📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: ประเทศที่บริหารแบบวันต่อวัน ไม่สื่อสาร แบบนี้ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีนายกฯ

Jomquan34:23

Transcription

คือมันเป็นประเทศที่แบบมองไปรอบตัวแล้ว มันงงว่าเอ๊ะประเทศนี้มันยังไงวะ มันมันประหลาดมากขึ้นเรื่อยๆอ่ะ

นะครับ ประเทศมีวิกฤต แต่ผู้นำก็ไม่ยอมพูดอะไรว่าจะพาเราฝ่าวิกฤตยังไง ถามอะไรก็ไม่ตอบ

ทำไมคุณอนุทินถึงเลือกใช้วิธีนี้ในการสื่อสารการเมือง ซึ่งหมายถึงไม่สื่อสาร?

คุณอนุทินคงคงคือคุณอนุทินเนี่ย แกมีปัญหาหนึ่ง ซึ่งซึ่งคุณอนุทินเองก็น่าจะรู้ตัวแล้ว คนที่รอบข้างก็น่าจะรู้ตัวว่าแกเป็นคนสื่อสารไม่เก่ง

ซึ่งการสื่อสารไม่เก่งเนี่ย ที่มามันก็มีหลายเหตุ อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของคนแต่ละคน

ถ้าเกิดสมมุติคนไม่ชอบคุณอนุทิน ก็จะบอกว่ามันไม่ใช่สื่อสารไม่เก่ง แต่แกเป็นคนไม่มีคอนเทนต์ ไม่มีอะไร

ก็จะมีคนที่คิดแบบนี้นะครับ ส่วนบางคนอาจจะบอกว่าโอเค แกอาจจะมีอะไร แกเป็นคนพูดไม่เป็น พูดไม่เก่ง พูดไม่เป็น

แล้วแต่มุมมองนะครับว่ามันเกิดจากอะไร แต่ว่าเราก็เห็นว่าตอนเวทีดีเบต แกก็ไม่ขึ้นเวที ใช่มั้ย แล้วแกก็เชื่อว่าพอไม่ขึ้นเวที ได้มาที่ 1 ได้เนี่ย แกคงคิดเหมือนกันว่า ขนาดดีเบตเนี่ยไม่ขึ้นเนี่ย พวกมึงขึ้นกันไปเนี่ย แพ้กูหมด เพราะฉะนั้นวันนี้พอเป็นนายกไม่พูดอะไร ตอนจบก็เสร็จกูทุกคน

เพราะส่วนใหญ่แล้วจริงๆ นักการเมืองคิดแทนนักการเมือง ไม่เคยเป็นอาจารย์ใกล้ชิด อาจจะตรวจความคิดก่อนได้วัตถุก็จะบอกว่า ผิดครับ เป็นกูแหละ อะไรก็ผิด

คือถ้าถ้าตอนแบบขอคะแนนหมายตอนหมายถึงตอนหาเสียง หรือว่าเราจะเรียกว่าดีเบตก็แล้วแต่ในบางรูปแบบนะ

เขายังไม่ต้องทำ

แล้วเขาได้คะแนนมาแล้ว เขาชนะด้วย (วงเล็บ: ผลคะแนนผ่าน กกต. อวิาร)

เพราะฉะนั้นเมื่อมีอำนาจแล้ว ทำไมเขาต้องทำ?

ตอนขอคะแนนไม่ต้องทำ

ตอนเนี้ยชนะแล้ว

ไม่ต้องขอคะแนนใครแล้ว ทำไมต้องทำ?

ใช่อันเนี้ย มันอาจจะเป็นวิธีคิดแบบนี้ได้มั้ย หรือว่าคิดลบเกินไป?

มันก็มันก็มันก็ไม่รู้จะคิดอย่างอื่นยังไงอ่ะ สมมุติคิดแบบนักการเมืองง่ายๆ ถือว่าพูดไปเดี๋ยวก็มีประเด็นตอบปากตอบคำ คือธรรมชาติของนักการเมืองเนี่ย เป็นเป็นมนุษย์เผ่าที่ชอบพูดใช่มั้ยครับ

เหมือนไล่ส้มมั้ย รักหมดใจเนี่ย

คือธรรมชาติของนักการเมืองเนี่ย เป็นเผ่า เป็นคนเผ่าที่ชอบพูดอยู่แล้ว

นะครับ แล้วก็คุณอนุทินในฐานะที่เป็น a person แกก็แกก็เป็นคนชอบพูดชอบคุยนะ ครับ ชอบคุยเรื่องตลกปกฮาอะไรพวกนี้แกชอบ

ทีนี้เอ่อ ธรรมชาติ นักการเมืองทุกคนชอบพูดนะครับ แต่ว่าธรรมชาติ นักการเมืองก็อีกเช่นเดียวกันนะครับ ที่ถ้าเกิดรู้ว่าตัวเองพูดทีไรแล้วเนี่ย มันมีประเด็นให้คนโจมตีเนี่ย ก็คงจะต้องหยุดพูดนะครับ หรือว่าหลีกเลี่ยงการพูด เพราะฉะนั้นพูดหรือไม่เนี่ย ขึ้นอยู่กับการประเมินว่าตัวเองพูดได้อะไร

นะครับ ก็คือเคสคุณอนุทิน ณ เวลานี้ น่าจะเป็นการประเมินว่าพูดแล้วเนี่ย กลัวมันจะมีการตอบโต้กัน จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็เลยใช้วิธีเงียบดีกว่า

นะครับ ซึ่งจริงๆ ไม่ค่อยแฟร์กับคนไทยนะ ในเรื่องนี้ เพราะว่า ณ วันนี้ ประเทศเราเนี่ย มันมีปัญหาเยอะ คนมองไม่เห็นอนาคต

นะครับ อนาคตของประเทศก็จะหวังอะไรครับ ประเทศที่ GDP ถูกประเมินว่าต่ำที่สุดในอาเซียนแล้ว 1.5% 5% แพ้หุนเซ็นแล้ว แพ้คุณมาเนสแล้ว แพ้มิงอ่องแล้ว คือถ้าคุณอยากจะรบกับเขมรนะครับ แต่ว่าเศรษฐกิจเราโตแพ้เขมร มันไม่มีอะไรให้พูดแล้ว อนาคตประเทศมันมันมืดมิดแล้วนะครับ แล้วดูบรรยากาศ ความคิดของคน ความรู้สึกคิดของคน ไปไหนคนก็หมดแล้ว เรื่องการทำมาหากิน ความขึดเคือง

ใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย พอนายกไม่ออกมาพูดอะไรให้เราเห็นว่านายกจะพาเราไปประเทศไปทิศทางไหนเนี่ย ความไม่มั่นใจของประชาชนมันก็มี

คือการที่ไม่พูดพูดเนี่ย มันอาจจะดีในแง่การเมืองนะครับ นายกคิดว่าไม่มีอะไรตอบโต้ ไม่มีไม่มีอะไรต่อปากต่อคำ แต่ว่าสำหรับประชาชนเนี่ยไม่ดี ณ เวลานี้ เราต้องการนายกที่พูด แต่ต้องเป็นนายกที่พูดเป็น

แล้วสื่อสารเป็น สื่อสารให้เราเชื่อมั่นว่านายกนะครับ จะพาเราไปทางไหน จะพาเรา รอดได้ยังไง พอนายกเลือกที่จะไม่พูดเนี่ย ประชาชนก็ไม่รู้ เราจะฟังใครอ่ะ จะให้ฟังคุณชัยชนกชอบเหรอ หรือจะให้ฟังคุณชาดา หรือจะให้ฟังคุณทรงศักดิ์เปรมศรี หรือจะให้ฟังคุณพิพัฒน์

หรือจะให้ฟังคุณสุพจี หรือจะให้ฟังใคร

หรือจะให้ฟังยชนันท์

มันต้องมีใครสักคนในรัฐบาลที่เป็นหลักให้คนไทยเห็นว่า เมื่อประเทศเป็นแบบเนี้ย มองไปที่เฮียคนเนี้ย มองไปที่เจ๊คนเนี้ย มองไปที่ป้าคนนี้ มองไปที่ลุงคนเนี้ย เฮ้ย ลุงคนนี้เค้าไม่มีทิศทางว่ะ

