📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คู่มือ ERP 2026 สมองกลางขององค์กร ในยุค AI | The Secret Sauce EP.923

THE SECRET SAUCE29:57

Transcription

ซอฟต์แวร์ SIP มี ERP หลายสเกล มีตัวเล็ก มีตัวกลาง มีตัวใหญ่

ไม่ได้จำเป็นที่ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ด้วย

ไม่จำเป็น เรามีบริษัท SME ที่ขึ้นระบบ SA ก็ขึ้น success

[เพลง] ประมาณ 2 ปีเนี้ย AI มาละ ถามอะไรเข้าไป ไปเอา data เข้าในระบบ ERP ที่เป็น database ของเรามาต่อ ในอนาคตก็คือมันก็ automate หมด อ่ะ คนก็น้อยลง

เราจะเห็น Agentic Enterprise จริงๆ การ ไม่มี ERP จะเกิดอะไร

มันคือต่างคนนั่งธรรมใช่มั้ย

เหมือนอวัยวะคนละออย

ใช่ ศูนย์กลางของข้อมูลที่เป็น database รวมมันก็จะไม่อยู่ตรงกลาง ไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจ

ซึ่งการลงทุนก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อน แล้วไม่ต้องแพง เราเลือกตัวที่เหมาะสม อย่างน้อยเนี่ยคือมีระบบแล้ว เราก็ไม่ต้อง พึ่งคนเนาะ แปลว่าถ้าเรามีโอกาสต่อขยายก็ง่ายมาก

The Secret Sauce

สวัสดีครับผมเคนนครินทร์ และนี่คือ The Secret Sauce

What's your secret? สนับสนุนโดย NTT Data Business Solution ถ้าคุณเป็น SME เชื่อว่าน่าจะต้องเคยเจอปัญหาเหล่านี้นะครับ เรื่องของสต๊อกใหม่ตรงผลิตใหม่ทัน รายงานแต่ละแผนก ตัวเลขไม่เหมือนกัน เวลาจะตัดสินใจอะไรสักอย่างต้องรอข้อมูลจากหลายฝ่ายจนธุรกิจเสียโอกาส แล้วเคยสงสัยมั้ครับว่าทำไมบางธุรกิจที่คนก็น้อยกว่าเรากลับทำงานได้เร็วกว่า หรือพอบริษัทใหญ่ๆ ที่มีข้อมูลมหาศาล ทำไมเขาตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์ในไม่กี่ชั่วโมงได้ คำตอบก็คือเขามีสิ่งที่เรียกว่าสมองกลางที่เชื่อมทุกแผนกเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ ERP (Enterprise Resource Planning) มันคือสิ่งที่ทำให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่เดียวกัน มองเห็นพร้อมกัน เพื่อให้ผู้บริหารตัดสินใจได้แม่นยำกว่า เร็วกว่า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจให้ทันโลกในวันนี้ ที่สำคัญก็คือ ERP วันนี้ไม่ได้มีให้แค่บริษัทใหญ่เท่านั้น เพราะว่าหนึ่งในผู้พัฒนาระบบ ERP ระดับโลกอย่าง SAP หรือ ZF สามารถทำให้ SME หน้าใหม่เข้าถึงได้ ครับ วันนี้ผมจะคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่เป็น implementor ของระบบ SA ในไทยกว่า 26 ปี นั่นก็คือคุณวิสิต วิรยากร เป็นกรรมการผู้จัดการของ NTT Data Business Solutions เราจะมาคุยกันแบบเจาะลึกเลยนะครับว่า ERP คืออะไร ระบบของ SP แตกต่างอย่างไร แล้วทำไมปี 2026 ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME ทุกท่านครับ ต้องสนใจตั้งแต่ตอนนี้ครับ รวมไปถึงคู่มือ ERP แบบ 101 วันสำหรับ SME เราจะทำยังไงให้ชนะในวันนี้ ต้องทำอะไรบ้างครับ

ก่อนอื่น ERP คืออะไรครับ

จริงแล้ว ERP มันก็ตรงตัวนะครับ Enterprise Resource Planning ถ้าแปลเป็นไทยก็คือระบบบริหารจัดการองค์กร

รวม

มันก็คือเอาแผนกในบริษัทนะ แผนกบริษัท เรานึกดู แผนกก็เริ่มตั้งแต่ขายก่อน เราต้องขายก่อน แผนกเซลล์ต้องขาย แผนกจะซื้อ

แผนกคลังสินค้าเก็บสินค้าครับ

แผนกจะส่ง

อืม

นะครับ แผนกผลิตนะ ซ่อมบำรุง ตรวจสอบคุณภาพ

อืม

นะครับ แล้วก็รวมมาถึงแผนกบัญชี

Controlling ให้ข้อมูลผู้บริหาร อันเนี้ย คือแผนกในบริษัท

เราก็ adapt แผนกมาให้กับ ERP SAP ก็จะมี module สำหรับให้แต่ละคนในแผนกใช้งาน

อืม

แปลว่าถ้าเราทำธุรกรรมบนระบบ database เดียวกันใช่มั้ครับ ตรงไปตรงมา เราก็จะมีข้อมูลที่ให้ผู้บริหารเนี่ยทราบแล้วก็ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และการทำงานมีประสิทธิภาพ

ครับ ซึ่งการไม่มี ERP จะเกิดอะไรอ่ะ ถามงี้ดีกว่า สำหรับหลายคนที่อาจจะยังไม่มี เพราะเป็นธุรกิจขนาดเล็กเนาะ กำลังเริ่มพิจารณาอยู่

