📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร (3.1/6) : การพัฒนาทักษะการฟัง

SDUChannels24:23

Transcription

[เพลง] [เพลง] [เพลง] สวัสดีค่ะนักศึกษา พบกันอีกครั้งนะคะ อาจารย์เบญจมาศ ขำสกุลค่ะ

เอ่อ ในช่วงนี้เราจะมาฝึกพัฒนาทักษะการฟังกันนะคะ นักศึกษาคะ ในโลกของยุคเทคโนโลยีมีความรวดเร็ว ทั้ง High Speed 3G ต่างๆ หรือแม้แต่สื่ออินเทอร์เน็ตต่างๆ โทรศัพท์มือถือเหล่านี้ทำให้เรามีความรวดเร็วในการสื่อสารนะคะ แต่สิ่งหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อเราคือ ทุกคนล้วนอยากแต่ล้วนแต่อยากจะสื่อสาร แต่ว่าฟังกันน้อยลง นักศึกษาทราบหรือไม่คะ เมื่อเราฟังกันน้อยลงจะเกิดอะไรขึ้น คิดว่าคงไม่ต้องขยายความนะคะ หากเราฟังกันน้อยลง ความเข้าใจย่อมลดน้อยกันลงด้วยนะคะ

เพราะฉะนั้น ตรงนี้เรามาดูกันซิว่า เราจะพัฒนาทักษะการฟังอย่างไรค่ะ นักศึกษาคะ ในช่วงนี้ นักศึกษาจะได้พัฒนาทักษะการฟัง 5 ประเด็นด้วยกันนะคะ ได้แก่ ความหมายและกระบวนการฟัง ความสำคัญของการฟัง จุดมุ่งหมายของการฟัง การฟังอย่างมีประสิทธิภาพ และการฝึกความสามารถในการฟังนะคะ

เรามาเริ่มกันเลยนะคะว่า จริงๆ แล้วการฟังคืออะไร นักศึกษาทราบไหมคะว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน เสียงทุกเสียงที่เข้ามาผ่านโสตประสาทของเรานั้น ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังฟังอยู่นะคะ หากแต่ว่าการฟังเป็นกระบวนการขั้นที่ 2 เท่านั้น สิ่งที่เราได้ยิน เราไม่สามารถแปลความหมายได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราแปลความหมายของสิ่งที่ได้ยิน ของเสียงที่ได้ยิน เมื่อเราแปลความหมาย เกิดการเกิดการเข้าใจขึ้นมา นั่นเรียกว่าการฟังค่ะ

แล้วครูก็หวังว่าอยากให้พวกเราไปถึงขั้นของการฟัง มากกว่าการได้ยินนะคะ เมื่อเราทราบความหมายของการฟังแล้วว่า หมายถึงการแปลงสัญญาณของการได้ยินด้วยการแปลความหมายนะคะ เรามาดูกันว่ากระบวนการฟังประกอบด้วยสิ่งใดบ้างนะคะ นักศึกษาจะเห็นจากแผนภูมิวงกลมนะคะว่า ขั้นที่ 1 ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้า เมื่อเสียงผ่านมายั้งโสตประสาทเราเรียกว่าการได้ยิน เมื่อใดก็ตามที่เสียงมีการแปลความหมายแล้วผ่านไปยังสมองนั้นเรียกว่าการฟังนะคะ

อย่างไรก็ตามค่ะ การที่ทุกคนฟัง ก็ไม่ได้ประกันได้ว่าแต่ละคนจะมีความเข้าใจที่ตรงกันนะคะ การที่จะรับรู้สารในสิ่งที่ฟัง เข้าใจตรงกันได้นั้น เกิดจากประสบการณ์ของแต่ละคน เกิดจากความสนใจด้วยนะคะ เมื่อเราเข้าใจแล้ว สิ่งที่จะต่อมานั้นก็คือเรื่องของการคิดค่ะ เข้าไปในใจ สมองจะสั่งการให้เราคิดต่อว่า สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังนั้นคืออะไร และสุดท้ายเป็นสิ่งที่ครูหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะไปถึงขั้นนี้ สุดท้ายไม่ว่าเราจะฟังอะไรก็ตาม เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ค่ะ

