📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

10 วิธีรู้เท่าทันเหลี่ยมคน ฉบับโจโฉ l จิตวิทยาอ่านใจคน | สามก๊ก | พัฒนาตัวเอง | บัณฑิตา พานจันทร์

บัณฑิตา พานจันทร์ Bantita Phanjan30:23

Transcription

วิธีรู้เท่าทันคน ฉบับโจโฉ.

โจโฉเขาบอกไว้ ว่าอย่าไว้ใจใครเกินไป เพราะใจคนเปลี่ยนแปลงได้เสมอนะคะ. สวัสดีค่ะ ดิฉัน บัณฑิตพาน จันทร์.

โจโฉเขาเป็นผู้นำที่เฉียบแหลม. ไม่ใช่เพราะว่าเขาแข็งแกร่งที่สุด แต่เป็นเพราะว่าเขาอ่านเกมคนขาด. เขารู้ดีว่าในสนามรบของชีวิต ไม่มีมิตรแท้หรือว่าศัตรูที่ถาวร. มีเพียงผลประโยชน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา. คำพูดและก็คำมั่นสัญญาอาจจะฟังดูหนักแน่น แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ขับเคลื่อนจิตใจมนุษย์ก็คือความต้องการ. และเมื่อใดที่ผลประโยชน์เปลี่ยน ใจคนก็พร้อมจะเปลี่ยนตาม.

ข้อที่ 1. ไม่ว่าคุณจะคบใครก็ตาม อย่าไว้ใจคนมากเกินไป. ลองนึกถึงลิโป้. นะคะ. ขุนศึกที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในสามก๊ก. เขาเคยภักดีต่อตั๋งโต๊ะ ขุนนางผู้ครองอำนาจสูงสุด. แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็หันคมดาบมาสังหารเจ้านายตัวเอง เพียงเพราะข้อเสนอที่ดีกว่าจากอ้องอุ้น. คนที่เคยพูดว่าภักดีตลอดชีวิต อาจจะเป็นเพียงคนเดียวกับคนที่กำลังวางแผนแทงข้างหลังคุณก็ได้. ไม่มีใครหักหลังใครโดยไม่มีเหตุผลนะ คะ. คนที่เคยอยู่ข้างคุณในวันนี้ อาจจะกลายเป็นศัตรูในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้ ถ้าเกิดเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงไป.

ข้อคิดจากเรื่องนี้ ก็คือว่า จงให้ความไว้วางใจแต่พอดี. อย่ายึดติดกับคำพูดที่หวานหู. เพราะคำมั่นสัญญาอาจจะเปลี่ยนเป็นคมมีดเมื่อถึงเวลาที่คุณเผลอ. ก็เป็นได้. คนที่ดูซื่อสัตย์ที่สุด อาจจะเป็นคนที่หักหลังคุณได้เร็วที่สุด. หลายคนมักจะมองว่า ถ้าฉันดีกับเขา เขาก็ต้องดีกับฉันสิ. แต่นั่นมันเป็นความคิดที่อ่อนต่อโลกเกินไป. โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำใจเพียงอย่างเดียว. นะคะ. แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และก็เงื่อนไขของแต่ละคน. บางคนทำดีเพราะหวังผล. บางคนดูจริงใจเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาหักหลัง. คุณจะไม่มีวันรู้ว่าใครคือมิตรแท้ จนกว่าวันที่คุณไม่เหลืออะไรให้เขา.

โจโฉรู้ดีนะคะว่าความซื่อสัตย์กับความฉลาดเอาตัวรอดเป็นคนละเรื่อง. คนที่ภักดีในวันนี้ อาจจะเป็นคนเดียวที่ทรยศในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้. จงเรียนรู้จากสิ่งนี้และก็อย่าเพิ่งปักใจเชื่อใคร เพียงเพราะว่าเขาดีกับคุณในช่วงเวลาหนึ่ง. ฉะนั้น จงมองดูการกระทำมากกว่าคำพูด. สังเกตพฤติกรรมของคนเมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง. เพราะนั่นคือเวลาที่ตัวตนที่แท้จริงจะปรากฏขึ้น. จงสร้างความสัมพันธ์แบบให้ระวัง. ไม่ใช่ให้หมดใจ.

โจโฉเขาไม่ได้ระแวงทุกคนนะคะ. แต่เขารู้จักบริหารความไว้วางใจ. เขาเข้าใจว่าการเปิดใจให้คนรอบข้างสำคัญ. แต่ก็ต้องเปิดใจแบบมีขอบเขต. อย่าให้ใครเข้ามาครอบงำชีวิตของคุณมากเกินไป. อย่าให้ใครมีอำนาจเหนือคุณจนสามารถทำร้ายคุณได้. การวางตัวอย่างฉลาดก็คือรู้ว่าใครควรไว้วางใจมากแค่ไหน. และก็เผื่อทางออกได้เสมอด้วยนะคะ. จำไว้นะคะว่า จงเป็นคนที่เปิดใจให้กับความสัมพันธ์. แต่จะต้องไม่เปิดจุดอ่อนของตัวเองให้ใครเห็นจนหมด. จงมีพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่มีใครแตะต้องได้.

สรุปก็คือ อย่าเป็นคนที่ระแวง. แต่จงเป็นคนที่รู้เท่าทันคน. โจโฉเขาไม่เคยเชื่อใจใคร 100% นะคะ. แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่เชื่อใจใครเลย. เขาเป็นคนที่มองคนตามความเป็นจริง. ไม่ใช่ตามความรู้สึก. ในชีวิตจริงคุณอาจจะพบเจอคนที่ดีมากมาย. แต่อย่าลืมนะคะว่าทุกคนมีแรงจูงใจของตัวเอง. สิ่งที่คุณต้องทำไม่ใช่การปิดกั้นตัวเองจากทุกคน. แต่คือการรู้เท่าทันและก็วางตัวให้เหมาะสม. เพื่อให้คุณไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมการเมืองที่ซ่อนอยู่ในทุกความสัมพันธ์. มิตรภาพเป็นสิ่งที่สวยงาม. แต่การรู้จักป้องกันตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน. อย่าให้ความเชื่อใจทำให้คุณกลายเป็นเหยื่อ. จงเรียนรู้จากโจโฉ. แล้วคุณจะอยู่รอดได้ในทุกสถานการณ์.

ข้อ 2. อย่าใส่ซื่อนักนะคะ. มีน้อยคนมากที่จะรักคุณถึงขนาดที่หวังจะให้คุณได้ดีกว่าเขา. ในโลกนี้มีคนมากมายที่ดูเหมือนจะซัพพอร์ตสนับสนุนคุณ. พวกเขาจะพูดคำหวานๆ พยักหน้าให้กำลังใจ และก็อาจจะปรบมือให้เวลาคุณก้าวหน้า. แต่ในใจลึกๆ ล่ะ เขาเป็นยังไง. คุณแน่ใจหรือเปล่าว่าเขาอยากจะให้คุณก้าวหน้าไปไกลกว่าพวกเขาจริงๆ.

โลกนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำใจเพียงอย่างเดียว. แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขัน. และบางครั้งคู่แข่งของคุณก็อาจจะเป็นคน ที่ใกล้ตัวที่สุด. คนที่ดูเหมือนจะสนับสนุนคุณ อาจจะแค่กำลังรอดูว่าคุณจะสะดุดเมื่อไหร่. พวกเขาอาจจะช่วยดันคุณขึ้นไป. แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขาหวังดีนะคะ. บางทีเขาอาจจะแค่ต้องการเห็นคุณขึ้นไปอยู่บนที่สูงแล้วก็รอวันที่คุณพลาดตกลงมา. พันธมิตรอาจจะเป็นแค่การจับมือชั่วคราว. ไม่ใช่มิตรแท้.

ย้อนไปในยุคสามก๊กนะคะ. ซุนกวนและเล่าปี่ก็เคยเป็นพันธมิตรกัน. ทั้งสองจับมือกันเพื่อโค่นล้มโจโฉในศึกเซ็กเพ็ก. ถ้าดูเผินๆ พวกเขาก็เป็นพวกเดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน. แต่เมื่อโจโฉพ่ายแพ้ ซุนกวนกลับหันมาเล่นงานเล่าปี่แทน. เพราะอะไรคะ. เพราะอำนาจไม่เคยมีที่ว่างให้ 2 คน. และซุนกวนก็รู้ดีว่าถ้าปล่อยให้เล่าปี่แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ในวันนึงเขาเองอาจจะตกเป็นรองก็ได้. สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบางคนอยู่ข้างคุณ เพียงเพราะว่ามันเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง. ไม่ใช่เพราะเขารักหรือว่าหวังดีต่อคุณจริงๆ. และเมื่อประโยชน์หมดลง คุณก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมายต่อไปของเขาก็เป็นได้นะ คะ.

จงอย่ามองทุกคนเป็นมิตรแท้. เพราะไม่ใช่ทุกคนที่อยู่ข้างคุณจะอยากเห็นคุณไปได้ไกลกว่าพวกเขา. รอยยิ้มไม่ได้แปลว่าจริงใจ. บางคนยิ้มให้คุณเพราะว่าอิจฉาคุณมากๆ. เราเติบโตมากับความคิดที่บอกว่า ถ้าเราดีกับคนอื่น คนอื่นก็จะดีกับเรา. แต่นั่นเป็นเพียงอุดมคติเท่านั้นนะคะ. โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป. ในชีวิตคุณก็จะพบเจอคนมากมายที่ดูเป็นมิตร. แต่จริงๆ แล้วพวกเขาอิจฉาคุณจนแทบจะลุกเป็นไฟ. พวกเขาอาจจะยิ้มให้คุณเวลาเห็นคุณประสบความสำเร็จ. แต่ในใจกลับอยากจะให้คุณล้มเหลว. คนแบบนี้มักจะอยู่ใกล้ตัวคุณนะคะ. บางคนก็แสดงออกอย่างชัดเจน. แต่บางคนก็แสร้งทำเป็นหวังดี. พวกเขาจะชมคุณ. แต่ก็แฝงไว้ด้วยคำพูดที่บั่นทอน. พวกเขาจะทำเหมือนกับว่าให้กำลังใจ. แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามทำให้คุณสงสัยในตัวเอง. คนเหล่านี้ไม่ได้ต้องการให้คุณแย่ลงขนาดนั้นหรอกค่ะ. พวกเขาแค่ไม่ได้อยากเห็นคุณได้ดีกว่าพวกเขา. คนที่อยากให้คุณไปได้ไกลกว่าเขามีน้อยมาก.

จงระวังไว้ให้ดีนะคะ. อย่ามองทุกคนเป็นมิตรแท้. แต่อย่าระแวงจนเกินไป. แค่รู้เท่าทันก็พอค่ะ. จงทำตัวให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น. จนไม่มีใครทำอะไรคุณได้. แทนที่จะกังวลว่ามีใครอิจฉาคุณหรือเปล่า. แต่อย่าใช้พลังนั้นมาผลักดันตัวเอง. ถ้าคุณรู้ว่ามีคนจับตาดูคุณอยู่. มีคนหวังให้คุณล้ม. ก็จงใช้มันเป็นแรงกระตุ้นให้ตัวเองพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น. จงทำให้ตัวเองแข็งแกร่งจนไม่มีใครมาสั่นคลอนคุณได้. เพราะสุดท้ายแล้วนะ คะ. ในโลกแห่งการแข่งขัน. มีเพียงคนที่แข็งแกร่งพอเท่านั้นที่อยู่รอด. อย่าเสียเวลาหวังว่าทุกคนจะรักคุณ. อย่าใส่ซื่อจนถูกหลอกใช้. แต่อยงมองโลกตามความเป็นจริง. และก็ใช้ความรู้เท่าทันนี้เป็นเกราะป้องกันตัวเอง. และถ้าเกิดว่าคุณต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุด. จงอย่ากลัวแรงเสียดทาน. เพราะคนที่ไม่ถูกอิจฉาคือคน ที่ไม่มีอะไรที่น่าอิจฉาเลย.

ข้อ 3. คนที่คุณคิดว่าเป็นเพื่อนที่ดี. บางครั้งเขาอาจจะไม่อยากเห็นคุณเด่นกว่าพวกเขา. เราเติบโตมาพร้อมกับแนวคิดที่บอกว่าเพื่อนแท้จะยินดีในความสำเร็จของเรา. แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนะคะ. นั่นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเสมอไป. บางครั้งคนที่ดูเหมือนกับว่าจะเป็นมิตรแท้ของคุณ. คนที่เคยหัวเราะไปด้วยกัน. คนที่อวยพรให้คุณโชคดี. อาจจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่รู้สึกอึดอัดเมื่อคุณเริ่มก้าวไปได้ไกลกว่าเขา. ไม่ใช่เพราะว่าคุณทำอะไรผิดนะคะ. แต่เพราะเขารู้สึกว่าคุณกำลังเปลี่ยนแปลงสมดุลของความสัมพันธ์. บางคนอยู่กับคุณ เพราะเขารู้สึกว่าเหนือกว่าหรือว่าอยู่ระดับเดียวกัน. แต่เมื่อคุณเริ่มก้าวไปได้ไกลกว่า. ความรู้สึกนั้นก็เปลี่ยนไป. เขาอาจจะเริ่มสงสัยในตัวเอง. อิจฉา. หรือแม้แต่รู้สึกว่าคุณกำลังทิ้งเขาไว้ข้างหลัง. สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกนะคะ. และก็ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนทุกคนจะเป็นแบบนั้น. แต่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างเสมอ.

