📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

The Professionals ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน EP.4

พรรคประชาชน - People's Party58:09

Transcription

ชื่อของกระทรวงแล้วก็ภารกิจน่ะมันใหญ่นะคะ แต่ความมั่นคงของมนุษย์คืออะไร ความที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวล ว่าถ้ามีอะไรผิดแผนขึ้นมาในชีวิตเนี่ย แล้วมันจะพัง คำใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องคุณภาพชีวิตของคนทุกคนที่เราอยากให้มันเท่าเทียมกัน ไม่ว่า จะเกิดตรงไหนของประเทศนี้ ครอบครัวแบบไหน ชนชั้นแบบไหนหรือใดๆก็ตามเนี่ย ทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้โอกาสที่มันเท่าเทียม การพัฒนาคนคนหนึ่งเนี่ยมันคือการพัฒนามนุษย์แบบเป็นองค์รวม เป็น home development คือใช้ทางรัฐบาลใช้ทุกหน่วยงานเนี่ยในการที่ต้องทำงานร่วมกัน ทีเนี้ยพอบอกว่าเราทำงานแบบเป็นไซโล งบประมาณก็ถูกส่งลงไปเป็นท่อตามท่อ ท่อใครท่อมัน การทำงานแนวระนาบแบบเนี้ย มันต้องคิดใหม่ออกแบบใหม่หมดเลยอ่ะ มันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่เป็นโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น

นี่เรากำลังจะรื้อโครงสร้างเดิมนิดนึงนะ ทศวรรษที่คุณผึ้งทำงานด้าน NGO ด้านสตรี เรื่องของเอ่อวัยคุณแม่วัยใส เรื่องของความหลากหลายทางเพศนะฮะ มาทำ สสส. เพื่อที่จะดูแลในเรื่องของเอ่อเด็ก เยาวชนและครอบครัวเนอะฮะ มาวันนี้เนี่ย มาเป็นปาร์ตี้ลิอยู่ในพรรคประชาชน ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับประเทศนี้

>> คำใหญ่ที่สุดก็คือเรื่องคุณภาพชีวิต >> ของคนทุกคนที่เราอยากให้มันเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดตรงไหนของประเทศนี้ >> อยู่ใน >> ครอบครัวแบบไหน ชนชั้นแบบไหนหรือใดๆก็ตามเนี่ย ทุกคนควรมีสิทธิ์ เด็กทุกคนควรมีสิทธิ์ที่จะได้เอ่อโอกาสในการที่จะ >> ถูกดูแลแล้วก็เอ่อการเรียนรู้การเติบโตอ่ะค่ะที่มันเท่าเทียม >> ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างงั้น >> ไม่เป็นอย่างงั้นเลย >> เพราะอะไร >> โอ้ คือรากเหง้าของปัญหาเนี่ยมันหลายเรื่องนะ คะแล้วก็มีความซับซ้อนมากๆ คือก็คิดว่า เอ่อเราทำงานในลักษณะที่เป็นโครงการนำร่อง ทำต้นแบบ >> เอ่อสร้างนวัตกรรม หรือแม้กระทั่ง >> เอ่อบางครั้งบางช่วงในช่วง 30 กว่าปีที่ทำงานมาเนี่ย ก็ทำเรื่องนโยบายสาธารณะนะฮะ ช่วยผลักดันร่วมผลักดันกฎหมายใหม่ๆอย่างเงี้ย แต่ว่า >> มันไปไม่ถึง มันมันจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่เป็นเอ่อโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น

>> โอเคไอ้ในกฎหมายที่ว่านี่เอ่อผลักดันเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าด้วยมั้ย >> อันนี้ก็เป็นเรื่องนึงที่คิดว่าถ้าได้ เอ่อบริหารน่ะค่ะน่าจะเป็นเรื่องแรกที่จะทำ เพราะว่าตอนเนี้ยทุกกลุ่มประชากรที่ เป็นถ้าดูตามกลุ่มวัยเนี่ยอ >> มีเงินอุดหนุนถ้วนหน้าเนี่ย >> ผู้สูงอายุมี ผู้พิการมี ใช่เด็กเล็กเนี่ย ไม่ถ้วนหน้า >> ครับ >> ต้องจน >> อื >> ต้องถูกคัดกรองตรวจสอบ >> จนจริงมั้ยนะคะถึงจะได้ ทีเนี้ยเรามีเด็กเกิดน้อยลงแล้ว >> อือฮึ >> เด็กเล็กของเราเนี่ยเอ่อและเกิดถึง 6 ขวบเนี่ยมันมีไม่ถึง 4 ล้านคนนะค่ะ >> ทั้งประเทศเนี่ย 60 กว่าล้านมีไม่ถึง 4 ล้าน >> ทำไมเราถึงให้ถ้วนหน้าไม่ได้ >> ครับ >> ค่ะก็จะเป็นเรื่องแรกที่ทำ >> โอเคอันนี้คือเข้ามาปุ๊บบริหารงานปั๊บปลดล็อคได้ทันทีโอเคมั่นใจเลยค่ะ >> มั่นใจทีนี้มันจะมีเรื่องอีกอันนึงคือ เอ่อพรบ.ขอเรื่องของการแก้ไขปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอันนี้เป็นไงทีไหนนะคะอันนี้เนี่ยเป็นบทเรียนของตัวเองเลยว่าบางทีกฎหมายดีๆเนี่ยมันก็เอ่อไม่สามารถที่จะ >> ทำงานได้ตามที่มันถูกออกแบบ คือกฎหมายการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเนี่ยค่ะต้องบอกว่ามันเป็นการออกแบบเพื่อให้หลายหน่วยงานหลายกระทรวงทำงานร่วมกัน >> อือ >> แบบที่เรียกว่าบูรณาการ แต่ว่าเอ่อวิธีการทำงานของแต่ละกระทรวงเนี่ยถูกจัดวางไว้ให้แยกส่วนกัน >> แนวตั้ง >> แนวตั้งเป็นไซโลเป็นไซโลครับ >> กฎหมายฉบับนึงออกมาบอกว่าคุณต้องทำงานร่วมกันนะใช้กลไกเหล่านี้นะในการทำงานแต่ในทางปฏิบัติน่ะค่ะมันทำไม่ได้ >> อือ >> มันทำไม่ได้จริงอ่ะพูดอย่างงี้แล้วกันมันทำไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อมันก็ยากที่จะทำให้เกิดผล

อีกอย่างนึงค่ะกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเนี่ยมีเรื่องที่เป็นต้องบอกว่าท้าทายวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมไทย >> ยังไงครับ >> คือบอกเลยในมาตรา 5 บอกเลยว่าอายุ 10 ปีไปจนถึงไม่เกิน 20 ปีก็คือวัยรุ่นเนี่ยมีสิทธิ์ที่จะได้เรียนรู้เพศวิถีศึกษารอบด้าน >> อือ >> เรียนรู้เรื่องเพศนั่นเอง >> อ่ะ >> แต่สังคมไทยมีความเชี่ยวบ้าไม่ได้ >> ชี้โพรงให้กระรอก >> ครับ >> ไม่ควรที่จะให้เรียนรู้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงเนี่ยไม่ควรต้องรู้ >> อือ >> วัฒนธรรมเนี่ยมันแข็งแกร่งมากๆ ความเชื่อเหล่านี้นะ การตีตราเหล่าเนี้ย แล้วในที่สุดเนี่ย แม้จะมีกฎหมายที่ถือว่าทันสมัยที่สุดในโลกฉบับนึงนะที่ให้สิทธิ์วัยรุ่นในการเรียนรู้เรื่องนี้เรื่องเพศนะ >> แต่มันก็ไม่ได้ถูกบังคับใช้

นี่เรากำลังจะรื้อโครงสร้างเดิมนิดนึงเลยเหมือนกันนะ >> คือมันต้องทำเพราะว่าถ้าไม่ทำเนี่ยมันก็ loop อยู่แบบนี้ >> แล้วตอนนี้เนี่ยเรามีปัญหาหลายอย่างซ้อนเข้ามาในกลุ่มของวัยรุ่นเองนะคะสุขภาพจิต ยาเสพติดนะคะการเติบโตในครอบครัวที่เรียกว่าแบ่งกลางคือพ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยเพราะต้องไปทำงานโอเคมันซ้อนกันเยอะมากค่ะ