แต่อ ตอนนี้คนที่ทำหน้าที่นี้คือคุณอนุทิน เลือกที่จะไม่พูดไง

คือการไม่พูดเนี่ย มันมาจากโจทย์คุณอนุทินเอง ว่าคิดว่าไม่พูดแล้ว

มันจะมีช่องโหว่ มันจะเป็นการตอบโต้ทางการเมือง

ซึ่งไม่แฟร์กับคนไทย ถ้านายกคิดแบบนี้

นายกต้องพูดนะครับ

แล้วพูดให้ถูก พูดให้เป็น

เห็นด้วยนะคะนะ คนที่เคยเป็นนักข่าวใช่ไหม เราจริงๆเราพูดประเด็นนี้กันหลายรอบนะคะ เราพูดประเด็นนี้กันหลายรอบว่าจริงๆ มันไม่ใช่เหตุผลที่คุณอนุทินในฐานะนายกนะ

ถ้าไปอนุทินแบบพี่หนู พี่หนู อะไรของคนอื่นเนี่ย ไม่มีใครสนใจที่ต้องการจะฟังทุนอยู่แล้ว ใช่มั้ยคะ แต่คุณอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีอ่ะ มันไม่ใช่คุณที่จะเลือกได้ว่าจะสื่อสารมาก หรือพูดไม่พูดซิปากเล่นมุกถุยนะอ

คือมันมันควรมีค่ามาตรฐานแบบที่เข้าใจตรงกันว่า อย่างน้อยที่สุดอ่ะ ต่ำที่สุดอ่ะ ที่นายกรัฐมนตรีคนที่เป็นผู้นำประเทศควรจะทำ

เมื่อคิดถึงประชาชนและรู้ว่าตัวเองอยู่ในฐานะดำรงตำแหน่งอะไรอ่ะ คือแบบไหน โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เป็นแบบนี้ เทียบใกล้ที่สุดก็ต้องเทียบผู้นำของสิงคโปร์ คุณชอบไม่ชอบระบอบวิธีการปกครองของเขา คุณจะนิยามอย่างไรก็ได้ แต่อันนี้เราพูดถึงมิติของการสื่ออะ

จังที่ผู้นำประเค ซึ่งไกล ชั่วโมงกว่าชั่วโมงเท่านั้นเนี่ยนะคะ ออกมาพูดสื่อสารกับประชาชนกับสิ่งที่คุณ อนุทินเป็นในแต่ละวันและ

ทำไมไม่ออกมาเป็นสักทีในแต่ละวันเนี่ย อันนี้มันมีผลกับ มันมีผลกับชาวบ้านอย่างเรามากนะ คือพอเห็นสิงคโปร์ ซึ่งคุณอนุทินก็คงเห็นเลยว่านายกสิงคโปร์พูดอะไรใช่ เราเห็นว่าเขาพูดชัดเจนว่าประเทศจะเกิดอะไร 1 2 3 4 แล้วก็

ต้องทำอะไรบ้าง

ต้องทำอะไรบ้าง เราจะทำอะไรเพื่อประเทศนี้ในอนาคต Looking forward ประเทศนี้จะเป็นยังไง Looking backward ประเทศนี้จะเป็นยังไง

มองไปข้างหน้าแล้วมองไปข้างหลังประเทศนี้จะเป็นยังไง

ถูกต้องครับ Resource allocation การโยกย้ายทรัพยากรจะเป็นยังไง นึกออกมั้ย นึกออกมั้ย ผู้นำสิงโป

นึกไม่ออก แปลไม่ออก

เด็กอังกฤษอย่าแอป

แล้วไงต่อ

เพราะฉะนั้นผู้นำสิงคโปร์ประสบความสำเร็จแล้ว คนไทยก็เห็นว่านั่นคือตัวอย่างของการพูดที่ดี

แต่ว่าของเราเนี่ย กับตลปัดกัน คือตั้งแต่เริ่มต้นเราก็เรียกเราว่าอยากเห็นรัฐบาลไทย หรือนายกไทยแสดงวิสัยทัศน์ที่มันโชว์ Roadmap ของประเทศแบบนี้

นะครับ แต่ว่าโอเค เราจะ เราอยู่ในวิกฤต ปัญหานี้มาจะเดือนกว่าๆแล้ว ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ จริงๆ 2 เดือนแล้วเนี่ยนะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือนอกจากเราจะไม่เห็นรัฐบาลไทย หรือว่าผู้นำรัฐบาลไทยเล่นบทแบบผู้นำสิงคโปร์แล้วเนี่ย

เรากลับเจอผู้นำรัฐบาลที่เอ่อ หนักกว่าเดิม คือเลือกที่จะไม่พูดอะไรเลย

นอกวันเนี้ยอ่ะ พูดตรงๆ คนไทยรู้มั้ยว่ารัฐบาลจะจะขับรัฐาวานะครับ พาประเทศเราฝ่าเมฆหมอกและมารสุมวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงานเทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยนะ อ่ะ ทุกวันนี้นะ ตกลงสิ้นเดือนพฤษภาคมจะมีน้ำมันใช้หรือเปล่าเนี่ย เราก็ยังไม่รู้ ถ้าเกิดไปฟังพวกผู้ประกอบการขนส่งอย่างพวกคุณทองอยู่ พวกสหพันธ์การขนส่งเขาก็จะประเมินท่านเชื่อว่าสิ้นเดือนนี้เราอาจจะไม่มีน้ำมัน

อ่า เรื่องปุ๋ยจะเอายังไงใช่มั้ยครับ ตอนแรกคุณสุชีบอกหมดสิงหาคม ตอนหลังบอกหมดเมษายน ตอนนี้ข้อมูลใหม่มาว่าบอกหมดพฤษภาคม แค่เรื่องน้ำมัน เรื่องปุ๋ยเนี่ย วันนี้เราก็ไม่รู้จะเป็นยังไงนะครับ วันนี้มีปัญหานี้ก็แก้ปัญหานี้ วันนั้นมีปัญหานั้นก็แก้ปัญหานั้น 1 2 3 4 แต่ว่า Roadmap คืออะไร

สิ่งที่เรียกร้องเช่นนะครับ ณ เวลาเนี้ย เรือน้ำมันไทยที่จะขนน้ำมันเข้าไทยเนี่ย มันมีอยู่กี่ลำ ที่มาถึงแล้ว มีอยู่กี่ลำที่กำลังจะมา และถึงวันไหน ที่เรือน้ำมันที่ผลมาให้ไทยเนี่ย หมดแล้ว

จบและ เช่นเดียวกับปุ๋ยอย่างเงี้ย Roadmap ตรงนี้ไม่มี

การฟื้นฟู การเยียวยานะครับ เข้าเดือนที่ 2 แล้ว ความชัดเจนมีอย่างเดียวคือตกลงจะกู้ 500,000 ล้านหรือไม่

จะทำภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% หรือเปล่า

มันมีความชัดเจนแค่ตรงเนี้ย แต่ตกลงจะช่วยเรายังไง เรายังไม่รู้ แล้วเงินยังไม่เข้าสักบาทเดียว นะ ย้ำว่านี่ 2 เดือนแล้วนะ ตังค์ยังไม่มาแม้แต่บาทเดียวอ่ะ แล้วจะให้ทำยังไงฮะ ประเทศเราเป็นแบบเนี้ย คือไม่ได้อยากว่ารัฐบาลนะ

ว่าเดี๋ยวก็โกรธโอว่าผมจังเลย

แต่มันเป็นอย่างเงี้ย มัน 2 เดือนแล้วไง การเยียวยายังไม่ออกเลยไง เราก็คาดหวัง เพราะพอแถลงนโยบายปุ๊บปั๊บแล้วเนี่ยนะครับ โอเค เป็นรัฐบาลรักษาการก็จริง ทำอะไรไม่ได้ก็เยอะก็จริง แต่ว่าช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการก็คือรัฐบาลเดิมเนี่ย มันต้องคุยวางแผนว่า เฮ้ย เมื่อเราแถลงนโยบายเสร็จนะครับ ทำงาน full time เนี่ย มันต้องมีการทำ Big Package

