📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

รับมือคนอีโก้สูงแต่ฝีมือติดลบ! ทำไมคนไม่เก่งถึงมั่นใจ? | Executive Partner EP.44

Slingshot Group19:05

Transcription

เคยเจอไหมคนที่มีความมั่นใจมากกว่าความสามารถที่ตัวเองมี? ถ้าในชีวิตคุณเจอคนแบบนี้จนรู้สึกเพลียใจ ไม่รู้จะจัดการยังไงดีนะครับ ฟังคลิปนี้ให้จบ คุณจะพบทางออก

[เพลง] [เสียงกระดิ่ง]

สวัสดีครับ ผมป๊อบ อภิวุฒิ กับรายการ Executive Partner นะครับ เพื่อนคู่คิด ผู้นำไทย ก้าวไกลสู่สากลครับ ผมทำงานในฐานะที่เป็นที่ปรึกษา ช่วยองค์กรต่างๆ กิจการต่างๆ พัฒนาผู้นำ พัฒนาคน มาเกือบๆ 30 ปีนะครับ ผมพบว่าคนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด และสร้างปัญหาเยอะที่สุด ทั้งกับองค์กร กับทีมงาน หรือแม้แต่กับครอบครัว ก็คือคนที่คิดว่าตัวเองเก่งมากกว่าความสามารถที่เขามีจริงๆ

ตัวอย่างเลยนะครับ เร็วๆ นี้ ผมมีโอกาสได้เจอ เรียกว่าอะไรดีล่ะ อ่า เจ้าของกิจการแล้วกันนะฮะ เป็นรุ่น 2 คนนึงฮะ มาจากครอบครัวใหญ่ ที่เป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจหลักอันนึง และประสบความสำเร็จนะครับ แต่ว่าตัวเขาเองเนี่ย ก็มีความสนใจที่อยากจะทำธุรกิจอีกธุรกิจนึง เขาก็เลยใช้เงินที่บ้านเนี่ย ไปซื้อธุรกิจนั้นมา แต่ว่าด้วยธรรมชาติหรือลักษณะของเขาฮะ อ่า เขา ก็เป็นคนที่ไม่ได้ลงรายละเอียด ก็ทำงานประมาณแบบเฮลิคอปเตอร์อ่ะ ก็คือว่าบินอยู่ข้างบนสูงๆ แล้วก็อาศัยจ้างมืออาชีพราคาแพงๆ แล้วก็ให้เป้าหมาย แล้วก็ปล่อยให้เขาทำ ตัวเขาเองก็ไม่เคยไปเยี่ยมร้าน ไม่เคยไปเยี่ยมสาขาอะไรเลย ก็เชื่อมั่นในผู้บริหาร

[เสียงกระแอม] ครับฮะ นัดเจอผมที่ร้านเนี่ย ปรากฏว่าไปที่ร้านเนี่ย พนักงานไม่รู้จักนะ ก็คือไม่เคยเห็นเขามาเลยนะครับ ตัวเขาเอง enjoy มากๆ เลย สนุกมากๆ กับการที่ได้ซื้อกิจการ แล้วก็มีไอเดียบรรเจิด มีโปรเจคอะไรมากมายหลายอย่างเลย สนใจอะไรก็ซื้อมา ซื้อมา ซื้อมา แต่ส่วนใหญ่ก็คือเจ๊งนะครับ หนี้สินรุงรังเลย ทุกวันเนี้ย เค้าต้องใช้เงินจากธุรกิจหลักของที่บ้านนะ มาจ่ายเงินให้กับบริษัทที่เขาซื้อมาเนี่ย เดือนละประมาณ 15 ล้าน ก็แปลว่าบริษัทที่เขาดูแลอยู่ทั้งหมดเนี่ย สูบเงินอยู่ประมาณเดือนละ 15 ล้าน แล้วก็เป็นแบบนี้มาหลายปีละ

