Transcription
ส่วนงานสภาล่ะครับคุณพฤทธิ์ เพราะว่าโอเค ท่ามกลางไอ้สิ่งที่เดินไปในเรื่องของที่มันเกี่ยวข้องกับพรรคเรา แต่งานสภามันก็ต้องเดินต่อนะ ซึ่งคนก็คาดหวังหรือจับจ้องเยอะจากพรรคประชาชน เห็นบอกนี่จะเป็นประธานวิปด้วยใช่ไหม
ก็ยังไงการแต่งตั้งเป็นทางการเนี่ย มันต้องรอการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านก่อนอยู่แล้ว เพราะว่าประธานวิปจะเป็นตำแหน่งที่ต้องตั้งโดยผู้นำฝ่ายค้านนะครับ แต่ว่าผมคิดว่าก็ก็พูดได้ว่า เอ่อผมเองก็มีการหารือกับทาง เอ่อพรรคแล้วก็ทาง ส.ส. ก็คงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในการช่วยดูแลงานสภาของพรรค ใช้คำนี้ก็แล้วกันนะครับ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นงานที่ท้าทาย เอ่อของพรรคประชาชนเหมือนกันว่าผลงานในสภาของเราตลอด 3 หรือ 4 ปีข้างหน้านี้เนี่ย จะเป็น เอ่อตัวพิสูจน์ให้กับพี่น้องประชาชนเหมือนกัน ว่าเราควรจะได้รับความไว้วางใจจากในการเลือกตั้งครั้งถัดไปหรือเปล่านะครับ
ซึ่ง เอิ่มผมคิดว่ามันมี เอ่อ 2 โจทย์ที่มันใหม่สำหรับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านรอบนี้ ที่ไม่เหมือนกับรอบก่อน รอบก่อน 2 โจทย์นะ โจทย์แรกเนี่ย ภายในพรรคฝ่ายค้านกันเองก็ต้องยอมรับว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านที่มีความหลากหลายมากขึ้น นะครับ อย่างสภาชุดที่แล้วเนี่ย ซึ่งเป็น ซึ่งเป็นที่ผมเป็น ส.ส. สมัยแรก เอ่อ พรรคประชาชนน่าจะแทบจะเป็นฝ่ายค้านเดียวมาโดยตลอด คือพรรคร่วมฝ่ายค้านเนี่ย เปลี่ยนตลอดนะครับ ตอนแรกเป็นประชาธิปัตย์ สักพักนึงเป็นพลังประชารัฐ สักพักนึงเป็นภูมิใจไทย [เสียงหัวเราะ] สักพักนึงมีเพื่อไทยมาอยู่ในซีกฝ่ายค้านด้วย แม้ไม่ได้อยู่ในวิปฝ่ายค้านก็ตามเนี่ย มันเปลี่ยนมาตลอด ดังนั้นเนี่ย พรรคประชาชนเรียกได้ว่าเหมือนจะเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก ที่ทำหน้าที่โดยตลอด
แต่รอบนี้เนี่ย เอิ่มเริ่มต้นมาเนี่ย ก็มีพรรคฝ่ายค้านจริงๆ เนี่ย ถ้าในในวิปเนี่ย คือ 5 พรรค ครับ ก็มีพรรค เอ่อ ประชาชน พรรคกล้า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเสรีรวมไทย แล้วก็พรรคไทยพรรคดี ซึ่งพรรคก็อาจจะมีจุดยืนในบางเรื่องที่อาจจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่คำถามคือทำยังไงให้อย่างน้อยเนี่ย จุดร่วมในการตรวจสอบรัฐบาลเนี่ย มันสามารถมีพลังได้ นะครับ อันนี้ก็เป็นโจทย์ใหญ่ในการทำงานร่วมกันกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น
แต่อีกโจทย์หนึ่งที่ผมคิดว่าผมมีความกังวลก็คือท่าทีของรัฐบาล ซึ่งมีเสียงข้างมากแล้วก็มีพรรคอันดับหนึ่งที่มีเสียงเยอะถึง 190 กว่าเสียงเนี่ย ต่อการทำงานในสภา อือ สิ่งที่ผมกังวลคือจากการจับสัญญาณที่ผ่านมาเนี่ย มันเหมือนกับว่าพรรคแกนนำรัฐบาล หรือว่าคุณอนุทินเนี่ย พยายามจะปฏิบัติกับสภาเสมือนกับเป็นอีกสาขาย่อยของรัฐบาล อุ้ย ผมยกตัวอย่าง 2-3 ตัวอย่างให้เห็นนะครับ อันแรกที่เห็นไปแล้วเนี่ย คือการเปิดปิดประชุมสภาค่อนข้างจะตามอำเภอใจเหมือนกัน อ เอ่อ ใช่มั้ครับ อย่างตั้งแต่วันแรกที่มีการ วานบวชนายกเสร็จเนี่ย เอิ่มประธานสภาผิดคำพูดภายในไม่กี่นาทีนะครับ ตอนแรกบอกว่าอาจจะเปิดให้หารือว่าจะมียติเรื่องพลังงานหรือเปล่า เพราะมันแค่ประมาณ 14:00 น. เท่านั้นเองนะครับ พอรับปากว่าจะให้หารือเนี่ย ปรากฏว่าในที่สุดก็ไม่ได้ ไม่ได้ให้หารือด้วยซ้ำก็ปิดไปเลย อ พอสัปดาห์ถัดไปโอเคมียติเข้าก็จริง แต่ว่าก็ประชุมถึงประมาณ 22:00 น. พอปิดประชุมวันพุธปุ๊บ รัฐบาลประกาศขึ้น 6 บาทรวดเดียว นะครับน้ำมันดีเซล ซึ่งผมก็ สันนิษฐานว่าจงใจประกาศหลังจากที่ปิดประชุมสภาไปแล้ว แล้วที่มันดูบังเอิญกว่านั้นอีกก็คือว่า ธรรมดาวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันพฤหัสบดีเนี่ย มันต้องมีประชุมสภา แต่สัปดาห์นั้นไม่มีการนัดประชุมสภาวันพฤหัสบดี อ ซึ่งเป็นปริศนาที่ผมสงสัยมาตลอดสัปดาห์ แล้วไม่เคยได้รับคำตอบ ส่วนผมเพิ่งมา เอ่อ ตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะว่าเขา รู้ว่าจะมีการขึ้นราคา ในช่วงคืนวันพุธนั้นก็ไม่อยากจะเปิดให้มีการตั้งกระทู้ หรือว่าซักถามรัฐบาลนะครับ
หรือว่าอย่างล่าสุดใช่มั้ครับ ที่นายกมา ชี้แจง เอ่อ ตอน เอ่อ แถลงนโยบาย แล้วก็มีการพาดพิงผมหลายส่วน ซึ่งโดยหลักเนี่ย ความจริงตามข้อบังคับเนี่ย ผมจำได้แม่นเลย เอ่อ ข้อบังคับประชุมรัฐสภา 47 วรรค 2 เนี่ย ความจริงผมสามารถลุกใช้สิทธิ์พาดพิงได้เลย เหมือนกับสิทธิ์ประท้วงนะครับ แต่ว่าผมก็ อยากจะให้เกียรตินายกว่าไม่อยากไปขัดจังหวะอ่ะ ก็รอให้ท่านพูดจบก่อนแล้วผมก็ชี้แจง แต่ท้ายสุดแล้วก็กลายเป็นว่าสิทธิ์ชี้แจงก็ไม่มี ผมก็ต้องมาชี้แจงนอกสภา แล้วก็ยิ่งยิ่งชัดไปใหญ่ว่านายกพอมาย้อนฟังอีกรอบเนี่ย ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ว่านายกเนี่ย เข้าใจผิดเอง อือ แล้วยังมากล่าวหาผมในเรื่องที่ตัวเองเข้าใจผิด นะครับ ดังนั้นเนี่ย เอ่อ ก็เนี่ยเห็นถึงสัญญาณของการพยายามจะปิดเปิดประชุมสภา อ เอ่อ ตามอำเภอใจในระดับหนึ่งนะครับ อ
ประการที่ 2 เนี่ย คือผมติดใจคำคำพูดท่านนายกคำพูดนึงในสภาเมื่อตอนอภิปรายนโยบาย ครับ คือตอนที่ผมถามผมก็ตั้งประเด็นเนาะว่า เดี๋ยวดูกันว่าพอมีการกระทู้ถามสดนายกเนี่ย จะโยนให้กับใครมาตอบแทน ท่านก็พูดประมาณว่าถ้าผมว่างผมก็จะมาตอบกระทู้ ซึ่งอันนี้มันมันคือถ้าคุณไปคุยกับประเทศอื่นที่ใช้ระบบรัฐสภาเนี่ย มันเป็นอะไรที่มันผิดวิสัยมากนะครับ เพราะท้ายสุดเนี่ย รัฐบาลเนี่ย ในเมื่อนายกก็มาจากการเลือกโดยสภาเรา เราอยู่ในระบบรัฐสภาที่ฝ่ายบริหารกับฝ่ายที่จะเชื่อมโยงกันไม่ใช่ระบบประธานาธิบดีที่เลือกตั้งแยกจากกันเนี่ย นายกและรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภา ดังนั้นการมาตอบกระทู้เนี่ย ถือเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานมาก อือ แน่นอนเราก็ไม่ได้จงใจว่าจะต้องถามนายกทุกสัปดาห์ ถ้ามันเป็นประเด็นที่เฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเนี่ย เราก็อาจจะถามรัฐมนตรีของกระทรวงนั้น แต่การที่นายกพูดออกมาประมาณว่าถ้าว่างจะมาตอบเนี่ย มันเป็นการปฏิบัติกับงานสภาเสมือนเป็นงานอดิเรก ของของนายกทั้งนั้นที่ความจริงมันควรจะเป็นความรับผิดชอบหลัก อ่า
และประเด็นที่ 3 ที่ผมชวนจับตาดูยังไม่เกิดแต่ชวนจับตาดู คือการ เอ่อ จัดสรรเรื่องของกรรมาธิการ อ๋อ เพราะว่าสภาเนี่ยจะมีกรรมาธิการสามัญ 35 คณะ ใช่ ซึ่งเห็นทางตัวแทนวิปฝ่ายรัฐบาลก็ได้ออกมาพูดพูดแล้วว่าแต่ละพรรคจะมีโควต้า เอ่อ ส่ง ส.ส. ไปเป็นประธานกี่คณะ ซึ่งอันนี้มันไม่ได้เป็นความใจกว้างอะไรนะครับ อันนี้มันคือเป็นตามสัตสูตรที่ต้องทำตามข้อบังคับอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือคณะไหนจะมีประธานที่เป็น ส.ส. พรรคไหน อื เพราะโดยธรรมเนียมที่ผ่านมานะครับ เอ่อ คณะที่มันเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบไม่ว่าจะ เป็น เอ่อ คณะเรื่องของการตรวจสอบการทุจริต หรือว่าเราเรียกว่าคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. นะครับ หรือว่าการติดตามตรวจสอบงบประมาณเนี่ย โดยธรรมเนียมเนี่ย มันควรจะเปิดทาง ให้ ส.