📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

หนังสือราชการไม่ยากอย่างที่คิด

COJ CHANNEL2:04:20

Transcription

อันแรกเลย โดยสรุปแล้วเนี่ย ความหมาย ความสำคัญของหนังสือราชการเป็นยังไงนะคะ แล้วทั้งหมดเนี่ยมีกี่ประเภท แต่ละประเภทเนี่ย อ่า เราก็ต้องใช้หลักอย่างเดียวกันนะคะ

แล้วอันที่ 2 เนี่ย ก็คือเราจะมาดูว่าแต่ละประเภท ซึ่งเราจะยกตัวอย่างแค่ 2 ประเภทเท่านั้นเองนะฮะ หนังสือภายนอกกับหนังสือภายในจะมีรูปแบบยังไง มีโครงสร้างแบบไหน แต่ละโครงสร้างควรจะมีองค์ประกอบอะไรบ้างนะคะ แล้วหลักสำคัญในการเขียนเนี่ยเป็นยังไงบ้างนะคะ หลักสำคัญเนี่ยใช้ได้ทุกชนิดของหนังสือราชการเลยนะคะ แล้วก็เทคนิคในการที่จะเรียงร้อยตัวอักษร ตัวข้อความต่างๆ ขึ้นมาเป็นหนังสือราชการสัก 1 ฉบับเนี่ยนะคะ จะเป็นยังไงบ้างนะฮะ และหนังสืออะไรบ้างที่ต้องใช้ศิลปะในการเรียงร้อยเป็นพิเศษนะคะ ก็จะมีแค่ 3 ประเด็นนี้

วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายนะฮะ การเขียนหนังสือราชการเนี่ย เป้าหมายสำคัญเนี่ยก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ แล้วก็เป็นผลดีด้วยนะคะ ในการที่เราจะบรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็เป็นผลดีเนี่ยนะคะ มันจำเป็นที่จะต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายนะฮะ ที่สำคัญก็คือเราต้องเขียนให้ดีนะฮะ การเขียนให้ดีเนี่ย อ่า มันก็จะต้องมีองค์ประกอบย่อยอีกนะคะ ก็คืออันแรกเลย คุณภาพของเนื้อหาต้องดี ต้องครบถ้วนสมบูรณ์นะฮะ มีทั้งข้อเท็จจริง มีทั้งข้อกฎหมายนะคะ แล้วใช้เทคนิคการเขียนด้วยหลักภาษาไทย มีการเรียงร้อยไว้อย่างกระชับชัดเจนนะฮะ ไม่หมายถึงว่าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องนะฮะ ตั้งแต่เราซึ่งเป็น เอ่อ ผู้ที่เริ่มร่างหนังสือฉบับนี้นะคะ ไปจนถึงคนที่เขามาอ่า กรองงานมาช่วยตรวจสอบ แก้งานแล้วก็คนมีอำนาจลงนามนะคะ จะต้องทำอย่างสร้างสรรค์แล้วก็ด้วยความรับผิดชอบนะฮะ เพราะว่า เอ่อ หนังสือฉบับนี้เป็นหนังสือของหน่วยงานของเรานะคะ แล้วก็จะทำให้ภารกิจหลักของเราบรรลุเป้าหมายนะคะ

ทีทีนี้ องค์ประกอบที่ 2 ก็คือสื่อแล้วเข้าใจตรงกันนะคะ ระหว่างเราซึ่งเป็นผู้ส่งนะฮะ ไปจนถึงผู้รับเนี่ย จะต้องสื่อแล้วตรงกันนะคะ เพื่อที่จะประหยัดเวลาในการตีความ ในการที่จะไปสอบถาม ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมนะฮะ ไปตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ตรวจสอบข้อกฎหมาย หากข้อมูลเพิ่มแล้วอาจจะต้องทำใหม่ ด้วยซ้ำนะฮะ ซึ่งตรงนี้เนี่ย อ่า มันก็จะทำให้เสียเวลา ซึ่งมันเป็นต้นทุนของภาครัฐนะฮะ พูดง่ายๆ ก็คือเขียนแล้วให้คนอ่านรู้เรื่องนะฮะ ด้วยภาษาหนังสือของเรา เพื่อที่จะง่ายในการปฏิบัติตาม ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความนะคะ มีความเรียบง่าย กระชับ ใช้ภาษาสวยนะคะ เรียบง่ายแต่ภาษาต้องสวยด้วยนะคะ ซึ่งมีผู้ให้นิยามนะฮะกับการเขียนเอาไว้ว่า การเขียน คือผลผลิตที่สำเร็จรูปแล้วของการคิดนะคะ ก็แปลว่ากว่าหนังสือของเราเนี่ย จะมีไปถึงผู้รับนะคะ เราต้องผ่านการคิดตั้งแต่ตัวเราเองใช่มั้ยคะ ตัวเราซึ่งเป็นคนร่างครั้งคนแรกเลยนะคะ แล้วก็ส่งไปถึง ส่งไปให้พี่ๆ เข้ามากรองงาน เข้ามาตรวจสอบนะฮะ เสร็จแล้วก็ไปถึงผู้มีอำนาจลงนามนะฮะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ย ก็จะเป็นเรื่องที่ เอ่อ เราก็จะต้องมีความรับผิดชอบนะคะ แล้วก็เพื่อที่จะให้เขาง่ายในการที่จะปฏิบัติตามนะคะ ก็คือไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตีความ มีความเรียบง่าย กระชับ แล้วก็ใช้ภาษาสวยนะคะ ซึ่งตรงนี้นะฮะ ก็ผู้ที่ให้นิยามเนี่ยนะฮะ ก็คือคุณอดุลจันทรศักดิ์นะฮะ น้องๆ ขอขอโทษค่ะ คืออาจจะเป็นที่ตัวเองเนี่ยนะฮะ เรามีความรู้สึกว่าตรงเนี้ย ใช้ขออนุญาตใช้คำว่าพี่แล้วกันนะคะ แล้วก็น้องๆ นะคะ น้องๆ อาจจะเคยได้ยินชื่อนะคะ ท่านเป็นครู เป็นครูที่เป็น เอ่อ ครูคนแรกๆ เลยของการสอนหนังสือที่สำนักงาน กพ. นะคะ แล้วท่านก็ไปเป็นตุลาการศาลปกครอง ทีนี้นะคะ สิ่งสำคัญคือท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ เพราะฉะนั้นสำนวนของท่านเนี่ย ไม่ต้องไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะดีขนาดไหนนะคะ ท่านก็เป็นครูที่สอนหนังสือราชการให้กับน้องๆ นะคะ ในสำนักงาน กพ. ท่านก็บอกกับพวกเรานะว่า การเขียนเนี่ยคือผลผลิตที่สำเร็จรูปแล้วของการคิดนะฮะนะฮะ เราเนี่ยจะต้อง เราเนี่ยจะต้องคิดเสมอนะคะ ทุกๆ คนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในหนังสือของเรา ก็ต้องคิดเหมือนกันนะฮะ เพราะฉะนั้น อ่อ ท่านก็ยัง คุณอดุลเนี่ย ท่านก็ยังได้บอกว่า อ่า อย่าให้คนอ่านเสร็จแล้วรำพึงกับตัวเองว่า นี่มันคิดกันทั้งกลมแล้วเหรอ นะคะ ซึ่งตรงเนี้ยเราเราก็จำมาจนถึงทุกวันนี้นะคะว่า เราต้องทำด้วยความสร้างสรรค์แล้วก็รับผิดชอบนะคะ ท่านก็ยังบอกอีกนะคะว่ามันคือเสน่ห์ของการเขียนหนังสือนะคะ เสน่ห์ตรงนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้างนะคะ ก็ประกอบไปด้วยศาสตร์และศิลป์นะคะ จะเห็นว่าแล้วถ้าเราสังเกตดูในข้อมูลเดียวกันเนี่ย แต่ละคนเนี่ยก็จะมีวิธีคิดแล้วก็วิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันนะคะ เพราะว่าเสน่ห์ตรงเนี้ยประกอบด้วยศาสตร์ ศาสตร์ก็คือข้อมูลที่ถ่ายทอดกันได้ เรียนรู้กันได้ ส่วนศิลปะนี่คือฝีมือล้วนๆในการที่จะเรียงร้อยในข้อความแล้วก็ส่งไปเป็นหนังสือสัก 1 ฉบับนะคะ ตรงนี้ก็คือเป้าหมายนะฮะของการเขียนหนังสือราชการนะฮะ

ทีนี้มาดูในชีวิตจริงเนี่ย บางทีมันก็ไม่ได้ อ่า สวยหรูนะคะ มาดูความเหนื่อยใจนะฮะของผู้บริหารในองค์กรแห่งหนึ่งนะคะ ท่านบ่นไว้ ท่านเป็นรองปลัดกระทรวงนะคะ ท่านก็บอกว่าหัวหน้าแก้แก้มาแล้ว ผอ.แก้มาแล้ว หน้าห้องของพี่ก็ยังแก้อยู่นะคะ แล้วพอมาถึงพี่เองนะคะ ก็ยังต้องแก้อีกเลยนะคะ งั้นตรงเนี้ยท่านก็บอกว่าผู้บังคับบัญชาบางคนเนี่ย อ่านร่างหนังสือมามากมายแต่ว่าไม่สามารถที่จะร่างเองได้นะคะ หนังสือที่มาถึงรองแล้วเซ็นได้เลยเนี่ยมีน้อยมากนะฮะ แล้วก็บางครั้งมาจากบางสำนักเนี่ย ขาดความน่าเชื่อถือ มีประสบการณ์ด้วยกันมาก่อนนะฮะ ขาดความน่าเชื่อถือก็เลยต้องดูเป็นพิเศษนะฮะ แล้วนานมากกว่าจะให้ผู้บังคับบัญชาเนี่ย ไว้ใจในเรื่องของการเขียนหนังสือราชการที่จะปล่อยออกไปง่ายๆนะคะ ท่านยังฝากเลขามาบอกอีกว่าแบบฟอร์มหนังสือก็ยังใช้ไม่เหมือนกันเลย สำนักเดียวกันแท้ๆนะคะ เนื้อหาการเล่าเรื่องเรื่องเนี่ยมาเป็นท่อนๆ แล้วแปะมาแปะมาไม่มีคำเชื่อม เพราะฉะนั้นไม่รู้เลยว่าจะบอกอะไรนะคะ แล้วก็บางทีการสื่อว่าผู้ใหญ่ต้องลงนามเนี่ย คำที่ใช้เนี่ยนะคะจะสะท้อนถึงมารยาทแล้วก็กาลเทศะนะฮะ ที่ที่ไม่ค่อยรู้กาลเทศะนะนี้ท่านก็บ่น อ่าผู้บริหารท่านก็บ่นมานะคะ บ่นผ่านเลขามา แล้วก็บอกว่าแต่ละคนที่ร่างหนังสือเนี่ย มีความรอบคอบไม่เท่ากัน คนตรวจก็รอบคอบไม่เท่ากันนะคะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดการผิดพลาดแล้วก็เสียเวลาซึ่งเป็นต้นทุนทั้งสิ้นเลยนะคะ และผิดในบางเรื่องที่ไม่น่าผิด สะกดผิดเนี่ยไม่น่าผิดเลย ตกหล่นเช่น แทนที่จะบรรลุเป้าประสงค์ก็เป็นบรรลุป้าประสงค์นะคะ แล้วก็เขียนคำนำหน้าผิด เค้าเป็นนายไปใส่เค้าเป็นนางอย่างนี้เป็นต้นนะคะ แล้วยังมีการที่ไปสำรวจนะคะ ความคิดเห็นของพี่ๆที่เค้ามีส่วนที่ เอ่อ แก้ไขงานนะคะ เค้าก็สรุปความผิดที่เค้าเจอเนี่ย ออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน อันแรกเลยคือชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องยังผิดเลยอ่ะ แล้วข้างในจะขนาดไหนนะฮะ ซึ่งเขาก็ขยาดนะคะ การจับประเด็น เรื่องที่ 2 การจับประเด็นเบอกว่าน้องๆ เนี่ยชอบร่ายยาวไม่กระชับไม่ชัดเจนนะ แล้วก็ขาดทักษะการจับประเด็นการสรุปความ แล้วก็ถอดมาเป็นภาษาเขียนของตัวเอง เพราะฉะนั้นจะลอกมาเป็นยาวเลยนะคะ น้ำท่วมทุ่งนะคะ ความรอบคอบไม่มีนะคะก็คือฟอนต์ที่ต่าง เวลาไปก๊อปเอาตัวบทกฎหมายเข้ามาวางแปะไว้ แล้วไม่ได้ปรับให้กลมกลืนนะฮะ ฟอนต์มันต่าง ก็เลยทำให้เสียคุณค่า วรรคตอนเคาะย่อหน้าเนี่ยจริงๆแล้วเป็นเครื่องมือที่ดีมาก มีประสิทธิภาพมากในการที่จะมาสร้างความชัดเจนให้กับตัวหนังสือแต่ปรากฏว่าน้องนึกอยากจะเคาะก็เคาะ หรืออยากจะวรรคก็วรรคใน 1 หน้าเนี่ยมีประมาณ 5 ย่อหน้าอย่างเงี้ยนะฮะ มันก็เสียคุณค่าไปนะคะ เรื่องช่องไฟขยายคำบีบคำอีกปกติเนี่ยเครื่องเค้าทำได้โดยอัตโนมัตินะฮะ ถ้าเราตั้งไว้นะฮะ แต่ว่าบางครั้งนะคะก็จำเป็นที่จะต้องปรับเองนะคะ ซึ่งก็ทำให้กลายเป็นว่าบางโซนของตัวหนังสือเนี่ย มันก็อ้วนๆนะ บางบางโซนก็ผอมๆ อะไรอย่างเงี้ยมันก็เสียคุณค่าไปอีกนะคะ เรื่องสำนวนภาษานะคะ เรื่องที่ 4 เนี่ย เรื่องสำนวนภาษาเนี่ย ภาษาแข็งแรงนะคะ ใช้ภาษาไทยไม่แข็งแรงละ แต่ก็ชอบใช้ภาษาพูดเข้ามา ซึ่งในภาษาราชการเนี่ย การเขียนหนังสือราชการเนี่ย ข้อห้ามคือไม่ใช้ภาษาพูดนะคะ ความถูกต้องเหมาะสมเป็นยังไงบ้างนะฮะ บางเรื่องเนี่ยเค้าใช้คำย่อได้ บางเรื่องเนี่ยใช้ไม่ได้ การตัดคำนะฮะ การตัดคำเนี่ยมันแย่ตรงไหนนะคะ บางครั้งเราตัดผิดเนี่ยมันทำให้ความหมายเพี้ยนไป อ่า สมมุติง่ายๆเลยแม่น้ำ ถ้าเราเป็นแม่แล้ววักน้ำนะฮะ แม่คือผู้หญิงที่มีลูกนะฮะ น้ำก็คือของเหลวชนิดนึง แม่น้ำมันเป็นภาชนะธรรมชาติที่รองรับของเหลวที่ถ้าเราแม่แล้ววักน้ำ หรือแม่อยู่บรรทัดบนแล้วน้ำไปอยู่บรรทัดล่างมันก็ไม่เป็นแม่น้ำนะคะ อย่างนี้เป็นต้น คำฟุ่มเฟือยนะฮะในในเนื้อความและที่ที่นะ มันคนติดอ่างอะไรอย่างเงี้ยนะคะ หรือใน 1 ย่อหน้ามีดังกล่าวหรือเนื่องจากสักสัก 2 คำอย่างเงี้ย มันก็มันก็จะมีปัญหานะคะ เอกสารแนบเนี่ยอ้างไม่เหมาะสมนะฮะ ที่อ้างเอาไว้ในสิ่ง ที่ส่งมาด้วยอย่างนึงเรียงอย่างนึงนะฮะ แต่พอเอ่ออ้างอย่างนึงแต่พอเวลาเรียงจริงเนี่ยก็ไม่ไม่ตรงตามลำดับนะคะ อีกเรื่องสุดท้ายนะคะก็คือความพยายามในการเรียนรู้ พัฒนาเก็บอกว่าน้องๆไม่ค่อยเรียนรู้ในสิ่งที่เคยทำซ้ำๆ การเขียนเรื่องยากแต่ทำง่ายๆส่งมา ขาดจัดการจัดลำดับความเร่งด่วนนะคะ และที่แย่ที่สุดที่พี่เค้ารู้สึกกังวลนะฮะ น้องที่ถูกแก้งานเนี่ยดูสิฮะ หน้าบึ้งหน้างอบางทีไม่คุยกันไม่กินข้าวด้วยกันไปสัก 2-3 วันอะไรอย่างเงี้ย ทั้งที่จริงๆพี่เขาคาดหวังแค่ว่าอยากให้น้องเนี่ย ร่างหนังสือถูกต้อง กระชับ ชัดเจนนะ ครบถ้วน ลำดับเนื้อหา การเรียงร้อยเนี่ยอย่างเหมาะสมนะคะ ไม่ผิดกรณีเดิมซ้ำ 2 แล้วก็อย่าโกรธกันเลยนะที่ที่เบื่อนะคะ อย่าโกรธโกรธกันเลย หรือจะเบื่อมากๆเลยที่ถูกแก้เพราะว่าให้คิดถึงใจบี้เบ้างว่าเขาตามแก้เขาก็เบื่อเหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นก็ความคาดหวังก็คืออยากให้น้องๆเนี่ย ทุกครั้งที่ถูกแก้งานให้ยิ้มรับ เพราะว่า 1 การแก้คือ 1 บทเรียนนะคะ อ่า เรื่องราวเหล่านี้ที่มาเล่าปัญหาชาวบ้านนะคะ ให้ฟังเนี่ยนะเป็นปัญหาที่พบเนี่ยเพราะอะไรนะคะ เพราะคือข้อควรคำนึงหรือข้อบกพร่องที่ควรระวังในการเขียนหนังสือหรือราชการนั่นเองนะฮะ ถ้าเรามีความรอบคอบแล้วเราคำนึงถึงสิ่งต่างๆเหล่าเนี้ยนะคะ แล้วเรารู้หลักนะฮะ เราก็จะลดความผิดพลาดลงนะฮะ แล้วก็ช่วยกันอ่าให้บรรยากาศการทำหนังสือราชการในองค์กรของเราเนี่ยมันดีขึ้นนะฮะ แล้วข้อสำคัญมันมีปัจจัยเสริมอีกอันนึงนะคะก็คือในการแก้งานเนี่ยนะฮะ พี่ๆที่เขาค้ามาแก้งานหรือหัวหน้าที่แก้งานเนี่ย จำเป็นอย่างยิ่งนะที่จะต้องสอนงานนะฮะ เพราะว่ากระบวนการเรียนรู้เกิดจากคนแก้ งานต้องสอนงานทันทีนะคะ คือคือในในหน้าที่เราอ่า ถ้าสมมุติว่าไม่มีไม่มีเวลาและตรวจกลางคืนหรือตรวจค่ำมืดแล้วไม่มีเวลาคุยกัน เราก็อาจจะมีโน้ตๆเอาไว้แล้วค่อยคุยกันทีหลังนะ โน้ตให้รู้ว่าเป็นแก้เพราะอะไรนะคะ แล้วก็ควรจะแก้เป็นอย่างไหน ผิดยังไง แก้ยังไงนะ แก้อย่างไหนนะคะ มันคือชั่วโมงทองของทั้ง เอ่อ คนแก้และคนถูกแก้ นะฮะที่จะสร้างการเรียนรู้พัฒนาขึ้นมาได้นะฮะ แต่จะปล่อยให้พี่ๆหรือหัวหน้าเขาสอนงานอย่างเดียว โดยที่คนที่ทำไม่เปิดใจไม่เรียนรู้พัฒนาเนี่ย ก็เปล่าประโยชน์นะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันสร้างความรู้สึกความสัมพันธ์แล้วก็รักษาบรรยากาศในการทำงาน เพราะแค่ภารกิจหลักก็หนักหนาแย่แล้วนะฮะ

ทีนี้ อ่า ในอันนี้เราก็ได้เห็นแล้วนะฮะว่าปัญหาข้อบกพร่องเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากการเขียนหนังสือราชการน่ะ มันมีทุกแห่งค่ะ ไม่ใช่เฉพาะของที่เรานะคะ อ่า เราก็มาดูละในเรื่องราวในเนื้อหาของเรา ก่อนที่จะเข้าไปทำความอ่าอ่าอะไรอ่ะทำทบทวนเรื่องของหนังสือราชการจริงๆ มาดูก่อนว่าร่มใหญ่ของหนังสือราชการก็คืองานสารบรรณนะคะ ก็คงไม่ได้พูดอะไรเยอะแยะนะฮะ แต่จะให้รับทราบว่าทำไมงานสารบรรณถึงสำคัญ เป็นความอยู่รอดขององค์กรได้นะคะ ก็คืองานสารบรรณเนี่ยเป็นงานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสารทุกขั้น ตอนเลยทั้ง 6 ขั้นตอนนะฮะคะ ตั้งแต่การจัดทำ การรับ การส่ง การเก็บรักษา การยืม ไปจนถึงการทำลายเลยนะคะ ซึ่งทั้ง 6 ขั้นตอนเนี่ย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งจำรายละเอียดนะคะ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย ตั้งแต่การดำเนินการจัดการนะฮะ การเขียนองค์ประกอบต่างๆเนี่ยนะฮะ ระบุเอาไว้ในระเบียบงานสารบรรณ ก็คือชื่อเต็มๆก็คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 นะคะ เป็นฉบับแรกจริงๆ มีประถมมากกว่านี้อีก มี ป.พ.ศ. 2506 นะคะ หลายๆท่านเนี่ย ปี 26 ท่านก็ยังไม่เกิดเลยใช่มั้คะ แล้วคิดมั้ยว่าทำไมมันใช้มาได้จนถึงขณะนี้ มันไม่เชยไปแล้วเหรอ มันยังยังถึงใช้ได้อยู่หรือเปล่านะคะ จริงๆแล้วมันมีการเปลี่ยนแปลงมากมายตั้งแต่ปี 26 มาจนถึงปัจจุบันนะคะ แต่อะไรก็ตามที่เปลี่ยนแปลงและไม่ไปกระทบกับองค์ประกอบสาระสำคัญของตัวระเบียบนะฮะ ก็ไม่ต้องแก้ที่ตัวระเบียบ แต่จะไปแก้ที่เอกสารแนบท้ายหรือภาคผนวกนะฮะ ยกเว้นว่าไปกระทบจริงๆก็ถึงจะต้องปรับแก้อย่างเช่น เมื่อมาปี 2548 เนี่ย มันก็จะมีการนำเอาอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาบริหารงานเอกสารนะคะ แต่ว่าตัวกฎหมายไม่มีอะไรมารองรับเลย ก็ต้องมีแก้ไขฉบับที่ 2 ขึ้นมาเพื่อรองรับ ทีนี้การรองรับตรงนั้นน่ะ ทั้งคำนิยาม ทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ก็เป็นสอดคล้องกับปี 2548 นะคะ ทีนี้ใช้มาจนถึงปี 2560 มันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งระดับทั้งสายงานของข้าราชการพลเรือนนะคะ มีข้าราชการท้องถิ่นเข้ามานะฮะ ในตัวบทกฎหมาย มีพนักงานราชการ ซึ่งเกิดก่อนที่ เอ่อ ซึ่งมาเกิดทีหลังนะฮะ ที่ เอ่อ ระเบียบงานสารบันเกิดมาแล้วนะฮะ งั้นก็เลยแก้ซะทีเดียวเป็นฉบับที่ 3 ปี 2560 เพื่อที่จะให้ เอ่อ ผู้คนตำแหน่งต่างๆนะฮะ ที่เป็นข้าราชการคนละประเภท หรือเป็นบุคลากรของรัฐคนละประเภทเนี่ย สามารถทำงานได้นะคะ ก็เป็นปี 60 พอมาปี 64 เนี่ย ระบบอิเล็กทรอนิกส์เนี่ยมันก้าวกระโดดมามากมายนะฮะ มีความก้าวหน้ามามาก เราจะมาใช้บริหารงานเอกสารเนี่ย บางทีมันทำไม่ได้ เพราะว่าไม่มีกฎหมายรองรับ ก็เลยมีการปรับแก้ปี 64 เพื่อที่จะรองรับให้ใช้เป็นสารบันอิเล็กทรอนิกส์ให้เต็มรูปแบบนะคะ ทีนี้ นี่ก็คือความสำคัญของความสำคัญของงานสารบรรณ

