Transcription
สวัสดีครับ ผมอาจารย์ ดร. ตริน โพธิรักษานะครับ วันนี้ก็จะมาพูดเรื่องการคุกคามทางเพศนะครับ โดยเฉพาะการคุกคามทางเพศโดยสมาชิกในครอบครัว ซึ่งกรณีศึกษาแบบนี้ไม่ได้ไม่เคยเกิดขึ้นเลยนะครับในสังคม เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่คนก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ไม่ค่อยกระโดดเข้ามาดูผลกระทบที่แท้จริงของเหยื่อหรือผู้กระทำผิดนะครับ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นครั้งยังเป็นเด็กนะครับ
มาเข้าใจคำว่าการคุกคามทางเพศคืออะไรก่อน ต่างจากเอ่อ เรฟ หรือว่าข่มขืนยังไงนะครับ คลิปนี้ก็มีคำต้องห้ามหลายคำเช่นกัน ผมก็ไม่รู้ว่าทางแพลตฟอร์มนี่จะยอมให้พูดหรือเปล่านะครับ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ลองดู
การคุกคามทางเพศนะครับ กับการข่มขืนเนี่ยไม่เหมือนกัน แม้จะอยู่ในกลุ่มความรุนแรงทางเพศ หรือ sexual abuse นะครับ แต่ระดับและพฤติกรรม วิธีการและข้อกฎหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ มีความคล้ายกัน การคุกคามทางเพศ หรือ sexual harassment เนี่ยคือพฤติกรรมที่อีกฝ่ายไม่ต้องการ แต่เอ่อ และทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด, หวาดกลัว, ถูกลดคุณค่า, หรือไม่ปลอดภัย แม้อาจจะยังไม่มีการบังคับให้ร่วมเพศก็ตามนะครับ
ตัวอย่างเช่น พูดจารามกนะครับ, แซวเรื่องเพศซ้ำๆ, ส่งรูปนูต, หรือว่าส่งข้อความเอ่อทางเพศให้อีกฝ่ายนึง, จ้องหน้าอก, จ้องอวัยวะเพศนะครับ, แตะเนื้อต้องตัวโดยไม่ยินยอมเอ่อ, หรือว่าใช้อำนาจแลกในเรื่องเพศ อย่างเช่น ถ้าไม่ไปกับพี่ พี่จะไม่เลื่อนตำแหน่งให้เธอนะ, หรือพี่จะไม่ต่อ ไม่ต่อโปรโมชั่นให้เธอนะ ถ้าเธอไม่ไปกับพี่นะครับ ประมาณนี้. ตามตื้อ คุกคามออนไลน์ อันนี้เราเรียก Cyber sexual harassment นะครับ ก็คือตามคุกคามในโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ, บังคับหรือเปิดเผยภาพลับ, คุกคามทางเพศในโซเชียล. แก่นสำคัญของมันก็เลยคือ อีกแก่นสำคัญของมันก็คือ อีกฝ่ายไม่ได้ยินยอมและรู้สึกว่าไม่สบายใจและถูกคุกคามนะครับ
การคุกคามทางเพศเกิดได้ทุกที่ครับ ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียน, ที่ทำงาน, มหาลัย, ในออนไลน์, หรือพื้นที่สาธารณะ, หรือแม้กระทั่งในครอบครัวเองนะครับ และเหยื่อเป็นได้ทุกเพศ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเพศชายหรือเพศหญิง, เป็น LGBT ก็ได้นะครับ
ส่วนการข่มขืน หรือ RAP, หรือเราเรียกว่า sexual assault นะครับ คือการบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ หรือมีการสอดใส่ทางเพศโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือไม่สามารถให้ความยินยอมได้. คำว่าไม่สามารถให้ความยินยอมได้ หมายความว่าไม่มีสติสัมปชัญญะ หรือถูกกำลังบังคับ เช่น ถูกมอมยา, หรือทำขนาดอีกฝ่ายหมดสติ, เมา, หรือหลับ, ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญนะครับ, หรือใช้อำนาจควบคุมจนอีกฝ่ายไม่กล้าปฏิเสธ.
เด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมายนะครับ แม้จะพูดว่ายินยอมก็ถือว่าไม่สามารถให้ consent หรือให้ความยินยอมได้นะครับ. ข่มขืนจึงเป็นความผิดที่ร้ายแรงกว่าการคุกคามทางเพศมากนะครับ เพราะว่ามีการล่วงละเมิดทางร่างกายโดยตรง ไม่ใช่แค่คำพูด. ดังนั้นเคสในศาลเด็กและเยาวชนนะครับ เมื่อเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนะครับ หรืออายุไม่ถึงเกณฑ์น่ะเป็นแฟนกัน เด็กทั้ง 2 คนก็เลยจะโดนข้อหาพรากผู้เยาว์ทั้งคู่เลยนะครับ.
