📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกของอนาคต – ท๊อป จิรายุส

ToppJirayut 29:58

Transcription

โลกมันเป็นเศษส่วน แบ่งเป็นกลุ่มกอน จริงๆตอนนี้เนี่ย ประเทศไทยเหมือนอยู่บน 4 แยก ที่มีหลายๆปัญหาเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

แยกที่ 1 ก็คือ aging population 20% ของประชากรไทยเกิน 65 ปีแล้ว ใครจะมาทำงาน ใครจะแบก GDP Fertility Rate ของเมืองไทยเนี่ย ตอนที่ประมาณ 1.1 1 ถ้าต่ำกว่านี้เมื่อไหร่เนี่ย มันจะถึงจุดที่สายที่จะแก้ แปลว่าอาจจะสูญพันธุ์ พูดง่ายๆ

ปัญหาที่ 2 คือเรื่องของ technological disruption การมาของ AI ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของทุกอุตสาหกรรมอย่างเงี้ย แล้วเราจะ skill up skill คนทั้งประเทศทันได้ยังไง ตอนนี้ก็ดูยังไม่มีแววเท่าไหร่

แยกที่ 3 ก็คือเรื่อง geopolitics เนี่ยล่าสุด อเมริกาก็เพิ่งไป take over เวเนซุเอลามานะครับ ระหว่างจีนกับอเมริกาก็แย่ลงเรื่อยๆ แล้วเมืองไทยเราจะ position ตัวเองยังไง

แยกที่ 4 เนี่ยก็คือ Net Zero Carbon Neutrality มันก็จะมามี impact ต่อทุกอุตสาหกรรมที่จะมาเปลี่ยนแปลงกลไกทางธุรกิจ ที่คนไทยก็น่าจะยังไม่น่าจะปรับตัวพร้อมในเรื่องของ Green Supply Chain สุดท้ายเมืองไทยเราจะต้อง competitive มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศเนี่ย ไม่ถูกทิ้งไว้

>> คุณท็อปครับ อนาคตประเทศไทยไปยังไงต่อดีครับ

>> จริงๆตอนนี้ อนาคตประเทศไทยไปต่อยังไง จริงๆตอนนี้เนี่ย ประเทศไทยเหมือนอยู่บน 4 แยก ที่มีหลายๆปัญหาเกิดขึ้นพร้อมๆกัน

แยกที่ 1 ก็คือ aging population จริงๆเราเข้าสู่ super aging ด้วยซ้ำไป 20% ของคนไทยเนี่ย ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะอายุเกิน 65 ปีแล้ว ใครจะมาทำงาน ใครจะแบก GDP Productivity Growth จะมาจากอันไหน เห็นมั้ยครับ นี่คือแยกที่ 1

ปัญหาที่ 2 คือ เรื่องของ technological disruption การมาของ AI การมาของ FTH Industrial Revolution ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของทุกอุตสาหกรรมอย่างเงี้ย แล้วเราจะ skill up skill คนทั้งประเทศทันได้ยังไง ตอนนี้ก็ดูยังไม่มีแววเท่าไหร่ จบมาผิดสาย ไม่สามารถผลิตเด็กนักศึกษาใหม่ที่จบในวงการ Science and Technology ได้ คนที่จบไปแล้วก็ยังไม่ reskill of skill ได้ ทั้งประเทศในเบรทที่ควรที่จะเป็น ใช่มั้ยครับ

แยกที่ 3 ก็คือเรื่องของ Geopolitics เนี่ยล่าล่าสุด อเมริกาก็เพิ่งไป take over เวเนซุเอลามานะครับ ระหว่างของจีนกับอเมริกา ก็แย่ลงเรื่อยๆ โลกมันแตกเป็นเศษส่วนนะ แบ่งเป็นกลุ่มก้อน แล้วเมืองไทยเราจะ position ตัวเองยังไง ใช่มั้ยครับ

อาเซียนกำลังจะรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ขับเคลื่อนด้วย region regionalization initiative ที่เกิดขึ้น DEFA Agreement ที่เป็นหนึ่งใน agenda แรกๆ ในการเข้ามา ร่วมกันของอาเซียน Digital Economy Framework agreement ก็น่าจะ delay ไหน จะมีเรื่องของ tariffs แทนที่เมื่อก่อนจะเป็น free trade agreement WTO ตอนนี้ ก็มี Tarf มีกำแพงภาษี มีการเพิ่มจำนวน Trading Partner เพื่อกระจายความเสี่ยง Direct Trade ก็ลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นะครับ ในปีที่ผ่านมา Trade Behavior ก็เปลี่ยนไปแล้ว เมืองไทยจะเปลี่ยน Nature of doing Business ยังไง

แยกที่ 4 เนี่ยก็คือ Net Zero Carbon Neutrality Green Transition ซึ่ง เนี่ยในอีก 5 ปีข้างหน้า C BAM ก็จะมาละ Carbon Pricing Carbon Tax ก็จะเริ่ม implement ละ มันก็จะมามี impact ต่อทุกอุตสาหกรรมละ ที่จะมาเปลี่ยนแปลงกลไกทางธุรกิจ ที่คนไทยก็น่าจะยังไม่น่าจะปรับตัวพร้อม ในเรื่องของ Green Supply Chain Green Credit อะไรต่างๆ หรือความรู้ความเข้าใจในเรื่อง ESG ก็ยังไม่ได้ครอบคลุม ขนาดนั้นนะฮะ

นอกจาก 4 แยกนี้แล้วเนี่ย เราก็ยังมีปัญหาที่เป็น country specific โดยเฉพาะของประเทศไทยก็คือเรื่องของหนี้ครัวเรือน ใช่มั้ย ปัญหาหนี้ครัวเรือนเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่นอีก ของตลาดหลักทรัพย์ไม่สามารถที่จะ short termal flow เข้ามาในประเทศไทยได้ หรือความสามารถในการดึง talent เข้าประเทศจริงๆ ภาพรวมเนี่ยมันมีหลากหลายปัญหาได้เกิดขึ้นพร้อมๆกันในประเทศไทยนะ ครับ แล้วปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือเรายังไม่ได้มีบริษัทรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมานานแล้ว เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมา 50 ปีแล้ว