นี่มาถึงว่าแล้วหนังสือราชการนะคะ สำคัญยังไง เพราะว่าหนังสือราชการเนี่ย เป็นหัวใจนะฮะของการบริหารงานเอกสาร สำคัญก็เพราะว่าเรายังใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงานนะคะ เป็นเครื่องมือในการติดต่อประสานงาน เป็นเครื่องมือที่จะเป็นเรื่อง เอ่อ เตือนความจำว่าในวันเวลานี้นะคะ เราทำอะไรไปบ้าง แล้วก็มีความสำเร็จแค่ไหน มีอุปสรรคปัญหาอะไร ใครรับช่วงต่อของการทำงานนะคะ แล้วยังเป็นหลักฐานอ้างอิงนะฮะ รายงานการประชุมที่รับรองแล้วเนี่ย สามารถใช้ อ้างอิงในคดีศาลได้นะคะ แล้วก็ยังมีคุณค่าทางการศึกษาอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเนี่ยนะฮะ ในระเบียบทั้ง 4 ฉบับเนี่ยนะฮะ เราก็ต้องดำเนินการ หน่วยงานของรัฐเนี่ยก็จะดำเนินการตามระเบียบงานสารบรรณ 4 ฉบับนี้ ยกเว้นว่าหน่วยงานไหนมีความจำเป็นนะคะ ที่จะต้องปฏิบัตินอกเหนือไปจากที่ระเบียบระบุเอาไว้ ก็ให้ทำความตกลงกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนะฮะ เพื่อผู้ เอ่อ เพราะว่าเขาเป็นผู้รักษาการตามระเบียบแล้วเป็นคนที่จะชี้แจงข้ออุปสรรคปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานสารบรรณนะคะ เพราะฉะนั้นด้วยระเบียบงานสารบรรณทั้ง 4 ฉบับเนี่ย ก็ทำให้หนังสือราชการเนี่ยมีนิยามที่ครอบคลุมมากขึ้นนะคะ หนังสือราชการเนี่ยเป็นเอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการนะฮะ ก็เลยครอบคลุมถึงว่า เป็นหนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ โดยที่ส่วนราชการมีไปยังหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการ หรือไปถึงบุคคลภายนอก หรือหนังสือที่บุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่ส่วนราชการมีมาถึงส่วนราชการนะคะ แล้วก็เป็นเอกสารที่ราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐาน ราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับนะคะ รวมเลยไปถึงข้อมูลข่าวสาร หรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบันอิเล็กทรอนิกส์ด้วยนะฮะ อันนี้ก็เป็นความครอบคลุมของหนังสือราชการนะคะ

ทีนี้มีกี่ชนิด หนังสือราชการทั้งหมดน่ะ เราก็รับทราบมาแล้วเนาะ มีทั้งหมด 6 6 ชนิด 6 ประเภท ด้วยกันนะคะ แต่ว่ารูปแบบที่บรรจุอยู่ใน 6 ชนิดเนี่ย ก็มีอยู่ 11 รูปแบบด้วยกันนะคะ เอ่อ เรียกชื่อตามลักษณะการใช้เลยนะคะ หนังสือภายนอกก็คือติดต่อราชการทั่วไปภาย นอกนั่นแหละนะฮะ ภายนอกกระทรวง ทบวง กรมนะ แล้วก็จังหวัด ส่วนหนังสือภายในก็ภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกันนะคะ หนังสือประทับตราเนี่ย ชื่อย่อๆนะ จริงๆก็คือหนังสือประทับตราแทนการลงชื่อนะฮะ ใช้เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แทนการลงชื่อก็แปลว่าเราจะลดภาระของผู้มีอำนาจลงนาม เพื่อที่จะให้หนังสือราชการของเราเนี่ยนะคะ ออกไปอย่างรวดเร็วได้นะคะ เพราะว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เค้าก็มีกำหนดไว้เลยว่าที่ไม่สำคัญมีอะไรบ้างนะคะ หนังสือสั่งการตรงนี้ก็จะมีประกอบไปด้วยคำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ ส่วนหนังสือประชาสัมพันธ์ อยากให้เขารู้ก็มีเรื่องประกาศ แถลงการณ์ ข่าว นะคะ หนังสืออื่นๆ ที่ไม่สามารถที่จะจัดลงใน 5 กล่อง 5 ชนิดนี้ได้ ก็ไปรวมอยู่ในชนิดที่ 6 นะฮะ ก็คือหนังสือรับรอง บันทึก รายงานการประชุม หรือหนังสืออื่นๆ นะคะ เดี๋ยวเราจะคุยกันแค่ 2 หนัง 2 ชนิดคือหนังสือภายนอกภายใน เพื่อให้รู้ว่าองค์ประกอบสำคัญที่เราจะสร้าง เราจะจัดทำหนังสือราชการขึ้นมาแต่ละฉบับเนี่ยนะคะ มันควรจะประกอบอะไรไปบ้างนะคะ เพื่อ อ่า เป็นการทบทวนโดยสังเขปละกันนะคะ ส่วนหลักเนี่ยเหมือนกันทั้งนั้นนะฮะ ไม่ว่า จะทำหนังสือประเภทไหน หลักสำคัญในการเขียนเนี่ย ใช้หลักเดียวกันนะคะ

เริ่มอันแรก หนังสือภายนอกก็คือเป็นพิธีหน่อยนะคะ ก็ใช้ตราครุฑนี่แหละนะ ใส่สีเข้าไปนะคะ ก็จะเห็นว่ามี 4 ส่วนสำคัญใช่มั้ยคะ อ่า อยากให้สังเกตว่าหัวหนังสือข้างบน อันนี้อันนี้ทบทวนนะคะ พี่ๆ พี่ๆ ที่ดูอยู่เนี่ย ท่านก็คงคุ้นชินอยู่แล้วล่ะ แต่สำหรับน้องใหม่ๆ แล้วกันนะคะ ข้างบนข้างล่างเนี่ย หัวกับท้าย หัวหนังสือกับท้ายหนังสือเนี่ย เราจะเห็นว่ามีองค์ประกอบเยอะมากเลยใช่มั้ยคะ องค์ประกอบเหล่านี้บางเรื่องมีก็ใส่ ไม่มีก็ไม่ต้องใส่ นะคะ ก็ก็เป็นอะไรอย่างเงี้ย ซึ่งเป็นเราอาจจะไม่ได้ต้องจำนะ อ่า แต่ต้องเข้าใจ เพราะว่าจะมี template อยู่แล้วที่เราสามารถไปโหลดมาใช้ได้ทันทีนะคะ แล้วตัวหัวหนังสือเนี่ย เดี๋ยวจะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องที่เราจำเป็นต้องรู้เนี่ย สัก 2-3 ประการนะคะ ส่วนท้ายหนังสือก็จะเห็นมั้ยคะว่ามีตั้งแต่คำลงท้าย หนังสือภายนอกจะมีคำลงท้าย แต่หนังสือภายในไม่มี ตรงกลางนะคะ 2 กล่องตรงกลางเนี่ย คือข้อสำคัญที่เราจะทำหนังสือถูกหรือผิดนะคะ เหตุที่มีหนังสือไปกับจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป ตัวเหตุเนี่ย เราต้องบอกเค้าว่าทำไมฉันถึงต้องมีหนังสือนี้มาถึงเธอนะคะ ส่วนจุดประสงค์ก็มีหนังสือนี้มาถึงเธอทำไม แค่นี้เองเราต้องตอบ ต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ แล้วค่อยเอาข้อความมาเรียงร้อยเราก็จะไม่ตกหล่นนะคะ

อันนี้มาดูทีละทีละส่วนนะคะ อ่า ในเรื่องเนี้ยก็จะมีเรื่องที่เกี่ยวข้องก็คือเรื่อง Font นะคะ Font ทำไมถึงมีความสำคัญนะฮะ เอ่อ ก่อนหน้าเนี้เราใช้ Angsana แต่พอมาถึงปี 53 เนี่ย ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าเออมันมีค่าลิขสิทธิ์นะ มันมันไม่ควรจะเสียค่าใช้จ่าย ก็เลยมีโครงการประกวด Font มาตรฐานราชการไทยขึ้นมา เราก็ได้มา 13 แบบนะฮะ ใน 13 แบบเนี่ย ก็มีประกาศของ ครม. เอ้ย มีหนังสือของสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมานะคะ เมื่อวันที่ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อันเนี้สำคัญนิดนึงตรงที่ว่าเป็นเรื่องคำอธิบายการพิมพ์หนังสือราชการภาษาไทยด้วยโปรแกรมการพิมพ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และตัวอย่างการพิมพ์นะฮะ ข้างในเนี่ยมีรายละเอียดระบุให้ใช้ Thai Sarabun PSK ขนาด 16 Point นะคะ ขณะนี้เราใช้อะไรอยู่คะ ขอขอถามในห้องก็ได้ 9 นะคะ ID 9 เนี่ยใช้โดยทั่วไป เพราะว่าสะดวกใช่มั้คะ เราไม่ต้องกดแป้นพิมพ์ เราไม่ต้องเปลี่ยนแป้นพิมพ์เนาะนะคะ แต่เดี๋ยวจะมาดูว่าบางลักษณะของการทำหนังสือเนี่ย มันมีปัญหายังไงกับ IT 9 นะฮะ อ่า ตรงนี้แล้วเรายังมี เอ่อ Font ที่ 14 เข้ามา เป็น Font พระราชทานก็คือจุฬาภรณลิขิตนะคะ ตั้งแต่ปี 2564 นะ อ่า อันนี้พับไว้ก่อนนะฮะ เอ่อ อีกเรื่องนึงคือเรื่องปีพุทธศักราช เห็นมั้คะ วันเดือนปีตรงเนี้ยนะ ตามระเบียบงานสารบันเคยสังเกตมว่าเดิมเนี่ยเขาต้องให้ใช้เลขปีพุทธศักราชนะคะ เราก็มีการทำลักลั่นกัน เพราะว่าส่วนราชการไม่ค่อยได้สนใจ จนกระทั่งมาถึงปี 2543 ซึ่งเป็นปีที่ตรงกับ 2000 ของชาวโลกนะคะ ชาวโลกตื่นเต้นมากเลยใช้ 19 มาโอ้โห เนิ่นนาน ทำยังไงเนี่ย เอ่อ ตื่นเต้นจังเลยจะได้ใช้ปี 2000 ละ ข้าราชการไทยนะก็ไปตื่นเต้นกับเค้าบ้างนะคะ ก็เลยมีการทำหนังสือขึ้นมาอย่างเช่นยกตัวอย่างนะคะ หลายๆหน่วยนะในวันที่ 7 มกราคม 2000 เราจะมีการจัดประชุมชี้แจงส่วนราชการ หรือจะจัดมหกรรมแสดงผลงาน เอ่อ เป็นไปถ้วนๆนะคะ แล้วบางหน่วยเนี่ยก็ใช้เลขอารบิก บางหน่วยก็ใช้เลขไทย ก็จนร้อนถึงหน่วยงานที่ก็มีหน้าที่อนุรักษ์ความเป็นไทยก็ส่งเรื่องไปที่ ครม. นะคะ ครม. ได้ปรึกษาถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็เห็นด้วย ก็เลยมีมติ ครม. ออกมาว่าการดูแลกำชับนะฮะ แล้วก็มีหนังสือออกมาด้วยว่า อ่า การดูแลกำชับให้หน่วยราชการทุกแห่งใช้เลขศักราชเป็นเลขปีพุทธศักราชนะฮะ ทีนี้นะคะ เมื่อใช้เป็นเลขปีพุทธศักราชแล้ว ตรงนี้ก็เลยใช้เป็นเลขไทย พอเลขไทยจั่วหัวมาข้างในเราก็ใช้เลขไทยหมดเลย จนกระทั่งวันนึงมันมีปัญหา นะฮะ อ่า เราอาจจะมีปัญหามานานและ แต่ว่าไม่ได้เป็นปัญหาแบบใหญ่โต แทบจะทุกหน่วยงาน จนกระทั่งอย่างเช่นเวลาที่ เราเอ่อจะใช้กับคำภาษาอังกฤษนะ เราเริ่มเข้าสู่อาเซียนเมื่อเป็น 10 ปีมาแล้วเนี่ยนะคะ แล้วเราใช้อาเซียน + 6 แบบเนี้ยนะคะ เลข 6 ไทยนี่น่ารักเนาะ ตัวกลมๆ ดุ๊กดิ๊กๆ เหมือนตัวลูกน้ำกำลังจะเป็นยุงนะฮะ แต่ว่าชาวโลกเขาไม่ได้น่ารักกับเรา เขาไม่รู้จักนะคะ เราก็ต้องเปลี่ยนเป็น อาเซียนบวก 6 แบบนี้ใช่มั้คะ แต่ทำยังไงล่ะ ในเมื่อหนังสือราชการเขาให้ใช้ภาษาไทย เอ้ย ใช้เลขภาษาเลขไทยนะคะ อีกอันนึง การใช้เลขไทยกับสมการสูตรทางเคมี เช่น H2O H2O คืออะไรคะ คืออะไรคะ น้ำ เชื่อว่านะฮะ ทางหน่วยงานทางทางออนไลน์ก็คิดว่าตอบอย่างเดียวกันแน่ใจนะฮะ ว่าเป็นน้ำ อย่างเงี้ย แขนของอะตอมเนี่ย มันจะจับกันได้มั้ย H2O มันไม่ได้นะคะ มันไม่ใช่สูตรสมการเคมีนะฮะ มันต้องเป็น H2O นะฮะ ทำยังไงล่ะ ในเมื่อเขาไม่ให้ใช้เลขอารบิกนะฮะ เขาไม่นิยมให้ใช้ อีกอันนึง การใช้เลขไทยกับข้อมูลในกระดาษกระดาษทำการส่งผลให้ระบบประมวลผลเกิดความผิดพลาดนะคะ ความจำมันไม่โอเคนะ การใช้ ONT ที่ปรับเปลี่ยนแป้นพิมพ์ตัวเลขให้แสดงเป็นเลขไทยอันนี้คืออะไรคะ IT 9 นะคะ เขาบอกว่าผิดหลักการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอความร่วมมืออย่าใช้เลยนะคะ เพราะมันจะมีปัญหา แต่ว่าเขาไม่ได้บังคับ เพราะฉะนั้นตอนนี้ทุกหน่วยงานก็ใช้ค่ะ ที่สำนักงาน กพ. ก็ใช้ค่ะ คือถ้าใช้เนี่ยเป็นแผ่นเดียวเนี่ย มันไม่มีปัญหานะฮะ เป็นหนังสือขึ้นมาฉบับนึงแล้ว เมื่อส่งไปถึงผู้รับ เขาทำ เขาดำเนินการเสร็จ เขาก็เก็บเข้าแฟ้มไป มันก็ไม่มีปัญหา แต่ท่านลองคิดดูว่า เอ้ย ลองไปไปตรวจสอบดูนะฮะว่าอะไรก็ตาม ถ้ามันเป็นไฟล์ส่งไฟล์มา อันนี้ที่เจอกับตัวเองนะฮะ คนที่สำรวจด้วยกันเนี่ย เขา ส่งมาใช้ IT 9 พิมพ์มา 1 2 3 4 แต่นี้ตัวเองเนี่ยก็คิดว่าไม่ มันผิด มันต้องเป็น 1 2 4 3 นะคะ พอ 1 2 4 3 ปุ๊บเนี่ย เวลาเราแก้เข้าไปถึงเราจะใช้ IT 9 เนี่ย เวลาปริ้นออกมา หรือเวลาไปสู่อีกเครื่องนึงเนี่ย ไฟล์นี้ไปสู่อีกเครื่องนึง 4 กับ 3 เนี่ย ตัวนึงมันจะเป็นเลขอารบิก ตัวนึงจะเป็นเลขไทยนะคะ ตรงเลองลองดูแล้วก็มีข้อผิดพลาดขึ้นมานะคะ ตัว เอ่อ มีหนังสือของรองปลัดกระทรวงที่ท่านบ่นความเหนื่อยใจนั่นแหละนะคะ ท่านหลุดออกมาได้ คือพลาดนะคะ จริงๆท่านก็คงตรวจดู ท่านเป็นคนถี่ถ้วนมาก แต่ว่าหลุดออกมานะ เพราะว่าเอาไฟล์เก่าเนี่ยมาแก้ นะฮะ ก็กลายเป็นหนังสือเชิญวิทยากรปี 2000 เดิมเนี่ย ทำปี 2567 นะคะ พอมาแก้เป็นปี 256 ตัว 6 กับ 8 ตัว คือทั้งหมดเนี่ย มันเป็นเลขไทย แต่มีตัวนึงโดดออกมาเป็นเลขอารบิกนะคะ ตรงนี้ก็คือเขา ก็เลยบอกว่าขอรววกความร่วมมือว่าอย่าทำเลยนะ แต่ถ้าทำแล้วไม่มีปัญหาเนี่ย ก็คงไม่เป็นไรนะคะ เขาเก็ไม่ได้บังคับและ เพราะฉะนั้นนั้น เรื่องราวเหล่าเที่ใช้เลขอารบิกเนี่ย ใช้เลขไทยแล้วมันเกิดความสับสนเนี่ยนะคะ เขา ก็เลย อ่า ส่งเรื่องไปที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็เลยมี อ่า คุยดูแล้วเนี่ย ก็เป็นเหตุผลความจำเป็นจริงๆ ก็เลยมีมติให้ส่วนราชการพิจารณาใช้เลขอารบิกได้ โดยไม่เป็นการบังคับ เน้นการใช้เลขไทยที่ไม่กระทบกับงานบางประเภท เช่น งานการเงิน งานวิเคราะห์ตารางตัวเลข หรืองานที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศนะฮะ เพราะฉะนั้นเดิมเนี่ย จะใช้อยู่ว่าเป็นเลขไทยมาตลอด แต่บางฉบับถ้ามีอาเซียน + 6 อย่างนี้เข้าไปเนี่ย ก็จะใช้เป็นเลขอารบิกก็ได้นะคะ ขึ้นอยู่กับ อ่า เอ่อ แล้วก็หมายถึงว่าในตัวหนังสือเนี่ย ถ้าจั่วหัวมาเป็นเลขไทยแล้วข้างในมีอาเซียน + 6 จะเป็นเลขอารบิกตัวเดียวก็ได้ หรือว่าเมื่อเห็นว่ามันจะต้องใช้เลขอารบิกแล้วเนี่ย ก็ใช้เลขอารบิกไปหมดเลยทั้งฉบับก็ได้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของส่วนราชการนะคะ

ทีนี้มาถึงเหตุโครงสร้างที่ 2 เหตุที่มีหนังสือไปนะคะ เหตุที่มีหนังสือไปเนี่ย อย่างที่บอกแล้วว่าทำไมฉันถึงต้องมีหนังสือนี้มาถึงเธอนะคะ ก็มาดูตัวอย่างกันสักเล็กน้อยนะว่า เป็นข้อความที่แจ้งเหตุไปใช่มั้ยคะ อาจจะมี 1 หรือ 2 หรือ 3 ก็ได้ย่อหน้าก็ได้นะคะ แล้วแต่ความสลับซับซ้อนของเนื้อหานะฮะ ตัวอย่างเช่น ด้วยกรม ก. จะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการให้กับนักทรัพย์พยากรบุคคลของกรม ก. จำนวน 30 คน ในระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2569 อย่างเงี้ยนะฮะ ในการนี้ กรม ก. มีความจำเป็นต้องใช้ห้องฝึกอบรมสำหรับการประชุมดังกล่าว นะคะ เวลา ยกตัวอย่างจะยกตัวอย่างไปพร้อมกันสำหรับโครงสร้างที่ 2 กับ 3 นะคะ ก็คือเหตุที่มีหนังสือไปกับจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป เพื่อความชัดเจนมากขึ้นนะคะ ตรงนี้ด้วยกลมเนี่ยนะ เราอ้างเหตุไปแล้วนะคะ ก็คือเหตุที่มีหนังสือไป แปลว่าอะไรนะคะ ก็แปลว่าฉันจะจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการน่ะ แต่ฉันไม่มีห้องนะคะ จุดประสงค์ก็คือฉันจะยืมห้องของเธอนะคะ งั้นเมื่อพูดเป็นภาษาราชการก็พูดว่า จึงเรียนมาเพื่อขอความอนุเคราะห์ใช้ห้องของสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือนนะคะ สำหรับการประชุมดังกล่าว ด้วยจะขอบคุณมาก หรือจึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุเคราะห์ให้กรม ก. ใช้ห้องของสถาบันอันนี้ก็ได้นะคะ ก็เป็นเหตุกับ อ่า จุดประสงค์นะคะที่มีนะคะ ทีนี้เมื่อเราได้ได้ยืมห้องเรียบร้อยละ ได้รับความร่วมมืออำนวยความสะดวกอย่างดีเลย เราจะขอบคุณ เราจะบอกว่าตามที่เธอให้ฉันยืมห้อง ฉันขอขอบคุณมันห้วนไปนะคะ เราอยากจะพรรนาความรู้สึกว่าโอ ขอบคุณจังเลย เจ้าหน้าที่ของคุณก็อำนวยความสะดวกอย่างดี เราจึงเป็น 2 ย่อหน้า เพราะฉะนั้นย่อวรรควรรคตอนเนี่ย มันไม่มันไม่จำเป็นที่จะต้องอ่าอะไรอ่ะจำกัดนะฮะ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเรานะคะ ทีนี้ตรงนี้เมื่อเราได้ยืมห้องเสร็จเรียบร้อยละ เราก็เลยบอกว่าตามที่สำนักงาน กพ. ได้อนุเคราะห์ให้กรม ก. ใช้ห้องของสถาบันเนี่ยนะฮะ ในการประชุมเชิงเพื่อจัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้กับนักทรัพย์วิทยากรบุคคลของกรม ก. ในระหว่างวันที่นี้ แล้วก็นั้นนะฮะ บัดนี้หรือในการเนี้ย การประชุมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และเจ้าหน้าที่ของสถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน ได้อำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลืออย่างดียิ่งนะคะ ตรงเนี้ยอย่างดียิ่งตรงเนี้ยนะคะ เราอาจจะตัดเนี่ยเป็นการตัดคำนะ อย่างดีแล้วยิ่งลงมาข้างล่างเนี่ย มันก็ไม่ควรนะฮะ อาจจะตัดตั้งแต่อย่างดียิ่งลงมาไว้ข้างล่าง หรือว่าเอายิ่งขึ้นไปไว้ข้างบนนะคะ การตัดคำเนี่ยจะต้องให้ให้เหมาะสมด้วยนะฮะ ทำให้การประชุมสำเร็จเป็นผลดีสมความมุ่งหมายอันนี้ก็เป็นเหตุที่มีหนังสือไป จุดประสงค์ก็คือจึงเรียนมาเพื่อทราบ หรือเพื่อโปรดทราบและขอขอบคุณมาณที่นี้นะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องของเหตุกับจุดประสงค์นะคะ