เอ่อ ประเด็นสำคัญที่คนมักจะเข้าใจผิดนะครับ พูดว่ามัก มักได้ยินว่าไม่ข่มขืนก็ถือว่าไม่ผิด. ประเด็นนี้ก็ไม่จริงเลยนะครับ เพราะว่าแม้จะไม่ได้ข่มขืน แต่การคุกคามทางเพศเนี่ยจะสร้างแผลในใจ อย่างเช่นโรค PTSD หรือ Post-traumatic Stress Disorder, หรือโรคเขาเรียกอะไรอ่ะ ความทรงจำที่มันสะเทือนใจอ่ะ มันตามหลอกหลอนไปจนโต, หรือว่าตามหลอกหลอนในความฝัน, นอนผวา, สะดุ้งตื่นขึ้นมาบ่อยๆ. อันนี้ก็คือ PTSD นะครับ หรือสร้างความกลัว, ความอับอาย, ไม่กล้าไปทำงาน, หรือไม่กล้าไปเรียน, ไม่อยากกลับบ้านนะครับ. ดังนั้นไม่ข่มขืนก็ไม่ผิด นี่ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนะครับ.
ประเด็นต่อมาที่คนมักเข้าใจผิด ถ้าพูดว่าแค่แซวเล่น อ่า เจตนาคือสิ่งสำคัญ ไม่ได้ดูที่เจตนาคนพูดอย่างเดียวครับ ต้องดูผลกระทบของเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำด้วย. หรือข้อต่อมา ข้อ 3 ครับ ถ้าเคยคบกันหรือเคยเป็นแฟนกันเนี่ย การอ่า แปลว่ายินยอมเสมอ ไม่จริงนะครับ. คำว่า consent เนี่ยต้องขอทุกครั้ง แล้วก็จะถอนความยินยอมเมื่อไหร่ก็ได้. ดังนั้นกฎของความยินยอมมี 4 ข้อนะครับ ผมเคยพูดไปแล้วเรื่อง consent ในคลิปก่อนหน้า. กฎของการยินยอมข้อที่ 1 มี 4 ข้อนะครับ.
ข้อแรกคือจะทำอะไรกับคนอื่นต้องขอก่อน, ต้องขออนุญาต. ข้อ 2 ถ้าไม่ชัดแปลว่าไม่ใช่. ถ้าเขาไม่แน่ใจ, ทำท่าทางไม่ลังเลใจ, ไม่ยอมก็คือไม่ใช่. อย่าเหมารวมว่าเขาให้นะครับ. เขาชวนไปบ้าน ถ้ามีคนยอมตามไปด้วย ก็แปลว่าเขาเต็มใจจะไปที่บ้าน, ไม่ได้เต็มใจให้ทำอย่างอื่น. ชวนไปดูแมวที่ห้อง เขาเต็มใจไปดูแมวด้วย, ยอมตามมาด้วย, ไม่ได้แปลว่าเขายอม ยอมเรื่องอื่นนะครับ. อย่าคิดเอง เออเอง, อย่าหลงตัวเอง. ข้อ 3 หยุดต้องพูดได้เสมอ, พูดตอนไหนก็ได้นะครับ, ต้องถอนได้ทุกเมื่อด้วย. ข้อที่ 4 ครับ การยินยอมต้องขอใหม่ทุกครั้ง, ยอมครั้งนึงไม่ได้แปลว่าต้องยอมตลอดไป. 4 ข้อนะครับ.
เอ่อ ในเชิงจิตวิทยาและเชิงอาชญาวิทยานะครับ พฤติกรรมคุกคามทางเพศทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้งมักจะเกี่ยวข้องกับ Power การต้องการอำนาจ, ต้องการอ่า การควบคุม, ลดทอนคุณค่าคนอื่น, หรือมองคนอื่นเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งของ หรือมีวัฒนธรรมที่มองว่าการรวนลามเป็นเรื่องปกติ. คุณเห็นว่าเรื่องเนี้ยทำกันในหมู่เพื่อน, หรือว่าในครอบครัวทำกันเป็นเรื่องปกติหรือเปล่า? วัฒนธรรมนี้จะ normalize การรวนลาม หรือมองการรวนลามเป็นเรื่องปกตินะครับ โดยที่แบบไม่ต้องเดือดร้อนอะไร. นี่อีกอันนึงก็คือการขาดความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อนะครับ.
บางกรณีเนี่ยเนี่ยคือการคุกคามเล็กๆ น้อยๆ เนี่ย ถ้าเรายอมหรือปล่อยให้มันเกิดขึ้นโดยปราศจากการรับรู้, แก้ไข, หรือลงโทษเนี่ยมักจะยกระดับความรุนแรงไปมากขึ้น สูงขึ้นนะครับ จนไปสู่ความรุนแรงทางเพศที่หนักขึ้นได้.
ในทางกฎหมายบ้างครับ เอ่อ ข่มขืน ข่มขืนในทางกฎหมายไทยนะครับ อยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276. สาระสำคัญก็คือการกระทำชำเรา วงเล็บมีการสอดใส่ทางเพศต่อบุคคลอื่น โดยใช้อำนาจบังคับขู่เข็ญ, ใช้กำลัง, หรือขณะที่อีกฝ่ายไม่สามารถขัดขืนหรือให้ความยินยอมได้ เช่น ใช้กำลังที่มากกว่า, ล็อกตัว, ล็อกแขนนะครับ, ข่มขู่จะทำร้ายถ้าดิ้น, หรือถ้าไม่ยอมฉันจะเธอนะ, มอมยา, หรือทำขณะเหยื่อหลับ, เมา, หมดสติ, หรืออ่า ข่มขู่ว่าจะใช้วิธีการต่างๆ ที่ทำให้เขาเจ็บตัวนะครับ.
ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น. ผู้กระทำและและผู้ทำไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชายด้วย. คือเรื่องนี้สามารถเกิดได้ทุกเพศ คนทำเป็นเพศไหนก็ได้ และเหยื่อจะเป็นเพศไหนก็ได้นะครับ. และคู่สมรส แม้จะมีใบ ใบสมรสทะเบียนสมรสก็สามารถเข้าข่ายข่มขืนได้เช่นกัน ถ้าอีกฝ่ายนึงไม่ consent หรือไม่ยินยอมนั่นเอง.
ส่วนคำว่าการคุกคามทางเพศในทางกฎหมายเนี่ย จริงๆ แล้วไม่ได้มีฐานความผิดชื่อเดียวโดยตรงแบบคำว่าข่มขืน แต่ว่ากฎหมายไทยเนี่ยกระจัดกระจายไว้ในหลายมาตรานะครับ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม. ผมจะยกตัวอย่างความผิดที่เข้าข่ายการคุกคามทางเพศนะครับ เช่น การกระทำอนาจาร ตามประมวลอาญามาตรา 278 นะครับ เช่น การรวนลามไปจับไปลูบเขานะครับ, จับหน้าอก, จับก้น, หรือบังคับให้เหยื่อแตะต้องร่างกายของตัวเองนะครับ ก็ถือว่าผิดอนาจารแล้ว.
ส่วนการรังควานหรือคุกคามนะครับ ยกตัวอย่างเช่น โทรตามตื้อให้มาหา, ส่งข้อความลามก, คุกคามในโลกออนไลน์นะครับ, แอบถ่ายใต้กระโปรง, แอบถ่ายหน้าอก, ตั้งกล้องไว้นะครับ, หรือว่าเผยแพร่ภาพลับที่เป็นภาพของเหยื่อ.
ต่อมาก็มีการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน. บางกรณีอาจจะไม่ถึงขั้นเป็นคดีอาญา แต่ผิดวินัยแรงงานหรือวินัยราชการได้ เช่น หัวหน้าพูดจาทะลึ่งตึงตังครับ 2 แง่ 2 ง่าม แบบน้องโสดหรือเปล่า? ถ้าโสดก็ขึ้นรถมากับพี่ได้ พี่ไม่ทำอะไรหรอก พี่แบบนู่นนี่นั่น, หรือว่าใช้ตำแหน่ง ใช้ตำแหน่งกดดันให้มีความสัมพันธ์. เราก็มีกรณีศึกษาเป็น ผอ. โรงเรียนหนึ่งที่ใช้เรื่องเนี้ยกดดันให้มีความสัมพันธ์ทางเพศ หรือให้ยอม ยอมให้กอด ยอมให้รวนลามด้วยนะครับ, แตะตัวโดยไม่เหมาะสม. ซึ่งองค์กรมันก็มีหลายสเต็ปในการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่ตักเตือนด้วยวาจา, ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร, พักงาน, หรือว่าให้ไล่ออกนะครับ.
อืม ประเด็นสำคัญมากในกฎหมายยุคใหม่นะ ก็คือคำว่า consent ที่ผมอธิบายไปแล้ว. คือ consent เนี่ยเนี่ยคำว่ายินยอมอ่ะ เหยื่อต้องยินยอมโดยสมัครใจ ไม่ถูกบังคับนะครับ. เพราะว่าในความเป็นจริง เหยื่อ เหยื่อหลายคนรู้สึกกลัวเกรงในอำนาจ, ไม่กล้าสู้แล้วก็ช็อกอย่างเงี้ย. บางทีไม่ได้ขัดขืนทางร่างกายอย่างชัดเจน ก็อย่างเช่นไม่ผลัก, หรือว่าโดนจูบก็เหมือนจะไม่ดิ้น, ไม่กัด, ไม่ต่อสู้. เขาอาจจะกลัวเขาโดนทำร้ายก็ได้. อย่าตีความว่าเขายอมนะครับ.
เอิ่ม เอ่อ ยกตัวอย่างความผิดร้ายแรงทางเพศอีกอันนึงก็คือ บังคับให้อมอวัยวะนะครับ. บังคับให้อมอวัยวะถือเป็นความผิดร้ายแรง โดยมีแนวทางคำพิพากษาด้วยนะครับ. มักเข้าข่ายลักษณะเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา, หรืออย่างน้อยก็เป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังบังคับ ซึ่งมีโทษหนักนะครับ.
สาระสำคัญที่กฎหมายดูคือ 1 มีการบังคับหรือไม่? 2 อีกฝ่ายยินยอมหรือไม่? 3 มีการใช้กำลังขู่เข็ญ, ควบคุม, หรือทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถปฏิเสธได้หรือไม่นะครับ? แม้จะไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าสู่อวัยวะเพศหญิง แต่ศาลไทยยุคใหม่มักตีความการกระทำทางเพศโดยบังคับเนี่ยกว้างขึ้นมาก. โดยกรณีที่ผมยกตัวอย่างไป เราเรียกว่า Oral Sex ที่ถูกบังคับนะครับ เช่น ใช้กำลังจับกด, อีกฝ่ายเป็นเด็กที่อายุน้อยกว่า, ใช้อาวุธ, หรือข่มขู่นะครับ. อีกฝ่ายไม่สามารถขัดขืนได้ ประมาณนี้.
