Transcription
อ่าเรื่องรถไฟฟ้ามันมีความแตกต่างกันแน่นอน ใครพูดอะไรก็ได้โทรมั้ย?
ครับ อันนี้ผมแสดงคนที่ติดตามนะ เอาหลักการก่อนเลย คือที่ผ่านมามักจะเกิดข้อถกเถียงกัน ว่าเอาภาษีของคน เอาภาษีของคนทั้งประเทศมา ทำให้คนกรุงเทพฯ อ่า เพื่อไทย คุณโดนมาถูกมั้ย?
ครับ ถูกมั้ย?
โดนมาครับ เออ แต่เราไม่ได้เห็นด้วยอย่างงั้นครับ
เอ่อ ก็คือทำไมต้องเอาเงินภาษีคนทั้งประเทศเอามาพัฒนาให้กรุงเทพฯ คุณยังยืนยันว่า?
ผมยืนยันว่าคิดแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะว่างบประมาณของภาครัฐเองเนี่ย จริงๆ มีหลากหลาย แล้วก็เราก็ทำงบประมาณในหลากหลายประเภท ไม่ได้หมายความว่าเงินทุกบาททุกสตางค์มันจะต้องใช้เพื่อคนทุกกลุ่มไปพร้อมกัน แต่มันจะแบ่งเป็นท่อนๆ ได้ว่างบประมาณในส่วนนี้สนับสนุนกิจกรรมไหน หรือว่าคนกลุ่มไหน และคนต่างจังหวัดเอง หรือว่าคนกลุ่มอื่นๆ เองก็มีนโยบายที่ตอบสนองเหมือนกันครับ
อือ่า คุณแบงค์ คุณว่าไง?
ครับ ต้องบอกงี้ครับว่าผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ ก็จ่ายภาษีเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเนี่ย การที่จะทำนโยบายใดๆ ก็แล้วแต่เพื่อตอบสนองให้กับคนกรุงเทพฯ เนี่ย ต้องทำได้นะครับ เหมือนกับที่ผ่านมา เรามีนโยบายทางด้านการเกษตร ถามว่าพี่น้องคนกรุงเทพฯ ได้มั้ย ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในตัว ถูกมั้ยครับ?
รัฐมีหน้าที่ในการจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกัน ทั้งในฝั่งของกรุงเทพฯ ก็ดี และจังหวัดอื่นๆ ก็ดีนะครับ แต่งบประมาณมันมีจำกัดนะครับ ที่ผ่านมาก็มีการพูดถึงกระทั่งว่า จะขึ้นภาษี VAT กันด้วยซ้ำ เพราะเราปล่อยให้ 1 เนี่ย เรามีการปล่อยอย่างรั่วไหลตลอดเวลา มีการคอรัปชันตลอดเวลา และ 2 คือการใช้งบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ ณ วันนี้แน่นอนครับ ถ้าไทยเป็นประเทศที่รวยมาก เราจะให้ฟรีก็ได้ครับ แต่ ณ วันนี้ เราไม่ได้รวยนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องจัดสรรงบประมาณที่มันมีความเหมาะสมนะครับ ทุกอย่างมันก็มีต้นทุนบ้างครับ เพราะประชาชนเราเลยเสนอที่ว่า 8-45 บาท เพราะเราก็มองว่าราคาประมาณนี้เนี่ย เราสามารถรับได้อยู่แล้ว เป็นกลไกเรื่องของ distance base คือในเรื่องของระยะ ระยะทางเนี่ย จะมีผลต่อเรื่องของราคาอนะครับ
อ่า ของคุณ 8-45?
ถูกต้องครับ
รวมทั้งรถเมล์ด้วยมั้ย?
เมด้วยครับ
รวมด้วยนะ อ่า ทีนี้เอานี้ก่อนต่อไปเวลาทำอะไรจะได้ไม่ต้องมาเถียงกัน อ่า ถูกมั้ย ประชาธิปัตย์เห็นยังไง อ่า มักจะมีคนบอก เฮ้ย ทำไมต้องเอาเงินภาษีคนทั้งประเทศมาทำ ให้คนกรุงเทพฯ เอาหลักการนี้ก่อน คุณว่าไง?
ก็ผมเห็นว่าคนกรุงเทพฯ ก็จ่ายภาษีเยอะ ถูกมั้ยฮะ ถ้าเทียบเป็นสัดส่วนเนี่ย เพราะฉะนั้นเนี่ย เออ แล้วเป็นเมืองหลวงด้วย เป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง เพราะฉะนั้นเนี่ย การที่เราจะเจียดงบประมาณมาทำให้ระบบการขนส่งในกรุงเทพฯ ดีขึ้นเนี่ย มันไม่น่าจะติด ก็เหมือนกับที่ได้พูดสักครู่เนี่ยว่า เอ่อ ในหลายนโยบายคนกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ประโยชน์เหมือนกัน แต่ว่าประเทศจำเป็นต้องทำ เพราะฉะนั้นเนี่ย เป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้วที่จะเฉลี่ย นโยบายในการที่จะดูว่ากิจกรรมหรือว่านโยบายไหนที่จะต้องใช้ตังค์บ้าง แต่ว่าของประชาธิปัตย์เราก็มีแนวคิดที่ว่า มันจะต้องมีรถไฟฟ้าในเมืองหลวงใหญ่ๆ ในต่างจังหวัดด้วย เพราะว่าเราต้องการกระจาย เอ่อ การขนส่ง เพราะหลังจากไม่ใช่กรุงเทพฯ เดี๋ยวนะที่เมืองใหญ่ถูกมั้ย อย่างเชียงใหม่ หรือว่าจะเป็นขอนแก่น ภูเก็ตก็ต้องการเหมือนกัน ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางๆ ที่จะต้องเอาเงินภาษีโดยภาพรวมทั้งหมดเนี่ย ไปบริหารเช่นกันฮะ
อ่า แต่ไม่ควรจะเอาเหตุผลที่มาอ้างกันนะ ให้ตกลงกันตรงนี้ก่อน เหลือภูมิใจไทยว่าไง?
ผมพูดตั้งแต่ต้นรายการแล้วครับ คือทั้งหมดอยู่ที่ความเหมาะสม นะครับ คนกรุงเทพฯ ก็ภาษีมากกว่า 50% มาจากกรุงเทพมหานครนะครับ แล้วเราต้อง เราต้องมองว่ากรุงเทพฯ เนี่ยคือศูนย์รวมของเศรษฐกิจของประเทศ มันเหมือนเป็นหัวใจที่ปั๊ม เลือดออกไปกระจายออกไปไปทั่วภูมิภาคครับ เพราะว่าจริงๆ แล้วการดูแลคนกรุงเทพฯ เนี่ย จะเป็นเรื่องการขนส่งสาธารณะ เรื่องสภาพอากาศ เรื่องสิ่งแวดล้อมเนี่ย ไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ อย่างเดียว คนต่างจังหวัดที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ รวมไปถึงนักท่องเที่ยว นะครับ หรือว่านักลงทุนที่มาที่กรุงเทพมหานคร
อ่า ที่กรุงเทพฯ เป็นตัวดึงดูดอ่ะ?
