📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ให้อภัยและปล่อยวาง I ธรรมะของการให้อภัย: วางความเจ็บ แล้วใจจะเบาเอง

สร้างสุข Create Happiness20:13

Transcription

ให้อภัยแล้วปล่อยวาง บางเรื่องเราไม่ได้ต้องลืมมันทั้งหมดนะคะ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่เจ็บกับมันอีก

คุณเคยมั้คะที่บางเหตุการณ์ในอดีตยังวน กลับมาในหัวซ้ำๆแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วคำ พูดบางคำการกระทำบางอย่างหรือแม้แต่ตัว เราในวันนั้น มันไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วก็จริงนะคะแต่ใน ใจของเรามันก็ยังไม่ไปไหนเลย เหมือนเรานั่งอยู่ในห้องที่ปิดไฟแล้วแต่ ก็ยังเปิดภาพเดิมฉายซ้ำในหัวตัวเองอยู่ ตลอดเวลา และนั่นล่ะค่ะคือเหตุผลที่การให้อภัย สำคัญมากไม่ใช่เพื่อคนอื่นนะคะแต่เพื่อ ให้ใจของเราได้ออกจากห้องมืดนั้นซะที

ทำไมการให้อภัยถึงยากเพราะในใจของเรามัน มีเสียงนึงนะคะที่ยังไม่ยอมปล่อย เขาทำแบบนั้นกับเราได้ยังไงถ้าวันนั้นเรา ไม่ทำแบบนั้นก็คงดีมันไม่ยุติธรรมเลย เสียงเหล่านี้ไม่ผิดนะคะแต่มันคือความ เป็นมนุษย์แต่ถ้าเราฟังมันซ้ำๆโดยไม่มี สติมันก็จะค่อยๆเปลี่ยนจากความคิดกลาย เป็นโซ่ และโซ่นั้นล่ะค่ะไม่ได้ล่ามคนอื่นนะ แต่มันล่ามใจของเราเอง

บางเรื่องไม่ได้หายไปแต่เราวางมันลงได้นะ คะบางครั้งในชีวิตเราไม่ได้เจ็บเพราะเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียวแต่เจ็บ เพราะเรายังพกมันไว้ในใจทุกวันเหมือน กระเป๋าใบนึงนั่นล่ะค่ะที่ไม่ได้วางลงสัก ทีแม้จะเดินมาไกลแค่ไหนแล้วก็ตาม และสิ่งที่หนักที่สุดในกระเป๋าใบนั้นนะคะ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นใส่ไว้ให้เราแต่คือ ความโกรธโความผิดหวังและการไม่ให้อภัยตัว เอง

การให้อภัยไม่ใช่การลืมนะคะแต่คือการวาง ของหนักลงค่ะหลายคนเข้าใจผิดว่าการให้ อภัยเท่ากับต้องลืมสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ในทางธรรมะแล้วก็จิตวิทยาการให้อภัย ไม่เคยแปลว่าเราต้องลบความทรงจำนะคะแต่ มันคือการจำได้แต่ไม่เจ็บแล้ว เหมือนคนที่เคยโดนหนามตำนั่นล่ะค่ะตอนแรก เจ็บมากเดินไม่ไหวแต่เมื่อดึงหนามออกได้ แผลอาจจะยังมีรอยแต่ไม่ทำให้เราหยุดเดิน ต่อไปได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าความยึดมั่นคือเหตุ แห่งทุกข์นะคะไม่ใช่เหตุการณ์ที่ทำให้เรา เจ็บที่สุดแต่คือการกลับไปยึดเหตุการณ์ นั้นไว้ในใจซ้ำ