แล้วก็ ถ้าโทษจะหนักขึ้นอีก ถ้ามีอย่างอื่นเพิ่มเติมนะครับ เช่น มีการข่มขู่ไหม ก็จะเข้า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ใช่ไหม? มีการ Blackmail ไหม? มีการอนาจารเด็กไหม? ถ้าเหยื่ออายุต่ำกว่าเกณฑ์ก็เข้าข่ายอนาจารเด็กด้วยนะครับ. ในเชิงกฎหมายเนี่ย กฎหมายสมัยใหม่ล่ะ หลักสำคัญก็คือเรื่อง consent ที่ผมพูดนั่นแหละ.
ทีเนี้ย เอ่อ การบังคับให้ใช้มือสำเร็จความใคร่ หรือบังคับให้ใช้ปากสำเร็จความใคร่ให้นะครับ ประเด็นนี้มันต่างกันนะครับ เพราะว่าคำว่าข่มขืนในภาษาพูด กับความผิดฐานข่มขืนเนี่ย หรือกระทำชำเราเนี่ยตามบทกฎหมายไม่ตรงกัน 100%. เอ่อ ถ้าบังคับให้อมอวัยวะเพศนะครับ เอ่อ จะเป็นความผิดร้ายแรงทางเพศ แต่หลายกรณีก็สามารถเข้าข่ายข่มขืนกระทำชำเราได้เช่นกันนะครับ แม้ว่าจะไม่มีการสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าสู่อวัยวะเพศหญิงแล้วก็ตามนะครับ. ถ้าบังคับใช้มือช่วยสำเร็จ สำเร็จความใคร่ ก็อาจจะไม่เข้าองค์ประกอบข่มขืนกระทำชำเรามาตรา 276 โดยตรง แต่ยังเป็นความผิดทางเพศร้ายแรงได้อยู่.
หากคนในครอบครัวมีพฤติกรรมดังกล่าวนะครับ ก็จะวิเคราะห์ได้ว่าไม่ว่าจะเป็นการบังคับ oral sex, หรือการใช้ปาก เอ่อ มีเพศสัมพันธ์ทางปาก, บังคับให้สัมผัสร่างกาย, ใช้อำนาจกดดันเรื่องเพศนะครับ, คุกคามทางเพศในบ้าน พวกเนี้ยที่มันเกิดขึ้นในครอบครัวเนี่ยเนี่ย ในเชิงจิตวิทยาและอาชญาวิทยานะครับ เราจะวิเคราะห์ว่าเป็นพฤติกรรมที่ใช้อำนาจและควบคุม หรือ power and control dynamic นะครับ ซึ่งมันไม่ได้มองแค่ว่ามันเป็นเรื่องความต้องการทางเพศ หรือ sex drive อย่างเดียวละ เพราะหลายเคสจริงๆ แล้วแก่นมันคืออยากครอบงำนะครับ หรืออยาก gaslighting มากกว่าความใคร่ทางเพศนั่นเอง.
ลักษณะที่เราพบบ่อยในเคสต่างๆ นะครับ ก็ข้อแรกเลย มองว่าอีกฝ่ายเป็นสิทธิ์ครอบครอง ก็คือเป็นแฟน, เป็นภรรยา, เป็นลูก, เป็นคนในบ้าน, เป็นพี่, เป็นน้องก็ต้องยอมสิ. เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่ ฉันมีสิทธิ์นี่, หรือปฏิเสธไม่ได้นะ. คนลักษณะนี้เขาจะคิดแบบนี้นะครับ. แนวคิดมองอีกฝ่ายเป็นวัตถุหรือทรัพย์สินมากกว่ามนุษย์ที่มี autonomy หรือว่าหลักในการควบคุมตนเอง. แนวคิดนี้เราเรียกว่า objectification นะครับ object ที่แปลว่าวัตถุนะครับ.
แล้วก็ สวน ส่วนข้อต่อมาครับ เป็นการใช้อำนาจแทนการสื่อสาร ก็พบบ่อยในคนที่เอ่อ ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้, ควบคุมอารมณ์ไม่ดี, กลัวจะเสียอำนาจไปแล้วก็รู้สึกมีปมทางด้านความไม่ปลอดภัยลึกๆ, หรือต้องการควบคุมบงการสูงนะครับ. ก็จึงใช้การขู่, ข่มขู่, กดดัน, ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด, หรือใช้ความรุนแรงแทนการสื่อสารตรงๆ ก็คือใช้ร่างกายแทนการสื่อสารนั่นเอง.
