Transcription
ถ้าคุณคิดว่ารั้ววัดในสมัยพุทธกาลจะมีแต่ความสงบเงียบและภาพพระสงฆ์นั่งสมาธิเพียงอย่างเดียว คุณกำลังคิดผิดครับ เพราะในยุคนั้นมีพระอยู่กลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่าฉับภักคี่ หรือกลุ่มพระ 6 รูปที่ไม่ได้เดินตามรอยความสันโดษเหมือนพระรูปอื่น แต่พวกเขาคือตัวตึงแห่งยุคที่เป็นจุดเริ่มต้นของดราม่ารายวันจนชาวบ้านร้านตลาดถึงกับต้องกุมขมับ
สวัสดีครับท่านผู้เจริญในธรรมทุกท่าน วันนี้วางทุกข์ปลุกปัญญาขอนำท่านเข้าสู่เรื่องฉับภักคี่ กลุ่มพระ 6 รูปที่สร้างความปั่นป่วนมากที่สุดในวัดพระเชตวัน ได้โปรดฟังให้จบนะครับ
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ เมืองสาวัตถี คือเมืองหลวงของแคว้นโกศล มีกุลบุตรคือลูกชายผู้มีตระกูลทั้ง 6 คนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ประกอบประกอบด้วยปันธุกะซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม โลหิตกะสายวิเคราะห์ อัสชิกับปุนพสุกะสายแอคชั่นหรือนักเลงหัวไม้ และเมติยะกับภุมมัฉกะเป็นสายสนับสนุน ทั้ง 6 คนอยู่ในตระกูลที่มีฐานะดีระดับหนึ่ง ไม่ได้ลำบากเรื่องการเงิน
ด้วยสายตาคนยุคนี้ คงคิดว่าบ้านรวยอยู่แล้วจะหาอะไรทำให้ลำบากทำไม ในความเป็นจริงแล้ว ถึงจะเป็นลูกเศรษฐีในสมัยนั้น ไม่ได้หมายถึงการนั่งกินนอนกินเฉยๆ เมื่ออยู่บ้านต้องบริหารจัดการที่ดิน คุมคนงาน ทำบัญชี ติดต่อค้าขาย และที่สำคัญคือต้องเสียภาษีให้หลวง นอกจากนี้ยังมีภาระทางสังคม เช่น การแต่งงานเพื่อสืบทอดตระกูล ซึ่งกลุ่มนี้ขี้เกียจเกินกว่าจะรับผิดชอบเรื่องเหล่านี้
ทั้ง 6 คนจึงนั่งล้อมวงคุยกันถึงอนาคตด้วยท่าทางจริงจัง ปันธุกะหัวหน้ากลุ่มจึงพูดขึ้นมาว่า "พวกเราชีวิตวัยรุ่นมันก็สนุกอยู่หรอก แต่ตอนนี้เราโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว จะมัวแต่นั่งกินนอนกินสมบัติเก่าไปวันๆ เห็นทีจะรอดยาก พวกเจ้าคิดว่าเราควรจะไปทำมาหากินอะไรกันดีที่มันจะเลี้ยงตัวได้แบบยั่งยืน"
โลหิตกะถอนหายใจ "นั่นสิ ข้าลองมองดูคนอื่น ๆ ในเมืองนี้แล้ว ถ้าจะให้ไปทำกสิกรรม ขุดดินไถนาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินแบบพวกชาวนา ข้าว่าไม่ไหวหรอก แดดเมืองสาวัตถีร้อนปานจะเผาร่างขนาดนี้ ผิวพรรณเราได้เสียหมดพอดี แถมยังเหนื่อยสายตัวแทบขาดกว่าจะได้ข้าวมาแต่ละถัง"
อัสชิเสริม "แล้วถ้าเป็นพาณิชชยกรรมล่ะ พ่อข้าเคยบอกว่าการค้าขายมันกำไรดีนะ"
ปุณณัพพสุกะขัดขึ้นทันที "โอ๊ย เจ้าอย่าลืมสิ อัสชิ ค้าขายมันต้องมีทุน ต้องแบกของลงเรือล่องไปตามแม่น้ำอจิรวดี หรือคุมกองเกวียนไปต่างเมือง ไหนจะเสี่ยงโดนโจรปล้น ไหนจะขาดทุนจนหมดตัว ถ้าดวงไม่ดีขึ้นมาจากลูกเศรษฐีจะกลายเป็นขอทานเอา"
เมตติยะจุนถามว่า "สรุปแล้ว มีอาชีพไหนบ้างที่งานเบาและรายได้ดีบ้างเนี่ย"
ปันธุกะหัวหน้ากลุ่มยิ้มมุมปากพลางชี้ไปทางพระอารามเชตวัน "พวกเจ้าดูนั่นสิ พวกสมณในสำนักของพระศาสดาน่ะ เห็นมั้ย พวกท่านตื่นเช้ามาก็แค่ถือบาตรเดินเข้าไปในเมือง ชาวบ้านก็นำอาหารชั้นดีมารอใส่บาตรให้ถึงที่ ไม่ต้องหุงหาเอง พอกลับวัดก็ได้พักผ่อนในกุฏิที่มุงบังมิดชิด มีคนศรัทธาสร้างถวาย ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องลงทุนอะไร และที่สำคัญไม่ต้องเหนื่อยแรงเลยแม้แต่นิดเดียว"
ภูมมัฉกะรีบสำทับว่า "จริงด้วย ข้าเห็นพระรูปหนึ่งเมื่อวันก่อน ท่านดูอิ่มเอิบ ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน ไม่เห็นต้องลำบากเหมือนพวกเราเลยนะ"
ปันทุกะจึงย้ำถามว่า "ถ้าอย่างนั้น ข้อสรุปของเราคืออะไร"
ทุกคนพูดพร้อมกันว่า "บวชกันเถอะ"
ปันธุกะ หัวหน้ากลุ่มจึงกล่าวว่า "ตกลงตามนี้ เราจะไปบวชด้วยกัน อยู่ด้วยกันเหมือนเดิม เพื่อชีวิตที่สะดวกสบายและมั่นคงที่สุดในยุคนี้"
แล้วเหตุผลที่พวกเขามองว่าบวชสบายกว่าอยู่บ้านนั้น ประกอบกับในสมัยที่พระพุทธศาสนากำลังรุ่งเรืองมาก ชาวบ้านต่างพากันถวายอาหารและปัจจัยอย่างดีให้กับพระสงฆ์
ทั้ง 6 คนเดินทางไปที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร ณ นครสาวัตถี เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ในสมัยนั้นการบวชจะต้องขออนุญาตจากพระพุทธเจ้าก่อน หรือบวชผ่านคณะสงฆ์ตามระเบียบที่ทรงวางไว้ พวกเขาไม่ได้ไปบวชกับสำนักนอกรีดที่ไหน แต่อยากเข้ามาอยู่ในสำนักของพระสมณโคดม เพราะเห็นว่าเป็นสำนักที่คนศรัทธามากที่สุด มีลาภสักการะดี และเห็นว่าพระในสำนักของพระสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้า มีชีวิตที่สะดวกสบาย มีคนเอาอาหารรสเลิศมาถวายถึงที่ มีที่พักหลบแดดหลบฝน และที่สำคัญคือไม่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว
พวกเขาเลยชวนกันบวช เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันและมีใช้อย่างสะดวกสบาย เพราะเมื่อห่มผ้าเหลือง ภาระเหล่านั้นจะหายวับไปทันที ไม่ต้องทำนาเอง ไม่ต้องบริหารใคร และไม่ต้องเสียภาษี หน้าที่เดียวคือเดินไปรับข้าว ซึ่งในสายตาพวกมันคือการเปลี่ยนจากเจ้าของกิจการที่ต้องเหน็ดเหนื่อย มาเป็นผู้ที่รอรับบริการ
พระทั้ง 6 ท่าน ได้แก่ พระอัสชิ (คนละรูปกับพระปัญจวัคคีนะครับ) พระปุณนัสสุกะ พระปันทุกะ พระโลหิตกะ พระเมติยะ และพระภุมมัชกะ ในที่นี้ หากจะกล่าวถึงทั้ง 6 รูปในคราวเดียว จะขอเรียกพระกลุ่มนี้ว่า "ฉัพพัคคี" ซึ่งแปลว่าพระภิกษุทั้ง 6 นะครับ
เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ด้วยความที่มีหัวคิดทางการจัดการและรสนิยมติดมาจากสมัยเป็นลูกคนรวย พวกเขาจึงแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน พระปันธุกะและพระโลหิตกะ 2 รูปนี้เป็นสายเฝ้าฐาน ชอบประพฤติตนเรียบร้อยอยู่ในวัดสาวัตถี เพื่อคอยรับแขกและรักษาภาพลักษณ์ให้ชาวบ้านศรัทธา จะได้มีลาภสักการะไหลเข้ากลุ่ม
พระอัสชิและพระปุณพัสสุกะ 2 รูปนี้ เปรียบเป็นสายนักเลง คุมถิ่นไปตั้งรกรากอยู่ที่ตำบลกิตาคีรี ท่านปลูกดอกไม้เอง เช่น ดอกอัญชัน ดอกมะลิ ดอกกันณิกา นำมาถักร้อยเป็นมาลัย ส่งไปให้กุลสตรี กุลบุตร หรือแม้แต่ภรรยาและลูกสาวของชาวบ้าน ในฐานะของขวัญ เพื่อทำตัวสนิทสนมกับคฤหัสถ์ แทนที่จะให้ธรรมะเป็นทาน พวกท่านใช้สิ่งของเข้าแลก เพื่อให้ชาวบ้านรักและอุปถัมภ์
เมื่อท่านให้ดอกไม้ให้มาลัยประจบเอาใจโยม ผลที่ตามมาคือชาวบ้านจะลำเอียง เวลาทำอาหารดีๆ ชาวบ้านจะเก็บไว้ให้พระกลุ่มนี้เท่านั้น ท่านพวกท่านทำตัวกลมกลืนกับชาวบ้านจนแยกไม่ออกว่าใครคือพระ ใครคือคฤหัสถ์ ที่ไหนมีรำฟ้อน มีดนตรี มีเสภา หรือมีการตีกลอง พระกลุ่มนี้จะไปปรากฏตัวนั่งแถวหน้า ร่วมชมและสนุกสนานไปกับเขาด้วย
ในคัมภีร์ระบุว่า พวกท่านเล่นสารพัดอย่าง ตั้งแต่หมากรุก กระโดดข้ามห่วง เล่นทายใจ ไปจนถึงการเล่นเลียนแบบคนพิการเพื่อความตลกขบขัน แต่สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านบางกลุ่มที่เคร่งครัดรับไม่ได้ที่สุดคือประจบประแจง พูดจาเอาใจโยม เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารรสเลิศ หรือปัจจัยที่ตนต้องการ รวมถึงการนั่งกินข้าวในถาดเดียวกับชาวบ้าน หรือนั่งบนเก้าอี้ตัวเดียวกับสตรี มีการหยอกล้อเหมือนเพื่อนเล่น มีการกระซิบข้างหู ยักคิ้วหลิวตา หรือแม้แต่การรับเป็นพ่อสื่อ คอยบอกความต้องการของชายไปแก่หญิง หรือหญิงแก่ชาย เพื่อให้เขาได้ตกลงปลงใจกัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อแต่งงาน หรือแค่ความสัมพันธ์ชั่วคราว
ครั้งหนึ่ง มีภิกษุรูปหนึ่งในคัมภีร์ ไม่ได้ระบุชื่อชัดเจน แต่ระบุว่าเป็นผู้มีวัตรปฏิบัติเรียบร้อย ท่านกำลังเดินทางจาริก และบังเอิญผ่านเข้าไปในตำบลกิตาคีรี ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของพระอัสิและพระปุณพสุกะพอดี เมื่อพระรูปนี้เข้าไปบิณฑบาตด้วยกิริยาที่สำรวมนิ่งเงียบตามหลักพระวินัย แทนที่ชาวบ้านจะเลื่อมใส กลับพากันซุบซิบและด่าทอต่อหน้าว่า "ทำตัวหยิ่ง นิ่งเหมือนคนใบ้" ไม่มีใครใส่บาตรให้ท่านเลยแม้แต่คนเดียว เพราะชาวบ้านตั้งมาตรฐานไว้ว่าพระที่ดีต้องร่าเริงและเอาใจโยม เหมือนกลุ่มเจ้าถิ่น
ชาวบ้านบางคนไล่ให้ท่านไปพ้นๆ และบอกว่า "ถ้าอยากเห็นพระดีๆ ให้ไปดูพระอัสิและพระปุณพสุกะเป็นตัวอย่าง" พระรูปนั้นไม่ได้โต้ตอบชาวบ้านครับ ท่านเดินออกจากหมู่บ้านนั้นด้วยความสลดใจ แล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังวัดพระเชตวัน เพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อไปถึง ท่านก็ได้เล่าเรื่องราวที่ประสบให้กับภิกษุทั้งหลายฟัง
เมื่อเหล่าภิกษุได้ฟังเรื่องนี้ ต่างก็พากันตำหนิพฤติกรรมของพระอัสิและพระปุณพสุกะ และนำความขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "พระอัสิและพระปุณพสุกะ ประทุษร้ายตระกูล" หมายถึงการทำให้ชาวบ้านเสียความศรัทธาในพระรัตนตรัยที่ถูกต้อง แล้วหันมาศรัทธาที่ตัวบุคคลแทน
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่อง จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ และสั่งให้ตามตัวพระอัสชิ และพระปุณพสุกะมาเข้าเฝ้าทันที เพื่อสอบถามความจริง ตามพระไตรปิฎก สังฆาธิเสธ สิกขาบทที่ 13 พระพุทธองค์จะไม่ทรงลงโทษใครโดยไม่สอบสวนก่อน
ทรงตรัสสั้นๆ ว่า "ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าพวกเธอประทุษร้ายตระกูลและมักประจบตระกูล จริงหรือ"
เมื่อทั้งสองยอมรับว่า "จริง พระพุทธเจ้าข้า" พระองค์จึงเริ่มการเฆี่ยนด้วยพระธรรมทันที พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "โมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เหมาะสม ไม่คล้อยตาม ไม่เป็นสมณวิสัย ไม่ใช่กิจของสงฆ์ และไม่ควรทำเลย" ใช้คำว่า "โมฆบุรุษ" หมายถึงบุรุษผู้ว่างเปล่า หรือคนเปล่าประโยชน์ ซึ่งเป็นคำตำหนิที่รุนแรงที่สุดสำหรับผู้บวช โดยตรัสว่า "การกระทำของพวกพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว"
พระองค์ทรงอธิบายว่า คนที่ยังไม่ศรัทธา พอเห็นพระเล่นหัวกับชาวบ้าน เขาก็จะมองว่า "บวชไปทำไม ในเมื่อยังทำตัวเหมือนคนธรรมดา" คนที่ศรัทธาอยู่แล้ว จะเสียความรู้สึก เพราะเขาตั้งใจมาหาที่พึ่งทางใจ ไม่ได้มาหาเพื่อนเล่น
ในมุมมองของพระพุทธเจ้า พระอัสิและพระพุณนสุกะ กำลังทำตัวเป็นไวรัสในระบบครับ พระธรรมวินัยถูกออกแบบมาเพื่อให้พระเป็นเนื้อนาบุญ เป็นที่ที่คนมาทำบุญแล้วได้ความสงบ แต่ 2 รูปนี้เปลี่ยนวัดให้กลาย เป็นสโมสรบันเทิง ถ้าทรงปล่อยไว้ พระรูปอื่นๆ ก็จะเอาเยี่ยงอย่าง เพราะเห็นว่าทำแล้วโยมรัก โยมอุปถัมภ์ดี สุดท้ายจะไม่มีใครยอมฝึกตนเพื่อพ้นทุกข์จริงๆ
หลังจากตำหนิแล้ว พระพุทธเจ้าทรงสั่งให้สงฆ์ธร ปัพพาชนียกรรม คือเนรเทศทันที โดยมีพระดำรัสทิ้งท้ายว่า "พวกเธอจงออกจากที่นี่ไปเสีย และจงอย่ากลับมาที่ตำบลกิตาคีรีนี้อีก"