มิตรภาพและอำนาจไปด้วยกันได้ยากมาก. ลองดูตัวอย่างจากยุคสามก๊กนะคะ. ขุนนางในวังเคยเห็นโจโฉเป็นเพียงขุนศึกที่ช่วยเหลือราชวงศ์ฮั่น. แต่เมื่ออำนาจของโจโฉเติบโตขึ้นเรื่อยๆ. จากผู้รับใช้กลายเป็นผู้มีอิทธิพลที่สุดของแผ่นดิน. คนเหล่านั้นไม่ได้มองโจโฉเป็นพันธมิตรอีกต่อไป. แต่เขาเริ่มหวาดกลัวเขา. เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่าเมื่อมีคนนึงที่แข็งแกร่งขึ้น. ก็หมายความว่าอำนาจของคนอื่นก็ต้องลดลง. นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมบางครั้งคนใกล้ตัวอาจจะไม่อยากให้คุณยิ่งใหญ่เกินไป. เพราะว่าพวกเขากลัวว่าคุณจะเปลี่ยนจากมิตรเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า. และเมื่อถึงจุดนั้นนะ คะ. ความสัมพันธ์ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป.

จำไว้นะคะว่าไม่ใช่ทุกคนจะยินดีที่คุณประสบความสำเร็จ. เพราะบางคนกลัวว่าคุณจะเหนือกว่าพวกเขา. ไม่มีใครเปลี่ยนใจเร็วเท่ากับมนุษย์. คนที่ไว้ใจได้ดีที่สุดก็คือคนที่ตายไปแล้ว. อาจจะฟังดูโหดร้ายใช่ไหมคะ. แต่มันเป็นเรื่องจริงที่สุดในประวัติศาสตร์. คนที่เคยเป็นมิตรอาจจะเปลี่ยนเป็นศัตรูได้ในพริบตา. เพราะมนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ. ไม่มีใครที่คุณจะเชื่อใจได้ 100% ตลอดไป. เพราะทุกคนมีเงื่อนไขและก็มีแรงจูงใจของตัวเอง. หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือสุมาอี้. เขาเคยแสร้งทำตัวภักดีต่อราชวงศ์โจ. แสดงตนว่าเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์. แต่ความจริงแล้วเขากำลังรอเวลา. รอวันที่เขาแข็งแกร่งพอ. และเมื่อถึงเวลานั้น. เขาก็หยิบอำนาจทั้งหมดจากตระกูลโจ. กลายเป็นผู้ปกครองแผ่นดินในที่สุด. นี่คือธรรมชาติของอำนาจนะคะ. และนี่ก็คือธรรมชาติของมนุษย์. คนที่เคยเป็นพวกคุณอาจจะเปลี่ยนเป็นศัตรูของคุณ. ถ้าคุณไปไกลเกินกว่าพวกเขายอมรับได้.

จำไว้นะคะว่าอย่าหลงเชื่อความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในวันนี้. เพราะมันอาจจะเปลี่ยนไปในวันพรุ่งนี้. นี้ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เคยดีต่อคุณจะดีกับคุณตลอดไป. และสิ่งที่เราควรทำก็คือ อย่าใส่ซื่อมากนักนะคะ. จงคิดให้รอบคอบก่อนที่จะไว้ใจใคร. และก็อย่าคาดหวังว่าทุกคนจะยินดีกับความสำเร็จของคุณ. จงอย่าหยุดพัฒนาตัวเอง. เพราะกลัวคนอื่นจะไม่ชอบ. บางคนอาจจะถอยห่างเมื่อคุณก้าวไปได้ไกลขึ้น. แต่คุณก็ต้องเลือกเส้นทางของตัวเอง. เราสามารถมีมิตรภาพได้. แต่ก็ต้องมีขอบเขต. จงสร้างความสัมพันธ์ที่ดี. แต่ให้แน่ใจว่าคุณยังสามารถปกป้องตัวเองได้. จงมองดูพฤติกรรมมากกว่าคำพูด. คำพูดอาจจะหวานหูฟังดูจริงใจ. แต่การกระทำในช่วงเวลาที่สำคัญต่างหากนะคะ. ที่บอกว่าใครคือมิตรแท้.

ข้อ 4. คนที่พูดว่า "ฉันเป็นคนซื่อสัตย์" อาจจะเป็นคนแรกที่ทรยศคุณ. เคยสังเกตไหมคะว่าคนที่มักจะคุยโวโอ้อวดว่าตัวเองเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนจริงใจ หรือว่าเป็นคนที่ไว้ใจได้ บ่อยๆ. แต่กลับเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจที่สุด. คนแบบนี้มักจะสร้างภาพให้ตัวเองดูดี. ใช้คำพูดกลบเกลื่อนเจตนาที่แท้จริง. แต่เมื่อถึงจุดที่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง. คุณอาจจะได้เห็นด้านที่แท้จริงของพวกเขา. และมันก็อาจจะเป็นด้านที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อน.

คำสาบานไม่ได้แปลว่าเขาจะจริงใจ. ในประวัติศาสตร์สามก๊กนะคะ. ลิโป้เคยสาบานต่อหน้าตั๋งโต๊ะว่า จะภักดีไปจนวันตาย. เขาแสดงตัวเป็นขุนพลที่จงรักภักดี. แต่เมื่ออ้องอุ้นเสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่า. ลิโป้ก็ไม่ลังเลที่จะทรยศ. และสังหารตั๋งโต๊ะอย่างเลือดเย็น. สิ่งนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญว่าคำพูดสามารถเปลี่ยนแปลงได้. แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากกว่าก็คือผลประโยชน์. จำไว้นะคะว่าว่าคนที่ซื่อสัตย์จริงไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำๆ. เพราะความจริงใจไม่ใช่สิ่งที่ต้องโฆษณาให้โลกรู้. แต่มันคือสิ่งที่พิสูจน์ผ่านการกระทำ. คนที่ดีจริงเขาจะไม่พูดมาก. เพราะการกระทำสำคัญกว่าคำพูด.

คุณเคยเจอคนที่พูดว่า "ฉันไม่ชอบคนขี้เม้าท์" คะ. แต่สุดท้ายกลับเป็นคนเม้าท์เก่งที่สุด. หรือว่าคนที่ชอบบอกว่า "ฉันไม่โกหกใครหรอก" แต่กลับมีเรื่องโกหกให้คุณจับได้อยู่ตลอดเวลา. นี่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์นะคะ. เพราะคนที่ต้องการให้คนอื่นมองว่าตัวเองดี. ก็จะใช้คำพูดสร้างภาพมากกว่าการลงมือทำจริงๆ. แต่ในทางกลับกัน. คนที่ซื่อสัตย์จริงๆ มักจะเงียบกว่า. และก็ปล่อยให้การกระทำเป็นตัวพิสูจน์. พวกเขาไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกรู้ว่าตัวเองเป็นคนดี. เพราะความดีของพวกเขาจะปรากฏให้เห็นเองเมื่อเวลาผ่านไป.