ข้อต่อมาคือมีปัญหาเรื่อง Empathy นะครับ ไม่ได้เห็นอกเห็นใจ หรือไม่ได้รู้สึกผิดแบบที่คนทั่วไปคาดหวังว่าจะต้องมีระดับนี้นะ. เขาไม่ได้มีความรู้สึกผิดแบบนั้นนะครับ. อาจพบลักษณะร่วมเช่น โทษอีกฝ่าย, บอกว่าอีกฝ่าย เฮ้ย คิดมากเปล่าวะ, หรือบอกว่า เอ่อ คู่รักมันก็ต้องทำอยู่แล้วป่ะ. อันนี้คือในฐานะที่แบบห่มในในกรณีที่ข่มขืนแฟนอะไรอย่างเงี้ย, ลดทอนความรู้สึกของเหยื่อ, แล้วก็พยายามจะให้น้ำหนักฝั่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองนะครับ. ในบางรายก็อาจจะมีเขาเรียกว่าลักษณะของ narcissist ร่วมอยู่ด้วย, หรือมีลักษณะต่อต้านสังคม antisocial trait นะครับ. แต่ว่าไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเป็นโรคจิตเสมอไปนะครับ.
ข้อต่อมา ข้อที่ 4 ครับ Cycle of Abuse หรือว่าเป็นวงจรความรุนแรงนั่นเอง. นั่นก็คือเคสเนี้ย ครอบครัวเขามักจะมีลักษณะหรือพฤติกรรมแบบตึงเครียด, คุกคาม, หรือชอบบังคับลูก แล้วก็ขอโทษ แล้วก็มาทำดีช่วงสั้นๆ แล้วก็กลับมาทำซ้ำ ทำให้เหยื่อสับสน. ก็ไปตึงเครียดอีก แล้วก็บังคับ. บังคับเสร็จขอโทษ, ขอโทษเสร็จทำดีช่วงสั้นๆ แล้วก็กลับมาทำซ้ำ. ถ้าเกิดในครอบครัวมันก็จะยิ่งซับซ้อนไปกว่าเคสทั่วไป เพราะว่ามันมีปัจจัยเพิ่มเติม เช่น มีความผูกพัน, มีพึ่งพาทางด้านการเงิน, กลัวชื่อเสียง, เอ่อ กลัวครอบครัวแตกแยก, กลัวความอับอายต่อวงตระกูล, วัฒนธรรมเรื่องเป็นเรื่องในบ้าน, ไม่อยากเอาออกไปอะไรประมาณเนี้ย, อย่าให้มันเป็นเรื่องของสาธารณะ, หรืออย่าเอาไปแจ้งความเลย, เพราะมันเป็นเรื่องภายใน. เด็กถูกสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ด้วย ทำให้หลายเคสเกิดซ้ำๆ เป็นเวลานานนะครับ. หลายเคสก็เห็นว่าแม่ไม่ปกป้องลูก ทั้งๆ ที่รู้ว่าเอ่อ พ่อเป็นคนกระทำชำเราเนี้ย.
สัญญาณอันตรายนะครับ ก็ถ้าพบหลายข้อร่วมกันต้องระวังมากนะครับ. อันนี้ก็ให้เป็นกรณีศึกษาไว้ ก็คือคุณไม่เคารพคำปฏิเสธอีกฝ่ายนึง ไม่ยอม. คุณไม่เคารพ 2 คุณหึงหวงหรือควบคุม อยากบงการชีวิตอีกคนนึงสูงมาก. 3 เช็คโทรศัพท์ตลอด. 4 ใช้เรื่องเงินหรือบุญคุณกดดัน. 5 อารมณ์รุนแรงนะครับเมื่อถูกปฏิเสธ. 6 ชอบทำให้คนอื่นขายขี้หน้า หรือพยายามจะใช้อำนาจทำให้เหนือกว่า. 7 บังคับแม้อีกฝ่ายจะกลัวหรือร้องไห้นะครับ. 8 หลังเกิดเหตุมาขอโทษเหยื่อนะครับ. 9 ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสบาย. นี่คือสัญญาณอันตราย ถ้ามีหลายข้อร่วมกันใน 9 ข้อนี้ต้องระวังมากนะครับ.
ในเชิงอาชญาวิทยาก็จะมีแนวคิดอยู่ทั้งหมด 4 แนวคิดนะครับ สำหรับคนที่อยากศึกษาเพิ่มเติม ก็จะมีแนวคิดเรื่องเอ่อ Coercive นะครับ Control หรือการควบคุมบงการอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่องนะครับ, Power Control Theory หรือใช้อำนาจเหนือผู้อื่นเพื่อรักษาสถานะของตัวเอง, เช็คตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าฉันยังมีอำนาจอยู่ไหม, Learn Behavior นะครับ หรือโตมาในบ้านที่เห็นความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ, หรือ Trauma Reenactment นะครับ. บางคนเคยถูกกระทำมาก่อนแล้วก็กลายเป็นผู้กระทำซะเอง.
อืม การวิเคราะห์พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค. เราบอกได้ว่าเอ่อ คนมีลักษณะพฤติกรรมอย่างไร.
เอ่อ ทีนี้ กรณีในเชิงวิชาการครับ มักถูกวิเคราะห์ภายใต้กรอบของการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างพี่น้องนะครับ. มีเคสถ้าเป็นพี่กับน้องทำกันเนี่ย เอ่อ มันจะมีเขาเรียกว่า หรือ เขาเรียกว่าพูดสั้นๆ ก็คือหนัง หนังผู้ใหญ่. หนังผู้ใหญ่ก็จะมีกลุ่ม หรือ category สำหรับพี่น้องที่มีเพศสัมพันธ์กัน. คนบางกลุ่มก็ชอบเข้าไปดูนะครับ, หรือชอบผลิต content ประมาณนี้. พี่น้องมีเพศสัมพันธ์กัน Sibling Sexual Abuse หรือเราเรียกว่า SSA นะครับ, การล่วงละเมิดทางเพศระหว่างพี่น้อง.