ถ้าจะแก้ไขปัญหาเนี่ย ผมอยากจะขอแยกเป็น 3 ช่วง 3 แล้วกันครับ short term medium term แล้วก็ long term solution

ใน short term ระยะสั้น สิ่งที่ควรจะต้องทำด่วนเลยก็คือ ถ้าพูดภาพรวมคือวิกฤตความเชื่อมั่น ทำยังไงให้ fundamental ของเรากลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม วิกฤตความเชื่อมั่นอันที่ 1 ก็คือต้องแก้ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือนด่วน แล้วก็หนี้ประเทศด้วย dead to GDP ขึ้นถึง 90% ต่อ GDP แล้วหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เราจะทำยังไงให้เราดึงความเชื่อมั่นกลับมาให้ Foundation มันแข็งแรงขึ้นมาให้ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ short term ที่ประเทศเราควรจะแก้โดยด่วนนะครับ

หรือแม้แต่กระทั่งวิกฤตความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย ที่เราไม่ได้มี corporate governance ที่ดีขนาดนั้น ไม่ได้มีบริษัทรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในบริษัทต ในตลาดหลักทรัพย์มหาชนเนี่ย ไม่มีบริษัทรุ่นใหม่เลย 50 ปี บริษัทใหญ่ที่สุดคืออะไร 50 ปีชื่อเดิมเป๊ะอย่างเงี้ย มันไม่สามารถที่จะน่าดึงดูด ถูกมั้ยครับ เราจะทำยังไงให้ดึงความวิกฤตความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์เนี่ย กลับมาให้ได้ เพื่อที่จะให้มีแคital มาหมุนเวียนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เอิ่ ซึ่งตลาดทุนก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ แล้วในวงการเงินคือความเชื่อมั่นสำคัญที่สุดเลย ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นเนี่ย วงการเงินมันไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นระยะสั้นผมคิดว่าต้องแก้ไขปัญหาเรื่องของวิกฤตความเชื่อมั่นให้ได้

ระยะกลางเนี่ย ผมคิดว่าีมคือต้อง redefine social contract ใหม่ เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว แต่เรายังใช้ social contract เก่าเก่าอยู่เลย ยกตัวอย่างอันที่ 1 ก็คือเรื่องของ aging population super aging population รู้มั้ยครับว่าปีที่ผ่านมาเนี่ย เด็กเกิดใหม่ อยู่ที่ประมาณ 450,000 คน เราปกติจะผลิตได้ปีละล้านคนนะครับ เด็กเกิดใหม่ตอนนี้เหลือแค่ 45% หายไปเยอะมากแล้ว ถ้าเป็นแบบปีที่แล้วติดกันอีก 50 ปีเนี่ย คนที่มีสัญชาติไทยจะเหลือแค่ประมาณ 33 ล้านคนเอง จาก 70 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนแล้ว GDP The Bag คือใครรู้มั้ยครับ เพราะว่าเราเป็น Super Aging Economy คือ 1 ใน 5 ที่เราเดินเจอบนท้องถนนอายุเกิน 65 ปีแล้ว แล้วใครจะมาทำงาน คนที่ทำงานอยู่ก็ไม่สามารถที่จะมีskิลซตทางของโลกอนาคตได้ทัน up skill ทั้งประเทศไม่ทัน คนที่ไม่ได้ทำงานก็เกษียณไวในเวลาเดิม แต่เกษียณแบบติดเตียงด้วยใช่มั้ยครับ ที่ไม่ได้มีความรู้ด้านสุขภาพในการป้องกันด้าน Healthy Longevity เรื่องของ Health Span นะครับ เด็กเกิดใหม่ก็ไม่เกิดแล้ว แล้ว 500 billiar per year ของ GDP เนี่ย ใครจะเป็นคนแบบ Fertility rate ของเมืองไทยเนี่ย ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.1 1 ถ้าต่ำกว่านี้เมื่อไหร่เนี่ย มันมันจะถึงจุดที่สายที่จะแก้แก้กลับมาได้แล้ว แปลว่าอาจจะสูญพันธุ์ พูดง่ายๆ ซึ่งหลากหลายประเทศในยุโรปก็เข้าโซนอันตรายเหมือนประเทศไทย

แล้วในระยะสั้นเนี่ย สิ่งที่ต้อง redefine social contract ใหม่ก็คือต้องขยายอายุเกษียณ คือถ้าเราจะไปเพิ่มเด็กเกิดใหม่ ซึ่งก็ควรแหละ แต่มันต้องใช้เวลานานกว่าเด็กจะเกิดมาแล้วก็ต้องมี predistribution of education กว่าจะพร้อมมาเป็น Productive work force เนี่ย มันใช้เวลา สิ่งที่มันมี impact ต่อ GDP ทันที แล้วก็แก้ไขปัญหาได้ทันทีเลยเนี่ย คือการขยายอายุเกษียณ แล้วทุกมนุษย์เราอายุยืนขึ้น life span เรายืนขึ้น แต่ Health Span อาจจะแย่ลงใช่มั้ยครับ แต่อย่างน้อยทุกคนมี Wisdom มีการทำงานไปอย่างยาวนาน มีประสบการณ์อย่างยาวนาน สามารถที่จะทำงานได้นานขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็น quick win เลยเนี่ย ควรที่จะ 1 คือขยายอายุเกษียณ เพื่อให้ทุกคนเนี่ยเป็น healthy productive workf force มันมีคำว่า healthy ด้วยแปลว่าอะไรแปลว่า นอกจาก work force ที่จะมี wisdom ที่ทำงานมาสักพักนึงเนี่ย จะทำงานต่อได้ยาวขึ้นโดยการขยายอายุเกษียณเนี่ย แต่เราก็ต้องสนับสนุนในเรื่องของ prevention ด้วย marks of aging จะทำยังไงให้ไม่รอให้ป่วยแล้วไปรักษาทีหลัง