มันเป็น มันเป็นตัวกลางเลย เป็นศูนย์รวม แล้วปัญหาก็คือว่าเวลาเราอัดเรื่องเศรษฐกิจเนี่ยเข้าไปนะครับ กรุงเทพฯ ดีขึ้นจริง เศรษฐกิจโตจริง แต่ต้องถามว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ เนี่ย มันเสื่อมโทรมลง มันดีขึ้น หรือมันแย่ลง เราก็ต้องชดเชยตรงนี้นะครับ ก็เอาไปทำให้ชีวิตเขา โดยเฉพาะคนตัวเล็กๆ ธุรกิจเล็กๆ เนี่ย เขยิบตัวดีขึ้นมาพร้อมกับสภาพเศรษฐกิจของเมืองที่ดีขึ้นด้วยใช่ครับ ก็เลยต้องไปดูเรื่องค่าไฟ ไปดูเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องค่าไฟ เดี๋ยวเอาตรงนี้ก่อน คือเวลาทำกันเรื่องนี้ เห็นเถียงกันทุกทีเลย
ก็จะมีคนต่อว่าต่อขานทานี้อ่ะ ตกลงทุกคนเห็นตรงกันไม่ต้องมาเถียงกับเรื่องนี้ ถ้าต้องทำก็ต้องทำ ถ้าต้องอุดหนุนก็ต้องอุดหนุน ถูกมั้ย มันจะเหลือวิธีที่แตกต่างและกับเงินอุดหนุนที่แตกต่างถูกมั้ย?
ครับ
อ้า เอาเริ่มจาก อ่า คุณแบงค์บ้าง ของคุณเท่าไหร่?
8-45 ครับ
8-45 อุดหนุนมั้ย?
ต้องมีอุดหนุนอยู่แล้วครับ
อือ่ะ คุณอธิบายโมเดลคุณซิ?
ต้องบอกอย่างงี้ครับว่าที่ผ่านมาเนี่ย รัฐไทยเรามีการทำรถไฟฟ้าเนี่ยแบบแยกสาย แยกสัมปทานกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราไม่เคยมองเรื่องของเทคโนโลยีตั๋วร่วมก็ดี และเรื่องของค่าโดยสารร่วมก็ดี ทำให้ภาระสุดท้ายแล้วเกิดกับพี่น้องประชาชน ใครที่ต้องเปลี่ยนสายเยอะ เดินทางไกล กลายเป็นว่าบางครั้งเนี่ย เขาจ่ายกันที ครั้งละเป็น 100 บาท ใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย นโยบายตัวนี้จะมาทำในเรื่องของเพดานราคา ทำให้อยู่ที่ 45 บาท ซึ่งเรามองว่าเป็นตัวเลขที่รับได้
8- 8-4 8 เนี่ย คือรถเมล์ ตัวรถเมล์เนี่ยจะเป็น 8-25 ส่วนรถไฟฟ้าเนี่ยจะเป็น 15-45
แล้วถ้า 2 ระบบ?
ก็รวมกันก็คือเริ่มต้นที่ 8 ไปจบที่ 45
แม็กคือ 45?
แม็กคือ 45 บาท
เออ นะครับ
ก็เลยมองว่าตรงนี้เป็นเพดานราคาที่รับได้ เพราะถามว่าเพราะอะไรจริงๆ มันมีการคำนวณตั้งแต่ตอนแรกอยู่แล้ว ตอนทำสัมปทานในครั้งแรกใช่มั้ยครับ อย่างแต่ละสายเนี่ย ส่วนใหญ่แล้วจะมีเพดานราคาอยู่ที่ประมาณ 45-47 บาท เราก็เลยมองว่าตัวนี้เนี่ย เป็นราคาที่มีความเหมาะสมนะครับที่จะนำมาใช้อ้างอิง และในขณะเดียวกันเนี่ย การไปแก้ไขสัมปทาน การไปแก้ไขข้อตกลงอะไรต่างๆ เนี่ย ต้องบอกว่าที่ผ่านมารัฐจะแก้อะไรก็แล้วแต่ และเอกชนยินยอมด้วยเนี่ย สุดท้ายแล้วเนี่ย รัฐเสียค่าโง่โดยตลอด
อื อื เราก็เลยเป็นเหตุผลว่าที่ว่าทำไมเราถึงมองว่า 8-45 บาทเนี่ย ยังมีความเหมาะสมอยู่
เอาวิธี
ครับ
วิธีคุณคือยังไง?
ก็ปกติมันต้องตั้งกองทุนอยู่แล้วครับพี่ ยุทธครับที่เราทำ พ.ร.บ. พ.ร.บ. ตั๋วร่วมกัน กฎหมายเนี่ยผ่านมาแล้วเกือบหมดแล้วมั้ง?
หมดแล้วครับ ผ่าน สว. สว. เออ ที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ ถูกมั้ย?
อ้า โมเดลของคุณก็คือกองทุน?
ถูกต้องครับ
คำนวณมาเสร็จศัพท์มั้ยว่าถ้าคุณเข้ามา คุณทำ 8-45?
ครับ
รวมรถเมล์ด้วยถูกมั้ย?
รวมรถเมล์ครับ
ถ้าเฉพาะรถเมล์ก็ไม่เกิน 25 บาทแม็ก?
ถูกต้องครับ
ถ้ารวมทั้ง 2 ระบบก็ไม่เกิน 45 บาทแม็ก?
ถูกต้องครับ
ถูกมั้ย อ่า ใช้เงินเท่าไหร่ เอาเงินภาษีเท่าไหร่?
ตัวเลขตัวนี้จริงๆ ต้องบอกว่ามันต้องมีการคำนวณเยอะครับ พี่ยุทธครับ ถามว่าเพราะอะไร พี่ยุทธเชื่อมั้ยครับว่าทุกวันนี้ไม่มีใครทราบนะครับว่าประชาชนคนหนึ่งเนี่ย ค่าใช้จ่ายจริงจริงคือกี่บาทกันแน่ มีการคำนวณมาก็จริงแต่จริงๆ อ่ะไม่ทราบ ถามว่าเพราะอะไร เพราะผู้ประกอบการ 2 เจ้าเนี่ย เขาไม่แชร์ข้อมูลร่วมกัน
อื สมมุติถ้าเกิดเป็นพี่ยุทธเนี่ยเดินทางด้วยสายสีน้ำเงินต่อด้วยสายสีเขียว
เออ
มันใช้คนละตั๋ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้ประกอบการไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนๆ นี้เป็นคนเดียวกันที่เดินทางผ่าน 2 เส้น
เออ ไม่มีทางรู้ได้ ทุกวันนี้ข้อมูลแยกกันแล้ว แล้วข้อมูลใช้คนละตั๋วกัน คนนึงใช้ EMV คนนึงไปใช้ตั๋ว Rabbit อะไรก็แล้วแต่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องรวมข้อมูลมาก่อนว่ามันเป็นคนซ้อนกันมั้ย อะไร
ถูกต้อง มันถึงจะได้ตัวเลขที่แท้จริง ทุกวันนี้เป็นแค่เพียงการคาดการณ์นะครับ หมดเลย ถึงมีตัวเลขคาดการณ์ว่าทุกวันนี้ ประชาชนจ่ายกันแค่ 35 บาท 33 บาท
ต่อเที่ยวด้วย ต่อต่อสาย ต่อเที่ยวต่อเส้นทางเนี่ยครับ ด้วยซ้ำนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขที่ไม่จริงด้วยซ้ำ นะครับ เพราะฉะนั้นไอ้การคำนวณตัวเลขที่ผ่านๆ มาเนี่ย ผมเชื่อว่าอาจค่อนข้างผิดพลาดสูงนะครับ เพราะเราไม่มีข้อมูลที่แท้จริง แต่ถามว่าพรรคประชาชนมีการกำหนดมั้ย มีการคำนวณเกิดขึ้นนะครับ ผมตัวเลขอเพราะฉะนั้นฐานคิดของคุณก็คือราคาที่เหมาะสม
ถูกต้องครับ ถูกมั้ย?