ครับ บริษัทหลายๆ ที่เวลาเริ่มต้นก็จะเป็น เอาระบบที่มันไม่เชื่อมโยงกัน

ครับ อย่าง

เช่น ไปซื้อระบบบัญชีมาก่อนนึง ซื้อระบบคลังสินค้ามาก่อนนึง ซื้อระบบขายมาก่อนนึง

ซื้อซอฟต์แวร์แยกๆ แยกๆ สุดท้ายมันคือต่างคนต่างทำใช่มั้ย

เหมือนอวัยวะคนละออย

ใช่งั้นน่ะ ศูนย์กลางของข้อมูลที่เป็น database รวมมันก็จะไม่อยู่ตรงกลาง

อืม

มันก็เลยต้องเชื่อเชื่อคนและ

ออ

จริงมั้ฮะ เชื่อคนนี้ เชื่อคนนี้ ถ้าถามในมุมผมเนี่ย เวลาเราตั้งบริษัททีแรกเริ่มทำเนี่ย ERP แล้วเรื่องแรกอาจจะไม่สำคัญ

ครับ

แต่พอสักพักนึงเราจะโต เราต้องมีระบบ

ครับ

ถ้าเป็นบริษัทต่างประเทศมาตั้งที่ไทยกลับข้างกันเนาะ เขาจะวางระบบก่อน

อ๋อ

เขาจะ layout ระบบมาเสร็จแล้ว เขาก็เทรนคนให้ใช้งานในระบบ

ครับ

แปลว่าเขาได้ข้อมูลไง

อ๋อ ไม่ฉะนั้นมันก็จะต้องเอาคนหรือฟังแต่คน

ซึ่งอันนี้คือสิ่งสำคัญ ทำให้ถ้าเรามองจากบริษัทต่างประเทศเนี่ย เลยเริ่มจากตรงนี้ก่อน ซึ่งของไทยเนี่ยเป็นเรื่องปกติแหละ เราเริ่มจากเล็กๆ ก่อนก็ได้ เอาซอฟต์แวร์แยกส่วน หรือว่าทำงานแบบ ง่ายๆก่อน แต่พอถึงระดับนึง คุณวิสิตก็มองว่า ERP ไม่ใช่แค่ระบบหลังบ้าน แต่มันคือทำให้เรา เห็นข้อมูลทั้งหมดและเป็นสมองในการสั่งการได้ครับ

ผมมีลูกค้าที่ขึ้น ERP ไปหลายๆ ปีในอดีตเนาะ แล้วเราวันนึงเราก็เจอกัน เราก็คุยกันเล่นๆ บอก เอ่อ ก็ถามคำถามเดียวกันเนี่ย ขึ้น ERP แล้วมีประโยชน์อะไร ลูกค้าหลายๆ ท่านตอบว่า อ ถ้าไม่มีไม่ได้ขึ้นระบบ ERP เมื่อประมาณ ซัก 7-8 ปีก่อน วันนี้อาจจะอยู่ไม่ได้ละ

โอ้โห

ด้วยคุณภาพของ ไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจ

อืม

นะครับ แต่จริงๆเนี่ย เอาวันนี้เนี่ยมาซับซ้อนกว่านั้นเนาะ มันมีเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ เต็มไปหมดเลย

ใช่

การขึ้นระบบ ERP อย่างน้อยทำให้เรารู้ข้อมูลที่เราควบคุมได้ในองค์กร

อืออือๆ

นะครับ แล้วก็พอเรารู้ข้อมูลที่เราควบคุมได้ในองค์กร เราต้องเอาข้อมูลนั้นมาย่อย

อืม

มาแปลงร่างใช่มั้ครับ อย่างเช่นไปดู Financial Ratio

อืม

ไปดูเรื่องของคีย์ KPI ต่างๆ ที่เราจะวัด

individual สมมติวัดรู้ว่ายอดขายมาจากไหน มายังไง

ใช่มั้ครับ เรื่องของการบริหารค้างสินค้า เรื่องของ Employee Experience ถ้าเราจะปรับกลยุทธอะไร เราต้องมีข้อมูลอ่ะ ข้อไม่รู้จนี้

ใช่ๆ ถามคนนี้เอา

ถามคนนี้เอาคนนี้ไม่อยู่ก็มีปัญหา

อืม

งั้นนี่คือคุณค่าของการมีระบบ

ครับ

นี่แหละครับ เหตุผลว่าทำไม SME ปี 2026 ต้องเริ่มมอง ERP เพราะธุรกิจที่โตได้เร็วไม่ได้โตเพราะคนเยอะนะครับ แต่โตเพราะข้อมูลชัดเจน ในยุคที่โลกเปลี่ยนเร็ว คนที่ตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำกว่าคือคนที่ได้เปรียบครับ และนี่คือหัวใจของ ERP ที่ช่วยธุรกิจเล็กทำงานได้แบบธุรกิจใหญ่ โดยที่อาจจะไม่ต้องเพิ่มคนสักคนเดียว คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะเลือก ERP ตัวไหนดี เพราะในตลาดวันนี้มี ERP หลายแบรนด์ หลายระดับ หลายขนาด แต่ละตัวก็ออกแบบมาให้เหมาะกับธุรกิจคนละแบบ บางตัวเหมาะกับงานบัญชี บางตัวเหมาะกับโรงงาน บางตัวเหมาะกับองค์กรใหญ่ ลองไปทำความรู้จักหนึ่งในระบบ ERP ที่องค์กรใหญ่ทั่วโลกเลือกใช้ รวมถึงหลายบริษัทในไทย นั่นก็คือ SAP

อย่างตัว SAP เนี่ย เอ่อ ทำไมเค้าถึงเป็นเบอร์ 1 โลก มันต่างจาก

โอเค

ERP ทั่วๆ ไป หรือว่าที่เรารู้จักกันยังไง หรือว่าจุดแข็งก็คืออะไร

โอเค อย่างงี้ครับ SAP มีอายุมา เค้าก่อตั้งประมาณ 1972 ถ้าผมจำไม่ผิดนะ

อุ้ย เก่าขนาดนั้นเลย

1972 ถ้ารวมอายุก็ประมาณ 52-53 ปี

ครับ น่าจะของเยอรมัน

ของเยอรมัน เป็นซอฟต์แวร์เยอรมัน จริง background ผมสมัยก่อนเนี่ย ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ ผม coding system ครับ