เขามานัดคุยกับผม เพราะว่ามันเผอิญมีบางคนแนะนำว่าเขาควรจะมีโค้ชใช่ไหมครับ เขาก็เลยตระเวนคุยไปทั่วแหละครับ ว่า อ่า ก็คนนั้นว่าดี คนนี้ว่าดี ก็ตระเวนคุยไป แต่เขาก็ไม่เลือกสักคนแหละ เขาก็รู้สึกว่าโค้ชพวกเนี้ย ก็ไม่เห็นฮะ ประสบความสำเร็จอะไรเลย ธุรกิจก็ไม่มี ก็ไม่ได้มีกิจการใหญ่โตอะไร จะมาโค้ชอะไรผมได้ เขาอ่ะคิดว่าตัวเองรู้หมดทุกอย่างละ เพียงแต่ว่าที่ไม่ได้ทำ ก็มีเหตุผลบางประการแหละ

ยกตัวอย่างเช่น เขามีพนักงานที่เป็น back office นะ ก็คือว่าพนักงานที่อยู่หลังบ้านเนี่ย ประมาณสัก 5-600 คน ก็ถือว่าแบบเยอะมากเลยนะ ซึ่งเขาก็รู้แหละว่าพนักงานเหล่านี้มันเยอะเกินไป แต่สาเหตุที่ยังเลี้ยงไว้ เอ่อ ไม่เลิกจ้าง เพราะว่าเขาก็รู้สึกว่าพนักงานเหล่านี้อยู่กับเขามานาน ก็สงสาร เดี๋ยวพนักงานก็อาจจะแบบ ถ้าเลิกจ้างไป โดยเฉพาะเศรษฐกิจทุกวันนี้ ก็อาจจะอยู่ลำบากนะ ก็เลี้ยงไว้ก่อน

อันที่ 2 ก็คือว่า ก็รู้แหละว่าการทำธุรกิจแบบเนี้ย ยังไงต้องลงรายละเอียด ต้องลงหน้างานนะ แต่เขาก็มีเหตุผลว่าเขา ก็เป็นคนไม่ได้ชอบที่จะต้องไปลงรายละเอียด ลงหน้างาน และเขาก็เชื่อว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ มันก็ไม่ได้มีคำตอบเดียว หรือไม่ได้มีวิธีเดียวอ่ะ เพราะฉะนั้นการลงหน้างาน ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายก็ได้ มันก็อาจจะมีวิธีอื่น เขาก็พยายามไปหาวิธีอื่นของเขาอยู่แหละ

อันที่ 3 เป็นตัวอย่างก็คือว่า การที่เขาขาดทุนทุกๆ เดือนละ 15 ล้าน ที่ต้องไปเอาเงินจากธุรกิจหลักของครอบครัวมาเนี่ย เขาก็รู้แหละว่ามันก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีหรอก แต่สิ่งที่เขาเชื่อก็คือว่า มันคงจะเป็นอย่างนี้ไม่นานต่อไป ก็จะมีกำไรแบบงามเลย แล้วก็ก็จะมีโอกาสที่จะเลี้ยงดูธุรกิจของตัวเองได้นะ แต่เขาอ่ะเป็นอย่างนี้มาแล้ว 4-5 ปีอ่ะ นึกออกไหมครับ เพราะฉะนั้นถามว่าเขารู้ไหม เขาก็รู้แหละว่ามันควรทำอะไรบ้าง ใช่มั้ย แต่ปัญหาก็คือว่าทุกอย่างมันมีคำตอบของเขาเองหมดนะครับ

