📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

จีนเพิ่งหาวิธีแทนที่ดอลลาร์สหรัฐ (และมันเริ่มทำงานแล้ว)

ตื่นหุ้น19:56

Transcription

เอ่อ ลองคิดดูเล่นๆ นะคะ ว่าจะเป็นยังไง ถ้า รากฐานของเงินดอลลาร์สหรัฐ แบบสิ่งที่ค้ำยันเศรษฐกิจโลกมาเกือบ 100 ปีเนี่ย กำลังถูกเลื่อยขาเตียงแบบเงียบๆ

>> อื้อหือ เปิดมาก็เห็นภาพรอยร้าวเลยนะครับ

>> ใช่มั้ล่ะคะ สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ การเจาะลึกข้อมูลประเด็นร้อนของเราในวันนี้นะคะ ดิฉันมารับหน้าที่ชวนคุยและตั้งคำถามแทนทุกคนเหมือนเดิมค่ะ

>> สวัสดีครับ ผมก็พร้อมที่จะมาช่วยแกะรอยข้อมูลเล็กๆ แลกเปลี่ยนมุมมองไปด้วยกันเหมือนเช่นเคยครับ

>> ภารกิจของเราวันนี้คือการถอดรหัสแผนการของจีนที่แบบ เอ่อ กำลังกว้านซื้อทองคำอย่างมหาศาลเลย

>> ใช่ครับ เป็นจังหวะที่สหรัฐเองก็กำลังเผชิญกับเงินเฟ้ออย่างหนักด้วย

>> อ่าฮะ ซึ่งการขยับหมากบนกระดานครั้งเนี้ย มันจะส่งผลกระทบต่อเงินเดือน เงินออม แล้วก็การลงทุนของพวกเราทุกคนยังไงบ้าง เราจะมาวิเคราะห์แบบเจาะลึกกันเลยค่ะ

>> ก็คือแบบ เป็นการขยับตัวที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกจริงๆ อ่ะครับ เพราะในขณะที่สหรัฐ เอ่อ กำลังต้องรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจแล้วก็ปัญหาเงินเฟ้อที่มันพุ่งสูงขึ้นมากๆ จีนเ้าไม่ได้ปล่อยให้วิกฤตนี้มันผ่านไปเฉยๆ นะครับ แต่เขาใช้จังหวะที่ดอลลาร์กำลังแสดงจุดอ่อนเนี่ย เร่งสะสมทองคำเข้าคลังตัวเองอย่างต่อเนื่องเลย

>> เอาล่ะค่ะ เรามาแยกแยะเรื่องนี้กันทีละประเด็นดีกว่า คือ เอ่อ การที่จีนสะสมทองคำเนี่ย มันสำคัญยังไง นึกภาพทรานะคะ ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันเนี่ย เงินดอลลาร์ หรือแม้แต่เงินสกุลหลักอื่นๆ เนี่ย มันถูกพิมพ์ออกมาโดยอาศัยแค่คำสัญญาค่ะ

>> ใช่ครับ อาศัยแค่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลล้วนๆ เลย

>> ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่าระบบ Fiat Currency เนาะ คือมันไม่ได้มีทองคำ หรือว่าแร่มีค่าอะไรไปวางค้ำประกันไว้ในห้องนิรภัยเหมือนสมัยก่อนเลย แต่ว่า เอ่อ ดูเหมือนจีนกำลังพยายามเดินเกมสวนทางหรือเปล่าคะ

>> เอ่อ ผมมงว่าเรื่องเนี้ยไม่ใช่ความบังเอิญเลยครับ สิ่งที่น่าทึ่งในเรื่องนี้คือ มันเป็นกลยุทธ์เชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลังมากๆ จีนกำลังใช้ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจของสหรัฐ หรือไอ้ตัวเงินเฟ้อเนี่ย มาเป็นอาวุธครับ

>> โห เอาเงินเฟ้อมาเป็นอาวุธเลยหรอคะ

>> คือเขาใช้มันเป็นเครื่องมือสื่อสารให้โลกเห็นไงครับ ว่าในขณะที่มูลค่าของดอลลาร์มันกำลังถูกเจือจางลงจากการที่สหรัฐพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ แต่เงินหยวนกำลังจะถูกหนุนหลังด้วยทรัพย์สินที่มีมูลค่าจริงในตัวเองอย่างทองคำ