ผมเขียนระบบย่อยๆ ย่อยๆ

ครับ

พอวันนึงเรามาเจอระบบ SAP ที่เรียกว่าเป็น ซอฟต์แวร์ package

อืม

ปรากฏว่ามันมีทุกเรื่องเนาะ

อืม

เขาใช้คำว่า best practice

อืม

แล้วมีคำว่า Business Process Scenario เป็นเรื่องๆ เลย เป็น process scenario คือกระบวนการทำงาน กระบวนการทำงานฝั่งขาย ฝั่งจัดซื้อ ฝั่ง inventory

มี Work มี Business มาวาง

มีหน้าจอให้ทำ มีให้ทำ เรามีหน้าที่มาดูว่าอันไหนบอกกับเรา

แล้วเราก็จัดการเรื่องของทำ Master Data ขึ้นระบบ

อืม

เอ่อ เราผมไปเจอแรกๆ เนี่ย คือทีแรกเราก็มีความเชื่อว่าเราเขียน เราเขียนได้หมดเนาะ

เราเขียนเองดีกว่า

เขียนเองดีกว่า แต่ปัญหาคือทำไปซัก 3-4 ปี 5 ปี ระบบลูกค้าไม่เคยเหมือนกันเลย

อืม

แปลว่าเราไม่มี best practice

ครับ

นะครับ งั้นเนี่ย ด้วยความที่ SAP มีเก่งในเรื่องนี้แล้ว ด้วยความที่อายุเค้านานแล้ว ก็บริษัททั่วโลกอ่ะ คือวันนี้เราคุย SAP ใครๆ ก็รู้จัก บริษัทเบอร์ 1 ชั้นนำนะครับ ใน Fortune หรืออะไรก็

อุตสาหกรรมต่างๆ ใช้หมด พลังงาน ธนาคาร

ใช้หมดเลย อ

นะครับ แล้วก็ถ้า เอ่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเนาะ

ใน ถ้าเป็นบริษัทที่มีแบรนด์เนมหน่อย ผมคิดว่าใช้ SAP หมดละ อ

ภาครัฐยังใช้เลย

อืออือ

นะครับ เพราะงั้นเนี่ย ด้วยความที่ SAP มีความแข็งแรงเรื่อง Best Practice แล้วกัน

อ เข้าใจ

นะครับ ก็เลยทำให้เขามีความ เอ่อ ต่างจากชาวบ้าน อีกอันนึงที่ผมอยากจะไฮไลท์ก็คือ ซอฟต์แวร์ SAP เนี่ยไม่ได้มีแต่ ERP

อ๋อ

นะครับ ซอฟต์แวร์ SAP เนี่ย เอ่อ เน้นโฟกัส ERP แน่นอนแหละใน 50 กว่าปีที่ผ่านมา แต่เขายังมีระบบที่เป็นเรื่องของ Customer Experience พวก CRM ด้วย Employee Experience ที่ดูแลพนักงาน ด้วย มีเรื่องของ เอ่อ Data Warehouse นะครับ มีเรื่อง Innovation นะครับ แล้วก็ล่าสุดที่จะต้องมีแน่ๆ คือเค้าเรียกว่า SAP Business AI

อืม

ไม่งั้นน่ะ เรียกว่าซอฟต์แวร์ SAP เป็น ซอฟต์แวร์เดียว

ครับ

ที่มีครบทุก Solution

ก็เลยมีคำว่า SAP Business Suite

อ๋อ Suite อ่า ก็คือทุกเรื่อง

ทุกเรื่องเลยครับ

ครับ แล้วถ้าเราอยากเริ่มใช้ ERP ต้องทำยังไงบ้าง สำหรับหลายธุรกิจที่ไม่เคยใช้ อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวนะครับ วันนี้คุณวิสิตจะลองสรุปมาให้เป็นคู่มือเริ่มต้น ERP ที่ SME เอาไปพิจารณาตามได้ทันที เพราะถ้าเราเข้าใจวิธีทำงานของ ERP โดยเฉพาะ SAP เราจะรู้เลยว่าอะไรคือปัจจัยให้ระบบนั้นสำเร็จ ใช้แล้วไม่เฟล และทำให้ธุรกิจโตได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ครับ ปกติแล้วเนี่ยเวลามี ERP เนี่ย อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ระบบมันทำงานยังไง

อครับ เวลาเราติดตั้งระบบ ERP เนี่ย เราต้องเลือกซอฟต์แวร์ก่อน

อือ

ที่เหมาะกับเราเนาะ

ซอฟต์แวร์ SIP มี ERP มีหลายสเกล

ครับ

มีตัวเล็ก

มีตัวกลาง มีตัวใหญ่

นะครับ ตัวเล็กก็คือ SAP Business One

อืม

นะครับ ตัวกลางตัวใหญ่ก็คือ SAP เค้าเรียก ว่าเวอร์ชั่นใหม่ก็คือ S4 Hana มีทั้งเวอร์ชั่นที่เป็น เอ่อ Public Cloud มีทั้งเวอร์ชั่นที่เป็น Private Cloud เราต้องเลือก

ให้เหมาะกับเรา

ที่เหมาะกับองค์กรเรา เหมาะ

กับองค์กรเรา

นะครับ เอ่อ เวลาเราติดตั้งระบบเนี่ย ระบบ SAP คือเครื่องมือ เราจะต้องเอาข้อมูลของ เราไปใส่เข้าไปในระบบ

อืม

นะครับ ข้อมูลของเราที่ใส่ไปในระบบเนี่ย หลักๆ คือ Master Data

Master Data

Master Data คือข้อมูลหลักใช่มั้ยครับ

Master Data แผนกบัญชีก็ GL Account

อืม

Asset Master

อืม

นะครับ หลักๆนะครับ Master Data ฝั่งคลังสินค้าก็ Inventory Master

อ๋อ

เห็นมั้ฮะ

Master Data ฝั่งขาย Customer Master ต้อง Cleansing ก่อน

อืม

ขึ้นไประบบ

ก็คือเอาข้อมูลทั้งหมดที่ปกติอาจจะเก็บอยู่ในบางซอฟต์แวร์หรือ Excel อย่างี้เป็นต้นเนี่ย