นักศึกษาคะ หากเราเลือกรับประโยชน์ของการฟังได้ เราจะใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ามากนะคะ เพราะเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ค่ะ ต่อไปนะคะ เรามาดูแผนภูมิวงกลมกันนะคะ ในเรื่องทักษะของการสื่อสารค่ะ นักศึกษาจะเห็นว่าทักษะการสื่อสารคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน นั้น การฟังมีเกือบ 50% ของชีวิตประจำวันของเรา นั่นคือ 45% ด้วยกันนะคะ ธรรมชาติสร้างเรามาให้ฟัง ใช่มั้ยคะ นักศึกษาเคยตั้งคำถามกับตัวเองมั้ยคะว่า ทำไมการฟังถึงมีเปอร์เซ็นต์ร้อยละมากกว่าการพูด มีเปอร์เซ็นต์ร้อยละมากกว่าการอ่าน และมีเปอร์เซ็นต์ร้อยละมากกว่าการเขียน นั่นเพราะว่าการการฟังเป็นกับดักของการเก็บเกี่ยวข้อมูลค่ะ

ถ้านักศึกษาไม่ฟัง นักศึกษาไม่สามารถที่จะพูดออกมาได้นะคะ หรือนักศึกษาพูดได้ แต่การพูดครั้งนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ค่ะ และหากนักศึกษาไม่ฟังเช่นเดียวกัน นักศึกษาก็ไม่สามารถเขียนออกมาได้เช่นกันค่ะ เพราะงั้นการฟังเป็นการสื่อสารพื้นฐานทั้งหมดที่นำไปสู่การต่อยอดนะคะ

นี้เรามาดูกันนะคะว่า การฟังมีความสำคัญอย่างไร การฟังก่อให้เกิดการเรียนรู้ มีคำกล่าวว่าเราอ่านหนังสือเล่มไม่เหมือนกับการได้ฟังปราชญ์ 1 คนพูดในเวลา 10 นาที นักศึกษาพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมคะ ว่าถ้าเราตั้งใจจะฟังใครสักคนนั้น เราสามารถจับประเด็นได้ เกิดความรู้ขึ้นมาโดยปริยายใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นไม่ว่าฟังอะไรก็ตาม นักศึกษาเกิดกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลานะคะ เกิดเกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ในห้องเรียน นอกห้องเรียนนะคะ ทุกอย่างรอบตัวเราล้วนเป็นครูหมดเลยนะคะ

นอกจากนี้ การฟังยังกระตุ้นให้เกิดการคิด และทักษะการฟังก็คู่กับการทักษะการพูดค่ะ เมื่อเราฟังแล้ว เราคิดต่อยอดได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น นักศึกษาฟังอาจารย์บรรยายในห้องเรียน นักศึกษามีจิตวิญญาณที่จะติดตามในสิ่งประเด็นของอาจารย์ผู้สอนหรือไม่ และนักศึกษาสามารถไปคิดต่อได้หรือไม่ว่า สิ่งที่อาจารย์นำเสนอนั้น อาจารย์ต้องการ เอ่อ เน้นย้ำเรื่องอะไร หรือแม้แต่ในชีวิตประจำวัน ที่นักศึกษารับข้อมูลข่าวสารต่างๆ นักศึกษาไปคิดต่อยอดและนำมาปรับใช้ได้หรือไม่ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ

และนอกจากการฟังจะกระตุ้นการคิด การพูดแล้ว การฟังทำให้เราเกิดการผ่อนคลายค่ะ ตรงนี้ครูคงไม่ต้องอธิบายมากนะคะ เพราะครูเนี่ยคิดว่ามนุษย์ทุกคนชอบความผ่อนคลายค่ะ นักศึกษาจะเห็นว่านักศึกษาสามารถฟังเพลงไปด้วย ดูทีวีไปด้วย และอ่านหนังสือไปด้วย อันนี้เป็นพรสวรรค์ที่มันเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคปัจจุบันนะคะ อันนี้ถือว่าดีมากเลยค่ะ ถ้าเราสามารถแยกโสตประสาทได้