อันที่ 2 ก็คือรัด subsidiz เรื่องของ 30 บาทป้องกันทุกโรคด้วยมั้ยครับ ไม่ใช่แค่รักษาทุกโรค 80% ของคนไทยคือขาดวิตามิน D3 ซึ่งมันเป็น precursor ของการป้องกันแทบจะ 40% ของ All Cost Mortality การเสียชีวิตของทุกอย่าง ซึ่งก็เป็น quick win ที่สามารถที่จะทำได้เลย หรือให้ความรู้เรื่องสุขภาพ หรือ healthy lifestyle ที่ดีขึ้น เห็นมั้ยครับ ให้ incentive อะไรต่างๆ

Social Contract อันที่ 2 ที่เราต้องทำเนี่ย ก็คือในเรื่องของให้ incentives ให้คนรุ่นใหม่มีลูกมากขึ้น อาจจะต้องมี incentive เหมือนสิงคโปร์ เหมือนหลากหลายประเทศในยุโรป เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีลูกมากขึ้น หรืออันที่ 3 ก็คือในเรื่องของการเอา tent เข้ามาประเทศไทย ซึ่งจริงๆมันก็ควรจะทำ 3 ทาง 3 Solution ไปพร้อมๆกันแล้วครับ เพราะอะไร เพราะว่า work force เนี่ยมันเปลี่ยนไปใน rate ที่เร็วมากขึ้นเรื่อยๆ ใน rate ที่เร็วขึ้นเรื่อยๆนะครับ AI จะมาเปลี่ยนแปลงการทำงาน blockchain สิ่งพวกเราเห็นเราเรียกว่า FTH Industrial Revolution อ่า 3D Printing IoT devices ARV MR Technology แล้ว มหาลัยก็ไม่สามารถที่จะมี skill set ที่พร้อมในการผลิตเด็กนักศึกษาที่ตลาดต้องการได้ ถ้าพูดความจริงนะครับ วิธีที่จะเรียนรู้ได้เร็วที่สุดก็คือเรียนรู้จากเพื่อนที่ทำงาน และการที่จะเรียนรู้จากเพื่อนที่ทำงานก็คือต้อง import คนที่ทำงานเป็น มี skill set ของโลกอนาคตเนี่ย เข้ามาในประเทศไทยกันเยอะๆ เพื่อที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า spill overledge นะครับ คนไทยก็จะเรียนรู้เพื่อนร่วมงานที่เป็นต่างชาตินะครับ ในเมื่อ defa agreement จะมาแล้ว หันซ้ายเพื่อนจากอากินโดนีเซีย หันขวาเพื่อนจาก Philippines หรือจะเป็นเหมือน European Integration ที่จะเกิดขึ้นในปี 2030 นะครับ อาเซียนจะรวมกันเป็น 1 600 กว่าล้านคน เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่ 4 ของโลกเนี่ย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เดี๋ยวยังไงยังไงก็ต้องเกิด free flow of talent tent ก็จะไหลไปเวียนทั่ว อาเซียนอยู่ดี เราจะทำยังไงให้เมืองไทยเนี่ย เป็นหับที่ทุกคนที่เก่งที่สุดของโลก อยากจะมาทำงาน อยากจะมาใช้ชีวิตอยู่ให้มากที่สุด เพื่อดึงความสามารถของคนไทยเนี่ย ขึ้นมาให้ได้นะครับ เราเรียกว่า spillover knowledge เหมือนกับที่จีนนะ เมื่อก่อน เขาทำอะไรไม่เป็นเลย เให้ทุกอย่าง Made in China ไว้ก่อน มาสร้างโรงงานเต็มไปหมด แล้วเขาก็เรียนรู้การทำ iPhone จนมี Huawei Xiaomi ออกมา เรียนรู้การทำ Tesla จนมี BYD อะไรออกมา ซึ่งเมืองไทยเนี่ย เราควรที่จะ อ่ามี Croud Source Talent ต่างๆเข้ามา อ่าให้เกิดที่เมืองไทยให้ได้นะครับ เซึ่ง policy ที่เราก็ต้องควรทำให้มัน competitive มากขึ้น เมื่อเทียบกับต่างประเทศเนี่ย ก็คือเรามีภูเขาสวย ทะเลสวย เราเป็น endowment เราเนี่ยดีกว่าที่อื่นอยู่แล้ว ขาดแค่ paper policy ที่มัน attractive มากพอ ไม่ว่าจะเป็น Golden Visa ที่ให้ได้ง่ายมากๆ เ่อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ Citizenship หรือ Passport ที่จะต้อง เอิ่ for investment ที่อาจจะต้องมีมากขึ้น เหมือนกับที่ทรัมป์ทำมั้ยครับ กับอีกหลากหลายประเทศเขาทำเพื่อดึงคนเก่งๆเข้ามา อย่างออนมาเนี่ย เป็นคน South African เนี่ยสร้าง T3 บริษัทเปลี่ยนโลก ที่อเมริกา Tesla Space X ใช่มั้ยครับ PayPal อะไรต่างๆ ที่เขาสร้างมา Solar City ซึ่งจะทำยังไงให้คนที่เป็นเหมือน Elon Mask อย่างเงี้ย of the future เนี่ย มาอยู่ที่ไทยแล้วก็สร้างบริษัทเปลี่ยนโลกที่นี่ ถูกมั้ยครับ เอ่อ เกิดการสร้างงานที่นี่ อัปเกรดความรู้ของคนไทยที่นี่