เพราะนั้นคือโจทย์ใหญ่ใจความที่สุดเดี๋ยวผมถามอย่างงี้ถามพืออย่างงี้ในเรื่องของนโยบายเรื่องของการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวง พม. ว่างั้นเถอะนะฮะปัญหาคืออะไรระหว่าง 1 manpower 2 งบประมาณ 3 ความตั้งใจ หรือความรู้ที่จะทำให้มันแก้ปัญหา >> หมดเลยทั้ง 3 ข้อ >> ถูกทุกข้อครับ >> ถูกทุกข้อเลย >> คือจริงๆชื่อของกระทรวงแล้วก็ภารกิจน่ะมันใหญ่นะคะ >> ครับ >> ความมั่นคงของมนุษย์เนี่ยเราพูดถึงความมั่นคงของประเทศเนาะแต่ความมั่นคงของมนุษย์คืออะไรแล้วถ้าเรายังเห็นคนที่มีภาวะเปราะบางเต็มไปหมดนะคะหมายความว่าเนี่ยน้ำท่วมทีก็กลายเป็นคนจนกันไปเลยสิ้นเนื้อประดาตัวกันไปเลยเนี่ยความเปราะบางเหล่านี้ หรือแม้กระทั่งกลุ่มวัยเด็กอย่างที่บอกอ่ะ >> อือๆ >> ไม่ได้รับการดูแลแบบถ้วนหน้าเนี่ยทั้งๆที่ เป็นวัยที่เปราะบางที่สุดเพราะว่ายังไม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเงี้ยค่ะ >> อะไรคือความมั่นคงของมนุษย์ในแต่ละกลุ่มประชากรเหล่านี้เนี่ยเป็นโจทย์ใหญ่มากๆ แต่ว่าเอ่อกระทรวงก็ได้รับงบประมาณน้อยเกินกว่าที่จะเอ่อ deliver หรือว่าทำให้เกิดผลลัพธ์เรื่องความมั่นคงของมนุษย์ได้ >> อือ >> เอ่อบุคลากรทั้ง จริงๆจำนวนเอาจจะไม่สำคัญเท่ามีความหมายเท่าเอ่อคุณภาพประสิทธิภาพเราพูดถึงการ upskill re-skill >> อือ >> คนเอ่อแรงงานวัยแรงงานแต่จริงๆบางทีข้าราชการผู้ต้องปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องยากๆเนี่ยโอกาสในการ upskill re-skill ของพวกเขาโดยเฉพาะคนที่อยู่หน้างานน่ะซึ่งเป็นชั้นผู้น้อยเนี่ยมันคืออะไรในขณะที่อ่ะระดับเอ่อผู้บริหารหน่อยอาจจะได้เข้าหลักสูตรเอ่อโน้นนี้นั้นได้ไปดูไปดูงานต่างประเทศอย่างเงี้ยแต่คนหน้างานจริงๆ >> ที่อยู่กับเด็กๆในสถานสงเคราะห์อยู่ในบ้านพักเด็กอย่างเงี้ยนะคะก็จะไม่ค่อยมีโอกาส >> โอเคความมั่นคงของมนุษย์แปลว่าอะไร >> ความที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าถ้ามีอะไรผิดแผนขึ้นมาในชีวิตเนี่ยเช่นเจ็บไข้ได้ป่วยอุบัติเหตุนะคะเอ่อถูกเอ่อทำร้ายหรือใดๆเนี่ยแล้วมันจะพัง >> อือๆซึ่งต่างจากรถเวลารถชนเนี่ยมันยังไปเคลมไปซ่อมไปอะไรได้แต่ถ้าเกิดชีวิตคนเนี่ยเราต้องเน้นป้องกันมากกว่าที่จะแก้ไขอะไรประมาณนี้เพราะฉะนั้นถ้าจะถามถึงในฐานะที่จะเป็นทีมบริหารด้านเอ่อเด็กเยาวชนสตรีครอบครัวผู้สูงวัยความมั่นคงของมนุษย์ว่างั้นเถอะนะฮะลำดับ ranking ที่จะทำก่อนหลังที่คุณเพิ่งเข้ามาคืออะไร ครับ >> เอ่อถ้าให้พูดถึงพูดถึงมิติของการลงทุนในแง่ของตัวงบประมาณแล้วกันนะคะครับ >> ถ้ามองจากมุมของเอ่องบประมาณที่มีอยู่จำกัดของประเทศเนี่ยเอ่อการพัฒนาทุนมนุษย์เนี่ยมีความคุ้มค่าเมื่อมากที่สุดเมื่อคุณลงทุนเร็วที่สุดในวัยเริ่มต้นของชีวิตงั้นถ้าถามว่า priority คืออะไรเรากำลังเราอยู่ในเอ่อสังคมสูงวัยระดับ >> ต้องเรียกว่าสุดยอดละจะสุดยอดละแล้วแถมแก่ก่อนรวยหมายความว่าผู้สูงวัยส่วนใหญ่ของเราเนี่ยเนี่ยไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะดูแลตัวเองได้ใช่มั้คะเรายิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเด็กซึ่งเกิดน้อยมากๆตอนเนี้ยปีเนี้ยเหมือนจะไม่ถึง 400,000 แล้วด้วยลงอย่างเร็วมากจากที่เคยเกิดปีละเกินล้านล้านคนเนี่ยนะคะ >> อัตราการตายมากกว่าอัตราการเกิดแล้วในตอนนี้นะต่อเนื่องกันมา 3 ปีแล้วจำนวนประชากรภาพรวมประเทศกำลังลดลงยังเรื่อยๆค่ะแล้วเดี๋ยวจะเร็วขึ้นเรื่อยๆด้วยเพราะฉะนั้นเนี่ยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคุณต้องลงทุนในการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่วัยเริ่มต้น >> โอเค 1 ได้ 14 เนี่ยลงทุนในด้านอะไรแบบให้อาหารเสริมคุณแม่เค้ากิน >> จริงๆมันมี 5 มิตินะคะที่เอ่อควรจะต้องทำไปพร้อมๆกันมิติของสุขภาพ >> นะคะ >> โภชนาการที่ดี >> อื >> จริงๆสำหรับวัยเด็กเนี่ยตั้งแต่อยู่ในครรภ์เลยเนี่ยโภชนาการที่ดีมีผลมากๆค่ะเพราะมันเพราะมันคือพลังงานทั้งหมดที่จะเอาไปใช้ในการสร้างร่างกายสร้างสมองใช่ไหมคะ >> อขึ้นฐานสุด >> ใช่ อือ >> เอ่อสุขภาพโภชนาการนะคะเอ่อความมั่นคงและปลอดภัยในชีวิตนะคะการเรียนรู้นะคะหรือว่าการศึกษาการเรียนรู้และการศึกษาและสุดท้ายคือเรื่องความรักความอบอุ่น สัมพันธภาพ >> อื >> เป็น 5 มิติที่ต้องประกอบกันเข้ามาแล้วเราถึงจะได้ทุนมนุษย์ที่เอ่อมีมีคุณภาพสูงค่ะ >> ครับไอ้ไอเรื่องโภชนาการเอยความปลอดภัยอะไรเนี่ยมันก็สุขภาพเี่มันก็จับต้องได้เนาะไอ้ความรักความอบอุ่นนี้ภาครัฐจะสามารถทำให้คนในครอบครัวรักกันมากยิ่งขึ้นได้จริงๆเพิ่ง >> คีย์เวิร์ดคือคำว่าเวลาคุณภาพ >> เวลาคุณภาพแปลว่า >> อันดับแรกเลยเวลาคุณภาพ >> ก็ถ้าหากว่าคุณต้องเป็นวัยแรงงานที่ต้องทุ่มเทพลังงานและเวลาเนี่ยใน 24 ชม.ต่อวันเนี่ยไปกับการทำมาหากินนะคะเพื่อที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแล้วก็ดูแลครอบครัวเนี่ย >> อ >> พอหมดเวลางานเนี้ยมันแทบจะไม่เหลือพลังงานดีๆอ่ะที่จะไว้ดูแลลูก >> อย่างเงี้ยนะคะหรือถ้าคุณตั้งครรภ์คลอดลูกเสร็จแล้วต้องรีบกลับเข้าทำงานเพราะว่ากฎหมายให้คุณเนี่ยหยุดได้แค่ 3 เดือน >> อือ >> 45 วัน >> บางทีก็อยู่ที่นายจ้างอีกนะคะว่าจะต่อรองกันเท่าไหร่เนี่ย >> ครับๆ >> อะไรคือเวลาคุณภาพที่คุณจะได้ดูแลทารกแรกเกิดซึ่งต้องการการประคับประคองอย่างมากๆ การดูแลแบบเอาใจใส่อันแรกเลยเวลาคุณภาพ ภาพอันที่ 2 น่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรอื่น ๆที่จำเป็นค่ะอย่างเงินอุดหนุนเนี่ยจะช่วยได้มากนะคะเรื่องของเอ่อ nursery เอ่อศูนย์ดูแลเด็กอ่อนนะคะหรือโตขึ้นมาหน่อยเรามีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตอนนี้มีนะคะแต่ว่ายังไม่ทั่วถึงยังไม่เอ่อคุณภาพนะยังไม่เพียงพอ >> สุภาพเด็กคือ P-O-L >> ใช่ P-O-L แต่จริงๆเราต้องการตั้งแต่ว่าเราไม่ได้ให้เราไม่ได้ให้แม่เนี่ยสามารถที่จะหยุดงานแต่ยังคงมีรายได้เราเลี้ยงลูก คือว่าปีแรกของชีวิตคือช่วงโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ >> แต่เราคงไม่จะสามารถที่จะทำให้แม่คนนึงเนี่ยมียังคงมีรายได้นะไม่สูญเสียรายได้จากการทำงานนะแล้วสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ 3 ปี >> ถ้า 3 ปีไม่ได้ถอยลงมาได้เท่าไหร่ >> ตอนเนี้ยอยู่ที่ประมาณ 120 วันนะเอ่อรู้สึกว่าที่จะขอกัน 6 เดือนหรือ 180 วันจะยังไม่ได้ >> คืออันเนี้ยเป็นเรื่องที่เรายังจะต้องผลักดันต่อ >> อือ >> เพราะว่า >> เอ่อเอ่ออย่างน้อยที่สุดเลย 6 เดือนเนี่ยของการที่ทารกและเขื่อจะได้อยู่กับแม่ได้ดื่มนมนะคะเป็นนมแม่เนี่ยมีความสำคัญสูงมากจะเป็นทุนชีวิต >> เหมือนการสร้างบ้านแล้วคุณทำเสาหลักเสาเอกที่ดีอ่ะ >> อ >> มันจะมันจะเป็นฐานให้ต่อยอดไปในวัยต่างๆได้เนี่ย >> โอเค >> เนี่ยตรงเนี้ยค่ะก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เอ่อจะต้องมาดูคือนอกเหนือจากเรื่องของเวลาคุณภาพก็คือที่เหลือก็จะ เป็นทรัพยากรด้านอื่นๆแหละจะเป็นบริการสาธารณะต่างๆใช่มั้คะเป็นเรื่องของเอิ่ม >> การที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ >> เอ่อมีที่ให้วิ่งเล่นที่ปลอดภัยด้วยอย่าง เงี้ยนะคะเอ่อตอนนี้ความเป็นเมืองมีมากขึ้น >> อื >> ความเป็นเมืองมีมากขึ้นพื้นที่เล่นของเด็กมีน้อยลง >> เมื่อกี้ nursery แล้วไป pre-school แล้วตอนนี้ไปสนามเด็กเล่นละ >> สนามเด็กเล่นเนี่ยจริงๆควรจะมีใกล้บ้านเนี่ย 5 นาที 10 นาทีเนี่ยควรที่จะมีพื้นที่แบบนี้เลยครับ >> เด็กๆเนี่ยไม่ควรที่จะต้องถูกเอ่อเลี้ยงด้วยหน้าจอ >> อือ >> ตอนนี้เนี่ยปัญหาของการเลี้ยงดูเด็กด้วยหน้าจออ่ะมันสูงมากๆเลยแพร่หลายมากๆยิ่งกว่าโรคระบาดด้วยซ้ำไป >> อือ >> เอ่อจริงๆไม่เหมาะ >> เอ่อแต่ว่าอะไรคือพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยใกล้บ้านนะคะที่เอ่อผู้ใหญ่เนี่ยมองไปก็เห็นว่าเออได้เล่นอยู่ >> โอเค >> เรานึกภาพชุมชนที่อยู่กันอย่างแออัดนะคะ หรือว่าถ้าในเมืองเป็นตึกสูงนะคะเอ่อหรือการที่เอ่อ เอ่อถนนหนทางต่างๆตอกซอกซอยเนี่ยไม่ได้มีส่วนสาธารณะขนาดเล็กเนี่ยกระจายอยู่ให้เพียงพอเหล่าเนี้ยค่ะโตขึ้นหน่อยนะคะเอ่อกิจกรรมหลังเลิกเรียนพ่อแม่ยังไม่เลิกงานแต่ว่าลูกเลิกเรียนแล้ว >> เออจะจัดการกันยังไงทุกวันนี้ >> ให้เรียนพิเศษต่อ >> อ่า >> งานวิจัยชัดมากเลยเด็กยิ่งมีจำนวนชั่วโมงเรียนเยอะยิ่งมีความสุขน้อยนี่เป็นงานวิจัยความสุขของเด็กไทยวัยเรียนเลยนะคะ >> เอ่อเสาร์อาทิตย์วันปิดเทอมมีกิจกรรมสร้างสรรค์ให้เขาได้เลือกทำตามความสนใจมั้ย >> อ >> เราได้ทำเรื่องของกิจกรรมสร้างสรรค์ให้มันอยู่ใกล้ตัวใกล้บ้าน >> อ >> แล้วไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเนี่ยและที่สำคัญคือมีความหลากหลายตรงความสนใจของเด็กเนี่ยเพียงพอหรือเปล่า >> โอเค >> หลังเลิกเรียนวันเสาร์อาทิตย์วันปิดเทอม คือถ้าเรามีสิ่งเหล่าเนี้ยค่ะคิดว่ามันจะเป็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่า family friendly city คือเมืองที่มีความเป็นมิตรต่อการสร้างครอบครัว >> อืซึ่งของวันนี้อาจจะไม่ต้องใช้เงินเยอะจริงๆเราทดลองทำในหลายๆพื้นที่นะคะเอ่อหลายเอ่อหลายจังหวัดเลย >> อ >> ไม่ได้ใช้เงินเยอะไปกว่าเท่าที่มีอยู่แล้วในระบบงบประมาณแต่มันคือวิธีการจัดสรรแบบใหม่ >> ครับ >> ค่ะอือฮึอ่าแล้วพอสนามเด็กเรียนปุ๊บอ่ะเด็กเข้าอีกวัยหนึ่งเสร็จต่อไป >> ก็คือเด็กเข้าโรงเรียนใช่มั้ยคะก็อย่างที่บอกว่าการศึกษาที่มีคุณภาพนะคะตอนนี้เนี่ยความเหลื่อมล้ำในแง่คุณภาพการศึกษา มีสูงมากๆ >> ทุกคนรู้ดีถ้าอยากจะเข้าโรงเรียนดีๆบางทีมันไกลบ้านมากๆนะคะโรงเรียนขนาดเล็กกำลังถูก >> ยุบนะคะทั้งๆที่จริงๆแล้วเนี่ยคือความสะดวกสุดล่ะที่พ่อแม่จะให้เด็กไปเรียนแต่ว่าทำยังไงจะให้มีคุณภาพนะคะตอนนี้ต้องบอกว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่มากๆนะคะทำให้เรานึกถึงเรื่องของอย่างที่บอกค่ะเอ่อกิจกรรมสร้างสรรค์ที่รายล้อมอยู่ ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนอาจจะเรียกว่าเป็นนิเวศการเรียนรู้ >> อื >> นะเป็นนิเวศการเรียนรู้ก็คือว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในห้องเรียนนอกห้องเรียนในชุมชนมีห้องสมุดมีพิพิธภัณฑ์มีสนามเด็กเล่นอ่ากรณีเด็กเล็ก >> เอ่อเด็กเมืองเขาจะเรียกมี maker space ใช่มั้ยมีเท่าเข้าไปทำ workshop create สิ่งต่างๆนานาได้นะคะแหล่งเรียนรู้เหล่า นี้เนี่ยค่ะ >> มันไม่ควรอยู่ไกลตัวต้องไม่ลืมว่าเด็กเดินทางไม่ได้ด้วยตัวเองต้องให้พ่อแม่ให้ผู้ใหญ่พาไปซึ่งบางทีก็ติดตรงนี้นี่แหละเพราะว่าไม่ว่างต้องทำงานนะคะแล้วเด็กเราเกือบ 50% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่นะ >> อยู่กับปู่ย่าตายายหรืออยู่กับญาติ นะคะโอกาสที่จะถูกดูแลแบบเอาใจใส่พาไปแหล่งเรียนรู้โน่นนี่เนี่ยก็น้อยลงฉะนั้นระบบนิเวศการเรียนรู้มันควรจะอยู่ล้อมตัวเด็ก >> อยู่ในชุมชนนะคะไม่ให้ต้องเดินทางไกลครับ >> ค่ะ >> อันนี้ก็เข้าคอนเซปตว่าเลี้ยงเด็ก 1 คนนี่ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน >> ทั้งหมู่บ้านใช่ค่ะคืออย่างที่อย่างกลับไปบอกว่าเอิ่มเด็กตอนเนี้ยเกือบ 50% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ >> ครับ >> อันนี้ยิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้กลไกแบบที่เรียกว่าเลี้ยงเด็ก 1 คนใช้คนทั้งหมู่บ้านนี่แหละมันปล่อยให้เป็นภาระครอบครัวไม่ได้ >> ปู่ย่าตายายตอนเนี้ยตามหลานไม่ทัน >> ถูกมั้ยคะ >> อือ >> เอออย่าว่าแต่ปู่ย่าตายายเลยบางพื้นที่พ่อแม่ก็บอกว่าไม่รู้จะสอนกันบ้านลูกยังไงล่ะ >> นะคะมันมันห่างกันเยอะมากละ >> มันทำให้ตัวกลไกแบบเราเรียกกันว่าเป็นทีมของชุมชนนะคะถ้าหากว่ามีหน่วยสักหน่วยหนึ่งในชุมชนจริงๆนโยบายพรรคเอ่อประชาชนเนี่ยพูดถึงศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง >> ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งหน้าตาเป็นไงคุณผึ้ง >> ใช่มันจะเป็นส่วนผสมของจิตอาสา >> อื >> ประชาชนคนที่ชอบทำงานเรื่องเด็กนะคะแล้วอาจจะเป็นเรื่องผู้สูงอายุด้วยก็ได้เรื่องคนพิการด้วยก็ได้นะคะรวมตัวกันแล้วก็มีบุคลากรของภาครัฐในพื้นที่เช่นบุคลากรของท้องถิ่นเป็นนักพัฒนาชุมชนเป็นเอ่อเจ้าหน้าที่กองสวัสดิการชุมชนเหล่านี้นะคะเข้ามารวมตัวกันเอ่อเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลประจำตำบลหรือเอ่อผอ.โรงเรียนอ่าคุณครูที่ศูนย์เด็กเล็กมารวมตัวกันพี่ๆอสม.กลายเป็นทีมชุมชนเป็นศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งขึ้นมาแล้วใช้ความที่รักในการทำงานกับเด็กรักในการที่จะดูแลผู้สูงอายุหรือดูแลคนที่เอ่อมีภาวะเปราะบางเนี่ย >> ไปเยี่ยมบ้านกันแบบเพื่อนบ้าน >> อื >> ไปดูถามสารทุกข์สุขดิบไปดูว่าอยู่ดีมีสุขมั้ยขาดเหลืออะไรตกหล่นเข้าไม่ถึงสิทธิอะไรบ้างแล้วก็เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบบริการอันเนี้ยทำและในหลายพื้นที่นะคะจากงานที่ตัวเองเคยทำมาเนี่ยได้ผลดีมากๆไม่ได้ใช้งบประมาณมากไปกว่าเดิมเลยแต่มันใช้วิธีคิดใหม่ >> อือ >> ต้องเปิดคือรัฐเนี่ยต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเนี่ยรวมตัวกันแล้วกลายเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งคือถ้าเราบอกว่ารัฐคือภาคส่วนที่ 1 >> ครับ >> นะคะเป็น sector >> ครับ >> เอกชนเป็นภาคส่วนที่ 2 อันเนี้ยเป็นภาคส่วนที่ 3 หรือว่า sector ที่ควรจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคมร่วมกับรัฐเลย >> โอเค >> งบประมาณแผ่นดินเนี่ยควรจะต้องถูกบริหารแบบใหม่ได้ในการที่จะให้ภาคส่วนที่ 3 เนี่ย >> มาเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคม >> คืออย่างที่คุยกันไปตอนแรกว่าบุคลากรของกระทรวงพัฒนาสังคมอ่ะก็เป็นปัญหาเพราะว่าเรื่องจำนวนด้วยแล้วก็ความเชี่ยวชาญด้วยใช่มั้ยคะอ่า >> แต่ถ้าหากว่าเราเปิดพื้นที่ตรงเนี้ยให้ภาคส่วนที่ 3 คือภาคประชาสังคมเนี่ยเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำงานพัฒนาสังคมด้วยอันเนี้ยก็จะเป็นการที่สามารถปิดช่องโหว่ นะคะของเอ่อการดูแลความมั่นคงในมนุษย์ไปได้มากเลย >> ซึ่งทั้งหมดนี้คุณผึ้งไม่ได้ขายฝันนะทำมาแล้วประสบความสำเร็จมาแล้ว >> ทำมาแล้วค่ะ 20 กว่าจังหวัด >> อือๆ >> เกือบ 400 ตำบลทั่วประเทศ >> ถ้าจะเอ่ยมาสักที่นึงที่แบบว้าว นี่คือความภาคภูมิใจของฉันในเรื่องนี้เลยเนี่ย ถ้าคน >> จะน้อยใจกันมั้ยนะ >> เอาที่เดียวเหรอ เอางี้คุณผึ้งนึกมา 5 ที่แล้วกางมือมาเดี๋ยวผมจะจิ้มให้ว่าเอานิ้วไหน >> เอ่อ >> ผมเอานิ้วนี้อ่ะ >> อ่ะกาฬสินธุ์ >> อ่ะโอเคกาฬสินธุ์คุณผึ้งเปล่านะผมเลือกเองนะเกียอ่ะโอเคกาฬสินธุเป็นไงฮะ >> กาฬสินธุ์เนี่ยคือจะเห็นภาพเนี่ยถ้าไปเยี่ยมเนี่ยค่ะจะเห็นภาพเลยว่าเอ่อ >> การที่มีทีมในชุมชนเนี่ยรวมตัวกันแล้วลุกขึ้นทำงานในลักษณะเชิงรุกแบบเนี้ยเค้าดูแลได้ตั้งแต่เบบีเลยเด็กเล็กเลยนะคะไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ >> คนพิการกระทั่งวัยรุ่นเนี่ยก็ไปเสริมพลังให้น้องๆวัยรุ่นเนี่ยลุกขึ้นมาเป็น active citizen ทำโครงการพัฒนาชุมชนตัวเองก็ได้นะแล้วดูแลกรณีของการใช้ความรุนแรงในครอบครัว >> ที่ทำต่อเด็กทำต่อสตรีนะคะ >> ดึงเข้าสู่ระบบของการดูแลโดยสหวิชาชีพ >> มีคุณหมอมีนักจิตวิทยามีเอ่อนักสังคมนะคะมาคอยช่วยดูแลดึงเข้าสู่ระบบทีมสายวิชาชีพได้ด้วยจริงๆมีหลายจังหวัดมากเลยนะที่ลำปางที่พะเยานะคะทางใต้ก็มีที่ตรังที่ยะลาก็มี >> อือ >> ค่ะ >> ทั้งหมดนี้ดูใช้ตัวละครเยอะมากเลยนะคุณผึ้งนะเราเราพอใช่มั้ยบุคลากรทางด้านนี้อาสาของเราพอใช่มั้ย >> อันนี้คือพลังของคนในชุมชนที่เรามักจะมองข้ามนะคะเพราะว่าเรามักจะมองว่าบริการสาธารณะต่างๆเนี่ยรัฐต้องจัดการให้เท่านั้น >> อื >> แต่จริงๆรัฐรัฐยุคใหม่เนี่ยควรที่จะจัดการให้น้อยลงแต่เปิดโอกาสของการมีส่วนร่วมเนี่ยให้มากขึ้น >> เพราะนึกภาพนะคะ 7,000 กว่าตำบลทั่วประเทศกี่หมื่นหมู่บ้านกี่หมื่นชุมชนไม่มีทางที่หน่วยงานไหนเนี่ยแล้วอย่าลืมว่างบประมาณที่เราจะใช้จ่ายกับบุคลากรภาครัฐนะฮะเอ่อสวัสดิการต่างๆเนี่ยมันจะโป่งไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้วเนาะ >> อ >> เพราะฉะนั้นการที่ภาคประชาสังคมเกิดการรวมตัวกันได้นะคะแล้วก็ช่วยกันทำงานเพื่อคนในชุมชนตัวเองกันได้มันเกิดขึ้นแล้วตั้งหลายร้อยตำบลนะคะหลายสิบจังหวัด >> เพราะฉะนั้นเนี่ยเราแค่เอาบทเรียนตรงเนี้ยค่ะมาเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายในระดับของโครงสร้างการบริหารจัดการนะคะมันก็จะสามารถทำให้ทุกที่เนี่ย >> เกิดการทำงานร่วมกันแบบนี้ได้ระหว่างภาคประชาสังคมกับภาครัฐแล้วจริงๆในหลายที่ค่ะภาคธุรกิจเนี่ย >> อื >> ชอบมากเลยนะคะเพราะว่าเขาอ่ะจะต้องทำ CSR อยู่แล้ว >> ไม่เอาไปหักภาษีได้ >> เค้าสามารถที่จะอุดหนุนให้ภาคประชาสังคมเนี่ยทีมชุมชนศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งเนี่ยแหละนะคะทำกิจกรรมต่างๆกับเด็กนะคะกับผู้ใหญ่กับผู้สูงอายุทำค่ายครอบครัวภาพดีๆเกิดขึ้นมากมายเลยจากความร่วมมือกันในลักษณะนี้ตอนเนี้ยเราทำได้เป็นจุดๆนะคะแต่ถ้าหากว่าเราบริหารตัวนโยบายตัวโครงสร้างการบริหารจัดการประเทศได้เนี่ยมันจะทำได้ทุกที่ >> คือ facilitate >> ใช่ >> ห่างๆดูอย่างห่วงๆ >> ใช่จริงๆเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่สนุกมากเลยนะกับการทำงานรูปแบบนี้ นึกภาพนะทั้งตำบลคนหลายพันคนมีนักพัฒนาชุมชนแค่คนเดียว >> โอเค >> แต่พอเกิดทีมชุมชนนี้ขึ้นมาปุ๊บเหมือนเขา มีทีมอ่ะค่ะ >> อือ >> กระจายลงทุกหมู่บ้านเป็นคนในหมู่บ้านข้อมูลต่างๆใครเป็นอะไรยังไงใครตีกัน >> บ้านไหนเริ่มมีปัญหายาเสพติด >> ใครเริ่มมีปัญหาซึมเศร้าข้อมูลมันจะไหลเข้ามาแล้วท้องถิ่นเองอบท.