Transcription
ถ้าวันหนึ่งคุณข้ามแม่น้ำได้แล้วคุณจะยังแบกเรือต่อไปหรือไม่
หลายคนใช้ทั้งชีวิตแบกสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมีประโยชน์กับตัวเอง แบกความสำเร็จในอดีต แบกความผิดหวัง แบกคำพูดของคนอื่น แม้กระทั่งแบกความคิดว่าตัวเองถูก จนหัวใจหนักขึ้นทุกวัน
พระพุทธเจ้าทรงเล่าอุปมาอันลึกซึ้งเรื่องหนึ่งไว้ว่า มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ฝั่งที่เขาอยู่เต็มไปด้วยอันตราย ความหวาดกลัว และความทุกข์ เขามองไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เห็นความสงบและความปลอดภัย แต่ไม่มีสะพาน ไม่มีเรือ ไม่มีใครมาช่วย ชายผู้นั้นจึงรวบรวมกิ่งไม้และเถาวัน ผูกเป็นแพด้วยกำลังของตนเอง แล้วค่อยๆ พายข้ามไปจนถึงฝั่งได้สำเร็จ
เมื่อขึ้นถึงฝั่งแล้ว เขาหันกลับมามองแพลำนั้น ด้วยความซาบซึ้ง เพราะหากไม่มีแพ เขาคงไม่สามารถข้ามมาได้ แต่ลองคิดดูว่า หากเขาแบกแพขึ้นบ่าแล้วเดินทางต่อไป เขาจะเป็นอย่างไร จากสิ่งที่เคยช่วยชีวิต กลับกลายเป็นภาระ จากสิ่งที่เคยมีคุณค่า กลับกลายเป็นความหนักอึ้ง
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมะก็เปรียบเหมือนแพ มีไว้เพื่อข้ามพ้นความทุกข์ ไม่ได้มีไว้เพื่อยึดถือ แม้แต่คำสอนที่ถูกต้อง หากเรายึดมั่นจนกลายเป็นตัวตน ก็อาจกลายเป็นเครื่องผูกมัดใจได้เช่นกัน
คนจำนวนมากทุกข์ไม่ใช่เพราะมีน้อยเกินไป แต่เพราะวางไม่เป็น ยังแบกอดีตที่ผ่านไปแล้ว ยังแบกความโกรธที่ควรจบไปนานแล้ว ยังแบกความคาดหวังที่ไม่มีวันเป็นจริง ยังแบกอัตตาว่าฉันถูกเขาผิด ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเรือที่เคยพาเรามาถึงจุดหนึ่งของชีวิต เมื่อถึงฝั่งแล้ว ก็ถึงเวลาวาง
วางความยึดติด วางความอยากเอาชนะ วางความเจ็บปวดที่หมดเวลาแล้ว และวางแม้กระทั่งความคิดว่าทุกอย่างต้องเป็นดั่งใจ เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการมีมากขึ้น แต่เกิดจากการแบกน้อยลง
วันนี้ลองถามตัวเองดูสักครั้งว่า มีเรือลำไหนในชีวิตคุณที่ยังแบกอยู่ ทั้งที่ถึงเวลาวางมันแล้วหรือยัง บางทีความเบาสบายที่คุณตามหามาทั้งชีวิต อาจไม่ได้อยู่ปลายทาง แต่อยู่ในวินาทีที่คุณยอมปล่อยวางและเดินต่อไปด้วยหัวใจที่เป็นอิสระ
หากเรื่องราวนี้เป็นประโยชน์กับคุณ ฝากกดติดตามช่องแสงธรรมรัตติโก เพื่อร่วมเรียนรู้ธรรมะที่เข้าใจง่าย แต่เปลี่ยนแปลงหัวใจได้ลึกซึ้งไปด้วยกันในทุกวัน สุขสวัสดี จงมีแด่ท่านผู้ฟัง อนุโมทนาสาธุครับ