จำไว้นะคะว่าคนที่ต้องการให้คุณเชื่อใจมักจะใช้คำพูดล่อหลอก. แต่คนที่คุณควรเชื่อใจจริงๆ คือคนที่แสดงความจริงใจผ่านการกระทำ. โดยไม่ต้องพูดอะไรเลย. อย่าหลงเชื่อคำพูด. แต่จงดูที่การกระทำ.

ทำในโลกที่มีคนมากมายที่ต้องการเข้ามาในชีวิตของคุณ. บางคนก็หวังดีกับคุณจริงๆ. แต่บางคนก็เพียงแค่ต้องการเข้ามาเพราะผลประโยชน์. เมื่อคุณเริ่มประสบความสำเร็จ. คุณจะเห็นความจริงของผู้คนรอบตัวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น. บางคนจะดีใจกับคุณจริงๆ. แต่บางคนจะอิจฉาและก็หาทางบั่นทอนคุณ. โจโฉเองก็เข้าใจเรื่องนี้ดีนะคะ. เขาไม่เคยเชื่อคำพูดของใคร. ง่ายๆ. แต่จะจับตาดูพฤติกรรมของคนๆ นั้นแทน. เขารู้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน. และก็พร้อมที่จะเปลี่ยนข้างได้เสมอเมื่อผลประโยชน์เปลี่ยนไป. ดังนั้น แทนที่จะเชื่อคำพูดที่หวานหู. แต่จงมองดูพฤติกรรมของคนรอบข้างเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก. เพราะนั่นคือตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา.

จำไว้นะคะว่าคำพูดสามารถเปลี่ยนไปได้ทุกวัน. แต่นิสัยที่แท้จริงของคนจะเผยออกมาเมื่อมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง. คนที่ภักดีต่อคุณในวันที่คุณมีทุกอย่าง. ไม่ได้แปลว่าจะภักดีต่อคุณในวันที่คุณไม่มีอะไรเลย. คนที่บอกว่าจะอยู่ข้างคุณตลอดไป. อาจจะเป็นคนแรกที่เดินจากไปเมื่อคุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย. อย่าหลงเชื่อคำสัญญา. แต่จงดูว่าใครอยู่กับคุณในวันที่คุณต้องการจริงๆ. จำไว้ นะคะว่าคนที่บอกว่า "ฉันซื่อสัตย์" อาจจะเป็นคนแรกที่ทรยศคุณ. เพราะความภักดีไม่ได้ถูกวัดด้วยคำพูด. แต่มันถูกวัดจากสิ่งที่เขาทำให้คุณในวันที่คุณไม่มีอะไรเลย.

สรุปก็คือ คำพูดเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการสร้างภาพ. คนที่ซื่อสัตย์จริงๆ ไม่ต้องพูดมาก. ผลประโยชน์ก็จะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริงของคน. คนที่ซื่อสัตย์เมื่อไม่มีผลประโยชน์. จึงเป็นคนที่ไว้ใจได้มากที่สุด. จงดูการกระทำมากกว่าคำพูด. เพราะมนุษย์เปลี่ยนใจได้เสมอเมื่อมีเงื่อนไขเปลี่ยนไป.

ข้อ 5. ศัตรูที่เปิดเผยยังอันตรายน้อยกว่าศัตรูที่แฝงตัวเป็นมิตร. ในสนามรบของชีวิต. เรามักจะมองหาศัตรูที่อยู่ตรงหน้า. มองหาคนที่ประกาศตัวว่าเป็นคู่แข่งของเรา. แล้วก็เตรียมรับมือกับพวกเขาอย่างเต็มที่. แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจจะไม่ใช่ศัตรูที่มองเห็นได้ชัดเจน. แต่อาจจะเป็นคนที่อยู่ข้างๆ คุณ. คนที่ให้คุณ. คนที่พูดดีกับคุณ. และก็ดูเหมือนว่าเขาจะสนับสนุนคุณ. แต่ในใจลึกๆ แล้วนะคะ. พวกเขากำลังวางแผนทำลายคุณ. ศัตรูในเงามืดน่ากลัวกว่าศัตรูที่เปิดเผย. ถ้าคุณรู้ว่าใครเป็นศัตรูของคุณ. คุณก็จะเตรียมตัวรับมือได้. คุณก็จะรู้ว่าจะต้องระวังตัวแค่ไหน. แต่ถ้าศัตรูของคุณมาในรูปแบบของมิตรสหาย. คุณก็จะไม่มีทางได้ทันระวังตัว. และนี่ก็คือเหตุผลที่ศัตรูแฝงตัวเป็นมิตร. ซึ่งมันอันตรายกว่าศัตรูที่เปิดเผยนะคะ.

ลองดูในกรณีของสุมาอี้. นะคะ. เขาใช้เวลาหลายปีในการทำตัวเป็นข้าราชการที่จงรักภักดีต่อราชวงศโจ. เขาไม่เคยทำให้ใครสงสัยในความภักดีของเขา. ไม่เคยแสดงท่าทีเป็นภัยต่ออำนาจของตระกูลโจ. แต่เบื้องหลังเขาวางแผนเงียบๆ. กำจัดลูกหลานของโจโฉทั้งหมด. และในที่สุดก็ตั้งราชวงศ์ใหม่ของตัวเอง. คนที่ยิ้มให้คุณ. คนที่พูดว่าต้องการให้คุณประสบความสำเร็จ. คนที่บอกว่าเขาจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ. บางครั้งก็อาจจะเป็นคนที่หวังให้คุณล้มเหลวมากที่สุด.

จำไว้นะคะว่าว่าจงระวังคนที่ทำตัวเป็นมิตร. แต่ใจจริงอาจจะเป็นศัตรู. เพราะคนเหล่านี้จะเล่นงานคุณในเวลาที่คุณไม่ทันตั้งตัว. มิตรภาพอาจจะเป็นเพียงกลยุทธ์ของศัตรูที่ฉลาดที่สุดก็เป็นได้. เราชอบคิดว่าเพื่อนคือคนที่เราสามารถไว้ใจได้ที่สุด. แต่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์. มิตรภาพนะคะ. บางครั้งมันก็เป็นเพียงแค่หน้ากากที่ถูกใช้เพื่ออำพรางเจตนาที่แท้จริง. คนที่เข้าหาคุณอาจจะไม่. ได้หวังดีเสมอไป. บางคนเข้ามาเพื่อเรียนรู้จุดอ่อนของคุณ. และก็วันที่จะใช้มันทำลายคุณ.