นอกจากการฟังยกระดับจิตใจแล้ว การฟังเกิดการผ่อนคลายแล้ว การฟังยังสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคลนะคะ ครูจะยกตัวอย่างว่า นักศึกษาบางครั้งเนี่ย เราไม่จำเป็นต้องพูดนะคะ บางครั้งพูดออกไปไม่ได้หมายความว่าเราจะมีประโยชน์กับเรา หรือมีประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ถ้าเราไม่รู้จักที่จะพูด แต่แค่เราฟัง ทุกครั้งที่เรานิ่งฟัง มันจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับเราค่ะ

ครูมีเรื่องเรื่องนึงจะเล่าให้ฟังนะคะ เอ่อ ครูมีเพื่อนคนนึง ซึ่งเพื่อนคนนี้ของครูเป็นคนที่คุยเก่งมากค่ะ และทุกคนก็ยอมรับว่าไม่ไม่สามารถฟังเพื่อนครูพูดได้นานขนาดนี้ แต่เพื่อนจะบอกครูว่า ครูเป็นคนดี ครูไม่ได้ทำอะไรที่เป็นพิเศษมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ทำนะคะ นักศึกษาทราบไหมว่าทำไมเพื่อนถึงบอกว่าครูเป็นคนดี เพราะว่าครูฟังในสิ่งที่เพื่อนคนนั้นพูดค่ะ ครูฟังแล้วพยักหน้า แล้วก็ยิ้มรับ แล้วก็แนะนำบ้างเป็นบางครั้ง เห็นไหมคะ แค่นักศึกษาหยุดนิดนึงฟังคนอื่น นักศึกษาก็เป็นคนดีแล้ว โดยที่นักศึกษาไม่ต้องเสียเงิน หรือพูดอะไรออกไป ครูฝากข้อคิดส่วนนี้ไว้นะคะว่า นักศึกษาอย่าลืมนะคะว่า แค่ฟังทำให้เกิดบุคลิกภาพที่ดีต่อเรานะคะ หากฟังคนอื่นบ้างค่ะ

การหาเพื่อนสักคน หรือคนสักคนมาฟังเราเนี่ย หาได้ยากเต็มทีในโลกปัจจุบันนะคะ และครูอยากให้นักศึกษาเป็นหนึ่งในนั้นค่ะ เป็นคนที่มีเสน่ห์ที่จะฟังคนอื่นนะคะ นักศึกษาทราบถึงเรื่องความสำคัญของการฟังไปแล้วนะคะ เอ่อ ครูอยากจะแนะนำวิดีทัศน์จาก YouTube นะคะ เอ่อ ชุดนึงซึ่งบรรยายโดยรองศาสตราจารย์ ดร. เสรี วงษ์มณฑา ในเรื่องการพัฒนาบุคลิกภาพและบริหารเสน่ห์ค่ะ ทำไมครูถึงหยิบยกเรื่องนี้มา ครูคิดว่าทุกคนอยากมีบุคลิกภาพ ทุกคนอยากมีเสน่ห์ค่ะ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นจุดที่พื้นฐานที่เตรียมให้นักศึกษาก้าว เอ่อ ในชีวิตของการเรียนและการทำงานในอนาคตนะคะ ว่าคนที่มีเสน่ห์เขาเป็นคนอย่างไร