นี่คือตัวอย่างของความรักที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าครับ ท่านยอมให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งพระกลุ่มนี้ เกลียด เพื่อรักษาทางรอดของคนทั้งโลกเอาไว้ครับ
หลังจากพระพุทธเจ้าทรงตำหนิ และสั่งการตัดสินต่อที่ประชุมสงฆ์ ณ วัดพระเชตตะวันเสร็จสิ้น พระอัสชิและพระปุณพสุกะ ได้ออกจากที่เฝ้า และออกจากที่ประชุมนั้นไป แต่พวกท่านไม่ได้ไปจากตำบลกิตาคีรีตามคำสั่งในทันที ทั้งสองรูปกลับมุ่งหน้ากลับไปยังถิ่นพำนักเดิมของตน คือตำบลกิตาคีรี และยังคงคลุกคลีกับชาวบ้านกลุ่มที่ยังชื่นชมตนเองเหมือนเดิม
ทั้งสองไม่ได้สำนึกผิด แต่กลับมีพฤติกรรมที่เรียกว่า "ดื้อแพ่ง" และฟาดกลับคณะสงฆ์อย่างรุนแรง แทนที่จะยอมรับคำสั่งเนรเทศ พวกท่านกลับใช้ปากเป็นอาวุธ ประกาศกับชาวบ้านและภิกษุรูปอื่นๆ ว่า "คณะสงฆ์ที่ตัดสินพวกท่านนั้นไม่ยุติธรรม" โดยกล่าวหาว่าสงฆ์ตกอยู่ในอคติ 4 คือ ลำเอียงเพราะรัก (คือช่วยคนของตัวเอง) ลำเอียงเพราะกลัว (คือกลัวอิทธิพลบางอย่าง) ลำเอียงเพราะหลง (คือตัดสินผิดๆ ถูกๆ) ลำเอียงเพราะชัง (คือแกล้งคนที่ไม่ชอบหน้า คือแกล้งพวกท่าน)
พวกท่านยังคงอาศัยอยู่ในตำบลกิตาคีรีต่อ และยังคงทำพฤติกรรมประทุษร้ายตระกูลเหมือนเดิม ด้วยการอ้างว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายสงฆ์ ทำให้พวกท่านยังมีหน้ามีตาอยู่ในพื้นที่ได้ต่อ
นอกจากนี้ พวกท่านฉลาดมากในการดึงชาวบ้านมาเป็นตัวประกันทางอารมณ์ พวกท่านยุยงชาวบ้านว่า "ถ้าพวกเราไป ใครจะมาดูแลพวกท่าน ใครจะมาคุยเล่นให้พวกท่านคลายเหงา พระพวกนั้นน่ะหยิ่งจะตาย พวกเขาไม่สนใจพวกท่านหรอก" ทำให้ชาวบ้านบางกลุ่มที่รักพวกท่านอยู่แล้ว ยิ่งโกรธแค้นคณะสงฆ์ส่วนกลางที่วัดพระเชตวันเข้าไปอีก ต่างพากันพูดว่า "ถ้าพระอัสชิกับพระปุณพสุกะไป พวกเราก็จะ **ไม่ทำบุญกับวัดนี้อีกต่อไป**"
ในขณะนั้น ภิกษุทั้งหลาย คือกลุ่มภิกษุที่เดินทางจาริกผ่านไปมา ได้เห็นพฤติกรรมดื้อแพ่งของพระ 2 รูปนี้ที่ตำบลกิตาคีรี และได้ยินพระอัสิ และพระปุณพสุกะ กล่าวคำจาบจ้วงคณะสงฆ์อย่างรุนแรงว่า คณะสงฆ์ลำเอียงเพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว รวมทั้งเห็นว่าทั้งสองรูปยังคงปักหลักอยู่ไม่ยอมย้ายออกตามคำสั่ง เมื่อภิกษุเหล่านั้นเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถี จึงได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุอัสชิและปุนพสุกะ ถูกสงฆ์ทำปัพพาชนียกรรมแล้ว ก็ยังหาได้ใส่ใจไม่ ยังคงด่าว่าและติเตียนสงฆ์ว่าลำเอียง และยังคงประพฤติอนาจารอยู่ตามเดิม พระพุทธเจ้าข้า"
หลังจากพระพุทธเจ้าได้รับรายงานจากเหล่าภิกษุที่นั่นว่าทั้งสองรูปยังคงอยู่ พระองค์ทรงเรียกประชุมสงฆ์ที่วัดเชตวันทันที และทรงประกาศตำหนิกลางสภาว่า "การกระทำของอัสชิและปุณพสุกะเป็นเรื่องเหลวไหล ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ และเป็นการทำลายศรัทธาของชาวบ้าน" คราวนี้ถูกแพร่ออกไปโดยพระรูปอื่นๆ ที่เดินทางไปยังตำบลกิตาคี เพื่อเป็นการเตือนให้รู้ตัวว่าเบื้องบนรู้เรื่องแล้วนะ และเพื่อให้โอกาสพวกท่านหยุดพฤติกรรมนั้นเอง
เมื่อการดื้อแพ่งรุนแรงขึ้น พระพุทธเจ้าทรงเปลี่ยนจากการส่งแค่ข่าว เป็นการส่งอำนาจเต็มไปจัดการครับ พระพุทธเจ้าทรงเห็นความจริงคือความดื้อรั้นเปลี่ยนเป็นความมิจฉาทิฐิได้ จากเดิมที่ผิดแค่เรื่องพฤติกรรม จบ โยม ตอนนี้ลามไปถึงการทำลายความน่าเชื่อถือของสงฆ์ทั้งหมด คือกล่าวหาว่าสงฆ์ลำเอียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ในระบบปกครอง
เมื่อคำสั่งเบื้องต้นใช้ไม่ได้ผล เพราะพระ 2 รูปนี้ดุร้ายและหยาบคาย พระพุทธเจ้าจึงเรียกพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเข้าเฝ้า ทรงมีพระพุทธดำรัสว่า "ไปเถิด เกิดสารีบุตรและโมคคัลลานะ เธอทั้งหลายจงไปที่ตำบลกิตาคี แล้วทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุอัสชิและปุณพสุกเสีย"
พระสารีบุตรผู้เลิศด้านปัญญา ท่านไม่ได้ตอบรับทันที แต่ท่านแสดงความกังวลอย่างสมเหตุสมผลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะภิกษุเหล่านั้นดุร้ายและหยาบคาย พระพุทธเจ้าข้า" นี่คือการยืนยันจากพระสารีบุตรเองว่าพระ 2 รูปนี้ไม่ใช่พระสายธรรมะธรรมดา แต่มีพฤติกรรมเหมือนนักเลงที่พร้อมจะปะทะ
พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สั่งให้ไปเพียง 2 รูป แต่ทรงวางกลยุทธ์ให้ใช้กำลังสงฆ์ข่มขวัญ "ดูก่อนสารีบุตร ถ้าอย่างนั้น เธอจงไปพร้อมกับภิกษุเป็นอันมาก กลุ่มใหญ่" คือการไปเพื่อทำสังฆกรรมให้สมบูรณ์แบบ ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ในทางกฎหมายสงฆ์
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ชุดใหญ่ เดินทางจากวัดเชตวัน มุ่งหน้าสู่ตำบลกิตาคีรี เมื่อไปถึง บรรยากาศในหมู่บ้านไม่ได้ต้อนรับท่านอย่างอบอุ่นเหมือนพระอริยเจ้าทั่วไป เพราะชาวบ้านที่นั่นถูกล้างสมองไปแล้ว
เมื่อคณะของพระอัครสาวกเดินทางไปถึงวัดที่พระอัสิและปุณณพสุกะพำนักอยู่ พวกท่านไม่ได้หนี แต่กลับยืนประชันหน้าด้วยอาการที่เรียกว่า "หน้าทน" พวกเขาทั้งสองยังคงแสดงท่าทีให้ชาวบ้านเห็นว่าตนเองคือผู้ถูกรังแกจากอำนาจส่วนกลาง แต่การที่พระพุทธเจ้าสั่งให้มีพระภิกษุติดตามไปเป็นจำนวนมาก ทำให้พระอัสิและปุณพสุกะไม่สามารถใช้กำลัง หรือใช้วาจาข่มขู่พระสารีบุตรได้