โจโฉเขาเข้าใจสิ่งนี้ดีนะคะ. เขาไม่เคยไว้ใจใครมากเกินไป. แม้แต่คนที่ดูเหมือนจะเป็นพวกเดียวกัน. เพราะเขารู้ว่ามนุษย์เปลี่ยนใจได้เสมอ. คนที่ภักดีในวันนี้. ก็อาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่หักหลังคุณในวันพรุ่งนี้ก็เป็นได้. คุณอาจจะเคยคิดว่าคุณมีเพื่อนแท้มากมาย. แต่ถ้าคุณลองสังเกตดูดีๆ นะคะ. ใครกันที่อยู่ข้างคุณในเวลาที่คุณล้ม. และใครกันที่หายไปในวันที่คุณต้องการพวกเขาที่สุด. จำไว้นะคะว่าคนที่อยู่ข้างคุณ. อาจจะไม่ได้อยู่เพราะหวังดี. บางครั้งพวกเขาก็อยู่เพราะต้องการบางสิ่งจากคุณ. จงฉลาดพอที่จะรู้ว่าใครเป็นมิตรแท้. และใครเป็นนักแสดง.

ข้อ 6. คนที่อยากให้คุณเชื่อใจเขาที่สุด. อาจจะเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจที่สุด. ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่มีค่า. และเพราะมันมีค่า. นี่แหละค่ะ. คนบางคนจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมา. แต่คำถามคือว่า. พวกเขาต้องการความเชื่อใจของคุณไปเพื่ออะไร. บางครั้งคนที่ดูเหมือนกับจะภักดีต่อคุณมากที่สุด. พยายามเอาใจคุณ. พยายามทำให้คุณรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้. ก็อาจจะเป็นคนเดียวกับคนที่ซ่อนเจตนาที่แท้จริง. และก็รอวันที่จะใช้ความเชื่อใจของคุณเล่นงานคุณ. ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงก็ได้.

และการทดสอบความภักดีของโจโฉก็คือดูว่าใครที่ดูซื่อสัตย์เกินไป. อาจจะมีแผนแอบแฝงก็เป็นได้. ในยุคสามก๊กนะคะ. โจโฉไม่ได้เป็นแค่แม่ทัพที่แข็งแกร่ง. แต่ยังเป็นนักวางกลยุทธ์ที่เข้าใจจิตวิทยามนุษย์เป็นอย่างดี. เขารู้ดีว่าคนที่แสดงความภักดีออกมามากเกินไป. อาจจะเป็นคนที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้. เขาจึงมักจะทดสอบขุนนางและก็แม่ทัพของตัวเองอยู่เสมอ. นั่นเอง. หนึ่งในวิธีที่โจโฉใช้ก็คือการมอบตำแหน่งสูงๆ ให้กับขุนศึกที่เขายังไม่แน่ใจในความภักดี. เขาไม่ได้ให้เพราะไว้ใจ. แต่เพราะว่าต้องการดูว่าคนเหล่านั้นจะรับมือกับอำนาจยังไง. คนที่ซื่อสัตย์จริงจะรับใช้ด้วยความจงรักภักดี. แต่คนที่แสร้งซื่อสัตย์จะใช้ตำแหน่งนั้นเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างอำนาจของตัวเอง. และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม. พวกเขาก็จะแสดงธาตุแท้ออกมา.

จำไว้นะคะว่าคนที่พยายามทำให้คุณเชื่อใจเขามากที่สุด. อาจจะไม่ได้ทำเพราะหวังดี. แต่เพราะเขามีแผนอะไรบางอย่าง. แล้วทำไมคนบางคนต้องการให้คุณไว้ใจเขามากขนาดนั้น. ลองสังเกตดูนะคะ. คนที่ทำตัวเป็นกลางๆ. ไม่พยายามเอาใจคุณจนเกินไป. ก็มักจะเป็นคนที่คุณไว้ใจได้มากกว่า. เพราะเขาไม่ได้มีอะไรต้องพิสูจน์ให้คุณเห็น. แต่คน ที่พยายามทำให้คุณรู้สึกว่า "ฉันดีต่อคุณนะ. ฉันจะไม่มีวันหักหลังคุณ. คุณไว้ใจฉันได้." คนที่พยายามแบบนี้มากเกินไป. ไปกลับเป็นคน ที่น่าสงสัยที่สุด. เพราะคนที่ซื่อสัตย์จริงๆ นะคะ. ไม่จำเป็นต้องพูดให้คุณเชื่อใจ. เขาแค่ทำหน้าที่ของเขาไปตามปกติ. แต่คนที่ต้องการให้คุณเชื่อใจเขาอย่างสุดตัว. อาจจะกำลังเตรียมแผนการอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ. พวกเขาอาจจะต้องการใช้ความไว้ใจของคุณเป็นเครื่องมือ. หรือว่าอาจจะกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อหาผลประโยชน์จากคุณ.

จำไว้นะคะว่าจงระวังคนที่พยายามทำให้คุณเชื่อใจมากเกินไป. เพราะคำถามก็คือว่า. เขาต้องการอะไรจากคุณกันแน่. การรู้ทันคนคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด. คุณไม่จำเป็นต้องระแวงทุกคน. แต่จะต้องรู้ทันคนที่เข้าหาคุณ. ต้องถามตัวเองอยู่เสมอ. นะคะว่า. เขาต้องการอะไรจากฉัน. ทำไมเขาถึงพยายามทำให้ฉันไว้ใจเขาขนาดนี้. ในโลกแห่งความเป็นจริง. คนที่ทำตัวเป็นกลางๆ และก็ทำงานของเขาไปตามหน้าที่. โดยที่ไม่ต้องสร้างภาพ. ก็มักจะเป็นคนที่น่าเชื่อถือมากกว่า. คนที่พยายามอวยคุณทุกวัน. บางคนเขาหาคุณเพราะว่าหวังดีจริงๆ. แต่บางคนเข้าหาคุณเพราะพวกเขามองเห็นว่าคุณเป็นโอกาส. และถ้าเกิดว่าคุณไว้ใจผิดคน. คุณก็อาจจะเป็นฝ่ายแพ้โดยไม่รู้ตัวก็ได้. จำไว้นะคะว่าอย่าหลงเชื่อคำพูดที่ฟังดูดี. แต่จงดูการกระทำและก็ผลลัพธ์ที่แท้จริง. เพราะนั่นคือสิ่งที่ไม่สามารถโกหกได้. จงให้ความไว้ใจ. แต่ก็ต้องให้แบบมีขอบเขต. การระแวงมากเกินไปอาจจะทำให้คุณไม่มีความสุข. แต่การไว้ใจคนง่ายเกินไปอาจจะทำให้คุณต้องเจ็บปวด. ฉะนั้น จงเรียนรู้จากโจโฉนะคะ. เพราะว่าเขาไม่เคยเชื่อใจใคร 100%. แต่เขาก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองจากทุกคน.