ขอนักศึกษารับชมวิดีทัศน์จาก YouTube ชุดนี้ให้มีความสุข แล้วก็อย่าลืมจับประเด็นด้วยนะคะนะครับ เราจะมีอิทธิพลจูงใจคนอื่นได้อย่างไร นิสิตต้องทำตัวเป็นคนรอบรู้ อ่านเยอะ ฟังเยอะ คนเรายิ่งอ่านเยอะเท่าไหร่ ฟังเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งจะทำให้คนเชื่อถือเรามากขึ้นแค่นั้นนะครับ อันหนึ่งที่ครูภูมิใจและอยากให้นิสิตทำให้ได้ สมัยครูสอนปริญญาตรี จะมีเด็กบางคนขึ้นมาถามบอกอาจารย์ อาจารย์เรียนจบเมเจอร์อะไร ครู ก็ถามทำไมถามอย่างงั้น ก็ไม่รู้เวลาอาจารย์ยกตัวอย่าง เดี๋ยวก็มีรัฐศาสตร์ เดี๋ยวก็มีเศรษฐศาสตร์ เดี๋ยวก็มีวรรณคดี เดี๋ยวก็มีประวัติศาสตร์ อาจารย์จบอะไร ทุกอย่างมันได้จากการอ่าน มันได้จากการฟัง คือคนเรามันจะเมเจอร์อะไรได้นักหนา มันก็ได้เมเจอร์เดียวเท่านั้นแหละ แต่บังเอิญครูเรียน 3 ปริญญา นี่ไม่เกี่ยวกันเลย ตรี โท เอก นี่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย มันก็มากขึ้นมาหน่อยอีกะ แต่ไอ้การที่เราได้อ่านเยอะฟังเยอะนะครับ แล้วก็เชื่อตรงนี้นะคะ Communication is Power คนที่มีความสามารถในการสื่อสารจะเป็นผู้ทรงอำนาจ เพราะฉะนั้นพูดดี พูดเก่งจะเป็นคนที่ได้เปรียบเสมอ และต้องทำให้คนเห็นความจริงใจของเราเวลาที่เราแนะนำให้ใครเขาทำอะไรว่าเรามิได้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เราไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นนะคะ และที่สำคัญ Walk your Talk พูดอะไรไว้ต้องทำสิ่งนั้นนะคะ

อย่างครูเองเนี่ย เป็นคนจัดรายการโทรทัศน์ แล้วครูพูดอะไรหลายสิ่งหลายอย่างในการสอนโทรทัศน์ เวลาครูทำอะไรครูต้องระมัดระวังมาก ในกระเป๋าเสื้อครูเนี่ยนะคะ จะมีกระดาษฟอยล์ห่อหมากฝรั่ง จะมีกระดาษลูกอมเทส เพราะว่าเราสอนคนว่าอย่าทิ้งขยะเรี่ยราด ถ้าครูไปไหนมันไม่เจอถังขยะ ครู ก็ต้องเก็บใส่กระเป๋าครูใช่มั้ยคะ ไม่ใช่เราสอนคนแล้วพอเราเห็นว่าเอ้อไม่มีขยะ เอาเราว่าตรงนี้ล่ะ กูทิ้งเลย แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร คนเราเนี่ย เราสอนอะไรใคร เราต้องทำให้ได้ในสิ่งนั้นนะครับ และคนที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือได้ ต้องเป็นคนรักษาสัญญา อย่าผิดสัญญา เพราะเราผิดสัญญา 1 ครั้ง เราจะกลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะได้ง่ายๆ และถ้าเราอยากให้คนเชื่อเรา เราก็ต้องเชื่อคนอื่นเป็นนะคะ อย่าทำตัวเป็นอวดรู้ทุกเรื่อง เรารู้บางเรื่องเพื่อแนะนำคน แต่คนอื่นเขาก็รู้บางเรื่องที่แนะนำเราได้ ตามหลักขงจื้อบอกว่า เดินมา 3 คน อีก 2 คนเป็นครูเราได้เสมอ ก็แปลว่าเราจะคบเพื่อนกี่คนก็ตาม เพื่อนทุกคนมีอะไรบางอย่างที่ดีกว่าเราที่สอนเราได้ เพราะฉะนั้นเราต้องยกย่องให้เกียรติคน