มีหมู่บ้านเล็กๆแห่งนึงตั้งอยู่เชิงเขา ไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่เรากับลูก ค่อยๆเบาลงเมื่อมาถึงที่นี่ ยามเช้าหมอกบางคลี่ตัวช้าๆเหนือยอดไม้ เหมือนผ้าขาวบ้างที่ธรรมชาติค่อยๆคลุมภู เขาไว้ด้วยความเงียบสงบ เสียงนกป่าร้องแผ่วปนกับเสียงลมที่พัด ผ่านทุ่งหญ้าท้องฟ้ากว้างมากกว้างจน เหมือนสามารถวางความคิดทั้งหมดลงไปได้ แต่สำหรับเมย์ในตอนนี้แม้ท้องฟ้าจะกว้าง แค่ไหนใจของเธอก็ยังคงแน่นอยู่ดีค่ะ

เมย์กลับมาที่หมู่บ้านพักใจที่บ้านเกิด ของเธอบ้านไม้หลังเล็กๆที่ตั้งอยู่ริม เนินเขามองออกไปเห็นทุ่งนางไกลสุดสายตา แล้วก็แนวภูเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆที่นี่ เคยเป็นที่ที่เธอหัวเราะได้ง่ายที่สุด แต่วันนี้กลับเป็นที่เธอนั่งนิ่งที่สุด ฝนโปรยลงมาเบาๆไม่แรงไม่รีบเหมือน ธรรมชาติกำลังปลอบบางสิ่งที่มนุษย์ยังพูด ไม่ออกเสียงฝนกระทบหลังคาสังกสีดังเหมือน จังหวะหัวใจของเธอที่ยังไม่เป็นระเบียบ

เมย์นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาไม้เก่าๆ หน้าต่างเปิดไว้เล็กน้อยลมเย็นจากภูเขา พัดเข้ามาแตะผิวหน้าแต่ความเย็นนั้นไม่ สามารถลดความร้อนในใจของเธอได้เลยนะคะ สายตาเธอเหม่อมองโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ หน้าจอยังสว่างอยู่แม้เธอจะไม่ได้แตะมัน แล้ว ข้อความเก่าๆยังไม่ถูกลบเหมือนเศษเสี้ยว ของอดีตที่ยังไม่ยอมจากไป เราขอโทษเราคงไปต่อด้วยกันไม่ได้แล้ว ประโยคนั้นไม่ได้มีเสียงนะคะแต่ดังอยู่ใน หัวของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนล้มที่พัด วนอยู่ในหุบเขาไม่มีวันหยุด

เสียงคอประตูไม้ดังขึ้นเบาๆเหมือนจังหวะ ที่ไม่ได้เร่งเร้าแต่ก็ไม่ยอมให้เงียบต่อ ไป แม่เราเองนะเปิดประตูให้หน่อย เสียงของพิมพ์ดังมาจากด้านนอกอ่อนโยน เหมือนเดิมแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อประตูเปิดออกภาพตรงหน้าคือทุ่งหญ้า ไกลสุดสายตาท้องฟ้ากว้างแล้วก็ลมเย็นที่ พัดผ่านและในกรอบประตูนั้นคือเพื่อนคน เดิม พิมพ์ยืนอยู่พร้อมถุงขนมเล็กๆเสื้อผ้า ธรรมดาแต่รอยยิ้มก็ยังเหมือนเดิมเรียบ ง่ายอบอุ่นและไม่ตัดสินอะไรเลยเธอเดิน เข้ามาในห้องไม้เล็กๆพื้นไม้เก่ามีเสียง เอ๊ดเบาๆทุกครั้งที่เ้าแล้วเธอก็นั่งลง ข้างเมย์ไม่เร่งไม่ถามมากเพียงปล่อยให้ ความเงียบอยู่ด้วยกันก่อน

ยังเก็บมันไว้อีกหรอเสียงพิมพ์เหมือนลม ที่พัดผ่านใบไม้แต่กลับตรงเข้าหัวใจโดย ไม่ต้องใช้แรง ไม่เงียบ มีเพียงน้ำตาที่ค่อยๆไหลลงมาช้าๆเหมือนฝน ข้างนอกหน้าต่าง เราพยายามแล้วนะไม่พูดเสียงสั่นพยายามลืม พยายามไม่คิดพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิด ขึ้น จะก้มหน้าลงมองมือของตัวเองที่ยังสันเล็ก น้อยแต่ทำไมมันไม่หายซะที