และที่สำคัญคือ เขาไม่ได้เป็นแบบนี้เฉพาะธุรกิจที่เขาทำนะ ในชีวิตส่วนตัว ในชีวิตครอบครัวเขาก็เป็นอย่างนี้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น เขาอ่ะไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์อันนึง ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ในจังหวัดที่เป็นจังหวัดท่องเที่ยว อ่า มันมีบ้านแบบใหญ่ๆ เลย แต่ล้านน่ะอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นเขาก็รู้สึกว่าโห แบบเนี่ย ราคาดีนะ เขาน่าจะซื้อไว้ เพราะว่ามันเป็นทรัพย์สินต่อไป ก็จะสามารถขายได้ แล้วก็เอามาพัฒนาได้ ก็ไปตัดสินใจซื้อ ด้วยความคิดว่าราคามันถูก แต่ไม่เคยไปเช็คราคาเลยนะ แล้วซื้อมาแล้วก็ใส่เงินเข้าไป เพื่อจะพัฒนาให้มันเป็นโน่นนั่นนี่ แต่ปรากฏว่าพอเปิดไปได้สักพักนึงอ่ะ มันธุรกิจไม่ค่อยดี ก็ปิดไว้ก่อน เดี๋ยวหวังว่าเดี๋ยวถ้าธุรกิจมันกลับมา เดี๋ยวคนมันเดินทางกลับมา นักท่องเที่ยวกลับมา มันก็จะดีขึ้น

นอกจากนั้นน่ะ ชีวิตส่วนตัวเขาเก็ รู้สึกว่าแบบเป็นคนชอบลงทุนน่ะ ใช่มั้ยครับ เขาไปซื้อม้าแข่งมา ม้าแข่งนี่ก็ตัวนึงแบบโห บางตัวเป็นแบบหลัก 10 ล้านนะ ครับ ก็ไปซื้อแบบจากต่างประเทศมาเลย แล้วก็คิดว่าถ้าสมมุติว่าเราเลี้ยงม้าแข่งให้ดี แล้วเราก็ให้มันผสมพันธุ์ต่อไป มันก็จะออกลูกออกมา แล้วพอออกลูกออกมา เราก็จะขายได้ ก็ไปซื้อม้าแข่ง ไปซื้อฟาร์ม ไปจ้างคนมาดูแล ผ่านไปสักระยะแล้วม้ามันยังไม่มีลูกสักตัวนึง มันก็เลยกลายเป็นภาระหนี้สินพุงพลุ้งเต็มไปหมดเลยครับ

อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะ คำถามก็คือว่า ทำไมมันถึงเป็นอย่างเงี้ย มันแปลกนะ ในทางจิตวิทยา เขาเชื่อว่าคนทุกๆ คนแหละ มันไม่ใช่คนเฉพาะแบบที่ผมเล่าให้ฟังเนี่ยนะ มีสิ่งที่เรียกว่ากรอบความคิด ภาษาจิตวิทยาเรียกว่า Frame of Reference ก็คือว่ากรอบความคิดที่เขาใช้อ้างอิง คือคนพวกเนี้ยส่วนใหญ่เขาก็จะค่อยๆ ฟอร์ม ไอ้ความคิดแบบเนี้ย มาตั้งแต่เด็กๆ อ่ะ แล้วมันก็ค่อยๆ ทำให้มันค่อยๆ แน่นแข็งขึ้นไปเรื่อยๆ นะครับ เพราะฉะนั้นคนๆ เนี้ย เขาก็มีกรอบความคิดของเขา แล้วมันก็มีนักจิตวิทยาที่ไปศึกษาว่า เอ๊ะ ทำไมคนที่แบบชอบคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง แล้วก็เป็นน้ำเต็มแก้วตลอดเวลา เขาอาจจะไม่ได้แกล้งนะ แต่ว่าด้วยการที่เขาเติบโตมาภายใต้กรอบความคิดของเขาอ่ะ มันก็เลยทำให้เขาเป็นแบบนี้