>> เดี๋ยวนะคะ ขอแทรกตรงนี้นิดนึง ถ้าเรามองในแง่ของกลไกจริงๆ อ่ะค่ะ ปริมาณทองคำบนโลกใบเนี้มันมีจำกัดมากเลยนะ มันจะมีพอที่จะเอามาหนุนหลังขนาดของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้จริงๆ หรอคะ จีนจะทำแบบนั้นได้ไง โดยที่เศรษฐกิจตัวเองไม่ชะงักอ่ะ

>> เป็นคำถามที่ตรงจุดมากครับ คือในความเป็นจริงเนี่ย จีนเ้าไม่จำเป็นต้องมีทองคำแบบ 100% เพื่อมาแลกเปลี่ยนกับเงินหยวนทุกใบในระบบหรอกครับ

>> อ๋อ ไม่ต้องหนุนแบบ 1:1 ใช่มั้คะ

>> ใช่ครับ กลไกที่จีนกำลังทำคือการสร้างสัดส่วนการหนุนหลัง หรือ fractional backing ที่มันสูงพอจะสร้างความเชื่อมั่นครับ คล้ายๆกับการบอกชาวโลกว่า เฮ้ย เงินของเรามีทองคำค้ำอยู่นะ ไม่ใช่กระดาษที่เสกขึ้นมาเฉยๆ แบบของบางประเทศ

>> อื้อหือ เจ็บจี๊ดเลยนะคะ ประโยคนี้

>> แล้ววิธีการกว้านซื้อของจีนก็ยับย่นมากด้วยนะครับ เขาไม่ได้เดินเข้าไปในตลาดโลก แล้วแบบตะโกนขอซื้อทองคำรวดเดียวจนราคาพุ่งปรี๊ด

>> อ่าาฮะ แล้วเขาทำยังไงอ่ะคะ

>> เขาใช้บริษัทเมืองแรกของรัฐบาลครับ ในการขุดแล้วก็เก็บสะสมทองคำไว้ภายในประเทศแบบเงียบๆ รวมถึงมีการทยอยซื้อผ่านช่องทางที่ ไม่เปิดเผยตัวตนด้วย

>> อ๋อ คือสะสมเสบียงไปเรื่อยๆ โดยไม่ให้ตลาดตุ่นตระหนกนั่นเอง

>> ใช่เลยครับ

>> คือพูดถึงไอ้ระบบ Fiat Currency ที่ไม่ มีอะไรหนุนหลังเนี่ย ดิฉันชอบเปรียบเทียบกลไกของเงินเฟ้อแบบนี้ค่ะ คือมันเหมือนกับว่า เอ่อ เรามีซุปไก่อยู่ 1 หม้อใหญ่เนาะ รสชาติมันแบบเข้มข้นมาก

>> ครับ หม้อใหญ่ๆ เลย

>> ใช่ค่ะ แล้วพอมีคนมากินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รัฐบาลก็ใช้วิธีเติมน้ำเปล่าลงไปในหม้อซุปนั้น เพื่อให้ปริมาณมันเพิ่มขึ้น จะได้ตักแจกได้มากขึ้น

>> อื้อหือ เห็นภาพเลยครับ

>> ใช่มั้ล่ะคะ ปริมาณน้ำซุปในชามแต่ละคนน่ะ ดูเหมือนจะเท่าเดิม หรือเยอะกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่มูลค่าที่แท้จริง หรือไอ้รสชาติความเข้มข้นของไก่เนี่ย มันจืดจางลงเรื่อยๆ เนี่ยแหละค่ะ คือสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาเราพิมพ์เงินออกมา โดยไม่มีสินทรัพย์อะไรไปหนุนหลัง ซุปที่จืดชืดมันก็คือเงินดอลลาร์ที่ซื้อของได้น้อยลงอ่ะค่ะ

>> เป็นภาพเปรียบเทียบที่เป๊ะมากๆ ครับ แล้วการที่จีนเขาพยายามเอาทองคำมาใส่ในหม้อซุปของตัวเองเนี่ย ก็เพื่อดึงดูดให้คนอยากมากินซุปหม้อนี้แทนไงครับ

>> อ๋อ เพราะมันเข้มข้นกว่านั้นเอง

>> แต่ว่านะครับ มันยังมีเหตุผลสำคัญอีกข้อหนึ่ง นั่นคือความกลัวเรื่องการถูกคว่ำบาตร หรือ sanction ครับ

>> เอ่อ เรื่องของการใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธทางการเมืองใช่มั้คะ

>> เฮ้ย

>> ที่เขาบอกว่าไปอายัดทรัพย์สินของธนาคารกลางรัสเซียที่เป็นดอลลาร์ทั้งหมดใช่มั้คะ แล้วก็ตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ด้วย