ข้อ 7. อย่าคิดว่าความดีจะทำให้ทุกคนรักคุณ. เราเติบโตมากับแนวคิดที่บอกว่าถ้าคุณเป็นคนดี. โลกจะตอบแทนคุณด้วยสิ่งดีๆ. แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปนะคะ. ต่อให้คุณเป็นคนดีมีน้ำใจไม่เคยทำร้ายใคร. คุณก็ยังอาจจะมีศัตรู. และที่น่าเศร้าก็คือ. บางครั้งคุณไม่ต้องทำอะไรผิดเลยนะคะ. คนก็อาจจะเกลียดคุณได้. เพราะเพียงว่าคุณเก่งเกินไป. เป็นคนดีก็ยังมีคนเกลียด. เพราะบางคนไม่ได้อยากเห็นคุณเติบโต.

ถ้าย้อนกลับไปในยุคสามก๊ก. เล่าปี่ถือว่าเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมสูงที่สุดในยุคนั้น. เขาให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ มิตรภาพ และก็ความยุติธรรม. แต่แม้ว่าเขาจะเป็นคนดีและก็มีจุดยืนที่ชัดเจน. เขาก็ยังถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม. และมีศัตรูมากมาย. แล้วทำไมคนดีอย่างเล่าปี่ถึงถูกต่อต้าน. ก็เพราะว่าในโลกแห่งอำนาจ. ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความดีเพียงอย่างเดียว. แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์. มีคนมากมายที่ไม่อยากเห็นเล่าปี่เติบโต. เพราะพวกเขารู้ดีว่าถ้าเขาแข็งแกร่งขึ้น. อำนาจของเขาก็จะลดลง. คนที่หวังดีต่อเล่าปี่มีมากก็จริง. แต่คนที่หวาดกลัวการเติบโตของเขาก็มีมากเช่นกัน. และนี่ล่ะค่ะ. คือสัจธรรมของโลก.

จำไว้นะคะว่าอย่าคิดว่าทุกคนจะรักคุณเพียงเพราะคุณเป็นคนดี. บางครั้งความสำเร็จของคุณต่างหากที่ทำให้คุณมีศัตรูโดยไม่รู้ตัว. ความดีอาจจะทำให้คุณเป็นเป้าหมายของคนที่อิจฉาคุณ. คุณเคยเจอไหมคะ. คุณตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่. แต่กลับมีคนคอยจ้องจับผิด. เคยมั้ยคะ. คุณคอยช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด. แต่พอคุณได้รับโอกาสดีๆ. กลับมีคนไม่พอใจ. นี่คือความจริงของโลกใบนี้. บางคนไม่ได้เกลียดคุณเพราะคุณทำผิด. แต่พวกเขาเกลียดคุณเพราะว่าคุณทำดีเกินไป. คุณก็จะกลายเป็นเงาสะท้อนของสิ่งที่พวกเขาอยากเป็น. แต่ไม่สามารถเป็นได้. ความสำเร็จของคุณทำให้พวกเขารู้สึกด้อย. และแทนที่จะพยายามพัฒนาตัวเอง. พวกเขากลับเลือกที่จะดึงคุณลงมาแทน. และความสำเร็จก็มักจะมาพร้อมกับแรงเสียดทานที่คุณจะต้องเรียนรู้เพื่อจะอยู่กับมัน. ยิ่งคุณเติบโตมากขึ้น. คนที่ไม่พอใจกับคุณก็จะมากขึ้นเช่นกัน. และนี่ก็เป็นสิ่งที่คุณจะต้องยอมรับนะคะ. ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ. แต่ก็ยังอยากจะให้ทุกคนรักคุณ. คุณกำลังอยู่ในเกมที่เป็นไปไม่ได้.

ลองคิดถึงบุคคลที่ประสบความสำเร็จทุกคนในโลกใบนี้ดูสิคะ. ไม่มีใครเลยที่ไม่มีศัตรู. คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมักจะเป็นคนที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด. คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดมักจะเป็นคนที่ถูกเกลียดมากที่สุด. จำไว้นะคะว่าถ้าคุณไม่มีใครเกลียดเลย. นั่นแสดงว่าคุณอาจจะยังไม่ได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่พอ. จงทำดีต่อไป. แต่อย่าหวังให้ทุกคนมารักคุณ.

ข้อ 8. คนที่เคยหักหลังคนอื่นเพื่อผลประโยชน์. วันนึงเขาก็อาจจะหักหลังคุณได้เช่นกัน. เสือไม่เคยทิ้งลาย. คำพูดนี้สามารถใช้ได้เสมอเลยนะคะ. โดยเฉพาะกับคนที่มีพฤติกรรมทรยศหักหลังเพื่อผลประโยชน์. ถ้าคนๆ นึงเคยขายเพื่อนเพื่อเงิน. เคยเปลี่ยนข้างเพื่ออำนาจ. เคยทรยศคนที่เคยช่วยเหลือเขา. ก็อย่าคิดว่าเขาจะภักดีต่อคุณ. เพียงเพราะว่าวันนี้คุณอยู่ฝั่งเดียวกัน. เพราะเมื่อถึงวันที่มีข้อเสนอที่ดีกว่า. คุณอาจจะเป็นคนต่อไปที่เขาจะหักหลัง. โดยไม่ลังเลก็เป็นได้.

ลองดูอย่างลิโป้. จากขุนพลคนผู้ไร้เทียมทานสู่จุดจบที่ไม่มีใครเหลียวแล. ถ้าจะมีใครสักคนที่เป็นตัวอย่างของคำว่า "คนทรยศไม่มีวันได้ดี". คนคนนั้นก็คือลิโป้. เขาเป็นยอดนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคสามก๊ก. แต่กลับเป็นคนที่ไม่มีใครไว้ใจที่สุดเช่นกัน. ลิโป้เคยสาบานว่าจะภักดีต่อตั๋งโต๊ะ. ผู้ที่อุปถัมภ์เขาและก็ให้เขาทุกอย่าง. แต่เมื่ออ้องอุ้นเสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่า. เขากลับใช้มือของเขา. สังหารเจ้านายที่เคยอุปถัมภ์เขามา. แบบที่ไม่ได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อย. แล้วหลังจากนั้น. ลิโป้ก็เข้าไปอยู่กับอ้วนสุดเพื่อเอาตัวรอด. แต่เมื่อเห็นว่าอ้วนสุดเริ่มพ่ายแพ้. เขาก็หันไปอยู่กับฝั่งโจโฉแทน. และก็เช่นเดียวกันนะคะ. เมื่อโจโฉหมดประโยชน์. เขาก็พยายามที่จะเปลี่ยนข้างอีกครั้ง. และสุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครไว้ใจลิโป้อีกเลย. คนที่เคยหักหลังคนอื่นหลายครั้ง. ย่อมไม่มีใครอยากจะให้โอกาสเป็นครั้งที่ 3. ครั้งที่ 4. โจโฉจึงตัดสินใจประหารลิโป้โดยไม่ลังเล. เพราะเขารู้ดีนะคะว่าคนที่เคยทรยศเพื่อผลประโยชน์ในวันหนึ่ง. ก็ต้องกลับมาทรยศอีก.