ใช่ มาทำซิ

อ่า มาทำให้มันสะอาด แล้วก็ทำให้มันเป็นหมวดเป็นหมู่ถูกมั้ฮะ

ใช่ SAP มาพร้อมกับ Best Practice เค้าจะมี Business Process Scenario ที่ใครๆ ก็ใช้อยู่แล้ว

เช่น สมมุติว่าอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ เราเป็นเรื่องของ inventory เรื่องคลังสินค้า เขาบริหารกันแบบนี้แหละ นี่คือ best practice workflow แบบนี้ การลงบันทึกแบบนี้ ใช่ เราก็ให้คำแนะนำใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย พอตอนที่ให้คำแนะนำ เราก็ เอ่อ เลือกติดตั้ง process พวกนี้ ขั้นตอนที่ 3 คือต้องทำตามระบบ

อืม

คืออย่างเช่น คนเอาของมาส่งใช่มั้ยครับ เราเห็นของอยู่ข้างหน้า เราต้องรับของเข้าคลังกัน

สมัยก่อนไม่มีระบบทำยังไงฮะ ของอยู่ตรงนี้ใช่มั้ย เอาไปใช้ก่อน

อ่าครับ

อันพอเราทำตามระบบเนี่ย ระบบหลังบ้านที่เขา set set up ไว้ใช่มั้ครับ

ข้อมูลก็จะถูกบันทึกบัญชีอัตโนมัติ

อืม

มันก็เลยทำให้ข้อมูลทางการเงินถูกต้อง

ครับ

ให้ข้อมูลทางสินค้าถูกต้อง ให้ข้อมูลการขายถูกต้อง

อืม

เนี่ย พอถูกต้องปึ๊บ ผู้บริหารได้ข้อมูลที่ accurate มีประสิทธิภาพ ก็สามารถเอาข้อมูลนั้นมาบริหารจัดการ

ครับ

ตัดสินใจทางธุรกิจได้

อ๋อ

อันนี้หลักๆของ

ซึ่งแสดงว่าแต่ละขั้นตอนเนี่ย ถ้าไม่ได้ทำตามนั้นใน 3 กระบวนไม่ถูก

ก็อาจจะคาดเคลื่อน งั้นผมถามเพิ่มเติมแล้วใครเป็นคนรับผิดชอบตรงนี้ครับ หมายถึงว่า แผนกไหน

ผู้บริหารมีความเกี่ยวข้องอย่างไร

แล้ว เอ่อ เมื่อกี้บอกมี consultant ซึ่งอาจจะเป็นส่วนหนึ่งคือคุณวิสิตเข้าไปช่วยทำงานร่วมกันยังไง ปาร์ตี้เนี่ยทำงานยังไง

อ่ะ คืออย่างงี้ฮะ เวลาเราทำโปรเจคเนี่ย จะมีคนจากฝั่งที่ปรึกษาคือทางผม หลักๆ ก็คือ project manager ฝั่งเจ้าของซอฟต์แวร์ ครับ แล้วก็ consultant ที่ดูแลแต่ละ module

อ๋อ

ฝั่งลูกค้าก็เริ่มมาตั้งแต่ผู้บริหารเลย เราเรียกว่า Steering Committee

อ๋ออ๋อ

มีผู้ Manager มาร่วมดำเนินการ มี Key User

อืม

นะครับ ปกติ Key User เนี่ย Default ก็คือควรจะเป็นหัวหน้าแผนก

อืม

นะครับ มี User End User คือผู้ใช้งานตามปกติ

อ่าครับ

อ่า มี BPO BPO คือ Business Process

อืม

อ่า Manager นะครับ มาช่วยให้ข้อแนะนำในบางเรื่อง

คือเขาเป็นคนเข้าใจ process

เข้าใจนะฮะ แล้วก็มา combine กัน

ปกติกระบวนการในการติดตั้งเนี่ย ใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ แล้วความยากที่สุดคืออะไร

การติดตั้งเนี่ย ผมเคยทำได้เร็วที่สุดเนาะ 3 เดือน

อืม

จนโปรเจคนานๆ เลย 2 ปี

โอ้ เราก็ทำมาแล้ว

ขึ้นอยู่ที่ scope กรอบของการทำ คราวนี้ถ้าถามบอกว่าจุดที่ทำให้จุด point ที่ทำให้สำเร็จ ผมคิดว่าข้อ 1 คือ ผู้บริหาร

อืม

มี direction ที่แน่นอน

อืม

นะครับ อย่างเช่นเราฟันธงไปเลยว่าอีก 7 เดือนระบบจะต้อง Go live

อืม

เราก็ซัพพอร์ตหมดเลย ผมเจอผู้บริหารที่แบบ มี direction แน่นอน ซัพพอร์ตทุกอย่างนะ ครับ ข้อที่ 2 คุณภาพของ Master Data

อืม

ที่เราไปทำ Data Cleaning เนี่ย คุณภาพจะต้องอยู่ใน level ที่เรารับได้

อืม

นะครับ เอ่อ ข้อถัดมาคือบริหารเวลาอ เพราะว่าเวลาเราติดตั้งระบบใช่มั้ยครับ คนที่เข้าโครงการเขายังต้องทำงานประจำ

ใช่ เค้า perform ของเดิม

มันก็ต้องมานั่งคุยกันว่าจะแบ่งเวลายังไงอ

นะครับ แล้วก็ต้องรับผิดชอบงานตาม task การสื่อสาร

อืม

ให้เป็นแนวทางเดียวกัน อาจจะมีอาจจะมีเรื่องของ change management ด้วย

อย่างเช่นมีการเปลี่ยนแปลงแล้วใช่มั้ยครับ เราจะ manage change ยังไง เราต้องมี change agent แบบไหน จะต้อง execute change ยังไง โดยรวม