>> ใช่ครับ

>> เอ๊ะ แล้วกลไกการอายัดนี่มันทำงานยังไงอ่ะคะ คือแบบ สหรัฐเ้าส่งคนบินไปยึดเงินสดที่รัสเซียมาเลยหรอคะ

>> โห ไม่ใช่แบบนั้นครับ คือในโลกการเงินยุคดิจิทัลเนี่ย ทรัพย์สินที่เป็นเงินดอลลาร์ส่วนใหญ่ของประเทศต่างๆ มันไม่ได้เป็นธนบัตรกองเป็นฟ่อนๆ อยู่ในห้องใต้ดินหรอกครับ

>> อ้า แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะคะ

>> มันเป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีครับ ที่ถูกบันทึกไว้ในระบบธนาคารของสหรัฐและก็ระบบพันธบัตร พอสหรัฐประกาศอายัดปุ๊บ เขาก็แค่สั่งให้ธนาคารที่ดูแลตัวเลขพวกนั้นระงับการทำธุรกรรมทันทีเลยครับ

>> โห

>> รัสเซียมีตัวเลขโชว์อยู่ในหน้าจอบัญชีนะ ครับ แต่กดโอนออก หรือเอาไปซื้อของได้เลยแม้แต่เซ็นเดียว

>> ฟังแล้วแบบ เก็ทเลยค่ะ คือกดกลไกเนี้ย มันก็เหมือนกับการที่เราเอาเงินเก็บทั้งชีวิตเนี่ย ไปฝากไว้ในธนาคารที่เป็นของคู่แข่งคนสำคัญของเราเอง

>> เอ่อ เปรียบเทียบได้ดีครับ

>> ใช่มั้คะ คือตอนที่ยังจับมือยิ้มให้กัน มันก็ดูปลอดภัยดีอ่ะแหละ แต่ถ้าวันไหนเกิดทะเลาะกันขึ้น ขัดผลประโยชน์กันเนี่ย คู่แข่งเขาแค่เดินไปหลังเคาน์เตอร์ แล้วกดปุ่มแช่แข็งบัญชีเราทันทีเลย เงินเราก็กลายเป็นแค่ตัวเลขในอากาศที่ทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งพอจีนเห็นภาพนี้

>> จีนตระหนักทันทีเลยครับว่า เฮ้ย อันตรายแล้ว เพราะจีนคือหนึ่งในเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดเลยนะครับ ที่ถือครองหนี้และก็ดอลลาร์ของสหรัฐมูลค่าแบบมหาศาลมาก

>> อื้อหือ ถ้าโดนอายัดไปนี่คือพังเลยนะคะ

>> ใช่ครับ เขาเลยคิดว่าหากวันหนึ่งเขาเกิดทำอะไรขัดใจสหรัฐขึ้นมา หรือมีข้อพิพาทรุนแรง ทรัพย์สินของจีนก็อาจจะถูกแช่แข็งได้ชั่วข้ามคืนแบบรัสเซียเลย

>> อ๋อ

>> นี่เลยเป็นจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจอย่างจีนเขายอมรับไม่ได้ครับ เขาจึงต้องเร่งสร้างระบบการเงินทางเลือกที่สหรัฐเข้ามาควบคุมไม่ได้ขึ้นมาไงครับ

>> เข้าใจเลยค่ะ แล้ว เอ่อ นอกเหนือเรื่องการหนีจากการถูกควบคุมแล้วเนี่ย การที่สหรัฐเาเป็นเจ้าของสกุลเงินสำรองของโลก หรือ reserve currency เนี่ย มันให้สิทธิพิเศษอะไรที่ทำให้จีนถึงกับอยากจะขึ้นมาท้าชิงบ้างมั้ยคะ

>> โห ถ้าเราเชื่อมโยงเรื่องนี้กับภาพรวมนะ ครับ การเป็นสกุลเงินหลักของโลกเนี่ย มันให้สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เขาเรียกกันว่า exorbitant privilege หรือสิทธิพิเศษอันมหาศาลเลยแรครับ

>> มันมหาหาสารยังไงอ่ะคะ ขยายความนิดนึงได้ไหมคะ

>> กลไกที่ชัดเจนที่สุดก็คือระบบ Petrodollar หรือ Petrอla ครับ ลองนึกภาพแบบนี้นะครับ ถ้าประเทศอย่างญี่ปุ่นเขาต้องการซื้อน้ำมันจากซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่นไม่สามารถหอบเงินสดไปจ่ายให้ซาอุได้ตรงๆ นะครับ