พอพูดถึงความรู้เนี่ย policy ถัดไปที่ เราควรจะต้องทำก็คือเรื่องของ 2 เรื่อง ครับ predistribution of education แล้วก็ redistribution of education

predistribution of education คืออะไร คือเมื่อก่อนเนี่ย เราไปเรียนมหาลัย 3 ปี มหาลัยรู้ว่าเราต้องทำงาน 30 ปี แล้วก็เกษียณ เขาก็เลยคิดว่า 3 ปีเนี่ย เป็นหลักสูตรที่เพียงพอต่อการเตรียมตัวเพื่อที่จะทำงาน 30 ปี แต่ถ้าเราขยายอายุเกษียณ ต้องทำงานจาก 30 ปีเป็น 50 ปีเป็นเรื่องปกติแล้วเนี่ย 3 ปีที่เราเรียกว่า predistribution of education อาจจะไม่พอ เพื่อที่จะเตรียมพร้อมกับการทำงาน 50 ปีละ ไม่ใช่ 30 ปีของการทำงาน เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องเรียน 4 ปีมั้ย 5 ปีมั้ย ใช่มั้ยครับ แล้วก็มีเนื้อหาที่มันสอดคล้องกับโลกอนาคตมากขึ้น เพื่อที่เด็กจบมาจะได้มีสกิลซตของโลกอนาคตมากยิ่งขึ้น อย่างเวียดนามเนี่ย เโม้ว่าเา สามารถผลิตเด็กนักศึกษาที่จบในวงการสร้างเทคโนโลเนี่ย ได้ 500,000 คนต่อปี เมืองไทยนี้หลักหมื่น ขนห่างกัน 50 เท่า นะครับ สกิลเซตของโลกอนาคต ทำยังไงให้เด็กจบใหม่ของเมืองไทย จบมาแล้วมีskิซตที่บริษัทของโลกอนาคตต้องการ ใช่มั้ยครับ นี่คือเราเรียกว่า predistribution of education ที่เราต้อง redefine social contract

อ้าว แล้วคนที่จบมาแล้วล่ะ ที่ไม่ใช่เด็กจบใหม่ล่ะ ที่ทำงานแล้ว ที่มีภาระทางครอบครัวแล้วเนี่ย แต่สกิลsetตเขาไม่ตรงกับตลาดแล้วล่ะ เราจะทิ้งใครไว้ข้างหลังหรอ เราก็ไม่ควรที่จะทิ้งใครไว้ข้างหลัง ถูกมั้ยครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ Redistribution of Education เนี่ย เราก็ต้องมีเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มันยืดหยุ่นมากพอ เพราะว่าคนกลุ่มเนี้ย ที่ไม่ได้มีเวลาไปนั่งเรียนในมหาลัยเนี่ย แล้วเพสของการเรียนรู้ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ใครเรียนรู้เร็ว ใครเรียนรู้ช้า ก็ต้องเรียนรู้ในจังหวะของตัวเอง prerequisit ของ knowledge ก็แตกต่างกัน จะทำยังไงให้ทุกคนสามารถที่จะ customiz การเรียนรู้เนี่ย นะครับ base บนความรู้เก่าที่ไม่เท่าเทียมกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีเป็น Open Education Platform ขึ้นมา ที่เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น สำหรับ Redistribution of Education เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศเนี่ยเนี่ยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สามารถที่จะ reskill up skิคนทั้งประเทศได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันก็ผลิตเด็กนักศึกษาจบใหม่ที่มีskกิซตรงสาย กับที่จบมาได้ ซึ่งนี่คือ policy ที่ 3 ที่ 4 ที่ควรจะต้องทำในเรื่องของ redefine social contract

แต่ future work มันก็เปลี่ยนไปครับ เดี๋ยวนี้ก็มีสิ่งที่เรียกว่า Gig economy Freelancers เมืองไทยก็เป็นของ Freelancers หรือ Digital Normad อยู่แล้ว ยกตัวอย่าง Provident Fund อย่างเงี้ย เป็น framework เก่ามากเลย ที่ไม่ได้มีการอัปเดตมานานนานแล้ว ถ้าอีกหน่อยพนักงาน 1 คน service ที 10 บริษัทใน 1 วันเนี่ย freelancer หรือ gig economy แล้ว บริษัทไหนจะ responsible สำหรับ providence fund นั้น มันก็อาจจะต้องเป็น cluster หรือ prorata ใช่มั้ยครับ profent fund model มันต้อง redefine social contract ใหม่ เพื่อให้ provident fundal security เอ่อประกันสังคมมันไม่ระเบิด ให้มันมี flexibility ความยืดหยุ่น ที่เหมาะกับ environment ของ economy หรือ future of work ที่มันเปลี่ยนไป ไหนจะเป็น rle ของ Female leader row ของ technology ที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานที่ work from anywhere ซึ่งตอนนี้นะครับ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ยกตัวอย่างอย่างประกันสุขภาพกองทุนสุขภาพตอนนี้นะครับ ผู้ป่วย NCD เยอะมากขึ้นไปถึง 70% ละ ของคนที่อยู่ในโรงพยาบาลทั้งหมดนะ ไม่คนไทยเนี่ยไม่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งก็โรคอัลไซเมอร์ พาร์คินสันก็หลอดเลือดหัวใจอุตตันนะครับ ก็มีไม่กี่โรคอครับ NCD ซึ่งที่น่าตกใจคือ เราได้รายได้การท่องเที่ยว เนี่ยเข้ามาใน 500 บิลี่ยน อยู่ที่ประมาณ 20% ของ GDP ของเรา รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งถือว่าเยอะมาก แต่ตอนนี้เราใช้เงินเท่ากับรายได้ทั้งหมดที่เราได้จากการท่องเที่ยวอ่ะ 20% เนี่ย ไปหาผู้ป่วย NCD as of today นะครับ วันนี้ rate of growth ของ NCD patient เนี่ย มันโตขึ้นเรื่อยๆ ในเรทที่เร็วมากๆ ผู้ป่วยจาก NCD เนี่ย มันจะสูงกว่ารายได้ของการเข้ามาของการท่องเที่ยวด้วยซ้ำไป แล้วมันจะถึงจุดที่มันระเบิดประกันสังคม ระเบิดกองทุนสุขภาพ ระเบิด เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะ self financing ได้แล้ว ถ้าเราไม่ redefine social contract อาจจะต้องคิด policy ที่มันสอดคล้องกับโลกที่มันเปลี่ยนไปมากยิ่งขึ้น