ที่อยู่ในพื้นที่นักพัมีแค่ 1 คนรพสต.มีเจ้าหน้าที่ 3-4 คน 5 คนไม่ต้องกังวลค่ะ >> อือ >> การที่เรามีเครือข่ายการทำงานภาคประชาชนเนี่ยกระจายอยู่ทุกหมู่บ้านเนี่ยมันทำให้ข้อมูลไหลเข้าหากันความช่วยเหลือไปอย่างรวดเร็วมากๆ >> โอเคค่ะ >> นะเมื่อกี้เราเราไล่กันมาตั้งแต่เอ่ออยู่ ในครรภ์มาเนอร์เซอรี่เบบีมีพรีสูขึ้นมาสนามเด็กเล่นโตขึ้นมาหน่อยของวัยรุ่นจบยังเมื่อกี้ >> ของวัยรุ่นเนี่ยช่วงสัก ม.3 เนี่ยม.ต้นเนี่ยค่ะเด็กเกิน 50% นะยังอยู่ในเอ่ออยู่ในตำบลคืออยู่ในอยู่ในถิ่นที่อยู่ของตัวเองยังไม่ได้ย้ายเข้าเมืองใหญ่ยังไม่ได้ย้ายตามพ่อแม่ >> ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆเลยที่ถ้าน้องๆเราเนี้ยมีกิจกรรม >> ครับ >> ที่เรียกได้ว่าให้เขาได้คิดอยากทำอะไรนะ คะจะทำอย่างไรรวมกลุ่มกันทำอะไรดีเนี่ย >> อ >> เรามีโครงการที่น้องๆเนี่ยเอ่อได้รับโอกาสในการคิดแล้วสร้างสรรค์แล้วเขาก็สร้างรายได้ได้ด้วยนะคะเอ่อในหลายที่เนี่ยมันทำให้เขาฝึกทักษะเช่นทักษะที่จะเป็นผู้ประกอบการนะคะทักษะการทำงานเป็นทีมความคิดสร้างสรรค์ต่างๆแล้วพอเไปเรียนต่อเนี่ยเขาก็ต่อยอดได้นะคะอันเนี้ยเป็นเรื่องที่ถ้าไม่ทำไว้ตอนช่วงก่อนวัยรุ่นนะ >> พอวัยรุ่นตอนปลายเนี่ยเขาสนใจอย่างอื่นละจะดึงกลับเนี่ยดึงไม่ทันละจริงๆทุกอย่างเนี่ยอยากให้แบบ >> ให้จบในอายุ 15 ปี >> 15 ปีแรกอืโอเคสำคัญมากๆ >> อ่ะเลยม.ต้นไปนิดนึงต่อไป >> ระดับเอ่ออย่างที่บอกว่าคุณภาพการศึกษานะคะสำคัญมากๆที่เรียนดีๆไม่ควรอยู่ไกลบ้านนะ >> เอ่อการเรียนการไปเรียนเนี่ยไม่ควรจะแลกกับการที่เขาเนี่ยเอ่อครอบครัวจะต้องยากจนลงอ่าเพราะฉะนั้นสวัสดิการในเรื่องการศึกษาที่ดีเนี่ยมันควรจะต้องได้รับการประกันว่าเด็กทุกคนจะต้องได้นะคะ >> แล้วก็แหล่งเรียนรู้ที่เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้รอบตัวอันเนี้ยสำคัญมากๆนะคะเอ่อเราเรียนแต่วิชาการเราให้เด็กเรียนแต่วิชาการไม่ได้โลกยุคใหม่เนี่ยเป็นแปลงเร็วมากๆเราต้องเตรียมความพร้อมแหล่งเรียนรู้รอบตัวจะช่วยได้มากๆซึ่งอันเนี้ยรัฐก็ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด >> ครับ >> ตอนนี้เรามีโมเดลอย่างที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่เนี่ย >> ผู้ประกอบการเช่นทำผ้ามัดย้อมทำเซรามิกปั้นนะคะ >> เอ่อทำเอ่อเอ่อฟาร์มเลี้ยงผึ้ง >> ครับ >> ถอดความรู้ตัวเองออกมาเป็นบทเรียนต่างแล้วเปิดพื้นที่ให้เด็กๆเนี่ยเข้าไปเรียนรู้ >> อื >> เพราะฉะนั้นเนี่ยเขาก็จะสนุกกับการที่เขาได้เลือกเรียนหัวข้อที่เขาสนใจได้ลงมือทำเป็นแล้วก็ในอนาคตถ้าเราสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เขาเรียนรู้เป็นหน่วยกิจที่เขา สะสมได้อย่างที่เรียกกันว่าธนาคารหน่วยกิจ >> เด็กวัยรุ่นชอบสิ่งนี้มากๆนะคะเอ่อคาเฟ่บางคนอยากเรียนเป็นบาริสต้าชงกาแฟให้เป็นอ้าครับ >> เราไปทำงานกับผู้ประกอบการที่เปิดร้านกาแฟ >> อือแล้วให้เขาเนี่ยเหมือน CSR น่ะด้วยการช่วยนะคะสร้างบทเรียนให้กับเด็กๆเข้าไปเรียนนะคะแล้วก็มีวิธีวัดผลแบบที่เก็บได้ >> อย่างเนี้ยคือรัฐไม่ต้องทำเองทุกอย่างนะ >> ใช้ความร่วมมือกับเอ่อภาคประชาชนนะคะมันก็จะสามารถสร้างนิเวศการเรียนรู้เนี่ยขึ้นมาได้อันเนี้ยเป็นอะไรที่เหมาะกับโลกยุคใหม่มากๆนะ >> ครับแล้วไม่ว่าจะเลี้ยงผึ้งมัดย้อมกาแฟทั้งหมดนั่นนั่นคือถึงเวลามันเกิดรายได้ได้จริงๆนะ >> ใช่ใช่คือตอนเนี้ยน้องๆหลายคนเนี่ยสร้างรายได้ได้นะคะเป็น learn to earn ก็คือเรียนรู้ไปด้วยมีรายได้ไปด้วย >> ค่ะครับ >> การมีงานที่ดีที่เลี้ยงชีวิตได้ในลักษณะที่มีคุณภาพชีวิตน่ะสามารถที่จะมีเงินเก็บสามารถที่จะเอ่อ >> มีบ้านนะคะมีสิ่งต่างๆที่จำเป็นได้ไม่ควรจะอยู่ไกลเกินไปจริงๆเนี่ยมองภาพว่ามันคือการกระจายอำนาจกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจไปให้ทั่วถึง >> อือ >> อันเนี้ยก็จะลดปัญหาเรื่องที่กลับไปตอนแรกเราบอกว่าเด็กเราเกือบ 50% ไม่ได้มีโอกาสได้เติบโตกับพ่อแม่นะเพราะพ่อแม่ต้องย้ายเข้าเมืองใหญ่ไปทำงานภาพเนี้ยมันควรจะหมดไปได้ซะทีนะคะเพื่อให้โอกาสของครอบครัวได้อยู่ด้วยกันนะคะเราอยากได้ครอบครัวเข้มแข็ง >> แต่ว่านโยบายภาพใหญ่เราเนี่ยดึงพ่อแม่ไปไกลบ้านนะ >> การศึกษาที่ดีอยู่ไกลดึงเด็กวัยรุ่นออกไปนะ >> สุดท้ายเนี่ยค่ะครอบครัวก็อ่อนแออย่างที่เห็นนะเพราะฉะนั้นเนี่ยมันควรจะอยู่ในเอ่อมันควรจะถูกกระจายออกไปไม่ควรจะกระจุนะคะ >> พอเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งเจอผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่เหงาผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวดูแลได้ค่ะ >> เจอคนพิการที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิ์ยังไม่ได้รับบัตรคนพิการช่วยเหลือดูแลได้ >> อันเนี้ยมันจะไปพร้อมๆกันคุณเต้มันไม่จำเป็นต้องแยกส่วนเลย >> ค่ะ >> ทั้งหมดเนี่ยคืออาชีพชีวิตจะดีขึ้นมีรายได้งรายได้โดยเรายังไม่พูดถึงแรงงานขั้นค่าแรงขั้นต่ำเลยนะทั้งหมดนี้จะไปได้ไหนๆพูดถึงค่าแรงแล้วอ่ะ Early Jobber มีอะไรให้เค้าบ้างฮะ >> คือคิดว่าโอกาสของการเรียนรู้ที่เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำจริงๆค่ะ >> เรื่องของการที่ฝึกงานแต่ได้ค่าจ้างตอบแทน >> อือฮึ >> ให้สมน้ำสมผลเนี่ยเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆอันเนี้ยควรที่จะเป็นสิทธิพื้นฐานเลยไม่ใช่ว่าเอาเค้าไปฝึกงานแต่ว่าใช้แรงงานโดยที่เอ่อไม่ได้ดูแลค่าตอบแทนให้อย่างยุติธรรม >> นะคะอันเนี้ยมีอยู่ในนโยบายนะคะ >> เรื่องของการที่จะต้องดูแลเรื่อง work life balance >> อือ >> สมดุลชีวิตจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนรุ่นใหม่ >> ครับ >> เพราะเขารู้สึกว่าเอ่อการที่จะทำให้ชีวิตมันไปได้ยาวๆอ่ะท่ามกลางโลกที่มันมีความเครียดสูงเนี่ย >> ความสมดุลในชีวิตเนี่ยเป็นเรื่องสำคัญก็กลับไปที่เรื่องที่พูดก่อนหน้านี้ว่าสภาพแวดล้อมเนี่ยของการอยู่อาศัยอ่ะค่ะมันก็ควรที่จะมีความเอื้อเฟื้อกับการที่เขาจะเอ่อทำงานสร้างครอบครัวมีช่วงเวลาพักผ่อนอย่างเงี้ยนะคะมันจะต้องไปด้วยกันทั้งนั้น >> โอเคไอ้ 2 ช่วงวัยล่าสุดที่เราพูดถึงเนี่ยเด็กม.