>> เอ๊ะ ทำไมล่ะคะ

>> เพราะซาอุและประเทศผู้ค้าน้ำมันเขาตกลงกันไว้แล้วว่าจะตั้งราคาน้ำมันแล้วก็รับชำระเงินเป็นดอลลาร์เท่านั้นครับ

>> อ๋อ แปลว่าไม่ว่าใครในโลกนี้ที่ต้องการใช้พลังงาน ก็ต้องวิ่งกระหืดกระหอบไปหาเงินดอลลาร์มาตุนไว้ในมือให้ได้ก่อนถูกมั้ยคะ

>> ใช่เลยครับ และการที่ทุกคนบนโลกต้องการดอลลาร์เพื่อเอาไปซื้อน้ำมัน หรือเอาไปทำการค้าระหว่างประเทศเนี่ย มันสร้างสิ่งที่เรียกว่าอุปสงค์เทียม หรือความต้องการอย่างไม่สิ้นสุดให้กับเงินดอลลาร์ครับ

>> อืม แล้วมันดีอย่างไงกับสหรัฐอ่ะคะ

>> สิ่งนี้แหละครับ ที่อนุญาตให้สหรัฐสามารถทำสิ่งที่ประเทศอื่นทำไม่ได้ นั่นก็คือการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเอาไปจ่ายหนี้ตัวเอง

>> โดยที่ไม่เจอปัญหาเงินเฟ้อขั้นรุนแรงแบบเวเนซุเอลาหรอคะ

>> ถูกต้องครับ เพราะทันทีที่เขาพิมพ์เงินออกมา ทั่วโลกก็พร้อมที่จะดูดซับเงินดอลลาร์เหล่านั้น เอาไปเก็บไว้เป็นทุนสำรองในประเทศตัวเองไงครับ

>> อื้อหือ กลไกนี้แหละที่ทำให้สหรัฐสามารถเหมือนแบบเสกเงินมาใช้ฟรีได้ โดยการเอาปัญหาเงินเฟ้อเนี่ย ไปหาแบ่งให้คนทั้งโลกช่วยกันแบกรับแทน โหล้ำมาก

>> นั่นแหละครับ มันคืออำนาจในการดึงดูดความมั่งคั่งจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศตัวเอง เพียงแค่คุณเป็นเจ้าของแท่นพิมพ์เงิน และนี่ก็คือขุมพลังที่กลุ่ม BRICS เขาต้องการจะทุบทำลาย หรืออย่างน้อยๆ ก็ขอแบ่งเค้กชิ้นนี้มาบ้างครับ

>> อ่าฮะ พอพูดถึงกลุ่ม BRICS เนี่ย ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญเลยนะคะ คือตอนแรกเราจำได้ว่ากลุ่มนี้มีแค่ 5 ประเทศใช่ไหมั้ คะ มีบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน แล้วก็แอฟริกาใต้

>> ใช่ครับ ตอนแรกมีแค่นั้นเลย

>> แต่ข้อมูลอัปเดตคือตอนนี้เขาขยายอิทธิพลไปกว้างมาก มีประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ราวๆ 20 ประเทศเลยนะคะ ที่แบบตบเท้าเข้าร่วม หรือแสดงความสนใจอย่างชัดเจน พวกเขากำลังหารือเรื่องการลดพึ่งพาดอลลาร์ แต่ว่าเอ๊ะ เดี๋ยวนะคะ ขอตั้งข้อสังเกตตรงนี้นิดนึง

>> ครับผม มีจุดไหนน่าสงสัยครับ

>> คือประเทศในกลุ่ม BRICS อย่างจีนกับอินเดียเนี่ย เท่าที่ตามข่าวเมีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนกันรุนแรงมากๆ เลยนะคะ แทบจะไม่ถูกกันเลยด้วยซ้ำ แล้วเขาจะมาร่วมมือกันสร้างสกุลเงินเดียวแบบเงินยูโรของฝั่งยุโรปได้ยังไงอ่ะคะ คือฟังดูมันเป็นไปไม่ได้เลยนะ

>> โอ้โห เป็นจุดสังเกตที่เฉียบขาดมากครับ คุณผู้ฟัง ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดกัน กลุ่ม BRICS เนี่ย เขาไม่ได้พยายามจะสร้างสกุลเงินเดียวที่ทุกคนใช้ร่วมกันแบบยูโรหรอครับ

>> อ้าว หรอคะ นึกว่าจะพิมพ์แบงค์ BRICS ออกมาใช้ร่วมกันซะอีก

>> แต่กลไกที่พวกเขาตั้งใจจะทำจริงๆ ก็คือการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างกัน หรือที่ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Local Currency Swaps ครับ