ส. ฝ่ายค้านเป็นประธานเพื่อทำให้การตรวจสอบมันเข้มข้นขึ้น อ่า หรืออย่างน้อยมันไม่ควรจะมีการจัดสรรในลักษณะที่ว่า พรรคนี้มีรัฐมนตรีบริหารกระทรวงนี้ ดังนั้นก็ส่ง ส.ส. ของพรรคตัวเองไปเป็นประธานของกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงนั้น อ ผมว่าอันนี้เป็น 2 ประเด็นที่อยากจะ ชวนจับตาดูว่าประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กับติดตามงบเนี่ย จะเปิดทางให้ฝ่ายค้านมาทำหน้าที่ไหมนะ ครับ แล้วก็เราจะเห็นสูตรของการเอา ส.ส. ไปเป็นประธานกรรมาธิการเกี่ยวกับกระทรวงที่ ที่พรรคนั้นเป็นรัฐมนตรีหรือเปล่า อันนี้เป็น 2 สัญญาณที่จะเป็นการบ่งชี้ว่า รัฐบาลชุดนี้เนี่ย มี เอ่อ มุมมองต่อการเปิดพื้นที่ให้สภาทำหน้าที่ในการตรวจสอบแค่ไหน แน่นอนถ้าจะสู้ด้วยเสียงเนี่ย โหวตยังไงพวกผมแพ้อยู่แล้ว ครับ แต่ว่าผมคิดว่ามันมีบางบางประเด็นที่ เราก็จำเป็นต้องรักษาความชอบธรรมในการ ในการทำงานตรงนี้ไว้
อาจารย์ฟังคุณพฤทธิ์แล้วมีความกังวลแบบเดียวกันไหม 1 2 คือถ้ามองไปในงานสภาของพรรคประชาชนในฐานะเราประชาชนคนหนึ่งและคนที่ติดตามการเมือง อาจารย์อยากจะมีข้อเสนออะไรฝากไปถึงพรรคประชาชนบ้างในงานสภา เอาเรื่องแรกก่อน กังวลไหมเนี่ยที่คุณพฤทธิ์ตั้งมา เรื่องแรกกังวลนะครับ ผมก็พูดเรื่องนี้ไว้สักพักนึงแล้ว ผมเริ่มมีความรู้สึกว่า ยังไง คุณเริ่มทำตัวเหมือนตัวเองเป็นพลเอกประยุทธ์ อุ้ย อ้า [เสียงหัวเราะ] ก็พลเอกประยุทธ์ก็ก็มีลักษณะแบบนี้นะครับ แล้วก็ เอ่อ คือพลเอกประยุทธ์เนี่ย ตอนที่ท่านเป็นนายกในช่วงปี 62 ท่านก็ไม่เข้าสภาเลย นะครับ แล้วก็ไม่สนใจการตอบคำถามในสภานะครับ ผมก็ไม่อยากให้คุณอนุทินทำตัวเหมือนพลเอกประยุทธ์ เพระคุณอนุทินสิ่งที่พฤทธิ์ไม่ มีก็คืออย่างน้อย คุณอนุทินเนี่ย ชนะที่ 1 นะครับ เพราะฉะนั้นช่วยทำให้การที่ตัวเอง ชนะที่ 1 เนี่ยนะครับ มันเป็นต้นทุนทางการเมืองของคุณอนุทินหน่อย พลเอกประยุทธ์ไม่อยากจะมานะครับ หรือแม้กระทั่งคุณแพทองธาร คุณเศรษฐาเนี่ย ก็ไม่ค่อยมาในสภาเราก็ทราบกันดี แต่ว่าทั้งพลเอกประยุทธ์ คุณแพทองธารกับคุณเศรษฐาเนี่ย เข้ามาเป็นนายกด้วยการมีข้อด้อยก็คือเขาไม่ได้ชนะอันดับ 1 อือ คุณอนุทินชนะอันดับ 1 เพราะงั้นคุณอนุทินมีต้นทุนตรงนี้ นับอย่าทำลายต้นทุนตรงนี้ โดยการทำให้ตัวเองเนี่ยเป็นนายกที่ไม่เคารพสภา นะครับ แล้วก็ทำให้สังคมเห็นว่านายกไม่ยอมตอบคำถามในสภา คุณอนุทินเนี่ย ผ่านการเป็นรองนายกนะครับ นายกพลเอกประยุทธ์มาแล้ว ใช่ แล้วก็นายกคุณเศรษฐา คุณแพทองธารมาแล้ว คุณอนุทินก็เห็นดีเห็นชอบตัวเองอย่างดีแล้ว ว่า เอ่อ ในยุคที่เรามีนายกซึ่งไม่ยอมตอบคำถามในสภาเนี่ยนะครับ สื่อวิจารณ์ยังไง ประชาชนวิจารณ์ยังไง คุณอนุทินเห็นหมดว่าตอนที่พลเอกประยุทธ์ไม่เข้าสภา สังคมตั้งคำถามยังไง เช่นเดียวกับเห็นหมดว่าพอคุณเศรษฐา คุณแพทองธารไม่เข้าเนี่ย สังคมวิพากษ์วิจารณ์ยังไง อือ คุณไม่ต้องไม่จำเป็นต้องทำให้ตัวเองเป็นคนแบบนั้นนะครับ อ คุณมีทางเลือกได้ เช่นเดียวกับเรื่องของการที่ เอ่อ พรรครัฐบาลนะครับจะยึดตำแหน่งประธานในกรรมาธิการที่มีหน้าที่ตรวจสอบเนี่ยนะครับ ผมคิดว่าเราก็เห็นสัญญาณแบบนี้ในในยุคเพื่อไทยในในบางบางส่วนนะครับ ผมก็หวังว่าไอ้เรื่องนี้คุณอนุทินจะไม่ทำ อื เพราะว่าเมื่อคุณเป็นพรรคซึ่งชนะมาอันดับ 1 อะไรที่มันเป็นแทคติกของคนแพ้เลือกตั้งเนี่ย คุณไม่ควรจะทำไง ช่วยช่วยทำให้ตัวเองเนี่ยมีเกรดของความเป็นคนที่ชนะอันดับหนึ่ง อือ ตรงนี้คุณอนุทินจะต้องทำ แล้วเสียงแบบเนาะเสียงแบบถล่ม [เสียงกระแอม]ทลาย ใช่ เพราะฉะนั้นช่วยทำให้เห็นว่าคุณอนุทินมีสปิริตบางอย่างที่พลเอกประยุทธ์ไม่มี คุณแพทองธารแล้วคุณเศรษฐาไม่มี นั่นคือการสนใจงานในสภามากกว่านี้ อื นะครับ