ปลายกับ Early Jobber เนี่ยระหว่างทางบังเอิญบังเอิญตั้งครรภ์โดยที่ ไม่พร้อมอันนี้จะเข้าความชำนาญการของคุณผู้พิเศษ >> คือจริงๆกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์วัยรุ่นเนี่ยบอกว่าเอาไว้และว่าถ้ายังเรียนอยู่นะไล่ออกไม่ได้ >> อือ >> คือมีสิทธิ์ที่จะเรียนถ้าตั้งครรภ์ต่อเนี่ยนะคะเอ่อเอ่อถ้ายุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยนะคะมีนะคะกฎหมายรองรับนะคะอันนั้นต้องทำให้เกิดให้ได้จริงๆตอนเนี้ยยังทำแบบกระพร่องกระแพ่งอยู่ส่วนถ้าหากว่าตั้งครรภ์ต่อการที่จะต้องได้รับบริการที่จะช่วยมาเค้าเรียกสนับสนุน >> อ >> การสนับสนุนเพื่อให้ >> เอ่อวัยรุ่นคนหนึ่งนะคะที่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาเนี่ยสามารถที่จะประคับประคองตัวเองลูกนะคะไปต่อได้เนี่ยจะต้องถูกออกแบบออกมาจริงๆเนี่ยจะบอกว่าต้นแบบเนี่ยมาจากประเทศอังกฤษนะ >> อังกฤษเนี่ยมีการวางนโยบายที่รอบด้านมากๆเลยนะ >> พอตั้งครรภ์ปุ๊บยังเรียนหนังสือไม่จบใช่ไหมอ่าไม่ให้ออกนะแต่มีการปรับรูปแบบการเรียนเนี่ยให้เหมาะสมในประเทศเราหลายโรงเรียนเริ่มทำแล้วจนกระทั่งเขาได้วุฒิการศึกษาให้เงินซัพพอร์ตว่าถ้าเรียนหนังสือต่อแล้วก็เลี้ยงลูกไปด้วยจะมีสวัสดิการให้นะโอเคเข้ามหาลัยมี Fast ให้เข้ามหาวิทยาลัย >> เอ่อเอ่อลูกเนี่ยเวลาแม่ไปเรียนเนี่ยไปฝาก care ครไม่ต้องเสียตังค์ >> อือ >> จนกระทั่งเรียนจบมีงานให้ทำคอนแทคเอ่อภาคเอกชนเอาไว้เลยที่จะมารับเข้าทำงานถ้าหากว่าอยู่ในเงื่อนไขนี้ดูแลตัวเองดูแลลูกเรียนหนังสือให้จบเข้าทำงานได้ทำงานได้ 3 ปี 5 ปีอย่างต่อเนื่องผลการทำงานเนี่ยเป็นที่ใช้ได้มีสิทธิ์ได้บ้านของการเคหะในราคาถูกอีก >> อื >> เพื่ออะไรเพื่อให้เขามีที่อยู่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าเลี้ยงลูกได้แม้จะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมีลูกแต่วัยรุ่นในที่สุดเาไม่ต้องไปตกอยู่ในความยากจนคือของบ้านเราเนี่ยเนี่ยความยากจนข้ามรุ่นเนี่ยสาเหตุหนึ่งมาจากการที่ตั้งครรภ์เร็ว >> ครับ >> แล้วไม่มีความช่วยเหลือใดๆเลยเพราะฉะนั้นเนี่ยมันจะมีวงจรที่เค้าเรียกเป็นวงจรอุบาทเนาะเอ่อเรามีลูกเร็วเราก็หมดโอกาสทางการศึกษา >> งานดีๆก็หมดไปด้วยในที่สุดเดี๋ยวลูกเราก็จะมีสภาพเดียวกันวนแบบเนี้ยค่ะเวลาเราทำเคสเนี่ยเราเจอ >> คนรุ่นเราคราวเดียวกันสมัยนั้น 10 กว่าปีที่แล้วเอ่อสัก 40 เนี่ยเจอคนรุ่นเราคราวเดียวกันซึ่งเป็นยายเป็นย่า >> 40 นี่คือมีลูกหลานๆ >> ใช่เพราะว่ามีลูกเร็วเขาเป็นแม่วัยรุ่นแล้วลูกเขาก็เป็นแม่วัยรุ่นเนี่ยมันต่อกันมาแบบเนี้ยแล้วก็ตกอยู่ในความยากจนที่มันไม่พ้นซะที >> โอเคอ่ะทำงานละสมมุติจะตั้งครรภ์ระหว่างทางหรือเปล่าไม่แน่ใจผ่านไปกำลังยังไม่เกษียณดีพิการทำงานแล้วเกิดอุบัติเหตุเกิดเจ็บป่วยระหว่างงานค่ะ จริงๆการดูแลคนพิการเนี่ยเรามีกองทุนอยู่แล้วนะคะแต่ว่ากองทุนสำหรับคนพิการเนี่ยคือต้องบอกแบบนี้ค่ะว่ากฎหมายเนี่ยกำหนดนะว่าสถานประกอบการเนี่ยจะต้องรับคนพิการเข้าทำงานแต่ถ้าคุณไม่ >> ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ไม่สามารถรับได้หรือรองรับการทำงานของคนพิการในที่ทำงานได้เนี่ยคุณต้องเอ่อพูดง่ายๆจ่ายเงินเข้ากองทุน >> โอเค >> แทนกองทุนเนี้ยถ้าหากถูกบริหารจัดการให้ดีเนี่ย >> อือจะสามารถนำมาดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการหรือแม้กระทั่งฝึกในเรื่องทักษะอาชีพให้กับคนพิการได้เรามีเครือข่ายคนพิการที่เข้มแข็งมากๆนะคะแต่ว่าก็ต้องเรียกได้ว่าอะไรเข้มแข็งด้วยตัวเองนะยังไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐอย่างเพียงพอที่จะทำให้เขา มี independent living ก็คือสามารถที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างพึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดนะ >> อีกเรื่องนึงคือเรื่องของการใช้ชีวิตในสังคม >> อือ >> เรื่องสภาพแวดล้อม >> อือ >> รายล้อมตัวคนพิการคือเรามีเรื่องบ้านแล้วนะคะมีมีสวัสดิการที่ดูแลว่าปรับบ้านนะให้เหมาะสมเอ่อในกรณีที่บ้านมีคนพิการนะค่ะบางทีคนพิการก็คือผู้สูงอายุที่มีภาวะเอ่อเจ็บป่วยนะคะ >> ตรงเนี้ยมีปรับบ้านละแต่สภาพแวดล้อมที่ เป็นถนนหนทางการเดินทาง >> การขนส่งนะคะ >> เอ่อหลายท่านไปเที่ยวต่างประเทศจะเห็นการใช้ชีวิตของมนุษย์ล้อ >> ครับ >> มันใช้ชีวิตอยู่ในที่สาธารณะเหมือนกันกับเราเลยเพราะว่าถนนหนทางฟุตบาทเ้า >> ทุกอย่างเนี่ยเขาใช้ชีวิตได้ >> นะคะขึ้นรถเมล์นะคะรถเอ่อสาธารณะเนี่ยรถไฟฟ้ารถเมล์เนี่ย >> เค้าดูแลตัวเองได้ >> อือ >> การที่เขาทำเช่นนั้นได้เนี่ยจากการปรับสภาพแวดล้อมเนี่ยมันจะในระยะยาวมันจะช่วยลดภาระของรัฐเนี่ยไปได้มากเพราะว่าเขาจะดูแลตัวเองได้ก็เป็นภาระของครอบครัวเป็นภาระของรัฐเนี่ยน้อยลงอค่ะ >> ทั้งหมดที่พูดมาเนี่ยพม.แวะไปกระทรวงศึกษามาพม.ก็แวะไปสาธารณสุขมาเมื่อกี้ล่าสุดแวะไปคมนาคมกับท้องถิ่นมา >> ค่ะ >> มันต้องทำงานด้วยกันอ >> โอเคโอเค >> จริงๆเนี่ยเอิ่มถ้าถามว่าเราอยากจะปฏิรูปอะไรมากๆเลยในเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์เนี่ยคือ mind set เลยมันต้องมองว่าการพัฒนาคนคนหนึ่งเนี่ยแล้วในแต่ละช่วงชีวิตของเขาอาจจะเจอเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์นี้เหมือนที่คุณเต้ยกตัวอย่างเงี้ย >> ครับ >> มันใช้กระทรวงเดียวไม่ได้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งไม่ มันคือการพัฒนามนุษย์แบบเป็นองค์รวมเป็น development พัฒนาเด็กแบบเป็นองค์รวม พัฒนามนุษย์แบบเป็นองค์รวมแล้วมันก็ต้องใช้ whole of government คือใช้ทั้งรัฐบาล >> ใช้ทั้ง >> ใช้ทุกหน่วยงานเนี่ยในการที่ต้องทำงานร่วมกันทีเนี้ยพอบอกว่าเราทำงานแบบเป็นไซโลเหมือนตอนยกตัวอย่างว่าทำไมกฎหมายตั้งครรภ์เอ่อในวัยรุ่นเนี่ยมัน >> มันไปไม่ถึงเนี่ยก็เพราะว่าออกแบบให้ต้องทำงานด้วยกัน >> แต่ในการออกแบบให้ทำงานด้วยกันเนี่ยวัฒนธรรมเดิมหรือว่าวิธีการทำงานแบบเดิมมันเป็นไซโลอยู่งบประมาณก็ถูกส่งลงไปเป็นท่อตามท่อท่อใครท่อมันอ >> การทำงานแนวระนาบแบบเนี้ยค่ะคุณเต้มันต้องคิดใหม่ออกแบบใหม่หมดเลยอ่ะ >> อือ >> งั้นเอ่อรัฐมนตรีกระทรวงเดียวพม.กระทรวงเดียวค่ะทำเช่นนี้ไม่ได้อย่างที่คุณเต้เห็น >> นั่นผมผมก็ได้ถามว่าโอเคถ้าเกิดว่าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลแบบเอ่อทะลุ 250 ก็โอเคก็ว่าไปคราวนี้ถ้าเกิดสมมุติเราเป็นพรรคผสมแล้วเมื่อกี้สมมุติรัฐมนตรีสาธารณสุขเอ่ยรัฐมนตรีศึกษา >> อันนี้เป็นปัญหาที่เจอมาตลอด 30 ปีของการทำงานเนี่ย >> เราถ้าเราแจ็คพอตมีโอกาสได้คุยกับรัฐมนตรีสักกระทรวงเราก็จะบอกว่าท่านช่วยไปคุยกับอีกกระทรวงนึงหน่อยได้มั้ยเพื่อที่จะจับมือกันมันไม่เคยเกิดขึ้น >> เพราะเรามาจากคนละพรรคแล้วเไม่คุยกันน่ะ >> เออ >> มันเลยไอ้เนี่ยไอ้คำว่าบูรณาการเนี่ยมันเป็นปัญหามาตั้งแต่ระดับบนสุดของประเทศเลย >> ไปจนถึงล่างสุดมันเลยทำไม่ได้ >> โอเค >> ค่ะ >> อ่ะเมื่อกี้เราไปถึงแวะถึงผู้พิการไปแล้ววัยเกษียณละอ่ะคนวัย 60 ปุ๊บเกษียณหรือว่าจะเกษียณ 65 เกษียณ 70 แล้วแต่อาชีพก็ตามแต่เนี่ยเราพม.มีอะไรจะรองรับกลุ่มผู้สูงวัยครับ >> จริงๆถ้าเราทำนโยบายใหม่ได้นะเอ่อพม.เนี่ยมีกรมกิจการผู้สูงอายุอยู่ >> ครับ >> เอ่อมีชมรมผู้สูงอายุแต่จริงๆเนี่ยถ้าเรามองอีกด้านนึงนะ 60 อัพเนี่ยยังไม่ทันจะหมดเรี่ยวหมดแรงเลยนะคะอ >> ยังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะถ้าเราออกแบบดีๆเนี่ยชมรมสมาคมหรือกลุ่มผู้สูงอายุเหล่า นี้เนี่ยค่ะสามารถที่จะเป็นทั้งพื้นตอน นี้ที่เป็นอยู่แล้วนะเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้การเข้าสังคมเนาะไม่อยากให้ติดเตียงอยากให้มาติดสังคมมากกว่าอ่าจะได้แบบสดชื่น >> อือ >> แต่ถ้าให้มากไปกว่านั้นก็คือว่าเค้าสามารถที่จะได้ใช้ความสามารถเขาเนี่ยค่ะคืนคืนกลับไปที่ไหนได้บ้างคืนกลับไปที่ศูนย์เด็กเล็ก >> อ่ากลุ่มเมื่อกี้ที่เราพูดเขียน >> เอคืนกลับไปที่สนามเด็กเล่นอ่าเป็นคนดูแลการเล่นของเด็กนะคะคืนกลับไปที่โรงเรียนขึ้นกลับไปที่โรงพยาบาลประจำตำบลก็ยังได้ >> หรือแม้แต่กระทั่งทำกิจกรรมอ่ะอย่างค่ายครอบครัวอยู่ที่เล่าไปมีอยู่ครั้งนึงเอ่อไปดูงานในพื้นที่เอ่อชมรมผู้สูงอายุเค้าคุยกันเรื่องว่าจะคุยกับหลานวัยรุ่นยังไงดีให้ไม่ทะเลาะกัน >> โอเค >> แทนที่เขาจะมาสอนกันแบบสั่งสอนน่ะเขาเล่นละคร >> อ >> ให้ผู้สูงอายุด้วยกันนั่นแหละดู >> อือ >> ก็เอาเด็กเอาผู้สูงอายุก็คือเอาสมาชิกนั่นแหละมาเล่นละครว่าคุยกับหลานแบบนี้หลานไม่คุยด้วยต้องคุยอีกแบบนะหลานถึงจะคุยด้วยอันเนี้ยเป็นอะไรที่เค้าเรียกว่าอะไรดีต่อยอด >> แทนที่จะมาเข้าชมรมผู้สูงอายุแบบนึกถึงภาพห้องเรียนผู้สูงอายุอ่ะ >> เล่นเปตองเต้นลีลาศ >> หลายไม่แล้วมีบางที่นะจับผู้สูงอายุมาใส่ชุดนักเรียนอ >> หลายคนเข้ามาคุยกับเรานะคะว่าเราไม่เข้าชมรมผู้สูงอายุเพราะเคกลัวจะต้องไปถูก >> อือ >> ทำอะไรตลกๆแบบนั้นเไม่ได้อยากทำอ >> บางคนเป็นผอ.โรงเรียนเกษียณมาเป็นผอ.