พิมพหันมามองเธอสายตาไม่เร่งรัดไม่ตัดสิน เหมือนภูเขาที่อยู่ตรงหน้านิ่งรองรับทุก อย่าง เธอค่อยๆพูดขึ้นบางทีนะเราอาจจะไม่ต้อง พยายามลืมก็ได้ เสียงแงบไปชั่วครู่มันปล่อยให้คำพูดนั้น ตกลงในใจอย่างช้าๆ เราแค่ต้องเรียนรู้ที่จะวางมันลงนะเหมือน วางของหนักที่เราถือมานานลงกับพื้น

นอกหน้าต่างฝนก็ยังตกเบา แต่ไกลออกไปท้องฟ้าก็ยังเปิดกว้างเหนือ แนวเขาเหมือนธรรมชาติกำลังบอกเงียบๆว่า ทุกอย่างมีที่ให้วางเสมอ

เสียงฝนด้านนอกยังคงตกอย่างแผ่วเบาเหมือน ธรรมชาติกำลังตั้งใจพูดช้าๆให้คนในห้อง ได้ฟังหัวใจตัวเองชัดขึ้น ในบ้านไม้หลังเล็กตริมเขาแสงไฟสีวอร์ม อ่อนๆกระทบผนังเก่า ทำให้ทุกอย่างดูนุ่มลงแม้ความรู้สึกในใจ ของเมย์ยังแข็งแล้วก็เจ็บ เมย์นั่งนิ่งมือทั้งสองวางอยู่บนตักแต่ ปลายนิ้วก็ยังสั่นเล็กน้อยเหมือนยังไม่ ยอมเชื่อว่าความเจ็บบางอย่างควรจะวางลง ได้แล้ว

พิมพ์ไม่ได้รีบพูดต่อเธอปล่อยความเงียบ อยู่ระหว่างทั้งสองคนนะคะเพราะบางครั้ง ความเงียบก็เป็นพื้นที่ให้ใจได้หายใจ พิมพ์ค่อยๆยิ้มยิ้มบางๆเป็นรอยยิ้มที่ไม่ ได้ปลอบแบบโลกสวยนะคะแต่เป็นรอยยิ้มของคน ที่เคยผ่านความเจ็บมาแล้วแล้วเธอก็พูดช้า ๆทีละคำเหมือนอยากให้มันตกลงไปในใจของ เมย์จริงๆ

การให้อภัยไม่ได้แปลว่าเขาถูกนะ เมย์เงยหน้าขึ้นนิดนึงเหมือนคำนี้เป็น สะกิดบางอย่างในใจแล้วพิมพ์ก็พูดต่อว่า และมันก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องกลับไปเหมือน เดิมด้วยนะ เธอหยุดปล่อยให้คำนี้ค้างอยู่ในอากาศสัก ครู่ แต่มันแปลว่าเราจะไม่ยอมให้เขาอยู่ในใจ เราอีกต่อไปในรูปแบบของความเจ็บ

ประโยคนั้นเหมือนล่มเย็นที่พัดผ่านภูเขา ไม่แรงแต่ทะลุผ่านบางอย่างในใจที่เคยอุด ตัน เมมปากแน่นน้ำตาคลอแต่แม้ไหลออกมาแล้ว แต่มันยากนะเหมือนมันฝังอยู่ในใจของฉัน เหมือนมันเป็นส่วนนึงของฉันไปแล้วล่ะ

พิมพ์พยักหน้าไม่รีบเถียงไม่รีบแก้ ใช่มันยากเธอพูดอย่างเข้าใจจริงๆก่อนจะ ค่อยๆเอียงตัวเล็กน้อยเหมือนกำลังอธิบาย สิ่งที่ลึกมากแต่ให้เบาที่สุดเพราะใจเธอ ชอบยึดความเจ็บไว้ไงเหมือนมันเป็นตัวเรา เราคิดว่าทำไม่มีความเจ็บนั้นเราจะไม่ เหลืออะไรเลยนิ่ง เหมือนเริ่มเห็นบางอย่างที่ตัวเองไม่เคย สังเกต