ถัดนัก ชาวบ้านบางกลุ่มด่าทอท่านอย่างรุนแรงมาก ซึ่งในทางพุทธถือเป็นเรื่องน่าสลดใจมาก ที่ชาวบ้านยอมทำบาปหนัก เพื่อปกป้องพระที่ทำผิดวินัย พระทั้ง 2 รูปไม่ได้ยอมจำนนทันที แต่ได้พูดจาตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง และแสดงความไม่ยอมรับ ปฏิกิริยาของเขายังคงยืนยันคำเดิม และพูดจาจาบจ้วงต่อหน้าคณะสงฆ์ โดยกล่าวหาพระอัครสาวก ว่า "พวกท่านน่ะลำเอียง ทำตามความรัก ความชัง ความหลง ความกลัว เรื่องแค่นี้ทำไมต้องยกพวกมาทำรุนแรงขนาดนี้ ภิกษุรูปอื่นทำผิดเหมือนกัน ทำไมไม่เห็นไปจัดการ"
ในพระไตรปิฎกไม่ได้ระบุว่าพระสารีบุตรโต้เถียงกลับด้วยคำพูดที่รุนแรง แต่ระบุความนิ่งและความเด็ดขาดของท่าน แม้จะถูกด่าว่าลำเอียงต่อหน้าชาวบ้าน และคณะสงฆ์ แต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ยังคงดำเนินการตามขั้นตอนของสังฆกรรม คือทำการสวดประกาศปภาชนียกรรม ซึ่งหมายถึงการที่คณะสงฆ์ลงมติขับไล่ภิกษุผู้ประพฤติตนไม่เหมาะสมออกจากวัด หรือออกจากหมู่คณะนั้นๆ ผลคือภิกษุที่ถูกปัพพาชนียกรรมจะต้องออกจากอาวาส หรือหมู่คณะนั้นๆ เพื่อไม่ให้ก่อความเสียหายต่อไป
เนื้อหาสำคัญที่พระสารีบุตรในฐานะประธาน ประกาศท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์กิตาคีรี คือ ระบุชื่อภิกษุอัสชิและปุนัพพสุกะอย่างชัดเจน พร้อมทั้งประกาศว่า "ภิกษุทั้งสองเป็นผู้ประทุษร้ายตระกูล มีความประพฤติเลวทราม ความประพฤติเหล่านั้นเป็นที่รู้กันทั่วไป จึงประกาศให้ภิกษุทั้งสองออกจากตำบลกิตาคีรี และห้ามพำนักอยู่ที่นี้อีกต่อไป"
ในขณะที่พระสารีบุตรเริ่มดำเนินกระบวนการทางวินัย คือสวดประกาศปภาชนียกรรม 3 ครั้ง ทั้ง 2 รูปไม่ได้มีท่าทีสลดใจ แต่กลับแสดงอาการแข็งขืน ไม่ยอมรับในความผิดของตนเอง โดยอ้างว่าสิ่งที่ตนทำคือการร้อยมาลัยประจบโยม เป็นเรื่องเล็กน้อยที่เป็นไปเพื่อความสุขของโยม
แต่เมื่อถูกสวดประกาศโทษในพื้นที่จบสิ้น ทั้ง 2 รูปจะกลายเป็นคนนอกของวัดนั้นทันที ในทางนิตินัย ซึ่งการเนรเทศต้องมีการสวดประกาศสังฆกรรมในพื้นที่นั้นๆ อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ทั่วกันว่าพระรูปนี้ถูกตัดสิทธิ์ในพื้นที่นี้แล้ว
เมื่อพระสารีบุตรสวดประกาศจบลง ท่านถือว่าคำสั่งนั้นมีผลสมบูรณ์ในทางกฎหมายสงฆ์ทันที ใครขัดขืนหลังจากนี้จะมีความผิดซ้อนเพิ่มขึ้น ภิกษุในพื้นที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งตามวินัย คือห้ามพระรูปอื่นคบค้าสมาคม คุยด้วย หรือให้การสนับสนุน จะถือว่ามีความผิด รวมถึงห้ามไม่ให้รับลาภสักการะที่เป็นส่วนกลางของวัดนั้นเด็ดขาด
ซึ่งความดื้อของพระ 2 รูปนี้ ทำให้พระพุทธเจ้าต้องบัญญัติปัพภาชนียกรรมวัด คือวัดปฏิบัติสำหรับพระที่ถูกเนรเทศ ซึ่งมีข้อห้ามเคร่งครัดมาก เช่น ห้ามเป็นพระอุปฌาให้ใคร ห้ามให้โอวาทภิกษุณี ห้ามรับการกราบไหว้ในฐานะพระปกติต้องทำตัวให้คนอื่นเห็นว่ากำลังรับโทษอยู่ เพื่อไม่ให้ไปสร้างความเข้าใจผิดในที่แห่งใหม่
พระอัสิและพระปุณนัพพสุกะ ที่เคยเป็นเจ้าที่ ก็รู้ตัวว่าไม่สามารถอาศัยอยู่ในตำบลกิตาคีรีในสถานะพระผู้ทรงอิทธิพลได้อีกต่อไป พวกเขาทั้งสองจึงต้องยอมจำนนต่อกฎเหล็ก และเดินออกจากพื้นที่นั้นไป
หลังจากพระอัสิและพระปุณนัพพสุกะถูกเนรเทศออกไปแล้ว ชาวบ้านหลายคน เมื่อเห็นพระรูปอื่นที่มาจากวัดเชตวัน เดินบิณฑบาตในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างพากันปิดประตูบ้าน ไม่ยอมใส่บาตร การต้อนรับขับสู้ที่เคยมีให้พระสงฆ์หายหมดสิ้น เพราะชาวบ้านโกรธที่คณะสงฆ์มาไล่พระที่พวกเขา "รัก" ออกไป
พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ กลับมารายงานว่า "ชาวบ้านที่นั่นดุร้ายและด่าทอคณะสงฆ์อย่างหนัก" พระพุทธเจ้าไม่ได้สั่งให้ไปโต้เถียงกับชาวบ้าน แต่ทรงใช้มาตรการทางวินัยที่เด็ดขาดขึ้นไปอีก พระองค์ทรงประกาศศีลข้อที่รุนแรงรองจากปาราชิก คือสังฆาธิเสส ความว่า "ภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล มีความประพฤติเลวทราม ถ้าภิกษุรูปอื่นเตือนแล้ว ยังไม่ฟัง สงฆ์ต้องสวดประกาศเตือนถึง 3 ครั้ง หากยังไม่ยอมเลิกพฤติกรรมนั้น ต้องอาบัติสังฆาธิเสส"
เมื่อเวลาผ่านไป การต่อต้านของชาวบ้านค่อยๆ ลดลง เพราะขาดตัวหลัก เมื่อพระอัสิและพระปุณพสุกะถูกแยกออกไปไกลๆ ไม่มีคนคอยปั่นกระแสต่อ และเมื่อพระที่มาใหม่ แสดงความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจสอนธรรมะจริงๆ ชาวบ้านที่พอจะมีสติปัญญาอยู่บ้าง ก็เริ่มเห็นความต่างระหว่างพระที่เอาใจโยม กับพระที่นำโยมไปสู่ทางพ้นทุกข์
ฝ่ายพระทั้งสอง หลังจากถูกเนรเทศ พวกท่านไม่ได้สึก แต่เลือกที่จะเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองสาวัตถี เพื่อไปรวมตัวกับเพื่อนอีก 4 รูปที่เหลือ คือพระปันธุกะ พระโลหิตกะ พระเมติยะ และพระภุมหมัชฉกะ การรวมตัวครั้งนี้ ไม่ใช่การกลับมาสำนึกผิด แต่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างฐานที่มั่นใหม่ในเมืองหลวงอย่างสาวัตถีครับ
เมื่อทั้งสองเดินทางมาถึงวัดพระเชตวัน ด้วยสภาพที่เสียหน้ามาจากบ้านนอก เพื่อนอีก 4 รูปที่คอยคุมเชิงอยู่ในเมืองหลวง ก็รีบเข้ามาต้อนรับทันที บรรยากาศการคุยกันของพวกเขาตามที่ปรากฏในอรรถกถา สะท้อนถึงความไม่สำนึกอย่างยิ่ง ทั้งสองเล่าเรื่องการถูกเนรเทศให้เพื่อนฟังในทำนองว่า "พวกเขาถูกกลั่นแกล้ง คณะสงฆ์ลำเอียง เพราะรักพวกอัครสาวกมากกว่าพวกเขา"