อ อะไรที่เป็นจุดตายที่สุดครับ ที่ทำให้มัน fail หรือไปยาก

เฟล จุดที่เป็นเหตุตรงนั้นคือคุณภาพของ Master

อ๋อ เริ่มต้นเลย

เริ่มต้นเลยนะ เอาง่ายๆฮะ เวลาเราติดตั้งระบบ ผมจะถามบอกว่าที่นี่มั่นใจมั้ครับว่าสต๊อกตรง

อืม

งั้นเรามี timeline บอกว่าอีก 8 เดือนจะขึ้นระบบ เราต้องนำสต๊อกทำให้มันตรง

ครับ

อันนี้คือ process ที่ไปทำให้คุณภาพ Master Data ถูกต้อง เพราะงั้นเนี่ย หลัก เอ่อ ที่ผมเรียนมาตรงนี้ก็คือว่าวิธีการที่จะทำยังไงให้ไปจุดตรงนั้นได้ ก็เพื่อทำให้โปรเจค go live ได้

อ้อ ชัดเจนครับ

ความสำเร็จของการติดตั้ง SAP ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวระบบอย่างเดียว แต่อยู่ที่ implementor ที่ยังให้คำปรึกษาด้วยครับ เพราะระบบ ERP ไม่ใช่แค่ติดตั้งแล้วจบ หลัง Go Live ยังมีอีกหลายขั้นตอนสำคัญ และนี่คือสรุปสิ่งที่ต้องรู้ก่อนใช้ ERP ครับ อย่างแรกเลยคือเลือกซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับขนาดธุรกิจ ของ SAP เนี่ยมีหลายสเกลธุรกิจ SME ต้องเลือกเวอร์ชั่นที่สอดคล้องกับความซับซ้อนของตัวเองครับ อย่างที่ 2 เตรียมข้อมูลพื้นฐาน หรือว่า Master Data ให้ถูกต้องและเป็นระเบียบ เพราะข้อมูลเหล่านี้คือฐานสำคัญของระบบ อย่างที่ 3 คือออกแบบกระบวนการทำงาน ซึ่ง SAP มี best practice อยู่แล้ว และมีทีม implementor ก็จะช่วยเลือก workflow ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมของเรา พร้อมแนะนำวิธีทำงานที่ถูกต้อง เพื่อให้บันทึกข้อมูลแม่นอย่างอัตโนมัติ และสุดท้ายบทบาทของแต่ละคนในองค์กรต้องชัดเจน ทุกฝ่ายต้องรู้หน้าที่ และทำงานร่วมกัน และเมื่อเรารู้ทั้งหมดนี้ เราจะเห็นภาพชัดเลยนะครับว่า ERP ไม่ใช่แค่ระบบไอทีหลังบ้าน แต่มันคือการเติบโตของทั้งบริษัทครับ

อันที่จริง ERP อยู่กับโลกธุรกิจมานานแล้วครับ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปมันก็คือ วันนี้มันฉลาดขึ้น ตอบโจทย์ธุรกิจมากขึ้น จากยุคแรกที่เป็นระบบใหญ่ในห้อง Server ของบริษัท พัฒนาไปอยู่บน Server ทั่วไป และมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดก็คือตอนที่ ERP นั้นขึ้น Cloud ทำให้ข้อมูลทั้งบริษัทถูกเชื่อมโยงอยู่ที่เดียวกัน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องฮาร์ดแวร์อีกต่อไป วันนี้ ERP มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครับ คือการทำงานร่วมกับ AI ข้อมูลทั้งหมดของบริษัทอยู่ในระบบ AI สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ทันที ช่วยให้เราถามอะไรก็ได้แบบ real time และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าครับ ERP จะก้าวไปอีกขั้น ไม่ได้เป็นแค่ระบบที่รอให้เราสั่ง แต่เป็นระบบที่ลงมือทำงานแทนเราในหลายกระบวนการ สิ่งนี้ก็คือ Agentic AI จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกธุรกิจยุคต่อไปแล้ว มันจะเปลี่ยนงานและองค์กรของเราอย่าง ลองไปฟังจากคุณวิสิตต่อครับ

ประมาณ 2 ปีเนี้ย AI มาละ

อย่างแรกคือ ถามอะไรเข้าไป ไปเอา data เข้าในระบบ ERP ที่เป็น database ของเรามาตอบครับ

อืม ได้เลย

แปลว่าเราไม่ต้อง

มันอาจจะไม่ต้องดู report

เราถามมันได้เลย

เราอยากรู้เลยถามมันไปเลย เพราะมันมีข้อมูลทั้งหมดในองค์กรก่อน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งขาย ฝั่งตัวลูกค้าของเราเอง หรือว่าฝั่งอะไรทุกอย่างครับ เราถามเค้าได้เลย เพราะงั้นเนี่ย เอ่อ ความจำเป็นในการ customize report

โอ้ จริงครับ

ก็ไม่ต้องมีใช่มั้ย

จริง

นะครับ อันนั้นอันนั้นเป็น basic ละ ผมคิดว่าเรื่องเนี้ย

ตอบได้แน่ๆ

อืม

ถัดมา Business AI ของ SAP

ครับ

Function ฟีเจอร์บางเรื่องอาจจะถูกทำงานอัตโนมัติ

อืม

แปลว่า Operation เรื่องนี้อาจจะคนก็ involve น้อยลง

ว้าว

SAP เนี่ย เอ่อ โมเดลที่เขา introduce มา ซึ่งน่าจะปลายๆ ปีนี้นะ รวมไปถึงปีหน้า อย่างแรกก็คือเรื่องของการถามข้อมูลเนี่ย มีแน่ๆ

อืม

ข้อที่ 2 เป็น Chatbot มีแน่ๆ

ข้อที่ 2 ก็คือ automate process บางเรื่อง SAP จะเรียกว่า SAP use case จะ release ออกมาเรื่อยๆ

use case ที่ว่ามีเพิ่มขึ้นทุกวัน

ครับ

เราสามารถ apply use case นั้นมาเพื่อทำให้ระบบการทำงานเป็น automation มากขึ้น

อืม

อย่างเช่น เรามี Invoice ที่ vendor ส่งให้เราเต็มไปหมดเลย Invoice ที่เรารับเข้ามามันก็หลาย layout เอาใช่มั้