>> มันทำงานยังไงอ่ะคะ ไอ้วิธีเนี้ย

>> สมมุติง่ายๆ นะครับ ถ้ารัสเซียจะซื้อของจากจีน รัสเซียก็แค่จ่ายเป็นเงินรูเบิล หรือไม่ก็เงินหยวนของจีนไปโดยตรงเลยครับ ไม่ต้องเอาเงินตัวเองไปแลกเป็นดอลลาร์ก่อน แล้วค่อยเอาดอลลาร์ไปแลกเป็นหยวนอีกทีให้มันวุ่นวาย

>> อ๋อ คือเป็นการเตะตัดขาตัวกลางที่เป็นธนาคารของสหรัฐออกไปจากสมการการค้าเลย

>> เป๊ะเลยครับ ตรงนี้แหละค่ะที่น่าสนใจ มีสถิติตัวเลขจาก Minority Mindset ที่มันสะท้อนภาพการขยับตัวนี้ได้แบบชัดเจนจนน่าตกใจเลยค่ะ

>> ตัวเลขเป็นยังไงบ้างคะ

>> คือพอย้อนกลับไปในปี 2005 เนาะ เงินดอลลาร์เนี่ย ถูกใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 66.5% เลยนะฮะ ในขณะที่เงินหยวนตอนนั้นคือ 0% ถ้วนเลยค่ะ ไม่ มีใครใช้เลย

>> 0% เลยนะคะตอนนั้น

>> ใช่ค่ะ แต่พอเขาคาดการณ์มาถึงปี 2025 สัดส่วนของดอลลาร์เนี่ย มันร่วงตกลงมาเหลือ 56.8% ในขณะที่เงินหยวนขยับขึ้นมาเป็น 1.9% แล้วค่ะ เผินๆ นะครับ ตัวเลข 1.9% ของหยวนเนี่ย มันอาจจะดูน้อยนิดมากๆ เมื่อไปเทียบกับ 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ของดอลลาร์

>> ใช่ค่ะ ยังดูห่างกันไกลเลย

>> แต่ว่าประเด็นสำคัญในโลกเศรษฐศาสตร์เนี่ย มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขปัจจุบันครับ แต่มันอยู่ที่เทรนด์ หรือแนวโน้มต่างหากครับ

>> อ๋อ คือทิศทางที่มันกำลังไปใช่มั้ยคะ

>> ถูกต้องครับ กราฟความเชื่อมั่นของดอลลาร์มันกำลังปักหัวลงเรื่อยๆ ในขณะที่คู่แข่งอย่างหยวนค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมา ทีนี้หากแนวโน้มนี้มันยังดำเนินต่อไปในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า แล้วเศรษฐกิจจีนยังโตเร็วกว่าสหรัฐ ความเชื่อมั่นในดอลลาร์จะยิ่งลดลงครับ

>> แล้วผลกระทบมันจะรุนแรงขนาดไหนคะ

>> ถ้าความต้องการดอลลาร์ในฐานะทุนสำรองมันลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ สหรัฐจะไม่สามารถโยนปัญหาเงินเฟ้อไปให้โลกแบกรับได้อีกต่อไปครับ เงินดอลลาร์นับล้านๆ ที่มันหมุนเวียนอยู่นอกประเทศจะทะลักไหลกลับคืนสู่สหรัฐทันที

>> โห ถ้าเป็นแบบนั้น เงินเฟ้อในอเมริกาคงพุ่งทะลุเพดานเลยนะคะเนี่ย แล้วเอ่อ ทั้งหมดนี้มันแปลว่าอะไรสำหรับคนธรรมดาอย่างพวกเราล่ะคะ คือเมื่อระบบการเงินโลกมันกำลังสั่นคลอนแบบนี้ มันจะลงมาถึงระดับกระเป๋าเงิน เดือน แล้วก็พอร์ตการลงทุนของเรายังไง

>> เป็นประเด็นที่ใกล้ตัวมากครับ

>> แต่เดี๋ยวก่อน ขอย้ำกันตรงนี้ก่อนเลยนะคะ เพื่อความโปร่งใสว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ เนี่ย คือการวิเคราะห์กลไกทางเศรษฐศาสตร์ จากแหล่งข้อมูลที่เรานำมาเจาะลึกกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงินแต่อย่างใดนะคะ เราแค่เอามาเล่าให้ฟังว่านักลงทุนรายใหญ่เขา มองหาทางหนีทีไล่กันยังไง เมื่อระบบ Fiat Currency มันเริ่มมีปัญหาค่ะ