ออกมาทันทีที่เป็นรัฐบาลเต็ม

รัฐบาลเต็มคือรัฐบาลมีอำนาจเต็มนะ

แต่ตอนเนี้ยนะครับ เอ่อ แถลงนโยบายแล้ว เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มแล้ว แต่การใช้อำนาจ มันไม่เห็นเต็มที่ในการทำให้เรารู้สึกว่าประเทศจะไปทางไหนเลยอ่ะ

แต่ว่า

คือพูดอย่างเงี้ยเดี๋ยวกขวัญก็โกรธบอกว่าว่ารัฐบาลเยอะ แต่มันเป็นอย่างงี้อ่ะ ให้ทำยังไงอ่ะ

เปลี่ยนเร็วเหมือนกันนะเรา

ไม่ต้องเออจริงๆ

มันจะได้

คนที่พูด คือมันมีมันมี 3-4 คนนะที่ควรคิดว่าควรจะพูด

แต่อันที่จริงแล้วขวัญคิดว่ามีแค่คนเดียวคือ นายก

อ่านอกนั้นน่ะ คือมันเป็นเฉพาะหน้าที่ของ เช่น ศรีหศักดิ์ เอกนิติ สุภจี อนุทิน เนี่ย จริงๆแล้วต้องรับบทนี้มากๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้

อนุทินคือแม่ค้าของประเทศ

ไม่ใช่จริงๆแล้วอนุทินไม่ใช่คนไม่พูด หรือพูดน้อย หรือพูดไม่เก่งนะ คือ

คือถ้าคนรอบตัวนายกประเมินว่าเอ้ย คุณอนุทิน แกเป็นคนแบบพูดไม่เก่ง หรือแบบสื่อสารไม่เก่ง มันเป็นหน้าที่ของนายกที่ต้องสื่อสารให้ได้ไง ใช้ทักษะที่ตัวเองมีสิ

การสื่อสารกับประชาชนไม่ใช่ช้อยส์ แต่เป็นหน้าที่ทำงาน

มันคืองานของคนเป็นนายก

แล้วจริงๆ ทีมไม่ใช่คนพูดไม่เก่ง พูดเก่ง

พูดเก่ง แต่ส่วนใหญ่มันไม่ได้มีเนื้อที่ มันโชว์ความเป็นผู้นำ ต้องยอมรับแบบนี้ เพราะฉะนั้นเวลาเราบอกว่าคุณอนุทิน หรือคนใกล้ตัวกับเมืคุณอนุทินพูดไม่เก่ง

ไม่เชี่ยวชาญ ไม่มีทักษะนี้ แปลว่าทักษะที่จำเป็นต้องมี คุณไม่มี แต่ไม่ใช่คุณไม่มี คุณไม่มีมิติของด้านที่ต้องใช้ต่างหาก คุณพูดเก่ง คนจริงพูดเก่ง คุณไปดูดิ เวลาตอบคำถามนักข่าว เวลาตอบโต้ โดยเฉพาะนะ ถ้าไม่มีข่าวปิงปองนะ ถ้าจินใหม่คุณทิงเคยยอมเหรอ

ไม่ยอมนะ แล้วคนพูด คนพูดไม่เก่งแบบไหนกล้าถุยบนเวที

คือเก่ง แต่ปัญหาคือเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าแบบไหนดีหรือไม่ดีต่อตัวเขา พอผลมันออกมาแล้วมันทุเรศ มันแย่ ก็กลายเป็นหมดความมั่นใจไปเลย

แต่จริงๆ เขาพูดเก่ง เขาแค่ไม่รู้ว่าเก่งของเรากับเก่งของเขามันคืออะไร

ไม่ทีนี้ถ้าขวัญพูดอย่างงี้คือคิดว่าแกเป็นคนพูดเก่งเนี่ย มันก็จะมันจะเข้าไปสู่มุมที่บางคนคิดว่า หรือที่แกไม่พูดเพราะแกไม่มีอะไรเลยไง อันนี้ยิ่งแย่ลงกว่าเดิมอีก เพราะฉะนั้นวันเนี้ย นายกต้องทำให้คนเห็นว่านายกที่ไม่พูดเนี่ย ไม่ใช่เพราะไม่ มีอะไร ผมอ่ะเป็นคนมีของ นึกออกมั้ยครับ นายกต้องสว่าผมเนี่ย นายอนุทิน วันนี้นายกประเทศไทย มึงจะชอบกูหรือไม่ชอบกูไม่เป็นไร มึงจะมองว่ากูไม่เก่งไม่เป็นไร แต่วันนี้กูมี 190 เสียง และกูนำประเทศนี้ได้

การมี 190 เสียงเนี่ย อ่ะ อย่างน้อยเนี่ยนะ จุดจุดแข็งที่แกมี และคนอื่นไม่มี หลังปี 62 คืออย่างน้อยแกเป็นคนแรกที่มา จากพรรคที่ชนะอันดับ 1

อ้า

อ่ะ คือคุณจะไม่ชอบอนุทินก็ไม่เป็นไรนะ ครับ แต่ว่า

ชนะ 67 คนที่ชนะอันดับ 1 คือเพื่อไทย ไม่ได้เป็นรัฐบาล

คนที่ได้เป็นคือพรรคอันดับ 2 คือพลังประชารัฐ และพลเอกประยุทธ์

66-68 คนชนะอันดับ 1 คือก้าวไกล พิกาไม่ ได้เป็น

คนได้เป็นคือคนแพ้

อย่างเพื่อไทย เศรษฐาแพ้ทองทาน คือคนอินต้องต้องมั่นใจว่าตัวเองเนี่ยนะครับ มีสิ่งหนึ่งที่พลเอกประยุทธ์ เศรษฐาทองทานไม่มี คือคุณชนะอันดับ 1 ด้วย 190 ที่นั่ง

ควรจะมั่นใจ ทำไมไม่มั่นใจล่ะ กกต.เรายังมั่นใจเลย

ใช่ ร้าย เพราะฉะนั้นเนี่ย ต้องสื่อสารกับประชาชน ถ้านายกไม่สื่อสาร มันประเทศนี้มันประชาชนเคว้งคว้างอ่ะครับ

คือความเก่งในการพูด อนุทินมีนะคะ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่เคยใช้ในด้านที่ต้องใช้

ใช่แล้ว ณ วันนี้ต้องใช้อย่างนั้น จะมีคุณคิดว่าไม่มีเนื้อหา อื ไม่ได้ใช้ในเนื้อหาที่ต้องใช้ ทิมสวิตสวั เวลาอยู่บนเวที เวลาจับไมค์ เวลาขึ้น

แต่ละที่นี่แบบ โอ้โห สวิตสวั แต่นี่แหละ เขาจะพูดอะไรก็ได้

เขาจะอธิบายอะไรก็ได้ว่าทำไมเขาถึงไม่ทำ แต่ต้องทำ

คือต้องช่วยกันบอกว่าต้องทำ คุณต้องสื่อสาร

เพราะว่าเวลาคุณพูด มันจะทำให้เราเห็นได้ว่า อ๋อ รัฐบาลคิดแบบนี้ จะเลือกไปทางนี้ว่ะ

ใช่ๆ

เออ

เพราะอย่างทุกวันนี้ สิ่งที่เราเห็นคือ นายกก็จะเล่นมุก เช่น เดี๋ยวก็ปิดหู วันนี้ก็ปิดปาก แล้วเดี๋ยก็ลูดซิปาก

ใช่มั้ยครับ

คือถ้าในสถานการณ์ที่ประเทศมันโอเค ก็โอเค มันก็ปล่อยผ่านได้ มันก็เป็นสไตล์ได้

แต่ประเทศมันโอเคเหรอวะ

ตอนนี้นะ ไม่โอเคแล้ว มันไม่ตลกตกด้วยไง คือประเทศมีวิกฤต นายกบอกว่าผมปิดปาก ผมไปพูดอะไรอย่างงี้ไม่ได้ ไม่มีนายกประเทศไหนทำแบบนี้ในเวลานี้นะครับ