ครับ

เราสามารถเอา Invoice มาเนี่ย อันเนี้ยมาดูแล้วก็สแกนผ่าน OCR

อือๆ

Post หน้าจอได้เลย ลงบัญชีได้เลย โดยที่เราไม่ต้องทำอะไร

ครับ ก็คือเป็น AI ทำหมดเลย

ใช่

อ๋อ

ยกตัวอย่างประมาณนี้

ออ

แปลว่าคนก็น้อยลงใช่มั้ย

คือปกติเนี่ย มันเป็นเอกสารเป็นแผ่นต้องหยิบ คนต้องมาหยิบต้องมาดู พิมพ์คีย์ข้อมูล

ใช่อันนี้อาจจะ

มาแล้ว OCR ก็คือสแกนเข้า

สแกนหลังบ้านก็มีตัว เอ่อ การ Develop นะครับ ผ่าน AI Post key transaction ครับ

อืม

แล้วก็ Automate เข้าไปเลย

อืม

ยกตัวอย่างแปลว่า process ก็สั้นลง

สั้นลง ถ้ามองมองอีกสเต็ปนึงล่ะครับ นอกจากคุณภาพของการติดตั้งงาน แต่ impact ของ Business

ครับ

เมื่อใช้ AI อย่างเต็ม Max เต็มรูปแบบ เนี่ย เขาก็มีประเมินกันมั้ยว่ามันจะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันมุมไหนบ้าง อะไรอย่างเงี้ย

AI อยู่ทุกที่ละ

ครับ

ถ้า SAP ไม่มีไม่มี AI

อืม

หรือไม่ใช้ AI ผมว่ามันก็ข้อมูลที่จะไปช่วยในการดำเนินธุรกิจมันก็สู้ผลดินไม่ ได้เนาะ

ครับ

เนาะ อีกอันนึง เอ่อ ผมมักจะเรียกอีกคำนึง คือ AI for work

อืม

นะครับ คนในบริษัททั้งหมดอ่ะนะครับ จะต้องใช้ AI มาช่วยเราทำงานในเรื่องที่ทำซ้ำๆ อ หรือเรื่องอะไรที่มันแบบ ไม่ต้องลงรายละเอียดนะครับ ให้มีคุณภาพมากขึ้น ทำให้คุณภาพของเรามากขึ้น

อีกข้อนึงก็คือว่า แต่ละคนควรจะทำหลายหน้าที่มากขึ้น

อืม

นะครับ ถ้าเป็นระบบ SAP เหมือนกันในอดีตเนี่ย SAP อาจจะแยก เอ่อ เป็น module module ถ้าคนๆ นึงทำได้หลายหน้าที่มากขึ้น แปลว่า Business Process มันอาจจะเปลี่ยนนะ

อืมๆ

นะครับ งั้นเนี่ย มันก็มันก็อยู่ในช่วงที่ เอ่อ กำลังอยู่ในใน phase ที่ว่ามันจะเดินไปทางนั้นได้ยังไงที่

กำลังเปลี่ยนผ่านตรงนี้กันอยู่นะฮะ ซึ่งซึ เท่าที่คุยกับลูกค้าของคุณนิสิตเองเนี่ย ลูกค้าพร้อมไปมั้ฮะกับ AI แล้วก็ความยากที่ที่สุดคืออะไร

เอ่อ ทุกถาม 100% ทุกคนตอบดีนะครับ เอ่อ แต่จริงๆแล้วเนี่ย ผมคิดว่าการที่จะไปเนาะ ข้อที่ 1 รู้ตัวเองว่าตัวเองต้องการอะไรก่อน

อืม

คือหลายๆที่ที่เราไปเจอเนาะ บางทีแต่ละที่อาจจะยังไม่แน่ใจนะครับ ก็เลยยังไม่ได้ ข้อที่ 2 Mindset ต้องเปลี่ยน อย่างแรกก็คือง่ายๆ คือต้องมี Mindset ที่เรียกว่า Cloud Mindset

Cloud Mindset

Cloud Mindset Cloud Mindset คือในอดีตอ่ะ อยากได้อะไรก็ customize มันไง

อือๆ

นะ ถ้าเป็น Cloud Mindset คือดูว่ามีอะไรและ SAP ใช้

อ๋อ

เพราะว่าอีก 3 เดือนมันก็เนียนใหม่แล้วนะ

พัฒนาไปเรื่อยๆ

ใช่ครับ เราไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรใหม่ๆ เราก็ดูเราก็เราก็จับให้ถูกว่าเอ้ย product นี้โอเค

คือหน้าที่เราคือใช้ของ

ใช้ของเขาแล้วก็พยายาม adopt ถัดมาคือ AI Mindset AI มันคือผู้ช่วยเราเนาะ

เราก็ต้องใช้งานเค้าให้เป็นผู้ช่วย ถ้าเกิดเรามี AI บน SAP ที่เรียกว่า SAP Business AI

แปลว่าเป็นผู้ช่วยเหมือนคนๆ นึงที่รู้ database เรา

อืมๆ

เราก็ต้องถามเค้า พร้อมที่เราถามมันก็ต้องมีคุณภาพ

อืม

อีกเรื่องนึงก็คือมันก็ต้องมีการตรวจสอบ เวลาเราไปถามเราถามเนี่ย เราเราต้องรู้ วิธีในการที่จะตรวจสอบ 2 ด้าน

อืม

เนาะ ว่า data มันมัน make sense มั้ย

นะ ผมคิดว่ามันเป็น learning curve ที่มันจะต้องไปเนาะ

คือถ้าเป็นผม ผมจะยัง ผมจะยังไม่เชื่อตั้งแต่ทีแรก ผมจะต้องมีการ verify ว่ามันใช้ได้มั้ย อ ครับ