มันเลยมีทฤษฎีทฤษฎีนึงเรียกว่า "ภูเขาแห่งความโง่" นะครับ อ่า เดี๋ยวผมเล่าทฤษฎีนี้ให้ฟังนะ หากใครสนใจอยากจะไปศึกษาเพิ่มเติม ทฤษฎีเนี้ยมันเรียกว่า Dunning-Kruger effect ก็คือว่าคนคิด อ่ะเขาชื่อ Dunning กับ Kruger ไอ้ภูเขาแห่งความโง่เนี่ย มันมาจากงานวิจัยคือประมาณสักปี 1999 ปี 2000 เนี่ย มีนักวิจัย 2 คนนะครับ คนนึงชื่อ David Dunning อีกคนนึงชื่อ Justin Kruger นะครับ เขาสนใจมากเลยว่าตอนนั้นน่ะ มันมีกรณีศึกษากรณีนึงที่มันมีโจรปล้นธนาคารคนนึงชื่อ McArthur Wheeler นะครับ โจรคนเนี้ยเขาอ่ะปล้นธนาคาร 2 แห่งในวันเดียวกันเลยนะ โดยที่ไม่ได้ใส่ อะไรแบบคุมหน้าคุมตาเลย ก็คือเปิดแบบ คือคนเห็นก็จำได้แหละใช่มั้ย เพราะปกติเวลาปล้นธนาคารก็จะต้องใส่แบบเป็นไอ้โม่งคลุมนะ แต่ไอ้ Wheeler เนี่ย มันไปปล้นธนาคารโดยที่ตัวมันเป็นอย่างนี้เลยนะครับ พอถูกจับได้ปุ๊บอ่ะ คนก็ไปถามเขา ตำรวจก็ไปถามเขา แล้วนักจิตวิทยาก็เข้าไปคุยกับเขาว่า เออ ทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น ทำไมเขาถึงไม่ปกปิดร่างกายไม่ปกปิดหน้าตาอ่ะ เขาบอกว่าเขาเชื่อว่าหน้าเขาอ่ะมันล่องหน คือผมก็ไม่รู้มันเพี้ยนนะ แต่ว่าหน้าเขาอ่ะล่องหนอยู่ เพราะว่าเขาอ่ะไปเอา เอ่อ เอิ่ม น้ำมะนาวไปผสมกับสารเคมีบางอย่างที่เขาเอาไว้ใช้ในการผลิตหมึกล่องหน รู้จักหมึกล่องหนไหม หมึกล่องหนก็คือหมึกที่เราเขียน แล้วเราไม่เห็นน่ะ แต่ว่ามันต้องเอาไฟบางอย่างที่ไปส่องแล้วถึงจะเห็น

ไอ้ Wheeler เนี่ย มันก็เลยไปเอาไอ้สารเคมีผสมไอ้น้ำมะนาวเนี่ย มาทาหน้าเขา แล้วก็คิดว่าพอทาหน้าปุ๊บอ่ะ คนมันจะไม่เห็นละใช่มั้ยครับ เออ มันก็เลยเป็นความคิดที่แปลกๆนะ ทั้ง 2 คนเนี้ย เขาก็เลยคิดว่า เออเนี่ยมันเป็นจุดเริ่มต้นเว้ย ทำไมคนมันคิดอย่างนี้ได้ด้วยหรอวะ เขาก็เลยไปทำการทดลองในเชิงจิตวิทยา นะครับ โดยที่ก็ไปเอาคนมาจำนวนนึง แล้วก็มาทำแบบทดสอบวิธีการก็คือ เขาจะให้ทำแบบทดสอบเพื่อจะวัดคะแนนบางอย่างของเขาฮะ เสร็จแล้วเขาก็จะไปถามว่า สมมุติว่าผมทำแบบทดสอบเสร็จปุ๊บ มันก็จะมีคะแนน แต่ผมยังไม่เห็นคะแนนใช่มั้ย เขาจะไปถามคนที่เข้ากลุ่มทดลองอ่ะว่าตัวเองคิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเท่าไหร่