ความแคล่วคล่องของเรา เราทำงานด้วยความกระตือรือร้น ใช้ชีวิตที่ร่าเริงแจ่มใส ดูแลสุขภาพร่างกายของเราให้แข็งแรง และทำตัวเองให้เป็นคนมีความสุข ซึ่งการจะมีความสุขได้เนี่ยนะคะ เราต้องเป็นคนที่มีศิลปะในการดำเนินชีวิต ส่วนตัวไม่ทำอะไรที่เบียดเบียนตัวเอง ไม่หาเรื่องให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในความหายนะนะฮ์ และเราจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความมั่นใจอ่ะ สรุปถ้าน้องจะไปหา รองอธิการ จงไปในลักษณะต่อไปนี้ มาดที่เดินเข้าไปสง่าผ่าเผย การแต่งเนื้อแต่งตัวแสดงถึงความเป็นคนมีรสนิยม นิสัยในการพูดจาและแสดงออกนิสัยดี เป็นคนปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดี เป็นคนทำดีให้คนเชื่อถือ เป็นคนที่ดูแลตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นอย่างดี เป็นคนที่พูดจาด้วยความมั่นใจและแสดงตนเป็นคนอารมณ์ดีตลอดเวลา ถ้าทำได้เช่นนี้ เราก็เป็นคนบุคลิกดี มนุษยสัมพันธ์

คนมีมนุษยสัมพันธ์ดี คือคนที่ยอมรับความแตกต่างระหว่างเรากับคนอื่น ไม่เกณฑ์ให้คนอื่นเหมือนตนเอง แล้วใครเขาแตกต่างจากเรา เราก็ยกย่องเขาได้ และเวลาใครพูดจาอะไร อย่าลืมคำพูดที่ว่าว่าเอ้อ ฉันชอบความคิดคุณ เออ มุมมองนี้เป็นอีกมุมนึงที่น่าสนใจนะฮะ ประโยคก็คือ What do you think I like it เออ เรื่องนี้คุณคิดยังไง เออ อันนี้เข้าท่า สิ่งเหล่านี้มันต้องมี แต่ถ้าเกิดเราทำอะไรโดยไม่เคยถามความคิดเห็นคนอื่นเลย หรือใครแสดงความคิดเห็นออกมา เราก็ไม่เคยชื่นชมความคิดเห็นเขาเลย เราก็ไม่มีทางที่จะมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เราต้องมีทักษะมนุษย์ Human Skill ทักษะมนุษย์คืออะไร ทักคนเป็น ชมคนเป็น ห่วงคนเป็น เลือกบทสนทนาเป็น ขอโทษเป็น ขอบคุณเป็น ใส่ปุ๋ยชีวิตเป็นนะคะ เจอหน้าคนทักที่ทำให้เขาอยากคุยกับเราต่อ เขามีดีชม เขามีปัญหาห่วง เรากับเขาอยู่ด้วยกันจะคุยเรื่องอะไรดีนะ ครับ เราทำผิดขอโทษ ทำดีกับเราขอบคุณ และเขาชอบฟังประโยคอะไรที่ทำให้ชีวิตเบิกบาน เราเรียกประโยคนั้นว่าปุ๋ยชีวิตนะคะ อย่างตอนนี้ของครูเนี่ย ปุ๋ยชีวิตก็คือเวลาครูบอกใครว่าครู 63 แล้ว ถ้าเกิดใครพูดจริงอ่ะ ไม่เห็นเหมือน 60 เลย โอ้โห นี่ปุ๋ย 16 16 เลย บ้านนะ ดอกสะพรั่งเต็มต้น มนุษย์เรามีปุ๋ยชีวิตเสมอ เพราะฉะนั้นเราหาให้เจอ ว่าว่าคนคนนี้โตด้วยปุ๋ยชนิดไหน แล้วเราก็ใส่ปุ๋ยให้กับเขา นั่นเป็นทักษะมนุษย์

เราเป็นคนมีคุณธรรมนะคะ กระบวนทัศน์ของมนุษยสัมพันธ์ อ่า เอาไปเขียนติดไว้ที่โต๊ะนะ I admit that I Make mistake ยามทำผิดจงรับผิด You Did a good job ใครทำดีจงชมเชย What do you think เวลาทำอะไรถามความคิดเห็นคนอื่น I like it เวลาคนอื่นแสดงความคิดเห็นจงชื่นชม Thank You จงซาบซึ้งความดีของคนอื่น วี่ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรามีแต่เราเท่านั้นเนี่ย ค่ะไปเขียนให้สวยๆติดไว้ที่โต๊ะแล้วก็ จดจำตลอดเวลาว่าถ้าเราใช้กระบวนทัศน์นี้ ในการประพฤติปฏิบัติ เราจะเป็นคนที่มีเสน่ห์อย่างมากนะคะ