ทีนี้เราจะสังเกตนะคะ อันนี้บอกน้องๆ ใหม่แล้วกันนะคะ กรณีที่ติดต่อไปครั้งแรกเนี่ยนะคะ ให้ขึ้นให้ให้ใช้คำขึ้นต้นว่า ด้วย หรือเนื่องจาก เราจะใช้ด้วยเป็นปกติทั่วไป แต่เราจะใช้เนื่องจากต่อเมื่อมีเหตุอันหนักแน่นที่ทำให้ต้องมีหนังสือนี้ไปถึงขาวอย่างเช่น มีมติ ครม. เนื่องจากมติ ครม. นะเอ่ออะไรก็ว่าไปนะคะ เราถึงต้องมีหนังสือนี้มาถึงคุณนะคะ กับอีกกรณีหนึ่งก็คือ เคยติดต่อกันมาแล้วด้วยภาษาหนังสือนะคะ อาจจะเป็นหนังสือตอบ หรือเป็นการก็เลยต้องอ้างอิงเรื่องเดิมนะ ก็ใช้ตามกับตามที่แล้วก็อนุสนธิและต้องตามด้วยนั้นนะคะ ตามกับตามที่เนี่ย เราเห็นเยอะแยะแล้ว อนุสนธิก็แปลว่าตามหรือตามที่นั่นแหละ แต่ว่าเราไม่ค่อยนิยมใช้นะคะ ตอนหลังนี่จะเหลืออยู่น่าน่าจะน่าจะยังใช้อยู่นะคะ คือกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะให้เหมาะสมกับบริบทของเขา แล้วก็เป็นคำที่มักจะใช้กับอนุสนธิมาตราทางกฎหมายก็มีนะ อนุสนธิมาตรา 101 อย่างเงี้ยนะฮะ แห่งพระราชบัญญัติอะไรก็ว่าไป เราก็จะพบแบบนั้นนะฮะ ใน เอ่อ ทั่วๆไปเราจะไม่ใช้อนุสนธินะคะ เราก็มาใช้ปกติธรรมดาของเราแล้วะกันนะคะ ก็ปล่อยให้กระทรวงต่างประเทศใช้ไปคนเดียว นะฮะ อ่า มาถึงโครงสร้างที่ 3 อธิบายไปเรียบร้อยะนะคะ อธิบายคู่ไปแล้ว มาดูแค่คำนิยามนามเท่านั้นเอง ก็เป็นข้อความที่แสดงความมุ่งหมายของหนังสือที่มีไปว่าผู้รับต้องปฏิบัติยังไง อันนี้สำคัญมาก แล้วถ้าเผื่อมีหลายๆข้อก็ต้องบอกระบุไปให้ชัดนะคะ ส่วนใหญ่ก็จะสั้นๆนะ จึงเรียนมาเพื่อทราบ หรือเพื่อโปรดทราบ จึงขอเรียนหารือมาว่านะคะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดอนุเคราะห์อย่างนี้เป็นต้นนะคะ อันนี้คือคำถามนะคะค่ะ คำถามเดี๋ยวขอขอไว้ตอบนะคะ ขอขอเนื้อหาก่อนนะคะ อ่า ก็ใช้ตัวอย่างเดิมนะคะ อธิบายไปเรียบร้อยละนะฮะ จุดประสงค์ก็คือจึงเรียนมาเพื่อทราบ หรือเพื่อโปรดทราบ แล้วก็ขอขอบคุณมาณที่นี้ งั้นสิ่งสำคัญเนี่ย ก็คือเราต้องรู้ว่าทำไมเราถึงต้องมีหนังสือนี้ไปถึงเขา แล้วมีไปทำไม แล้วก็ถ้อยคำที่ใช้ความสุภาพเนี่ย จะสำคัญเป็นการโน้มน้าวจูงใจและสร้างสัมพันธ์อันดีนะคะ โปรดกับขอบคุณคุณเนี่ย อย่าขี้เหนียวนะฮะ

ทีนี้ท้ายหนังสือมีอะไรบ้างนะคะ ก็มีตั้งแต่คำลงท้าย ลงชื่อ พิมพ์ชื่อเต็ม ปกติเราจะใช้ขอแสดงความนับถือเฉยๆนะฮะ โดยทั่วไปจะมีขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง เฉพาะตำแหน่งสูงเป็นพิเศษ อย่างเช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลสูงสุด ต่างๆนะคะ ผู้ตรวจการแผ่นดินอะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมีอยู่ 15 ตำแหน่งในขณะนี้ แล้วถ้าเผื่อมีมากกว่านี้เขาก็จะไปเพิ่มเติมนในเอกสารแนบท้ายในภาคผนวกนะคะ อ่า มันจะมีกรณีทั้งขอแสดงความนับถือ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง อันนี้พูดไปแล้ว อื่นๆ ก็คือเวลาที่เราอาจจะต้องมีโอกาสที่จะต้องทำหนังสือถึงพระภิกษุสงฆ์นะฮะ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ไม่ต้องจำนะคะ เพราะว่าในเอกสารภาคผนวก 2 แนบท้ายระเบียบงานสารบัน ปี 26 เนี่ย จะเขียนเอาไว้ชัดเจนนะคะ แล้วก็มีการอัปเดตเป็นระยะๆะนะคะ เราต้องติดตามด้วย ถ้าเวลาที่เราจะใช้ เราต้องใช้ฉบับปัจจุบันที่สุดนะคะ ในตัว เอ่อ ภาคผนวกตรงนี้นะฮะ ซึ่งก็จะระบุทั้งคำขึ้นต้น คำลงท้าย สรรพนามที่จะใช้กับระดับต่างๆ ของพระบรมวงศานุวงศ์ หรือพระภิกษุสงฆ์อยู่แล้วนะฮะ

หน้าตาของ อ่า หนังสือจะเป็นแบบนี้นะคะ หน้าตาของหนังสือเนี่ย ก็คือ อ่า เราก็แบ่งออกเป็น 4 ส่วนนะคะ เพราะเวลาที่ เราทำหนังสือเสร็จปุ๊บเนี่ย หนังสือของเรานะคะ เราลองสแกนสายตาดูนะว่าเออมันครบถ้วนหรือยัง องค์ประกอบครบถ้วนไหม หลงลืมอะไรไปหรือเปล่า อะไรอย่างเงี้ยนะคะ เพื่อความรอบคอบ บั้นเรื่องรูปแบบก็สำคัญนะคะ แต่ว่า เอ่อ ที่ยากกว่านั้นก็คือเรื่องข้างในนะคะ ยากกว่านั้น แต่ไม่ได้ยากเกินไปนะ ถ้าเรารู้หลักนะคะ

ทีนี้จบะหนังสือภายนอกนะคะ หนังสือภายในนะคะ หนังสือภายในก็มีความเป็นพิธีน้อยลงนะฮะ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนเหมือนกันนะคะ เห็นมั้คะ เครื่องคราวองค์ประกอบต่างๆเนี่ย มันลดน้อยลงไปละ เหลือแค่นี้เอง ทั้งหัวหนังสือ ทั้งท้ายหนังสือ ไม่มีคำลงท้ายละนะฮะ แต่ตรงกลางนะฮะ เหตุกับจุดประสงค์ยังใช้เหมือนกัน ลักษณะของการเขียนหลักเหมือนกันนะคะ ก็มาดูข้อแตกต่างจากหนังสือภายนอกก็แค่ว่า เราจะไม่เขียนส่วนราชการเจ้าของหนังสือ นะคะ ปกติเนี่ย เอ่อ หนังสือภายนอก เราจะมีส่วนราชการเจ้าของหนังสืออยู่มุมขวาบนใช่มั้คะ และส่วนราชการเจ้าของเรื่องอยู่มุมซ้ายล่าง แต่ตอนเนี้ยพอเป็นหนังสือภายในเนี่ย เราก็จะเอาเฉพาะส่วนราชการเจ้าของเรื่องขึ้นมาไว้ตรงหัวนะคะ แล้วก็เรียงนะเวลาเขียนเรียงเนี่ย เรียงตามแบบนี้นะคะ เวลาเขียนเรียงก็เรียงจากใหญ่ไปหาเล็กนะฮะ กระทรวงอะไร กรมอะไรเนี่ย ตรงตรงหัว เดี๋ยวๆคะแป๊บนึง ตรงหัวเนี่ยนะคะ ส่วนราชการตรงเนี้ยนะคะ เราก็จะเขียนเรียงนะฮะ กระทรวง กรม โทรศัพท์ นะคะ กรมเรียงไปหาน้อยนะ กรม สำนักงาน โทรศัพท์ จังหวัด สำนักงานอะไรก็ตามประจำจังหวัด แล้วก็โทรศัพท์นะคะ ของที่นี่ก็เป็นศูนย์นะฮะ อย่างเช่น ศูนย์วิทยบริการ ศาลยุติธรรม แล้วก็ค่อยตามด้วยกลุ่มงานบริการศาลสนสารสนเทศนะคะ แล้วก็โทรศัพท์อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ไม่มีคำลงท้ายแค่นี้เองค่ะ หนังสือภายในซึ่งก็มี template นะฮะ มีรูปแบบนี้นะฮะ เราจะเห็นว่าเขาใส่รวมข้อความเนี่ยเป็นวรรคเดียว นะคะ เพราะว่าสมัยก่อนน่ะเนี่ย ตั้งแต่ปี 26 ที่พี่บัญญัติ เอ่อ ที่ออกแบบขึ้นมาเนี่ย เอ่อ หนังสือภารกิจต่างๆมันไม่ได้สลับซับซ้อนนะฮะ แต่เราเนี่ยมาแยกนะฮะ เพื่อที่จะให้มันเกิดความชัดเจนมากขึ้น เป็นเหตุที่มีหนังสือไปกับจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป แล้วถ้าไม่อยากทำแบบเนี้ย เพราะว่าเขียนแบบเนี้ย ถ้าเป็นเรื่องที่มีความสลับซับซ้อนยาวๆเนี่ย ยากเหมือนกัน เพราะว่าเราต้องใช้ทั้งคำเชื่อม การเรียงร้อยให้ลำดับต่อเนื่องมานะคะ ทีนี้ถ้าเราไม่สะดวกใจที่จะทำแบบนี้ เราก็ทำแบบที่เราเหมาะสมกับภารกิจของเราก็ได้นะคะนะคะ สามารถที่จะออกแบบใช้ได้เองเลยนะฮะ ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องไปทำความตกลงกับใครนะคะ แต่ว่าในการออกแบบต่างๆเนี่ย ต้องใช้เป็นแนวเดียวกัน เพื่อที่จะไม่ให้คนที่ปฏิบัติเนี่ยเกิดความสับสนนะคะ อย่างเช่น แทนที่เราจะเขียนร่ายยาวต้องใช้คำเชื่อม เราก็เขียนเป็น bullet นะฮะ หรือลำดับเหตุการณ์ความเป็นมา อะไร ข้อเท็จจริงอะไร ข้อกฎหมายและระเบียบคืออะไร คือระหว่างข้อมันไม่ต้องมีคำเชื่อมนะคะ และอย่างงั้นและอย่างนี้ หรืออะไรแบบเนี้ยไม่ต้องนะคะ แล้วก็ข้อเสนอเพื่อพิจารณาแล้วเมื่อไหร่ก็ตามนะคะ ที่ข้อเสนอเพื่อพิจารณาเนี่ย มันมีทางเลือกหลากหลาย แล้วเราเห็นว่าทางเลือกที่อันหนึ่งอ่ะที่เราเห็นว่าสมควรเลือกมากที่สุด เราต้องวิเคราะห์ไปด้วยนะคะ อันนี้ก็เป็นที่มาหรือความเป็นมา ข้อเท็จจริงคืออะไร ข้อกฎหมายและระเบียบเป็นยังไง ข้อเสนอทางเลือกแต่ละทางเลือกพร้อมเหตุผล แล้วก็วิเคราะห์มา 1 2 3 แต่เราเห็นว่าควรจะเลือกทางเลือกที่ 2 อย่างเงี้ยนะคะ เราก็เสนอไป แล้วข้อเสนอเพื่อโปรดพิจารณาเราก็เสนอไปว่าเห็นควรอ่าเลือกอันนี้อันนี้นะคะ ส่วนท่านจะเลือกหรือไม่ก็เรื่องของท่านนะคะ เราทำให้เพียบพร้อมช่วยท่านในการกลั่นกรองแล้วก็วิเคราะห์มาเรียบร้อยละ งั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อ่า สามารถที่จะออกแบบได้นะคะ จบแล้วค่ะเรื่องรูปแบบ

มาถึงหลักะนะฮะ อันนี้ตอบคำถามกรณีสำนักงานศาลจะเขียนหนังสือไปศาลจังหวัดต่างๆ ต้องใช้หนังสือภายนอกหรือหนังสือภายใน ตรงนี้ตามข้อตกลงข้อเท็จจริงเนี่ยเป็นยังไงคะ ที่ใช้กัน ต้องถามอย่างนี้เพราะว่าอันนี้ต้องเล่าให้ฟังก่อนนะคะว่าในกรณีที่ เอ่อ ในกระทรวงนึงเนี่ยนะฮะ ตามระเบียบเนี่ย หน่วยงานที่กรมที่อยู่ภายใต้กระทรวงเดียวกันเวลาติดต่อถึงกันเนี่ย ตามระเบียบสารบันเนี่ยใช้หนังสือภายนอกนะคะ แต่ว่าข้อตกลงพิเศษคือไม่เอามันมันมันต้องแยกอ่ะ มันต้องแยกก็เลยกลายเป็นว่าอย่างกรม อ่า อย่างสำนักงาน กพ. จะส่งไปถึงสำนักงาน กพร. นะคะ เราทำเป็นหนังสือภายนอก สมัยก่อนเริ่มแรกเลยเนี่ย เราทำเป็นหนังสือภายใน เพราะอยู่ในกระทรวงเดียวกันนะคะ แต่ว่าก็แล้วแต่นะว่าแต่ละช่วงสมัยเราจะตกลงกันยังไง แต่ต้องตกลงกันให้รู้เรื่องนะคะ รู้เรื่องกันทุกทั้ง 2 ฝ่ายนะคะ หรือทั้งหมดของหน่วยงานข้างใต้นะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้เนี่ย ก็ต้องเป็นเรื่องของปกติ ทำยังไง อ่า มีใครจะตอบมั้คะ ไปภายนอกใช่มั้ยนะฮะ อันนี้ก็คือเป็นข้อ ถึงแม้ว่าระเบียบงานสารบันอาจจะนะ อาจจะนะฮะ อันนี้ไม่แน่ใจอาจจะระบุเอาไว้ นะว่าเอ๊ะ อยู่ในที่เดียวกันน่ะใช่มั้ฮะ ใช่มั้คะ ศาลจังหวัดขึ้นภายใต้ อ่า ค่ะนะคะนะคะ งั้นๆขอฝาก อ่า ระหว่างศาลที่อยู่คนละที่กัน ศาลจังหวัดเนี่ยใช้เป็นหนังสือภายนอกนะคะ อุ้ย กรณีน้ำมันขึ้นราคากระทรวงรัฐบาลจะทำหนังสือแจ้งความเข้าใจกับประชาชนเนื่องจากมีสงครามต้องทำเป็นหนังสือระเบียบสารบันประเภทใด รัฐบาลปกติเขาจะมีทั้งแถลงการณ์ ประกาศใช่ไหมคะ เขาจะไม่มีหนังสือภายนอกถึงบุคคลน่ะนะฮะ เท่าที่ดูนะคะ ก็ต้องเป็นลักษณะอย่างนี้ แต่เดี๋ยวถ้าสมมุติว่ามีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ เดี๋ยวจะฝากมาทางมาทางอ่าท่านผู้จัดนะคะ วิก เราจะวิเคราะห์ยังไงคะ คำถามแค่นี้นะคะ >> ขึ้นราคา มันมีหลายระดับนะ มันมีหลายระดับ เดี๋ยวขอขอไปขอไปศึกษานะคะ แล้วเดี๋ยวๆเดี๋ยวฝากคำตอบมานะคะ เพราะว่า ก็คือปกติปกติเนี่ย จริงๆกว่าจะออกแถลงการณ์ได้เนี่ย มันก็ต้องพอสมควรนะ ข่าว คำสั่งทำความเข้าใจ ถ้าความรู้สึกตรงเนี้ยนะ ความรู้สึกตอนนี้เลยนะ ก็คือการแถลงการณ์นะคะ แต่ว่าไม่ไม่แน่ใจนะ เดี๋ยวเดี๋ยวขอไปขอขอไปดูในรายละเอียดมากขึ้นนะคะ ไม่แน่แน่ใจแถลงการณ์หรือประกาศอะไรอย่างเงี้ยนะฮะ แล้วเดี๋ยวลองดูนะคะ เอ่อ ตรงนี้ใครออกข้อสอบมาคะ >> อัยการแล้วมีเฉลยมั้ ยังไม่มีเฉลย >> อันนี้เดี๋ยวเดี๋ต้องไปดูนะคะ นักกฎหมายต้องต้องมาดูล่ะว่ามันเป็นอะไรกันนะฮะ เพราะโดยปกติติเนี่ย อ่า กล่องตรงนั้นเนี่ย เราอยากเราอยากให้รู้ก็มันมีเรื่องของประกาศนะฮะ แต่ว่าถ้าอยากให้ปฏิบัติด้วยมันมีเรื่องระเบียบนะฮะ มันมีเรื่องระเบียบ เรื่องคำสั่ง เรื่องอะไรอย่างเงี้ย ก็ขึ้นอยู่กับความเค้าเรียกอะไรอ่ะ ความ เค้าเรียกอะไรนะ ความละเอียดอ่อนของข้อมูลที่จะสื่อออกไป แล้วก็ให้ได้ผลด้วยนะคะ วิธีการเกษียณเขียนหนังสือต่อกันท้ายเอกสารทำอย่างไร เรียงลำดับบนล่างซ้ายขวาอย่างไร เราจะได้ทำกันถูกต้องและตรงกันครับ ตัวเลขติดกับตัวอักษรภาษาอังกฤษ ตัวเลขที่ติดอักษรภาษาอังกฤษใช้เลขไทย หรือเลขอารบิกครับ ปกติเราจะใช้เลขอารบิกนะคะ อันนี้ตอบนี้ก่อนนะคะ ในเมื่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษแล้วเนี่ยนะคะ ต้องต้องมาดูว่าเป็นอะไร อย่างเช่น อาเซียน + 6 อย่างเงี้ย อยู่ๆ เราจะไปบวก 6 เป็นเลขใครมันก็ไม่ใช่นะคะ และส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษเนี่ยเขาก็จะใช้ตรงกันนะคะ ส่วนวิธีการเกษียณหนังสือต่อกัน เรียงลำดับบนล่างซ้ายขวาอย่างไร อันนี้ต้องเป็นแนวปฏิบัติของทางหน่วยงานเองนะคะ เพราะว่าตรงเนี้ย การเกษียณหนังสือเนี่ย มันไม่ได้มีในระเบียบงานสารบันนะคะเดี๋ เราต้องต้องต้องไปดูอีกทีนึงนะคะว่าเขาปฏิบัติกันยังไง ซึ่งการปฏิบัติตรงนี้เนี่ย อย่างที่เมื่อเช้าได้คุยกับท่านท่านประธานเปิดอ่ะนะคะ ที่บอกว่าบางครั้งเนี่ย บางหน่วยเนี่ยมาอยู่ทางซ้าย บางหน่วยจะไปอยู่ทางขวา อันนี้อันนี้มีการคุยกันเหมือนกันนะคะ ซึ่งในที่นี้เองเนี่ย ในสำนักงานเดียวกันอย่างเงี้ย ก็ยังใช้ไม่เหมือนกันนะคะ งั้นตรงนี้ต้องเป็นระเบียบปฏิบัติ ซึ่งทุกๆ หน่วยย่อยๆ เนี่ย ต้องปฏิบัติเหมือนกัน โดยที่หน่วยงานกลางเนี่ยต้องต้องบัญญัติขึ้นมาแล้วทำความเข้าใจนะคะ บันทึกข้อความภายในจะต้องออกเลขที่หนังสือหรือไม่ครับ มันจะมีตัวที่อนะคะ ต้องมีมั้คะ ที่นี่ทำมั้ยนะ ระหว่างสำนักต้องออกนะคะ คือออกไปจากข้างนอกเนี่ย เอ้ย ออกไปข้างนอกเนี่ย ออกจากข้างในไปข้างนอกเนี่ย มันต้องมี ไม่งั้นมันเวลาทะเบียนส่งอ่ะ มันไม่มีแล้วเวลาที่จะค้นอ้างอิงเนี่ย ทำไม่ได้นะคะค่ะ

ก็เดี๋ยวเราไปสู่เรื่องหลักนะคะ อ้า หลักสำคัญในการเขียนหนังสือติดต่อราชการ มีอยู่แค่ 5 หลักเท่านั้นเองนะฮะ หลักแรก หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยนะคะ ความถูกต้อง ถูกต้องนี่ต้องถูกรูปแบบด้วยนะ รูปแบบก็คือที่เมื่อกี้พูดมาว่า อ่า หนังสือภายนอกมีรูปแบบนี้นะ ซึ่งใช้ในแบบที่ 1 นะคะ หนังสือภายในใช้แบบที่ 2 หนังสือประทับตราแบบที่ 3 อย่างเงี้ยไปจนถึงแบบที่ 11 นะคะ ถูกแบบเดี๋ยวเราจะไม่คุยกันต่อแล้วนะ เพราะว่าเราเราเห็นภาพไปละนะคะ แล้วยังต้องถูกเนื้อหา เนื้อหาที่เอามาเนี่ย ต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์นะคะ แล้วถูกหลักภาษาไทย หลักภาษาไทยทำยังไงเราก็ต้องเขียนหนังสือราชการให้ตรงกับหลักภาษาไทย แล้วยังต้องถูกความนิยมด้วยนะคะ ถูกทุกอย่างแล้วในภาษาราชการ การภาษาการเขียนหนังสือราชการต้องถูกความนิยม อย่างเช่น การใช้สรรพนาม การไม่ใช้คำเชื่อมซ้ำๆกัน การไม่ใช้ภาษาพูดเหล่าเนี้ยนะคะ แล้วก็ อ่า ไม่ใช้คำทำลายนะ จะใช้คำเสริมสร้างอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ก็เป็นความนิยม แล้วยังต้องถูกใจผู้ลงนาม ไม่งั้นเราก็ถูกแก้ นะฮะ ไม่ งั้นเราต้องศึกษาลีลาของผู้ลงนามทุกๆท่าน นะฮะ ว่าท่านเป็นแบบไหน แนวทางของท่านชอบแบบไหนนะคะ เราก็จะได้ทำให้ถูกใจนะคะ

