📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ดับทุกข์ได้ ที่ใจตนเอง #เฮ้ยนี่มันสาระ

เฮ้ยนี่มันสาระ5:56

Transcription

มึงรู้ไหมว่าทำไมมึงถึงเหนื่อยขนาดนี้ เวลาพยายามทำเพลงให้ทุกคนถูกใจมึงมักจะคิดกังวลไปล่วงหน้าว่าเขาจะคิดยังไง จะพอใจในสิ่งที่มึงให้เขาไหม แล้วพอผลลัพธ์ที่ออกมามันไม่เป็นไปตามที่มึงคาดหวัง มึงก็กลายเป็นคนที่แบกความทุกข์ไว้ซะเอง

กูจะบอกความจริงให้ว่าสิ่งที่มึงกำลังเผชิญอยู่นี่ พระพุทธเจ้าเคยอธิบายเพลงกระบวนการนี้ไว้หมดแล้วในพระไตรปิฎก และกูจะอธิบายให้มึงเห็นภาพแบบดิบๆ ตรงไปตรงมา ว่ามึงจะรับมือระดับความทุกข์พวกนี้ได้ยังไง

ก่อนอื่นมึงต้องเข้าใจระบบปฏิบัติเพลงการของความทุกข์ก่อน ในทางพุทธเราเรียกว่าสมุทัย หรือต้นเหตุแห่งทุกข์ ต้นเหตุที่แท้จริงไม่ใช่คนอื่น ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่สังคม แต่มันคือตัณหาและอุปทานในหัวของมึงเอง อุปทานคือความยึดมั่นถือมั่น มึงเผลอไปยึดว่าคนอื่นต้องเห็นค่ามึง มึงยึดว่าโลกนี้ต้องหมุนตามความคาดหวังมึง เวลามึงทำอะไรให้ใครมึงแอบมีความหวังลึกลึกซ่อนอยู่ว่าเขาจะต้องชื่นชม หรืออย่างน้อยก็ต้องไม่เกลียดมึง

แต่มึงกำลังลืมกฎพื้นฐานที่สุดของธรรมชาติ กฎที่เรียกเพลงว่าอนัตตา หรือความไม่อยู่ในบังคับบัญชา คิดดูให้ดีนะมึง สั่งให้ใจตัวเพลงเองหยุดคิดกังวลอย่างไม่ได้เลย แล้วมึงจะเอาสิทธิ์อะไรไปสั่งให้ใจคนอื่นมาถูกใจมึง พอคนอื่นเขาไม่ถูกใจ ไม่ตอบเพลงสนองตามที่มึงหวัง ความกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้นในหัวมึงทันที

ในทางพุทธนี่คืออาการที่จิตมันส่งออกนอก มันไปเกาะติดกับสิ่งที่ไม่ใช่สมบัติของมัน อาการที่เพลงมึงคิดกังวลวนไปวนมา พระพุทธเจ้าเรียกว่าปปัญจธรรม มันคือความคิดปรุงแต่งที่ยืดเยื้อและบานปลาย มึงคิดจากเรื่องเล็กๆ แค่ 1 ขยายไป 2 ไป 3 จนเรื่องมันใหญ่โตเกินความจริงไปเป็นร้อยเท่า แล้วมึงก็เอาความรู้สึกของตัวเองไปผูกติดกับก้อนคิดหลอกพวกนั้นจนดิ้นไม่หลุด นี่แหละคือการสร้างคุกขังตัวเอง มึงเหนื่อยแทบตาย เพลงเพราะมึงวิ่งตามความคิดของตัวเองไม่ทัน

คำถามสำคัญคือ แล้วมึงจะดับความทรมานนี้ยังไง พระพุทธเจ้าให้ทางออกไว้แล้ว นั่นคือนิโรธและมรรค เพลงนิโรธคือความดับทุกข์ แต่มันไม่ได้ดับด้วยการเดินไปเปลี่ยนใจคนอื่น หรือพยายามให้ทุกคนหันมารักมึง ความทุกข์มันต้องดับที่เหตุ ดับที่การเลิกยึดติด เลิกปรุงแต่งเรื่องราวในหัวของมึงเอง

แล้ววิธีการล่ะ มึงต้องทำยังไง มรรคมีองค์ 8 คือทางเดิน แต่กูจะสรุปให้มึงฟังง่ายๆ คือมึงต้องมีสติ สติไม่ใช่แค่การไปบวช หรือนั่งหลับตาในวัด แต่คือการที่มึงรู้เท่าทันว่าตอนนี้จิตมึงกำลังวิ่งไปเกาะคนอื่นแล้ว เวลามึงเริ่มกังวลว่าเขาจะคิดยังไงกับกูวะ เขาจะชอบงานกูมั้ย เขาจะโกรธกูหรือเปล่า ทันทีที่รู้สึกตัว ให้มึงดึงความรู้สึกกลับมาที่ตัวมึงเอง ดึงกลับมาที่ลมหายใจ เพลงหรือร่างกายที่กำลังเคลื่อนไหวมึงแค่ทำหน้าที่เฝ้าดูความกังวลนั้น เหมือนมึงนั่งอยู่หน้าบ้าน เพลงแล้วดูรถที่วิ่งผ่านไปมา มึงไม่ต้องวิ่งตามรถคันนั้นไป และมึงไม่ต้องออกแรงพยายามไปขวางรถให้มันหยุด มึงแค่ดูมันวิ่ง เพลงเข้ามาแล้วก็ดูมันวิ่งออกไป ความคิดกังวลของมึงก็ทำงานแบบเดียวกัน มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว แล้วเดี๋ยวมันจะดับไปเองตามธรรมชาติของมัน