แล้วแน่นอนครับ การรักษาเนี่ย มันแพงกว่าการป้องกันอยู่แล้ว รู้มั้ยครับ ที่ฟินแลนด์เนี่ย เา้าให้ วิตามิน D3 คนเ้า 10,000 คน เท่ากับเรา รักษาหลังจากป่วยแล้วเนี่ย รักษาเนี่ยได้แค่คนเดียวที่เป็นมะเร็ง 1: 10,000 นะ ครับ แล้วก็ต้องมีภาษีในเรื่องของคล้ายๆ สุบุหรี่เล่าในอดีตนะครับ แต่เป็นในเรื่องของสิ่งที่ทำลาย ทำให้คนติด process foods sugar starch refine oil ต่างๆเนี่ย จะต้องเอาภาษีเพื่อ disincentiv ให้ behavior พวกนี้มันเกิดขึ้นน้อยลงใน economy ของเรา เราก็จะเอา subsidy รายได้จากภาษีพวกเนี้ย มา subsidiz โปรตีน หรืออาหารที่มีคุณภาพ ให้มันราคาถูกลง แล้วก็เข้าถึงคนจำนวนมากขึ้น ให้ได้มั้ยครับ ไหนจะมีเรื่องของคุณหมอก็จะไม่ไหวละ เราผลิตคนติดเตียงในเรทที่เร็วมากๆ ก็อาจจะต้องมี occupation ตรงกลางระหว่างคุณหมอกับพยาบาล ที่มาช่วยตามตตามบนต่างๆ เพื่อที่จะ prevent ป้องกัน เ่อไม่ให้คนติดเตียงตั้ง แต่ตั้งแต่ต้นดีกว่านะครับ

แล้วอีกอย่างนึง เมืองไทยก็ S cur Curve ของเราก็คือ เรื่องของ Medical Tourism อยู่แล้ว เราเป็น Wellness Hub อยู่แล้ว ทุกคนรู้ว่าเราภูเขาสวย ทะเลสวย บริการทางซิก care เนี่ย price to quality rati เราไม่แพ้ใครในโลก service quality hospitality เราไม่แพ้ใครในโลก แต่เราจะ เป็น longevity hub wellness hub เตียงกันหมดทุกคนป่วยกันหมดใช่มัน hpocrit ใช่มั้ยครับ มันมันดูแล้วมันไม่น่า ไม่น่าเชื่อถือ หรือแม้แต่คุณหมอเองก็ต้อง reskill up skill เพื่อให้มี skill set ในฝั่งของ prevention มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ sick care อย่างเดียว

นี่ก็คือระยะกลางที่ ถ้าพูดง่ายๆก็คือเป็นของ redefine Social contract ให้บริบทมันเข้ากับปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาวเนี่ย สุดท้ายเมืองไทยเราจะต้อง competitive มากยิ่งขึ้น เพราะอะไร เพราะว่าประเทศที่จะดึงเงินได้เนี่ย ในระยะยาว มันคือประเทศที่ Productivity มันสูงที่สุดอ่ะ เพราะว่า Capital มันจะวิ่งเข้าไปที่มัน productive ที่สุด ถ้าประเทศไทยเราไม่ productive มันไม่สามารถที่จะดึงเม็ดเงินเข้าประเทศของเราได้ในระยะยาว ปีที่แล้วเนี่ย โลกของเราเนี่ย โตอยู่ที่ 2.2% เอง โดยเฉลี่ย โลกของเราโตอยู่ 3.8% 8% นะครับ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเยอะมาก Direct Trade ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกของโลก indirect trade เพิ่มมากยิ่งขึ้น Trade pattern มันเปลี่ยนไป เกิด K shape ครับ Old Economy มันหยุดโตแล้วนะครับ ในขณะที่ New Economy เนี่ย ได้รับเงินทุนแบบมหาศาล ใครที่เป็น Central of Innovation ก็จะ Attract เม็ดเงินลงทุนแบบมหาศาล ซึ่งอเมริกาเนี่ย ทุกคนรู้อยู่ว่า Capital Market เขาลึกมาก Unique มาก แล้วเขาก็เป็น Center of Innovation เขาก็สามารถที่จะดึงเม็ดเงินจากทั่วโลกเนี่ยไปได้เยอะมที่ฝั่งของ S Curve ที่ขาขึ้นเนี่ย อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อเมริกาแทบจะหมดเลย ในขณะที่ประเทศไทยเนี่ย เราอยู่ในบริษัทส่วนใหญ่อยู่ในอีกขาหนึ่งของ Khap ที่ทำธุรกิจเก่าๆ ที่เป็น old economy ไม่ใช่ Fourth Industrial Revolution ไม่ใช่ Science and Technology Revolution

ในระยะยาวเนี่ย เมืองไทยควรที่จะต้องมี ความสามารถในการ attract digital FDI ไม่ใช่ traditional FDI นะครับ Digital FDI ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้าเนี่ย วันที่ Defa Agreement มันเซ็นกันแล้วก็รวมกันได้ใน ASAN as one region strong มันจะดึงเม็ดเงินถึง 2 trillion US ดอลลาร์ไหลเข้ามาในทวีปของพวกเราได้ ประมาณ 2% ของ Global GDP แต่เม็ดเงิน ที่จะไหลเข้ามาในครั้งนี้เนี่ย มันจะเป็นเม็ดเงินประเภทใหม่ ไม่ใช่ Traditional FDI ที่ลงในธุรกิจเก่าๆละ ยกตัวอย่างมันไม่มันคงไม่ไหลเข้ามาในรถสันดาบแล้ว มันจะไหลเข้ามาในรถไฟฟ้า มันคือ Digital FDI เพราะฉะนั้นการที่จะ Attract Digital FDI ได้เนี่ย มันต้องมีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นมาในประเทศไทย เราจะต้องเป็น Blue Ocean ให้ได้ ไม่ใช่ให้ทำแต่ Red Ocean Marจinมันน้อย