เพื่อนอีก 4 รูป แทนที่จะเตือน กลับปลอบใจว่า "ไม่เป็นไร อยู่ที่นั่นไม่ได้ ก็มาอยู่ที่นี่ มีทั้งโยมและลาภสักการะที่มากกว่า เราจะต้องรวมกลุ่มกันให้แข็งแกร่งกว่าเดิม"
เมื่อมาอยู่รวมกันครบ 6 รูป พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าพระดีๆ มักจะเป็นก้างขวางคอ โดยเฉพาะพระที่คุมกฎระเบียบในวัดพระเชตวัน
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดหลังจากพวกเขารวมตัวกัน คือการใส่ร้ายพระทัพพะมัลบุตร ซึ่งท่านเป็นพระอรหันต์ที่บรรลุธรรมตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ท่านมีความสามารถพิเศษในการบริหารจัดการ ท่านจึงได้รับมอบหมายให้เป็นพระภัตตุเทศ คือผู้จัดสรรที่พักและภัตตาหาร มีหน้าที่จัดลำดับคิวการรับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารตามบ้านโยม และเป็นผู้จัดสรรที่พัก หรือกุฏิให้กับพระสงฆ์ที่เดินทางมาที่ผ่านมา
กลุ่มฉับภักคี มักจะได้ **รับที่พักที่พวกเขาถือว่าเกรดต่ำ** หรือไกลปืนเที่ยง พวกเขาจะบ่นว่า "พระทัพพะจัดกุฏิที่ดีๆ หรูๆ ใกล้แหล่งชุมชนให้กับพระที่มีชื่อเสียง หรือพระที่เป็นพรรคพวกตัวเอง" บางครั้งพวกเขาถูกจัดให้ไปอยู่กุฏิที่ห่างไกล เดินทางลำบาก หรือสภาพไม่โอ่อ่าสมฐานะลูกเศรษฐีเก่าของพวกเขา
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มฉับภักคี มักจะไม่ค่อยสนใจกำหนดการของสงฆ์ บางครั้งกลับมาจากการเที่ยวชมสวน หรือทำธุระส่วนตัวช้ากว่ารูปอื่น เมื่อมาถึงช้า ที่พักดีๆ หรือที่พักใกล้แหล่งชุมชน คือที่บิณฑบาตง่าย ก็ถูกจัดสรรให้พระรูปที่มาถึงก่อนไปหมดแล้ว พระทัพพะมัลบุตร ในฐานะผู้ดูแล ถึงต้องส่งพวกเขาไปพักในที่ที่ยังว่างอยู่ ซึ่งมักจะเป็นเขตชายป่า หรือท้ายวัดนั่นเอง
ส่วนเรื่องอาหาร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สุด ในสมัยนั้นโยมจะมานิมนต์พระไปฉันที่บ้าน และหลายครั้งกลุ่มฉับภักคีได้รับคิวไปฉันอาหารที่บ้านโยม ซึ่งจัดไว้เป็นอาหารธรรมดา เช่น ปลายข้าว หรือกับข้าวพื้นๆ ในขณะที่พระรูปอื่น ได้ฉันอาหารดีๆ พวกเขาไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของโชคชะตา หรือลำดับคิวตามจริง แต่มองว่าพระทัพพะเลือกปฏิบัติ และแกล้งส่งพวกเขาไปฉันอาหารที่คุณภาพต่ำ
ในอรรถกถาระบุถึงเหตุการณ์หนึ่งว่า ในวันที่พวกเขาได้ฉันอาหารไม่ดี พวกเขาถึงกับพูดประชดประชันว่า "วันนี้เราได้อาหารเหมือนน้ำล้างชาม หรือน้ำเขียวๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพระทัพพะมัลบุตรกลั่นแกล้งเราเป็นแน่แท้" และความแค้นสะสมจากการนอนไม่สบาย กินไม่อิ่ม และรู้สึกว่าถูกลดเกียรติ ต่อหน้าชาวบ้าน ทำให้พวกเขาตกลงกันว่า "เราจะอยู่ร่วมโลกกับพระรูปนี้ไม่ได้อีกต่อไป" จึงนำไปสู่การวางแผนที่จะทำให้พระรูปนี้เสียชื่อเสียง จนอยู่ไม่ได้
ดังนั้น พวกเขาจึงขอความร่วมมือกับภิกษุณีที่เป็นพวกเดียวกัน ให้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "ถูกพระทัพพะมัลบุตรข่มขืน" รายละเอียดในเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎก เล่ม 1 สังฆาธิเสธสิกขาบทที่ 8
พระเมติยะและพระภุมมัฉกะ วางแผนกัน โดยไปหาภิกษุณีในสายอุปถัมภ์ของพวกเขา ซึ่งบอกกับนางว่า "พวกเราถูกพระทัพพะมัลบุตร เบียดเบียน ถ้าเธอไม่ช่วยพวกเรา พวกเราจะลำบากมาก" พวกเขาบอกให้นางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิศที่ชื่อว่าเกษมความปลอดภัย บัดนี้ กลายเป็นทิศที่มีภัยไปเสียแล้ว ข้าพระองค์ถูกพระผู้เป็นเจ้าทัพพมัลบุตรประทุษร้าย"
เมื่อเมติยาภิกษุณีเดินทางไปที่วัดพระเชตวัน ในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังประทับอยู่ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ นางได้เข้าไปกราบทูลข้อความตามที่นัดแนะประการ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของพระทัพพะมัลบุตรต่อหน้าทารกำนัน
เมื่อมีการกล่าวร้าย พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกพระทัพพะมัลบุตรมาถามต่อหน้าสงฆ์ว่า "ดูก่อนทัพพะ เธอระลึกได้ไหมว่า ได้ทำตามที่ภิกษุณีนี้กล่าวหา"
พระทัพพะมัลบุตร กราบทูลด้วยความมั่นใจว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทราบดีว่าข้าพระองค์เป็นอย่างไร" ท่านไม่ได้ปฏิเสธ หรือยอมรับในทันที แต่ให้พระพุทธเจ้าเป็นพยานในคุณธรรมของท่าน
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงย้ำถามถึง 3 ครั้ง ท่านจึงกราบทูลยืนยันความบริสุทธิ์ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่ข้าพระองค์เกิดมา แม้ในฝันก็ไม่เคยรู้จักการเสพเมถุนธรรมเลย จะกล่าวไปใยถึงเมื่อตื่นอยู่เล่า"
เมื่อพระทัพพะมัลบุตรยืนยันความบริสุทธิ์ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณอยู่แล้วว่านางมุสา จึงตรัสสั่งให้ภิกษุทั้งหลายขับเมติยาภิกษุณีออกทันที ห้ามข้องเกี่ยวกับสงฆ์ และอุบาสกอุบาสิกาในฐานะนักบวชอีกต่อไป เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของพรหมจรรย์ และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการใช้การกล่าวหาทางเพศเป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น
เมื่อเมติยาภิกษุณีเห็นว่าตนเองกำลังจะถูกขับออกจากสถานะภิกษุณีจริงๆ และต้องรับโทษมุสาวาสเพียงลำพัง นางจึงเกิดความกลัว และยอมรับสารภาพท่ามกลางสงฆ์ว่า "สิ่งที่นางพูดไปนั้นไม่เป็นความจริง แต่ถูกพระเมตติยะและภุมมัฉกะยุยงให้พูด"