ความชัดเจนนะ หลักที่ 2 ความชัดเจนเนี่ย ชัดเจนตั้งแต่ในเนื้อความ เราก็ใช้วรรคตอนเคาะย่อหน้าเข้ามาช่วยนะคะ แล้วก็ชัดเจนในจุดประสงค์ ตรงชัดเจนในเนื้อความเนี่ย เราเราต้องพยายามให้เกิดความชัดเจนมากที่สุดนะฮะ ไม่สามารถแปลเป็นอื่นได้แล้วก็ชัดเจนในจุดประสงค์นะคะ เราต้องการอะไรบ้าง ต้องบอกให้ครบถ้วนกี่ประการก็ใส่เข้าไปนะคะ ชัดเจนในจุดประสงค์อย่างเช่น ถ้าเราบอกว่าเราอยากให้เขาค้าปฏิบัติโดยทั่วไป เราจะใช้คำว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและถือปฏิบัติ แต่ถ้าเราหยุดหยุดแค่ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ เราจะได้รับการปฏิบัติมั้คะ ก็ไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นต้องเอาให้ชัดเจน และกระจ่างในวรรคตอนก็คือการนำเอาวรรคตอน เคาะหย่อหน้าเข้ามาช่วยนะคะ

อันที่ 3 หลักที่ 3 ความรัดกุมคือต้องเขียนให้มีความหมายแน่นอน ไม่ให้มีช่องโต้แย้งเลย ทำให้เข้าใจง่าย แล้วก็ไม่ยืนยันในสิ่งที่อนาคตข้างหน้าจะเป็นยังไง เราไม่สามารถยืนยันได้ในขณะนี้นะฮะ ในบางเรื่องนะคะ ความกระทัดรัดนะฮะ ก็คือเขียนให้สั้นแต่ได้ใจความสมบูรณ์ ไม่ใช้คำหรือข้อความฟุ่มเฟือยนะคะ

อันที่ 5 บรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็เป็นผลดีด้วยนะคะ การบรรลุวัตถุประสงค์เป็นผลดีแปลว่าเราหนังสือเราออกไปสื่อแล้วเค้าเข้าใจตรงกันและทำตามอย่างที่เราอยากให้ทำนะคะ แล้วอย่างน้อยเนี่ย ต้องเอ่อ หมายถึงว่ายังต้องมีเรื่องของอย่างอื่นเข้ามาช่วยก็คือเรื่องของความสะอาดนะคะ ความเรียบร้อยสวยงาม ใช้ข้อความสุภาพ เลือกใช้คำลักษณะเสริมสร้าง ขอร้องขอความร่วมมือแทนคำบังคับหรือคำทำลายเดี๋เราจะมาดูกันว่ามันมีด้วยเหรอไอ้คำบังคับคำทำลายเป็นยังไงนะคะ

มาดูหลักแรกก่อนนะคะ ห ถูกเนื้อหานะฮะ ถ้าเป็นเรื่องง่ายๆเนี่ย มันมันไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ วิเคราะห์เล็กน้อยแล้วเราก็คีย์เลยนะคะ พิมพ์ได้เลย อ่า เป็นเรื่องอะไร มีวัตถุประสงค์ยังไง แล้วเราก็พิมพ์ไปได้เลยนะคะ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องยากๆล่ะนะคะ เป็นเรื่องยากๆเนี่ย แล้วเราต้องไปศึกษาวิเคราะห์ เราต้องไปดูจากเอกสารต่างๆ อาจจะสักมีสัก 3-4 แฟมป์นะฮะ แต่ละแฟมก็มีเป็นโอ้โห มีเป็นร้อยหน้าอะไรแบบเนี้ย เราจะใช้เครื่องมืออะไรมาช่วยในการศึกษาของเราให้เราสามารถที่จะจดจำได้ ไม่ใช่ใช้โน้ตอย่างเดียว จดจำได้แล้วสามารถเอาสิ่งต่างๆที่เราดึงประเด็นสำคัญมาเนี่ย เอามาเรียงร้อยได้เลยนะคะ เราต้องมีการจับประเด็นนะคะ จับประเด็น ก็คืออย่างที่บอกนะว่าส่วนใหญ่แล้วเนี่ย คนที่ร่างมาเนี่ยจะถูกถูกพาดพิงนะฮะ เรื่องว่าไม่รู้เลยว่าประเด็นสำคัญอยู่ตรงไหน มันจมอยู่ในกับน้ำท่วมทุ่งไปหมด อะไรแบบเนี้ยนะคะ ก็ต้องมีการจับประเด็น เพื่อที่จะเอามาร่างหนังสือให้ง่าย ให้เข้าใจถูกต้อง กระชับ สมบูรณ์นะคะ แล้วก็ต้องมีการย่อเรื่องนะ ย่อเรื่องเนี่ย เอาเฉพาะแก่นกะพิไม่เอาเปลือกนะคะ เป็นไงคะ แก่นกะพี้และเปลือกมันคืออะไร มองภาพออกมั้ย อ่า สมมุตินะฮะ มีต้นไม้ไม่ใช่สมมุติอ่ะของจริงเลยนะคะ มีต้นไม้ยืนต้นอยู่ต้นนึง ถ้าเราตัดเป็นแว่นๆออกมาเหมือนเขียงนะคะ ตรงนี้คืออะไรคะ ตรงกลางคือแก่นนะคะ แก่นก็คือเนื้อไม้ที่หนาแน่นที่สุด คือเป็นการดำรงอยู่ของชีวิตของต้นไม้นะคะ ขาดตรงนี้ไปไม่ได้เลย ขาดไปต้นไม้ตาย ส่วนกะพิกะพิเนี่ย เป็นศัพท์โบราณเนาะ บางคนก็ไม่ค่อยไม่เคยได้ยินอย่างเงี้ยนะคะ เพราะว่ามันเป็นที่รวมเป็นเนื้อไม้ที่เป็นที่รวมของท่อลำเลียงน้ำ ท่อลำเลียงอาหาร ซึ่งอัดกันแน่นอยู่ตรงเนี้ย เพื่อที่จะหล่อเลี้ยงเลี้ยงชีวิตนะฮะ เลี้ยงแก่นให้เติบโตแล้วมีชีวิตต่อไปได้ ส่วนเปลือกในเนื้อไม้เนี่ย เอ้ยในต้นไม้เนี่ย ก็จะเป็นส่วนที่ปกคลุมครอบคลุมนะฮะ เหมือนกันหนาวกันแดดกันลมกันสิ่งอะไรอ่ะที่จะเข้ามากัดแพะหรืออะไรพวกอย่างเงี้ยนะคะ เป็นการปกป้องนะคะ ทีนี้เอามาเทียบกับ อ่า อันนี้คือคนที่เอามาเทียบคือท่านเลขาประวีนน่านครนะฮะ ท่านเป็นสมัยนั้นท่านเป็นรองเลขาธิการ กพ. แล้วท่านเห็นคน กพ. เข้ามาทีนึง 40-50 คนนะ ตอนนั้นช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบ ท่านก็โอไม่ไหวะ เอาไอ้เด็กพวกนี้มาเนี่ย มันเขียนอะไรไม่รู้เรื่องแน่เลย ท่านก็ลุกขึ้นมาเขียนหนังสือแล้วก็มาสอนพวกเรานะคะ แล้วก็ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ก็สอนต่อๆกันมานะฮะ ทีนี้เทียบกับหนังสือยังไงบ้าง แก่นเนี่ยก็คือใจความสำคัญหลักเลยนะ ขาดไม่ได้เลย ถ้าหนังสือตรงหนังสือฉบับนึงเนี่ยไม่มีแก่นตรงเนี้ยนะ ก็เสียไปเลยนะคะ ส่วนกะพิกะพิเนี่ย ก็คือท่อลำเลียงน้ำ ลำเลียงอาหารที่เลี้ยงแก่นใช่มั้ยคะ กะพี้ในในหนังสือราชการก็คือข้อความที่ตกแต่งสมบูรณ์นะฮะ ถ้าเผื่อเราจะขอความร่วมมือขอความช่วยเหลือ มันก็เป็นข้อความที่โน้มน้าวจูงใจ กระตุ้นให้เกิดความเร่งด่วนให้มาช่วยเหลือนะคะ ส่วนเปลือกเนี่ยในต้นไม้ มันมีประโยชน์แต่ในหนังสือมันไม่มีประโยชน์เลย ทิ้งไปก็ไม่เสียหาย เอาไว้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาทิ้งไปนะคะ เดี๋ยวเรามาดูแก่นกับกระพี้ในหนังสือสือราชการ ทำไมมันไม่ไป ไม่เดินค่ะสไลด์ไม่เดิน เดี๋ยวจะมีโจทย์นะคะให้ลองให้ลองดูเดี๋ยวดูไปด้วยกันเพราะว่าไม่มีเวลาให้ลองทำ เนาะนะคะค่ะ ขอบคุณค่ะต้องจิอ้อ ค่ะ การเขียนให้ถูกเนื้อหานะตรงเนี้ยถ้าสมมุติว่าเราลองนึกภาพนะฮะว่าท่านได้รับมอบหมายให้ทำหนังสือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการถึงมูลนิธิต่างๆเนี่ย เพื่อที่จะขอความร่วมมือนะคะ ให้แจ้งการเกิดพายุยางิ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2567 และจังหวัดหนองคายได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก น้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมขังจนถึงขณะนี้นะฮะ มีผู้ประสบอุทกภัยจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือ จากการประเมินพบว่าขาดเครื่องอุปโภคบริโภค รายละเอียดให้ศึกษาจากรายงานการประชุม ก็แปลว่าถ้าเราต้องการความสมบูรณ์มากกว่านี้ เราก็ไปอ่านรายงานการประชุมแล้วมาสรุปย่อดใส่ไปในเอกสารสิ่ง ที่ส่งมาด้วยนะคะ ทีนี้มาดูถ้าอย่างเงี้ย ลองถามตัวเองซิว่าถ้าท่านได้รับมอบหมาย ท่านจะขึ้นต้นข้อความเนี้ย เหตุที่มีหนังสือไปว่าอะไรคะ ได้มย ต้องขึ้นต้นว่าด้วยนะคะ เพราะว่าถึงแม้ว่า จะเคยขอกันมาก่อนหลายๆหลายๆครั้ง แต่ครั้งเนี้ยเพิ่งขอเป็นครั้งแรกของการติดต่อ ครั้งนี้เราก็บอกว่าด้วยนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างเราลองดูจากตัวอย่างที่ไม่สมบูรณ์ที่เ้าร่างมานะคะ ด้วยได้เกิดอุทกภัยขึ้นที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งจะต้องขอความร่วมมือจากมูลนิธิในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เป็นไงคะ อันนี้เป็นแก่นม ก็เกิดพายุแหละนะคะ เกิดที่ไหน แล้วต้องการความช่วยเหลืออะไร พอจุดประสงค์เราบอกว่า จึงเรียนมาเพื่อโปรดจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปให้ผู้ประสบอุทกภัยดังกล่าวด้วย จะขอบคุณมากนะคะ มันห้วนสั้นใช่มั้ยคะ ถ้าอย่างงี้ ถ้าเราเป็นมูลนิธิ เราจะช่วยอะไรมะ เราจะช่วยอะไรได้ทันทีมะ เราไม่รู้จะช่วยอะไรยังไง เพราะว่าไม่มีรายละเอียด เกิดเมื่อไหร่ ไม่มีในโจทย์มีแต่ว่าเขาไม่ใส่มานะค่ะ เกิดเมื่อไหร่ แล้วเกิดปุ๊บเนี่ย อาการของคนที่ได้รับผลกระทบจากภัยมีอาการยังไงบ้างนะคะ ไม่ได้บอกเลย ไม่ได้มีอะไรที่จะเอ่อ ช่วยเพิ่มความสมบูรณ์หรือเร่งให้เค้ารีบช่วยเหลือเลยนะคะ เราก็มาดูทีละท่อนนะ เอาเหตุที่มีหนังสือไปก่อนนะคะ ด้วยได้เกิดอุทกภัยเนี่ย เราบอกชัดตรงนี้ก็คือแก่นนะคะ ใจความสำคัญเหตุให้ต้องมีหนังสือไป มี 2 ตอนก็คือเกิดอุทกภัยที่หนองคาย ต้องการความร่วมมือ ขอความร่วมมือใช่มั้คะ แต่ขาดกะพิ เราต้องมีข้อความแต่งเติมให้สมบูรณ์ ชัดเจน โน้มน้าวจูงใจนะคะ โจทย์เค้าก็มีบอกชัดเจนแหละนะคะว่าเกิดเมื่อไหร่ เกิดแล้วเนี่ย เห็นมมีน้ำท่วมฉับพลัน มีน้ำท่วมขัง มีผู้ประสบอุทกภัยจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือนะฮะ จากการขาดเครื่องอ่ะ ประเมินแล้วขาดเครื่องอุปโภคบริโภค เราทำไมไม่เอาไปใส่ในนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวเราจะมาช่วยกันแก้เนาะ แต่จะบอกว่าอันนี้เป็นวิธีแก้วิธีหนึ่งเท่านั้น เป็นรูปแบบหนึ่งหนังสือราชการไม่มีถูก 100% ผิด 100% นะฮะ ขึ้นอยู่กับลีลาหรือแนวทางของการเขียนการแก้ของแต่ละคน โดยเฉพาะแนวทางของผู้ลงนามที่ท่านชอบแบบไหน นะคะ นี้เราก็จะมาช่วยกันแก้หนังสือนี้ให้ถูกเนื้อหานะฮะ โดยเติมกะพี้เข้าไปนะคะ กะพี้ก็คือส่วนสีแดง เดี๋ยวลองมาอ่านพร้อมๆกันว่ามันชัดเจนมากขึ้นมั้ย ส่วนสีดำคือส่วนแก่นก็คือร่างเดิมนะคะ ด้วยได้เกิดอุทกภัยขึ้นที่จังหวัดหนองคายเนื่องจากอิทธิพลพายุอย่างนี้ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2567 ถึงปัจจุบันเห็นมั้คะ เราไม่บอกว่าในวันที่นะ เราบอกว่าตั้งแต่วันที่นี้ถึงวันที่นี้ หรือถึงขณะนี้นะคะ เพราะว่าถ้าบอกว่าในแปลว่าภัยมันเกิดวันเดียว ใช่มั้ยคะ แต่ว่าตั้งแต่วันที่มันมีความอ้อยอิ่งนะ ของเหตุการณ์ที่ทำให้คนมีที่พบกับภัยเนี่ยนะคะ เขา มีเขา มีอาการที่มันแย่ลงอ่ะนะคะ และบอกว่าจากฝนที่ตกหนัก ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน มันก็บอกอาการแล้วว่าไม่สามารถไม่รู้มาก่อนนะฮะ ไม่สามารถออกมาวิ่งเตรียมอะไรต่ออะไรได้นะคะ อาจจะเสียหายอย่างมาก แล้วยังมีน้ำท่วมขังอีก ก็แปลว่ามันมีน้ำสกปรก น้ำขัง มียุง มีเชื้อโรค ของที่จะให้ไปก็คือก็ต้องเป็นเรื่องของยาฆ่าเชื้อบ้าง อะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค ควรจะเป็นอะไรที่เขาอาจจะต้องหมายถึงว่าสะดวกในการที่จะบริโภคนะคะ และถ้าเราเนี่ยอยากจะให้เขารู้มากกว่านั้นอีกนะคะ ก็ไปถอดจากรายงานการประชุมมาแล้วใส่ไป ดังรายละเอียดในสิ่งที่ส่งมาด้วยนะคะ เพราะเราจะไม่เอามาใส่ไว้ในนี้เยอะแยะเลยอ่ะ ยิ่งใส่มากก็ยิ่งผิดมากนะคะ ก็เอาไปใส่ไว้ในสิ่งที่ส่งมาด้วยซะ ตรงนี้ก็เป็นเนื้อความนะคะ ก็คือเหตุที่มีหนังสือไป ส่วนจุดประสงค์ที่มีหนังสือไป เราลองอ่านนะคะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคไปให้ผู้ประสบอุทกภัยดังกล่าวด้วย จะขอบคุณมากนะคะ ยิ่งถ้าอารมณ์ไม่ดีอ่านเนี่ยนี่คือคำสั่งเลยนะคะ เพราะงั้นตรงเนี้ยมันเป็นเรื่อง sensitive นะฮะ เป็นความละเอียดอ่อนและนะฮะ ที่เราจะไม่บังคับเขานะฮะ มันเหมือนบังคับนะ ถึงแม้จะมีโปรดนะคะ มีขอบคุณนะคะ เพราะงั้นเราต้องเติมกะพิเข้าไป ตัวแดงๆคือกะพิ จึงเรียนขอความร่วมมือมาเพื่อโปรดจัดส่งเครื่องอุปโภคบริโภคโคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าวตามแต่จะศรัทธาเห็นมั้คะ ไม่ได้บังคับ ทั้งนี้ทางมูลนิธิจะจัดส่งไปเองโดยตรง หรือจะมอบให้กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจัดส่งก็ได้นะคะ ขอขอบคุณในความร่วมมือมาณที่นี้ยังไม่ได้นะ ความร่วมมือแต่ขอบคุณมัดเอาไว้ก่อนนะฮะ เราออดเค้าแล้วก็มัดเค้าไว้เลยนะคะ แต่ที่บอกว่าถ้าเรามีศักยภาพเราใส่เข้าไป เพื่อช่วยให้มันรวดเร็วขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีศักยภาพตรงนี้อย่าบอกไป เพราะว่าของจะมา กองอยู่ที่เรา ภารกิจหลักของเราก็ยิ่งช้าออกไปอีกนะคะ ตรงนี้ก็เอาไปใส่ไว้ในจุดประสงค์ของเรื่องนะฮะ ตรงนี้แหละนะคะ คือการเติมกะพิเข้าไปในแก่นของเรานะคะ เพราะฉะนั้นเวลาที่ทำหนังสือเนี่ย เราก็ดูให้มันเหมาะสมนะคะว่ามีอะไรที่ขยายความสมบูรณ์เพียงพอหรือยัง แต่ต้องไม่เกินเลยไปนะคะ

ทีนี้เมื่อกี้ที่เราบอกว่าเราจะศึกษาเรื่องให้เข้าใจเนื้อหาเนี่ย มันมีตัวช่วยนะคะ จากแฟมป์เนี่ยเป็น 2-3 แฟมป์ แฟมป์ละ 100 หน้าเนี่ย เราจะทำยังไง เราก็ต้องช่วยตัวเองด้วยการใช้เครื่องมือนะคะ เครื่องมือตรงนี้ก็คือเครื่องมือถามตอบ ตัวเองไม่ต้องไปพึ่งใครนะคะ เป็นการศึกษาเรื่อง ตั้งคำถามให้ถูกต้อง อาจจะมีมากกว่านี้น้อยกว่านี้ หรือไม่ตรงกับอันนี้นะฮะ แล้วแต่บริบทของหนังสือของเราแต่ละฉบับนะฮะ เรื่องเนี้ยเป็นเรื่องเกี่ยวกับใคร เราก็ตอบไปโน้ตไปนะคะ ขออะไร หรือเป็นเรื่องอะไร เราก็โน้ตคำตอบไว้ มีกฎระเบียบแนวทางข้อใดที่เกี่ยวข้อง เพราะตรงเนี้ยเราจำเป็นต้องเอามาอ้างในเนื้อความของเรานะฮะ มีเหตุผลประกอบยังไง มีคณะกรรมการเข้ามาเกี่ยวข้องมั้ย มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง แล้วถ้าคณะกรรมการที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เขามีการประชุมแล้วมีมติยังไง พิจารณาแล้วมีมติยังไง โน้ตไว้สั้นๆ เพื่อที่เป็นกรอบให้เราเดินนะคะ แล้วหยุดถามตัวเองสักนิดนึงว่าเรามีหนังสือนี้ไปทำไมนะคะ แล้วก็ อ่า เหตุคือทำไมเราถึงต้องมีหนังสือนี้ไป แล้วมีไปทำไมนะคะ ต้องเขียนเอาไว้ให้ชัดๆ เพราะว่าเดี๋ยวเวลาเราเมาข้อมูลเนี่ย เราจะเกิดความสับสน แล้วเราก็จะหลงทางได้นะคะ แล้วท้ายสุดเราถามตอบถามตอบมาเรื่อย ท้ายสุดอย่าลืมว่าใครเป็นผู้ลงนามผ่านใครนะคะ เพราะตรงเนี้ยเรามันถึงหมายถึงสำนวนลีลาของเราที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปตามคนลงนาม นะฮะ เล่าตัวอย่างนิดนึงก็คือตอนที่ อ่า ทำงานอยู่เนี่ยนะฮะ ก็จะมีงานลักษณะ เอ่อ อยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆนะ คือลักษณะบริหารงานบุคคลกับลักษณะของการที่เป็นกฎหมาย มีรองคุม 2 ท่าน รองที่คุมทางด้านกฎหมายเนี่ย ท่านทั้ง 2 คนเนี่ยนะคะ เป็นคนที่เขียนหนังสือดีมาก กระชับ ภาษาสวยมากทั้งคู่ แต่คนละลีลานะฮะ ท่านทางกฎหมายเนี่ย แทนที่ท่านจะชอบกระชับห้วนๆ หรืออะไรอย่างเงี้ยนะ ท่านก็จะ เป็น อ่า เอาเป็นว่าเอาเป็นทางบริหารงานบุคคลก่อนนะคะ บริหารงานบุคคลเนี่ย ควรจะสาธยายอะไรมากมาย อธิบายเนาะ แต่ท่านไม่ชอบ ท่านชอบให้กระชับ ภาษาสวยนะคะ ฟันธงไปเลยนะฮะ ส่วนทางด้านกฎหายจะปฏิเสธเนี่ย ท่านปอบประลมซะก่อน ก่อนที่จะปฏิเสธอีกทีนึง ซึ่งซึอันนี้ก็คือลีลาของแต่ละท่านไม่เหมือนกันนะคะ งั้นเราก็ต้องทำให้ถูก ไม่ งั้นเราถูกแก้เสียเวลานะคะ