ส่วนจะอุดหนุนเท่าไหร่มันต้องขอตัวเลขที่แท้จริง
ต้องต้องเริ่มจากเทคโนโลยีตั๋วร่วมก่อน คือถ้ามีบัตรค่าโดยสารร่วมปุ๊บอ่ะ เราจะรู้ทันทีว่าคนๆ นี้ วันนึงเนี่ย เขาไปทั้งหมดกี่สาย ไปกี่ครั้ง จ่ายเงินเท่าไหร่ อย่างไร ถูกมั้ยครับ แล้วพอมาทำค่าโดยสารร่วมเนี่ย คุณจะรู้เลยว่าคุณต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุนเท่าไหร่อย่างไร
อ่า ซึ่งคิดว่าตอนนี้ก็ยังไม่มีตัวเลขสนับสนุน?
คือมีแล้วว่าบอกตรงๆ ว่ามีแล้ว ถามว่ามันตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ถูกมั้ยครับ มันอาจจะไม่ได้เป๊ะขนาดไหนก็ได้ ผมเชื่อว่าทุกพรรคไม่มีใครคำนวณเป๊ะหรอกครับ เพราะว่าคุณไม่มีข้อมูลดิบที่แท้จริงด้วยซ้ำว่าคนมาเดินทางกี่เที่ยวต่อวัน คนใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่อย่างไร คุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีการที่ทับซ้อนกันเนี่ย เท่าไหร่ ทุกวันนี้ตัวเลขที่กระทรวงเอามาโชว์ให้แต่ละครั้งเนี่ย คือตัวเลขผู้ที่ขึ้นของแต่ละสายมาบวกๆ บวกกัน
อ มันไม่รู้ซ้อนกันมั้ย?
ถูกต้อง
อยังขาดข้อมูลตรงนี้?
ถูกต้องครับ
อ่า เพราะฉะนั้นคิดว่าทำได้โดยต้องขอข้อมูลก่อนถึงจะได้ตัวเลขที่ชัดเจน
ครับ
ถูกมั้ย?
คือการคำนวณหลังบ้านเรามีอยู่แล้วนะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเกิดจะเอาแบบเป๊ะๆ เนี่ย ผมคิดว่าควรรอพอให้มันมีการใช้ระบบตั๋วร่วมกัน และตัวนี้จะเป๊ะที่สุด
อันเบอกอ้างว่าเตรียมจะทำแล้วเปลี่ยนรัฐบาลซะก่อนใช่มั้ย?
ใช่ครับ
อ่า คุณตัวเลขคุณยังไม่มีเลย ทางนี้บอก?
ผมช่วยตอบแทนมั้ยครับ ก็คือมันมีระยะสั้น ระยะยาว
ตอบแทนอะไร เอ้า?
เมื่อเมื่อวานคุณสิริกัญญาพูดในอีกรายการนึงว่า อ่า ใช้เงินชดเชยโดยรัฐสนับสนุนแล้วก็ใช้พอๆ กันกับที่คุณกรตอบของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเนี่ยครับ ประมาณ 5,000 7,000 8,000 ล้าน
อ่ะ ตี 8,000?
ใช่ครับ ของคุณเท่าไหร่?
เป็นเงินสนับสนุน ซึ่งของพรรคเพื่อไทยเราพูดเหมือนกันนะครับว่าในระยะสั้นมันมีความจำเป็นต้องชดเชย และก่อนหน้าเนี้ย วิจารณ์กันเยอะมากว่าเราใช้เงินเยอะ ใช้เงินไม่ตรงวินัยการเงินการคลัง แต่ตัวเลขสุดท้ายออกมาใกล้เคียงกัน เรา 20 บาททุกเส้นทางตลอดสายนะครับ ของแต่ละท่านเนี่ย เป็นรวมกับรถเมล์ไปเริ่มที่รถเมล์บ้าง ไปเริ่มที่รถไฟฟ้าบ้าง รวมกันไปแคปเพดานไว้
เดี๋ยวขออนุญาตเบรกอีกนิดเดี๋ยวนะครับ เพราะว่ามีพาดพิงเล็กน้อยนะครับว่าตัวเลขเนี่ยของเราเนี่ยคือรวมทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้านะครับ แต่ของเพื่อไทยจริงๆ ตอนแรกที่มีการคำนวณเนี่ยคือเฉพาะรถไฟรถไฟฟ้า?
ใช่ ที่ผมจะพูดต่อก็คือรถไฟฟ้าเรา 20 รถเมล์เรา 10 บาท รวมกัน 30 นะครับ ถ้าขึ้นรถเมล์รถไฟฟ้า รถเมล์ 10 + 20 + 10 30
ของคุณไม่มีไม่มีตามระยะเลย?
ถ้ารถเมล์คือสูงสุด อ่า ไม่ใช่รถเมล์คือ 10 บาทตลอดสาย
ใช่ ซึ่งเดี๋ยวมีหลักการนะครับ
รถไฟฟ้าก็ 20 บาทตลอดสาย อ่า หลักการเอาเรื่องเงินก่อน
เอาเรื่องเงินก่อนครับ ก็คือท้ายที่สุดแล้วเนี่ย สุดท้ายอ่ะครับ รัฐซับซิดี้ไม่ต่างกันเลยครับ อยู่ที่ว่าจะไปอุดที่ตรงไหน พอเอารถเมล์รถไฟฟ้ามารวมกันก็ต้องไปอุดที่เส้นใดเส้นหนึ่ง อาจจะต้องไปอุดรถเมล์เพิ่ม ไปอุดรถไฟฟ้าเพิ่ม คือท้ายที่สุดแล้ว เราใช้งบประมาณสำหรับการอุดหนุนในลักษณะเดียวกัน รวมถึงของภูมิใจไทยเองครับ ก่อนหน้านี้พอเข้ามาเป็นรัฐบาล
อ เปลี่ยนของคุณ อ่า?
วิจารณ์ว่าผมใช้งบประมาณเยอะเกินไป แต่ 40 บาทตลอดวัน ใช้เยอะกว่านะครับ
ใช้เยอะกว่า 20 บาทตลอดสายนั่นหมายความว่าคุณขึ้นกี่รอบก็ 40 บาท ใช้เงินอุดเยอะกว่าอีก?
ไม่ ไม่ใช่ 40 ตลอดครับ
เอ่อ ของของเรา 1 เนี่ย ลดการซ้ำซ้อน ไม่ต้องเก็บค่าแรกเข้า เพราะตั๋วรวมแล้วเข้าหลายรอบเนี่ย ไม่เอาอันที่ 1 นะครับ เช่น จากพร้อมพงษ์ไปศูนย์สิริกิติ์อย่างเงี้ย พอเปลี่ยนจากเปลี่ยนเส้น่ะ อ่า เปลี่ยนเส้นจากบนดินไปใต้ดินอ่ะ ต้องมาเก็บอันนี้ลดไปก่อนนะครับ ส่วนแม็กซิมั่มเนี่ย หมายถึงเก็บไปเรื่อยๆ ตามสถานีแต่เต็มที่ ไม่เกิน 40 บาท
อ ของคุณคือคุณได้ทั้งวัน?
ไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่ 40 ตลอดสาย
ไม่ หลักคิดของ อ่า คุณพิพัฒน์?
ครับ
ก็คือว่าขึ้นตอนเช้าหรือขึ้นตอนเย็น?
ครับ
ก็ทีเดียวเลย?
แต่คูณ 2 เข้าไปเป็น 4 แล้วที่สำคัญเนี่ย อย่างเรื่องงบประมาณเนี่ย มันอยู่ที่ว่าเรามีเงินให้เขาเท่าไหร่
อ้าว เดี๋
ขอโฆษณาอีกรอบนึงนะฮะ
เดี๋ค่อยโฆษณา
อย่างคุณสุปรีไปขายข้าวเนี่ย ไม่ต้องทำ ไม่ต้องเอาเงินไปเสียกับเรื่องจำนำหรือเรื่องประกันราคาเนี่ย เอาเซฟเงินเป็นกี่หมื่นล้านไปทำสิ่งเหล่าเนี้ยครับ
เข้าใจ
อ่า ของคุณเอาหลักการตรงนี้ก่อน ของคุณเนี่ย 40 บาทตลอดวันนะ?