ในขณะนั้น พระเมติยะและภูมฉกะ ที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ เห็นว่านางสารภาพแล้ว แทนที่จะยอมรับ พวกเขากลับพยายามจะเลี่ยง แต่ด้วยหลักฐาน และคำรับสารภาพของนางภิกษุณี ที่มีการกล่าวถึงที่พักและอาหาร ซึ่งเป็นชนวนเหตุ จึงทำให้ความผิดมัดตัวแน่นหนา สำหรับพระเมติยะและภุมหมชกะ ที่เป็นคนวางแผน
พระพุทธเจ้าทรงตัดสินให้มีความผิดตามบทบัญญัติที่ทรงตั้งขึ้นใหม่ในวันนั้น คือ สังฆาธิเสธ ข้อที่ 8 "การใส่ความภิกษุอื่น ด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล" บทลงโทษคือ ต้องอยู่ปริวาส การถูกกักบริเวณ และลดชั้นสิทธิ์ เพื่อชำระความผิดตามจำนวนวันที่ปกปิดความผิดไว้ และต้องทำวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนกว่าสงฆ์จะยอมรับกลับเข้าหมู่
คนทั่วไปอาจมองว่าการอยู่ปริวาส การกักบริเวณ ดูไม่แรงเท่าถูกไล่ออก แต่ในสมัยนั้น มันคือการประหารชีวิตทางสังคมกลายๆ ครับ พระที่ติดอาบัตินี้ ต้องไปรายงานตัวกับพระทุกรูปที่เจอ ต้องนั่งท้ายแถว ห้ามรับการกราบไหว้ และต้องทำวัตรปฏิบัติที่น่าอับอายต่อหน้าสงฆ์ นานเท่ากับวันที่ปกปิดความผิดไว้ การให้โอกาสกลับตัวผ่านสังฆาธิเสธ คือความเมตตาของพระพุทธเจ้า ที่ต้องการให้คนผิดได้ชำระใจ
ในแง่ของภิกษุณี ในยุคพุทธกาล คณะภิกษุณีเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และถูกจับตาจากสังคมอย่างมาก หากภิกษุณีสามารถนำเรื่องเพศมาอ้าง เพื่อทำลายพระภิกษุได้ง่ายๆ โดยไม่มีบทลงโทษสูง สุด จะทำให้คณะภิกษุณีทั้งหมด ถูกมองว่าเป็นอันตราย และขาดความน่าเชื่อถือ การขับออก จึงเป็นการประกาศให้สังคมรู้ว่า คณะสงฆ์จะไม่โอบอุ้มคนที่ใช้เพศสภาพ เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่นเด็ดขาด
ผู้ถูกใช้ ต้องมีสติ แม้จะถูกสั่งมา แต่นักบวชต้องมีสติปัญญา และรู้ว่าอะไรคือศีล การที่นางภิกษุณียอมทำตามคำสั่งที่ผิดมหันขนาดนั้น แสดงว่าความเป็นนักบวชในตัวนาง ได้ขาดสะบั้นไปตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจโกหกแล้ว
หลังจากคดีใส่ร้ายพระทัพมัลบุตร ถูกจับได้ ชื่อเสียงของกลุ่มฉับก็ดิ่งลงเหว เพราะปกติพระที่ปฏิบัติดี จะมีมหาเศรษฐีมาจองตัวสร้างกุฏิถวาย แต่กลุ่มนี้ไม่มีใครสนใจ พวกเขาเห็นพระรูปอื่นมีที่พักสวยงาม มีวิหารหรูหรา ที่โยมสร้างให้ จึงเกิดอาการ "ของมันต้องมี" เพื่อกู้หน้าคืนมา เมื่อมีใครสร้างให้ พวกเขาจึงตัดสินใจสร้างเอง
ในยุคนั้น ยังไม่มีกฎห้ามพระขอของจากโยมแบบชัดเจน กลุ่มนี้เลยจัดเต็ม พวกท่านจะเดินไปตามบ้านมหาเศรษฐี ยืนกดดัน ขอไม้ ขอปูน และขอแรงงานธาตุบริวาร ไม่ว่าโยมกำลังยุ่งอยู่กับงานการ หรือทำนา พวกท่านก็ไม่สน ยืนเฝ้าจนโยมต้องยอมให้ เพื่อให้พ้นไป ชาวบ้านเริ่มผวา ถึงขั้นเห็นผ้าเหลืองเดินมาแต่ไกล ต้องวิ่งหนี หรือแกล้งทำเป็นยุ่ง จนกลายเป็นเรื่องตลกที่น่าเศร้า
ในสมัยนั้น มีการบันทึกในพระไตรปิฎก ว่าชาวบ้านพากันนินทาว่า "พระพวกนี้ ทำตัวเหมือนขอทาน ยาจกรบกวนคนทำมาหากิน จนเสียระบบไปหมด" พระภิกษุอื่นที่ได้รับความเดือดร้อน จึงกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ
เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบดีว่า ถ้าปล่อยไว้ พระจะกลายเป็นยาจก หรือขอทานที่น่ารำคาญในสายตาโยม จึงประกาศกฎเหล็ก หรือสังฆาธิเสส ข้อ 6 ว่า "กุฏิที่พระสร้างเอง โดยไม่มีเจ้าภาพ ห้ามใหญ่เกิน 12*7 คืบ (ประสุคตประมาณ 3 เมตร 1.75 เมตร) เพื่อให้รู้ว่านี่คือที่นอน ไม่ใช่คฤหาสน์ ก่อนจะสร้าง ต้องพาคณะสงฆ์ไปดูพื้นที่ก่อน ว่าไม่มีเจ้าของ และไม่เบียดเบียนสัตว์ และหากขอวัสดุในลักษณะที่สร้างความเดือดร้อน รำคาญ ถือว่าผิดวินัยร้ายแรงทันที"
โทษที่ได้รับคือกักบริเวณและลดชั้นสิทธิ์ ต้องไปแยกตัวอยู่ต่างหาก ตามจำนวนวันที่ปกปิดความผิดไว้ โดยต้องรายงานตัวกับพระทุกรูปที่พบว่าตนเองกำลังรับโทษอยู่ เมื่ออยู่ปริวาสครบแล้ว ต้องประพฤติมานัสอีก 6 ราตรี เพื่อแสดงความสำนึกผิดอย่างสูงสุด และขั้นสุดท้าย คือต้องให้สงฆ์อย่างน้อย 20 รูป มาสวดประกาศรับเข้าหมู่ตามเดิม
นอกเหนือจากกฎของสงฆ์แล้ว บทลงโทษที่กลุ่มนี้ได้รับทันที คือการคว่ำบาตรทางสังคม ชาวบ้านไม่ต้อนรับ โดยไม่ใส่บาตร ทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้นมาก และสถานะจากเดิมที่เป็นลูกเศรษฐี กลับต้องไปเดินรายงานตัวรับโทษ ทำให้พวกเขากลายเป็นที่รังเกียจ และเสียเกียรติอย่างมากในสายตาพระภิกษุรูปอื่น
แต่ยังครับ ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเรื่องใหญ่ อย่างการใส่ร้าย หรือการก่อสร้าง ถูกสั่งห้ามด้วยกฎเหล็ก กลุ่มฉับคีก็ไม่ได้หยุดพฤติกรรมปั่นป่วนครับ ในช่วงต้นพุทธกาล พระธรรมดาทั่วไป จะเดินเท้าเปล่า เพื่อแสดงถึงความมักน้อย สันโดษ และเรียบง่าย แต่ปัญหาเริ่มเกิดขึ้น เมื่อพระที่มาจากตระกูลสูง เช่น พระโสณะ ซึ่งเป็นบุตรเศรษฐี ที่มีความบอบบาง เมื่อมาบวชแล้ว ตั้งใจปฏิบัติธรรม ด้วยการเดินจงกรมอย่างหนัก จนเท้าแตก เลือดนองพื้น พระพุทธเจ้าทรงเห็นความลำบากนั้น จึงทรงอนุญาตให้พระใส่รองเท้าชั้นเดียวได้เป็นครั้งแรก เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บ
ท่านโสนะกราบทูลขอให้ทรงอนุญาตแก่พระรูปอื่นด้วย เพราะถ้าท่านใส่รูปเดียว จะดูเหมือนเป็นสิทธิพิเศษ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตแก่ภิกษุทั้งปวง ตั้งแต่นั้นมา
