัปเดต Data ได้เลย เราอยากดู Sale Dashboard เราก็เปิดขึ้นมา แล้วเราก็ดู Data ของ Sale Dashboard อ่า สมมุติเราเป็นผู้บริหาร เรามี Dashboard อันหนึ่งที่เป็น Sale เรากดมาเราก็ดู Sale เรากดมาอีกอันหนึ่ง อ่า อันนี้เห็นเป็นยอดขาย เป็น Sale แบบนี้ เก็บข้อมูลมาจากไหนนะครับ Project Tracker เราดูซิ เราเป็น PM Project Tracker เป็นยังไง [เพลง] Line งานเป็นแบบไหน ตอนนี้เรามีงานอะไรที่ Track งานอะไรที่แบบ Delay งานอะไรที่เสี่ยงนะครับ เรามาดู Social Media Dashboard สถิติเป็นยังไงบ้าง เห็นมั้ยครับ เราดูข้อมูล

เพราะฉะนั้น ทุกอย่างมันจะรวมมาที่เรา คุณทำเป็น Raw Data ทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย มันคือ Raw Data มันเป็น Data แบบไฟล์เอกสาร ที่เป็นไฟล์แบบนี้ แต่เอามาทำเป็น Dashboard สวยงามแบบนี้ แล้วเราสามารถ Customize ปรับแต่ง Dashboard ที่เราต้องการได้ อาจจะพิมพ์ประมาณว่า "ช่วยทำ Report ที่เป็น Dashboard ที่ใช้โมเดลในการทำ Dashboard ระดับโลกให้ AI ไปรีเสิร์ชมาว่า Dashboard ที่คนระดับโลกอ่ะ ที่เป็น Framework หรือเป็นมาตรฐานระดับโลกอ่ะ เค้าดีไซน์ Dashboard หน้าตาเป็นแบบไหน ให้เอาแบบนั้นน่ะ มาทำเป็น Dashboard ให้เรา" รูปแบบก็จะเปลี่ยนไป ถ้าไม่เป็น Dashboard ได้มั้ย ทำเป็นสรุปประชุมก็ได้ ทำเป็น PDF ก็ได้ ทำเป็น PowerPoint ก็ได้ ทำเป็น Canva ก็ได้ ทำได้หมดเลย

ถ้าคุณดูมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าภาพของ AI ในหัวคุณน่าจะเปลี่ยนไปแล้วครับ จากเดิมที่หลายคนมองว่า AI เป็นแค่เครื่องมือถามตอบ ตอนนี้คุณน่าจะเห็นแล้วว่า AI สามารถกลายเป็นระบบ [เพลง] ทำงานได้จริง Co-pilot ทำให้เราเห็นว่าถ้าเราวางลำดับงานให้ดี AI ไม่ได้แค่ช่วยคิดหรือช่วยเขียนเป็นครั้ง แต่มันสามารถช่วยจัดการงานหลายขั้นตอน สร้าง Workflow เชื่อมโยงข้อมูล สร้างไฟล์ วิเคราะห์ วางแผน และทำงานซ้ำให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะสุดท้ายคนที่ใช้ AI ได้ผลลัพธ์จริง ไม่ใช่คนที่ลองเครื่องมือเยอะที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าจะเอา AI ไปวางไว้ตรงไหนของงานตัวเอง

ถ้าคอร์ส Co-pilot นี้ทำให้คุณเริ่มเห็นแล้วว่า AI ไม่ได้มีไว้แค่ช่วยตอบคำถาม แต่สามารถกลายเป็นระบบที่ช่วยสร้างงาน สร้าง Workflow สร้างผลลัพธ์ได้จริง ขั้นต่อไปคือการเรียนรู้ให้ [เพลง] ลึกขึ้น เป็นระบบขึ้น และเอา AI ไปต่อยอดกับงานด้านอื่นๆ ได้มากขึ้น ในคอร์สเรียนถัดไป [เพลง] ผมจะพาคุณต่อยอดจากจุดนี้ไปสู่การใช้ AI ที่กว้างขึ้น ลึกขึ้น และสร้างผลลัพธ์ได้มากขึ้น แล้วเจอกันใหม่ในคอร์สเรียนถัดไปครับ