แล้วไอ้คำว่าไอ้ไอ้การที่ใช้คำว่าถุยเล่นเป็นมุกเนี่ย คือมันไม่ได้ทำให้ประชาชนมั่นใจในความแบบเก๋าของนายก หรืออะไรเลยนะ ขวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแก

แกคิดอะไรวะ

ก็

คือมันมัน 2 อย่างนะอาจารย์ คือแบบโอ้เรามีผู้นำที่แบบโอแบบนี้ เค้าเรียกว่าแบบมุกตลกที่เล่นในที่สาธารณะได้เนาะ เอ้อ กับ 2 ก็คือว่าโอ้เราเราเห็นเค้าเล่นขนาดนี้ได้ แต่ไอ้สิ่งที่เราอยากจะฟังเค้าอ่ะ ทำไมมันไม่มีวะ

(วงเล็บนะคะ ถ้าจะบอกว่ามีเรื่องอะไรก็แล้วแต่โดนวิจารณ์แล้วนายกออกมาขอโทษ คุณต้องไม่นับนะ)

คือมันจะมีคนประเภท ซึ่งโอเค เอาชื่ออนุโนมไปก่อน มันจะมีคนประเภทที่แบบ เอ้ย กูขอโทษได้ กูไม่กูไม่หยิ่ง กูแบบกูไม่อีโก้

แต่ถ้าใครก็แล้วแต่ที่คิดงี้แล้วคือ มึงก็ทำผิดซ้ำๆซๆ แล้วก็ออกมาขอโทษได้ ขอโทษได้คือแบบ

เอาไปทำในชีวิตมึงคนเดียวค่ะ

ไม่ใช่ทำในชีวิตที่มันจะต้องรับผิดชอบคนอื่น ในแบบประโยชน์สาธารณะ

อันนี้ไม่ว่าจะเป็นใคร ก.ไก่ ข.ไข่ หรือชื่อใดก็แล้วแต่นะ

เออ คือเราคิดว่าแบบนี้มันโอเคมากๆเลย แล้วแบบสถานการณ์แบบนี้ คือมั่นใจยังไงวะ ถึงแบบไม่มีการสื่อสารกับประชาชน

ใช่

ใช่ ก็ก็ประเทศมันก็ถึงกลับเป็นเรื่องเดิม ก็คือประเทศมันเหมือนอยู่ในความมืดไง แล้วเราไม่รู้เราจะไปทางไหน มันถึงเป็นสิ่งที่ประชาชนเคว้งคว้า ทุกวันนี้ประชาชนถึงต้องมานั่งทะเลาะกันในโซเชียลมีเดียว่า เฮ้ย ใครเสียภาษีมากกว่า ใครผมเสียเยอะเยอะกว่า คุณคุณเยอะกว่าผม ผมเสียเยอะมากกว่าผมควรจะได้อะไรมากกว่าคุณหรือเปล่า

มันกลายเป็นบรรยากาศที่ประชาชนทะเลาะกันเอง แทนที่จะลืมคืนไปว่าจริงๆ วันนี้เราควรจะทะเลาะกับรัฐบาลนะครับ ว่าไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหนในเวลานี้ก็ตาม วันนี้เราต้องรู้แล้วว่ารัฐบาลจะช่วยอะไรอะไรเราในยามวิกฤตนะครับ จะเป็นมนุษย์เงินเดือนนะครับ จะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ จะเป็นคนที่อยู่ในระบบภาษี จะเป็นคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี นะ จะเป็นอาชีพอิสระ จะเป็นใครก็ตาม วันนี้เรายังไม่รู้เลยว่า Roadmap ที่นายก หรือรัฐบาลจะพาเราไปเนี่ย คืออะไรนะครับ มันกลายเป็นการบริหารที่แบบลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ ดูทางลมดูทางน้ำ ตื่นเช้ามาก็มาลุ้นว่า เอ้ย ทรัมป์กับอิหร่านมันเจรจากันหรือยัง วันนี้อิหร่านยิง ทรัมป์ยิงระเบิดมั้ย ทรัมป์ยิงระเบิดมั้ย

ภาวนาว่าเขาจะหยุดยิง แล้วเศรษฐกิจจะไม่แย่

ใช่ ตอนนี้ทุกวันนี้เป็นอย่างงี้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างงี้เนี่ย มันก็ไม่ต้องมีรัฐบาลก็ได้ไง

เพราะกูก็ภาวนาเหมือนกัน

เออ นั้นแล้วรัฐบาลต้องต้องเป็นหลักให้ประเทศมากกว่านี้ วันนี้ต้องขอร้องนายกนะครับว่าช่วยพูดนะครับ แล้วต้องตั้งหลักว่า การได้เป็นนายกนี่คือคนที่จะนำคน 60 ล้านคนนะครับ แล้วก็คุณจะนำคน 60 ล้านคนได้เนี่ย คุณต้องทำให้เขาเชื่อมั่น ทีนี้ความเชื่อมั่นมันไม่มีทางเกิด ถ้านายกนะครับ ยิงมุกรายวันนะครับ นายกไม่ได้มีหน้าที่ยิงมุกตลกรายวันนะครับ นายกไม่ใช่ไม่ใช่สมาคมตลก ถึงนายกจะเป็นคนตลก แต่วันนี้ความเป็นนายกไม่ใช่นายกสมาคมตลก อย่าเล่นตลกทุกวันนะครับ เพราะตลกทุกวันเนี่ย มันไม่ตลกนะครับ เจอนักข่าวปิดปากเดินหนี พอ นักข่าวสัมภาษณ์ก็บอกว่าผมไม่ให้สัมภาษณ์ เวลาเดิน แต่ผมก็ไม่หยุดยืนให้คุณให้คนสัมภาษณ์แล้ว ได้ทำยังไง นายกไม่ยอมหยุดให้คนสัมภาษณ์ให้คนสอบถาม นายกใช้วิธีเดิน พอเดินนักข่าวถาม นายกก็บอกผมไม่ตอบคำถามเวลาเดิน เอ้า แล้วจะอยู่กันยังไงอ่ะ

ใช่มั้ยครับ ในที่สุดนายกต้องสื่อสารกับประชาชนนะครับ แล้วช่วยให้เรารู้หน่อยนะ ครับ หรืออย่างเรื่องถงเรื่องถุยอะไรเนี่ย ก็เป็นเรื่องที่ คือนายกอยากจะโชว์เก๋าใช่ไหม แบบเฮ้ยสคริปต์เขียนมาไม่ดี กูพูดเองได้ ด้นสดได้ ผมหนูอนุทินไม่ต้องอ่าน iPad แก คือบอกระดับผมไม่ต้องอ่าน iPad พูดฝึกได้ ไม่ต้องมีสิป ซึ่งไม่เป็นไรไง

โอเค ไม่อ่าน iPad ไม่เป็นไร อ่านก็ไม่เป็นไร แต่ไอ้ถุยนี่มีมาทำไม

คือคุณเห็นคนเขียนสิปห่วยไม่เป็นไรนะครับ คุณพูดสดก็ได้ไม่เป็นไร แต่ไม่เห็นต้องถุยโชว์เลยอ่ะ

คือพอมีถุยเนี่ย กูว่ากลับไปอ่านเถอะ

จริง

คือในใจมันมันเดือดดานมากเลยนะ แบบโห เรามีนายกที่แบบเพิ่งผ่านการเลือกตั้ง แล้วก็เจอภาวะวิกฤตเหมือนกันกับทั่วโลก แต่เราเจอผู้นำแบบนี้

มันไม่เกี่ยวกับว่าเราเลือกเค้าหรือไม่เลือกเค้านะคะ ไม่ว่าคุณจะเลือกเค้าหรือไม่เลือกเค้า เราคาดหวังได้ว่าเราจะมีผู้นำประเทศ หรือเราจะมีรัฐบาลที่บริหารประเทศในภาวะเนี้ย แบบไหน แบบ