โรงพยาบาลเกษียณมาเก็อยากทำประโยชน์ให้ชุมชนเขาแต่เอยากจะทำในศักยภาพที่เขามี >> เราอยากที่จะสร้างช่องทางเนี้ยให้เขาได้ใช้ศักยภาพของเขา >> โอเค >> ในนามจิตอาสาหรือกึ่งจิตอาสาก็ได้ค่ะ >> อ่ะลึกไปวัยเกษียณแล้วระหว่างนี้ถ้ามีกลุ่มไหนคุณเพิ่งบอกผมนะผมไปมองไปกลายถึง reactive care แล้วอ่ะ >> อื >> reactive care ผมแปลเป็นไทยสวยๆยังไงผมผมก็ไม่รู้ภาษาไทยมันเค้าเรียกอะไร >> เป็นการดูแลแบบประคับประคองในระยะสุดท้ายของชีวิตพูดนี้ละกันนะคะ >> คืออันนี้สำคัญจริงๆนี่ก็สำคัญมากมันสำคัญไปทุกเรื่องเลยเนาะสำคัญทุกกลุ่มวัยอ >> โอเค >> เนี่ยแหละความมั่นคงของมนุษย์ >> เรากำลังมีผู้สูงอายุเยอะขึ้นมากๆ >> ครับ >> เอิ่มในขณะที่โรค NCD ก็คือเบาหวานความดันไขมันคือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมทั้งหลายเนี่ย >> มันมากันเต็มและนะคะเอ่อเป็นไปไม่ได้ที่สถานพยาบาลโรงพยาบาลเนี่ยจะรองรับผู้ป่วยเหล่านี้เพราะฉะนั้นเนี่ยการที่จะมีเค้าเรียกว่าระบบที่จะช่วยประคับประคองเอ่อระยะสุดท้ายของชีวิตที่บ้าน >> ครับ >> เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆบุคลากรภาค รัฐมีไม่พอแน่นอนนะคะ >> อ >> กลับไปที่กลไกที่เรียกว่าศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งเหมือนประโยชน์เลยเนาะศูนย์นี้เนาะ >> แต่จริงๆเนี่ยด้วยวิธีที่ >> เค้าเป็นเอ่อจิตอาสาเป็นคนในชุมชนเองเป็นเพื่อนบ้านกันเองนะค่ะมันสามารถที่จะเติมทักษะในการดูแลนะคะในระยะประคับประคองนี่แหละเข้าไปในทีมนี้ได้ในศูนย์นี้ได้นะคะเพื่อที่จะเขาจะทำหน้าที่เนี่ยอย่างที่บอกว่าศูนย์เนี้ยเป็นที่รวมของอสม.ด้วยนะ >> อือ >> เพราะฉะนั้นเนี่ย >> เป็นเพื่อนบ้านเลยแหละ >> ครับ >> 1 อสม.มาดูแล 10 หลังคาเรือนอย่างเงี้ยอ >> เรื่องเหล่าเนี้ยมันจะทำไปได้แต่อย่างที่กลับไปอย่างที่บอกค่ะเราต้องบริหารจัดการใหม่ภาครัฐต้องไม่คิดว่าตัวเองต้องทำทุกอย่างไม่ต้องไม่ต้องไม่ควรคิดว่างบประมาณเนี่ยใช้โดยภาครัฐเท่านั้นแต่ว่ามันจะต้องสร้างกฎหมายใหม่หรือแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญที่กำหนดไปเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและภาคประชาชนเนี่ยคือหุ้นส่วนในการพัฒนาได้นะ >> โอเค >> ใช้งบประมาณภาครัฐในการทำงานพัฒนาได้นะถ้ามันเกิดโครงสร้างแบบนี้ขึ้นมาได้ค่ะมันก็จะเอื้อตัวมันเองจะเป็นระบบนิเวศที่เอื้อให้ภาคประชาชนเนี่ยเข้มแข็งขึ้นและดูแลกันและกันภาครัฐไม่ต้องแบกงบประมาณบุคลากรให้มันใหญ่โต >> แต่สามารถที่จะใช้กลไกแบบเนี้ยทำงานเชิงรุกทุกวันนี้ภาครัฐทำงานบริการสาธารณะแบบไหนตั้งหลักมีเวลาเปิดปิด >> อ่าแน่นอน >> มีเวลาหยุดที่แน่นอนแต่ภาคประชาสังคมไม่ ได้ทำงานแบบนั้นค่ะ >> ทำงานได้ 24 ชั่วโมงมทำงานได้ 7 วันต่ออาทิตย์ดูแลกันแบบเพื่อนบ้าน >> กลไกแบบเนี้ยคิดว่าจะเป็นทางออกของสังคมสูงวัยเกิดแก่ก่อนรวยแล้วก็แล้วก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพเด็กมากๆค่ะ >> เปิดไฟเขียวให้การุณยฆาตมั้ย >> การุณยฆาตเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยฉันทามติของสังคมอย่างยิ่งยวด >> อันดับแรกเลยเราควรเปิดพื้นที่ให้มีการสนทนาเรื่องนี้กันให้เยอะๆค่ะ >> คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าน่าจะยังไปไม่ถึงนะคะเป็นเรื่องที่ดูง่ายๆเลยค่ะตอนนี้เนี่ย >> อ >> เอ่อการเขียนพินัยกรรมชีวิตน่ะ >> ฮะ >> ยังไม่เป็นเรื่องที่คือก็แพร่หลายระดับหนึ่งแล้วนะแต่ยังไม่เป็นเรื่องที่ทำกันเป็นกิจวัตรเนาะ >> ครับ >> ยังรู้สึกว่าไม่ได้เดี๋ยวเป็นรางไม่ดีนะ คะยังมีเรื่องที่เรายังจะต้อง >> คุยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันให้ให้กว้างขวางให้ทั่วถึงเพื่อให้ผู้คนได้คลายความคิดที่มันแข็งตัวฝังตัวนะคะแล้วมองเห็นความเป็นไปได้มองเห็นผลดีผลเสียนะคะที่มันมากไปกว่าที่เราเคยคิดแต่เดิมซึ่งอันเนี้ยมันจะเกิดได้จากการที่เราต้องเปิดพื้นที่ให้มีการคุยกันเรื่องนี้ได้อ >> ถ้าคุยไม่ได้เนี่ยโอกาสที่จะได้เรียนรู้แล้วปรับมุมมองความคิดก็จะยาก >> อ่ามาคิดตั้งแต่ในครรภ์จนถึงท้ายของชีวิต และนี่คือใน 3 สถานการณ์ปกติสถานการณ์ไม่ปกติโรคระบาด >> อื >> ภัยพิบัติสงครามนะอย่างเช่นเอ่อปลายปี 68 ที่ผ่านมาที่เกิดกับเพื่อนบ้านเนี่ย >> เวลามีเหตุลักษณะเนี้ยเราจะต้องมีแผนสำรองแผนรองรับแผนฉุกเฉินยังไงหรือว่าเราจะต้องเน้นว่าให้กลุ่มที่มีพลังจอมจอมเยอะๆพลังมาช่วยหรือต้องเป็นกองทัพมาหรือว่าเอียบมันยังไง >> อจริงๆจริงๆน้ำท่วมหาดใหญ่เอ่อรอบนี้เห็นชัดมากมากว่าพลังของภาครัฐและแม้กระทั่งพลังของท้องถิ่นซึ่งไม่ได้ถูก >> อ >> กระจายอำนาจกระจายทรัพยากรเสริมพลังไว้ก่อนเนี่ยค่ะรับมือไม่ได้เลยอ >> ครับ >> ทุกคนไม่ปฏิเสธเลยว่าวอรูมที่ถูกตั้งอย่างรวดเร็วและทำงานมีประสิทธิภาพคือวอรูมภาคประชาชนแล้วก็เม็ดเงินที่ใช้ในการทำงานมาจากเงินบริจาคซึ่งใช้ได้อย่างรวดเร็วเลยเพราะว่าไม่ติดระเบียบราชการต่างๆมากมาย >> แปลว่าเราจะไปเวนี้ >> มันจำเป็นจริงๆยังยืนยันว่า >> มันต้องมีภาคส่วนที่ 3 >> ครับ >> เข้ามาช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ว่ายามปกติหรือยามภัยพิบัติปีหน้าน่าจะเจอกันเยอะขึ้นด้วยซ้ำ >> หนักขึ้นทุกปีอ่ะ >> หนักขึ้นทุกปีคือตอนเนี้ยถ้าไม่ >> อย่าพูดว่าถอดบทเรียนเลยเนาะถ้าไม่ยกระดับวอรูมภาคประชาชนขึ้นมาเป็นกลไกที่จะเป็นหุ้นส่วนในการทำงานทั้งเชิงพัฒนาทำงานทั้งเชิงกู้ภัยต่างๆเนาะทำงานในเชิงเยียวยาฟื้นฟูระยะยาว >> ภาครัฐรับมือไม่ไหวแน่ๆค่ะ >> ค่ะ >> นโยบายอะไรใดๆก็แล้วแต่ที่มีกับเด็กกับเยาวชนเราก็เก็จะทำกันเป็นรูปธรรมจะให้ นู่นให้นี่มีการลดงบเพิ่มไอ้รายได้เอ่อสวัสดิการอะไรเพิ่มก็ตามแต่นะฮะแต่สิ่งนึงที่เด็กเยาวชนจำนวนนึงอยากจะเข้ามามีส่วนคือการกำหนดชีวิตตัวเองในการที่จะมีส่วน >> อ >> ตรงนี้ซึ่งบางที่หลายๆรัฐบาลที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ได้ให้โอกาสเพราะว่าอย่าลืมว่าเด็กไม่ถึง 18 เลือกตั้งไม่ได้นะฮะตรงนี้ คุณผึ้งมีจุดเห็นยังไงครับประเทศที่เอ่อพัฒนาเอ่อแล้วเนี่ยนะคะไปดูได้เลยร้อยทั้งร้อยนะคะเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมตั้งแต่เด็กๆเลยเช่นในนามของสภา >> นักเรียน >> อ่า >> สภานักเรียนเป็นแบบฝึกหัดแรกเลยที่เด็กเด็กเนี่ยจะได้เอิ่มฝึกนะคะฝึกที่จะฝึกที่จะใช้ความเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย >> เรียนรู้เรื่องการเป็นตัวแทน >> สิทธิ์ของเรา >> การใช้สิทธิ์ของตัวเองในการร่วมตัดสินใจนะคะ >> แต่ว่าเอ่อโจทย์ของเราก็คือว่าสภานักเรียนเนี่ยยังไม่ได้ถูกเอิ่มทำให้เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้แบบนี้นะคะ >> เอ่อโตขึ้นมาหน่อยเข้ามหาวิทยาลัยสภานักศึกษาองค์การนักศึกษาใช่มั้ยคะหรือเอ่อถ้าไม่ดูในระบบการศึกษาเอ่อการเปิดโอกาสนะคะให้เด็กๆเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ทำโครงการเพื่อชุมชนได้คุยกันไปในช่วงเอ่อแรกหน่อยหนึ่งแล้วว่าเอ่อการอาคารให้เขาได้คิดว่าอยากทำอะไรให้กับชุมชน >> ไปสำรวจชุมชนว่ามีปัญหาอะไรบ้างแล้วตัว เองอินกับเรื่องไหนหยิบเรื่องนั้นมาทำมีผู้ใหญ่หรือมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้นเนี่ยเป็น mentor เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาในระดับจับตำบลเรามีสิ่งที่เรียกว่าสภาเด็กและเยาวชน >> ครับ >> ของตำบล >> อันนี้คือทำมาแล้ว >> ตอนเนี้ยมันอยู่ในกฎหมายนะคะเอ่อกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและการเอ่อส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติซึ่งกระทรวง พม.นี่แหละนะคะเป็นผู้รักษากฎหมายฉบับนี้แต่ว่าในระดับตำบลเนี่ยให้ไปอยู่ในการดูแลของท้องถิ่น >> จริงๆตรงนี้เนี่ยควรจะโอนย้าย >> ไปให้เป็นภารกิจของท้องถิ่นเลยอบท.เขาจะได้ดูแลสภาเด็กและเยาวชนใช้งบประมาณใช้บุคลากรเนี่ยทำงานได้เต็มที่ >> ตอนนี้มันยังครึ่งๆกลางๆอยู่นะคะ >> จริงๆเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ที่สำคัญเลยค่ะที่เด็กๆจะมีโอกาสได้พัฒนาตัวเองได้ลองทำโครงการที่คิดเองทำเองสรุปบทเรียนเองนะคะซึ่งมันครบหลูปอ่ะเขาจะได้เรียนรู้เยอะมากๆนะคะหรือการสนับสนุนให้เอิ่มภาคส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ภาครัฐหรือท้องถิ่นนะคะอย่างเช่นอาจจะเป็นภาคเอกชนเป็นภาคประชาสังคมเป็น NGO เนี่ยได้ทำพื้นที่ปฏิบัติการทดลองทางนโยบายตอนนี้มีหลายหน่วยงานนะคะที่เอ่อได้ลองทำเป็น