ครับ
ถ้าผมฟังจากคุณพิพัฒน์อ่ะ?
ครับ
ถูกมั้ย?
ใช่ครับ
คือวันนั้นเนี่ยนับไปเลยตั้งแต่สมมุติ ตั้งแต่เริ่มรถไฟฟ้า 5:00 น. จนกระทั่งรถไฟฟ้าปิดเที่ยงคืน คุณจะขึ้นอะไรยังไงก็ได้เนี่ย วันเดียว 40 บาท?
ครับ
รวมรถเมล์มั้ย?
เอ่อ รวมครับ
รวมมั้ย?
รวมครับ
รวมนะ อ่า ทีนี้กลับมาก่อน ตะกี้พูดถึงเรื่องเงินในระยะสั้น อุดหนุนไม่ต่างกัน หรือมากกว่าผมด้วยซ้ำทุกๆ พรรคครับ แต่ระยะยาวครับ ของพรรคเพื่อไทย
อ้า คุณทำไมไปว่าเค้าอุดหนุนมากกว่า เอาพูดถึงภูมิใจไทย ผมพูดถึงภูมิใจไทย
อ ภูมิใจไทยไง
มากกว่าจริงๆ พี่ๆ พี่ขิงก็ลองลองดู พี่ขิงจะไม่คิด
ไม่คิด คุณไปคิดว่าคนจะไปขึ้นรถไปขึ้นรถมาเหรอ นี่ไม่ได้เข้าข้างเค้านะ
คือคืออย่างงี้ครับ แทนที่
อ หมายความว่าบางที เอ่อ บางคนขึ้นเที่ยวเดียวก็ได้นะก็จะเสีย 40 นะ
คือคือปัญหาเนี่ย เอ่อ อันนี้เมื่อกี้คุณศุภนัตก็ก็พูดพูดซึ่งพูดได้ดีก็คือเรื่องข้อมูลนะครับ วันเนี้ยแทนที่จะเถียงกันว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่เนี่ย สำคัญคือมันต้องมีข้อมูลให้ครบรอบด้านจากเอกชนทั้งใต้ดิน บนดินทุกอย่างเอามาดูว่าพฤติกรรมมันเป็นยังไง
แต่ในที่สุดก็หนีไม่พ้นครับ ยังไงก็ต้องก็ต้องใช้เงิน
อ ตี้กลับมาเรื่องเงินก่อน อ่า คุณก็บอกเค้าใช้มากกว่า เพราะผมผมไม่นั้นไม่
ไม่ๆ พูดแล้วต้องพูด ทำไม?
ไม่ครับผมผมยกตัวอย่างให้ฟังว่าของผมเนี่ยครับ ถ้าพี่ยุจะยกตัวอย่างว่าวิ่งรอบเดียวใช่มั้ยครับ วิ่งรอบเดียวผมจบที่ 20 บาท แต่วิ่งรอบเดียวของผู้ไทยก็คือแคปไว้ที่ 40 บาท นั่นหมายความว่าก็
มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่า แต่ในทางปฏิบัติอ่ะครับ แทบจะไม่มีใครหรอกครับที่วันนึงอ่ะ ขึ้นรอบเดียว ถ้าเขาใช้รถไฟฟ้าคือเขาใช้รถไฟฟ้าไปและกลับ หรือไปในหลายลักษณะ ดังนั้นเนี่ยครับ การไปแคปไว้ที่ 40 และต้องเติมให้อ่าไม่สามารถเกินไปกว่านั้นเนี่ย มันเติมมากกว่าแน่นอน
อ ครับผม
อันอันนี้คือทางปฏิบัติ แต่ที่จะบอกก็คือ ไอ้เรื่องอุดหนุนเนี่ย มันคือเรื่องนึง แต่สิ่งที่เราจะทำในในระยะยาวอ่ะครับ หรือระยะกลางก็ตามเนี่ยครับ มันต้องควบรวมสัมปทาน ควบรวมสัมปทานในที่นี้มีความจำเป็นครับ ที่หากมันเป็น single ownership ก็คือหมายถึงว่ารัฐถือทุกสัมปทานไปพร้อมกันเนี่ยครับ มันจะสามารถมีการบริหารจัดการที่ลดลงได้ แล้วก็ในเรื่องของผู้โดยสารครับ พอมันลดราคาลงมาเป็น single fare เนี่ยครับ อ่า ผู้โดยสารมากขึ้นแน่นอน ค่าโดยสารต่อคนน้อยลงจากจำนวนมากขึ้น แล้วเราได้รายได้ทางอื่นเพิ่มขึ้น ทั้งค่าโฆษณาเอง ค่าพื้นที่เช่าเอง หรือค่าบริหารจัดการต่างๆ เพิ่มขึ้นมาเองเนี่ยครับ เราจะมีส่วนต่างในการชดเชยน้อยลง บวกกับอีกวิธีนึงครับ พี่ยุทธ คือถ้าเราเอาเงินเหล่าเนี้ยครับ ที่รัฐจะต้องเข้ามาซื้อหรือมาควบรวมสัมปทานเนี่ยครับ เอาไปตั้งเป็นกองทุนและออกเป็นลักษณะของการเป็น bond ให้พี่น้องประชาชนมาร่วมเนี่ยครับ เหมือนเป็น infrastructure fund เนี่ยครับ มันจะไม่เป็นภาระทางการคลังของภาครัฐและต้นทุนทางการเงินมันถูกลง นั่นหมายความว่าหากรัฐเป็นคนออกอย่างงั้นนะ่ะ ครับแล้วมีการการันตีเรื่องผลตอบแทนเนี่ย ครับผลตอบแทนมันคาดหวังน้อยกว่าเอกชนเป็นคนลงทุน นั่นหมายความว่าเขามีโอกาสคุ้มทุนได้ง่ายขึ้น แล้วก็ลดต้นทุนใช่ครับ วิธี แล้วก็เหมือนกัน อันนี้อันนี้อันนี้เหมือนกันก็คือการบริหารที่แยกออกเป็น 4 สายเนี่ย เอามามารวมแล้วรัดเข้าไปทุนมีมาก คุณพูดถึงวิธีของคุณคือคุณมีความต่างคือ 20 บาทตลอดสาย ถ้าคุณบอกว่าถ้าไม่เกินเปลี่ยนรัฐบาลคุณทำแล้วถูกมั้ย?
ถูกครับ
เอ่อ ไอ้กฎหมายพร้อมแล้วถูกมั้ย?
ถูกครับ
อ่า ปัญหาก็คือคุณบอกว่าก่อนหน้านี้ถ้าผมจำได้เพราะคุณเป็นรัฐบาลมาก่อนคุณจะเอาเงินสะสมของ รฟม. ครับอันนี้เป็นเงินเติมเข้ามาในกองทุน คุณจะใช้วิธีตั้งกองทุนขึ้นมาให้ขายพันธบัตรหรือให้คนมาลงทุนลักษณะกองทุน?
อ่า อันนั้นอันนั้นคนละส่วนกันครับ คือกรณีที่มีการซื้อสัมปทานหรือว่าควบรวมสัมปทาน มีความจำเป็นต้องใช้เงินที่เอามา อ่า ซื้อสัมปทานจากภาคเอกชนอันนั้นน่ะครับจะต้องเป็นเงินอีกก้อนนึง
อันนี้จะเป็นเฟสต่อไป?