เพราะว่าอนาคตถ้าเกิด AI มันเป็น AI มากขึ้นเนาะ

อือๆ

มันจะแนะนำเรา

อื ใช่ครับ

ถ้ามันแนะนำเรา เราก็ต้องรู้ว่าอ เราตัดสิน เราเป็นคนตัดสินใจ

ใช่ สุดท้ายอยู่ที่เราใช่มั้ยครับ เป็นผู้ช่วยเรา

ผมคิดว่ามันต้องมันต้องเปลี่ยนอ่ะ

ครับ ดีครับ 3 ข้อนั้น พอพูดถึง AI เมื่อกี้เรายังไม่ได้ค่อยพูดถึง

ตอนนี้มันเกิดจริงแล้วใช่มั้ใน SAP เราเราใช้จริงแค่ไหนแล้วคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงเยอะกว่านี้เมื่อไหร่

ครับ อย่างงี้ครับ คนใช้ SAP ทั่วโลกมันเยอะมากเนาะ

อืม

ตอนเนี้ย ผมถ้าถามถามผมเนี่ย มันกำลังจะอยู่ใน phase แรกที่ transform แต่แนวโน้มเทรนด์มันไปทางนั้น มันมีหลายๆ ที่นะ พูดถึงขนาดว่าในอนาคตก็คือมันก็ automate หมดอ่ะ คนก็น้อยลง

อืม

นะครับ หรือไม่ไม่ต้อง code ยิ่งละนะครับ แต่ว่าภาพนั้นเนี่ย มันต้องใช้เวลาสักพักนึง เพราะว่าใน application layer ของ SAP มันใหญ่มากครับ

ครับ คิดว่าใช้เวลาเท่าไหร่ครับ ที่บอกว่าใช้เวลาสักนิดนึง

โอ้

ที่ที่เราจะเห็น Agentic Enterprise จริงๆ ที่เป็น basis case มันไม่ได้มีอะไรที่บอก มา Road Map ของเค้าเนี่ยเดินไปทางนั้น

อืม

นะครับ คือถ้าเป็นส่วนตัวผมนะ ผมคิดว่าต้องมีมากกว่า 3 ปี

ถ้าสมมุติ 3 ปีที่คุณวิสิตพูดจริงแล้วมันเป็นจริงๆ มันแทบจะวิ่งทำของมันเองแล้วมันคุยกันเองได้ อยู่ที่เราจะเอามนุษย์วางตรงไหนเพื่อเป็นคนตัดสินใจอะไรงงั้นด้วยซ้ำ เนี่ย คำถามผมคือ

user อย่างมนุษย์พวกเราเนี่ย ต้องปรับตัวยังไง สกิลอะไรที่สำคัญที่สุด หรือแม้องค์ก่อนต้องปรับโครงสร้างของคนยังไงอ่ะ

มี AI มาเนี่ย มันเป็นตัวเปลี่ยนจริงๆ

ครับ

อย่างแรกก็คือว่า AI มาเป็นผู้ช่วยก็ต้อง upskill ก่อน

อืม

วันนี้มี AI มาก็ต้องเรียนรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง หลังบ้านนะครับ NTT Data เนี่ย

มีมีการ release AI for work

อืม

เป็นเรื่องๆ เลยนะ AI ที่มาช่วยในการทำเอกสารเรื่องนั้นเรื่องนี้หลังบ้านนะครับ

ครับ

อ่า พวกผมเองก็ยังต้องไป อ่า ต้องไปเรียนรู้

อือ

consult ที่ปรึกษาในอดีตเคยเป็นเคยทำ by module

อืม

by คุณต้องทำมากกว่า คุณต้องทำ multitask

ใช่ คือเริ่ม general ขึ้นมา

ใช่ เราจะบอกว่าเฮ้ย เราทำงานนี้งานเดียวไม่ได้ ถ้าดูเทรนด์ใหม่ๆ สมัยใหม่เนี่ย มันอาจจะมีตำแหน่งงานใหม่เนาะ

อืม

ที่ทำตำแหน่งนี้ทำหลายเรื่อง

อ๋อ

นะครับ

ของผมเอง consultant อาจจะต้องทำหลายเรื่อง

อืม

ฝากฝั่งลูกค้าผมคิดว่าก็เหมือนกัน

เหมือนกันเลย

เหมือนกันเลย อาจจะอาจจะคือสมัยก่อนคนทำคลัง warehouse ก็

รู้แต่คลัง

รู้แต่คลังเนาะ อันนี้มันอาจจะไม่ใช่ละ มันอาจจะต้องไปอาจจะต้องไปทำอย่างอื่นด้วย

โอ

นะครับ พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ ในแง่ application มันก็ต้อง support เทรนด์นี้ใช่มั้ยอ่า

หลังบ้านเค้าก็ต้องมีการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลง

อืม

นะครับ มันก็ต้องมันก็ทยอยไป

ครับๆ

นะครับ แต่ว่ายังไงก็ตามเนี่ย มันก็ยังต้องอาศัยข้อมูลบนระบบ ERP

อืม

ให้มันถูกต้องอ

เพื่อให้ตัดสินใจก่อนอ

อือๆ

ถูกครับ

อ่า แต่ว่าแนวทางหรือทางเดินที่จะไปติดตั้งระบบครับ แบบนั้นน่ะมันต้องง่ายขึ้น

อือือ

แต่การที่ทำง่ายขึ้นเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงไง อย่างที่ผมบอกเปลี่ยนแปลง mindset

สุดท้ายแล้วกันนะครับ ใครที่ฟังอยู่ในตอนนี้นะครับ เอ่อ ผมว่าเขาคงมีความสนใจมากขึ้น