ลักษณะโครงการที่ให้น้องๆเนี่ยมาทำห้องปฏิบัติการทางนโยบาย

สมัครกันเข้ามาแล้วเลือกเรื่องที่ตัวเองอยากทำ ปีที่แล้วมีเรื่องน่าสนใจอย่างเช่นผ้าอนามัยในโรงเรียน ผ้าอนามัยราคาแพงสำหรับเอ่อวัยรุ่นน่ะค่ะ ที่เอ่อส่วนใหญ่เนี่ยเด็กเรา 70% เป็นเด็กครอบครัวยากจน

100 คนของเด็กเราเนี่ย 70 คนเนี่ยเป็นเด็กในครอบครัวยากจน ผ้าอนามัยห่อละ 50-60 บาทเนี่ยแล้วเดือนนึงเนี่ยบางทีต้องใช้หลายหลายห่อเนี่ยมันเป็นค่าใช้จ่ายมีน้องบางคนบางกลุ่มเนี่ยรวมทีมกันมาแล้วคิดที่จะทำเรื่องนี้

หรือทำเรื่องเอ่อการกำจัดขยะการแยกขยะในโรงเรียนเค้าคิดไอเดียอะไรดีๆเนี่ยเหล่าเนี้ยแล้วดึงออกมาเป็นแล้วถ้าจะให้ผู้ใหญ่ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนสนับสนุนต้องเสนอนโยบายแบบไหนอ ถ้าจะให้ผู้อำนวยการเขตหรือนายอำเภอสนับสนุนต้องเสนอนโยบายแบบไหนเราเรียกกันเป็นเรียกว่าเป็น use policy laab คือเป็นห้องปฏิบัติการด้านนโยบายที่น้องๆเนี่ยจะได้ทดลองดูเรื่องราวเหล่าเนี้ยค่ะ

แต่อีกเรื่องนึงที่สำคัญมากๆอันนี้คือเรื่องของการเตรียมความพร้อมน้องๆเนาะเตรียมความพร้อมน้องๆ อีกด้านนึงที่สำคัญมากมากผู้ใหญ่เองต้องเตรียมความพร้อมนะ เราไปดูกฎหมายบางฉบับหรือแม้กระทั่งกฎหมายเรื่องการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องนี้กรรมการระดับชาติและกรรมการระดับจังหวัดเนี่ยกฎหมายกำหนดว่าจะต้องมีตัวแทนเยาวชนเนี่ยชายหนึ่งหญิงหนึ่งเข้าไปนั่ง

แต่ชายหนึ่งหญิงหนึ่งเป็นวัยรุ่นหน้าใสๆเข้าไปนั่งท่ามกลางห้องประชุมที่ทำไมคะมีแต่ผู้แทนหน่วยงาน มันยากมากนะคะที่เอ่อตัวแทนเยาวชนแค่ 2 คนเนี่ยจะพูดอะไรออกไปแล้วจะได้รับการยอมรับหรือฟังแม้กระทั่งฟัง

งั้นเรื่องนี้เนี่ยการมีส่วนร่วมของเยาวชนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ 2 ด้าน เตรียมความพร้อมเยาวชนให้เขาได้ฝึกทักษะในการที่จะได้คิดได้ลงมือทำผู้ใหญ่อย่างเราต้องเตรียมความพร้อมด้วยเหมือนกันค่ะ ฟังให้เป็นอ ฟังให้เป็นค่ะ

เพราะนั้นคือเราจะได้เห็นนโยบายสมมุติอันไหนที่โดนๆอย่างเช่นเคสยกตัวอย่างพาอามัยเมื่อกี้นี้ถ้าสมมุติว่าเฮ้ยมันใช่ใช่ม เนี่ยก็คือ policy เหล่านี้พร้อมที่จะกลายเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นได้จริง

อย่างรัฐธรรมนูญเนี่ยกำหนดว่าประชาชนเข้าชื่อการเสนอกฎหมายได้ใช่มั้ยคะ เอ่อ 10,000 รายชื่อสมัยก่อน 50,000 นะตอนนี้ 10,000 แต่ก็ยังยากอยู่

แต่ว่าถ้าเป็นประชากรวัยรุ่นล่ะคะประชากรเยาวชนคนรุ่นใหม่เราจะมีช่องทางแบบไหนให้เขาได้รวมตัวกันเพื่อที่จะเสนอนโยบายสาธารณะเราได้รับการยอมรับ ตอนนี้เนี่ยยกตัวอย่างนะคะเอ่อกระทรวงพัฒนาสังคมเนี่ยมีสิ่งที่เรียกว่าสมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติจัดทุกปี

สมัชชาเนี้ยจะสามารถถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ของการทำนโยบายสาธารณะในภาคของเด็กและเยาวชนได้มยถ้าเราได้มีโอกาสบริหารเราจะทำให้มันเป็นเช่นนั้นได้ ค่ะโอเค

เฉกเช่นเดียวกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติซึ่งเป็นกลไกที่อยู่ในกฎหมายเลยว่าอ ประชาชนที่รวมตัวกันแล้วไปเสนอประเด็นเสนอนโยบายถ้าได้รับการยอมรับจากเพื่อนสมัที่เข้าร่วมสมัชชาด้วยกันเนี่ยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจะต้องเสนอต่อครม.เพื่อให้เป็นมติครม.มันก็เป็นครับ

เราจะมีช่องทางแบบค่ะสำหรับคนรุ่นใหม่ผ่านสมัชชาเด็กและเยาวชนเนี่ยได้ม หรือเอ่อสภาเด็กและเยาวชนที่บอกมีระดับตำบลอำเภอจังหวัดแล้วขึ้นไปเป็นระดับชาติเนี่ยซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้กระทรวงอ อยู่ภายใต้กระทรวงอยู่ภายใต้บุคลากรก็แปลว่าไม่มากก็น้อยผลงานของน้องๆหรือข้อเสนอจะต้องถูกกลั่นกรอง

แต่จะเป็นไปได้มย ซึ่งจะตอบเลยว่าเป็นไปได้แน่นอนหลายประเทศทำและถ้าเรามีโอกาสเราจะทำ ที่เขาจะเป็นองค์กรอิสระเป็นองค์กรที่เยาวชนนำในต่างประเทศจะใช้คำว่า useless Organization ก็คือเป็นองค์กรที่ชุมที่เยาวชนเ่ะเป็นผู้นำแต่ไม่ได้แปลว่าในหน่วยงานเหล่าเนี้ยจะไม่มีผู้ใหญ่ทำงานด้วยนะคะทำค่ะแต่ว่าทำในฐานะ Suซพอเตคือเป็นผู้สนับสนุนผู้ให้คำแนะนำปรึกษาแต่ผู้นำผู้ตัดสินใจเนี่ยเป็นคนรุ่นใหม่เนี่ยเป็นวิธีฝึกที่จะได้ของจริงเลยเหมือนเขาได้ฝึกตัดสินใจและแน่นอนมันมาพร้อมความรับผิดชอบใช่มั้คะ

อันเนี้ยจะเป็นช่องทางของการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเด็กเยาวชนค่ะ

คุณผึ้งเมื่อสักประมาณ 3 ปีที่แล้วมั้งผมไปสมัครสว.เนากลุ่มสื่อมวลชนกลุ่ม 18 ผมก็เห็นว่าใน 20 กลุ่มเนี่ยมีกลุ่มชาวนามีกลุ่มชาวประมงกลุ่มคุณหมอบุคลากรทางการแพทย์มีกลุ่มสตรีกลุ่มเอ่อผู้สูงอายุเยอะแยะมากมายเลยไม่มีกลุ่ม LGBTQ อือฮึ

อ่ะไม่ไม่มีไม่มีกลุ่มนี้โจผมก็บอกเฮ้ยสังคมไทยเราเราลืมคนกลุ่มนี้ไปแล้วหรือเปล่าจนกระทั่งมามีเ่อกฎหมายโซรสเท่าเทียมแล้วก็อ่ะโอเคยังอยู่ในloูอยู่ภายใต้การบริหารงานคุณผึ้งคุณผึ้งในในด้านพม.เนี่ย LGBTQ Plus ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงยังไง

มีกฎหมายฉบับนึงที่อยากให้ประเทศไทยมีมาก ๆเป็นเอ่อจะเรียกว่าเป็นกฎหมายที่ขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบต่อบุคคล คือเหตุที่เอิ่มเราหลงลืมไปเนี่ยค่ะส่วนนึงก็เพราะว่าเราเราเลือกปฏิบัติอ่ะคือเรามองข้ามจนชินน่ะนะคะแต่ว่าถ้ามีกฎหมายลักษณะนี้ขึ้นมาเนี่ยเนี่ยไม่ว่าจะเป็น LGBT เป็นเอิ่มกลุ่มชาติภันธุ์หรือโดนเลือกปฏิบัติเพราะศาสนาแตกต่างเนี่ยเาค้าจะสามารถใช้ช่องทางกฎหมายเนี่ยในการร้องเรียนฟ้องร้องหน่วยงานนะคะที่ปฏิบัติกับเค้าเพียงเพราะเค้าเป็น LGBT หรือเป็นใดๆก็ตามอันนี้คิดว่ามันจริงๆมันเกินเวลาแล้วด้วย 30 ปีที่ผ่านมาเนี่ยจำได้ว่านายเครือข่ายการทำงานด้านพัฒนาสังคมแล้วพูดเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้วมีความพยายามที่จะยกร่างและผลักดันนะคะแต่ว่าถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลเนี่ยเราเชื่อเลยว่าเรื่องเนี้ยจะต้องถูกผลักดันอย่างจริงจังจนเกิดเอ่อเกิดขึ้นได้แน่ๆนะคะแม้ว่าจะตามหลังประเทศอื่นเอ่อไปหลายปีนะคะแต่ว่ามันก็ควรจะต้องเกิดขึ้นได้แล้ว

แต่อีกเรื่องนึงที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องเชิงวัฒนธรรมค่ะการไม่ยอมรับกันเนี่ยมันไม่ใช่แค่ในทางกฎหมายแต่มันถูกปลูกฝังไว้ในวัฒนธรรมทำคือการบอกการสอนนะคะที่สืบทอดต่อๆกันมาจริงๆอันเนี้ทำทำให้อินกับงานครอบครัวหรือว่าการเลี้ยงดูเด็กด้วยนะคะเพราะว่าถ้าตั้งแต่ในครอบครัวเลยเนี่ยเด็กที่เริ่มมีความชัดเจนว่าตัวตนของเขาแตกต่างอาจจะเป็น L เป็น G เป็น T เป็นใด ๆก็ตามเนี่ยแล้วถูกบอกว่าไม่ได้ผิดไม่ถูกต้องไปปรับพฤติกรรมใหม่ซะอ่าถูกบางบอกไปบำบัดซะไปบำบัดซะอย่างเงี้ยบางบอกอย่างเงี้พาไปพบจิตแพทย์อะไรอย่างเงี้ยมันทำลายตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาตั้งแต่วัยเด็กนะคะเรื่องเเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรมหมายความว่าเราต้องส่ง message ใหม่เราต้องให้การศึกษากันใหม่เราต้องให้เห็นว่าความเป็นมนุษย์เนี่ยมีความหลากหลายและความหลากหลายนั้นเนี่ยมันคือความมันคือศักดิ์ศรีเราไม่ควรทำลายความภาคภูมิใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เนี่ยตั้งแต่มันยังเป็นเด็กเล็กๆเลยแล้วชีวิตในวันข้างหน้าเนี่ยจะเอาความภาคภูมิใจในตัวเองแบบไหนไปสู้กับเรื่องยากๆในโลกใบนี้ถ้าเผื่อสิ่งนี้ไม่ถูกเอ่อปลูกฝังหรือยอมรับในตัวตนของเขาตั้งแต่เล็กๆซึ่งอันเนี้ยเป็นเรื่องของการเลี้ยงดูนะคะเอิ่มมีงานนึงที่เป็นงานแรกๆที่ทำเมื่อ 30 ปีที่แล้วเนี่ยคือเรื่องของการสแกนดูเลยว่ารายการละครทีวีหรือแม้กระทั่งข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์เนี่ยสื่ออะไรที่เกี่ยวกับการตอกย้ำความด้อยกว่าของเพศหญิงเพศที่ เป็น LGBT เต็มไปหมดเลยแล้วมีงานวิจัยที่ไปวิเคราะห์แบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการนะคะทั้งหมดเนี่ยแล้วก็พบว่าการตอกย้ำความเป็นอื่นความแตกต่างความด้อยด้อยกว่าเนี่ยของเพศหญิงของ LGBT เนี่ยมีอยู่เต็มไปหมดเลย

ในแบบเรียนเหล่านั้นทั้งหมดเนี้ยถ้าไม่ถูกปรับเปลี่ยนนะคะต่อให้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมต่อให้เรามีกฎหมายแม้กระทั่งเลือกปฏิบัตินะคะเอ่อไม่ใช่ว่าไม่ไม่ให้มีนะยังไงก็ต้องมีแต่ว่าปรากฏการณ์ที่มีการเลือกปฏิบัติมองไม่เห็นตัวตนไม่ให้พื้นที่ไม่ให้คุณค่าหรือแม้กระทั่งทำร้ายนะคะหรือฆ่าเนี่ยมันจะยังมีอยู่มันจะยังมีอยู่มันต้องทำ 2 อย่างไปด้วยกันซึ่งอันเนี้ยคิดว่าไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึงเรื่องนี้นะคะก็อ่าเรื่องกฎหมายอาจจะพูดเยอะหน่อยนะคะแต่เรื่องมิติเชิงวัฒนธรรมเนี่ยต้องรื้อแล้วสร้างใหม่ในหลายๆเรื่องมากๆซึ่งไม่ได้ยากนะคะไม่ได้ยากแค่ลงมือทำค่ะ

อืทั้งหมดที่เราพูดกันมาเนี่ยเราจะเห็นผลภายใน 4 ปีไม่หรอกค่ะ 8 ก็ดีขึ้นมาหน่อย 12 ยิ่งดีเลยค่ะคือต้องบอกว่าพอมันเป็นเรื่องเหมือนถามเรื่องการุณยาตอย่างเงี้ยกว่าจะได้คุยกันทั่วถึงจนเกิดการตกผลึกของทั้งสังคมอ่ะมันต้องใช้เวลาวัฒนธรรมเรื่องเพศอย่างที่พูดไปเมื่อกี้กว่าจะถกเถียงกันจนได้ข้อยุติอ่ะค่ะมันก็ต้องใช้เวลาหรืออย่างที่บอกว่ากฎหมายตั้งครรภ์วัยรุ่นเนาะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 255 59 นะถ้าจำไม่ผิดจะ 10 ปีแล้วค่ะแต่ทุกวันนี้ในโรงเรียนยังไม่มีหลักสูตรเพศวิถีศึกษาอบด้านที่จะทำให้เด็กๆได้เรียนรู้แล้วก็ดูแลตัวเองได้ทุกวันนี้สถิติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นกลับมาอีกแล้วค่ะทั้งๆที่เรามีกฎหมายนี้เมื่อ 10 เกือบ 10 ปีที่แล้ว

เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าไม่เริ่มตอนนี้ก็ไม่เห็นฝังเลยแต่ถ้าเริ่มตอนนี้จะต้องใช้เวลานานอีกเท่าไหร่ก็อยู่ที่ความต่อเนื่องแล้วก็ความเอาจริงเอาจังค่ะ