อันที่ 2 เรื่องงานในสภาที่ถามถาม เรื่องอะไรนะครับ ถามว่าอยากมีอะไรฝากถึงบ้างไหมเนี่ยนะ คนที่ตามการเมืองคนดูการเมืองประชาชนคนหนึ่งเนี่ย อยากฝากอะไรถึงฝ่ายค้าน คุณพลฤทธิ์เค้าก็เห็นแล้วว่าเค้าเจอสถานการณ์ใหม่ใช่มั้ยครับว่ารอบที่เราเป็นพรรคอันดับ 1 ต้องเป็นฝ่ายค้าน นะครับ ก็ยากยาก ตอนนี้เป็นพรรคอันดับ 2 เป็นฝ่ายค้านยากมากขึ้นไปอีกนะครับ แล้วก็การทำงานของฝ่ายค้านก็ยากกว่าที่ผ่านมานะ ครับ ก็ อ เอ่อ เค้าเห็นโจทย์ของเขาอยู่แล้ว คราวนี้มันเป็นโจทย์โครงสร้างที่มันยากกว่ารอบที่แล้วเยอะ นะครับ ยังไม่รวมถึงปัจจัยแทรกซ้อนอย่างเช่น เอ่อ คนสำคัญนะครับ ถ้าเป็นฟุตบอลก็คือนักฟุตบอลตัวหลักเนี่ยนะครับ ออ Playmaker มีความเสี่ยงจะถูกแบน มันมันบริหารยากว่าคุณจะทำยังไงระหว่างจะดันคนเดิมต่อหรือคุณจะดันคนใหม่ขึ้นมา มันเป็นโจทย์ที่ผมก็เอาใจช่วยพรรคประสบความสำเร็จนะครับ เพราะว่าจนเนี่ยยากนะครับ คนใหม่จะดันขึ้นมาแทนคนเก่าได้ไหม คนเก่าจะอยู่ยังไงต่อไปในเวลาที่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะเป็นยังไงต่อไป โจทย์ยากครับ แต่ว่าก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้
ในในเชิงประเด็นอาจารย์มีอะไรอยากจะฝากประเด็นไหนมั้ที่แบบอยากจะให้พรรคประชาชนขับเคลื่อนต่อ ก็แหม ผมพูดต่อหน้าไอติม ไอติมโกรธ [เสียงหัวเราะ] โกรธครับ ไม่เป็นไรนะ ผมพูดอย่างงี้แล้วกัน ไม่เหมือนท่านนายกครับ เอาอย่างงี้ [เสียงหัวเราะ] นะครับ มันมีมันก็มีประเด็นที่คนชอบพูดโอเค ประชาชนได้เยอะ ใช่มั้ยว่าเรื่องนี้พรรคประชาชนก็ต้องไปลองประเมินว่าอะไรทำให้พรรคประชาชนซึ่งก็เป็น 120 ที่นั่ง นะครับ แล้วก็ยังมี ส.ส. มากกว่าประชาธิปัตย์ตั้ง ต้องตั้ง 6 เท่าตัวเนี่ย นะครับ ทำไมมันเกิดประเด็นแบบนี้ขึ้นมาว่า เอ่อ บางเรื่องนะครับ ประชาธิปัตย์ซึ่งมี 20 เนี่ย สามารถทำให้สังคมรู้สึกว่าได้แสงมากว่าพรรคประชาชน นะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันก็มันก็มีคำอธิบายที่มาที่ไปของมันเหมือนกันนะครับ เอ่อ เช่นบางเรื่องเนี่ยครับ เป็นเรื่องซึ่ง อ่า ผมคิดว่าคุณกร หรือคุณอภิสิทธิ์เนี่ย ได้แสงมากในการพูดเรื่องพลังงานเยอะ อือ เพราะว่า เอ่อ ตัวคนของพรรคประชาชนที่ทำเรื่องพลังงานรอบนี้เนี่ย ไม่ได้เข้าสภา อือ ใช่มั้ครับ ส่วนตัวคนใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่เรื่องพลังงานเนี่ย คนก็ยังไม่รู้จักเยอะ เพราะฉะนั้นเนี่ย มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะครับว่าทำไมมันเกิดประเด็นว่าเอ๊ะ บางเรื่องนะครับ เอ่อ ทั้งที่ประเด็นเนี่ย มันเหมือนกันนะ คือผมต้องย้ำว่าเรื่อง เนื้อหาเรื่องประเด็นนะครับ เอาอย่างเรื่องพลังงาน เรื่องน้ำมันเนี่ย ประเด็นของพรรคประชาชนเหมือนกัน เรื่องไอ้โม่ง เรื่องค่าการประเด็นเหมือนกันหมดเลย แต่ว่าแสงมันไปส่องที่คุณกรเยอะกว่า อ เพราะงั้นโจทย์พวกนี้พรรคประชาชนจะต้องแก้ มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่พรรคอย่างเดียว นะครับ มันเป็นปัญหาด้วยว่า เอ่อ สื่อหรือสังคมเนี่ย จะมองการทำงานโดยโฟกัสที่ประเด็น ครับ มากกว่าตัวคนพูดได้ด้วยหรือเปล่า แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าพอคุณกรพูดเนี่ย มันมีน้ำหนักไง แต่พอเป็นคุณศุภโชคพูดเนี่ย ความเป็นนักการเมืองสมัยที่ 2 น้ำหนักมันยังไม่เท่า ไอ้อย่างเงี้ยเป็นสิ่งที่ก็ต้องก็ต้องไปหาทางแก้ครับ
โอเคอ่ะในฝั่งของพรรคส้ม พรรคประชาชน คุณพฤทธิ์ งานสภารอบนี้เราเราวางแผนไว้ เบื้องต้นคร่าวๆยังไง เราเราจะใช้กระบวนการผลักดันอะไรบ้าง และเนี่ยโจทย์ที่คุณพฤทธิ์ก็พูดเอง อาจารย์ศิโรจน์ก็ย้ำว่ารอบนี้คู่แข่งมันเยอะนะ อือ เราจะหนีจากตรงนี้ได้ยังไง