สาจะเห็นว่ามีทั้งหมด 10 ประการด้วยกัน แต่ประการแรกนั่นคือเรื่องของการฟังมาก ใช่มั้ยคะ ฟังมาก อ่านมาก ทำให้คนเชื่อถือ ถ้าเกิดว่าในทางกลับกัน เราไม่ฟังใคร หากเราไม่ฟังใคร เราก็จะไม่ได้รับความเคารพจากคนอื่นเช่นกันค่ะ ประการต่อมานะคะ เกิดความสามารถในการสื่อสารที่ทรงอำนาจ ค่ะ ความสามารถในที่นี้ไม่ได้หมายความว่านักศึกษาจะพูดเก่งอย่างเดียวนะคะ ความสามารถในการสื่อสาร นักศึกษาสามารถสื่อสารอย่างถูกกาลเทศะด้วยนะคะ และทุกครั้งของคนที่มีเสน่ห์คือเป็นคนที่มีความจริงใจ เป็นคนที่รักษาสัญญา พูดอย่างไรก็ทำตามนั้น และเป็นคนที่ถ่อมตนค่ะ ยิ่งสูงก็ยิ่งถ่อมตนนะคะ แล้วก็เป็นคนที่มีบุคลิกภาพคล่องแคล่ว ร่าเริงแข็งแรง มีอารมณ์ก็คือมีความ เอ่อ ใช้ มีการใช้ศิลปะในการดำรงชีวิตนะคะ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร นักศึกษาไม่แค่รู้ศาสตร์ในการสื่อสารเท่านั้น แต่นักศึกษาต้องมีศิลปะในการดำเนินชีวิตด้วยเช่นเดียวกัน การฟังผู้อื่นเป็นคือศิลปะอย่างหนึ่งที่จะได้เข้าไปนั่งในใจคู่สนทนานะคะ และสุดท้าย เอ่อ ก็คือความมั่นใจและการสร้างมนุษยสัมพันธ์ เห็นไหมคะ แค่ฟังเราก็ไม่เสียอะไรเลย มีแต่ได้กับได้ เห็นไหมคะ นักศึกษา

ทีนี้หลังจากที่นักศึกษารับชมวิดีทัศน์ชุดนี้แล้ว ในตอนต่อไป นักศึกษาจะเห็นว่าในการฟังแต่ละครั้งเนี่ย นักศึกษาต้องมีเป้าหมายนะคะว่าฟังแล้วมีจุดมุ่งหมายอะไรบ้าง เราจะเห็นในแผนภูมิสามเหลี่ยมนะคะ ประการแรกเขาบอกว่าฟังแล้วสามารถจับใจความสำคัญได้หรือไม่ การจับใจความสำคัญคือสามารถบอกเรื่องราวได้ ว่าง่ายๆเลยนะคะ 5 W 1 H ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด อย่างไร และทำไมนะคะ และขณะที่ฟัง นักศึกษาสามารถหาเหตุผลมาโต้แย้งได้หรือไม่ เราคงไม่ฟังเรื่องใดๆ โดยที่ปล่อยเลยตามเลยนะคะ ขณะที่ฟังเราสามารถโต้แย้งได้ในใจของเรานะคะ ขณะที่ฟังในบางครั้งเราก็มีความเพลิดเพลินในจินตนาการ อันนี้ครูจะยกตัวอย่างว่า อันนี้เหมาะกับการฟังในเรื่องของการฟังเพลง การฟังละครต่างๆนะคะ ฟังทำให้เกิดการรอบรู้ และไม่ว่าจะฟังสารอะไร นักศึกษาสามารถวิเคราะห์ประเมินค่าได้หรือไม่คะ การวิเคราะห์ประเมินค่าคืออะไร บอกได้ว่าสิ่งที่ฟังนั้นดีหรือไม่ดี อย่างไร นี่คือจุดมุ่งหมายของการฟังนะคะ