มันไม่ใช่แค่แบบ อุ้ย คุณจับคล้ายคำว่าถุย มาด่ากันมา 3-4 วันแล้ว มันบอกไง มันบอกไง ว่าถ้าคุณอนุทินกล้าแสดงกิริยาแบบนี้ ในที่แบบนี้ ในสถานการณ์ที่มันเป็นอยู่ขณะนี้เนี่ย มันมันบอกได้ไงว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะที่รัฐบาลเห็นหัวคุณแค่ไหน

ใช่ๆ แล้วคุณอนุทินจริงๆ ปกติก็ไม่ใช่เป็นคนพูด แกเป็นคนพูดจาเรียบร้อยด้วยนะ แต่ว่าพอขึ้นเวทีเหมือนกับแกติดสไตล์นักการเมืองรุ่นเก่าว่า พอขึ้นเวทีจะต้องแบบพูดหยาบ พูดแรง พูดเดือด เพื่อโชว์ความมันน่ะ ซึ่งมันไม่จำเป็น ไอ้นั่นมันคือสไตล์นักการเมืองรุ่นแบบสมมุติในยุคคุณเฉลิมอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าในยุครุ่นคุณอนุทินเนี่ย มันไม่จำเป็นจะต้องมาแนวถุยแนวอะไรแล้วไง คือนึกถึงคุณอย่างพิธาอ่ะ คุณพิธาไม่ต้องถุย แต่คุณก็ตบมืออ่ะใช่มั้ย คือมันไม่จำเป็นจะต้องถุย จะต้องอะไร ก็ให้คนกรี๊ด ก๊าซก็ได้อ่ะ สมมุตินายกประกาศว่า ตอนเนี้ย ผมอนุทิน ผมเป็นนายกประเทศไทย เอ่อ ภายใน 15 วันหลังจากนี้ ผมจะมีการเยียวยาประชาชน ล็อตล็อตใหญ่ นะครับ เราจะมี Gold Package ช่วยทุกครอบครัว ครอบครัวละ 3,000 บาท คนตบมือกระหึ่ม โดยคุณไม่ต้องถุยเลย

แค่เนี้ยนะครับ มี key message ที่จะ deliver นะครับ ความช่วยเหลือประชาชนให้ชัดเจน คนก็จะปรบมือโดยไม่ต้องถุย

อีก

ถุยถุยง่าย

ถุ้ยๆๆๆๆ ได้ง่าย มันยากตรงไหนอ่ะ มันไม่ได้เป็นการโชว์ความเก่งเป็นผู้นำประเทศนะ ครับ

แล้วก็การถุยเนี่ยนะครับ คุณอนุทินก็ผู้ใหญ่แล้ว เป็นอายุที่จริงๆก็จะเป็นปู่ก็ได้แล้วด้วยซ้ำ ถ้าถ้าลูกมีลูกนะ แต่ยังไม่มี

เด็กๆเห็นแล้วจะคิดยังไงอ่ะ เอาคนที่มีลูกมีหลานเห็นพ่อเนี่ย นายกถุยบนเวที อีกหน่อยเด็กก็ถุยกันทั่วครับ

เด็กประถม เด็กมัธยม เจอกันถุยถุยๆ ถุยอ้า ทำไมถุย ครู ก็ถามเด็ก ทำไมเธอถุย ก็นายกก็ถุยอ่ะ

ไม่ทำยังไงอ่ะ ก็แบบอย่างเป็นแบบนี้อ่ะ เอาไหมล่ะ

นอกเหนือจากอนุทิน เขยิบอีกหน่อยนะคะ คนที่คุณอนุทินเอามาแปะรอบตัวตั้งแต่ตอนเป็นรัฐบาลระยะสั้น แล้วก็ตอนหาเสียงนะ

อ่ะ ที่โดดเด่นก็คือคุณสุภจี คุณเอกนิติ แล้วก็คุณศรีศักดิ์

เอ่อ ในจังหวะสถานการณ์แบบนี้เนี่ย คนก็จะมอง เอาจริงๆ คนมองที่คุณศุภจีรองจากคุณอนุทิน

ใช่มั้ยคะ เพราะว่าเป็นตัวขายของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

ใช่มั้ยคะ แล้วก็ค่อยเขยิบมาเป็นเอกนิติ เพราะว่าต้องดูกระทรวงการคลัง เรื่องนโยบาย เรื่องการเงินอ

เราว่าคุณสุภจีพูดไม่น้อยนะ

เอ่อ อย่าง อย่างในสภา คุณสุภจีพูดไม่น้อย พูดเป็นชั่วโมงนะอ

แต่ว่าโอเค ก็ต้องยอมรับอย่างนึงว่าคุณสุภจีไม่ได้ไม่ได้ให้ความกระจ่างในทุกเรื่องที่แกพูดในแต่ละครั้งไม่ตรงกัน

แม้ว่าจะพยายามอธิบายอ่ะอ

แล้วก็ถัดมาก็คือมันก็จะมีประเด็นดราม่า ถ้าเราย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์ 2 สัปดาห์ เรื่องของการพูดถึงฝุ่นเชียงใหม่

ที่พูดคู่ขนานไปกับเรื่องของการท่องเที่ยว พูดถึงนักท่องเที่ยวค่ะ

เอ่อ แล้วก็เขยิบมาเนี่ย มันก็จะเป็นแบบ หน้าที่ของสุภจีที่พูดถึงการรับมือในนามของกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็รองนายกว่าแบบจะจัดอะไรจะดูอะไรยังไงบ้าง

ใช่มั้ย แต่ต้องยอมรับนะว่าคุณสุภจีในสถานการณ์แบบนี้ ก็ไม่ได้ช่วยให้กลายเป็นคนที่โดดเด่นเหมือนที่คนคาดหวังว่าจะเป็น หรือเคยเป็น

และไม่ได้ช่วยอนุทินให้ดูดีขึ้นด้วย ผ่านปากศุภจีนะ

อ่า คุณสุภจีก็กลายเป็นคนที่โดนทวนลงเยอะ

ซึ่งแปลกมาก มันเร็วเกินไปมั้ย

เร็วเกินไป

เร็วเกินไปมั้ย จากคนนึงที่โห คนสุภจีอย่างงั้น คุณสุภจีอย่างงี้อะไรอย่างเงี้ย

แต่อันนี้ก็มองในอีกแง่นึง ในบรรดาแกนนำรัฐบาลชุดนี้

นะครับ คุณสุภจี คุณอนุทิน คุณศรีศักดิ์ คุณเอกนิติ 4 คนเนี่ย พลสรวดนิด้าโพ คุณสุยี สุภจียังครองยังที่ 1 กว่าทุกคนนะ

นิด้าโพลเนี่ย สุภจีเรตติ้งยังดีกว่าคุณอนุทินอยู่

แต่อันนี้โดยภาพรวมเนี่ย เป็นเรตติ้งที่ดีในภาวะขาลง ก็คือว่าสุภจีดูดีเมื่อเทียบกับอนุทิน

แต่อันนี้โดยภาพรวมเนี่ย มันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ มันควรจะเป็นช่วงที่ยังมีการโปรโมชั่นดูนะครับ ทีนี้เคสของคุณสุภจีเนี่ย คุณสุภจีถูกปั้นเยอะมากในช่วงก่อนเลือกตั้งอ่ะ คุณโจทินเองเคยพูดว่าที่แกได้คะแนนมาขนาดนี้เนี่ย พรรคภูมิใจไทยที่ได้มา 5 ล้านเนี่ย แกเคยพูดว่ามันมาจากตัวแก 500,000

ที่เหลือมาจากคนพวกเนี้ย

นะครับ เพราะฉะนั้นการที่คุณอนุทิน หรือพรรคโตมาขนาดเนี้ยนะครับ มาจากอนุทินเอง 5 500,000 ที่เหลือจากคนอื่นสัก 4 ล้านเนี่ย แปลว่าสังคมคาดหวังจากคนพวกนี้เยอะ ทีนี้พอคาดหวังเยอะ แต่ผลงานมันไม่ออกจากที่คาดหวังเนี่ย