ครับ คือผมคิดว่าฟีดแบ็กที่อาจารย์ศิโรจน์ให้ แล้วก็ความจริงต้องบอกว่าประชาชนหลายภาคส่วนก็ เอ่อ ร่วมให้ฟีดแบ็กมาอย่างต่อเนื่องเนี่ย เราก็พยายามจะรับฟังแล้วก็มาขบคิด แล้วก็พยายามจะปรับปรุงการทำงานตลอด อือ ผมคิดว่า เอ่อ เป้าหมายมันคงมี 2 อย่างที่ต้องทำคู่ขนานครับ ในมุมนึงเนี่ย ก็ต้องทำให้ฝ่ายค้านในองค์รวมเนี่ย ทำหน้าที่เข้มแข็งในการร่วมกันตรวจสอบรัฐบาล แม้อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างในบางประเด็นไปบ้าง แต่อีกส่วนหนึ่งแน่นอน ในฐานะพรรคการเมือง พรรคประชาชนเนี่ย เราก็ต้องพยายามตามจะพิสูจน์ฝีมือในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นเนี่ย ผมคิดว่ามันเป็น 2 โจทย์ที่ต้องเดินไปอย่างคู่ขนาน เอ่อ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราพยายามจะทำในงานสภาครั้งนี้เนี่ย แน่นอนนอกจากมิติเรื่องการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะเวลามีการมีวิกฤตเกิดขึ้นอย่างเช่น วิกฤตพลังงานที่มันกระทบต่อ เอ่อ ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนแทบจะทุกคนในประเทศ ทุกอาชีพทุกพื้นที่เนี่ยครับ เอ่อ คือการผลักดันเรื่องของงานฝั่งนิติบัญญัติ เรื่องของงานกฎหมายด้วยเหมือนกันครับ รอบนี้ผมคิดว่าเราตั้งหลักได้เร็วในการยื่นขึ้น เอ่อ ชุดกฎหมายที่เราเห็นว่า เอ่อ มีความสำคัญนะครับ เข้าสู่สภาเป็นลำดับแรกๆ เพื่อทำให้เราได้จองคิวแรกๆที่จะถูกใช้ในการพิจารณา แล้วก็พอเราสามารถหารือร่วมกับทางรัฐบาลเพื่อเพิ่มวันประชุมสภา ครับ จาก 2 เป็น 3 วันเนี่ย แม้ว่าเราอยากได้มากกว่านี้นะ แต่อย่างน้อยได้มา 1-2 ครั้งต่อเดือนที่จะเป็น 3 วันต่อสัปดาห์เนี่ย มันก็จะทำให้เวลาที่มีในการพิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายของ ส.ส. เนี่ย เอ่อ มีมากขึ้นด้วย ไม่ใช่ว่าเวลาทั้งหมดถูกใช้ไปกับกฎหมายของ ครม. เพียงอย่างเดียว นะครับ
แล้วผมคิดว่าถ้าพูดถึงวาระเฉพาะหน้าเรื่องกฎหมายเนี่ย สิ่งที่เราพยายามจะเรียกร้องแล้วก็ตรวจสอบจากรัฐบาลณเวลานี้เนี่ย คือหมุดหมายวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งจะเป็นวันที่มันครบ 60 วันหลังจากประชุมสภา เอ่อ นัดแรก ครับ ซึ่งหมายความว่าไอ้กฎหมายที่มันค้างอยู่ อ่ะ ที่ร่วมทำกันมาจากสภาชุดที่แล้วเนี่ย [เสียงกระแอม] ถ้า ครม. ไม่มีมติยืนยันว่าที่ 2 พฤษภาเนี่ย มันจะต้องมาเริ่มต้นกันใหม่หมด แล้วมันมีหลายฉบับมากที่ผมคิดว่ามันมีความสำคัญต่อประเทศนะครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งแน่นอนกระทบต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่น ที่ตอนนี้ไม่ไม่ใช่แค่ภาคเหนือนะครับ ตอนนี้ภาคอีสานภาคกลางก็กระทบหนักเหมือนกันนะครับ เอ่อ มีเรื่องของ พ.ร.บ. PRTR ที่เป็น พ.ร.บ. ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการ การผลิต การเคลื่อนย้าย เอ่อ สารมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมนะครับ มี พ.ร.บ. เรื่องของล้มละลายนะครับ มี พ.ร.