จำไว้นะคะว่าถ้าคนๆ นึงเคยหลังเพื่อนเพื่อเงิน. ก็อย่าหวังว่าเขาจะไม่ทำแบบเดียวกันกับคุณ. นิสัยของคนเปลี่ยนยากมาก. ถ้าเขาเคยทำได้. เขาก็จะทำได้อีกเช่นกัน. บางคนอาจจะคิดว่า "เขาแค่ทำไปเพราะสถานการณ์บังคับ. เขาคงไม่ทำแบบนั้นกับฉันหรอก." แต่นี่คือความจริงที่ทุกคนจะต้องยอมรับนะคะ. คนที่เคยโกงคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด. เขาก็จะโกงอีกครั้งถ้ามีโอกาส. คนที่เคยแทงข้างหลังเพื่อนเพื่อเงิน. เขาก็จะไม่ลังเลที่จะทำอีกครั้งเมื่อถึงเวลา. คนที่เคยหลอกใช้คนอื่นเพื่ออำนาจ. สุดท้ายเขาก็จะหลอกใช้คุณเหมือนกัน. คนบางคนอาจจะดูเหมือนสำนึกผิด. อาจจะพูดว่า "สิ่งที่เขาทำไปนั้นมันเป็นอดีต." แต่เมื่อถึงเวลาที่ผลประโยชน์มากพอ. มนุษย์ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกเอาตัวรอดมากกว่าความภักดี.

จำไว้นะคะว่าจะไว้ใจใครก็ต้องดูประวัติของเขาด้วย. คนที่เคยทรยศคนอื่นมาก่อน. มักจะมีข้ออ้างมากมายสารพัด. ว่า "ฉันไม่มีทางเลือก. ตอนนั้นฉันจำเป็น. ฉันไม่อยากจะทำ. แต่ก็ต้องทำ." และบางครั้งคำพูดของคนเหล่านี้อาจจะทำให้คุณเผลอสงสารได้. จนตัดสินใจให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง. แต่แทนที่จะไปฟังคำพูดหวานๆ ของพวกเขา. ให้ดูพฤติกรรมในอดีตของเขาแทน. เพราะอดีตของคนเราคือเงาสะท้อนของตัวตนที่แท้จริง. โจโฉไม่เคยไว้ใจลิโป้. เพราะเขารู้ดีว่าคนที่เคยฆ่าเจ้านายตัวเองได้. ก็สามารถฆ่าคนอื่นได้เสมอ. และนี่คือเหตุผลที่คุณควรเรียนรู้นะคะ. อย่าเสี่ยงให้คนที่เคยทรยศคนอื่นมาอยู่ใกล้คุณมากเกินไป. เพราะเมื่อถึงวันที่เขาต้องเลือก. เขาอาจจะเลือกหักหลังคุณ. ก่อนที่คุณจะรู้ตัว.

ข้อ 9. ถ้าคุณเก่งเกินไป. ก็จงระวังคนใกล้ตัวที่จะกำจัดคุณ. ความสามารถเป็นของขวัญที่ช่วยให้คุณก้าวไปข้างหน้า. แต่ในขณะเดียวกัน. มันก็จะมีคำสาปที่อาจจะทำให้คุณตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว. ในโลกนี้ไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เก่งที่สุดเสมอไป. บางครั้งมันก็กลับลงโทษคนที่เก่งเกินไปด้วยซ้ำ. โดยเฉพาะเมื่อคุณเริ่มโดดเด่นเกินไปในสายตาของคนรอบข้าง. คุณไม่จำเป็นต้องทำผิดเพื่อให้คนรอบข้างต้องกำจัดคุณนะคะ. แต่ถ้าเกิดว่าคุณฉายแสงมากเกินไป. แค่คุณแสดงศักยภาพมากเกินไป. มันก็เพียงพอแล้วค่ะ. ที่จะทำให้คนบางคนมองว่าคุณเป็นภัยคุกคาม. และเมื่อถึงจุดๆ นั้น. คุณก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องถูกกำจัด. ก่อนที่คุณจะได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่.

โจโฉเป็นผู้นำที่เฉียบแหลม. แต่เขาก็รู้ว่าในโลกของอำนาจ. คนที่เก่งที่สุดอาจจะเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุด. แม้ว่าเขาจะเป็นพวกเดียวกันก็ตาม. เขาเคยกำจัดขุนพลที่ฝีมือดีอย่างลี่ฉุย. แล้วก็กัวต๋อ. ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาทำอะไรผิดหรอกนะคะ. แต่เพราะเขาเห็นว่าพวกเขาเก่งเกินไป. และถ้าปล่อยไว้นานวันนึง. พวกเขาก็อาจจะหันหลังกลับมาเล่นงานเขาแทนได้. นี่คือความจริงที่โหดร้าย. คนที่มีความสามารถมากที่สุดไม่ได้ถูกมองเป็นทรัพยากรเสมอไป. แต่บางครั้งก็ถูกมองเป็นภัยคุกคามได้. และเมื่อคุณกลายเป็นภัยคุกคาม. คนที่อยู่เหนือกว่าคุณก็จะหาทางกำจัดคุณ. ก่อนที่คุณจะมีโอกาสทำอะไรได้. นั่นเอง.

จำไว้นะคะว่าถ้าคุณเก่ง. จงฉลาดพอที่จะไม่ให้ใครรู้ว่าคุณเก่งมากแค่ไหน. อย่าเปิดเผยศักยภาพทั้งหมดของคุณให้ใครเห็น. แล้วเราจะเก่งยังไงให้รอด. นั่นก็คือ. จงเป็นเสือที่ซ่อนเล็บ. อย่างแรกเลยก็คือ. อย่าเปิดเผยไพ่ทั้งหมดของคุณ. ถ้าคุณเก่งก็จงใช้ความเก่งให้เป็น. แต่มันไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องโชว์ทุกอย่าง. คนที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่แสดงศักยภาพทั้งหมดออกมาตั้งแต่ต้น. แต่เป็นคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดเผย. และเมื่อไหร่ควรเก็บซ่อน. จงทำตัวให้ดูธรรมดาในสายตาของคนที่มีอำนาจเหนือกว่านะคะ. ถ้าคุณทำให้เจ้านายหรือว่าหัวหน้าของคุณรู้สึกว่าคุณกำลังจะมาแทนที่เขา. คุณก็อาจจะตกเป็นเป้าหมายโดยไม่รู้ตัว. จงทำตัวให้ดูเป็นคนที่ให้ความเคารพ. ไม่ใช่เป็นคนที่ท้าทาย.