ใช่ครับใช่ครับ แต่กองทุนตั๋วร่วมนี้คนละส่วนกันครับ
อ่ะ คุณคิดว่า 20 บาทของคุณตลอดสายเนี่ย จะเซฟฐานคิดมาจากไหน ทางนี้เค้าบอกว่าอันที่เค้ามี เค้าบอกว่าฐานคิดมาจากปัจจุบันโดยเฉลี่ยคนเสียประมาณ 45 บาท?
ครับ ไม่ครับ มาจากตัวสัมปทานเดิมอยู่แล้ว ซึ่งสัมปทานเดิมการได้มาซึ่งราคาเขาก็มีการคำนวณมาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว
อ่า มันคงเป็นราคาที่สมเหตุสมผลมา สูงสุดคือ 45?
ก็เลยมาทำระยะ 8-45
ถูกต้องครับ
ถูกมั้ย อ่า ของคุณ 20 บาทฐานคิดคือ?
ครับ ตัวเลข 45 เนี่ยเป็นตัวเลขคุ้มทุนของการลงทุนของภาคเอกชน
นะครับ ซึ่งเราคิดว่ารถไฟฟ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม เราไม่ควรเอาเรื่องธุรกิจหรือเรื่องความคุ้มทุนมาเป็นตัวตั้ง แต่ควรเป็นบริการภาครัฐที่ทุกคนเข้าถึงได้ ดังนั้นฐานคิดของเราคือเราเริ่มจากความสามารถในการจ่ายของพี่น้องประชาชน ถ้าพี่ ยุทธ ถ้าพี่ยุทธไปดู อ่า ค่าโดยสารในนานาชาติอ่ะครับ เขาจะเทียบกับค่าแรงหรือเทียบกับรายได้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งเราประเมินแล้วว่า 20 บาทเนี่ยครับ เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับค่าแรง
ค่าแรงคือ?
ค่าแรงของของคนในกรุงเนี่ยครับ หากผมตี 400 เนี่ยครับ ไอ้ 20 บาทไปกลับเนี่ยครับ 40 บาทมันคือ 10% ของของค่าแรงขั้นต่ำ 1 วัน ซึ่งอันนี้ถือว่าสูงแล้วนะครับ หลายๆ ประเทศต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ อื ให้มันอยู่ในราที่พี่น้องประชาชนเข
อ่า แล้วก็มีวิธีอุดหนุนอย่างที่ว่าถูก วิธีจะใช้วิธีอุดหนุนหรือใช้วิธีการเปลี่ยนสัมปทานในลักษณะไหนเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้อง
อ อันนี้เนื่องจากพาดพิงเป็นคู่ปรับกันมาก่อน ใจเย็นนะทั้งคู่
อ่า ทั้งนี้เค้าบอกอันนั้นคิดถึงประชาชนเป็นตัวตั้งว่าคนเราควรจะมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางวันละ 10% ของรายได้ถูกมั้ย?
เอามาเป็น 20 บาทตลอดจริงๆ มันคือ อ่า ตามหลักการมันคือ 10- 20% แต่เราต้องไปรวมโหมดอื่นด้วยก็คือพวก รถเมล์ รถ
เอาล่ะ อ่า ของคุณเนี่ย คิดแค่ต้นทุนของการลงทุนถึงเอา 45 มาเป็น 8-45 อ่า พลาดเพลง?
ไม่ ไม่จริงครับ พี่ยุทธครับ ไม่งั้นเราจะทำระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วมทำไม ถูกมั้ยครับ ถ้าเกิดมองแค่ต้นทุนของเอกชนเนี่ย ก็แปลว่ารัฐไม่ต้องซับซิดี้ถูกมั้ยครับ แต่ทุกวันนี้เราต้องการซับซิดี้เพื่อแก้ปัญหาค่าแรกเข้านะครับ แล้วก็แคปไว้ที่ 45 เพราะทุกวันนี้มันมีปัญหาเนื่องกับความผิดพลาดของรัฐที่ไปทำระบบแต่ละสายแยกออกจากกัน สัมปทานแยกออกจากกันมาตั้งแต่หลายรัฐบาลเนี่ยแหละครับ ทำกันมาแล้วก็ผิดพลาดกันมาโดยตลอด มันก็เลยกันว่าเราต้องมาแก้ปัญหาที่ปลายทาง ถ้า ณ วันนั้นเนี่ย เราแก้ปัญหาที่ถูกต้องตั้งแต่ตอนแรก กระดุมให้ถูกมันจะไม่มีปัญหาครับ แต่ต้องบอกอย่างงี้ครับว่า พี่ยุทธครับ อีกอันนึงที่ไม่ อยากให้หลงลืมต้องบอกว่าอย่างแรกเนี่ย เราพยายามไปมองเรื่องของราคาอย่างเดียว ราคาเนี่ยครั้งนึงเคยมีการให้ขึ้นฟรีทุกสายแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาประมาณแค่ 30% เท่านั้น สิ่งที่มันขาดจริงๆ ในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในกรุงเทพมหานคร คือการเข้าไม่ถึง เพราะเราไม่มีระบบฟีดเดอร์ที่มีประสิทธิภาพครับ ถ้า ณ วันนี้คุณไม่แก้รีสายรถเมล์ต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้ คุณไม่แก้ปัญหาเรื่องของผังเมืองต่างๆ คุณไม่มีทางจะเพิ่มยอดจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าได้ ถ้าเกิดคุณเพิ่มยอดจำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้าไม่ได้มหาศาลมากพอ คุณไม่สามารถแก้ปัญหาด้านการจราจรได้ คุณไม่สามารถลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนได้ ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญของกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ เนี่ย ต้องบอกว่ามีผู้ที่ใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละโลกเนี่ย 50 กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย มันต่างกันเยอะมาก ต่อให้คุณดัมราคา ต่อให้คุณจะขึ้นให้ฟรี มันก็ไม่เพิ่มขึ้นกว่านี้มากเท่าไหร่นัก เพราะปัญหาจริงๆ มันคือระบบขนส่งมวลชนที่ เรานายนะครับ เราเสนอนโยบายรีโหวตติ้งแล้วก็ทำ เปลี่ยนรถเมล์เป็นรถเมล์ EV เปลี่ยนเป็นระบบฟีดเดอร์
อันนี้เพิ่งมาเมื่อตอนหาเสียงนี่ถูกมั้ย?
จริงๆ เราทำสมัยเป็นรัฐบาลแล้วนะครับ มีการนำร่องไปบางเส้นทางแล้ว
มีครับ ถ้าพี่ยุทธลองคุยกับผู้ว่าชัชชาติก็ได้ครับ มีการทำครับ เพราะว่ามันต้องผ่านตัวคม
ผมตกข่าวไม่เป็นไรอ่ะ อ่า เพราะฉะนั้นคุณทำอยู่?
ใช่ครับ
อ่ะ แต่นี้คนละฐานคิดถูกมั้ย อ่า พรรคประชาธิปัตย์มาของคุณอะไรนะ?
ของผมเป็นโซนนิ่ง 5-30 บาท ทั้งรถไฟฟ้าแล้วก็รถเมล์ ซึ่งผมมองว่าไอ้ตัว
คือเป็นการพบกันระหว่างตรงกลางระหว่าง 2 พรรคนี้นะเนี่ย?
คือคือถ้าถ้าแยกกันนะ รถไฟฟ้าเนี่ยก็คือ 5-30 บาท เอ่อ รถเมล์ 5-20 แต่ถ้าขึ้นลง 2 อันระบบด้วยกันเนี่ย ก็จะแม็กไว้ที่ 30 คือจะจ่ายไม่เกิน 30 แต่ถูกสุดคือ 5 บาท ทีนี้ผมมองอย่างงี้ฮะ คือตัวเลขอ่ะ โอเค ข้อมูลมันอาจจะ
ของคุณต้องมีทีมบริหารทำงานมาคำนวณเงินมาหมดแล้วนะ?