อีกอันนึง ภาษาไทยนะคะ เมื่อกี้ถูกเนื้อหาไปแล้ว ตอนนี้ถูกภาษาไทย ภาษาไทยมีทั้งเรื่องคำสะกด รูปประโยค ความสัมพันธ์ของข้อความนะคะ คำสะกดนะฮะ อันนี้ยกตัวอย่างมา อาจจะไม่มีคำเหล่านี้ในหนังสือราชการของท่านนะคะ แต่วา ยกตัวอย่างมาแล้วกันนะคะ การใช้ ด.ช.ด. กับ ป.ต.ต.ป.ตัก นะฮะ ตรงนี้เนี่ย ท่านคงเชี่ยวชาญอยู่แล้วล่ะนะ เพราะท่านก็อยู่กับกฎหมาย อยู่กับอะไรอย่างี้นะคะ กฎ ปรากฏนะคะ อนุญาต อนุญาตธรรมดา หรืออนุญาตแบบญาติโกโหติกา เนาะ คัดสรรนะคะ สร้างสรรค์ มีอะไร การันมั้ย ออฟฟิศเป็นคำทับศัพท์นะ คำทัพศัพท์เนี่ย เป็นการยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้แล้วถอดรูปถอดเสียงออกมาให้สอดคล้องให้พร้องกับเสียงของเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แต่คำสะกดก็ต้องมีคนมาขึ้นมาบัญญัติก็คือสำนักราชบัณฑิต ราชบัณฑิตยสถาน หรือราชบัณฑิตยสภานะคะ ทีนี้ อ่า การยืมคำภาษาต่างประเทศมาใช้มี 2 ลักษณะคือศัพท์บัญญัติกับทับศัพท์นะคะ ทีนี้ศัพท์บัญญัติเนี่ย แรกๆที่ภาษาต่างประเทศเข้ามานะคะ เราก็จะมีศัพท์บัญญัติมาใช้ แต่ทีนี้คนไม่นิยม เพราะอะไรนะนะคะ สมมุติว่าขอเรียกตัวเองว่าพี่แล้วกันนะ อ่า มีของของน้องๆเนี่ยมายืมนะฮะ มายืม มายืมคณิตกร อ่ะ หมายถึงว่าพี่ไปขอยืมไปขอยืมคณิตก่อน จะเอาอะไรมาให้พี่ อะไรคะ เครื่องคิดเลข เพราะเราเห็นคำว่า คณิตใช่มั้ยจริงๆไม่ใช่มันคือคอมพิวเตอร์ อ่ะ ต้องแปลไทยเป็นไทยละใช่มั้ยคะ ขอยืม บัตรระบุผู้เช่าหน่อย เอาอะไรมาคะ ซิมการ์ดเห็นมั้ย แปลไทยเป็นไทยคนเลยไม่นิยม ก็เลยมาทับศัพท์นะคะ แต่การทับศัพท์เนี่ย ก็ต้องเขียนให้ถูกต้อง สะกดให้ถูกต้องด้วยนะคะ อ่า นี้อีกการอันนึง ขาดดุ่นมียักษ์ การันมั้ย แถลงการณ์มีนณรกันมั้ย กลยุทธมี ทธธงกันันมั้ย ปฐมนิเทศเรามีเทศน์หลายลักษณะนะ เทศนะ เทศกกะ เทศเฉยๆ เว็บไซต์ก็เป็นคำทับศัพท์ ไล่เรียง หรือไล่แล้วเรียง นะคะ ตรงเนี้ย ระหว่างที่อ่านไปเนี่ย น้องๆก็คง อ่า จะบอกไปเอ่อระบุไปแล้วนะว่าคำไหนคือคำถูกต้อง ใช่มั้ยคะ เฉลยก็คือทางซ้ายมือถูกต้องทุกคำนะคะ คำเหล่านี้เนี่ย บางทีเราจำไม่ได้ หรือบางทีเราจำถูกแต่คนอื่นใช้ผิดหมดเลย จนเราสงสัยตัวเองว่าเราใช้ผิดอะไร อย่างเงี้ย ก็เหลือบดูสักนิดนิดนึงนะฮะ อ่า แหล่งที่มาของข้อมูลที่น่าเชื่อถือก็คือราชบัณฑิต หรือราชบัณฑิตสภา เพราะว่าเขาเป็นต้นตอของการบัญญัติจริงๆนะคะ เพราะว่าเคยไปดูเนี่ย ทางเว็บที่เหมือนแปลเป็นไทย อ่ะแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย ไทยเป็นภาษาอังกฤษมีหลายคำที่ใช้ภาษาไทยผิดนะคะ สะกดผิดนะคะ อันนี้ก็คือคำสะกดซึ่งเราต้องระมัดระวังทวนให้ดีนะคะ เวลาทำเสร็จฉบับนึงเนี่ยนะคะ

ทีนี้เรื่องรูปประโยครูปประโยคโดยปกติทั่วไปในในหนังสือ เอ่อ ในภาษาไทยก็คือมีประธาน กิริยากรรม แล้วก็คำขยายใช่มั้คะ ไม่ว่าประโยคจะมีโครงสร้างแบบไหน ต้องมีกิริยาเสมอนะคะ ประโยคแบบกรรมวาจกอันเนี้ยแปลไทยเป็นไทยอีกละ กรรมแปลว่าผู้ถูกกระทำนะคะ หรือพูดพูดถ้าเราใช้ passive voice เราจะรู้สึกเหมือนเหมือนเข้าใจได้ง่ายใช่มั้ยคะ แต่ภาษาไทยไม่นิยมใช้คำว่าถูกอย่างเราจะไม่บอกว่าเด็กถูกทำโทษโดยครู เราจะใช้อะไร ครูทำโทษเด็กนะคะ เหมือนกันเพราะฉะนั้นเราจะไม่ใช้ว่าคำขอร้องถูกตอบสนองนะ มันรู้สึกมันถูกไงไม่รู้อาจจะอนุโลมที่มีความนิยมเนี่ยก็คือเขาถูกจับ เขาถูกพาดพิง ถูกตำหนิอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ส่วนใหญ่ก็เป็นความหมายที่เชิงไม่ค่อยบวกเท่าไหร่นะคะ ทีนี้บอกว่าคำขอร้องถูกตอบสนองเราก็ไม่ใช้ อย่างนี้นะ เราต้องบอกว่าได้รับการตอบสนองนะคะ ความสามารถของเขาเราไม่บอกถูกยกย่องหรอก เราบอกว่าเป็นที่ยกย่อง ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกเห็นชอบโดยรัฐสภา เราจะไม่บอกอย่างงี้นะ เราต้องได้รับความเห็นชอบใช่มั้ยคะ แต่ได้รับความเห็นชอบโดยเนี่ย เราไม่ใช้ในภาษาไทย เราจะได้รับได้ รับความเห็นชอบจากใคร เราก็ต้องเปลี่ยนเป็นจาก เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะแก้ทบทวนน่ะนะฮะ อ่านทบทวนอีกทีนึงในงานที่เราเสร็จเรียบร้อยแล้วเนี่ย เมื่อแก้ที่นึง เราต้องดูรอบๆด้วยว่ามันมีที่อื่นที่ไม่เหมาะสมมั้ยนะฮะ ที่ควรจะต้องปรับแก้มั้ยนะฮะ เป็นลักษณะอย่างงี้

ทีนี้อีกอันนึงที่สำคัญเลยที่เรามักจะพลาดนะคะก็คือเวลาเราอยากจะทำให้มันกระทัดรัดเราจะเอาหลายๆประโยคมาเรียงซ้อนกันแล้วก็เกิดมีคำขยายประธานขยายกิริยาขยายกรรมยาวๆอาจจะเป็นวลีเป็นอนุประโยคอย่างเงี้ยมันก็เกิดความสับสนพอเราเมาข้อมูลสับสนแล้วเราก็จะส่งความสับสนไปให้คนอ่านด้วยนะคะ มาดูตัวอย่างนะคะที่อาจจะสับสนลองอ่านไปด้วยกัน เนาะ ด้วย กพ. ได้พิจารณาเห็นว่านะฮะ อันนี้เป็นประโยคแรกไม่ต้องไปยุ่งกับเขา ผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยของส่วนราชการต่างๆ ได้จัดทำขึ้นเป็นหลายรูปแบบ และสิ้นเปลืองเวลาในการคิดค้นจัดทำหลักสูตร กพ. จึงได้จัดทำหลักสูตรมาตรฐานขึ้นเพื่อให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ใช้เป็นแนวในการจัดหลักสูตรฝึกอบรมเรื่องการดำเนินการทางวินัยนะคะ ตรงนี้อ่านปุ๊บเนี่ย เราเข้าใจทันทีมั้ยว่าเขาจะพูดอะไร เราต้องอ่านอีกครั้งนึงมั้ยคะ ใช่มั้ยคะ เพราะว่าถ้าเขาชัดเจนเราจะอ่านปุ๊บแล้วเข้าใจเลย ไม่ต้องอ่านซ้ำ 2 นะคะ อ่านซ้ำ 2 เพื่อที่จะมาอ่าทำอะไรก็ตามแต่อันนี้เราอ่านซ้ำ 2 เพื่อที่จะอาจจะซ้ำ 3 เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับโจทย์ที่บอกนะคะ นี้เรารู้มั้ยคะว่าตรงนี้กิริยาคือได้จัดทำขึ้นใช่มั้ยคะ ใครล่ะเป็นประธานของกิริยาตัวนี้ ระหว่างผู้ได้รับการฝึกอบรมกับหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย ถ้าบอกผู้ได้รับการฝึกอบรมได้จัดทำขึ้น ผู้ได้รับการฝึกอบรมเขาไม่มาทำหลักสูตรนะฮะ เขามาฟัง เขามาฟังความเข้าใจ มาอบรมตามหลักสูตรนั้น ตัวเนี้ยเสียและไม่ต้องใช้ฮะ ทิ้งไปเลย ผู้ได้รับการฝึกอบรมนะคะ แต่ถ้าบอกว่าหลักสูตรการดำเนินการทางวินัยได้จัดทำขึ้นเป็นหลายรูปแบบ อันเนี้ยมันก็ไม่ใช่ภาษาไทยละนะคะ เพราะว่าหลักสูตรมันทำตัวเองไม่ได้ แต่ว่าในเมื่อทั้งประโยคเลยทั้งข้อความทั้งหมดทั้งวรรคเนี่ยนะคะ เขาเน้นไปถึงหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย เพราะฉะนั้นตัวเคือตัวหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย แต่กิริยาตัวเนี้ยใช้อย่างนี้ไม่ได้ละ ทิ้งไปนะคะ เสียไป เราก็ต้องกระเทาะออกมาว่าจะบอกอะไรกับเรานะคะ ก็มาดูซิว่ากระเทาะมาทีละอัน อ่า ประโยคแรกไม่ต้องไปยุ่งกับเขานะฮะ ด้วย กพ. ได้พิจารณาเห็นว่า เราเอาตั้งแต่หลักสูตรการดำเนินการทางวินัย ใช่มั้ย หลักสูตรวินัยที่ใช้ขณะนี้ใช่มั้ยคะ มันทำไมคะ มันมีหลายรูปแบบ และไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันใช่ไหม เพราะว่า กพ. เราต้องทำหลักสูตรมาตรฐานขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันนะคะ การคิดค้นจัดทำเวลาอก็สิ้นเปลืองเวลา นะคะ ต้องที่บอกตรงนี้นะ การคิดค้นจัดทำสิ้นเปลืองเวลา นะคะ เราก็บอกว่า อ่า เราก็กระเทาะออกมาอย่างงี้ กพ. นะ จึงจำเป็นที่ กพ. จะต้องทำหลักสูตรมาตรฐานขึ้นมา เพื่ออะไรคะ เพื่อให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ใช้ในการฝึกอบรมนะ มีหลักสูตรมาตรฐานแล้วไม่ต้องใช้เป็นแนวในการจัด และเราก็ตัดคำว่าแนวใน การจัดออก ใช้ในการอบรมให้เป็นแนวเดียวกัน แล้วเราก็เอาสิ่งที่เรากระเทาะออกมาเนี่ย มาเรียงร้อยใหม่นะคะ เติมเข้าไปนะคะ ตัดของเดิมออกแล้วเติมเข้าไปให้มันมีความสมบูรณ์นะคะ เราก็มาใส่นะคะ เราลองดูไปด้วยกันนะคะ ตามตัววิ่งอันนี้นะ ด้วย กพ. พอได้พิจารณาเห็นว่า เอาคงไว้นะคะ ผู้ได้รับการฝึกอบรมตรงเนี้ยนะ เอาตัดทิ้งไปฮะ หลักสูตรการดำเนินการทางวินัยที่เรากระเทาะออกมาตรงนี้นะคะ แต่ว่าอันเนี้มันเป็นภาษาพูด ภาษาเขียนก็คือหลักสูตรการฝึกอบรมเรื่องการดำเนินการทางวินัยนะคะ แล้วก็บอกว่าที่ใช้ขณะนี้ใช่มั้ยคะ อันนี้เขาบอกว่าของส่วนราชการต่างๆ ใช้ในการฝึกอบรมข้าราชการอยู่ในขณะนี้ เราเขียนเปลี่ยนเป็นภาษาราชการเนาะ แต่ทีนี้ของส่วนราชการใช้ เราไม่ เราภาษาไทยไม่ใช่แบบนี้ เราต้องเปลี่ยนของตรงเนี้ยเป็นที่ที่ส่วนราชการต่างๆ ใช้ในการฝึกอบรมข้าราชการอยู่ในขณะนี้ ได้จัดทำขึ้นเนี่ย เราบอกว่ามันไม่ใช้ไม่ได้ เราก็เอาตรงนี้มา มีหลายรูปแบบนะคะ และอะไร และไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันใช่มั้ยคะ ทีนี้และตรงนี้เราจะใส่แบบนี้ก็ได้ แต่เราจะเอาที่ตรงเนี้ย เผื่อเอาไว้ นะคะ เราไม่อยากให้มันฟุ่มเฟือย เราก็ตัดและตรงนี้ออกได้ ใช้เว้นวรรคแทนนะคะ เพื่อให้กระทัดรัดนะ เว้นวรรคไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วถ้าเผื่อและไม่มีที่ใช้ค่อยจะเอามาใส่ก็ได้ไม่ใส่ก็ได้นะคะ แล้วไม่เป็นมาตรและอ่าก็ใช้วรรคไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน วรรคการคิดค้นจัดทำหลักสูตรตรงเนี้ยสิ้นเปลืองเวลาใช่มั้ยคะ ทีนี้หลักสูตรอะไรล่ะ ก็คือหลักสูตรการดำเนินการทางวินัย เราไม่อยากพูดยาวๆ เราก็หลักสูตรดังกล่าวก็สิ้นเปลืองเวลา ทีนี้ในเนี้ยมันงอกออกมานะคะ มันมันเกินเราก็ปรับมันให้เป็นมาก เพื่อที่ให้เกิดหางเสียงในหนังสือราชการนะคะ สิ้นเปลืองเวลาเฉยๆเนี่ยมันห้วนก็บอกสิ้นเปลืองเวลามากก็พอ จึงได้จัดทำหลักสูตรมาตรฐานขึ้นเพื่อให้กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ใช้ใช้ในการฝึกอบรม อ่า ตัดเป็นแนวออกกับจัดหลักสูตรออกนะ ใช้ในการฝึกอบรมเรื่องการดำเนินการทางวินัย ให้เป็นแนวเดียวกันนะคะ ทีนี้เราก็เมื่อทำเสร็จแล้วเนี่ย เราก็มาทวนอีกทีนึงนะคะว่ามีอะไรขาดมีอะไรเกินมั้ยนะคะ ก็แค่นี้เองคือการกลั่นกรองนะฮะ การทบทวนตัวเองก่อนที่จะส่งไปให้หัวหน้าแก้ นะคะ

ทีนี้มีอีกอันนึงเรื่องความสัมพันธ์ของข้อความนะ ประธานกิริยากรรมคำประกอบเนี่ยมันต้องมีความสำคัญสัมพันธ์ต่อกันนะคะ แต่บางครั้งเนี่ยเราอาจจะละไว้ในฐานที่เข้าใจอย่างเช่นบอกว่า กพ. ลงมติให้สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนจัดหาสถานศึกษาและเรื่องอื่นๆให้นักเรียนผู้นี้นะคะ คือพอบอกว่าจัดหาสถานศึกษาและอะไรตรงนี้มันขาดกิริยาไปตัวนึงใช่มั้ยคะ และถ้าเผื่อเราเว้นเวเราพูดอย่างเงี้ย เอ้ย เราเขียนอย่างเงี้ยก็แปลว่าเราละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าตรงนี้ต้องคือจัดหาและจัดหาเรื่องอื่นๆให้นักเรียนผู้นี้ใช่มั้ยคะ ทีนี้จัดหาสถานที่ จัดและหาสถานที่มันทำได้ แต่จัดและหาเรื่องมันทำไม่ได้เนาะ ไม่ใช่ภาษาไทยนะคะ เราก็ต้องเปลี่ยนจัดหาตรงเนี้ยเติมเข้าไปให้มันสมบูรณ์ จัดการเรื่องอื่นๆให้นักเรียนผู้นี้ หรือดำเนินการก็ได้นะคะ

นี้มาถึงอีกอันนึงนะคะ เรื่องถ้อยคำสำนวนนะคะ เอ่อ หมายถึงว่าถ้อยคำสำนวนในความนิยมเนี่ยนะคะ เราจะใช้ภาษาราชการ เราจะไม่ใช้ภาษาพูดอย่างเช่นตัวอย่างมี 2 ตัวอย่าง ตัวอย่างแรกพร้อมกัน นี้ได้แจ้งให้จังหวัดทราบแล้วเหมือนกัน กับพร้อมกันนี้ได้แจ้งให้จังหวัดทราบด้วย แล้วเราจะเลือกอันบนหรืออันล่างคะ ทราบด้วยแล้วกับแล้วเหมือนกัน ทราบแล้วเหมือนกัน เราอันล่างนะคะ เพราะว่าเหมือนกันเป็นภาษาพูดนะคะ คำอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มเติม คำอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่มีข้อเท็จจริงอันใดใช้เพิ่มเติ่มใช้อันไหนคะ อันล่างอันใด ภาษาพูดเราจะพูดอะไรเนี่ย อะไรเนี่ยคือภาษาพูดนะคะ เวลาพูดเราจะพูดอะไรเนี่ย ได้แต่เราไม่พูดหรอกนะ อันใดอ่ะ นะคะ มันลิเกไปนิดนึง อะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าในภาษาเขียนเราก็ต้องฟูมไฟลนิดหน่อยนะคะ ตามความนิยมนะคะ ทีนี้ อ่า เราจะไม่ใช้คำเชื่อมซ้ำกัน เราจะไม่ใช้ที่นะ แต่เราจะใช้ชุดของคำมาแทนนะคะ ซึ่งกับอันเอามาแทนคำว่าที่ อย่างเช่น คนที่เป็นพลเมืองของประเทศใดนะ แทนที่จะบอกจะเป็นที่เราก็บอกว่า ซึ่งทำการอันเป็นการบั่นทอนความมั่นคงของประเทศนั้นนะคะ ตรงเนี้ยในภาษาพูดเราจะไม่ใช้อย่างนี้เลย แต่ในภาษาราชการเราต้องใช้ภาษาราชการนะคะ อีกอันนึงก็คือ เอ่อ ในการเขียนหนังสือราชการต้องใช้ภาษาราชการ บางทีพี่ก็พูดรวบไปนิดนึง และชุดของคำอีกอันนึง และกลับรวมทั้งตลอดจนนะคะ จะถือว่าผู้ใดกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการได้ก็แต่เมื่อผู้นั้นมีหน้าที่ราชการและได้กระทำการหรือละเว้นการกระทำ การตามหน้าที่นั้นโดยมิชอบและจะต้องมีเจตนาที่จะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์อันมิควรได้ด้วย เราจะเอาตัวไหนมา เราจะเอากลับรวมทั้งอุ๊ยกลับรวมทั้งตลอดจนเนี่ย เอาตัวไหนมาใช้คะ ถ้าในภาษาทั่วไปเราใช้ได้ทั้งหมดนะ ตามความเหมาะสมนะฮะ แล้วเรารู้สึกรู้สึกว่ามันมันรื่นหูนะ มันไม่รู้สึกสะดุดแต่อันเนี้ยมันเป็นภาษาที่ใช้กฎหมายนะฮะ เรามักจะเป็นเรื่องของการกระทำกับเจตนาใช่มั้คะ เพราะฉะนั้นเราตรงเนี้ยเราจะใช้กับจะต้องมีเจตนาเราจะใช้กลับแทน เพราะฉะนั้นเวลาเราจะเลือกใช้ นะคะ เราคงไม่ใช้และๆๆไปเรื่อยนะ เราจะเอาเลือกใช้อะไรมาเนี่ย ก็ต้องให้เหมาะสมด้วย ปกติเนี่ย ถ้าเราต้องใช้ทั้ง 4 คำนะคะ เราจะเห็นว่าจะเรียงไปเลย และมาที่ 1 กลับมาที่ 2 รวมทั้งมาที่ 3 ตลอดจนมาที่ 4 แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามเนี่ย ถ้าเราเห็นว่าเอ้ย มันประหลาดเนาะ เวลาที่เราเรียงอย่างเงี้ย เราก็สลับที่มันได้ตามความเหมาะสมนะคะ ด้วยประสบการณ์ของเราเองจากการอ่านนะคะ จะกระจักรนะคะ ตรงนี้เป็นเรื่องของคำเบาคำหนักและนะฮะ คำเบาคำหนักบางทีเราอาจจะไม่สังเกตเนาะ จะเนี่ยแปลว่าใช้ในกรณีทั่วๆไป จะทำอะไรจะอะไรอย่างเงี้ยนะคะ จากจอมก ไก่เนี่ยมันก็เหมือนกระจแหละแต่มันหนักแน่นกว่าใช้ในคำขู่คำสั่งคำกำชับนะคะ เอ่อ เมื่อก่อนเนี้ยสำนักงาน กพ. ก็จะขอบคุณยิ่ง ใช้ตัวบนนะจ๊ะนะคะ แล้วกรมเนี่ยเขาขอบคุณเรามาใช้ตัวล่าง จออัดกไก่ เราก็เลยอ่ะ จักไปบ้าง จักกันไป จักกันมา จนกระทั่งท่านรองคนนึงที่ท่านชอบภาษาที่กระชับ ภาษาสวยๆเนี่ยนะคะ สั้นๆเนี่ย ท่านบอกว่าจะขอบคุณยังต้องขู่กันไปกันมาด้วยเหรอ ให้กลับมาใช้จออาจจะนะคะ แต่ว่าเราจะเห็นว่าจอ กะไก่เนี่ยจะใช้อย่างเช่นอ่ายกตัวอย่างของสำนักนายกเวลาเขาออกระเบียบปฏิบัติเนี่ย มาให้ส่วนราชการต่างๆนะคะ อาจจะบอกว่า อ่า เรื่องนี้เป็นอย่างงี้นะ ถ้าฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษอย่างเงี้ยนะคะ ก็กำชับนิดนึงว่าจอไม่หกไก่อย่างเงี้ยนะคะ ควรพึง ย่อมให้ต้องเหมือนกันนะ มันจะเบาไปหาหนักใช่มั้คะ เราก็เลือกให้ถูกคำแล้วกัน ควรทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ พึงเนี่ย ถ้าฝ่าฝืนก็สังคมประนามนะคะ ย่อมก็ให้เลือกทำจะมีโทษหรือไม่มีโทษก็ได้ ให้เนี่ยเริ่มมีน้ำหนักละ แต่ถ้าต้องเมื่อไหร่เนี่ย ถ้าฝ่าฝืนอาจจะมีโทษต้องมีโทษอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ก็เลือกให้ถูกแล้วกันที่จะมาใช้ในบริบทของเรานะฮะ คำบังคับคำขอร้องอย่างงี้นะฮะ บอกว่าแทนที่เราจะบอกว่าขอให้นำเอกสารไปส่งที่นี่ ที่นี่นะคะ เราก็บอกว่าโปรดส่งเอกสารมายังอาคาร 3 สำนักงาน กพ. อะไรอย่างเงี้ยนะคะ ให้ไปส่งก็บอกว่าโปรดนำเอกสารไปติดต่อที่ไหนอย่างเงี้ย มันมันนุ่มนวลกว่ากันนะคะ แล้วมันชวนให้ทำตามนะคะ ขอให้นำเสนอต่อไป เราก็บอกโปรดนำเสนอต่อไปนะคะ คำทำลายมาและคำเสริมสร้างยกตัวอย่างง่ายๆ อ่า ถ้ามีหลานแล้วกันนะคะ เราเป็นความหวังสุดท้ายของเขา เขาโดนบ่นมามากแล้ว แล้วหลานมาบอกว่า อ่า หนูสอบตกอีกแล้วนะคะ เราจะตอบเขาว่ายังไงคะ เราจะใช้เสริมสร้างหรือทำลาย ถ้าเราตอบว่าก็อย่าขี้เกียจนี่ถึงได้สอบตกเป็นไงคะ หมดแล้ว ครั้งหน้าเขาก็สอบตกอีก ความหวังมันถูกทำลาย ความสร้างสรรค์ทำลายไปหมด แต่ถ้าเราบอกว่า ถ้าขยันนะ เทอมหน้าถ้าขยันนะ ต้องสอบได้แน่ๆเลย เขาก็จะขยันนะคะ ตรงนี้เหมือนกัน เราอย่าปล่อยคำทำลายลงไปในหนังสือของเรานะฮะ อ่า อาจจะไม่มีหรอ อาจจะไม่มีชัดๆนะคะ แต่ว่าให้เราระมัดระวังตรงนี้นะฮะ อย่างเช่น เขาทำมาแรมเดือนแล้วเขาเสนอโครงการมา แล้วเราแทงไป ผู้บังคับบัญชาแทนโครงการที่ท่านเสนอใช้ไม่ได้ อย่างเงี้ย มันทำลายความสร้างสรรค์ทั้งหมดเลยนะคะ แต่ถ้าเป็นคำเสริมสร้าง โครงการที่ท่านเสนอก็นับว่าดี