ต่อมาคือการสร้างเครือข่ายมากกว่าสร้างศัตรู. คนเก่งที่อยู่รอดได้นาน. ไม่ใช่คนที่แสดงออกว่าเก่งที่สุดนะคะ. แต่เป็นคนที่รู้จักสร้างมิตรให้มากกว่าศัตรู. เพราะในโลกของอำนาจ. ไม่มีใครอยู่รอดได้เพียงลำพัง. และก็จงแสดงออกให้ถูกเวลา. ไม่ใช่ทุกสนามรบที่คุณต้องลงไปสู้. ซึ่งบางครั้งการถอย 1 ก้าวอาจจะทำให้คุณเดินได้ไกลกว่าเดิม. ถ้าคุณรู้ว่าคนรอบตัวเริ่มหวาดระแวงในความสามารถของคุณ. ก็ให้คุณรู้จักลดบทบาทลงบ้าง. ไม่ใช่เพราะว่าคุณไม่เก่งนะคะ. แต่เพราะว่าคุณต้องรอเวลาที่เหมาะสม. จำไว้นะว่าเสือที่ฉลาดไม่ได้คำรามตลอดเวลา. แต่มันจะรอเวลาที่เหมาะสมในการออกล่าเหยื่อ.

ในโลกนี้คนที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่คน ที่เก่งที่สุด. แต่เป็นคนที่รู้จักการอ่านเกม. และก็เอาตัวรอดได้ดีที่สุด. จงอย่าปล่อยให้ความเก่งของคุณกลายเป็นภัยต่อตัวเอง. แต่จงใช้มันเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง. โดยที่ไม่ต้องเป็นเป้าหมายของใคร. จำไว้นะคะว่าถ้าคุณต้องการไปให้ถึงจุดสูงที่สุด. อย่ารีบร้อนแสดงความสามารถของคุณทั้งหมดในคราวเดียว. จงรู้จักซ่อน. รู้จักรอ. และก็รู้จักเล่นเกมให้เป็น. เพราะสุดท้ายแล้วคนที่อยู่รอดได้. ไม่ใช่แค่คนที่เก่งที่สุด. แต่เป็นคนที่ฉลาดพอที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ควรโชว์. และเมื่อไหร่ควรซ่อน.

ข้อ 10. คำพูดหวานๆ อาจจะซ่อนคมมีดไว้ข้างหลัง. ในโลกนี้คำพูดอาจจะเป็นอาวุธที่อันตรายยิ่งกว่าดาบ. เพราะว่ามันสามารถลวงให้คุณรู้สึกวางใจ. มันสามารถทำให้คุณคิดว่าคนๆ นั้นหวังดีกับคุณ. แต่เบื้องหลังอาจจะเป็นแค่หน้ากากที่ซ่อนเจตนาที่แท้จริง. คุณเคยมั้ยคะ. ที่มีคนชมคุณต่อหน้า. แต่ลับหลังกลับใส่ร้ายคุณ. คุณเคยมั้ยคะ. ที่มีคนบอกว่าเขาอยู่ข้างคุณ. แต่พอถึงเวลาสำคัญกลับเป็นคนแรกที่หายไป. คุณเคยมั้ยคะ. ที่มีคนทำตัวเหมือนกับสนับสนุนซัพพอร์ตคุณ. แต่สุดท้ายกลับทำให้คุณล้มโดยที่คุณไม่รู้ตัว. นี่คือโลกแห่งความเป็นจริงนะคะ. คำพูดที่หวานหูไม่ได้หมายความว่าใจของเขาจะหวานด้วย. บางครั้งมันอาจจะเป็นแค่เครื่องมือที่ใช้ปิดบังมีดที่ซ่อนไว้ข้างหลังก็เป็นได้.

ขงเบ้งเขาเป็นผู้นำที่ใช้คำพูดเป็นกับดัก. และอ่านเกมคนออกเสมอเลยค่ะ. ในสงครามสามก๊กนะคะ. ขงเบ้งและสุมาอี้เป็นคู่แข่งที่ฉลาดมาก. ทั้งคู่ต่างก็รู้ดีว่าการต่อสู้กันด้วยกำลังอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ. เกมของพวกเขาคือเกมแห่งจิตวิทยา. เกมแห่งยุทธศาสตร์. และในสงครามจิตวิทยานั้น. คำพูดหวานๆ คือดาบที่ซ่อนไว้ในรอยยิ้ม. ในครั้งนึงขงเบ้งต้องการที่จะกำจัดสุมาอี้. แต่แทนที่จะเผชิญหน้าตรงๆ. เขากลับใช้คำพูดเป็นอาวุธ. เขาทำทีเป็นให้เกียรติสุมาอี้. ส่งเสื้อผ้าหรูหราไปให้. แสดงออกว่าให้ความเคารพสุมาอี้อย่างสูงสุด. แต่สุมาอี้รู้ทันว่านี่ไม่ใช่ของขวัญ. แต่นี่มันคือคำเตือน. ขงเบ้งไม่ได้มอบเสื้อผ้าให้เพราะต้องการยกย่องสุมาอี้. แต่เขาต้องการให้ราชสำนักหวาดระแวงว่าสุมาอี้กำลังจะตั้งตัวเป็นใหญ่. และถ้าราชสำนักสงสัยเพียงพอ. พวกเขาก็อาจจะกำจัดสุมาอี้ให้ขงเบ้ง. โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย. นี่คือพลังของคำพูด. คำพูดไม่จำเป็นต้องใช้เพื่อสร้างมิตรเสมอไป. บางครั้งมันถูกใช้เพื่อกำจัดศัตรูได้อย่างแนบเนียน.

จำไว้นะคะว่าอย่าหลงเชื่อคำพูดหวานๆ ง่ายๆ. เพราะว่าบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นของขวัญอาจจะเป็นกับดักโดยไม่รู้ตัว. คำพูดอาจจะโกหกได้. แต่การกระทำไม่เคยโกหก. คนที่หวังดีจริงไม่จำเป็นต้องพูดให้คุณรู้. แต่เขาจะพิสูจน์ผ่านการกระทำของเขาเอง. สุดท้ายแล้วนะคะ. คนที่ฉลาดไม่ใช่คน ที่เชื่อทุกคำที่ได้ยิน. แต่คือคนที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อ. และเมื่อไหร่ควรเฝ้าระวัง. อย่าให้คำพูดหวานๆ มาทำให้คุณมองไม่เห็นความเป็นจริง.