คนก็จะโกรธแรงเป็นธรรมดา

แล้วคุณสุจีกระทรวงพาณิชย์ เป็นกระทรวงที่ดู พูดตรงๆ ก็คือเป็นการดูงานปลายน้ำ

ดูเรื่องของจะแพงมั้ย ของจะขาดมั้ย

ของใช้

แล้วเป็นงานเชิงบริหารเยอะ พองานเป็นงานการดูงานปลายน้ำ เป็นการดูงานเชิงบริหารเยอะเนี่ย งานหนักกว่าเพื่อนอ่ะ สมมุติเราเทียบคนที่ทำเรื่องเศรษฐกิจของรัฐบาลหลักๆ 2 คนนะ กลุ่มคนนอกคือศุภจี คือจะเรียกว่าคนนอกก็ไม่ได้แล้วแหละ ตอนนี้คือเป็นคนในภูมิใจแล้ว

เทียบศุภจีกับเอกนิติเนี่ย คุณงานง่ายกว่า คือคิดเรื่องนโยบาย

แล้วนโยบายประเทศนี้มันก็วนอยู่ไม่กี่เรื่องหรอก เช่น ตกลงคุณจะเพิ่มแวดมั้ย คุณจะกู้ 500 สนล้าน หรือแสนล้าน มันจะวนอยู่ที่โจทย์ของการคิดๆๆๆ เนี่ย แต่โจทย์ศุภจีเนี่ย มันต้องมีเรื่องต้องคิด แล้วมันต้องมีเรื่อง execute ไอ้เรื่องบริหารมันยาก ซึ่งตอนนี้ปัญหาคุณสุจีเราเห็นแล้วว่าแกจะคิดยังไงก็ตาม วิสัยทัศน์แกจะเป็นยังไงก็ตาม แต่ตอนนี้ปัญหาคือมันไม่สามารถบริหารให้สินค้าต่างๆ เข้าของต่างๆ มันราคาโอเคอย่างที่มันควรจะเป็นได้ นี่คือปัญหาคุณสุจี

แล้วแต่ว่ามีอย่างนึงที่คุณอนุทินก็ต้องดูนะ คือคุณสุภจีเนี่ย คุณอนุทินก็รู้ว่าเรตติ้เดียวคุณอนุทิน

คุณสุภจีไม่เคยพูดยามนะ

กิริยา

คุณสุภจีไม่เคยถุยนะ

เพราะงั้นถ้าคุณอนุทินจะดูอะไรจากคุณสุภจีบ้าง ลองดูตรงนี้ได้มั้ยว่าคุณสุภจีพูดเรียบร้อย

กิริยามารยาทในสังคม

หวาน กิริยามารยาท ซึ่งคุณอนุทินโดยพื้นฐานก็เป็นคนเรียบร้อย แต่พอขึ้นเวทีจะต้องโชว์ความเก๋า แบบอารมณ์เหมือนแบบอยากโชว์ เค้าเรียกอะไรนะ เดี๋ยวเนี้ย

ชายแท้แท้อะไรพวกเนี้ย อารมณ์แบบชายแท้ เฮ้ยกูต้องเสียงดัง เอ้ยมึงอย่างงั้น เหมือนกับเวลาแกอยู่กับเนวิน นึกออกมั้ย เวลาแกอยู่กับคุณเนวิน แกต้องเล่นบทแบบ จ๋องให้คุณเนวินเตะตูดน่ะ คุณเนวินอยู่ อนุทินก็ต้องแบบโชว์ชายแท้ กูเตะตูดไอ้หนู ได้มีอะไรเปล่า

แล้วภูมิใจไทยบุคคพักเต้องโชว์ความชายแท้ ไปไหนมาไหนต้องใส่แต่เสื้อกั๊ก

ไม่เกี่ยว มั้ง

เอ้า ดูแมนไง แบบเหมือนกับคนที่ลงแบบสู้ อากาศหนาวสู้งาน โชว์ความลุย โชว์ความแบบ เหมือนเสื้อสไตล์คู่ภัยอ่ะ

อยู่แต่ห้องแอร์บนเครื่องบินกันนะ เค้าต้องโชว์ความเป็นภูมิใจไทยสไตล์เค ต้องโชว์ความชายแท้ เพราะฉะนั้นคุณอนุทินก็ต้องแบบ กูอย่างงั้น กูอย่างงี้ เตะนู่นนี่ นั่น ซึ่งซึ่งไม่จำเป็น

แต่อันนี้กลับมาเรื่องคุณสุภจีก็คือว่า 1 ผลงาน วันนี้ยังไม่เป็นไปอย่างที่คนคาดหวัง

ครับ

นะครับ แล้วก็นอกเหนือจากตัวผลงานยังไม่เป็นไปอย่างที่คนคาดหวังเนี่ย ภาพรวมให้คนเห็นว่าคุณสุภจีทำอะไรเนี่ย คนก็ยังไม่รู้ มันเลยเป็นปัญหาไง

แต่เรา อืมอื

พูดมาเลยไม่ต้องอั้น

ข้อแรกไม่ได้อั้น จะเลือกคำที่มันไม่ได้แบบรุนแรงเกินไปอ

คือ

พูดย้อนกลับ ถ้า

ถ้าขัดอีกดอกนึงนะ กูจะพูดอยู่เนี่ย คือเราคิดว่าย้อนกลับไปตั้งแต่ตอนผลโพลนะคะ

ไม่ควรโอเคที่เทียบกับอนุทินแล้วโอเค

คือไม่ได้ไม่ได้ดูแคลนผิดอนุทินนะเออ แต่ มันไม่ได้บอกอะไรอ่ะ โอเค อ่า ถัดมาคือคุณศุภจีที่เราบอกว่าโอเค อย่างน้อยคุณสุภจีก็คือมีกิริยามารยาทที่ต่างจากอนุทินเมื่อเป็นผู้นำ

แล้วนับพอเฉพาะตอนเป็นนายกก็ได้ตั้งแต่ 2 เดือนนั้นแล้วก็มาจนถึงตอนนี้ใช่ป่ะ

แต่แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณศุภจี

ได้รับการประเมินในเบื้องต้นในช่วงสัก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาในทางที่ดี หรือในทิศทางที่แบบเหมือนเป็นเหมือนที่เคยเป็น

เพราะความคาดหวังมันสูงกว่า

เอาจริงๆ คนที่รักษาเนื้อรักษาตัวมากๆ คือเอกนิติ แล้วก็ศรีศักดิ์ ไม่ได้บอกว่าเขาทำแบบนั้น แต่บทบาทเอ่ะ มันเป็นอย่างนั้นอยู่

แต่อันนี้คุณสุภจีเนี่ย เอาจริงๆ แกออกหน้าเยอะนะ

ด้วยงานใช่มั้ยคะ

แล้วก็ความคาดหวัง

เออ แล้วก็แต่ขวัญกลับมองว่าสิ่งที่คุณสุภจีอาจจะไม่ได้คาดคิดคือทุกคำพูดของคุณมีความหมายในทางนโยบายหมด

มันไม่ใช่แค่การสื่อสารคล่องแคล่ว ไม่ใช่แค่ขวัญตัดเรื่องน้ำเสียง เรื่องอะไรออกนะ มันไม่ใช่แค่การสื่อสารแบบบ่อยๆ เอ่อ อธิบายเคลียร์ อ่า อธิบายแบบจุดต่อจุดอะไรอย่างเงี้ย คือมันต้องได้เนื้อด้วยเว้ย คือตอนที่แกพูดเรื่องมะพร้าว

โอเค คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็วิจารณ์กันไปเนาะ อ่ะ ว่าวิธีคิดแบบนี้เป็นยังไงอ่ะ ล่าสุดรถพุ่มพวงอ่ะ ก็วิจารณ์กันไปเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แต่ขวัญคิดว่าคุณศุภจีที่ควรติดภาพคือแกไม่มีความเป็นนักการเมือง เพราะแกบอกว่าแกไม่ใช่อ

โอเค พอแกเข้ามา มันไม่มีน้ำผึ้งพระจันทร์ให้ดื่มเนาะ

มันเริ่มเลย แต่จริงๆ แกไม่ควรพูดตั้งแต่แรกแล้ว แกไม่ใช่นักการเมือง เมื่อคุณย่างเท้าเข้ามาทำงานพวกนี้ คุณคือนักการเมือง ไม่ว่าคุณจะบอกว่าคุณเป็น หรือคุณไม่เป็น