Philippines เก็มีmandนate ที่ชัดเจนว่าภายในปี 2045 ในอีก 20 ปีข้างหน้าเนี่ย ทั้ง 2 ประเทศนี้จะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ แต่เขาจะใช้คนละวิธีกัน ฟิลิปปินส์เาอยากจะเป็น Digital Economy Hub ให้ได้ เขาบอกว่าเมีอยู่หลายพันพันเกาะ วิธีที่จะ deliver service quality ที่ดีที่สุดคือผ่านดิจิอล อินโดนีเซียเขาบอกเขาจะเป็น sustainability Hub ของอาเซียนให้ได้ เขาบอกว่าเขาจะหยุดส่งออกพวก Raw Nicole ละที่เป็น primary economy เขาจะเอา Raw Nicole เนี่ยเพิ่มมูลค่า Value added เรามาผลิตเป็นแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าทุกคัน แทนmarจinมันเยอะกว่า พอmargจinมันเยอะมันก็จะ trickle down premium ให้กับรายได้ของคนในประเทศ ทำให้ GDP per capital มัน double ให้ได้ภายใน 2045 อย่างเมืองไทยเราส่งออกข้าวไม่รู้กี่กระสอบ เพื่อได้ iPhone 1 เครื่องอย่าง เงี้ย Profit Margin มันต่างกันเยอะม เราจะทำยังไงให้เราใน 50 ปีที่ผ่านมาเราติดอยู่ใน Primary Economy กับ secondary economy กลับดักรายได้ปันกลาง เราจะทำยังไงให้เรา transition ไปสู่ Tertiary economy ให้ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือต้อง up wage level นะครับ เราก็ต้องลงทุนในเทคโนแล้วก็ต้องดึง talent ใหม่ๆเข้ามาในประเทศไทยให้ได้ เพื่อ reskill up skill ทั้งประเทศ

พูดง่ายๆคือใน primary secondary economy เนี่ย เราส่งออกแต่ physical trade physical trade คืออะไร คือส่งออกสิ่งที่มันต้องจับต้องได้ tangible products ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ ยางพารา ชิ้นส่วนของรถสันดาบเนี่ย เราพูดกันมา 50 ปีแล้ว ต้องส่งออกสิ่งที่จับต้องได้ แต่ยุคตัวอย่างอย่างอเมริกาเนี่ย เขาส่งบอกแชท GPT เนี่ย เมืองไทยใช้กันทั้งประเทศ 70 ล้านคนเนี่ย 600 บาทต่อเดือนเนี่ย ไม่ต้องจับต้องไม่ได้เลย AI เนี่ย แต่ทุกขาดดุจมหาศาลเลย 600 บาทคูณ 70 ล้านคนใช่มั้ยครับ ทุกคนใช้กันหมด ซึ่ง Profit Margin มหาศาลเลย ไม่ต้องมีเสามีประตูในประเทศไทย ไม่ต้องมีโต๊ะแม้แต่กระทั่ง 1 ตัวแล้วขาดดูทางเศรษฐกิจดิจิตอลมหาศาล ทุกคนอยู่บนมือถือกัน 5-6 ช่มงต่อวัน จ่ายเงินสะพัดมากผ่าน digital economy ผ่าน digital trade ไม่ใช่ physical trade มันจะมีชนิดของ GDP ครับ เราถนัดในการผลิต Physical Trade มา 50 ปีแล้วก็ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมา 50 ปีแล้ว ส่งออกสิ่งที่เป็น Physical คือต้องจับต้องได้ แต่มีชนิดอื่นของ GDP ครับที่เราเรียกว่า Digital Trade Digital Service Trade อย่าง AI เนี่ยคือ Digital Service Trade Green Trade ที่ปีที่ผ่านมาโต 300% หรือ 3 เท่าตัวนะครับ พอพูดถึง activity ใหม่ๆของ GDP เนี่ย เมืองไทยยังไม่มีความสามารถที่จะสร้างธุรกิจใหม่ๆให้ส่งออก digital trade ได้เลย e-commerce เนี่ย Digital Trade Digital Service Trade อย่าง AI ใช่มั้ย ยังไม่มีบริษัทไหนที่เป็นบริษัทไทย หรือ Green Trade ในเรื่องของ ESG ความรู้เรื่องของ Net Zero Carbon Pricing Carbon TX Camp ก็ยังไม่พร้อมกันในประเทศไทย เพราะฉะนั้นระยะยาวเนี่ย ผมคิดว่าเมืองไทยต้องมีธุรกิจใหม่ๆเกิดขึ้นมา

ทีนี้การที่จะดึง Digital FDI เข้ามาได้เนี่ย ซึ่งมันเป็น Investment ชนิดเงินแบบใหม่เนี่ย มันไม่ใช่ Traditional FDI มันเป็น digital FDI เนี่ย เข้ามาได้ในระยะยาวเนี่ย เราก็ต้องมีเป็น digital infrastructure ที่ดี ที่เป็นโครงสร้างส่งเสริม พอมี digital infrastructure ที่ดี มันก็จะมีบริษัทดีๆเกิดขึ้นมาเยอะขึ้นได้ง่ายขึ้นนะครับ อย่างเช่นยกตัวอย่างง่ายๆอย่างเมื่อก่อนเนี่ย ก่อนที่เราจะมีเป็น Real economy ก่อนที่เราส่งจะส่งออก Physical Trade ได้เนี่ย เราต้องมีเป็น physical infrastructure ที่เป็นของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นธนาคารคือ Physical Infrastructure ตลาดหลักทรัพย์อีกยุคสมัยนึงก็เป็น Physical Infrastructure ทางด่วนท่าเรือที่เป็นของคนไทยทั้งหมดเนี่ย ทำให้มันเกิด Real Economy ได้เช่นเดียวกัน ถ้าอยากจะให้เกิด Digital Economy เนี่ย ทำให้เราสามารถที่จะดึง Digital FDI ได้ในระยะยาวเนี่ย เราก็ต้องมีเป็น Digital infrastructure เป็นของคนไทย แต่ในยุค Gen Y ลงมารุ่นผมลงมาเนี่ย ค่อนข้างจะสะดุดละกันนะครับ ในเรื่องของ digital infrastructure ที่เป็นของคนไทย ไม่ว่าจะเป็น cloud computing Internet Centry มาเนี่ย emailing service chat application Social Media Application e-commerce แอปต่างๆที่เราใช้กันทั้งหมดเนี่ย เป็นของชาวต่างชาติหมดเลย ที่เป็น digital infrastructure ลองดูเวียดนามสิครับ ลองดูเกาหลีใต้สิครับ เมี Infrastructure พวกนี้ที่สำคัญๆเนี่ย chat แอปพลิเคชเขาใช้ค่าใช่มั้ย ของเกาหลีใต้ เ่อ e-commerce เขา ก็มีเวอร์ชัของเขาเองเนี่ยครับ emailing system ซึ่งถ้าพูดถึงในอนาคตไปเนี่ย AI ที่จะต้อง feed on data on Thai data อะไรต่างๆ Internet from the sky ARV MR Technology 3D Printing อะไรต่างๆ เนี่ย พวกเนี้ยมันคือ Fourth Industrial Revolution มันมันกำลังจะสร้างบริษัทหน้าใหม่ๆเกิดขึ้นมามหาศาล เราต้องมีโครงสร้างที่เป็น digital infrastructure ของไทย เพื่อที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจใหม่ๆเกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ไม่ได้เกิดที่ต่างประเทศจริงๆ