แต่สิ่งที่ครูอยากจะฝากก็คือว่า ในชีวิตวันนึงของเราเนี่ย ออกจากบ้านเราก็ฟังพ่อแม่ใช่มั้ยคะ มาถึงโรงเรียนแล้วก็ฟังเพื่อน ฟังครูอาจารย์ เข้าห้องเรียนแล้วก็ฟังเนื้อหาการบรรยายใช่มั้ยคะ เอ่อ กลับไปก็ฟังวิทยุ ดูทีวี ฟังข่าวต่างๆ ฟังละคร เห็นไหมคะ เราไม่สามารถแยกทักษะการฟังออกจากชีวิตได้ เพราะเพราะฉะนั้น นักศึกษาคะ อย่าลืมนะคะว่าจุดมุ่งหมายของการฟังในแต่ละสารไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการจับประเด็น การหาเหตุผล การความเพลิดเพลิน รอบรู้ และวิเคราะห์ได้

ทีนี้เรามาดูกันว่า แล้วการฟังที่มีประสิทธิภาพนั้นทำอย่างไร นี่คือเรื่องของการแบบทดสอบค่ะ ว่านักศึกษามีประสิทธิภาพในการฟังมากน้อยแค่ไหน ครูจะให้เวลานักศึกษาได้ลองพิจารณา บนหน้าจอ นะคะ 10 ประการด้วยกัน เอ่อ ครูบอกก่อนว่า ถ้านักศึกษาสามารถตอบถูก 9-10 ข้อ นั่นหมายความว่านักศึกษาเป็นนักฟังที่ยอดเยี่ยม แต่ได้ 7-8 คะแนน คือเป็นนักฟังที่ดี 5-6 คะแนน นักศึกษาคะ ก็ในระดับใช้ได้ แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ต่ำกว่า ต่ำกว่า 5 คะแนน นักศึกษาต้องพิจารณาตัวเราเองแล้วนะ ว่าเราเป็นนักฟังที่ดีหรือไม่

เรามาดูข้อแรกกันนะคะ นักศึกษาจำได้ไหมคะว่าในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาเนี่ย ใครพูดอะไรให้เราฟัง เราจำเหตุการณ์นั้นที่ผ่านมาได้หรือ ไม่ หรือว่าใน 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา นักศึกษาจำไม่ได้แล้วว่าเราฟังอะไรมาบ้าง ลองตรวจสอบตัวเองนะคะ หรือข้อ 2 ตอนที่นักศึกษาคุยกับใครก็ตาม นักศึกษารู้สึกว่านักศึกษาฟังสบายๆ ไม่มี ความเครียดในการฟัง หรือว่านักศึกษาฟังด้วยความเครียด ครูจะบอกว่าทุกอย่างถ้าฟังด้วยความเครียด นักศึกษาจะไม่ ไม่สามารถจับประเด็นของเรื่องที่ฟังได้นะคะ หรือในข้อ 3 นะคะ เขาบอกว่าเวลาฟัง นักศึกษาสบตาผู้พูดหรือไม่ อย่าลืมนะคะว่าการสบตาเป็นศาสตร์และศิลปะอย่างหนึ่งของการสื่อสารนะคะ แต่มีข้อยกเว้นค่ะ ถ้าผู้พูดตรงหน้าเป็นชายหนุ่ม นักศึกษาเขินอายหลบตาได้ค่ะ อันนี้ก็เป็นศิลปะอย่างนึงนะคะ ไม่ได้หมายความว่าก็ต้องสบตาทุกครั้งนะคะ