ต่อมาครับ ก็เป็นปัญหาพฤติกรรมทางเพศระหว่างพี่น้อง โดยนักวิชาการก็จะพยายามแยกเป็นความอยากรู้อยากเห็นตามพัฒนาการปกติของเด็กหรือเปล่า, หรือเป็นพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศกันแน่. ซึ่งการอยากรู้อยากเห็นตามวัยปกติเนี่ยสามารถมีได้นะครับ เพราะว่าเด็กมันก็จะมีความสงสัยในเรื่องร่างกายเนาะ, สำรวจความแตกต่างทางเพศ, สนใจอวัยวะเพศ, หรือในบางช่วงวัยเรามีชื่อเรียกนะครับว่า Developmental Normative Sexual Curiosity นะครับ, หรือว่าความอยากรู้อยากเห็นทางเพศที่สอดคล้องกับวัยพัฒนาการ. อะไรที่อยู่ในกรอบปกติ? กรอบปกติทราบไหมครับ? อายุต้องใกล้กัน, ไม่มีการบังคับ, ไม่เกิดซ้ำต่อเนื่อง, ไม่มีความสลับซับซ้อน, ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจอย่างชัดเจนนะครับ.
จุดที่เริ่มเกินกรอบปกติแล้ว ก็จะมีความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจ เช่น พี่โตกว่าน้องมากๆ หลายๆ ปี, หรือว่าการบังคับ, บังคับกดดัน, ข่มขู่, การปกปิดเป็นความลับ, เกิดขึ้นซ้ำหลายครั้ง, การสัมผัสทางเพศด้วยปาก, การบังคับช่วยสำเร็จความใคร่, พฤติกรรมทางเพศที่เกินระดับพัฒนาการของวัยนะครับ. นักวิชาการจำนวนมากจะมองว่านี่ไม่ใช่การสงสัยใคร่รู้ตามปกติแล้ว แต่เป็นพฤติกรรมทางเพศที่เป็นปัญหานะครับ, หรือเป็นพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ.
ส่วนข้ออ้างว่าเด็กๆ บางคนก็อาจจะมีข้ออ้างว่าอยากลองใช่ไหม? มันก็สะท้อนเรื่องความไม่สมบูรณ์ด้านวุฒิภาวะการคิดนะครับ โดยเฉพาะในเด็กหรือวัยรุ่นตอนต้น หรือเราเรียกว่า cognitive immaturity นั่นเอง.
เอ่อ ปัจจัยเสี่ยงที่พบแล้วเราเห็นบ่อยๆ ร่วมกันก็จะในงานวิจัยนะครับ ที่มีพฤติกรรมเด็กที่มีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศต่อพี่น้อง อาจจะมีประวัติเช่น เข้าถึงสื่อลามกเกินเร็วเกินวัย, เคยเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศมาก่อน, ตัวผู้กระทำเคยเป็นเหยื่อมาก่อนก็เลยกลับมาทำเป็นวงจร, หรือว่ามีปัญหาเรื่องขอบเขตความเหมาะสมในครอบครัว ก็คือในบ้านไม่มีพื้นที่ปลอดภัย, หรือไม่มีพื้นที่ส่วนตัวอย่างชัดเจนนะครับ. ต่อมาก็มีความรุนแรงในครอบครัว ไม่รู้ในรูปแบบไหนบ้าง, การขาดการดูแลกำกับจากผู้ใหญ่, ครอบครัวที่ทำให้วุ่นวายไร้เสถียรภาพนะครับ. ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงครับ.
เอิ่ม โอเค ที่สำคัญอีกอย่างนึงก็คือทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม หรือ Social Learning Theory นะครับ เพราะว่าเด็กเรียนรู้พฤติกรรมไม่ใช่จากการดูอย่างเดียวนะ. เด็กนอกจากสังเกตแล้ว เด็กเลียนแบบ. สิ่งแวดล้อมมีผล. สื่อโซเชียลมีเดียนะครับ, แล้วก็คนในบ้าน. ในเคสพี่น้องนักอาชญาวิทยาอย่างผมเนี่ยมักจะวิเคราะห์เรื่อง Power Control Dynamic หรือพลวัตอำนาจและการควบคุมอีกฝ่ายนึง โดยใช้สถานะพี่อาจจะเหนือกว่าน้อง, พี่อาจจะตัวใหญ่กว่าน้อง, หรือน้องตัวใหญ่กว่าพี่ก็ได้นะครับ. ซึ่งผลกระทบต่อเหยื่อก็มีความอาย, โรค PTSD, ความสับสนด้านเพศ, แล้วก็ปัญหาความผูกพันทางด้านอารมณ์, ไม่กล้าผูกพันกับใครด้านอารมณ์, แล้วก็มีปัญหาเรื่องความเอ่อ การไว้ใจผู้อื่น. ซึ่งประเด็นที่วงการวิชาการเน้นมากๆ เลยคือการล่วงละเมิดทางเพศระหว่างพี่น้องเป็นรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัวนะครับ ที่สังคมยังรับรู้และตระหนักไม่มากพอ. เพราะว่าในอดีต ครอบครัวเขาจะมองว่าคุณลดทอนความรุนแรงด้วยกันแบบ เฮ้ย พี่น้องเล่นกันไม่มีอะไรหรอก, เอ่อ ปกปิดเรื่องในบ้านเพราะคิดว่าเรื่องในบ้านใครรู้ก็จะเป็นเรื่องหน้าอาย, ก็ปิดไว้, ไม่ดำเนินการใช่ไหม? แล้วก็ไม่พาเด็กที่เป็นเหยื่อหรือผู้กระทำผิดเข้าสู่ระบบช่วยเหลือ, เพราะคุณน่ะอาย. ดังนั้น อืม พัฒนาการทางเพศจริงๆ แล้วเนี่ย เริ่มประมาณ มันมีหลายช่วงช่วงวัยครับ.