>> ดีมากครับที่ย้ำเรื่องนี้ คือทางบทวิเคราะห์เขาได้สรุปมุมมองการรับมือ แบ่งออกเป็นกลุ่มสินทรัพย์หลักๆ ไว้ 3 กลุ่ม ครับ

>> มีอะไรบ้างคะ

>> แนวทางแรกเลยคือ ในเมื่อจีนและกลุ่มประเทศเกิดใหม่กำลังขยายอำนาจ นักลงทุนบางส่วนเขาก็เลยพิจารณากระจายความเสี่ยงไปลงทุนในประเทศจีน ผ่านพวกกองทุน ETF อย่างเช่น กอง MCHI ที่ครอบคลุมตั้งแต่อินเทอร์เน็ต ธนาคาร ไปจนถึงอุตสาหกรรมครับ หรือไม่ก็กอง FXI ที่เน้นหุ้นใหญ่ๆ 50 ตัวในฮ่องกง ครับ

>> เอ๊ แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ การเอาเงินไปลงทุนในจีนตอนนี้มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอคะ คือแบบ วิกฤตอสังหาฯ ของเขาก็ยังดูไม่ค่อยคลี่คลายเท่าไหร่นโยบายของรัฐบาลก็เดาใจยากมากเลยนะ

>> เห็นด้วย 100% เลยครับ มันมีความเสี่ยงตรงนั้นอยู่จริงๆ นั่นก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนหลายคนขยับไปสู่แนวทางที่ 2 ครับ

>> แนวทางที่ 2 คืออะไรคะ

>> คือการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงไปที่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets ในภาพรวมเลยครับ ผ่านกองทุน ETF อย่างพวก EWC C ของบราซิล หรือของอินเดีย

>> อ๋อ คือไม่ต้องไปกระจุกอยู่ที่จีนประเทศเดียว

>> ใช่ครับ หรือถ้าอยากได้แบบคลุมๆ เลยก็มีกองทุนอย่าง VWO ที่รวมเอาเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตทั้งหมดไว้ด้วยกัน ทั้งจีน อินเดีย ซาอุ แล้วก็ UAE ครับ กลไกของมันคือการซื้อตะกร้าสินทรัพย์ หากมหาอำนาจขั้วใหม่ คือกลุ่มประเทศพวกนี้ กองทุนก็จะเติบโตตามไปด้วย โดยที่เราไม่ต้องไปรับความเสี่ยงจากการพังทลายของประเทศใดประเทศหนึ่งแบบเต็มๆ ครับ

>> เข้าใจแล้วค่ะ คือเกาะขบวนรถไฟการเติบโตนอกสหรัฐไปในภาพรวมเลย แล้วเอ่อ สำหรับคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงเรื่องการเมือง หรือภูมิรัฐศาสตร์เลยล่ะคะ แบบไม่อยากปวดหัวว่าใครจะทะเลาะกับใคร แต่อยากป้องกันไม่ให้ไอ้หม้อซุป หรือมูลค่าเงินเก็บของตัวเองเนี่ย มันถูกเจือจางจากปัญหาเงินเฟ้อ เขาทำยังไงกันคะ

>> กลุ่มที่ 3 นี้เขาจะมุ่งเน้นไปที่การถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง หรือที่เรียกว่า hard asset ครับ

>> พวกสินทรัพย์ที่จับต้องได้ใช่มั้ยคะ

>> ใช่ครับ เมื่อคนเริ่มเสื่อมศรัทธากับเงินกระดาษที่รัฐบาลสั่งพิมพ์ได้เรื่อยๆ เงินทุนมันก็จะไหลไปหาสิ่งที่มีจำนวนจำกัดบนโลกครับ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน หรือสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน แล้วก็สินค้าเกษตรครับ

>> อืม แล้วกลไกการถือครองฮาร์ด Asset พวกเนี้ยค่ะ คือเค้าลงทุนผ่านกองทุน ETF เหมือนกันใช่มั้ยคะ หรือว่าเราต้องไปซื้อทองคำแท่งหนักๆ มาฝังดินไว้หลังบ้านคะเนี่ย

>> ไม่ต้องถึงขนาดพกจอบไปขุดดินหรอกครับ คือการลงทุนผ่านกองทุน ETF ทองคำอย่างเช่น กอง GLD หรือแร่เงินอย่าง PSLV เนี่ย มันหมายความว่าเรากำลังซื้อสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกองทุนนั้นๆ ครับ อ่าฮะ แล้วตัวกองทุนเขาทำหน้าที่อะไรอ่ะคะ