จนมาถึงในยุคกลุ่มฉับ พวกเขาเปลี่ยนมาเป็นไลฟ์สไตล์แทน จนกลายเป็นยุคที่เรียกได้ว่า "แฟชั่นวีค แห่งวัดพระเชตวัน" พระส่วนใหญ่จะสำรวม และใช้ของเรียบง่าย แต่กลุ่มนี้กลับพยายามสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านเครื่องใช้ที่หรูหราจนเกินงาม พวกเขาใส่รองเท้าที่มีสีสันฉูดฉาด เขียว เหลือง แดง บางครั้งก็ใส่รองเท้าที่มีลวดลายสัตว์ เช่น หัวสิงห์ หัวเสือ หรือรองเท้าที่มีหลายชั้น เพื่อให้ดูโดดเด่นกว่ารูปอื่น
บาตรดินเผา หรือบาตรเหล็กธรรมดา พวกเขาก็เอาไปขัดจนเงาวับเหมือนกระจก หรือบางครั้งก็ใช้บาตรที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ส่วนร่มกันแดด ในสมัยนั้น ร่มเป็นของสูง สำหรับกษัตริย์ หรือเศรษฐี แต่กลุ่มนี้กลางร่มเดินไปมาในวัด และในเมือง จนชาวบ้านนินทาว่า "เหมือนพวกเจ้าสำราญมากกว่าสมณะ"
ความพีคที่สุดของยุคนี้ คือการตกแต่งวิหาร หรือกุฏิส่วนกลาง ฉับพระคีจ้างช่างวาดภาพ มาเขียนภาพชายหญิงเกี้ยวพาราสีกัน หรือภาพในเชิงกามารมณ์ไว้บนฝาผนังวิหาร เพื่อความเพลิดเพลินทางสายตา เมื่อชาวบ้านมาเห็นเข้า ก็เกิดอาการ "ทัวร์ลง" ทันทีครับ พวกเขาด่าทอว่า "พระพวกนี้ไม่ต่างจากคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม วิหารนี้เหมือนซ่อง หรือบ้านเศรษฐี มากกว่าสถานที่ปฏิบัติธรรม"
เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิอย่างรุนแรงว่า "เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของกลุ่มคนที่ยังไม่เลื่อมใส" และทรงวางกฎเหล็กใหม่ ด้วยการสั่งให้ลบภาพชายหญิงเหล่านั้นออกทันที ทรงอนุญาตให้เขียนได้เฉพาะลายดอกไม้ ลายเถาวัน ลายก้านไม้ ลายฟันมังกร หรือลายหยักเท่านั้น นี่คือจุดกำเนิดสำคัญของศิลปะแนวประเพณีในพุทธศาสนา ที่เน้นลายกนก และพรรณพฤกษา ที่เรายังเห็นได้ตามวัดต่างๆ จนถึงปัจจุบันครับ
นอกจากนั้น ทรงห้ามใส่รองเท้าสีฉูดฉาด ห้ามใช้ร่ม ยกเว้นเจ็บป่วย และห้ามใช้บาตรที่ตกแต่งจนเกินงาม
เมื่อถูกห้ามด้วยบัญญัติ กลุ่มฉับก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ถ้าฝ่าฝืนพุทธบัญญัติโดยตรง พวกเขาจะถูกขับออกจากหมู่สงฆ์ หรือต้องอาบัติหนักขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าสั่งห้ามเรื่องใด พวกเขาก็จะหยุดเรื่องนั้นทันที แต่สิ่งที่พวกเขาทำ คือการหาช่องว่างใหม่ทันทีเช่นกัน รองเท้าสีฉูดฉาด พวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้รองเท้าที่มีวัสดุแปลกๆ ที่ยังไม่ได้ห้าม เรื่องห้ามขอวัสดุสร้างกุฏิ พวกเขาก็อาจจะเปลี่ยนไปใช้วิธียืม หรือกดดันด้วยวิธีอื่น ที่กฎยังครอบคลุมไม่ถึง
ในหลายครั้ง ที่พวกเขาถูกตำหนิ พวกเขามักจะมีตรรกะที่ทำให้พระรูปอื่นต้องกุมขมับ เช่น "ก็พระองค์ยังไม่ได้ห้ามนี่" นาน นี่คือประโยคเด็ดของกลุ่มนี้ พวกเขาจะทำทุกอย่างที่ใจอยากทำ ตราบเท่าที่ยังไม่มีข้อห้ามระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
ในพระวินัยปิฎกและอรรถกถา ระบุว่า บางครั้งก็ทำประชดประชัน ด้วยการแกล้งทำตัวลำบากเกินเหตุ หรือแสดงอาการประชดประชันต่อหน้าพระเถระรูปอื่นๆ เช่น บาตร หลังจากที่ถูกห้ามใช้บาตรที่ทำจากโลหะมีค่า หรือบาตรที่ขัดเงาวับจนเกินงาม พวกเขาอาจจะเลือกใช้บาตรที่ดูเก่า หรือขึ้นสนิมเกินเหตุ หรือแกล้งถือบาตรด้วยท่าทางที่ดูลำบากยากเข็ญ เพื่อให้โยมที่พบเห็นรู้สึกสงสาร แล้วนินทาพระพุทธเจ้า หรือพระเถระรูปอื่น ว่าใจร้าย ที่บังคับให้พระใช้ของคุณภาพต่ำ
แต่เมื่อถูกสั่งให้ดูแลบาตรให้ดี พวกเขาก็จะทำความสะอาดบาตรบ่อยเกินจำเป็น หรือเก็บรักษาในลักษณะที่ดูใส่ใจต่อบาตรเป็นอย่างมาก จนคนรอบข้างรำคาญ เพื่อจะสื่อว่า "ก็สั่งให้ดูแลดีๆ ไม่ใช่รึ"
เมื่อถูกห้ามใช้ผ้าเนื้อดีราคาแพง หรือห้ามแต่งจีวร พวกเขาอาจจะเลือกใช้ผ้าที่ดูขี้ริ้วขี้เหร่เกินเกินไป หรือเย็บจีวรแบบลวกๆ ให้ดูน่าเวทนา เพื่อประชดว่า "ในเมื่อไม่ให้ใส่ของดี ก็จะใส่มันแบบนี้แหละ"
เวลาพระเถระผู้ใหญ่ เช่น พระสารีบุตร มาตักเตือน เรื่องการครองจีวร พวกเขาจะแกล้งนิ่ง อั้นไม่โต้ตอบ แต่แสดงออกทางสีหน้าว่าเบื่อหน่าย หรือรำคาญ ซึ่งเป็นการประชดทางอ้อมที่เจ็บแสบมาก
ในสมัยนั้น นี่คือจุดเด่นของกลุ่มนี้ พวกเขามักจะมีคำพูดเสียดสีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เช่น เวลาเจอพระเถระที่มาเตือนพวกเขา จะเรียกด้วยคำยกยอเกินจริง แบบประชดประชัน ประมาณว่า "โอ้ ท่านผู้เจริญ ผู้ทรงศีลยอดเยี่ยม ท่านมันสูงส่ง ท่านมันสะอาด พวกผมมันคนบาป คงทำตามท่านไม่ได้หรอก" แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขามักจะบ่นไปให้โยมฟังว่า "ตอนนี้ลำบากเหลือเกิน กฎระเบียบมากมายไปหมด จะทำอะไรก็ผิดไปเสียทุกอย่าง" เพื่อให้โยมรู้สึกคล้อยตาม แล้วมาเข้าข้างพวกเขา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างกุฏิ ที่ถูกสั่งให้รื้อ หรือถูกจำกัดขนาด บางคนในกลุ่มอาจแกล้งไปนอนใต้ต้นไม้ หรือที่ลำบาก เพื่อแสดงให้คนเห็นว่า "เพราะกฎนั่นแหละ ทำให้พวกเขาไม่มีที่นอน" ทั้งที่จริงๆ กุฏิธรรมดาก็มีให้นอนตามปกติ
นี่คือจุดที่ทำให้พวกเขาได้ใจ เพราะตามหลักพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ว่า กฎมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่บัญญัติ ผู้ที่ทำคนแรก จะไม่มีความผิดย้อนหลัง กลุ่มนี้จึงมักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ริเริ่มทำเรื่องแปลกๆ พอถูกสั่งห้าม พวกเขาก็รอดตัวไป เพราะเป็นผู้ต้นบัญญัติแล้ว ก็ย้ายไปหาเรื่องทำผิดคนแรกในเรื่องอื่นต่อ