คำนวณครับ คือผมผมก็เห็นด้วยนะ ฐานคิดเนี่ยคือ เอ่อ จากจำนวนของคนที่ใช้บริการทานี้ โอเค มันอาจจะมีบางส่วนที่มันแยกกันอย่างที่สุพนัสบอกก็คือว่าขึ้นทั้งของ รฟม. ขึ้นท้องของ BTS ทั้ง 2 อันมันก็เลยแยกกัน แต่ว่าผมว่ามันก็ไม่หนีกันมาก คือถ้าคิดออกมาแล้วเนี่ย เราก็ดูแล้วว่าค่าเฉลี่ยที่ดีเนี่ย มันควรจะเป็นโซน ผมมองว่าเอ่อ ถ้าเราเป็นแฟลตเรทเนี่ย บางครั้งเนี่ย มันไม่แฟร์กับคนนั่งสั้น สมมุติพี่ ยุทธนั่งแค่ 2 สถานี พี่เสีย 20 เท่ากับคนนั่ง 8 สถานี มันไม่สะท้อนการที่ใช้จริง ถูกมั้ยฮะ แล้วรัฐก็ต้องไปอุดหนุนเยอะเยอะเกินด้วยจำนวน ผมดูว่าราคาเนี่ย ไอ้ระหว่าง 5-30 บาทเนี่ย เป็นส่วนที่พบกันครึ่งทางระหว่าง เอ่อ ผู้ประกอบการกับตัวของรัฐบาลที่ต้องจ่ายเงินชดเชย ทีนี้เราก็คำนวณกันดูแล้วว่า ไอ้เงินส่วนต่างเนี่ย มันอยู่ที่ 8,000 ล้านกลมๆ ถึง 9,000 ล้าน มันคงไม่หนีไปจากนี้เท่าไหร่
ต่อปีนะ?
ต่อปี โดยแบบของผมนะ แบบแบบ 5-30 บาท ซึ่งทำให้ผมไม่เชื่อว่า 20 บาทตลอดสายมันจะได้แค่นั้น มันเกินอยู่แล้ว เท่าที่คำนวณดูเนี่ย มัน 10,000 12,000 ล้าน เพราะว่าอ่ะ พี่ ยุทธอย่าลืมว่าสัมปทานสาย
ไม่ของคุณคิดว่าโมเดลคุณอุดหนุนน้อยกว่าเค้าเหรอ?
น้อยกว่า น้อยกว่า อ่า พี่ดูว่าสายสีเขียวเนี่ย คนขึ้นเยอะถูกมั้ย เพราะฉะนั้นเนี่ย เวลาคนใช้เยอะ เวลาคนชดเวลสมมุติ 20 บาทตลอดสายเนี่ย คนเพิ่มแน่นอน แต่ว่ามันจะมีคนพูดจริงๆ ว่าคนที่มานั่งนั่งโดยที่ไม่มีประโยชน์ก็มี คือแบบเห็นเห็นความสะดวก รัฐ รัฐก็ต้องยิ่งสนับสนุนไปเยอะขึ้น แล้วก็การที่ต้องคุยกับสายสีเขียว ผมไม่เชื่อเลยว่า 20 บาทจะทำได้ทันที ไม่มีทางต้องใช้เวลาอย่างน้อยมีการคุย เพราะว่าสัมปทานสายสีเขียวจะยอมได้ไง ในเมื่อถือข่ายแดงตรงกลางแล้วก็เงิน
ไอ้ที่เค้าบอกว่าถ้าเค้าไม่เปลี่ยนรัฐบาลทำได้แล้ว คุณไม่เชื่อเลย?
ผมไม่เชื่อ ผมไม่เชื่อ ผมว่าอย่างน้อยต้องมี 2-3 ปีนะครับผม
ผมผมเชื่อว่าม่วงกับแดงเนี่ย สามารถทำได้เลย เพราะรมของรัฐอยู่แล้วในการคุย ผมว่า 90 วันเห็นผล แต่ว่าถ้าจะคุยกับสีเขียวมีอีกวิธีนึงที่ทำได้เลยจริงๆ ต้องทุ่มเงินเป็นแสนล้านในการซื้อสัมปทานเข้ามา
ซึ่งของคุณไม่ซื้อ?
ผมไม่ใช่ของผมเป็นการปรับโครงสร้างราคา แล้วรอให้หมดสัญญาปี 72
ในระหว่างนี้อุดหนุนไปก่อน?
อุดหนุนไปก่อน แล้วก็อุดหนุนประมาณประมาณ 8,000 เนี่ย 8,000 9,000 กลมๆ แต่ว่าพอปี 72 พอหมดไปแล้วเนี่ย ได้สัมปทานคืน ไอ้ตัวอุดหนุนจะลดลงอีก เพราะเราจะได้บริหารทั้งระบบ ทั้งเรื่องโฆษณาทั้งเรื่องพื้นที่ประกอบการหลายๆ อย่าง ซึ่งตอนเหลายคนไม่ทราบว่า เอ่อ สายสีเขียวต่อขยายม่วงแดง พี่ ยุทธสังเกตถ้าเคยขึ้นเนี่ย ไม่มีของขายบนนั้นนะ
อือ เพราะว่าไม่มีใครกล้าทำ เพราะมันติดว่า เป็นที่สามันไม่มี ครม.ไหนที่จะกล้าฟันธงว่าตรงเนี้ยเป็นพื้นที่ที่เอามาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งมันสามารถทำได้ถ้าเราได้ตรงเมันจะมาช่วย เอ่อ อุดหนุนได้อีกเยอะ ทำให้รัฐบาลอุดหนุนเงินน้อยลง แต่ว่าส่วนตัวเท่าที่ดูแล้วคุยกับทีมงานผมคิดว่า 20 บาทเนี่ย ทำได้จริง ทำได้แต่ต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ไม่รู้แต่ไม่ใช่ 8,000 แน่นอนครับ
เฮ้ย เติมๆ เติม นิดเดียวครับ พี่ยุทธจริงๆ
ขอบคุณ 40 บาทตลอดวันนะ?
ต้องต้องช่วยแบบมุ่งเป้าด้วยนะครับ นี่เราพูดกันถึงว่าเรากำลังจะชดเชยราคาสำหรับทุกคนที่ใช้
แต่เราควรจะมุ่งเป้า เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเงี้ย เค้าก็มีโควต้าสำหรับขึ้น คนที่ไม่มีเงินน่ะ พูดง่ายๆ นะครับ หรือจะเป็นเด็ก หรือผู้สูงอายุอย่างเงี้ยครับ ควรจะไปลดลดราคาให้กับคนเหล่านั้นแบบมุ่งเป้ามากกว่า ส่วนที่เหลือเนี่ย บางคนไม่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าก็ได้ อย่างสายสีเขียวเนี่ยตอนนี้แน่นมากนะ ครับก็พอมันสวัสดิการแห่งรัฐให้อยู่แล้วให้สิทธิ์อยู่แล้ว
ถูกต้องครับ ก็เราควรจะไปเรียน
คือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเนี่ย เอาเอามาขึ้นรถไฟฟ้าตัดเงินใช่ปวดในงานรัฐใช่ ผมผมถึงบอกว่ามันต้องมองว่าอันนี้ช่วยภาพรวมก็คือเรื่องจัดการเรื่องค่าแรกเข้าแล้วก็แคปราคาว่าไม่ควรเกินเท่าไหร่สำหรับคุณ 40 บาทตลอดวันนะ?