>> ตัวกองทุนเขามีหน้าที่ตามกฎหมายเลยครับ ที่จะต้องนำเงินของเราเนี่ย ไปซื้อทองคำแท่งของจริง เอาไปเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยที่ได้มาตรฐานแทนเราครับ หรือถ้าเป็นฝั่งสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีกองอย่าง DBC ที่ช่วยกระจายการลงทุนในทรัพยากรที่ขาดไม่ได้ครับ

>> อ๋อ มันก็คือให้ความสะดวกสบายในการซื้อขายผ่านจอคอม แต่ก็ยังให้ความอุ่นใจว่า เฮ้ย มันมีสินทรัพย์ของจริงหนุนหลังอยู่นะ ไม่ใช่ลมแรง ซึ่งกลไกนี้น่าจะช่วยรักษามูลค่าเงินต้นได้ดีเลยใช่มั้ยคะ ในช่วงที่เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นน่ะ

>> ใช่ครับ เป็นเหมือนหลุมหลบภัยชั้นดีเลยครับ

>> ฟังแล้วเห็นภาพชัดเลยค่ะว่ากระดานการเงินโลกมันกำลังถูกจัดระเบียบใหม่จริงๆ การเอาความมั่งคั่งไปผูกติดไว้กับระบบเดิมที่อาศัยแค่ความเชื่อมั่น อาจจะไม่ใช่ความปลอดภัยที่แท้จริงอีกต่อไปแล้ว

>> ใช่ครับ ซึ่งเรื่องนี้เนี่ย มันนำมาสู่คำถามที่สำคัญมากๆ และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย จากบทวิเคราะห์ที่ผมว่าเปิดมุมมองใหม่ได้แบบน่าทึ่งสุดๆ เลยครับ

>> โอ้น่าทึ่งยังไงคะ เล่ามาเลยค่ะ

>> ลองพิจารณาดูแบบนี้นะครับ ในขณะที่ฝั่งจีนและกลุ่มตะวันออกเขากำลังเดินหมากเพื่อพาโลกย้อนกลับไปสู่ระบบอดีต

>> ที่พยายามเอาทองคำมาหนุนหลังค่าเงินใช่มั้ยคะ

>> ใช่ครับ ใช้สินทรัพย์ทางกายภาพ แต่ทางฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐเองเนี่ย เขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับวิกฤตหนี้สินระดับ 39 ล้านล้านดอลลาร์ของเขานะครับ มันเริ่มมีการตื่นตัวแล้วก็มีการเสนอแนวคิดใหม่ๆ จากฝั่งการเมืองออกมา

>> แนวคิดแบบไหนคะ จะพิมพ์เงินเพิ่มอีกหรอ

>> ไม่ใช่การพิมพ์เงินครับ แต่เป็นแนวคิดจากฝั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่ได้เสนอให้สหรัฐหันกลับไปง้อมมาตรฐานทองคำแบบดั้งเดิม แต่เขากำลังพูดถึงการนำ Cryptocurrency หรือ Bitcoin นี่แหละครับ มาเป็นสินทรัพย์สำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อหนุนหลังดอลลาร์ครับ

>> เอ๊ะ เดี๋ยวนะคะ ตรงนี้ดิฉันงงมาก Cryptocurrency เนี่ยนะ โดยเฉพาะ Bitcoin เนี่ย ใครก็รู้ว่ามันมีความผันผวนสูงปรี๊ดเลยนะคะ บางวันราคาพุ่งกระฉูด บางวันร่วง 10-20% แล้วเอาสินทรัพย์ที่ราคามันแกว่งเป็นรถไฟเหาะขนาดเนี้ย มาสร้างเสถียรภาพ หรือหนุนหลังสกุลเงินระดับชาติ มันจะได้หรอคะ มันไม่ยิ่งทำให้ระบบการเงินพังพินาศไปกว่าเดิมหรอ

>> เป็นความสับสนที่เกิดขึ้นกับนักลงทุนหลายคนเลยครับ เวลาพูดถึงประเด็นนี้ คือกลไกที่อยู่เบื้องหลังแนวคิดนี้เนี่ย มันไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะเอาค่าเงินดอลลาร์ไปผูกติดกับราคาของ Bitcoin แบบขึ้นลงรายวันนะ ครับ