Measurer ของเราที่ต้องวัด คือ GNP ด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ GDP Grows National Product ที่เป็นบริษัทไทยจริงๆ ที่จ่ายภาษีให้กับประเทศไทยได้จริงๆ ที่ไม่ได้แค่คนไทยไปใช้ แต่เงินไม่ได้อยู่ในประเทศไทยนะครับ ไม่ได้จ่ายภาษีในประเทศไทย พอเรามี digital structure ที่มั่นคงเนี่ย มันก็จะเป็น foundation ที่สำคัญในการสร้างบริษัทรุ่นใหม่ ทำให้เกิด digital trade digital service trade green trade เกิดขึ้นมาในประเทศไทยได้ง่ายขึ้น แล้วก็สามารถที่จะสุดท้ายแล้วดึง digital FDI เข้ามาในประเทศไทยในระยะยาวได้ ดึงเงินเม็ดเงินเข้ามาในประเทศไทยที่มันหลัง จากที่เรา productive แล้วเราก็สามารถที่จะดึง Global Capital มาได้

ถ้าสรุปภาพรวมก็คือ ให้มองประเทศไทยเป็นหมู่บ้านหมู่บ้านนึง เป็นบ้านหลังนึงแล้วกัน ในหมู่บ้านที่มีคู่แข่งเต็มไปหมดเลย แต่ละบ้านก็แต่ละประเทศแล้วกัน บ้านหลังนี้เนี่ย เป็นคนแก่ซะส่วนใหญ่ละ ที่จะไม่มีแรงทำงานละ Super Aging Economy มีคนไม่กี่คนที่ออกไปทำงานที่เราเรียกว่าหัวหน้าครอบครัวแล้วกัน ที่ออกไปทำงาน แต่หัวหน้าครอบครัวที่ออกไปทำงานเนี่ย ก็ทำเป็นแต่สกิลเซตเก่าๆมา 50 ปีแล้ว รับจ้างตัดราคากันเป็น Red Ocean เอาเงินเข้าบ้านมันน้อยลงเรื่อยๆ 20% ของการท่องเที่ยวเข้ามาเท่าไหร่ ใช้กับการรักษาคนติดเตียงทั้งหมดเลย ที่อยู่บ้านหลังนี้ที่แกก็แก่ลงเรื่อยๆ แล้วก็คนติดเตียงก็มากขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยก็จะเกิน 20% ของการท่องเที่ยวละ รายได้ของการท่องเที่ยวละ ผู้ใหญ่บ้านคนนี้ที่ออกไปเป็นตัวแทนทำงานเนี่ย ก็ถูกตัดราคาเรื่อยๆ เพราะทำสิ่งที่ทุกคนทำเป็นกันมา 50 ปีละ มันไม่ได้มีอะไรแตกต่าง profit margin มันหายลงไปเรื่อยๆ old economy ของเราโตต่ำกว่า 2.2% 2% ของโลกด้วยซ้ำไปในปีที่ผ่านมา

สิ่งที่บ้านหลังนี้จะต้องทำแน่นอนในระยะยาวเนี่ย คนที่ออกไปหาทำงานเนี่ย ก็ต้องมีสกิลsetตใหม่ๆ ไม่ใช่ส่งออก ทำเป็นแต่ Physical Trade เอาแรงเข้าแรก อ่ะ บ้านเนี้ยที่เรียกว่าบ้านไทยเนี่ย ไปทำงานแบบเอาแรงเข้าแลก Blue Col อย่างเดียว แต่ White Col ทำไม่เป็นครับ เราทำ digital trade ไม่เป็น เราทำ digital service trade ไม่เป็น เราทำ Green Trด ไม่เป็น เราทำแต่ Physical Trade Marin ก็น้อยลงมาก เพราะถ้าเอาแรงเข้าแรงมันตัดราคากันได้อยู่แล้ว ทุกคนก็เอาแรงเข้าแรกได้เหมือนกัน ในขณะที่คนในบ้านก็ปวดป่วยลงเรื่อยๆ

ระยะยาวเราต้องมีความสามารถพิเศษใหม่ๆ เพื่อให้คนที่ออกไปหาเงินเนี่ย เอาเงินเข้ามาในบ้านเนี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนในบ้านที่แกะลงเรื่อยๆไม่พอนะครับ ก็ใช้จ่ายผ่านเทรดขาดดุลทางเศรษฐกิจดิจิตอล ecommerce ทุกโซเชียล Media แพลตฟอร์มอะไรต่างๆที่เราใช้เนี่ย แม้ที่ จะแฉะจ่ายภาษีในเมืองไทยเต็มมัดเต็มหน่วย ใช่มั้ยครับ ขาดดุลมหาศาล เงินออกนอกบ้านเรื่อยๆทุกปีมหาศาล เม็ดเงินออกนอกบ้านเรื่อยๆทุกปี แล้วเมื่อบ้านหลังนี้ในเมื่อผู้ใหญ่บ้านเอาแรงเค้าแลกแต่เอาเงินใช้จ่ายเนี่ย ที่มันmargจinมันออกไปเยอะกว่าเยอะเลยเนี่ย วิธีเดียวที่จะ maaintain อilิbriumนี้ได้ก็คือต้องกู้ไงครับ แล้วก็ติดหนี้อ่ะ 90% ของ GDP หนี้สูงที่สุดในประวัติศาสตร์