ใช่ครับ แล้วก็
แล้วก็จะมาช่วยอีกกลุ่มนึง
อีกกลุ่มก็คือจะเป็นผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เด็ก เอ่อ ผู้สูงอายุ
อ เหล่าเนี้ยควรจะควรจะได้รับการชดเชย
เงิน
เป็นแบบมุ่งเป้าครับ ใช่ครับถูกต้องครับ
เงิน
ก็ทุกวันนี้ผ่านบัตรสวัสดิการก็ทุกเดือนก็ได้เงิน อาจตีซะว่า 8,000 ล้านของคุณคิดว่าเกินมั้ย?
ผมคิดว่าอยู่ทุกคนที่เสนอมาอยู่ที่ประมาณหมื่นล้านบวก
งบประมาณถูกมั้ย?
งบประมาณหมื่น
ไม่อันนี้มันต่างกัน
เว้นแต่อย่างงี้นะครับ
เอ่อ ต้องดูว่าจะทำให้เร็วเท่าไหร่ สัญญาเนี่ยตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือต้องบริหารสิ่ง
คือถ้าไม่ไปทำลายกับสีเขียวเนี่ย 72 ถูกมั้ย?
ปี 72 ในระหว่างเนี้ย มันมีสัญญากับเอกชน ก็ต้องเป็นการอุดหนุน ยกเว้นจะตั้งกองทุนมาแล้วไปซื้อเลย
ซึ่งอันนั้นจะใช้เงิน
ซึ่งอันนี้ไม่ซื้อ อันนี้ไม่ซื้อถูกมั้ย?
ไม่ซื้อครับ ซื้อครับ
อันนี้ซื้อของซื้อ?
ยังไม่ซื้อครับ ยังไม่ซื้อครับ
อ้า เดี๋ยว 72 จะหมดอยู่แล้วเดี๋
ที่ผมบอกพี่ยุทธไงว่าการซื้อสัมปทานเนี่ย ที่เหลือเนี่ย สีเขียวที่เป็นคนที่ใช้เยอะที่สุดมันไม่มีทางต่ำกว่าแสนล้านอาจจะถึง 200 สนล้านด้วยซ้ำถ้าเทียบกับไอ้ไอ้ ตัวผลประโยชน์ทั้งหมดที่เขาได้แล้วผมเรียนดูว่าจะอุดหนุนปีไม่ถึง 8,000 ล้านได้ยังไง เพื่อไทยซื้อผมซื้อในระยะกลางครับ อย่างที่บอกว่าในระยะก่อนที่จะเจรจาได้เนี่ย มันต้องเป็นอุดหนุนก่อนที่บอกว่าเหมือนกัน
ไม่ มัน 72 มันไม่มีกลางแล้วเดี๋ 72 ปีก็เข้าไปที่เราทำทันทีได้ทันทีเนี่ยครับ ที่พี่สุกทีบอกเมื่อสักครู่เนี่ยครับ ม่วงกับแดงไม่ใช่ว่าทำได้ทันทีนะครับ ม่วงกับแดงทำไปแล้วนะครับ และทำได้อยู่แล้วนะครับ แต่อันอื่นเนี่ยเราทำต่อเนื่องทันทีด้วยวิธีการอุดหนุน แต่หลังจากนั้นจะมีการซื้อสัมปทานครับ
คือถ้ามันจะซื้อตอนนี้มันก็จะเป็นสีชมพู?
ครับ ชมพู เขียว
สีเหลือง ถูกมั้ยฮะ เขียวมันจะหมดปี 72 แทบไม่ต้องอะไรอีก 2 ปี พอพอพอคุณจดนินพูดอย่างเงี้ยว่า เอ่อ จะซื้อเหมือนกัน กระบวนการซื้อเนี่ยไม่ได้เร็วนะครับ ผมเลยต้องถามว่าเพื่อไทยบอก 20 บาททำเลยเนี่ย มันเลยคือปีไหนอ่ะ คือมันไม่ใช่ว่าทำได้เลยเข้าไปแล้วทำได้เลย คือมันต้องมีเวลากระบวนการกว่าจะคุย กว่าจะตกลงราคา เพราะฉะนั้นไม่เร็วแน่นอน ผมว่าการเอ่อ ดูแลเรื่องค่าโดยสารนี่ที่ดีที่สุดคือการไม่แตะโครงสร้างแล้วรอให้หมดสัมปทานแล้วเราก็ค่อยไปปรับราคา แต่ระหว่างเนี้ยยังไงอุดหนุนต้องอุดหนุนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอุดหนุนเท่าไหร่แค่นั้นเอง แต่ของประชาธิปัตย์เนี่ย เราเสนออุดหนุนเนี่ยประมาณ 8,000 ที่เราคำนวณจากฐานที่เยอะด้วย
อาจจะถูกกว่านั้นด้วย?
90 วันม่วงกับแดง แต่ว่าสีเขียวเนี่ย มันต้องมีกระบวนการของมันในการคุย ผมว่าประมาณปีถึง 2 ปีไม่เกินปี 2 ปี แต่ม่วงกับแดงทำได้ทันที ม่วงกับแดงทุกวันนี้เป็น 20 บาทตลอดสายเต่อเวลาไปอยู่
อ่า ของคุณเขาบอกคุณไม่มีทางทำได้หรอก?
ทำได้ทันทีครับ 90 วันเหมือนกัน เพราะว่าเรามีกองทุนอะไรเรียบร้อยครบหมดแล้วในลักษณะของการชดเชยแบบที่พรรคประชาธิปัตย์จะทำอ่ะครับ ทำได้ภายใน 90 วันเช่นเดียวกัน
แต่หลังปี 72 มันก็จะถูกลงนะ?
แต่หลังจากนั้นเราจะทำในวิธีต่อไป
อือๆ อ่า มีอะไรพาดพิงมั้ย เรื่องนี้ไม่มีแล้วนะ?
ของผมไม่ ของผมไม่ซื้อเหมือนกันฮะ
ไม่ซื้อเหมือนกัน?
เราไม่ซื้อแล้วต้องบอกงี้ครับ พายุกว่า มันจะซื้อเนี่ย มันต้องมีการคำนวณในเรื่องต่างๆ
สายสีเขียวผมว่ากว่าจะได้ซื้อจริงๆ นะ ถึงเวลาออกไปเรียบร้อยแล้วหรืออยู่ในช่วงปลายก็เหมือนกับว่าจริงๆ มันแทบจะหมดสัมปทานอยู่แล้วก็ไปให้ตังค์ฟรี
ไอ้สิ่งที่มันสำคัญกว่าคือสายสีเหลือง สายสีชมพู สายพวกเหล่าเนี้ยเป็นสายที่ขาดทุนอยู่แล้ว
และรัฐจะเข้าไปไม่ใช่แค่แบกในเรื่องของการไปเวรคืนซื้อสัมปทานเท่านั้นไปแบกภาระการขาดทุนแทนเอกชนให้เขามี exit ออกมาได้จากธุรกิจที่เขาลงทุนเขาสัมปทานและขาดทุนด้วย
เพราะฉะนั้นคุณไม่ซื้อเลย?
เราไม่ซื้อนะครับ เราไม่ซื้อ
ทุกวันสีเหลืองกับชมพูขาดทุนอยู่ถูกมั้ย?