แต่เกรงว่าจะยังทำไม่ได้ขณะนี้นะคะ หรือเขาอธิบายมาทั้งหมดแล้วก็บอกท่านเข้าใจผิด ก็บอกว่าความเข้าใจของท่านยังคลาดเคลื่อนอยู่นะฮะ ตรงเถึงแม้ว่าจะไม่ถูก แต่มันก็ดีกว่านะ ยังมีโอกาสข้างหน้าที่จะสร้างสรรค์ต่อไปนะคะ ตรงนี้ก็เป็นคำทำลาย และอีกอันนึงก็คือถูกใจผู้ลงนามนะ อย่างที่บอกว่าถ้าไม่ถูกใจนะคะ เราก็ต้องถูกแก้ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาแนวทางของผู้ลงนามทุกคนนะคะ

หลักที่ 2 นะคะ ความชัดเจนนะ ชัดเจนทั้งในเนื้อความ จุดประสงค์ แล้วก็กระจ่างในวรรคตอน มาดูว่าเป็นยังไงบ้าง ตัวอย่างที่ไม่ชัดเจน บางทีเราอยากให้สั้นกระทัดรัดนี่แหละนะคะ เราก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะเราคิดว่าอ้า มันก็คือเรื่องเดียวกัน แต่ มันเกิดความสับสนนะ มันไม่ชัดเจนตรงไหน ถ้าบอกว่าเทศบาลมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษารถหรือเรือดับเพลิง มันช่องว่างก็คือรถอะไรอ่ะ รถตู้เหรอ ใช่ไหมคะ ที่จริงเขา้าจะหมายถึง ถ้าถ้าแบบเนี้ย แปลว่าละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าอ่ะ รถดับเพลิง หรือเรือดับเพลิงนะนะคะ แต่เราต้องใส่ เพื่อไม่ไม่ให้มันไม่ชัดเจนนะคะ แล้วจริงๆ แล้วมันไม่ได้ฟุ่มเฟือย เพราะว่ารถดับเพลิงกับเรือดับเพลิงมันคนละอย่างกันนะฮะ มันไม่ใช่อย่างเดียวกัน ทีนี้ชัดเจนในจุดประสงค์ เราอยากให้ทราบ เราอยากให้เค้าเข้าใจ ให้เค้าพิจารณา ให้เค้าพิจารณาอนุมัติ เอ่อ ขอความร่วมมือ ขอความอนุเคราะห์นะฮะ หรืออะไรก็ตาม ต้องบอกให้ชัด แล้วก็ถ้ามีหลายๆ ข้อ ก็ต้องใส่หลายๆ ข้อเข้าไปนะคะ ตัวอย่างนะฮะ ง่ายๆ เลย ถึงความไม่ชัดเจน อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับหนังสือราชการนะ แต่เจอกับตัวเองแล้วอยากมาบอกเล่านะคะ อาจจะประชุมพรุ่งนี้แล้วก็มีน้องในทีมคนนึงเนี่ย line มาบอกว่า วันนี้หนูค่อนข้างจะปวดหัวเป็นไข้ อ่า ก็เลยพิมพ์เข้าไปว่า รีบพักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ก็คงหายนะนะคะ ก่อนที่จะจิ้มเอ้ย หายนะ หายนะ หรือว่ามันไม่ชัดเจนใช่มั้ย หรือจะแช่งเข้าไปอีก หายนะ หรือเปล่า อะไรอย่างเงี้ยนะ คะ งั้นเราก็เลยใส่เข้าไป พรุ่งนี้ก็คงหาย แล้วก็วรรคนะคะ หรือพรุ่งนี้ก็คงหายเป็นปกติอย่างเงี้ยนะคะ งั้นเราก็จะต้องดูด้วยว่าข้อความหรือถ้อยคำของเราเนี่ย มันสามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นมั้ยนะคะ ตรงนี้ก็เป็นเป็นลักษณะที่ต้องทำให้ชัดเจนนะคะ

อ่ะ กระจ่างในวรรคตอน อย่างที่บอกว่าเราจะต้องใช้วรรคตอนเคาะย่อหน้าเข้ามาช่วยนะคะ อ่า อย่างเช่นอาจจะเอาย่อหน้าเข้ามานะคะ โดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย มันจะมีข้อความที่ถ้าทึบตา ถ้าไม่มีย่อหน้าหลายๆ ย่อหน้าเข้ามาเนี่ย มันจะทึบตาแล้วก็ไม่น่าอ่าน แล้วก็ลำลำดับความเข้าใจยากนะคะ งั้นก็ควรจะแยกเป็นข้อๆ ตอนแรกเป็นอารัมภบทหรือเกริ่นนำ อันที่ 2 เป็นการพิจารณา อันที่ 3 เป็นมติ แล้วก็เป็นจุดประสงค์ หรือสลับแล้วแต่เรื่องกรณีของเรานะคะ ซึ่งวรรคตอนเคราะห ย่อหน้าเนี่ยก็ไปเปิดดูได้นะ หลักเกณฑ์เนี่ยมันอยู่ในหนังสือนี้นะฮะ หนังสือชื่อยาวมากนะ แต่รับรองว่าชื่อนี้จริงๆ ก็คือเค้ากลัวว่าจะไม่รู้ว่าในเนี้ยมันมีอะไรบ้าง เค้าก็เลยใส่มาหมด หนังสือหลักเกณฑ์การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและเครื่องหมายอื่นๆ หลักเกณฑ์การเว้นวรรค หลักเกณฑ์การเขียนคำย่อ ฉบับราชบัณฑิตสถานนะคะ พิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่ก็แล้วแต่ นะคะก็จะเป็นลักษณะอย่างนี้นะคะ

ทีนี้ในการใช้ย่อหน้านะคะ ในการใช้ย่อหน้าเนี่ยนะคะ ก็เป็นการนำเอาหลายๆ ประโยคมาเรียงร้อยกันนะคะ เป็นตอน 1 จะมีประโยคสำคัญแค่ประโยคเดียว นะคะมีใจความสำคัญประการเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นๆ เป็นกระพี้นะคะ ก็เป็นส่วนที่จะมีข้อความสัมพันธ์กัน ขยายความให้มีความสมบูรณ์ชัดเจน แล้วก็จะช่วยแบ่งข้อความให้คนอ่านเนี่ย จับเป็นจับประเด็นทีละประเด็น จับประเด็นสำคัญได้ เรียงร้อยกันไป จัดลำดับความคิดได้ ติดตามได้เข้าใจมากขึ้นนะคะ แล้วก็ทำให้หนังสือมีความโปร่งตาน่าอ่านนะคะ

ทีนี้มาหลักที่ 3 รัฐกุมนะคะ หลักรัฐกุมเนี่ย เอ่อ ก็คือเขียนให้มีความหมายแน่นอนนะคะ แล้วก็เข้าใจง่าย ไม่มีช่องให้โต้แย้งนะนะ รัฐกุมยังไงบ้าง มาดูข้อความที่ไม่สมบูรณ์เป็นยังไงนะคะ เค้าบอกว่าพยานหลักฐานยืนยันสอดคล้องต้องกัน น่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดจริง จึงควรไล่ออกจากราชการ ตรงเนี้ยเราต้องเขียนให้มีความหมายแน่นอนนะคะ ให้เข้าใจง่าย ไม่มีช่องให้โต้แย้ง ตรงนี้คิดว่ามันอยู่ตรงไหนคะ ความไม่รัดกุม จะดูนะว่าหลักฐานแค่น่าเชื่อแล้วคุณเอาเค้าออกเลยหรอ มันโทษรุนแรงมากนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเปลี่ยนเป็นเชื่อนะคะ เชื่อว่าหลักฐานมัดแน่นหนา เชื่อว่านะคะ ถึงไล่ออกได้

อีกอันนึง ขออภัยจะไม่ยืนยันในสิ่งที่ยังไม่สามารถยืนยันอนาคตได้ในปัจจุบันนี้นะคะ ก็คือขออภัยที่ไม่อาจให้ใช้สถานที่ดังกล่าวตามที่ขอไปได้ หากเป็นวันอื่นก็ไม่ขัดข้องอันเนี้หาเรื่องให้ตัวเองนะคะ หาเงื่อนเงื่อนไขมาผูกมัดครั้งนี้ไม่ได้ แต่ครั้งอื่นขอมา ถ้าพูดแบบนี้ แปลว่าต้องได้ ถ้าไม่ได้เราก็เสียคำพูดใช่ มั้คะ เราก็ต้องเปลี่ยนเป็น หากประสงค์จะใช้สถานที่ในวันอื่น เอาเป็นออกนะคะ ก็ไม่ขัดข้อง ก็เปลี่ยนเป็นก็โปรดแจ้งให้ทราบนะคะ เพื่อจะได้พิจารณาต่อไป อันนี้ได้ความสัมพันธ์ในอนาคตด้วย แต่ก็ไม่ผูกมัดตัวเองนะคะ ไม่หาเรื่องให้ตัวเองในใน เอ่อ ต่อไป

อ่ะ หลักกระทัดรัฐนะคะ หลักที่ 4 เขียนให้สั้น ไม่ใช้คำข้อความฟุ่มเฟือย ก็มาดูตัวอย่างนิดนึง ขอให้ท่านสืบสวนให้ได้ความว่า ผู้ใดกระทำการทุจริตยักยอกเงินรายนี้ อะไรคือคำฟุ่มเฟือยคะ เรามักจะใช้คำกิริยาซ้อนกิริยาประจำเลยนะ คะหรือว่าอาจจะติดอ่ะติดหูหรืออะไรอย่างเงี้ยนะคะ เราก็จะใส่ไปกระทำการทุจริต จริงๆ ความทุจริตเนี่ย การทุจริตเนี่ยมันสำเร็จลงแล้วใช่มั้ยคะ กระทำการทุจริตกับทุจริต เหมือนกันมั้ยคะ เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราเอากระทำการออกนะฮะ บางคนบอกว่าให้ได้ความอ่ะ มันฟุ่มเฟือย จริงๆ ให้ได้ความเนี่ยมันมีความหมายนะคะ เราไม่ได้ขอให้เขาสืบสวนว่าใครทุจริต แต่ให้ได้ความมาทั้งหมดเลยนะคะ ตรง

ทีนี้มาอีกข้อนึง คณะกรรมการคณะนี้ได้จัดให้มีการประชุมเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 โดยในการประชุมดังกล่าวปรากฏว่าได้มีการพิจารณาให้มีการเปลี่ยนแปลงบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรมการบางคน โอ้โหพูด ยาวมากเลย ต้องอ่านใหม่อีกครั้งนึง คุณจะพูดอะไรใช่มั้ยคะ แล้วอีกเรื่องนึงที่เรามักจะทำกันก็คือ อ่าเราชอบขยายความนะฮะ อย่างเช่นเราจะบอกว่าในการประชุมเนี่ย เราก็จะไปบอกว่าอากัับกิริยายาที่เกิดก่อนการประชุมแล้วก็ระหว่างการประชุมเป็นยังไง ทั้งนั้นจริงๆแล้วประชุมเสร็จเรียบร้อยะนะคะ งั้นเราก็คงต้องทำให้สั้นกระทัดรัฐ และได้ใจความสมบูรณ์นะฮะ ก็คือเอาแค่นี้พอไหม คณะกรรมการคณะนี้ ไม่ต้องไปจัดหรอกเ จัดเรียบร้อยแล้ว ประชุมไปแล้ว เราก็บอกว่าได้ประชุมนะฮะ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2561 นะคะ แล้วที่บอกว่าได้มีการพิจารณา แปลว่าเขามีมติไปแล้วใช่มั้ยคะ งั้นเราก็บอกว่ามีมติให้เปลี่ยนแปลงบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรมการบางคน แค่เนี้ยพอและนะฮะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเขียนหนังสือของเรา มาเราก็ทวนดูอีกทีนึงนะคะว่าเอ๊ะ ตรงนี้มันทำให้กระทัดรัดลงได้มั้ยนะคะ แล้วถ้าจะปรับเปลี่ยนอะไรปรับตรงนี้เสร็จต้องไปปรับตรงอื่นม เพื่อให้มันสอดรับกันแล้วก็มีความสัมพันธ์กันนะคะ ตรงนี้ก็เป็นหลักเลยนะคะ

หลักสุดท้ายนะคะ ทำมาถูก ชัดเจน รัดกุม กระทัดรัฐ แต่ดันไม่บรลุไม่บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะว่าเราใส่อารมณ์ลงไปนะคะ หรือว่าเราใส่ข้อเท็จจริงอย่างโต้งๆ เกินไป โดยไม่ได้ปรับคำพูดให้มันนุ่มนวลลง แต่เรายังต้องใส่ข้อเท็จจริงอยู่นะคะ เรามาดูว่าบรรลุวัตถุประสงค์และเป็นผลดีเนี่ย มันเป็นยังไงบ้างนะคะ ก็คือการที่เราต้องเขียนให้เข้าใจชัดเจนเป็นข้อเท็จจริงนะคะ แต่เราต้องมีข้อความที่โน้มน้าวและใช้ศิลปะการเรียงร้อยนะฮะ การเอาคำพูดอะไรมา ที่มันไม่ใช่คำทำลาย แต่เป็นคำเสริมสร้างเข้ามานะคะ แล้วก็เป็นคำเบา ยกเว้นจำเป็นจริงๆ ก็ต้องก็ต้องทำให้มันโดยใช้ศิลปะในการโน้มน้าวให้เค้ายอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นอะไรอย่างเงี้ยนะคะ

ทีนี้ศิลปะในการเขียนเนี่ยนะคะ การใช้ศิลปะเนี่ย ศิลปะในการเขียนหนังสือราชการคืออะไรบ้าง ก็คือ 1 เขียนให้บรรลุวัตถุประสงค์ เขียนแล้วเป็นผลดีนะคะ เขียนแล้วไม่กระทบกระเทือนจิตใจ เขียนแล้วไม่ให้เกิดปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรง เขียนแล้วไม่ให้ขาดความสัมพันธ์อันดีต่อกันนะคะ อาจจะถามว่ามันมีด้วยเหรอ หนังสือแบบนี้นะคะ เดี๋ยวนี้มันอาจจะไม่ค่อยมีนะ เพราะคนกลัวนะคะ คนกลัวโทษนะ โซเชียลก็แรงนะคะ แต่มาดูอันนี้เป็นเป็นหนังสือฉบับจริงๆ นะฮะ แต่เกิดขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นตอนนั้นเนี่ย อ่า อันนี้เป็นกรณีที่กรมกนะฮะ เอ่อ ข้าราชการของกรมกเนี่ย ปฏิบัติหน้าที่ภารกิจหนึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนะคะ ในภารกิจเดียวกันนั้น หลังจากภารกิจเสร็จ ทำให้เกิดมีกรณีของข้าราชการบกพร่องต่อหน้าที่ราชการถึง 50 คนในคราวเดียวกันนะคะ หนังสือพิมพ์ตอนนั้น โซเชียลก็มีแค่หนังสือพิมพ์กับทีวีนะคะ เมื่อสัก 10 10 กว่าปีที่แล้ว 10 ปีที่แล้ว 10 กว่าปีที่แล้วนะคะ เพราะว่าของสมัยใหม่เนี่ยไม่สามารถจะหามาได้ เพราะว่าทุกคนกลัวนะคะ กลัวเรื่องฟ้องร้อง กลัวอะไรต่ออะไรนะคะ

ทีนี้ อ่า ตรงนี้นะคะ กรมกเนี่ย พอเค้าเกิดกรณีอย่างนี้มาไหนนะคะ เค้าก็อยากจะประกาศให้สังคมรู้ว่าเค้าอยากจะเยียวยาในเรื่องนี้ นะฮะ เค้าก็เอาคนพวกเนี้ยไปอบรมจริยธรรม ก็ไปติดต่อสถาบันขอซึ่งมีเป็นอะไรอ่ะ เป็นสถาบันที่เป็นผู้นำอ่ะ ทางด้านการอบรมด้านจะพัฒนาด้านจริยธรรมของผู้บริหารของผู้นำสูงสุดขององค์กรทั้งรัฐทั้งเอกชนนะคะ ทีนี้พอไปถึงปุ๊บเนี่ย ก็ตกลงกันะ ตกลงกันเรียบร้อยแล้วว่าจะทำให้ชื่อหลักสูตรการพัฒนาจริยธรรมในการทำงานนะคะ ให้กับ 50 คน เป็นกรณีพิเศษ ก็เลยบอกว่าเมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อยะนะ ตทำทำเรื่องทำอะไรต่ออะไรทำเรื่องข้างในเสร็จแล้วเาก็บอกให้กรมกเนี่ยทำหนังสือไปถึงเขา ปรากฏว่าพอทำหนังสือไปถึงปุ๊บ ตอบกลับมาทันทีคือฉบับนี้นะฮะ อันนี้ก็คือเค้าบอกว่าตามหนังสือที่อ้างถึง กรมกขอความร่วมมือให้สถาบันขอจัดฝึกอบรมให้ข้าราชการที่มีความบกพร่องต่อหน้าที่ราชการจำนวน 50 คนในหลักสูตรการพัฒนาจริยธรรมในการทำงาน ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น สถาบันขอขอบคุณที่มอบความไว้ วางใจ แต่การนำข้าราชการที่บกพร่องต่อหน้าที่ไปอบรมเป็นหมู่คณะล้วนๆ จะทำให้เกิดปมด้อยและไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงขออภัยที่ ไม่สามารถจัดการฝึกอบรมดังกล่าวให้ได้ และขอเสนอแนะว่าโอกาสหน้าถ้ากรมกจะส่งข้าราชการระดับผู้บังคับบัญชาไปฝึกอบรมเป็นรุ่นๆ สถาบันขอพร้อมที่จะจัดการฝึกอบรมให้ เพื่อป้องกันมิให้บกพร่องต่อหน้าที่ต่อไปในอนาคตนะคะ แล้วก็บอกว่ายังไม่พอนะ บอกว่าตามนโยบายของรัฐบาลขณะนี้ สถาบันขอได้จัดการฝึกอบรมให้ข้าราชการระดับสูงของส่วนราชการต่างๆ ที่เข้าอบรมในหลักสูตรนักบริหารระดับสูง รวมทั้งนักธุรกิจระดับสูงของเอกชน ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะสามารถฝึกอบรมข้าราชการของกรมกให้สมตามความมุ่งหมายได้เป็นอย่างดี จึงเรียนมาเพื่อทราบนะ