แต่ที่มัน เพลงไม่ยอมดับ ที่มึงต้องทุกข์ทรมานข้ามวันข้ามคืน เพราะมึงไปให้ค่ากับมันมากเกินไป มึงไปหยิบความคิดนั้นมาขยี้ เพลงต่อ มึงคอยเติมเชื้อไฟแห่งความกังวลให้มันลุกโชนอยู่ตลอดตลอดเวลา

ในพระไตรปิฎกสอนไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดตามเฝ้า เพลงดูจิต ผู้นั้นจะหลุดพ้นจากบ่วงของมาร บ่วงของมารในโลกยุคนี้คือความคิดปรุงแต่งที่คอยหลอกให้มึงวิ่งตามหาความถูกใจจากคน เพลงอื่นนั่นแหละ

มึงต้องกล้ายอมรับความจริงข้อนี้ก่อนว่า มึงเกิดมาไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ทุกคนบนโลกพอใจ หน้าที่ที่แท้จริง เพลงของมึงคือการทำเหตุในฝั่งของมึงให้ดีที่สุด ทำสิ่งตรงหน้าให้เต็มความสามารถ เพลงส่วนผลลัพธ์มันจะออกมายังไง เขาจะชื่นชอบหรือจะเกลียดชัง มันอยู่นอกเหนือเขตอำนาจการควบคุมของมึงแล้ว

มึงต้องหัดใช้คำว่า "ช่าง" ให้เป็น แต่ "ช่าง" เพลงในที่นี้ไม่ใช่ความมักง่าย หรือไร้ความรับผิดชอบ แต่มันคืออุเบกขา มันคือการวางใจให้เป็นกลาง หลังจากที่มึงได้ทำหน้าที่ของมึงอย่างสมบูรณ์แล้ว มึงทำงาน เพลงเสร็จ ส่งงานไป นั่นคือจบหน้าที่ ส่วนเขาจะวิจารณ์ยังไง นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ปัญหาของมึง เพลงการยึดติดกับคำชมหรือคำด่า มันคือการเอาหัวใจของมึงไปวางไว้ใต้ตีนคนอื่น เวลาเขาเหยียบลงมามึงก็เจ็บเจียนตาย เวลาเขาเตะขึ้นมามึงก็ลอย เพลงฟู มันหาความมั่นคงอะไรไม่ได้เลย

พระพุทธเจ้าถึงได้เน้นย้ำว่า ที่พึ่งที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดคือตนเอง คือสติที่ตั้งมั่นอยู่กับตัว เลิกเอาความสุขและคุณค่าของมึงไปฝากไว้กับความรู้สึก หรือลมปากของคนอื่นได้แล้ว เมื่อไหร่ที่มึงรู้สึกตัวว่ากำลังแคร์สายตาคนอื่นมากจนเกินพอดี ให้มึง เพลงหยุด และสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกตัวเองอย่างหนักแน่นว่า "นี่ไม่ใช่เขตแดนของกู กูทำในส่วนของกูดีที่สุดแล้ว จบคือจบ"

มึงต้องกล้าตัดบทความคิดให้ไว อย่าปล่อยให้ความกังวลมันลากมึงไปตกลงในเหวแห่งความทุกข์ พอสติมึงไวขึ้น ความคิดพรุ้งแต่งมันจะสั้นลง จากที่เคยเครียดเป็นวันๆ มันจะเหลือแค่ไม่กี่นาที นี่แหละคือวิธีดับทุกข์แบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์ พึ่งแค่ความรู้สึกตัวและสติของมึงเอง และนี่คือความจริงอันประเสริฐที่สืบทอดกันมานับพันปีในพระไตรปิฎก แค่มึงเปิด เพลงใจและเอามาปรับใช้

ถ้ามึงชอบคลิปนี้ หรือคิดว่าเนื้อหามันใช่ ก็กดถูกใจ แล้วก็กดแชร์ออกไปให้คนที่กำลังทุกข์ได้เห็น หรือถ้ามึงอยากเป็นกำลังใจให้แอดมิน เพื่อให้กูมีแรงทำคลิปเนื้อหาลึกๆ แบบนี้ต่อไป มึงสามารถกดสมัครสมาชิก หรือทักเข้ามาในเพจเพื่อเลี้ยงกาแฟแอดมินได้เลย ขอบคุณ มา