และวิธีคิดเหล่านี้แหละ ทำให้คุณสุภจีโดนประเมินเร็วมาก

คุณบอกไม่ได้ว่าคุณไม่เป็น

คุณทำงานนี้ คืองานการเมือง และงานการเมือง ไม่ใช่งานสกปรกที่คุณจะบอกว่าคุณไม่ได้เป็นนักการเมือง

มันบอกวิธีคิดว่าตัวเองเห็นสถานะของตัวเอง และบทบาทคืออะไร ยอมลงมาเพื่อที่จะจัดการเรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เช่นเดียวกับแถลงนโยบาย

แกโชว์

แต่อันนี้คนจับได้ เพราะอะไร วิธีคิดไง มันบอกไง

ถึงแม้แกจะบอกเรื่องท่องเที่ยวว่าแบบ เออ นี้พูดถึงเรื่องท่องเที่ยว ไม่ใช่จะไม่แก้คุณ แต่วิธีคิด คุณคิดว่าคุณสื่อสารแบบนี้ คนมองคุณยังไง มองกรอบคิดของรัฐบาลยังไง มันไม่ไปด้วยกันเหรอ

มันไม่ได้จัดลำดับก่อนหลังหรอ อ๋อ คุณรับผิดชอบอันไหนก็คืออันนั้นหรอ

เราสามารถรับได้หรอคะ ถ้าแบบเราโอเค ฝุ่นยังไม่หาย เราพันนักท่องเที่ยว เราโปรโมทนักท่องเที่ยวไปทางอื่น คือคุณไม่ได้คิดหรอวะ ว่าไม่ต้องไปศุภจีนะ ใครก็แล้วแต่ ไม่คิดหรอวะ ว่านี่โคตรเร่งด่วนเลย

คือมึงยังไม่ต้องคิดเรื่องนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ

เช่นเดียวกันกับที่คุณสุชาติออกมาพูดอ่ะ สุชาติไม่ได้ไปครั้งแรกนะ

คุณเห็นปอดคนเหนือเป็นยังไงวะ

คือเลยจะบอกว่าคุณสุภจีแบบ ขอคิดว่าวิธีที่คุณสุภจีมันตอกย้ำตัวเธอเอง

นอกเหนือจากความคาดหวังที่ควรคาดจากเธอ

แล้วมันไม่ได้เป็นในเส้นที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็น แต่ความคิดที่มันเมื่อคุณต้องพูดเยอะๆอ

แล้วคุณต้องพูดด้วยนะ เออ แล้วคุณบอกว่าตัวเองคือใคร แล้ว

บอกว่าตัวเองคิดยังไง มันบอกเองอ

ว่าคุณสุภจีเป็นนักการเมืองแบบไหน

มองเห็นประชาชนยังไง

แล้วเราจะบอกว่ามันถึงเป็นเวลาที่สั้นมาก ๆ

เออมันไม่มีน้ำเพิมประจันเว้ย แล้วก็เราคิดว่า

ร้องไห้แทนสุปจีแล้วเนี่ย

ไม่อันนี้คือแบบ เรื่องซีเรียส คือถ้าสมมุติใครแบบเชียร์อนุทินนะ แล้วบอกเอ้ย โอเคโอเค ให้ให้เวลาเค้า ให้โอกาสเค้า พวกคุณโอเคอยู่เหรอ

ให้เค้านี่หมายถึงใคร หมายถึง

หมายถึงรัฐบาลอ่ะ เค้าเพิ่งมา หรือแม้กระทั่งแบบ คุณสุภจีแบบ เอ้ย เดี๋ยวรอดูเค้าไปก่อน คือเพิ่งเข้ามา เอ๊ะเดี๋ก่อน ตกลงแล้วคือคุณคิดว่าพวกเรารอได้ใช่มั้ย

ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้ ไอ้คำว่าให้โอกาสบ้า

คือมันต้องดันค่ะ มันต้องดัน ทุกคนรู้ว่ามันเพิ่งแถลงนโยบายอ

แต่คุณก็สามารถบอกได้มั้ย แล้วมันต่างอะไรวะ กับสถานการณ์ตอนที่รักษาการอยู่ หรือเป็นรัฐบาลระยะสั้นมา

โจทย์มันเปลี่ยนมากเลยหรอ มันเปลี่ยนแค่มีสงครามแล้วเราเห็นความกระตือรือร้นมั้ย

เออ คือเราจะบอกว่าตอนเนี้ย ภาวะที่มันแย่ ตอนเนี้ย คือการแสดงออกของรัฐบาลด้วย

ไอ้การที่แบบจะแบบบอกว่าเออ รัฐบาลเพิ่งจะเป็น ต้องรออย่างงั้น ปอดกูรอได้มั้ง เงินกูไม่หมดมั้ง ทุกชั่วโมงเนี่ย

คือแบบเนี่ย คือวิธีคิดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ทำให้สังการมันแย่กว่าประเทศอื่น

เพราะฉะนั้นแบบ สุพจีก็เอาไม่อยู่หรอก

แล้วอย่าคิดว่าจะรอดคนเดียว

เออ แล้วก็ทักษะในการสื่อสารไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าวิธีคิดมันออกมากับคำพูดของคุณ

คือชาวบ้านรอได้ว่ะ

ไม่ได้สนุกนะเว้ย

คือไอ้ประเภทแบบทำข่าว แบบให้นักข่าวไปทำข่าวที่แบบว่าไปสุ่มตรวจอ่ะ คือแบบ

กูเป็นนักข่าวมาแค่ 20 ปีเองนะ แค่ช่วงสั้นๆเองนะ แต่กูยังต้องเห็นวิธีนี้อีกเหรอ ไปสุ่มตรวจ

ตรวจปั๊มสุ่มมากมั้ง

กูก็สุ่มเลยแหละ แบบโหน้องน้องๆ ที่เป็นพนักงานปั๊มก็คงแบบ อุ๊ยสตาร์ท อุ๊ยเปิดมา อ่านุทิน อุ๊ยคนนี้ใช่นายก แบบสุ่มมากแหละ กูว่า ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเรื่องแบบ มันเหมือนตลกร้ายเว้ย คือแบบ

คือเราจะมองเรื่องนี้เป็นเรื่องแบบขำห่าเหวก็ได้นะอาจารย์ แต่เศร้าเว้ย คือแบบ

เออ นักการเมืองคิดว่าการทำแบบนี้โอเคว่ะ

เค้ายังอยู่ในตำแหน่งได้

เออ ซึ่งแบบจริงๆไม่นะ คือต้องส่งเสียงนะคะ เรื่องพวกนี้ แล้วเนี่ย หลังสงกรานต์คุณจะเห็นของจริงแล้วว่าเอาอยู่ เอาไม่อยู่

ใช่ๆ ซึ่งตอนนี้ก็เห็นแล้วนะ

ตอนนี้เหมือนรัฐบาลหายไปแล้วอ่ะ คือหลังสงกรานต์เราไม่ไม่ไม่เห็นภาพทิศทางอะไรใหญ่ๆเลย

โอ๊ยใจเจ้ไม่ได้ด่าเนาะ แต่ว่าเอาจริงๆ กูอยากดูอีก

ที่ขอโทษ ไม่แต่ขวัญรู้สึกว่าเฮ้ย ขนาดขวัญอ่ะ ขวัญพูดเสมอเว้ย

ขวัญไม่ใช่กลุ่มคนที่ลำบากที่สุด พูดยาวกว่ายี่

เออ ขวัญเป็นคนที่สุดในสังคม ขวัญยังรู้สึกได้เลยว่าโหกูสิ้นหวังมากเลย นี่คือ

อ๋อ เราอยู่อย่างงี้กันได้เนาะ แล้วรัฐบาลเค้าก็คิดว่าเค้าทำแบบนี้แล้วเค้าอยู่ได้ด้วยนะเว้ย

อย่าดมหน่อยมั้ย กินน้ำหน่อยไป

กินน้ำหน่อยไป ขึ้นมากเลย เออ

ไม่ใช่เธอฉันแบบ ฉันตลกตั้งแต่แบบรอแถลงนโยบาย ทุกคนเข้าใจแหละ เพราะว่าประเทศนี้มันเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย แต่แบบ