สิ่งที่ที่เขาพบก็คือว่า ผู้ที่ได้รับคะแนนการทดสอบต่ำเนี่ยนะ มีแนวโน้มที่จะประเมินว่าตัวเองเนี่ยได้คะแนนสูง คือถ้าสรุปง่ายๆก็คือว่า ถ้าแบบพูดภาษาทั่วๆไปเลยนะ ก็คือคนโง่เนี่ย มักจะคิดว่าตัวเองฉลาด นึกออกป่ะครับ เขาก็เลยเป็นที่มาของการที่เขาอ่ะมีทฤษฎีอันนึง ที่เรียกว่า "ภูเขาแห่งความโง่" เราก็จะเห็นได้ว่ารูปเนี้ยก็คือว่า เขาบอกว่าใหม่ๆ เวลาคนที่ไม่ค่อยค่อยรู้อะไรอ่ะ ก็จะไม่ค่อยกล้าพูด จะไม่ค่อยกล้าแสดง เอ่อ ความคิดเห็นอะไรมากมายนัก มันก็จะอยู่เหมือนกับที่ตีนเขาก่อนใช่มั้ย แต่พอเริ่มรู้สักนิดนึงเนี่ย มันจะขึ้นภูเขาอย่างรวดเร็วเลย แล้วพอรู้ได้สักหน่อยนึง มันก็จะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองรู้เยอะแล้ว ก็จะแบบแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ สอนคนนู้นสอนคนนี้ มีหลักการโน่นนั่นนี่หลายอย่างใช่ป่ะ ก็ไปติดอยู่บนข้างบนภูเขาแห่งความโง่ แต่พอเขา รู้มากขึ้นมากขึ้นน่ะ เขาจะเริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เขารู้อ่ะ มันรู้ไม่หมด รู้ไม่จริง ความที่แบบรู้สึกว่ามั่นใจในตัวเอง มันก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลง นึกออกไหมครับ มันก็จะลงเขามานะ แต่ว่าคนที่เป็นแบบเมื่อกี้ที่ผมบอกอ่ะ คือเขาอ่ะติดอยู่ข้างบนนานไง มันลงมาไม่ได้สักทีใช่มั้ครับ

เพราะฉะนั้นหวังว่าพวกเราทุกคนเนี่ย จะไม่ได้เป็นแบบนี้ แล้วก็จะไม่ได้ติดอยู่บนภูเขาแห่งความโง่นี้นะ ผมอ่ะเคยขึ้นไปบนภูเขานี้ และแล้วก็เคยไปติดไอ้ภูเขาแห่งความโง่ นี่แหละ บางทีเรารู้นิดเดียวแหละ แต่โอ้โห เราคิดว่าเรารู้เยอะ เจอคนนู้นก็สอน เจอคนนี้ก็บอก แต่พอเวลาผ่านไป เราเริ่มรู้สึกว่าตาย เราโง่สุดๆ เลยเว้ย เพราะว่าสิ่งที่เรารู้ อ่ะมันเป็นแค่แบบขี้ประติ๋วเลย เมื่อเทียบกับความรู้จริงๆ ในเรื่องนั้นๆ เราก็เริ่มสงบปากสงบคำ ก็ลงจากภูเขามานะ แล้วก็ตอนเนี้ยกลัวมากเลย ไม่กล้าขึ้นภูเขา ก็หวังว่าทุกๆ ท่านก็ไม่ได้ยืนอยู่บนภูเขานี้

อ่า คราวนี้คำถามก็คือว่า สมมุติเราไปเจอคนแบบเนี้ย เออ แบบที่ผมเล่าให้ฟัง หรือคนที่แบบอยู่บนภูเขาแห่งความโง่ เราควรจะทำยังไงกับเขาดีนะครับ งั้นวันนี้มีข้อแนะนำสัก 6-7 อย่างนะ