รับรู้ทางร่างกายก็มีตั้งแต่เกิดจนถึง 2 ขวบ. เด็กเล็กมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศก็ 3-6 ขวบ. ความเขินอายอยากปกปิดร่างกายเริ่มเข้าใจพื้นที่ส่วนตัวคือ 7-10 ปี. ส่วนวัยรุ่นและวัยก่อนวัยรุ่นก็คืออายุ 10-18 ปีนั่นเอง. ช่วงนี้สำคัญมาก. พอเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์นะครับ ก็มีการเปลี่ยนแปลงทั้งฮอร์โมน, อารมณ์, สมอง, แล้วก็แรงดึงดูดทางเพศ เช่น เพศตรงข้ามเริ่มมีการสนใจ, มีการจินตนาการถึงการมีเพศสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ที่อาจจะแฟนตาซี, มีการช่วยสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง, อืม แล้วก็เริ่มมีแฟน, มีความรักอะไรประมาณเนี้ย. มันเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศ พยายามค้นหาตัวตนว่าฉันเป็นเพศอะไรกันแน่นะครับ. แล้วก็ตอนนี้ก็ต้องเริ่มเข้าใจเรื่องความยินยอมได้แล้ว เพราะโตพอแล้ว, แล้วก็ต้องเคารพขอบเขตผู้อื่น. ส่วนเอ่อ สิ้นสุดเมื่อไหร่ไม่มีชัดเจนนะครับ เพราะว่าพัฒนาการทางเพศเนี่ยบางทีก็หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก. บางคนก็อาจจะเพิ่งเป็นผู้ใหญ่ตอนอายุ 25 ก็ได้. เป็นไปได้หมดเลยนะครับ.
ทีนี้ถ้าในบ้านเกิดเรื่องแบบนี้ต้องทำยังไง? หลายบ้านก็มักจะรู้สึกว่าเป็นความอับอายของครอบครัว, หรือมองว่าเฮ้ย คนนี้เป็นความผิด เธอต้องไปซ่อมนะ. จริงๆ ควรมองเรื่องความปลอดภัยและสุขภาวะของเด็กเป็นหลักก่อนนะครับ.
ข้อแรกครับ คุณต้องหยุด หยุดพฤติกรรมทันทีและแยกความปลอดภัยก่อน. สิ่งแรกคืออย่าให้ปล่อยให้พี่น้องนั้นเนี่ยอยู่ตามลำพัง. 2 เลยเนี่ยต้องแยกพื้นที่นอน, พื้นที่อาบน้ำ, พื้นที่เปลี่ยนเสื้อผ้า, ลดโอกาสเกิดซ้ำนะครับ. ไม่ใช่ไปว่าเด็กว่าตีตาทันทีเลยว่าเขาเป็นคนแบบนั้น. นี่คือหลักของ Safety Planning หรือการวางแผนความปลอดภัยนะครับ.
ข้อ 2 ครับ อย่าซักหรือสอบสวนแบบรุนแรง. อย่าตะคอก, อย่าขู่, อย่าบังคับให้สารภาพนะครับ. อย่าถามนำ เช่น เธอทำแบบนี้กับน้องใช่ไหม? อย่าทำแบบนี้. ให้เขาเล่าเองนะครับ. อย่าประจานต่อหน้าคนอื่นด้วย. สิ่งนี้ก็จะทำให้เด็กอาจจะบิดข้อมูล, บิดเบือนข้อเท็จจริง, หรือว่าปิดตัวเป็นเด็กเก็บกดไปเลย, หรืออาจจะมีแผลทางใจเพิ่มขึ้นก็ได้ ประมาณนั้น.
ต้องฟังอีกฝ่ายอย่างจริงจังด้วยครับ เพราะว่าเพราะว่าถ้าน้องหรือถ้าพี่ที่โดนเนี่ย กลัว, สับสน, หรือเงียบผิดปกติ, ร้องไห้, หรือหลีกเลี่ยงอีกคน, พฤติกรรมแปลกๆ ไปอ่ะ ควรจะต้องสังเกตให้ดี. เพราะว่าเด็กจำนวนมากไม่กล้าพูดตรงๆ. และสำคัญมากเลยข้อนี้ อย่าด่วนสรุปว่าเด็กเล่นกันนะครับ. เพราะว่าจุดนี้นักวิชาการเตือนมากครับในเคสก็คือ Sibling Sexual Abuse การล่วงละเมิดทางเพศระหว่างพี่น้อง. หลายบ้านน่ะพยายามทำเป็นเรื่องธรรมดาว่า เฮ้ย ลูกผู้ชายเล่นกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติเปล่าวะ? เดี๋ยวก็หาย, อย่าคิดมาก, พี่น้องกันเอง. ห้ามเด็ดขาดนะครับ.