อ๋อหรอ คือไอ้ไอ้เรื่องที่เค้าไปถามนี่คือ กูต้องรอแถลงนโยบาย ขยับอะไรไม่ได้เลย

เออ

เฮ้อ คุณจอมขวัญก็ด่าจนเหนื่อย

แต่ด่ายังด่าได้อีก

ได้ได้อีกมั้ย

ของเรามันก็ลำบากแค่เหนื่อยเนาะ มันมีคน ที่แบบไม่ไม่มีเวลาแม้กระทั่งมาแบบมาพิมพ์คอมเมนต์ หรือว่ามาฟังข่าวอย่างละเอียด หรือตามข่าวแบบทุกช็อตทุกคำพูดที่ไปแต่ละเวทีด้วยซ้ำ

คือมันมีคนที่แบบปกัดถีบได้ขนาดนั้นแล้ว มันจะมียิ่งกว่านี้อีกเว้ย

จริงอันนี้จริง แล้วก็เรื่องบรรยากาศ คือนายกต้องเข้าใจว่าพอบรรยากาศทางเศรษฐกิจไม่ดีนะครับ คนก็จะกังวลเรื่องปากท้องมาก ขึ้น แล้วความไม่ชัดเจนของรัฐบาลเนี่ย มันสร้างให้ปัญหาแก่ประชาชนมาจนถึงโต๊ะอาหาร น่ะนะ ของของที่ราคาแพงขึ้นนะครับ 1 บาท ของราคาน้ำมันที่ขึ้นนะครับ เอ่อ ราคาพลาสติกที่ขึ้น ราคากล่องที่ขึ้น ทุกอย่างที่มันอาจจะขึ้นขยับราคาขึ้นไปสัก 15-20% ซึ่งตอนเนี้ยสินค้าหลายอย่างต้องขยับแล้วนะ ขนาดหนังสือพิมพ์ขยับจาก 10 เป็น 15 บาทแล้วอย่างงี้เนี่ยนะครับ

มันแปลว่าทุกอย่างที่อยู่ในชีวิตของคนไทย คนนี้มันแพงขึ้นหมด

เราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าอีกหน่อยเนี่ย น้ำ 1 ขวดจะราคาขึ้นเมื่อไหร่ เพราะว่าขวดหรือบรรจุภัณฑ์เนี่ย ราคามันขึ้นแล้วเกือบเท่าตัว วันนี้ถ้าอยู่ดีๆนะครับ สต๊อกพลาสติกเดิมมันหมดไปเนี่ยนะครับ คนไทยทุกคนก็ต้องเจอว่าคุณซื้อน้ำ คุณซื้ออะไรก็ตาม คุณต้องจ่ายค่าขวดแพงขึ้นเท่าตัว ซึ่งทุกวันนี้เราก็แทบไม่มีไม่มีตังค์พอกันอยู่แล้วเนี่ย มันจะเจอปัญหาอย่างนี้หนักขึ้น เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนของประชาชน ตัวเนี้ย มันเดือดร้อนมายังบนโต๊ะอาหารนะ

คือประเทศที่น้ำเปิดก๊อกดื่มไม่ได้อ่ะ

แล้วมาเจอเรื่องเนี้ย

คือโดนซ้ำเติมขนาดไหนวะ

ใช่แล้วพอมีคนพูดว่าจะทำน้ำประปาดื่มได้ แล้วเยาะไอ้น้ำประปาดื่มได้เรื่องเลอะเทอะไม่มีสมองบ้า

เฮ้ย มันช่วยค่ะ มันช่วยค่ะ มันช่วยมากเลย ถ้ามันทำได้อ่ะ

อือ

นี่ ยังไม่รวมว่าเดี๋ยวน้ำไม่พอเนา

นี่ ยังไม่รวมว่าอันนี้คือเราพูดถึงน้ำดิบใช่มั้ย ที่อยู่ในระบบชลประทาน พอไม่พอในปีที่แล้ง นี่เราไม่รวมถึงนอกระบบชลประทาน เห็นมั้ยว่าเริ่มแบบเริ่มแย่กันหมดแล้ว นี่เรา คือมันเจอหมดเลยนะอาจารย์

แล้วปีที่ปัญหาไทยแรง มันแรงขึ้นด้วยไง

แร้งไม่มีน้ำ

เอ่อน้ำมันแพง คือแบบโห

เนี่ย คือเราเป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ทำงานในห้องแอร์ เราก็จะเจอภาพแบบนึงใช่ป่ะ แต่คนที่เขาแบบทำแต่ละอาชีพ อยู่พื้นที่แตกต่างกัน คือเราต้องมาดูรัฐบาล หรือคนรัฐบาลเนี่ย ปฏิบัติตัวแบบเนี้ย มีคำพูดแบบเนี้ย มีพฤติกรรมแบบเนี้ย คือให้พวกกู มีกำลังใจใช้ชีวิตยังไงวะ

ใช่ๆ

ธรรมดานี่กูก็ดิ้นเองไม่น้อยอยู่แล้วนะ

ก็ต้องพูดต่อไปนะครับ แล้วเรา

ฉันปิดไมค์ดีกว่า ฉันฉันฉันปิดไมค์ดีกว่า

คือเราก็ต้องพูดต่อไป เพราะว่าการพูดเนี่ย มันคืออย่างน้อยมันก็คือการ มันคือการพยายามจะคุมวิถีทางของรัฐบาลนะครับ แล้วเรื่องขุดอนุทินที่ไม่ยอมพูดอะไรนะครับ แล้วก็ปิดปากเนี่ย นักข่าวสายทำเนียบก็ต้องไม่ยอมได้แล้วนะ อย่าอย่าปล่อยให้นายกทำให้เป็นเรื่องตลกนะครับ มันต้องมีนักข่าวที่กล้าพูดว่าท่านนายกครับ ท่านนายกเป็นนายก นายกไม่พูดไม่ได้ นายกต้องพูด เพื่อให้ประชาชนรู้ว่านายกจะพาประเทศไปทางไหน

แล้วถ้ายังนายกยังไม่พูด นักข่าวทำก็ต้องถามว่าที่ท่านนายกไม่พูดเนี่ย เพราะท่านนายกไม่มีอะไรจะพูดใช่มั้ยคะ ต้องเอาให้แก รู้สึกว่าแกต้องพูดอะไรได้แล้ว 1 2 3 4 เราไม่ต้องกลัวนายกโกรธ

นะครับ วันเนี้ยทุกคนที่พูดได้ ส่งเสียงได้เนี่ย ต้องช่วยกันส่งว่า เฮ้ย ประเทศลำบากเนี่ย ผู้นำประเทศเนี่ย จะต้องทำงานเพื่อเราให้หนักกว่านี้ นะครับ แล้วขั้นต่ำสุด การทำงานคือการบอกเราว่าคุณมีอะไรอยู่ในหัว คุณจะช่วยเราได้ยังไง อย่าให้เราเนี่ย ใช้ชีวิตแบบที่เหมือนกับว่าเราต้องดิ้นรนไปตามสายน้ำของความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ และความปรวนแปรทางพลังงาน

ซึ่งทุกวันนี้โลกของคนไทยเป็นแบบนี้ ตื่นมาก็แบบ

สังเกตมั้ย เพจทุกวันนี้ คือเพจต่างๆ ทุกวันเนี้ย หัวค่ำก็ราคาน้ำมันลงและ อ้า ราคาน้ำมันขึ้นและ เฮ้ย หญิงอย่างงี้มันไม่ได้นะ มันกลายเป็นประเทศที่แบบ มันบริหารแบบวันต่อวัน

เช้ากินค่ำ

ทีละวัน

ลุ้นอิหร่าน ลุ้นทรัมป์

แล้วก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะ เอ่อ รับผิดชอบกับสถานการณ์ทั้งหมดโดยรวมของประเทศยังไง ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราได้จากรัฐบาลนะครับ ที่เคยพูดว่าตัวเองเป็นรัฐบาลมืออาชีพ ซึ่งวันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ไป