และบ้านหลังนี้ซึ่งวิธีแก้ของบ้านหลังนี้ก็คือในระยะสั้นเนี่ย เราต้องดึงความเชื่อมั่นก่อน เ่อวิกฤตความเชื่อมั่น ทำยังไงให้เราหยุดเลือดไหลของหนี้ครัวเรือนในบ้านหลังนี้นะครับ ดึงความเชื่อมั่นของตลาดทุนของเรา เพื่อให้ short Term Capital Flow มันไหลกลับเข้ามาในเมืองไทยให้ได้นะ เพื่อให้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ Economy Real Economy มันกลับมา Functioning ใหม่อีกทีนึง

ระยะกลางเราต้อง redefine social contract แล้วถ้าเด็กเกิดใหม่ไม่เกิดแล้ว 1.1% 1.1 1 facility rate เนี่ย แล้วใครจะมาแบก อสังหาสมมุติแล้วถ้าอสังหาคนต่างชาติยังซื้อไม่ได้เนี่ย แล้วมันจะแก้equคationนี้ยังไงนะครับ ผมคิดว่ามันอาจจะต้องมีเป็น policy ที่คล้ายๆกับหลากหลายประเทศนะ ครับของอย่างเช่นดูไบลงทุน 20-30 ล้านได้ Golden Visa 10 ปี ไม่ได้เป็น Citizenship นะครับ ได้เป็น Resident เฉยๆ PR ซึ่งเมืองไทยก็สามารถที่จะทำได้ ยังไงเราก็ชนะดูไบอยู่แล้ว ใครๆก็ไม่อยากอยู่ทะเลทรายอยู่แล้ว อยากจะมาอยู่ประเทศไทย พวกเขาสวย ทะเลสวย พอมาเอาคนที่มีเงินมาก็กระตุ้นการท่องเที่ยวกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยลงไปถึงหน้าปากซอยทุกคนกระจายรายได้แบบดีมากๆเลย ฉะนั้นผมคิดว่าประเทศไทยเนี่ย จริงๆเรามี endowment ที่ดี เราโชคดีมากนะครับ ที่แบบในน้ำมีปลาในนามีข้าวต้นทุนโชคอ่ะ เราชนะทุกประเทศ แต่มีแค่อย่างเดียวที่เมืองไทยอาจจะต้องอัพเกรดขึ้นคือ papอ policy กระดาษนี่แหละ นอกนั้นทุนเดิมเนี่ย เราโชคดีกว่าหลากหลายประเทศที่อยู่ อย่างประเทศในยุโรปเนี่ย มืดตลอดทั้งปี สว่างแค่ 2 ชั่วโมงต่อวันอย่างเงี้ยนะ ครับ ในขณะที่เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ทางอากาศ มีความสมบูรณ์ทางอาหาร Kitchen of the World มี Hospitality ที่ดี อยู่ใน region ที่ neutral ground เหลือแค่อย่างเดียว ครับ เหลือแค่ policy ที่สอดคล้องกับ direction ของโลกที่ทำให้เมืองไทยเราต้อง competitive ขึ้นมาให้ได้

บวกกับเราก็เก่งในเรื่องของ sick Care อยู่แล้ว ด้วย แล้วตอนนี้ทั่วโลกก็แก่กันหมดละ เพราะฉะนั้นคนที่มีเงินก็จะแบ่งเป็น 2 กลุ่มในอนาคต คือคนที่เป็น Chinese middle class ที่อีกหน่อยคนจีนก็จะชงเองกินเอง ประเทศจีนก็จะไม่พึ่งพาเศรษฐกิจโลกะเขาก็จะเป็น the biggest producer in the world แล้วก็เป็น the biggest consumer in the world โรงงานต่างๆของจีนก็ต้องอัปเกรดเป็น made in Japan quality และไม่ใช่ Made in China quality เพราะว่าเขาจะเซveคนข้างในประเทศคือ Chinese Midle Class ที่เขาต้องจ้อง แต่ของที่มีคุณภาพ ซึ่งเราอาจจะไปแข่ง segment นั้นไม่ได้ แต่ segment ที่เหลือ ที่กับคนมีเงินกลุ่มที่ 2 จาก Chinese Middle Class จาก 400 ล้านคนที่จะโตเป็น 800 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้าเนี่ย อีก segment นึงก็คือคนที่แก่ทั้งโลก ซึ่งกลุ่มเนี้ยเขาอยากจะมาป้องกัน หรือซื้อเวลาบนโลกใบนี้นานขึ้น ซึ่งก็หวังว่าเราจะเซิร์ฟคนที่ undersve แปลว่าตอนนี้เนี่ย วงการ SC care เิร์ฟแค่ 5% ของคนที่ป่วยแล้ว แต่ 95% คือคนที่ sub optimal ที่ operate ร่างกายแบบ sub optimal ยังไม่ได้ perfect เนี่ย แต่อยากจะซื้อเวลาบนโลกใบนี้นานขึ้นเนี่ย เมืองไทยเหมาะมากที่จะเป็นรอง Givity Hub Wellness Hub ของโลก เรามีที่มีเงินพร้อมจ่ายกับเรา เราแค่เปลี่ยนsupัlyของเราให้มันสอดคล้องกับสิ่งที่ตลาดต้องการนะครับ เมืองไทยก็จะหา S Curve ใหม่ หา digital economy digital trade digital service trade green trade ที่เกิดขึ้นใหม่ได้ให้กับเมืองไทย

อยากจะฝากครับ ก็อันนี้ก็เป็นอีกมุมมองนึงของผู้ประกอบการคนนึงนะครับ ที่มาจากภาคเอกชนก็หวังว่าจะช่วยไม่มากก็น้อยนะครับ ในการ input ความคิดเห็น แต่จริงๆมันก็ต้องช่วยกันในหลากหลายส่วน Public and Private Partnership PPP นะทั้งภาครัฐภาคเอกชนก็หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อทุกคนนะครับ ขอบคุณครับ สวัสดี ครับ