>> อ้าว แล้วเขาผูกกับอะไรอ่ะคะ

>> เขาต้องการใช้คุณสมบัติเรื่องความจำกัดเด็ดขาดของมันต่างหากครับ อย่างที่รู้กันว่า Bitcoin เนี่ย มันถูกเขียนโค้ดโปรแกรมทางคณิตศาสตร์ล็อคไว้เลยว่าทั้งโลกเนี้ย จะมีได้สูงสุดแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น ไม่มีใครแม้แต่ประธานาธิบดีสหรัฐหน้าไหน ที่จะสามารถโทรไปสั่งให้พิมพ์ Bitcoin เพิ่มได้ครับ

>> อ๋อ คือเขาไม่ได้สนที่ราคาซื้อขายหน้ากระดานปัจจุบัน แต่มองทะลุไปที่กลไกการต่อต้านเงินเฟ้อของมันนี่เอง

>> ถูกต้องเลยครับ แนวคิดนี้ก็คือ ถ้ารัฐบาลสหรัฐเข้าไปซื้อและถือครอง Bitcoin จำนวนมหาศาล เอามาเก็บไว้ในคลังสำรองของประเทศ มันจะเป็นการส่งสัญญาณที่แรงมากต่อตลาดโลก ว่าสหรัฐยอมรับนวัตกรรมนี้

>> อื

>> และที่สำคัญ มันคือการสร้างมาตรฐานทองคำยุคดิจิทัล หรือ Digital Gold Standard ครับ หากค่าเงินดอลลาร์บางส่วนถูกผูกโยงเข้ากับสินทรัพย์ที่ไม่สามารถเสกเพิ่มได้ตามใจชอบ มันอาจจะช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นในการจัดการเงินของรัฐบาลกลับมาได้ครับ พูดง่ายๆ คือเอาเทคโนโลยีแบบกระจายศูนย์มาเป็นเสาหลักค้ำยันระบบรวมศูนย์อีกทีนึงครับ

>> โอ้โห พอฟังแบบนี้แล้วขนลุกเลยนะคะ นี่มันเหมือนการปะทะกันของ 2 ปรัชญาที่อยู่ขั้วตรงข้ามกันแบบสุดๆ เลยนะคะเนี่ย

>> ใช่ครับ มุมนึงเป็น Analog อีกมุมเป็น Digital ไปเลย

>> คือมุมนึง ซีกโลกตะวันออกอย่างจีนพยายามดึงโลกกลับไปหาความมั่นคงแบบดั้งเดิม กลับไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทองคำแท่งหนักๆ แต่ในขณะเดียวกัน ซีกโลกตะวันตกก็อาจจะกำลังซุ่มเตรียมไพ่ตาย ด้วยการก้าวข้ามทองคำไปเลย แล้วไปใช้สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บนสมการคณิตศาสตร์ในโลกไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับดอลลาร์แทน

>> สรุปได้เห็นภาพมากครับ มันคือการแข่งขันเพื่อเป็นผู้กำหนดกติกาของระเบียบโลกใหม่ทางการเงินอย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ของสงครามสกุลเงินครั้งนี้ ไม่ว่ามันจะออกมาหน้าไหนนะครับ มันจะกำหนดทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน ราคาสินค้า และมูลค่าความมั่งคั่งของพวกเราทุกคนในทศวรรษหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ

>> เงินมันน่ากลัวแค่ไหน ทำไมมหาอำนาจถึงต้องแย่งชิงการเป็นสกุลเงินหลักกันขนาดนี้ แล้วก็เห็นถึงวิธีที่นักลงทุนเขาจัดพอร์ตรับมือกับเงินเฟ้อที่กำลังจะมาด้วย

>> ครับผม หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการมองภาพรวมเศรษฐกิจโลกนะครับ

>> แน่นอนค่ะ ซึ่งพอลองหันกลับมามองพอร์ตการลงทุนและการออมของเราในปัจจุบันเนี่ย คำถามที่น่าคิดและท้าทายที่สุดจากเรื่องนี้ ก็คือในขณะที่ระเบียบการเงินโลกกำลังสลับรางครั้งใหญ่แบบนี้ ทุกคนจะเลือกวางความมั่นคงของตัวเองไว้กับเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่กำลังถูกเลื่อยขา หรือจะเตรียมตัวก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศทางการเงินยุคใหม่ ที่มีความเชื่อมั่นในรูปแบบอื่นเป็นตัวขับเคลื่อนคะ สำหรับการเจาะลึกข้อมูลในวันนี้ ก็คงต้องทิ้งท้ายประเด็นที่น่าขบคิดนี้ไว้ให้ทุกคนลองไปหาคำตอบกันต่อ นะคะ หมดเวลาของเรา 2 คนแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ

>> สวัสดีครับ