อันที่ 1 ก็คือ ว่าคนพวกเนี้ย คุณอย่าเพิ่งพยายามไปสอน อย่าเพิ่งพยายามไปเปลี่ยนเขา ถ้าเขายังไม่พร้อม ผมยกตัวอย่างในชีวิตการทำงานของผม ผมเคยมีหัวหน้าคนนึง แกก็จะเป็นคนประมาณนี้เลย ก็คือแกจะรู้สึกว่าแกเก่งทุกอย่าง รู้ทุกอย่าง แบบคนอื่นโง่กว่าแกหมด วันนึงแกก็มีนโยบายบางอย่างออกมา ซึ่งผมรู้สึกว่ามันไม่ค่อย make sense อ่ะ ก็คือตอนนั้นน่ะ ผมเป็นเซลล์ใช่มั้ยครับ เราก็มีลูกค้าที่ต้องดูแล ก็เป็น account ที่เราต้องดูแล เราก็เป็นระบบการทำงานแบบคีย์ account แล้วก็แบ่งเขตกันน่ะ สมมุติผมดูเขตเหนือ เพื่อนผมดูเขตอีสาน อีกคนดูเขตใต้ใช่มั้ย แกมาใหม่ แกแบบเปลี่ยนหมดเลยเว้ย แกบอกว่า เอ้ย ระบบการดูแลแบบมันไม่ค่อยสร้างการแข่งขัน แกบอกว่าต่อไปนี้นะ เราสามารถไปได้ทุกเขตเลย ก็คือว่าใครอยู่เขตไหน คุณไปข้ามเขตได้หมด แล้วลูกค้ามันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกค้าคุณ ถ้าลูกค้าคุณติดต่อคนอื่น มันก็เป็นของคนอื่นอะไรเงี้ย ผมก็รู้สึกว่าโห แบบพี่ผมว่ามันมันไม่โอเคอ่ะ ผมก็พยายามบอกแกแล้วก็พยายามจะเสนอแนะ บางทีพอผมทนไม่ไหว ผมก็เลยรู้สึกว่าต้องซัดมันแรงๆ สักทีนึง ผมก็เลยแบบใช้คำพูดแรงๆ ไป ใช่ป่ะ ปรากฏว่ามันไม่เวิร์คเว้ย คือแบบคนพวกเนี้ย ยิ่งคุณแบบกระแทกแรง มันยิ่งวิ่งมาต่อต้านแรงใช่ป่ะ สิ่งที่เขาพูดกับผมคืออะไรป่ะฮะ เขาบอกว่า เออ ก็ขอบใจมากที่มาเสนอแนะนะ ถ้าผมคิดได้อย่างคุณ ผมก็เป็นแค่คุณแหละ กลับไปทำงานเหอะ อะไรเงี้ย คือแบบคนพวกนี้ ถ้าไม่พร้อม คุณพยายามไปเปลี่ยนมัน เปลี่ยนไม่ได้หรอกนะ งั้นอันที่ 1 ก็คือ อย่าเพิ่งรีบเปลี่ยน จนกว่าเขาจะพร้อม

อันที่ 2 ก็คือว่า แล้วทำยังไงให้คนพวกนี้พร้อม อย่างที่ผมบอกว่า Frame of Reference หรือว่ากรอบความคิดของคนพวกนี้มันแน่นแข็งนะ เขาจะไม่เปลี่ยนแปลงแง่กรอบ มันจะไม่แตกเพียงเพราะคุณพูดให้เขาฟัง คนพวกเนี้ยส่วนใหญ่ มันต้องไปประสบใช่มั้ยครับ คือมันต้องไปเจอเอง ไปโดนเอง ไปประสบด้วยตัวเองแหละ เพราะฉะนั้นถ้าเขาเป็นลูกน้องคุณ หรือเขาเป็นคนที่อยู่ในอานัสของคุณบางอย่าง พูดไปแล้วไม่เชื่อไม่ฟังอ่ะ เออ ปล่อยให้มันไปประสบเลย เหมือนเราอ่ะ จริงๆ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนก็มีกรอบความคิดที่แน่นแข็งในบางเรื่องใช่มั้ย ถ้าเราลองย้อนกลับไปในอดีต มันก็คงมีบางอย่างที่พ่อแม่เราเคยบอกว่าอย่าทำ อย่าเป็น อย่าไปลองอะไรเงี้ยใช่มั้ยครับ แต่เราก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งวันนึง เมื่อเราไปประสบมันเอง เราจึงเชื่อ แล้วกรอบความคิดเรามันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปถูกมั้ยครับ งั้นบางเรื่องต้องปล่อยให้ไปโดนนะ

แต่อันที่ 3 สำคัญเลยก็คือว่า ถ้าปล่อยให้ไปโดนเนี่ย ต้องจำกัดความเสียหายก่อนนะ คือความเสียหายมันต้องไม่เยอะเกินไป มันไม่ใช่ไปลองไปทำแล้วบริษัทเจ๊งไปเลย หรือว่าแบบ เฮ้ย มันมีหายนะบางอย่างเกิดขึ้นเลย แบบนี้ก็ไม่โอเค