พิมพ์พูดต่อช้าๆว่าแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ตัวเราเลยนะมันแค่ความคิดนึงที่เกิดขึ้น แล้วมันก็อยู่ต่อเพราะเรายังไปจับมันไว้ เหมือนเราเอามือไปกำไฟนั่นล่ะแล้วถามว่า ทำไมมันถึงยังร้อนอยู่

เวรหลับตาลงน้ำตาค่อยๆไหลครั้งแต่ครั้ง นี้ไม่เหมือนเดิมแล้วนะคะมันไม่ใช่น้ำตา ของการพังแต่มันเหมือนน้ำตาของการเริ่ม เข้าใจ

พิมพ์ค่อยๆหันหน้าไปทางหน้าต่างท้องฟ้า ด้านนอกยังคงมีเมฆลอยช้าๆเหนื่อยยอดเขา ลองนึกภาพนะเมย์ท้องฟ้าไม่เคยขุ่นตลอดไป เมฆมาแล้วก็ไปฝนตกแล้วก็หยุด แต่ท้องฟ้าไม่เคยเก็บฝนไว้เลยนะ

เมย์ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองตามเหมือนเป็น ครั้งแรกที่เธอมองข้างนอกจริงๆไม่ใช่แค่ มองสายตานะคะแต่เธอก็เริ่มมองเห็นความคิด ของตัวเองแล้ว

พิมพหันกลับมามองเมย์อีกครั้งแล้วก็พูด กับเมย์ว่าใจเราก็เหมือนกันนะเมย์ความ เจ็บมันก็เหมือนเมฆมันมาได้มันอยู่ได้แต่ มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรานะเราไม่ต้องไล่ มันออกไปแค่ไม่ต้องเป็นมันก็พอแล้วล่ะ

ห้องเล็กๆเงียบลงอีกครั้งแต่เป็นความ เงียบที่ไม่หนักเหมือนก่อนแล้วข้างนอกฝน เริ่มเบาลงแสงจากปลายฟ้าค่อยๆซึมผ่านก้อน เมฆเหมือนโลกกำลังค่อยๆเปิดพื้นที่ให้แสง กลับมาอีกครั้งและในใจของเมย์บางอย่างที่ เคยแน่นก็เริ่มคลายอย่างเงียบที่สุด

เสียงฝนด้านนอกเริ่มเบาลงเหลือเพียงน้ำ ที่ไหลตามชายค้าเป็นจังหวะช้าๆเหมือนเวลา ของใจในห้องนี้กำลังถูกดึงให้ช้าลงตาม ธรรมชาติ เมย์นั่งอยู่ที่เดิมแต่ท่าทางไม่เหมือน ตอนแรกแล้วไหล่ที่เคยเกร็งเริ่มตกลงเล็ก น้อยเหมือนคนที่เริ่มยอมพักจากการแบกบาง อย่าง

พิมหันมามองเธอแล้วก็พูดพูดเบาๆว่าเราลอง ค่อยๆปรับตัวทีละนิดก็ได้นะไม่ต้องรีบ เสียงของเธอไม่เหมือนการสอนแต่เหมือนเดิน ไปด้วยกัน อย่างแรกฉันอยากให้เธอยอมรับว่าเรายัง เจ็บนะพิมพ์เอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมือนกำลังวางคำพูดลงพื้นอย่างระมัด ระวัง อย่างแรกนะเมย์แค่ยอมรับว่าเรายังเจ็บไม่ ต้องฝืนว่าเราสบายปีไม่ต้องแกล้งเข้มแข็ง ต่อหน้าตัวเอง เธอชี้ไปที่หน้าอกของเมย์เบาๆลองพูดกับ ตัวเองดูนะตอนนี้ฉันยังเจ็บอยู่