ขาดทุนเยอะครับ
อ่า ถ้าไปซื้อก็เหมือนกับว่า
โดน 2 เด้ง จ่ายตังค์ให้เค้าในราคาที่ไปประเมินกันมา ซึ่งปกติรัฐชอบเสียค่าโง่ก็คือประเมินแพงอยู่แล้ว จ่ายตังค์ก็เป็นเงินก้อนอาจจะสายละ 30,000 ล้าน 40,000 ล้าน ว่ากันไปเสร็จปุ๊บไปต้องเจอไอ้นี่อีกไปขาดทุนแทนเขาทุกปีทุกปีทุกปีทุกวัน เพราะว่าประชาชนที่มีการคำนวณมาตอนออกสัมปทานครั้งแรกเนี่ยประเมินว่าสายสีเหลือง สายสีชมพูจะขึ้นกันที 200,000 300,000 คน ถึงเวลามันอยู่แค่ 100,000 เดียว
อือ ไม่ถึงด้วยนะฮะ 100,000 เดียวเนี่ย
เราเราเราจะขับเคลื่อนประเทศด้วยความขัดแย้งแบบนี้ไม่ได้ครับ พี่ยุทธอ่านโยบาย
ขัดแย้งอะไรก็ก็เป็นคนละโวม
นโยบายนโยบายเรื่องขนส่งสาธารณะเนี่ย หากเราบูรณาการเส้นทาง บูรณาการราคา มันจะมีผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ผมยังไม่ได้บอกว่าเราจะซื้อเท่าไหร่นะครับ สุดท้ายมันต้องมาเจรจามาประเมินกัน แต่จะบอกว่าทุกอย่างจะขาดทุนไปตลอดชีวิตแล้วเราจะต้องเอาเงินไปอุ้มการขาดทุนผมว่ามันไม่ใช่ อย่างงั้น
เอ่อ คือทฤษฎีนี้เค้าไม่เชื่อ บางทีให้ขึ้นฟรีมา 3 วันก็ยังไม่เห็นเพิ่มแบบมากมายมหาศาล แต่คุณกำลังบอกว่าถึงเวลาลองให้มันเชื่อมกันจริงๆ สิมันจะเพิ่มถูกมั้ย?
ใช่ครับ เพราะว่าการออกแบบการลงทุนตั้งแต่แรกมันถูกคิดบนฐานนั้นอยู่แล้วครับ
ถ้างั้นมันไม่คุ้มทุนตั้งแต่ตอนลงทุนตั้งแต่แรกครับ
อ้า เติม นิดเดียวครับ พี่ยุคครับ คือเอกชนเนี่ยเขาเป็นเจ้าของสัมปทานถูกมั้ยครับ
เไม่ขายในกรณีที่เขาจะเจ๊งที่เขาเสียเปรียบหรอกครับ เพราะฉะนั้นเนี่ยเนี้ยคือเอกชนทั้งมีข้อมูลตัวเลขต่างๆ เอกชนมีหมดแล้ว เรื่องของรายได้ การหารายได้จากการโฆษณาต่างๆ รู้ว่าเขาควรจะขายหรือเขาไม่ควรขาย
ถ้าถือสัมปทานต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร อยู่ใน Business นี้มานานกว่ารัฐ รัฐไม่รู้เรื่องอะไรเลย
อ เพราะฉะนั้นเค้าก็เค้าได้ยังไง เค้าก็ขายยังไงถูกต้อง เค้าต้องขายต้องกำไรมากกว่าเดิมนะครับ
เพราะฉะนั้นเนี่ย การไปเวรคืนสุดท้ายเนี่ย รัฐเสียเปรียบพอรับไม่แทบไม่มีข้อมูลเลย เอกชนถือข้อมูลทั้งหมด
คือผมมองว่าอย่าอย่าที่เหลืองชมพูเนี่ย ที่คนไม่เยอะตอนนี้รถไฟฟ้าผมคิดว่ามันพอระดับนึง แต่ว่าไอ้ขนส่งสายรองหรือฟีดเดอร์มันไม่มี ของประชาธิปัตย์เนี่ย เราจะเสนอ EV รถเมล์เข้าไปอีกเพิ่มอีก เพราะ กสมก. เนี่ยเค้าวิ่งเฉพาะตรงไข่แดงชั้นในบางเส้นไม่มี พี่ยุทธอาจสังเกตไอ้ เรียบด่วนเอกมัยรามอินทราเนี่ย สายเดียวไม่มีรถเมล์ แต่คนสามารถจะขึ้นรถไฟฟ้าได้ คนก็เลยขับรถส่วนตัวแทน เพราะว่ามันไม่สะดวกที่จะไป เพราะว่าถ้าเกิดเรามีฟีดเดอร์ผมคิดว่าอนาคตดีขึ้นครับ
อ ฟีดเดอร์อ่ะของคุณจะปิดท้ายเรื่องนี้?
ก็ฟไม่ไม่ได้ปิดท้ายแต่ว่าควรจะคิดถึงเรื่องมันจะตายตัวบอกคนอนาคตจะซื้อไม่ซื้อผมว่ามันอยู่ที่ตัวเลขนะครับ อย่างถึงปี 72 เนี่ยจะไปซื้อทำไมมันจะหมดสัมปทานอยู่แล้วนะครับ แต่หลังจากนั้นเป็นต้นไปเนี่ย มันจะมีชมพูเหลืองมันมันก็ต้องมาคำนวณว่าไอ้เงินที่อุดหนุนไปเนี่ย ถ้าเทียบ 2 กรณีคือการอุดหนุนกับการซื้อมาบริหารเลยแบบไหนดีกว่ากันนะครับ ก็แค่นั้นเอง
ปูเหลืองอีก 28 ปีซึ่งนานมาก?
ฮะ เติมอีกนิดนึงได้มั้ยครับ เติมเรื่องราคาเดียวนิดนึงได้มั้ยครับ เมื่อกี้มีพาดพิงว่าราคาเดียวกับราคาขั้นบันไดว่าทำไมถึงเป็นราคาเดียวครับ หลักคิดมันไม่เหมือนกันครับ การเป็นราคาเป็นโซนหรือจะเป็นสั้นได้ถูกแล้วก็ อ่า ยิ่งไกลยิ่งแพงเนี่ยครับ มันไม่ส่งเสริมการกระจายเมือง มันส่งเสริมให้คนอยู่ในพื้นที่เข้าใจความต้องการว่าอยากให้การกระจายตัว การกระจายความเจริญไปอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ แต่ความต้องการของวัด เพื่อไทยอ่ะครับ การที่มันเป็นราคาเดียวอ่ะ มันเป็นการส่งเสริมให้คนออกไปอยู่ในพื้นที่ข้างนอกแล้วเข้ามาข้างในได้อย่างสะดวก วิธีการเยครับจะส่งเสริมการกระจายตัวของเมืองและทำให้ลดภาระของคนที่ต้องอยู่ข้างนอกจริงๆ ไม่ใช่ว่าบีบบังคับให้เขาอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ รอบๆ นั้นเท่านั้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเขา อันนี้อาจจะมองต่างกันของของประชาธิปัตย์ที่เราคิดฐานนี้เพราะเราอยากให้คนที่อยู่ตรงไหนเนี่ย เขาได้ทำงานในโซนใกล้ๆ เพื่อเอาความเจริญกระจายออกไป คือหลายคนคงตั้งคำถามว่าทำไมกรุงเทพฯ มันถึงเจริญแค่ทองหล่อ แค่อารีย์ แค่ไม่กี่จุด ทำไมโซนนอกๆ มันถึงไม่เจริญ เพราะว่าต้องหางานตรงนั้นให้ได้
ต้องอยากหาตรงนั้นให้ได้ คือถ้าเกิดเราไม่เริ่มตรงนี้เพื่อให้เค้าเดินทางง่ายในพื้นที่ก็ไม่มีใครออก ทุกคนก็จะมากระจุกอยู่ทองหล่อ จะกระจุกอยู่อารีย์ไปหมดครับ
ออ้า แตกต่างกันไม่เป็นไร อ่า พอสมควรแล้ว เป็นวิธีคิดที่ต่างๆ แต่อุดหนุนไม่มีใครขัดข้องถูกมั้ย?
เพียงแต่ตอนนี้ไม่เชื่อกันว่าเฮ้ยอุดหนุนมากอุดน้อย?
ครับ
ทำได้ทันทีมั้ยกับวิธีคิดของราคาที่มันแตกต่างกัน?