และอันที่ 4 ก็คือว่า ต้องใจแข็ง อย่าสงสาร เคสที่เมื่อกี้ผมเล่าให้ฟังอ่ะ ผมก็สงสัยมากเลยว่าทำไมที่บ้านน่ะ ถึงปล่อยให้แบบใช้เงินเดือนละ 15 ล้าน เพื่อที่จะเยียวยาธุรกิจที่มันดูเหมือนแบบไม่ค่อยเวิร์ค แล้วก็ดูไม่มีอนาคต และที่สำคัญก็ไม่ได้ทำด้วย ก็ปรากฏว่าพอผมมีโอกาสได้คุยกับที่บ้านน่ะ ก็พบว่าจริงๆ แล้วส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากความสงสาร ก็คือว่า เอ้ย ถ้าไม่ได้ให้เงินเขา เก๊ อาจจะมีปัญหาถูกฟ้องร้อง ทำให้เสียชื่อ อีกอย่างนึงก็สงสาร เห็นว่าเขาพยายามแล้วอะไรเงี้ย ก็คือไอ้ความสงสารเนี่ย มันก็เลยทำให้แบบเหมือนกับแทนที่จะเสียน้อยเสียยาก ใช่มั้ย เสียมากเสีย ง่ายเลยนะครับ

และอันที่ 5 ก็คือว่า สมมุติถ้าเขาไม่ใช่คนในอานัสเรา เขาไม่ใช่ลูกน้องเรา เขาเป็นเจ้านายเรา หรือเขาเป็นแบบพ่อแม่เรา หรือเป็นคนที่แบบเราคอนโทรลเขาไม่ได้เนี่ย ทำยังไงนะ ก็คือผมบอกคุณว่าคุณเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก ยากมาก ๆ อย่าพยายามไปคิดจะเปลี่ยนเขา แต่เรียนรู้จากเขาแล้วกัน ผมเคยได้รับการสอนจากผู้ใหญ่ท่านนึงว่า เวลาเรามองคนน่ะ อย่ามองคนเป็นตู้ ให้มองคนเป็นลิ้นชัก ตู้กับลิ้นชักต่างกันก็คือ ตู้อ่ะ มันมีประตูบานเดียวใช่มั้ย พอคุณเปิดออกมา สมมุติ ตู้มันไม่ดี ตู้มันเหม็นสกปรกเงี้ย คุณก็ปิด แล้วคุณไม่อยากที่จะเปิดมาอีกแล้ว แม้ว่าตู้มันจะใหญ่มากเลย แต่มันมีประตูบานเดียวใช่มั้ย ท่านบอกผมว่าให้มองคนเป็นลิ้นชัก แปลว่าลิ้นชักมันมีหลายอันถูกป่ะ สมมุติคุณเปิดมาลิ้นชักนี่มันสกปรก มันเหม็น มันไม่โอเค คุณก็อย่าไปเปิดมัน ลิ้นชักอื่นก็ยังใช้ได้ งั้นถ้าคุณต้องเจอคนแบบเนี้ย ผมคิดว่าอย่างน้อยคุณก็มีโอกาสเรียนรู้อะไรบางอย่างได้อ่ะ น้อยที่สุด สมมุติอะไรไม่ได้เลย เรียนรู้ว่าโตขึ้นอย่าเป็นแบบเขา นะครับ