อ่า ต่อมาข้อ 4 นะคะ เวลานักศึกษาฟังใครเนี่ย นักศึกษามีความรู้สึกว่าอยากต่อต้านขึ้นมา ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด นักศึกษาจะยกมือทันทีหรือไม่คะ รู้ว่าอันนี้ก็ก็ไม่ดีนะ ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราควรเก็บไว้ก่อน จริงไหมคะ ต่อมานะคะ ข้อ 5 ค่ะ ตอนที่นักศึกษาคุยกับใครเนี่ย นักศึกษามักจะถามคำถามขยายความในสิ่งที่นักศึกษาฟังเสมอ นะคะ อันนี้ดีนะคะ นักศึกษาหมายถึงว่านักศึกษา กำลังสนใจแล้วติดตามเรื่องที่ฟังอยู่ค่ะ ต่อไปข้อ 6 นะคะ เวลาที่คุย นักศึกษามีความรู้สึกทัศนคติ นักศึกษาชอบไม่ชอบ นักศึกษา ก็แสดงออกอย่างชัดเจน ถ้านักศึกษาชอบก็ไม่มีปัญหานะคะ แต่ถ้านักศึกษาฟังในเรื่องที่ ไม่ชอบ หรือรู้สึกขัดใจ นักศึกษาต้องเก็บอาการนิดนึงนะคะ นั่นหมายถึงว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพของการฟังค่ะ

และข้อต่อมานะคะ ข้อ 7 นักศึกษาชอบพูดตัดบทไหมคะ ไม่อยากฟังเรื่องนี้ อ่า พะ ไม่อยากฟังอ่ะ อันนี้ก็คือไม่ดีนะคะ เราควรที่จะมีความอดทนในการฟัง จะทำให้เกิดการฟังนั้นมีประสิทธิภาพ นักศึกษาทราบหรือไม่ว่าเราอดทนฟัง เราอาจจะได้ยินในสิ่งที่เป็นประโยชน์ก็ได้นะคะ ต่อมานะคะ ข้อ 8 นักศึกษามีท่าทีความเห็นหลังจากที่ฟังสนหรือไม่ ทำไมคะ นักศึกษาทุกคน เมื่อเราสื่อสารด้วย เขาอยากให้เรามีปฏิกิริยาในการสื่อสารนะคะ ถ้านักศึกษาฟังใคร นักศึกษาแสดงความสนใจนิดนึง พยักหน้า สบตา หรือแม้ถามกลับบ้าง อย่างนี้จะเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งนะคะ

ต่อไปข้อ 9 นะคะ ตอนที่ อ่า ฟังอยู่เนี่ย นักศึกษาชอบพูดแทรกหรือไม่คะ อันนี้ทุกคนคิดว่าไม่ใช่ลักษณะของคนที่น่ารักเลย ใช่ไหมคะ และข้อสุดท้ายนะคะ ขณะที่นักศึกษาฟังใครอยู่นักศึกษาก็ จะมีอวัจนภาษามากมายที่แสดงให้คู่สนทนา รู้ว่านักศึกษาไม่สนใจที่จะฟัง เช่น เอ่อ เล่นปากกา หรือมองนู่นนี่นั่น อันนี้การฟังก็ไม่เกิดประสิทธิภาพ ทำไมเรื่องง่ายๆแบบนี้จะต้องมาบอกเล่า 90 กับนักศึกษา เพราะว่าเรื่องหลายอย่างเป็นเรื่องง่ายๆที่เรามองข้ามนะคะ ครูคิดว่าวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร เราไม่ได้สอนเฉพาะศาสตร์เท่านั้น แต่เราอยากให้เป็นนักศึกษาเป็นบุคคลที่มีเสน่ห์อย่างสง่างามนะคะ

ต่อไปนะคะ ครูหวังว่านักศึกษาจะได้ใช้ 10 ข้อนี้เป็นผู้ฟังที่ดีนะคะ สุดท้ายนี้ค่ะ ครูอยากทราบว่านักศึกษามีความสามารถในการฟังมากน้อยแค่ไหน อันนี้คิดว่านักศึกษาหลายคนชอบนะคะ พี่ตูน บอดี้สแลม ก็คือขอให้นักศึกษาได้รับฟังเพลง เรือเล็กควรออกจากฝั่งนะคะ เพราะว่าเพลงนี้มีอะไรหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้นค่ะ ขอให้นักศึกษามีความสุข แล้วก็จับประเด็นในการฟังได้นะ คะ