บ. เรื่องอำนวยความสะดวกที่จะเป็นการ เอ่อ ทบทวนให้ระบบใบอนุญาตเนี่ย มันมีความรวดเร็วมากขึ้น มีความซ้ำซ้อนน้อยลง เอ่อ มีเรื่องของ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า โอ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลสามารถใช้ได้ในการแก้ไขปัญหาเรื่อง เอ่อ การผูกขาดทางเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งแก้ปัญหาเรื่องค่า GP ที่ตอนนี้เนี่ย ผู้ประกอบการ หรือว่าประชาชนหลายคนก็เรียกร้องเข้ามาว่ามันเพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม แล้วความจริงคุณสุภชัยเคยพูดไว้ตอนมารับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์รอบแรกด้วยนะครับ อันนี้ ถ้าผ่านไปได้เนี่ย คุณสุภชัยก็จะมีเครื่องมือในการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอ่อ มากขึ้นนะครับ ดังนั้น เนี้ย อันนี้เป็นตัวอย่าง แล้วก็ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานด้วยนะครับ อีก 2 ฉบับที่ค้างอยู่ ดังนั้นเนี่ย อันนี้คงเป็นเป็น เอ่อ ประเด็นแรกๆ ในเชิงของการ เอ่อ ผลักดันเรื่องของร่างกฎหมายว่าอย่างน้อยขอให้ร่างที่เราเคยเสนอแล้วก็ทุกพรรคเคยร่วมกัน เอ่อ ผลักดันเนี่ย เอ่อ มันสามารถผ่านสภาชุดนี้ได้โดยเร็ว ซึ่งจะมีเวลาถึงวันที่ 12 พฤษภาคมที่ ครม. ต้องมีมติ ผมแอบเห็นว่าประชุม ครม. ก่อนหน้านี้เนี่ย ก็มีการคุยกันว่าให้รัฐมนตรีแต่ละคนที่เกี่ยวข้องแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเนี่ย ไปไปทำความเห็นมาว่าควรจะยืนยันหรือเปล่า แต่ให้รายงานกลับมา เข้าใจว่าภายในวันที่ 24 เมษายนก็จะต้องรอจับตาดูว่าท่าทีต่อแต่ละร่างจะเป็นอย่างไร
แต่อากาศสะอาดนี่ดูเหมือนจะน่าเป็นห่วงเหมือนกันนะ คือก็ต้องต้องจี้ต่อไปนะครับ เพราะว่า เอิ่ม คือตราบใดที่เขายังไม่พูดออกมาชัดๆ ว่าจะไม่รับรองเนี่ย เราก็ต้องจี้ให้เขารับรองให้ได้นะครับ แล้วก็ เอ่อ อย่างผมเพิ่งไป เอ่อ ภาคเหนือมาช่วงสงกรานต์นะครับ ที่ที่น่าน แพร่เนี่ย เอ่อ ก็เป็นปัญหาที่ประชาชนก็ก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก คือมันกลายเป็นสภาวะวิกฤตสอนวิกฤต คือวิกฤตพลังงานก็เข้ามากระทบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่อย่างภาคเหนือเนี่ย ก็จะมีวิกฤตฝุ่นที่ซ้ำซ้อนเข้ามาด้วย เอ่อ เช่นกันนะครับ เอ่อ แล้วก็ความจริงในวันน่าจะเป็นวันพุธที่จะถึงนี้ไม่แน่ใจว่าพฤหัสบดีเนี่ย จะเป็นประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล เรื่อง เอ่อ เรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่ตั้งขึ้นมาหลังจากยติที่มีการเสนอเข้าไป ซึ่งก็หวังว่ากรรมาธิการนั้นก็จะทำหน้าที่ในการประเด็นแรกเลย คือตรวจสอบว่าตกลงรัฐบาลเนี่ย จะมีการยืนยันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดหรือเปล่า
ครับ โอเค ถามในเชิงเทคนิคนิดนึง เดี๋ยวจะให้อาจารย์ศิโรจน์คอมเมนต์ด้วย คือรอบนี้เราเห็นตัวจี๊ดๆ อย่างคุณวิโรจน์ไม่ได้เข้าไปในสภา นะครับ มันก็นำมาสู่ซึ่งความกังวลว่า เออ แล้วถ้าสมมุติพรรคประชาชนรอบนี้ ทั้งรัฐบาลทั้งฝ่ายค้านด้วยกันเองเนี่ย เขามีบทบาทเนี่ย แล้วเขาเล่นในเชิงเกมสภา กลับมาเนี่ย มันจะเอาอยู่หรือเปล่านั่นประเด็นนึงนะ 2 คือแล้วการเป็นประธานวิปในรูปแบบคุณพฤทธิ์เนี่ย จะเป็นรูปแบบยังไง จะเป็นรูปแบบเน้นประสานงานหรือจริงๆ จะมีลักษณะยังไงในการรูปแบบแบบเราอ่ะ
2 คำถามที่ 2 เนี่ย มันข้ามขั้นตอนไปนิดนะ เพราะ [เสียงหัวเราะ] ว่ายังไม่ได้ยังไม่ได้ไปถึงขั้นตอน แต่ผมคิดว่า เอิ่ม อย่างอย่างที่เรียนครับว่า ผมคิดว่าสภาเนี่ย เป็นพื้นที่สำคัญของพรรคประชาชนในการพิสูจน์การทำงาน อื เพราะว่าพอเราไม่ได้เป็นรัฐบาลเนี่ย มันแทบจะเป็นพื้นที่ในเชิงสถาบันการเมืองพื้นที่เดียวที่เราได้ใช้ในการทำงาน เนี่ย การพิสูจน์ว่าเราสามารถในมุมตรวจสอบรัฐบาล ปกป้องประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเข้มข้น ไม่น้อยหน้าพรรคฝ่ายค้านอื่น แล้วก็ทำงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นให้มันมีพลังร่วมกันมากขึ้นเนี่ย เอ่อ สำคัญในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน แต่อีกขานึงเนี่ย ผมคิดว่าเราก็ต้องการใช้พื้นที่สภาในการพิสูจน์ว่าหลายนโยบายที่เราหาเสียงไว้ นะครับ เอ่อ แม้ว่าเราไม่ได้เป็นรัฐบาลเนี่ย แต่ถ้านโยบายไหนมันเชื่อมโยงกับการผลักดันร่างกฎหมายเนี่ย เราสามารถประสานงานร่วมกับพรรคฝ่ายค้านด้วยกันและพรรคร่วมรัฐบาล รวมไปถึงการสร้าง เอ่อ การสนับสนุนจากภาคประชาชนนอกสภา เพื่อทำให้กฎหมายเหล่านี้มันผ่านมันผ่านไปได้นะครับ ก็ผมว่าให้ผลงานเป็นเป็นเป็นเครื่องพิสูจน์ เอ่อ แน่นอน ก็ต้องยอมรับว่าการที่เราอาจจะไม่มีบุคลากรบางคนที่ เอ่อ มากความสามารถเข้ามาในสภารอบนี้อย่างเช่นคุณวิโรจน์ หรือว่าถ้าเกิดสมมุติคดี 44 ส.ส. ทำให้เราต้องสูญเสียบุคลากรบางส่วนไปที่ถูกสั่งหยุดไปหน้าที่เนี่ย แน่นอนมันกระทบอยู่แล้วนะครับ ไม่ปฏิเสธ แต่ผมคิดว่าในฐานะที่พรรคเราต้องการจะเป็นสถาบันทางการเมืองเนี่ย ก็ต้องทำให้พรรคสามารถทำงานโดยรักษามาตรฐาน เอ่อ ไปได้นะครับ อย่าง เอ่อ ล่าสุดตอนที่มีการอบรมเนี่ย เราก็ขอคุณวิโรจน์น่าจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการถ่ายทอด วิทยายุทธทั้งหมดมาให้กับทาง ส.ส. ซึ่งเป็น เอ่อ ส.ส. ไปให้ฟีดแบ็กดีมากว่า เออ ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการทำงานในสภามันมีองค์ประกอบอย่างไรเนี่ย ผมคิดว่าก็ พยายามเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทำให้องค์ความรู้ที่เราสะสมกันมาในการทำงานเนี่ย มันไม่ได้หายไปกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันถูกแลกเปลี่ยน ถูกถ่ายทอด แล้วก็มีการทำงานร่วมกันนะครับ แล้วก็ เอ่อ ตอนนี้ก็มีการฟอร์มทีมสภาของพรรคประชาชนแล้ว แล้วก็มีการมอบหมาย เอ่อ บุคคลแต่ละบุคคล ให้รับผิดชอบงานแต่ละส่วน อ่า เท่าที่ผมอาจจะแชร์บางส่วนได้อย่าง เช่น อ่า อย่างคุณภัทรพงษ์ อ๋อ คุณตี๋เนี่ย เป็นคนที่ เอ่อ ผมคิดว่าเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถทำงานทั้งในพื้นที่และในสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไปดูคะแนนเนี่ย น่าจะเป็นในบรรดาคนที่ลงสมัครใน 400 เขตเนี่ย น่าจะเป็นผู้สมัคร ส.ส. เราที่คะแนนส่วนตัวเนี่ย สูงกว่าคะแนนพรรคในเขตเขาเนี่ย ในเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุด อือ เอ่อ ผมก็เลยมอบหมายให้เขาเนี่ย มาช่วยดูแลเรื่องของ เอ่อ การช่วยทั้ง เอ่อ ส.ส. แล้วก็ เอ่อ คนที่ประสงค์จะเป็นผู้สมัครเนี่ย ให้เข้าใจการทำงานในชั้นกรรมาธิการว่าสามารถใช้กลไกกรรมาธิการ กลไกสภาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างไรได้บ้าง นะครับ หรือว่าอีกคนนึงที่อันนี้พูดได้ เพราะว่าน่าจะเห็นภาพปรากฏอยู่แล้ว อย่างคุณโตโต้ ปิยรัตน์ ออ ก็มีการมอบหมายให้ เอ่อ มาช่วยดูแลเรื่องการเรียกว่าคุมห้องประชุมสภา การดูแลเรื่องการประท้วงโต้เลยเหรอ เราก็เห็นโตโต้มีช็อตนึงขึ้นมาใช่มั้ครับในตอนอภิไปแถลงนโยบายนะครับ ดังนั้นเนี่ย ก็เริ่มมี เริ่มมีการฟอร์มทีมไว้แล้วนะครับ ก็ยังไงเอพอ เอ่อ เริ่มตั้งหลักเริ่มทำงานก็ก็ให้ให้ผลงานเป็นเป็นตัวพิสูจน์แล้วกัน
อาจารย์อยากเห็นพรรคส้มเป็นมวยบู๊ไหม หรืออยากเป็นมวยแบบว่า เป็นแบบมวยเน้นอะไร เน้นเน้นเชิง เอ่อ การอภิปรายไปในเชิงเนื้อหาเป็นหลักเลย
จริงๆ มันต้องมีมวยบู๊ติดไว้บ้างในสภา ผมว่าเค้าก็ต้องทำตามคนที่ มีอ่ะครับ ใช่ มั้ครับ มันจะไป คือแต่ละ รอบของการเข้ามาของแต่ละการเลือกตั้งมันก็มีบุคลากรที่ไม่เหมือนกันใช่มั้ยครับ เพราะจะไปบอกให้ทุกคนทำเหมือนกับเหมือนมันทำไม่ได้หรอกนะครับ ถ้าเกิดคุณจะบอกให้ทุกคนเป็นเหมือนวิโรจน์เนี่ย มันไม่ใช่ทุกคนเป็นอย่างวิโรจน์ได้ แล้วจะให้วิโรจน์ไปเป็นอย่างคนอื่นไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นผมว่าในแต่ละยุคของการเลือกตั้งเนี่ย พรรคก็มีทรัพยากรที่ไม่เหมือนกัน นะครับ เป็นเรื่องที่พรรคต้องไปบริหารจัดการ