แล้วก็ข้อที่ 6 ก็คือว่า คนดื้อๆ แบบเนี้ย ผมเชื่อว่าบางทีก็อาจจะมีบางคนที่เขาฟังนะ งั้นถ้าเราไปหาเจอว่าเขาฟังใครอ่ะ ผมว่าบางทีการที่เราให้เขาได้ไปคุยกับคนที่เขาฟังอ่ะ อาจจะค่อยๆ เปลี่ยนความคิดเขาได้ ผมยกตัวอย่างสักอันนึง ผมมีโอกาสไปเป็นที่ปรึกษาของธุรกิจครอบครัวธุรกิจนึง คุณพ่อของคือรุ่นก่อตั้งอ่ะ รุ่นคุณพ่อก็เป็นเป็นคนสไตล์นี่แหละ ก็คือว่ารู้ทุกอย่าง เก่งทุกเรื่องนะ ครับ แล้วก็มีกรอบความคิดแน่นแข็ง มีวิธีการทำงานของตัวเอง คราวนี้เอามืออาชีพมาทำงาน เอาลูกมาทำงานอะไรก็อยู่ไม่ได้หรอก เพราะว่าแกก็จะเป็นของแกอย่างเงี้ย แต่แกเป็นเมื่อก่อนนี้ตอนเริ่มต้นชีวิตตอนเด็กๆ เลยก็เคยทำงานอยู่ CP นะครับ ก็มีความศรัทธาคุณธนินมากๆ เลยนะ แล้วก็คุณธนินน่ะ ก็เป็นไอดอลของแกอ่ะ คราวนี้พอเรารู้แบบเนี้ยว่า เอ่อ ท่านศรัทธาคุณธนินทใช่มั้ย การที่เราจะไปเอาคุณธนินทมาพูดกับท่านมันก็ไม่ใช่ แต่ว่าโอกาสที่คุณธนินจะมาพูดกับเขา มันก็อาจจะเป็นไปไม่ได้นะ แต่ผมก็พบว่าคุณหนุ่ยแบคทีเรียฮะ เขา สัมภาษณ์คุณธนินหลายครั้งมากเลยนะ งั้นการที่ให้หนุ่ยแบคทีเรีย มีโอกาสได้เล่า ได้แลกเปลี่ยน ได้คุยให้ฟังว่าคุณธนินคิดยังไง ตอนนี้มันเปลี่ยนไปยังไงแล้ว เพราะว่าแกทำงานกับคุณธนิน 40 ปีที่แล้วอ่ะเนา แกก็ยังมีความคิดอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปหาคนที่แกฟังเจอ นะ อาจจะไม่ต้องเป็นคนต้นแบบก็ได้ อาจอาจจะเป็นอย่างที่ผมบอกอ่ะ ความคิดของแกก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปแล้ว แกค่อยๆ ฟังมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากเปลี่ยนเขา ต้องไปหาคน ที่เขา ยินดีรับฟังนะครับ แล้วก็อย่าไปคิดว่าไอ้ความคิดแน่นแข็งแบบเนี้ย มันจะเปลี่ยนได้เร็วด้วย ก็ต้องให้เวลามัน

แล้วก็สุดท้ายครับ คือถ้าคุณเจอคนแบบนี้นะ รักษาระยะห่างไว้ คือถ้าเราเข้าไปเกี่ยวข้องมากๆ อ่ะ พวกเนี้ยมันเป็น มันเค้าเรียกเป็นมันเป็นโรคติดต่ออ่ะ ถ้าคุณไปเจอคนแบบนี้ แบบเป็นคนที่ขี้โม้ เป็นคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง เป็นคนที่แบบไม่ฟังใครเลยอะไรเงี้ย ถ้าคุณอยู่นานๆ โดยคุณไม่ระวังตัวนะ ไม่นานคุณจะติดขึ้นไปอยู่บนภูเขานั้นด้วย เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะต้องระมัดระวังสิ่งนี้

นี่คือเทคนิคที่เราจะจัดการกับคนพวกนี้ยังไงนะ ซึ่งมันก็อาจจะไม่ได้จัดการได้ 100% หรอก แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดเรามีวิธีการที่จะดูแลเขา บริหารเขา หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็เรียนรู้จากเขาได้นะครับ วันนี้ก็คิดว่ามีเนื้อหาดีๆ ก็เอามาฝากนะ ครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ถ้าชอบ ก็ฝากกดไลค์ กด Subscribe กดแชร์ แล้วก็อย่าลืมกดกระดิ่งแจ้งเตือนนะครับ จะได้ไม่พลาดรายการดีๆ ในอนาคตข้างหน้า เฮ

[เพลง]