เมย์เงียบก่อนจะพูดตามเบาๆเหมือนกลัว เสียงตัวเองตอนนี้ฉันยังเจ็บอยู่ ทันทีที่พูดจบเหมือนบางอย่างในอกคลายลง เล็กน้อยนะคะพิมพ์ยิ้มแล้วก็พูดต่อว่า เห็นมยแค่ยอมรับมันก็เริ่มไม่ต้องสู้แล้ว

และอย่างที่ 2 นะลองแยกเหตุการณ์ออกจาก ตัวเราดูพิมพหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะขึ้นมาแล้ว ก็วางลงเบาๆไม่ใช่ฉันพังแต่คือมีเหตุ การณ์บางอย่างเกิดขึ้นกับฉันเราไม่ใช้ ความเจ็บเราก็แค่กำลังรู้สึกเจ็บไม่ขมวด คิ้วเล็กน้อยเหมือนกำลังเรียนรู้ภาษาใหม่ ของหัวใจมันต่างกันยังไงหรอเธอถามเบาๆ

พิมพ์ยิ้มแล้วก็ตอบว่าก็ต่างกันตรงที่ ความเจ็บจะไม่กลายเป็นตัวตนของเราอีกต่อ ไปไง และอยากให้เธอปล่อยให้ความรู้สึกไหลผ่าน โดยไม่ต้องสู้ดูนะพิมพ์ชี้ออกไปนอก หน้าต่างเห็นลมมยมันไม่เคยหยุดเพราะเรา สั่งให้หยุดได้นะความรู้สึกมันก็เหมือน กันนั่นล่ะยิ่งเราต้านมันมันก็ยิ่งอยู่ กับเรานาน แต่ถ้าเราปล่อยให้มันผ่านไปเดี๋ยวมันก็ไป ของมันเองแหละ

เมพยักหน้าเบาๆเหมือนเริ่มเข้าใจการไม่ ต้องชนะความรู้สึก และอยากให้เธอให้อภัยทีละนิดไม่ต้องรีบนะ พิมพ์พูดต่อช้าๆ อย่ารีบให้อภัยทั้งโลกในวันเดียวเราเริ่ม จากคำง่ายๆก็พออย่างเช่นฉันขออนุญาตวาง ความเจ็บนี้ลงทีละนอน

เมย์ลองพูดตามเสียงสันเล็กน้อยแต่ชัดขึ้น กว่าครั้งก่อนฉันขออนุญาตวางความเจ็บนี้ ลงทีละน้อยพิมพ์พยักหน้าไม่ต้อง 100% หรอกแค่วันนี้เบาลง 1% ก็ถือว่าดีมากแล้ว นะ

ให้อภัยเพื่อปล่อยตัวเองไม่ใช่เพื่อใครนะ พิมพ์พูดช้าๆแต่หนักแน่น การให้อภัยเราไม่ได้ทำเพื่อเขาแต่เราทำ เพื่อปล่อยตัวเองออกจากสิ่งที่มันหนัก อยู่ข้างในเพราะคนที่แบกความเจ็บอยู่ทุก วันไม่ใช่เค้านะแต่คือตัวเรา

หลายสัปดาห์ผ่านไปหมู่บ้านริมเขาก็ยัง เงียบเหมือนเดิมท้องฟ้าก็ยังคงกว้าง เหมือนเดิมแต่บางอย่างในใจเมย์ไม่เหมือน เดิมแล้ว เช้าวันนึงฝนตกเบาๆอีกครั้งเสียงหยดน้ำ กระทบใบไม้เหมือนเพลงเก่า แม่นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างแก้วช้าร้อน อยู่ในมือสายตาเธอมองออกไปไกลสุดแนวเขา ความคิดเดิมก็ยังอยู่ในความทรงจำแต่ไม่กด ทับเหมือนเดิมแล้ว เธอยิ้มบางๆให้กับตัวเองแล้วก็คิดในใจว่า มันยังอยู่แต่ไม่ทำร้ายเราแล้ว เหมือนคนที่ค่อยๆวางของหนักลงบนพื้นนะคะ เราก็พบพบว่ามือที่เคยสั่นกลับมาเบาอีก ครั้ง