ปฏิกิริยาอีกอย่าง คือพวกเขาจะอวยกันเอง เมื่อคนหนึ่งถูกตำหนิ อีก 5 รูปจะคอยปกป้อง หรือคอยหาเหตุผลมาเถียงแทน ทำให้กระบวนการสอบสวนทำได้ยาก เพราะพวกเขามีพยานเท็จ หรือแนวร่วมที่คอยสนับสนุนกันตลอดเวลา
ยังมีอีกเรื่อง เกี่ยวกับการยุยงให้คนทะเลาะกัน หรือการทำตัวเป็นมือประสานเท้านี่คือผลงานระดับโบว์แดงของคู่หู คือพระปันธุกะและพระโลหิตกะ 2 สมาชิกสายสมองของกลุ่มนี้ ถ้าพระอัสิกับพระปุณนัพสุกะเป็นสาย Entertain คู่ปันธุกโลหิตกะก็คือสายปั่นกระแสและทำลายความสามัคคี โดยมีวีรกรรมที่ถูกบันทึกไว้ในปาจิตตีข้อที่ 3 เรื่องปิสุนาวาจา การพูดส่อเสียด ดังนี้ว่า
พวกเขาทำตัวเป็นคนหวังดี ที่ชอบเอาความข้างโน้น มาบอกข้างนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พระที่เขารักกัน ต้องผิดใจกัน โดยพวกเขาจะเข้าไปหาพระกลุ่มหนึ่ง แล้วบอกว่า "ท่านรู้มั้ย พระกลุ่มโน้นเค้าพูดถึงท่านลับหลังแบบนี้นะ เค้าดูถูกท่านนะ" พอพระกลุ่มแรกเริ่มโกรธ พวกเขาก็จะไปหาพระกลุ่มที่ 2 แล้วพูดแบบเดียวกันว่า "ท่านระวังกลุ่มโน้นไว้นะ เขาจ้องจะเล่นงานท่านอยู่นะ"
ผลลัพธ์คือ พระที่เคยสามัคคีกัน ก็เริ่มหวาดระแวง ไม่มองหน้ากัน จนเกิดการทะเลาะวิวาท และแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในวัด เหตุผลที่พระคู่นี้ทำให้คนทะเลาะกัน ก็เพื่อสร้างความวุ่นวายให้คณะสงฆ์ เมื่อมัวแต่ทะเลาะกันเอง ก็จะไม่มีเวลามาตรวจสอบความผิด หรือพฤติกรรมแย่ๆ ของพวกเขาอีกต่อไป ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การเบี่ยงเบนความสนใจ และที่สำคัญคือความสะใจส่วนตัว ในอรรถกถาระบุว่า พวกเขารู้สึกสนุก ที่เห็นคนทะเลาะกัน เหมือนเป็นกิจกรรมสันทนาการอย่างหนึ่ง
เมื่อพระที่ถูกเสี้ยม เริ่มมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ความจริงก็เริ่มปรากฏว่าต้นตอมาจากคำพูดของปันทุกะ และโลหิตกะ เพราะในขณะที่พระคู่นี้พูดกับทั้ง 2 ฝ่ายนั้น พระรูปอื่นๆ ได้ยินและรู้ว่าเป็นการใส่ความให้ทะเลาะกัน เมื่อมีพยานหลักฐานมัดตัว พระพุทธเจ้าจึงเรียกมาตำหนิอย่างหนัก ว่าเป็นการกระทำที่ทำลายความสงบสุขของพระศาสนา
เวลาถูกจับได้ พวกเขามักจะมีข้ออ้าง เช่น "ข้าพระองค์ไม่ได้โกหกนะ พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์แค่พูดความจริงที่ได้ยินมา เพื่อให้เพื่อนพระได้รับรู้และระวังตัว" พระพุทธเจ้าจึงทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริงที่พูดแล้วทำให้คนแตกแยกกัน โดยมีเจตนาร้าย คือความผิด ไม่ใช่ว่าพูดความจริงแล้วจะรอดตัวไปได้เสมอไป" พระองค์จึงต้องบัญญัติศีลปาจิตตีข้อที่ 3 ว่าด้วยการห้ามพูดส่อเสียด
วีรกรรมทั้งหมดของกลุ่มฉับภักคี ในพระไตรปิฎก ไม่ได้บันทึกจุดจบแบบโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ แต่จุดจบของพวกเขา คือการค่อยๆ กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งกฎระเบียบ ที่ไม่มีวันตายไปจากหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา
หากจะพูดถึงจุดจบของกลุ่มฉับภักคี ในแง่ของเป้าหมายแห่งการบวช ในบันทึกไม่ปรากฏว่ามีใครใน 6 รูปนี้ บรรลุเป็นพระอรหันต์ หรือแม้แต่พระโสดาบัน พวกเขาติดอยู่ ในวังวนของลาภสักการะ และอัตตา จนถึงวาระสุดท้าย แม้จะไม่ได้ถูกขับออกจากศาสนา แต่ก็ไม่เคยไปถึงแก่นของการพ้นทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน
พฤติกรรมของกลุ่มฉับ ทำให้เราเห็นว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติกฎ เพื่อจำกัดสิทธิ์ แต่เพื่อปกป้องสถาบัน และคุ้มครองคนดี กฎระเบียบที่เข้มงวด มักเกิดขึ้น เพราะมีคนไร้ระเบียบ หากเราไม่อยากมีกฎที่พิถีพิถัน ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราต้องเริ่มจากการมีจิตสำนึก และความเกรงใจต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
แต่ท่านผู้เจริญ คิดเหมือนกันครับว่า บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุด คือพวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับพระพุทธเจ้า เห็นพระองค์ทุกวัน ฟังธรรมทุกเช้า แต่กิเลสกลับไม่ลดลงเลย เพราะพวกเขามองพระศาสนา เป็นเพียงอาชีพ หรือสถานะสังคม สถานที่ หรือชุดที่ใส่ ไม่ได้การันตีความพ้นทุกข์ ความตื่นรู้ เกิดจากการฝึกใจ ไม่ใช่การเข้าวัดเพียงอย่างเดียว หากใจไม่เปิดรับต่อความจริง ต่อให้เดินตามหลังพระพุทธเจ้า ก็เหมือนเดินอยู่ในความมืด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแทนเป็นอย่างมาก เพราะหากปฏิบัติทางธรรมได้ถูกวิธี ด้วยความตั้งใจ พวกท่านเหล่านั้น ก็อาจมีโอกาสบรรลุธรรมได้ในขั้นใดขั้นหนึ่ง
หากจะพูดถึงการวางทุกข์ ในกรณีนี้ คือการวางอีโก้ ที่คิดว่าเราเหนือกว่ากฎ และการปลุกปัญญา คือการมองเห็นว่าทุกกฎระเบียบ มีไว้เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันได้งดงามครับ
พบกันในเรื่องต่อไป ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ กับวางทุกข์ปลุกปัญญา ขออนุโมทนาสาธุ กับทุกท่านผู้มีความเจริญในธรรมด้วยครับ โปรดกดไลค์ กดแชร์ กดติดตาม เพื่อเป็นกำลังใจในการนำเสนอเรื่องต่อไปให้ด้วยนะครับ ขอขอบพระคุณ