ตรงนี้เราเป็นคนนอกเนี่ย เราไม่ค่อยรู้สึกนะ เราก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ทำให้ เพราะอะไร เค้าก็แจงเหตุผลมาแล้ว เพราะว่าเค้าทำเฉพาะอะไรอย่างเงี้ยนะคะ แต่ว่าคนที่เค้า ที่เป็น อ่า เหมือนกับเป็นผู้ที่เผชิญโดยตรงแล้วก็สถาบันขอเป็นความหวังสุดท้าย เหมือนเด็กที่มาบอกอานะคะว่าสอบตกอีกแล้ว อ่า นะคะ ตรงนี้อันนี้เครื่องหมายมันเคลื่อนไปนิดนึงนะฮะ จริงๆแล้วก็คือ อ่า เป็นวรรคที่ 2 ตายไปวรรคที่ 2 กับวรรคที่ 3 นะคะ ตอนย่อย่อหน้าที่ 2 กับย่อหน้าที่ 3 ที่แสลงใจของผู้บริหารของกรมก เพราะว่าก็ตกลงกันดีๆแล้วจะทำให้ตอนนั้น ทำไมไม่พูดแบบนี้นะคะ แล้วเขาก็บอกว่าคนพวกเนี้ยนะฮ มันกลายเป็นว่าพูดเลยนะฮะว่าคนพวกเนี้ยมันมีปูนกาหน้าผากมาแล้วก็ไม่ได้ผลหรอก ทำไปก็ไม่ได้ผลหรอก ขอสขอเสนอแนะว่าทีหลังเนี่ยก็ให้แบบ อ่า ป้องกันก่อนที่จะเกิดเหตุ เอาพวกผู้บังคับบัญชาแหละ ที่ที่ดีที่เป็นน้ำดีๆนะฮ ที่ไม่มีปูนไม่ไม่มีปูนกาหัวมาเนี่ยนะคะ เอามาอบรมแล้วเาเค้าจะอบรมให้ แล้วก็ยังไม่พอยังยกตัวเองขึ้นมาอีกว่าตามนโยบายเนี่ย เค้าทำเฉพาะระดับสูงนะคะ แล้วก็ทำสำเร็จแล้วก็เชื่อว่าจะทำสำเร็จด้วย เพราะฉะนั้นตรงเนี้ยคือความ เค้าโกรธนะคะ โกรธแล้วก็เสียใจ เสียใจมากกว่าโกรธแล้วมั้งนะคะ แล้วก็เลยมาเอาหนังสือฉบับเนี้ย เอามาให้ทางสำนักงานกพ.ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการพล.กันดูนะคะ พี่ก็เป็นคนรับหนังสือฉบับนี้เองมาให้สำนัก กพ.เป็นคนจัดแทนนะคะ แล้วก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับสถาบันขออีกเลยนะฮะ ก็ไม่รู้นะว่าต่อไปข้างหน้าเปลี่ยนผู้ผู้บริหารทั้ง 2 ฝ่ายก็อาจจะกลับมาดีกันนะคะ งั้นตรงนี้แหละก็คือสิ่งที่ถ้าจะเขียนเนี่ยมันต้องเบี่ยงประเด็นไปนะคะ ให้เป็นลักษณะเหมือนเราอยากช่วยเหลือนะ แต่เป็นอย่างนี้อย่างงี้ แต่อันเนี้ยมันเหมือนกับไม่เอาหรอกไอ้พวกเนี้ยมันปูนกาหัวมาอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ซึ่งคนที่เค้าได้รับผลกระทบแล้วเค้ายืนอยู่ในสังคมที่ถูกตราตราหน้าเาจะรู้สึกรุนแรงมากกว่านะคะ นี่ก็เป็นเรื่องของหนังสือที่ต้องใช้ศิลปะเป็นพิเศษนะคะ

มีอะไรบ้าง มีประมาณ 5 เรื่อง แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีนะ ตำหนิกันข้ามกรมข้ามกระทรวงนะคะ อ่า ก็จะมีแต่เฉพาะผู้บังคับบัญชาตำหนิผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ว่าถึงจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ต้องไม่ตำหนิตักเตือนตรงๆ ให้เสียหน้านะคะ วิธีใช้ถ้อยคำเนี่ยมันจะต้องเบี่ยงเบนประเด็นไป เพราะว่าถ้าเค้าเสียหน้าโกรธแค้นตอบโต้แล้วมันไม่ได้ประโยชน์ เพราะเค้าไม่ได้คิดจะแก้ปัญหาแต่คิดแต่จะปกป้องตัวเองนะฮะ งั้นวิธีการง่ายๆ แทนที่เราจะบอกว่าด้วยปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักเนี้ยไม่ใส่ใจในการบริการประชาชนอันเนี้เท่ากับว่าเรารู้แจ้งแล้วว่าปรากฏนะฮะ ปรากฏแก่เราเองด้วยนะคะ เราก็เบี่ยงเป็นว่าด้วยมีผู้ร้องเรียนว่าอันนี้รับฟังมานะ เดี๋ยวเรามาช่วยกันหาทางแก้ปัญหานะคะ ตรงนี้ก็เบี่ยงประเด็นไป

หนังสือตอบปฏิเสธนะคะ จะทำยังไงให้เค้ารับนะคะ รับเหตุเหตุผลเราก็ตอบอย่างนุ่มนวล อ้างเหตุขัดข้อง ขออภัย แสดงน้ำใจ หนังสือขอร้อง ทำยังไงถึงแม้ว่าจะต้องปฏิบัติตามหน้าที่แหละเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของเขา แต่เราก็ต้องใช้ความสุภาพนะคะ ให้ อ่า ให้เขานำเสนอ โปรดพิจารณา โปรดพิจารณาอนุมัติ แล้วก็ขอบคุณนะคะ แล้วก็หนังสือขอความร่วมมือ ก็เป็นเรื่องของบอกความจำเป็น บอกความต้องการ ขอแล้วก็ตั้งความหวังนะคะว่าจะได้รับความร่วมมือ แล้วก็ขอบคุณ ส่วนอันนี้หนังสือขอความช่วยเหลือ อย่างเช่นหนังสือเชิญวิทยากรนะคะ ขอความอนุเคราะห์วิทยากรเหล่าเนี้ยนะฮะ ก็ถือว่าเป็นหนังสือขอความช่วยเหลือนะคะ ทำยังไงก็ต้องบอกความจำเป็นว่าเรามีความจำเป็นอะไร ต้องการอะไร แล้วยกย่องภูมิธรรมเค้าสักนิดนึงว่าเค้ามีดีอะไรเราถึงต้องมาที่นี่นะคะ ชี้ผลอันน่าภาคภูมิใจด้วยว่าถ้าเค้าช่วยเราเค้าจะได้ประโยชน์อะไรนะคะ ประโยชน์นี้อาจจะเป็นประโยชน์กับราชการนะ คะไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว ขอความช่วยเหลือ แล้วก็ตั้งความหวัง แล้วก็ขอบคุณด้วยนะคะ ซึ่งตรงนี้เดี๋ยวเราก็จะมีตัวอย่างนะคะ เวลาเนี่ยเนี่ยอาจจะไม่พอทั้ง 3 ตัวอย่าง นะคะแต่ว่ามีคำเฉลยไว้เรียบร้อยะ อาจจะได้สักตัวอย่างนึงนะคะ

อ่า เทคนิคสำคัญนะฮะ อีกอันนึงก่อนที่เราจะลงมือเขียนลงมือทำหนังสือสักฉบับนึงนะฮะ ในแต่ละช่วงเวลาเนี่ย เราไม่ได้อารมณ์ดีตลอดนะ เราอาจจะมีเรื่องหงุดหงิด เรื่องคาใจ เรื่องอะไรก็ตาม แต่งานมันมาอยู่ตรงหน้า และวิธีช่วยตัวเองก็คือการจัดระเบียบความคิดนะคะ ก่อนลงมือเขียน เราจะรอให้อารมณ์ดีก่อนแล้วค่อยทำเนี่ย มันเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ อาจจะจัดระเบียบโดยการที่ เอ่อ ทำให้ตัวเองเนี่ยมีสมาธินะฮะ กับงานตรงหน้า แล้วก็อาจจะโดดเดี่ยวตัวเองไปในที่ที่เราชอบอ่ะนะคะ ชายทะเล ภูเขา อะไรก็ตาม ให้เราเกิดสมาธิ เกิดอารมณ์ที่ดีๆ นะคะ นึกถึงตัวช่วยนะคะ ว่าเรามีอะไรบ้าง ในเรื่องยากๆ โอ เรื่องยากมาอีกแล้ว อะไรอย่างเงี้ย เราก็มีตัวช่วยนะคะ อ่า โครงสร้างเยเอาไปใช้กับภารกิจหลักได้ด้วยนะฮะ ไม่ใช่เฉพาะการเขียนหนังสือราชการนะค่ะ แล้วก็เข้าใจเรื่องและนะศึกษาจนเข้าใจหมดแล้วก็มี อ่า ข้อความต่างๆ ที่เราดึงจากประเด็นมานะฮะ ตามโครงสร้างถามตอบเราเรียบร้อยละ ก่อนจะลงมือจริงๆ ถามตัวเองอีกสักนิดนึงนะว่า จะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรนะคะ ถึงจะสื่อทั้งเนื้อหา แล้วก็จุดประสงค์ ศาสตร์ว่าด้วยการเขียนว่าไว้ยังไง ที่เมื่อกี้ 5 ข้อนะคะ จะใช้ศิลปะยังไงในการเขียนนะคะ เนื้อหาที่จะเขียนประกอบด้วยอะไรบ้าง ซึ่งข้อมูลก็อยู่พร้อมอยู่แล้ว จากโครงสร้างถามตอบของเราแล้ว ลำดับการเรียงร้อยจะเป็นยังไงนะคะ อ่า บางครั้งเนี่ยเรื่องที่เราเอามาเนี่ย มันไม่ได้ต่อๆกัน เราต้องลำดับเหตุการณ์นะคะให้ตรงด้วย นะคะแล้วเวลาทำจริงๆ ก็ต้องทบทวนด้วยนะคะ

ทีนี้มาถึงเรื่องนะคะ เราเรื่องการตั้งชื่อเรื่องเนี่ยนะฮะ มันมีกฎของการตั้งชื่อเรื่องที่ดีนะ คือใจความที่ย่อสั้นที่สุดของหนังสือไม่เกิน 2 บรรทัด แต่ตอนเนี้ยมันก็มีปัญหาเพราะโครงการของนายในหน่วยงานของรัฐเนี่ย บางทีมันปาเข้าไปบรรทัดค่อนและนะคะ ก็ไม่รู้ทำไมถึงจะต้องให้ยาวขนาดนั้นนะคะ เราก็พยายามเสริมไม่ให้เกินมากนักนะคะ ประโยคตรงเนี้ย ชื่อเรื่องจะเป็นประโยคก็ได้ เป็นวลีก็ได้ จะเป็นคำนามหรือคำกิริยาก็ได้นะคะ แต่ต้องไม่เป็นลักษณะปฏิเสธ เพราะว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีตั้งแต่แรกละ อย่างเช่นไม่ อนุมัติอย่างเงี้ยนะคะ มันจั่วมาถึงปุ๊บ เราก็โอ้อารมณ์ไม่ดีและคนอ่านนะคะ อันที่ 3 สื่อได้ใจความว่าหนังสือเป็นเรื่องอะไร เก็บคนอ้างอิงได้ง่าย แยกความแตกต่างจากเรื่องอื่นได้ โดยปกติจะใช้ตามชื่อเดิมนะคะ ยกเว้นชื่อเดิมมันผิดนะคะ หรือแม้ว่าชื่อเดิมเขาอาจจะถูก แต่เวลาทำเป็นหนังสือตอบรับไปเนี่ย เอ่อ ตอบกลับไปเนี่ยนะฮะ มันอาจจะไม่สอดคล้องเหมาะสมนะคะ ก็ตั้งไปต้องตั้งก็ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่นะคะ ตัวอย่างเห็นมั้ยคะ เรื่องมันยาวมากเลย อ่า เราอาจจะตั้งชื่อแรกเลยนะ ขอเงินทุนสัมปทานปิโตเลียมเป็นค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญในโครงการผลิตสื่อเทปโทรทัศน์สำหรับการฝึกอบรมทางไกล การเขียนหนังสือราชการ ชื่อยาวจนบางทีคนอ่านเอ๊ะ มันเป็นเรื่องของเงินทุน หรือเป็นเรื่องค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือเป็นเรื่องโครงการผลิตสื่อเทปโทรทัศน์ เอาให้สั้นได้มั้ยไอ้ยาวๆเนี่ย เอาไปใส่ไว้ในเนื้อหานะคะ เอาแค่นี้พอไหม การขอความอนุเคราะห์หาทุนสัมปทานปิโตรเลียม หรือว่าขอความอนุเคราะห์หาทุนสัมปทานปิโตรเลียมนะคะ จะใช้เป็นนามก็ได้ เป็นกิริยาก็ได้นะคะ อ่า ทีนี้ ทำเสร็จเรียบร้อยละนะคะ เราจัดระเบียบความคิดแล้วลงมือเขียนเสร็จเรียบร้อยะนะคะ ด้วยหลักต่างๆเนี่ยนะคะ ทำเสร็จแล้วสิ่งสำคัญต้องทบทวนประเด็น ทบทวนลำดับการเรียงร้อยอีกครั้งและอีกครั้งนะคะ อย่างน้อย 2 ครั้งนะคะ เพื่อที่จะ อ่า กรองของเราก่อนที่จะไปถึงคนที่เค้ามาช่วยแก้งานนะคะ อ่า ทีนี้ก็มาถึงเทคนิควิธีการร่างนะคะ เดี๋ยวนี้จะมีโจทย์ให้นะคะ เป็นหนังสือง่ายๆละกันนะคะ เอาไปเรื่องของชาวบ้านเค้านะคะ เอามายกตัวอย่างนะฮะ ซึ่งตรงนี้เนี่ยอาจจะได้ทำหรือไม่ได้ทำ อาจจะไม่ได้ตรงกับ อ่า สิ่งที่ทำเ่อปกตินะคะ แต่สามารถเอาไปปรับใช้ได้นะคะ อ่า โจทย์มีว่า ท่านได้รับมอบหมายให้ร่างหนังสือของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เชิญข้าราชการสำนักงานกพ.ไปเป็นวิทยากร หัวข้อการวางแผนและกำหนดแนวทางพัฒนาตนเอง ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 9-16 น. ณ ห้องประชุมอะไรก็ตามในของกระทรวงสาธารณสุข และผู้เข้าอบรม 40 คนนะคะ

การร่างเนี่ยเราก็มาดูตัวอย่างที่เขาร่างมาแบบไม่สมบูรณ์นะคะ ตัวอย่างร่างขึ้นมาอย่างนี้เลย ขอเรียนเชิญเป็นวิทยากร เรียนเลขาธิการสำนักงานกพ. อันนี้แปลว่าอะไรคะ แปลว่าเราจะเชิญเลขาธิการกพ.เป็นวิทยากร ใช่มั้ยคะ เพราะเราขอเรียนเชิญเขาอ่ะ ขอเรียนเชิญเป็นวิทยากรแล้วเรียนเขา แต่มาดูย่อหน้าที่ 3 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา มอบหมายให้บุคลากรของท่านไปเป็นวิทยากร อันนี้ไม่ใช่ละนะคะ เพราะฉะนั้นตรงเนี้ย มันต้องแก้แล้ว เลขาธิการสำนักงานกพ.เขาไม่ใช้ชื่อนี้นะคะ เค้าใช้เลขาธิการกพ. เพราะว่าเลขาธิการเป็นเลขาธิการของบอร์ดกพ. คือบอร์ด แต่สำนักงานกพ.เป็นออฟฟิศนะคะ เพราะฉะนั้นตรงเนี้ย ก็ต้องเป็นเลขาธิการกพ. เพราะฉะนั้นการใช้คำย่อก็ต้องใช้ให้ถูกต้องด้วยนะคะ แล้วบางที่เขาก็ไม่ใช้คำย่อ อย่างเช่นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เราจะใส่ว่าอธิบดีพช.อย่างเงี้ยไม่ได้นะคะ ก็ก็อันไหนที่ใช้ได้ใช้ไม่ได้ เราก็เหลือบดูแหล่งข้อมูลสักนิดนึงนะคะ แล้วข้างในเนี่ย เขาบอกว่าจัดประชุมเชิงปฏิบัติการแต่อันนี้ไปบอกว่าจัดอบรม ซึ่งจริงๆ การประชุมเชิงปฏิบัติการเนี่ย มันก็คือการอบรมชนิดหนึ่ง แต่เราใส่ให้ถูกต้องชัดเจน เพราะว่าประชุมเชิงปฏิบัติการเนี่ย มันบ่งชี้ว่าต้องการการมีส่วนร่วมของคนเข้าอบรมนะคะ แล้วจะไปถึงเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่เอาเข้ามาประกอบการบรรยายด้วยนะนะคะ ก็มาดูกันการแก้เป็นยังไงบ้างนะคะ

ขอเรียนเชิญเป็นวิทยากรเนี่ย เราเอาคำกลางๆแล้วกัน ก็เป็นขอความอนุเคราะห์วิทยากรนะคะ เรียนเลขาธิการสำนักงานเอาออกนะฮะ เพราะว่าเป็นเลขาธิการของบอร์ดไม่ใช่ของออฟฟิศนะฮะ สิ่งที่ส่งมาด้วย กำหนดการอบรมนะคะ เราบอกแค่เนี้ยไม่เพียงพอ เพราะว่ารายละเอียดต่างๆ ที่สมบูรณ์มันอยู่ในตัวโครงการ เวลาที่เราจะขอเงินของบประมาณเนี่ยมาใช้ในการอบรมเนี่ย เราต้องขอ เราต้องมีโครงการไปขอใช่มั้ยคะ เราก็เลยเอาโครงการนั่นแหละมาใส่ ก็เป็นโครงการและกำหนดการประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อการวางแผนและกำหนดแนวทางพัฒนาตนเองนะคะ เอาแค่นี้ นะคะด้วยสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กำหนดจัดอบรม เมื่อกี้บอกแล้วว่าเป็นกำหนดการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อการวางแผนและกรรมกรรม เห็นมั้ฮะ เป็นการตัดคำที่ทำให้ความหมายเพี้ยน กรรมอะไรอ่ะนะคะ เราก็อาจจะกำหนดเอาไว้ขึ้นมาไว้ข้างบน หรือเอากรรมไปไว้ข้างล่างนะคะ อันนี้แบกำหนดเอาไว้ข้างบนละกัน กำหนดแนวทางพัฒนาตนเอง คือการตัดคำของเรา ต้องไม่ให้ความหมายเพี้ยนนะคะ ให้ข้าราชการจำนวน 40 คน รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ปกติรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย จะไม่ได้มาอยู่กลางปล้องอยู่อย่างนี้ ไม่ได้มาอยู่กลางวรรคนะคะ เราจะต้องไปไว้ท้ายวรรคที่ 1 อะไรอย่างเงี้ยนะคะ เราก็ เดี๋ยวเอาไว้ก่อนนะ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา นี้ ณ ห้องประชุมนี้ กระทรวงสาธารณสุขนะคะ ตรงเนี้ยสิ่งที่ขาดนะคะคือวัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์เนี่ยจะช่วยให้วิทยากรเนี่ยรู้ว่าเขาต้องการอะไรนะคะ ต้องเตรียมอะไรมาบ้างนะคะ ตรงนี้เราก็ต้องใส่สักนิดนึง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญและเครื่องมือในการประเมินตนเอง เพื่อประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาตนต่อไป เห็นมั้ยคะ ตรงเนี้ย ถ้าเราบอกว่ารู้ถึงความสำคัญและเครื่องมือ ก็แปลว่าบรรยายอย่างเดียวไม่ได้ คุณต้องเอาแบบประเมิน เอาเครื่องมือมาให้ผู้เข้าอบรมใช้ด้วยนะคะ เพราะงั้นตรงนี้ก็เป็นการที่เป็นประโยชน์มากที่สุดกับภารกิจหลักของคนที่เขียนหนังสือนี้นะฮะ แล้วรายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ค่อยเอามาต่อท้ายนะคะ แล้วนี้บอกว่าในกาลนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเล็งเห็น เล็งเห็นเนี่ยภาษานี้เไม่ค่อยใช้เราก็เปลี่ยนเป็นพิจารณานะคะว่าสำนักงานกพ.มีบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี เราต้องการความรู้เฉยๆหรอนะคะ ถ้าอย่างนี้เราก็อาจจะได้บุคลากรเป็นวิทยากรใหม่ๆนะคะ เพราะว่า เอ่อไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ เพราะงั้นเราต้องใส่เข้าไปด้วยว่าเราต้องการประสบการณ์ และประสบการณ์สามารถถ่ายทอดในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดีนะคะ แล้วเราต้องบอกด้วยจะเป็นประโยชน์กับใครอ่ะ เป็นประโยชน์กับราชการมั้ยนะคะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการก็ได้ หรือร่วมประชุมเฉยๆก็ได้นะคะ จึงเรียนมาเพื่อโปรดมอบหมายเนี่ยมันเป็นคำสั่งละใส่พิจารณาเข้าไปหน่อยนึง มันก็จะเป็นการให้เค้าพิจารณาก่อนที่จะมอบหมายนะคะ เป็นการที่ไม่ได้สั่งเขาให้เค้าพิจารณาให้บุคลากรของท่านเป็นวิทยากรนะคะ เป็นวิทยากรในหัวข้อดังกล่าว นะฮะ เราจะไม่ใส่ไปเป็นกับมาเป็น เพราะว่าเดี๋ยวสลับทางกันนะคะ เราก็บอกเป็นวิทยากรเฉยๆในหัวข้อดังกล่าวข้างต้นนะฮะ ทีนี้ถ้าเราเขียนแค่เนี้ย เรารอแห้งเลย ถ้าเค้าลืมนะคะ เราต้องบอกและโปรดแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบภายในวันที่เท่าไหร่ด้วยนะคะ และเค้าจะติดต่อใครล่ะ ถ้ามันเกิดปัญหา เกิดคำถามขึ้นมา เราก็บอกว่าทั้งนี้อ่ะดังกล่าวด้วยจะขอบคุณยิ่ง ทั้งนี้วรรคทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ใคร ตำแหน่งอะไร เบอร์โทรศัพท์อะไร เป็นผู้ประสานในรายละเอียดนะ คะบางกรมก็จะใช้ในรายละเอียดเฉยๆ แต่หางเสียงของราชการต้องใช้คำว่าต่อไปเข้ามาใส่นะฮะ จึงเป็นผู้ประสานในรายละเอียดต่อไปนะคะ แล้วก็ขอแสดงความนับถือ มีแค่นี้เองนะคะ

อ่า องค์ประกอบนะคะ องค์ประกอบก็คือให้แจ้งความจำเป็นที่ทำหนังสือนะฮะ เอ่อ โดยเฉพาะเรื่องวัตถุประสงค์ แล้วก็เหตุผลที่ขอ นะฮะ พิจารณาว่าที่เนี่ยเค้ามีดีอะไรเราถึงต้องขอมานะคะ ชี้ความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากความร่วมมือ อาจจะเป็นประโยชน์ราชการ ประโยชน์ต่อคนเข้าอบรม แจ้งวัตถุประสงค์ลักษณะขอร้องนะฮะ แล้วก็แจ้งผลให้แจ้งผลการพิจารณากลับมาด้วย และขอบคุณที่ได้รับความร่วมมือนะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ 1 นะคะ ทีนี้ตัวอย่างที่ 2 เนี่ยอาจจะเวลาไม่พอ นะคะก็ขอให้เป็นหนังสือตอบรับนะคะ ก็ไปอ่านเอาเองได้เลย มีความที่แก้ไว้ให้อยู่แล้วนะคะ ตรงนี้นะคะ นะคะก็มีองค์ประกอบแล้วก็ตอบปฏิเสธนะ ตอบปฏิเสธยังไงให้เค้ายอมรับได้แล้วต้องสร้างสัมพันธภาพในอนาคตด้วยนะคะว่าในอนาคตเนี่ย อ่า เรายินดีให้ความร่วมมือนะ แต่ว่าคือเราจะไม่ผูกมัดตัวเองว่าอนาคตเนี่ยจะเราจะให้ความร่วมมือเลยอะไรอย่างเงี้ยไม่ได้ เราก็จะบอกว่าจะพิจารณา เราก็จะใช้อ่าสั้นๆสั้นๆแต่ว่าไม่อ่าเป็นการสร้างสัมพันธ์นะฮะ แต่ว่าไม่ได้มีเงื่อนไขผูกพันนะคะ อย่างเช่นเราจะใช้คำว่าอย่างไรก็ดี ในโอกาสต่อไปหากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจะขอความอนุเคราะห์วิทยากร สำนักงานกพ.ยินดีให้ความร่วมมืออย่างยิ่งอย่างเงี้ยนะคะ แต่ว่าในชีวิตจริงๆมันไม่มีหนังสือตอบปฏิเสธนะคะในในเรื่องของวิทยากร เพราะว่าเราสามารถเลื่อนเวลาหรือว่าขอเปลี่ยนวิทยากรได้มั้ย คุยกันได้ในทางโทรศัพท์อะไรอย่างเงี้ยนะคะ แต่ว่าอยากให้รู้ว่าถ้าเราตอบปฏิเสธองค์ประกอบของการปฏิเสธมันเป็นยังไงบ้างนะคะ ก็ เอ่อ ถ้ามีเวลาก็ขอให้ไปดูตรงนี้นะคะ

ทีนี้เราก็คุยกันมามากมายนะคะ หนังสือราชการไม่ยากอย่างที่คิดเนี่ยนะคะ อ่า เป็นอ่า ด้วยวัตถุประสงค์ 2 ข้อนะคะ แล้วเราก็เห็นว่าในการเขียนหนังสือราชการเนี่ย มันต้องใช้ศาสตร์และศีลผสมผสานกันนะคะ แล้วก็เราได้เรียนรู้ไปเรื่องความหมาย ความสำคัญ ประเภทของหนังสือราชการนะฮะ หนังสือราชการมีทั้ง 6 ชนิด เรามาคุยกันเฉพาะ 2 ชนิดนะ ว่ามีรูปแบบยังไงบ้างและองค์ประกอบข้างในเป็นยังไงนะคะ หลักสำคัญว่าด้วยการเขียน 5 หลักด้วยกัน และเราก็ได้เทคนิควิธีการร่างหนังสือราชการจากตัวอย่างไม่สมบูรณ์แต่ละจุดแต่ละจุดนะคะ รวมทั้งฉบับด้วยที่สุดท้ายเนี่ยนะคะ อ่า เป็นยังไงแล้วก็ศิลปะในการเขียนนะคะ ก็คือการเรียงร้อยนี่แหละให้ถูกหลักภาษาไทย แล้วก็มีความกระชับชัดเจนตามหลักทุกอย่างนะคะ แล้วก็เทคเทคนิคนะคะ ศิลปะในการเขียนหนังสือราชการเราก็ได้มาเรียบร้อยนะคะ แล้วก็เราได้เรียนรู้จากตัวอย่างที่ไม่สมบูรณ์นะฮะ ทั้งเป็นอ่าจุดๆตอนเป็นทั้งฉบับไปเรียบร้อยแล้วก็คิดว่าน่าจะมีประโยชน์แล้วก็เป็นตำราข้างตัวได้นะฮะ แล้วสำหรับย้อนไปที่คำถามข้อแรกที่ถามว่ายากหรือไม่ยากนะฮะ ซึ่งมีคงมีทั้งยากไม่ยากแล้วก็ทั้งยากและไม่ยากนะคะ อันนี้ลองทบทวนดูว่าเมื่อฟังมาเนี่ยนะฮะ ประมาณ 2 ชั่วโมงเนี่ยเนี่ยคิดว่ายากยังคงคำตอบอยู่อย่างเก่ามั้ยนะคะ ยากมั้ยคะยากมั้ ยังยากอยู่นะคะ เชื่อว่านะฮะ คิดว่านะฮะคนที่ตอบยากก็บอก อืก็ไม่ยากเท่าไหร่นะนะฮะ ไม่ใช่ยังยากอยู่นะ แล้วก็อ่าที่ตอบว่าไม่ยากก็นี่ไง บอกแล้วว่าไม่ยากนะคะ แต่ยังไงก็ตามเนี่ย อ่า ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์อยากให้เอาข้อ มูลที่เราคุยกันตรงเนี้ยนะคะไปเป็นตำราข้างตัวแล้วก็เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น เขียนไปในตำราตรงนี้แหละนะคะ แล้วก็เอาหยิบขึ้นมาแล้วก็อาจจะเผื่อแผ่ไปถึงน้องๆ ที่จะเข้ามาทีหลังได้ด้วยนะคะ ก็ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ตรงนี้

ทีนี้อ่า มีข้อฝากนิดนึงนะคะ ก่อนที่จะไปถึงอ่าเฉลยรางวที่ลุ้นรางวัลนะคะ ข้อฝากเนี่ยก็อยากให้เอาอ่าตำราตำราตรงนี้ไปเป็นตำราข้างตัวเราก็เรียนรู้แสวงหาต้นแบบทั้งที่เราชอบแล้วก็ไม่ชอบนะคะ เพราะว่าถ้าเขามาแก้งานเราถึงเราไม่ชอบลีลาของเค้านะ แต่เขาก็มาแก้งานเราได้นะคะ ก็เรียนรู้เอาไว้ นะคะอาจจะไม่ค่อยตรงโฉลกกับสิ่งที่เราไม่ตรงกับลีลาของเราแหละ แต่ว่าเราเรียนรู้ได้นะคะ ขอให้เปิดใจแล้วก็มีพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆ จนมีแนวการเขียนเป็นของตัวเองเป็นแบบฉบับของตัวเองนะคะ แต่คนอื่นต้องยอมรับได้ด้วยนะคะ อย่าผิดกรณีเดิมซ้ำ 2 แล้วก็ต้องเรียนรู้แนวการเขียนของผู้ลงนามทุกคน เขียนในแบบที่ท่านเป็นสุขเมื่อลงนามนะคะ การเขียนที่ดีต้องน่าอ่านไม่เยิ่นเย้อชวนติดตามนะคะ เอกสารแนบสมบูรณ์ต้องปรับอารมณ์ให้โปร่งสบายก่อนเริ่มลงมือเขียนนะ คะจะเป็นคนเขียนดีต้องไม่โกรธเมื่อถูกแก้ 1 การแก้คือ 1 บทเรียนนะคะ แล้วก็ทุกครั้งที่พิมพ์เสร็จอย่าลืมอ่านทบทวนอย่างน้อย 2 ครั้งว่าผิดตรงไหนมั้ย มีผิดประเด็นมั้ย ลำดับการเรียงเรียงร้อยเป็นยังไง แล้วเข้าไปนั่งอยู่ในใจคนอ่าน ถ้าเขาไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน เขาอ่านสำนวนของเราแล้วเค้าเข้าใจตามที่เราอยากจะสื่อให้เค้าเข้าใจมั้ยนะคะ แล้วก็การทำงานทุกวันเนี้ย มันมีภารกิจมากมายเลยที่จะต้องแข่งกับเวลานะคะ การเขียนหนังสือเนี่ยเป็นเครื่องมือเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ภารกิจหลักของเราเนี่ยบรรลุความสำเร็จนะฮะ เพราะฉะนั้นจะต้องฝึกปรือให้คิดเร็ว เขียนเร็ว แล้วก็เขียนให้บรรลุวัตถุประสงค์แล้วก็เป็นผลดีด้วยนะคะ

ทีนี้มีอีกอันนึงนะคะ ก่อนที่จะไป อ่าค่ะ ลุ้นรางวัลมีคำถามนะคะ ชื่อห้างร้านใช้เลขไทยหรือเลขอาระบิกเป็นยังเป็นยังไงคะ ห้างร้านเค้ามีตัวเลข ไม่ได้บอกรายละเอียดนะคะ อ๋อ หมายถึงว่าถ้าสมมุติห้างร้านเค้าเป็นห้างล้าน อ่าห้างร้านมีมีอักษรแล้วก็ 578 นะเค้าเป็นอย่างี้นะคะ ตรงนี้จะถามว่าเราต้องเลียนแบบที่เค้าเขียนมั้ยว่าเค้าถ้าเค้าใช้เป็นอาราบิกนะคะ เราต้องเป็นอย่างงั้นมั้ย อืมไม่จำเป็นนะคะ เพราะเราเป็นการถ่ายทอดว่าเป็นห้างนี้นะคะ ในความรู้สึกส่วนตัวเนี่ยไม่จำเป็น ตรงเนี้ยไม่มีระบุไว้ในระเบียบงานสารบัน แต่ว่าความเห็นส่วนตัวไม่จำเป็นนะคะ เพราะว่าเค้าอาจจะออกรูปแบบสมมุติว่าเค้าเป็นแล้วเค้าไม่ได้เรียง 578 เค้าเป็น 5 ข้างบน 7 ไปอยู่ข้างๆ 8 ไปหลบอยู่ข้างหลังนิดนึงอะไรอย่างเงี้ยนะคะ แต่ปกติแล้วเค้าก็จะต้องทำให้ชัดเจนเนาะ เราก็ใช้เราก็ใช้ตามของเราล่ะนะฮ ตามของเราก็คือเราไม่เราไม่ใช่เป็นคำที่ อ่าไม่ใช่อย่างอาเซียน + 6 นะคะ ซึ่งเป็นชาวโลกนะ แต่ตรงนั้นเนี่ยเราต้องบันทึกที่ให้เค้าเข้าใจด้วยนะคะ หนังสือราชการที่มีระยะเวลาต้องรีบดำเนินการใน 7 วันคือหนังสือที่ต้องปฏิบัติให้เร็วกว่าปกติ ประเภทใดด่วนด่วนมากด่วนที่สุดด่วนภายในเมื่อไหร่ใช่มั้ยคะ ตรงเนี้ยในตามระเบียบเนี่ยนะคะ มันมีแค่ 3 ด่วนเท่านั้นเองนะคะ เดี๋ยวแป๊บนึงนะ ไม่ต้องทำเกินเวลาได้นิดนึงใช่มั้ อึ จะเอาให้ดูว่าในตามระเบียบเนี่ยมันจะมี ไม่แน่ใจว่าเอามาด้วยหรือเปล่านะคะ อ่ะ คนเหมือนกันค่ะ ติดใจเรื่องตัวเลขตัวเลขชื่ออะไรอย่างเงี้ย คือในราชการแปลงตัวเลข >> ถ้าตามชื่อรุ่นควรควรจะใช้ควรจะใช้แบบเค้า ค่ะเพราะว่ามันมันเป็นศัพท์เทคนิคอ่ะใช่ม ชื่อรุ่นเเป็นอะไรที่รู้ทั่วไปอะไรอย่างเงี้ยนะคะ อันนี้ไม่มี เอ่อ ตรงนี้พอดีจำไม่ได้ว่าด่วนมากด่วนที่สุดเดี๋ยวเราจะมีช่องทางที่ต่อไปได้มั้ยคะ คือเค้าไม่ได้ระบุไม่ได้ระบุนะ คือทำทันที แล้วก็ทำทำ เค้าใช้คำพูดพูดอะไรเนี่ยเดี๋ยวๆนะคะ ก็คือจำจำไม่ค่อยได้ เดี๋ยวดีๆตอบให้ทีหลังนะคะ ตอบได้ทีหลังนะ คะแล้วก็คำถามที่ส่งเข้ามาเดี๋ยวจะขอตอบตอบทีหลังเลยได้มเกินเวลาได้หรือเปล่าคะเนี่ย อ๋อเกินเวลาได้นะไม่มีปัญหาเหมือนปกติทั่วไปนะค่ะ

ขามีอะไรบ้างคะ ระหว่างบรรคการเดือนพ.ศ.อย่างไรแบบที่ 1 วันที่ 10 เพาะออกมาเป็นเดือนพฤษภาคม 69 หรือแบบที่ 2 วันที่เพาะมา 10 พฤษภาคม 2569 >> วันที่เนี่ยควรจะ 10 วันที่ 10 ติดกันอ ไม่ใช่ติดกันอยู่บรรทัดเดียวกันนะฮะ แล้วเดือนเนี่ยเอาลงมาข้างล่างได้นะคะ เพราะว่าเพราะว่าเดือนอ๋อเค้ากลัวว่าต้องเป็นแผงเดียวกันใช่มั้วันที่ถ้าเราปรับได้เนี่ยเราถ้าเราถ้าเรากลัวอย่างงั้นเราปรับได้เราเอาวันที่ลงมาไว้ข้างล่างด้วย ปรับให้กลมกลืนใช่ๆค่ะแต่ที่ตรงเการตัดคำเนี่ยนะฮะมันเป็นลักษณะของความเหมาะสมนะฮะที่เห็นโดยทั่วไปเนี่ยเราก็จะเป็นเรื่องของวันที่ 10 แล้วก็ลงมาเป็นพฤษภาคมแล้วก็พ.ศ.นะจะไม่มีวันที่แล้วก็มาเป็นแผงข้างล่างอะไรอย่างเงี้ยนะคะ >> ค่ะ ย่อ ก >> เท่าที่ดูเนี่ยนะฮะมันไม่ได้มีกฎระเบียบอย่างเช่นสำนักงานกพ.ทำไมถึงใช้สำนักงานกพ.นะคะทำไมถึงไม่ใช้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนอันเนี้ยมันก็เป็นเหมือนกับจะบอกว่าเป็นความนิยมก็ไม่ใช่แต่เราต้องไปดูว่าทั่วไปเมื่อก่อนเนี่ยเราบอกว่าทั่วไปที่เขาใช้กันในโซเชียลเป็นยังไง แต่เดี๋ยวนี้โซเชียลก็ใช้เลอะไปหมดเลยนะฮะ ก็ก็แล้วแต่จนบางทีเราไม่รู้ว่าไอ้คปพ.คืออะไรอะไรอย่างเงี้ยอย่างเงี้ยนะคะ คือใช่ค่ะถ้าเราเลี่ยงได้เราก็เขียนเป็นชื่อเต็มเอ่อเลี่ยงๆตรงนี้เราก็เขียนเป็นชื่อเต็มซะเลยนะคะแต่เท่าที่ใช้อยู่เนี่ยก็มีสำนักงานกพ.สำนักงานกพร.นะคะ >> ค่ะเอาเลยค่ะเอาเลยค่ะ หรือว่าก็จำเป็นก็จำเป็นว่าถ้าต้องยาวก็ต้องให้ยาวไปบางทีมัน 3 บรรทัดอย่างเงี้เลยอ่ะค่ะอันนี้รายงานอะไรนะคะเดี๋ยวบอก >> รายงานผลการดำเนินการของคณะคณะคณะชื่อยาวมาก >> ค่ะ >> เรื่องอย่างเงี้ยค่ะเป็นแล้วก็เรื่องก็คือเป็นชื่อระเบียบด้วยก็จะยาวไปอีกตัดแค่รายงานผลการดำเนินการของคณะอะไรเนี่ยค่ะแล้วก็ชื่อคณะกรรมการแค่เนี้ยในยาวๆขยายเนี่ยเอาไปใส่ไว้ในเนื้อความ >> อ๋อ >> นะคะซึ่งถ้าเผื่อบอกว่าจะเก็บแยกแยกเรื่องในการอ้างอิงได้มั้ยเาก็จะไปเก็บอยู่ในหมวดของรายงานของคณะกรรมการนะซึ่งมีเรื่องอะไรบ้างนะคะตรงนี้เราก็ไม่มีปัญหาตรงนั้นนะหลักของการเขียนหนังสือเนี่ยมันก็มีแค่นั้นเองนะคะอะไรอีกเดี๋ยว นะคะ >> ค่ะการเขียนคำปองฎีกาต่างจากอะไรอ่ะการเรียน >> การเรียนอันนี้ อ มีอะไรอีกมั้คะหมดแล้วนะคะอ่ะทีนี้เดี๋ยว ออันนั้นเดี๋ยวไว้ตอบทีหลังนะคะ ก็ทีนี้มาถึงนะคะคำถามที่ลุ้นรางวัลนะคะ คำถามที่ว่าอ่าข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับขนาดตราครุฑที่ใช้ในหนังสือราชการประเภทหนังสือภายในและหนังสือภายนอกมีขนาดเท่าใดนะคะ นะคะข้อกนะคะข้อกสือภายในใช้ 1 ซม.นะคะ ครุฑ 1 ซม.ภายนอก 2 ซม.นะคะข้อขหนังสือภายในครุฑ 1.5 ซม.ภายนอก 3 ซม.นะคะข้อคาย 2 ซม.ภายนอก 3 ซม.นะคะข้อง ภายใน 3 ซม.ภายนอก 5 ซม. โอ้โหคงเต็มกระดาษเลยเนาะถ้า 5 ซม.นะคะนี้คำตอบเนี่ยนะคะก็จะอยู่ในระเบียบงานสารบันนะคะระเบียบงานสารบันฉบับปี 2526 นี่แหละนะคะในหมวด 4 นะมีเรื่องของมาตรฐานตราแบบซองและซองนะคะอันนี้จะกำหนดไว้ชัดเลยรวมทั้งด่วนที่สุดด้วยนะด่วนด่วนที่สุดอะไรอย่างเงี้ยนะคะ ก็จะกำหนดไว้ด้วยว่ามีอะไรยังไงเท่าไหร่ ยกเว้นอันนี้อันนี้นอกนอกนอกอ่านอกเรื่องนิดนึงนะฮยกเว้นเรื่องความลับนะฮซึ่งความลับเนี่ยจะไม่ได้อยู่ในระเบียบงานสารบันแต่ไปอยู่ด้วยเ่อระเบียบว่าด้วยความลับและความปลอดภัยแห่งชาติอะไรเงี้ยซึ่งก็จะ มีกำหนดว่ารับรับมากรับที่สุดเ่ะเป็นยังไงนะคะทีนี้สำหรับหมวดที่ 4 เนี่ยมาตรฐานตรานะคะเอาบอกข้อ 71 เนี่ยบอกว่าตราครุฑสำหรับแบบพิมพ์เนี่ยจะมี 2 ลักษณะ 2 ขนาด ครุฑ 3 ซม.ใช้สำหรับหนังสือภายนอกนะคะอ่า 1.5 ซม.สำหรับหนังสือภายในนะคะเพราะฉะนั้นข้อที่ถูกก็คือข้ออะไรคะ ข้อขนะคะหนังสือภายในใช้ตราุ 1.5 ภายนอก 3 ซม.นะฮะซึ่งอ่ารางวัลก็มีทั้งหมดได้ 10 รางวัลด้วยกันนะฮะซึ่งของรางวัลเนี่ยทางผู้จัดก็อ่าได้จัดส่งไปยังหน่วยงานของท่านเรียบร้อยแล้วนะคะก็ยินดีด้วยนะคะ ทีนี้ก็เอ่อ เดี๋ยวคำตอบเนี่ยนะฮะเดี๋ยวจะทำยังไงดีนะ คะฝากมาแล้วะกันนะคะมันมีหลายๆเรื่องที่ยังค้างอยู่นะอันแรกเพราะพอดีว่าอ่ามันจะมีลักษณะของการใช้ของการทำที่แตกต่างกันนิดหน่อยนะคะระหว่างข้าราชการพลเรือนทั่วๆไปแล้วก็ข้าราชการแต่ละประเภทนะคะยิ่ง เอ่อที่ผ่านมาเนี่ยไปมมร.ซึ่งเป็นพระนะคะพระพระเนี่ยก็ท่านก็เข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนเนี่ยนะคะก็จะมีลักษณะการใช้ที่แตกออกไปอีกนะคะในลักษณะการปฏิบัติที่แตกต่างกันนะคะก็ยังไงก็ขอขอบคุณนะคะขอขอบคุณนะคะที่ได้เข้ามารับฟังก็เสียดายที่โอกาสที่จะถามตอบโดยตรงเนี่ยยังไม่ค่อยมีมากแต่เดี๋ยวจะคำถามทั้งหมดเนี่ยแล้วมีคำถามเพิ่มเติมก็ฝากไว้ได้นะคะยินดีที่จะตอบตามมานะคะก็ต้องขออภัยใครที่บางเรื่องตอบไม่ได้ทันทีนะคะก็ขอขอบคุณมากค่ะสวัสดีค่ะ

ชื่อ >> อ้าประกาศรายชื่อ นี่เหรอ >> อ่าอาจารย์พูดให้ถูกประกาศรายชื่อเลยนะ >> ค่ะรายชื่อที่ได้รับรางวัลทั้ง 10 ท่านนะ คะท่านแรกคุณพิชญาจันทรมณีนะคะคุณท่านที่ 2 คุณกาญจนาโพษีนะคะแล้วก็คุณวิบูลพัฒ์ คุณวิบูลภัก์ธงชัยคุณอภิโชติเจี่ยสกุลคุณเพียงเพ็ญสิงเทพคุณนัมมนแสงคีนี 10 เอกอันนี้อ่านอ่านไม่ถูกก็ขออภัยนะฮะ พัชชระหรือเปล่าคะพัชชระ สักขินาดีนะคะแล้วก็คุณสรุชิดชมคุณฉัตราี ทองกองนาคคุณพริตานิธิพิิพิเชษฐนะคะก็ >> ไม่ไม่ได้ยินหรอคะไม่ได้ยินเหรอ นี่อ่านยังไงอ่ะนะพัชชระนะชระชะ >> ขึ้นแล้วนะคะอ่ารายชื่อประกาศอีกทีเมื่อกี้ไม่ได้ปิด PowerPoint นะคะอ่า 10 ท่าน นะคะจากคนแรกนะคะคุณพิชญาจมณีนะคะคุณกาญจนาโพษีคุณวิบูลภัก์ธงชัยคุณอภิโชติเจี่ยสกุลคุณเพียงเพ็ญสิงเทพคุณนัมมแสงคีนี 10 เอกณภัชรสักขินาดี คุณสรุฒชิดชมคุณฉัตราีทองคลิตา นิธิเชษนะคะก็ยินดีด้วยค่ะของรางวัลจัดส่งไปยังหน่วยงานของท่านเรียบร้อยแล้วนะ คะ >> ค่ะ >> ค่ะก็ขอบคุณและสวัสดีค่ะ >> ในนามของผู้เข้าร่วมรับฟังกันบรรยายขอ ขอบคุณอาจารย์ทิติมาสิริวิโรธที่ให้เกียรติมาร่วมบรรยายให้ความรู้ในครั้งนี้ ขอขอบคุณค่ะ สุดท้ายนี้ศูนย์วิทยบริการศาลยุติธรรมขอ ขอบพระคุณทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ในครั้งนี้ท่านที่ต้องการรับวุฒิบัตรออนไลน์ เมื่อรับชมการบรรยายเรียบร้อยแล้ว ท่านจะต้องทำแบบประเมินความพึงพอใจและแบบทดสอบตาม QR code ที่ปรากฏกดบนหน้าจอขณะนี้ ภายในวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 16:30 นาที และจะต้องบันทึกและพิมพ์วุฒิบัตรออนไลน์ทันทีภายในวันและเวลาที่กำหนดโดยได้ IDP จำนวน 2 ชั่วโมงค่ะแล้วพบกันใหม่ในครั้งต่อไปโดยท่านสามารถติดตามข่าวสารหรือกิจกรรมดีๆได้ที่เว็บไซต์ห้องสมุทรสารยุติธรรมสำหรับวันนี้ขอขอบคุณค่ะ และสวัสสวัสดีค่ะ