แต่มองมองในแง่ดีมันก็อาจจะเป็นว่าเป็นบทพิสูจน์ว่าแถวใหม่ๆ ใช่มั้ย คนใหม่ๆ ของพรรคจะได้มีเวที หรือว่ามีโอกาสในการที่จะขึ้นมาเพื่อเพื่อแสดงความสามารถ
ใช่ๆ ก็ถือว่าเป็นเป็นเป็นก็เหมือนเป็นทีมฟุตบอลที่ ตัวละครหลักเผชิญความไม่แน่นอน อือ ในการได้มีโอกาสเล่นฟุตบอล นะครับ ตัวละครที่เข้ามาใหม่ก็เป็นคนซึ่งจะต้องเข้ามา รับภารกิจตรงนี้ต่อไป อื ก็ถือว่างั้นนึกก็เป็นเป็นโชคดีนะครับ เพราะว่าสมมุติคุณนึกถึงว่าถ้าคุณเป็น ส.ส. พรรคประชาชนรอบเนี้ยนะครับ ในยุคที่แบบ เฮ้ยวิโรจน์อยู่ โลมอยู่ แบบมันขึ้นไม่ได้เลย คนเหล่านี้อภิปรายก็จะมีแต่ วิโรจน์ มีแต่โลม แต่ว่ารอบต่อรอบ รอบถัดไปเนี่ย ผมว่ามันก็เป็นโอกาสที่คนใหม่ๆ ที่ถ้าคุณมีความสามารถก็มีโอกาสจะแจ้งเกิดได้
อาจารย์มอนิเตอร์ไขไว้ส่วนตัวบ้างไหม
ไม่มีเลยครับ
ไม่มีนะ มองภาพรวมนะ นึกว่าแบบ นึกว่ามอนิเตอร์บอกเอ้ย เอ่อ คนนี้เราจับตามองมา
ผมคอยมอนิเตอร์จับผิดคนนี้คนเดียว [เสียงหัวเราะ]
เฮ้ย อย่าไปจับผิดเยอะนะ อย่าไปจับผิดเขาเยอะ แต่บอกว่ารอบเนี้ยผมคิดว่า เอ่อ ในการ ในการเรียกว่าปฐมนิเทศ ส.ส. ชุดที่ 27 ก็แล้วกัน ไม่ใช่คำว่า ส.ส. ใหม่ เพราะมี ส.ส. เดิมด้วยเนี่ย เราพยายามจะวางกรอบเรื่องของการพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรให้มันชัดเจนขึ้น คือพยายามจะมีกรอบ หรือว่าเฟรมเวิร์คว่า ส.ส. มันสวนบ้าง ใช่มั้ยครับ เช่น งานสภา เอ่อ เช่น งานในพื้นที่ งานในการขับเคลื่อนเชิงประเด็นนะครับ หรือว่างานในการช่วยฟังก์ชันต่างๆ ของพรรค แล้วก็พยายามจะชี้เห็นว่าถ้าเราเปรียบเหมือนนักฟุตบอลเนี่ย แต่ละคนมันก็จะมีสไตล์ที่มันอาจจะไม่ได้เหมือนกัน บางคนอาจจะเก่งเรื่องการอภิปราย คือมันมันอาจจะมีทักษะพื้นฐานบางอย่างที่ทุกคนต้องมีอ่ะ ส.ส. ที่มันเด่นแต่ละคนมันอาจจะบางคนอาจจะเน้นในเรื่องนั้นไป บางคนอาจจะเก่งเรื่องการสร้างเครือข่าย ในพื้นที่ บางคนอาจจะเก่งเรื่องงานวิชาการ งานคิดค้นนโยบาย งานทำงานเชิงประเด็นเนี่ย เราก็พยายามชี้เห็นว่าทุกคนมันไม่ต้องเป็นสไตล์เหมือนกันน่ะ แต่พยายามหาจุดเด่นของคุณให้เจอ แล้วก็ทำยังไงให้ในภาพรวมเนี่ย เราดึงศักยภาพ หรือว่าจุดเด่นของแต่ละคนออกมาให้ได้ เช่น สมมุติว่ามี ส.ส. ทำงานเรื่องสมมุตินะครับ เรื่องที่ดินอยู่ 3 คนใช่มั้ย แน่นอนเราต้องการให้ความรู้ของทั้ง 3 คนเนี่ย เอ่อ แน่นทั้งหมด แต่ท้ายเสร็จแล้วอาจจะมีคนนึงที่อภิปรายเก่ง เอาจะเป็นคนที่เน้นอภิปราย อีกคนนึงอาจจะอภิปรายไม่เก่ง แต่ว่าทำงานกับเครือข่ายในพื้นที่ดี ก็ให้เขาไปทำงานเรื่องที่ดินกับ เอ่อ การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ในการแก้ปัญหาเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์ในพื้นที่ แต่ผมคิดว่าพอเราฟอร์มทีมแบ่งทีมเชิงประเด็น แบ่งทีม เติม เอ่อ แบ่งทีมตามจุดเด่นของแต่ละคนเนี่ย อันเนี้ยเป็นการพยายามจะจัดทัพแล้ว มันจะตอบโจทย์อาจารย์ศิโรจน์ว่าทำยังไงให้ การที่เรามี 120 คนเนี่ย มันแปลออกมาเป็นผลงานที่มันจับต้องได้
อันนี้คือข้อได้เปรียบของอันนี้ ถ้าพูดตรงๆ นี้คือข้อได้เปรียบของเราว่าในฐานะพรรคการเมืองที่มี ส.ส. ถึง 100 เอ่อ 20 คนเนี่ย เอิ่ม ก็จำเป็นที่ต้องต้องพยายามดึงศักยภาพของคนให้ออกมาให้ได้
ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน ทีวีกันด้วยนะครับ [เพลง]