เนื่องจาก เอ่อ การทำแบบเนี้ยมันจะเป็นการทำซ้ำ, พยายามปกปิด, หรือว่าแสดงถึงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างระหว่างพี่น้องนะครับ. หลังจากนั้นพอคุณอย่าด่วนสรุปแล้วใช่ไหม? คุณก็ต้องพาเข้า ได้รับความช่วยเหลือเกิดจากผู้เชี่ยวชาญนะครับ อย่างเช่นจิตแพทย์เด็ก, นักจิตวิทยาเด็ก, หรือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจร่างกาย, หรือมีทีมสหวิชาชีพเพื่อคุ้มครองเด็กด้วยครับ เพื่อประเมินว่าเป็นความอยากรู้อยากเห็นตามช่วงวัย หรืออันเนี้ยเป็นพฤติกรรมทางเพศที่เป็นปัญหา. คือเราต้องมองทั้งระบบครอบครัว ไม่ใช่แบบโทษแต่เด็ก. เด็กมันก็มีเหตุผลในการเป็นแบบนั้นนะครับ. หลายๆ เคสก็เกี่ยวข้องกับการเข้าสื่อ, เข้าถึงสื่อลามกเร็วกว่าวัยอันควร, ก็อาจจะไปดูของพ่อ, ดูของแม่ซ่อนไว้, ของคุณลุงป้า, น้าอาซ่อนไว้ในบ้าน, แล้วเด็กเข้าถึงแล้วไปดูเร็วเกินวัย, หรือมีความรุนแรงในครอบครัว, มีปัญหาเรื่องขอบเขตความเหมาะสม, ขาดการกำกับดูแลจากผู้ปกครอง, หรือเคยถูกกระทำมาก่อน. มุมมองแบบนี้จึงต้องมองแบบระบบครอบครัวครับ.
แล้วก็ข้อสุดท้าย อย่าไปติดป้ายว่าใครโรคจิตทันทีนะครับ. อาจจะมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้แปลว่าเขาโรคจิต หรือผิดปกติเสมอไปนะครับ. เราต้องดูพัฒนาการ, ระบบสมอง, และพัฒนาการด้านศีลธรรมควบคู่ไปด้วย. สิ่งที่ครอบครัวจะต้องสอนก็คือความยินยอม, ความเป็นส่วนตัว, ขอบเขตที่เหมาะสม, การสัมผัสที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัยต้องทำยังไง. อย่างเช่นการแตะไหล่ทำได้ เฮ้ย มึงเป็นไงบ้างวะ ทำได้, แต่ว่าการไปลูบอะไรเงี้ยก็อาจจะไม่ควร. แล้วก็มีสิทธิ์ในการปฏิเสธ. สอนพูดคำว่าไม่ เวลามาโดนตรงนี้, ตรงไหน, ตรงนั้นต้องบอกพ่อแม่, ต้องบอกครูนะ. ที่ยุโรปนะครับ ประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วเขา สอนกันตั้งแต่ 2 ขวบ. ปาก, หน้าอก, ก้น, อวัยวะเพศเป็นจุดที่ห้ามโดนนะครับ. เคารพร่างกายผู้อื่นด้วย. หากมีความรุนแรงสูง เช่น ใช้กำลัง, มีการสอดใส่, มีการ oral sex ใช้ปากในการกระทำทางเพศ, ข่มขู่, ทำซ้ำต่อเนื่อง, หรืออายุห่างกันมากๆ ต้องเข้าระบบคุ้มครองเด็ก หรือกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนครับ และโปรแกรมบำบัดเฉพาะทาง.
ส่วนถ้าเป็นพ่อแม่ทำกับลูกนะครับ เราจะเรียกว่าการล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัวนะครับ Intra Familial นะครับ Sexual Abuse, หรือการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กก็ได้ Child Sexual Abuse นะครับ. เพราะว่าพอเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองทำกับเด็ก ก็จะมีเรื่องอำนาจ, ความไว้ใจ, การพึ่งพาประมาณนี้. แต่ในเชิงจิตวิทยามันแตกต่างนะครับ. มัน มันก็จะยาวเกินไปแล้วถ้าพูดเรื่องนี้ด้วย. ก็ขอจบเท่านี้ละกัน เพราะว่าหลายคนสงสัยอยากให้ผมพูดเรื่องการคุกคามทางเพศ. วันนี้ก็ชัดเจนนะครับ คุกคามทาง คุกคามทางเพศโดยคนในครอบครัว โดยเฉพาะเคสพี่น้อง น้องพี่ พี่น้องเป็นยังไงก็จัดให้เรียบร้อยแล้วนะครับ. ถ้าชอบฝากกดไลค์, กดแชร์, กด Subscribe ให้อาจารย์ตัวน้อยๆ คนนี้ด้วยนะครับ. วันนี้ลาไปก่อน. ขอบคุณครับ.