ครับ

อยากจะมีคำแนะนำอะไรช่วงท้ายสำหรับคนที่ กำลังตัดสินใจอยากจะมี ERP เป็นของตัวเอง

เค้าควรจะเตรียมตัวอะไร เค้าควรจะไปคุยอะไรกับในทีมเค้า หรือ

partner ของเค้า ควรจะเริ่มทำอะไรไปบ้างครับ

ถามว่าต้องเตรียมอะไร ต้องมองว่าการติดตั้งระบบ ERP เนี่ย ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุน

อืม

คืออย่างแรกต้องคิดอย่างงี้ก่อน

ครับ

เพราะว่าการติดตั้งระบบ ERP มันก็ไม่ได้ใช้เงินน้อยเนาะ ต้นทุนของการไม่ติดตั้ง ERP คือ Opportunity ที่มันสูญไปตามเวลา เนี่ยผมว่ามันมากกว่าในการที่มี ERP

อืออือ

เราอาจจะซื้ออะไรแพงๆเนาะ

อือ

ได้เนาะ ขึ้นระบบ ERP เราลงทุนไป เอ่อ จำนวนเงินนึง

อืม

คุณภาพของข้อมูลที่เป็นที่ output ที่ได้มาเนาะ มันควรจะมีเกินเป็นมี ROI

ครับ

นะ ผมถามว่าถ้าเราเซฟแต่ละแผนกเซฟแค่เอา เดือนละสมมุติบริษัทมี 6 แผนก

อืม

ช่วยกันเซฟเดือนละ 200,000

อืออื

เดือนนึงก็ล้านแล้วทุกแผนก

ใช่ครับ

ปีนึงก็

อืม

12-13 ล้าน

ลงทุน 10 ล้านแป๊บเดียวก็คืนทุนอ

อือๆ

ถ้าไม่อย่างงั้นเนี่ย ก็ไม่มีระบบ

ครับ

บริษัทก็โตไม่ได้

ครับ

เสร็จแล้วก็ไม่ได้จำเป็นที่ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ด้วย

ไม่จำเป็น เรามีบริษัท SME ที่ขึ้นระบบ SA ที่ผม implement ให้เนาะ ที่มียอดขายอยู่ประมาณ ไม่ถึง 100 ล้าน

อ๋อ เหรอคะ อ๋อ

ก็ขึ้น success

ออ

นะครับ

คืออย่างน้อยเนี่ยคือมีระบบแล้วเราก็ไม่ต้องพึ่ง

อืม คน

พึ่งคนเนาะ อย่างแรก แปลว่าถ้าเรามีโอกาสต่อขยายก็ง่ายมาก

ครับ

นะครับ แล้วเราก็เวลาไปติดตั้งให้ให้ลูกค้าที่เป็นเราก็ enjoy

ซึ่งการลงทุนสำหรับมุมมอง SME เองก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อนแล้ว

ไม่แพง แพงไม่ต้องแพง สามารถได้ เราเราเลือกตัวที่เหมาะสม

อ มันมีตัวเล็กตัวที่มันไลฟ์ตัว

คำถามสุดท้ายแล้วกันนะครับที่คุณสิทธมาตลอดเลย แล้วก็ตอนนี้สวมหมวกของบริษัทอันนี้ด้วยเนี่ย อะไรคือสิ่งที่สนุกที่สุดอ่ะ ในมุมมองคนที่เป็น consultant แล้วกัน เพราะฟังจริงๆ มันก็พูดตามตรงๆ มันก็เป็นงาน IT IT เนาะ แล้วก็เป็นงานเทคนิคมาก แต่ว่าผมฟังคุณสิทธก็รู้สึกว่า ดู enjoy

สิ่งที่ผมคิดว่าผมแฮปปี้ก็คือว่า เวลา system go

อืม

เราเห็นความสำเร็จก็คือ 1 โครงการที่เราทำเนี่ย ได้ใช้งานจริง

อืม

ผมมีลูกค้าที่เคยอยู่ในโกดังเล็กๆ

อืม

พอเวลาผ่านไปอีก 5 ปี สามารถไปซื้อที่ในนิคมอุตสาหกรรมได้

โอ้

ผ่านไปเค้าอยู่ในเข้าตลาด

โอ้

นะครับ ผมเห็นเจอหนี้ลูกค้านะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราเห็นว่าลูกค้าเมื่อมีระบบทำให้ ช่วยให้ลูกค้าเจริญเติบโต

อืม

ผมว่าอันนี้คือผมแฮปปี้

อืม

นะครับ แล้วก็เราทำงาน เอ่อ ผมมีงานประจำปีของผมเนาะ เราเรียกว่า เอ่อ User Conference

User Conference คือลูกค้าของ

NTBS เนี่ย

เป็น user ผมอ

อื ใช่ครับ

ผมนำลูกค้าเนี่ยมาอยู่ใน session 1 วัน

อ๋อ

นะครับ เราทำมาตั้งแต่ปี 2016 ปีล่าสุดเนี่ยที่เราทำเนี่ย มีคนมาร่วมงาน 700 คน

ว้าว

จากทั้งหมดประมาณ 390 บริษัท

ครับ

80% เป็นลูกค้าผม

อืม

นะครับ แล้วก็ลูกค้าก็มาแชร์ experience ว่าตัวเองได้เป็นยังไงบ้าง ตั้งแต่เรื่องของมุมมองของการติดตั้ง

อืม

นะครับ แต่จริงๆเราเน้นเรื่องของในในเชิงมุมมองการติดตั้งนะครับ แต่จริงๆในอนาคตเราอาจจะเน้นเรื่องของการรันธุรกิจ อะไคุณมีประเราก็เห็นว่า เอ่อ ลูกค้าได้ประโยชน์

แล้วลูกค้าได้นำหลายๆ เรื่องในระบบเนี่ยไปต่อยอด

อืม

นะฮะ

เพราะงั้นความสนุกหรือว่าความสุขก็คือการที่เห็นระบบของเรามันเป็นส่วนหนึ่ง

ส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ

ที่ทำให้เขาสำเร็จแล้วเติบโตได้นะครับ วันนี้ขอบคุณมากๆนะครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณ [เพลง] [เพลง] [เพลง]