การให้อภัยคือการคืนความเบาให้กับหัวใจนะ คะในที่สุดแล้วชีวิตไม่เคยถามเราว่าผ่าน อะไรมาบ้าง แต่มันค่อยๆสอนเราว่าเรายังอยากแบกมันต่อ ไปหรือเปล่า บางความเจ็บไม่ได้หายไปในทันทีบางความทรง จำก็ไม่ได้เลื่อนหายในวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนได้เสมอนั่นก็คือวิธี ที่เราอยู่กับมันค่ะ

การให้อภัยไม่ใช่การลืมแต่คือการหยุดแบก เหมือนคนเดินทางไกลนั่นล่ะค่ะที่แบก กระเป๋าหนักไว้ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น แล้ว เราไม่ได้ถูกบังคับให้ลืมไปว่าเคยเจออะไร นะคะแต่เราก็สามารถเลือกได้ว่าจะยังแบก ความรู้สึกนั้นไปต่อหรือจะวางลงตรงนี้ เพราะบางครั้งสิ่งที่ทำให้เราล้าไม่ใช่ เพราะอดีตหนักนะคะแต่เพราะเรายังไม่ยอม วางมันลงจากใจ

การปล่อยวางไม่ใช่การนี้แต่ คือการเห็นตามความจริงแล้วก็วางลงค่ะ และในทางธรรมะการวางไม่ได้แปลว่าเราไม่ รู้สึกนะคะไม่ได้แปลว่าไม่เจ็บแล้วก็ไม่ ได้แปลว่าเราต้องเข้มแข็งตลอดตลอดเวลา แต่มันคือการเห็นความจริงของความรู้สึก นั่นเองค่ะเห็นความจริงอย่างตรงไปตรงมา ว่ามันเกิดขึ้นแล้วมันอยู่ตรงนี้แล้วมัน ก็เปลี่ยนได้มันเหมือนคืนทะเลนั่นล่ะค่ะ เราหยุดมันไม่ได้แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องจม ไปกับมันทุกครั้งที่มันซัดเข้ามานะคะ

และในทางพุทธศาสนาก็มีคำสอนที่เรียบง่าย แต่ลึกซึ้งมากทุกสิ่งไม่เที่ยงความเจ็บก็ ไม่เที่ยงความเสียใจก็ไม่เที่ยงแม้แต่วัน ที่เราร้องไห้ที่สุดก็จะผ่านไปเป็นเพียง วันนึงในอดีต ถ้าเรามองเห็นตรงนี้ได้นะคะใจของเราก็จะ เริ่มไม่ยึดแน่นเหมือนเดิมแล้วค่ะ

และสุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้องชนะความ เจ็บปวดเพราะความเจ็บไม่ใช่ศัตรูแต่มัน คือครูที่มาสอนให้เราเข้าใจหัวใจตัวเอง ลึกขึ้นสิ่งที่เราทำได้ก็คือไม่ให้มันชนะ ใจของเรานะคะไม่ให้มันกลายเป็นความโกรธ ถาวรไม่ให้มันกลายเป็นกำแพงในใจและไม่ให้ มันทำให้เราหยุดรักตัวเอง

และเมื่อวันนึงเราวางมันลงได้แล้วจริงๆ ไม่ใช่เพราะมันหายไปแต่เพราะเราหยุดถือ มันไว้ แล้วเราก็จะค้นพบสิ่งที่เงียบมากๆแต่ สำคัญที่สุดว่าใจที่เคยหนักที่สุดไม่ได้ ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นเพราะความเจ็บนะคะแต่ ถูกทำให้อ่อนโยนขึ้นเพราะเราเข้าใจมันและ ในความอ่อนโยนนั่นเองค่ะใจของเราก็จะ เริ่มเบาอย่างที่ไม่ต้องพยายามตาม