Transcription
สวัสดีท่านผู้ใจรวยทุกท่าน พบผมในช่อง system นะครับ คนที่ดูเหมือนมีความรู้เนี่ย หลักๆ จะมีคน 2 ประเภท
ประเภทแรกก็คือ ไปเรียนมา ศึกษามา จบสูงแหละ แล้วก็จำได้แค่นั้น เรียนอะไรมา เขาก็ท่องจำแค่นั้นเป๊ะๆ ไม่สามารถต่อยอดได้ คิดอะไรเพิ่มเติมไม่ได้ ซึ่งการเรียนคืออะไร การเรียนก็คือ บรรพบุรุษของเราเนี่ย เขาก็คิดค้นนู่น คิดค้นนี่ ค้นพบอันนั้น เจอก็มาเก็บไว้ในตารางให้เราเรียนต่อ เพื่อให้เราไม่ต้องนับ 1 ใหม่ เราก็จะได้นับ อ่า เขานับ 1-10 เราก็นับต่อยอดไปเรื่อยๆ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา แต่นั่นแหละ คือคนประเภทแรกที่เรียนแล้วก็จำได้แค่นั้น
กับคนประเภทที่ 2 ก็คือ ประเภทที่จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ เขาอาจจะเรียนมา หรือเขาอาจจะศึกษาเองนะ ค้นคว้าข้อมูลเอง แล้วสามารถขยายผลต่อยอดได้ คนพวกนี้แหละ คือคนที่เก่ง คนพวกนี้จะเห็นปัญหารู้ปัญหาอยู่ตรงไหน รู้ทางแก้ หาทางแก้ สามารถต่อยอดได้หลายอย่างมากอย่างหลากหลาย คนพวกนี้แหละ คือประเภทที่ประเทศต้องการ ประชาชนต้องการ และคนประเภทนี้แหละ เป็นประเภทที่บริษัทใหญ่ๆ เขาต้องการ เพราะจะมาแก้ปัญหาให้ เวลาเขาจ้างก็จ้างมาแก้ปัญหานั่นแหละ ต่อให้มีโจทย์ใหม่ก็แก้ได้
เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าคนที่เป็นประเภทแรก ก็คือเรียนมาอย่างเดียวแล้วก็ท่องได้ตามนั้น ถ้าคุณไปเปลี่ยนโจทย์ เปลี่ยนโจทย์ แต่ วิธีคำนวณแบบเดิม คนพวกนี้จะทำไม่ได้ คนพวกนี้จะงง ก็แค่เหมือนเรียนอาวุธแค่นั้น
กับประเภทที่ 2 อาจจะเรียนจบสูงนั่นแหละ แล้วก็ หรืออาจจะไม่เรียนก็ได้ แต่เขาสามารถแก้โจทย์ได้อย่างเข้าใจ เขามีความเข้าใจในเนื้อเรื่อง ซึ่งเนี่ยแหละ คุณเจตเนี่ย แกจบสูงถึงระดับปริญญาเอก จบจากสหรัฐ ซึ่งก็ถ้าดูจากการดีเบต เดี๋ยวจะพาไปดูว่าทำไมเขาถึงดูบ่งๆ ดูไม่มีอะไรเลย คือไอ้ที่ผมเห็นแกโรงการเมือง สส.เนี่ย ผมตกใจมาก เพราะเดิมทีเป็นนักวิชาการนั่นแหละ อ่า แล้วก็ให้ความรู้เรื่องข้อกฎหมายอะไรต่างๆ นานา แต่มันก็มีความคิดมั่วๆ ความคิดบ่งๆ เดี๋ยวจะพาไปดูว่าคืออะไร ซึ่งความคิดนั้นน่ะ มันดูแย่ แต่ไม่ได้ดูเหมือนคนไม่มีอะไร แต่พอมาครั้งนี้ พอแกมาดีเบตเท่านั้นแหละ ผมรู้สึกว่าแกไม่มีอะไรเลย ไม่เหลืออะไรแล้ว จากเดิมก็แค่แบบ เหมือนอาจจะไม่โอเคกับอันนั้น ไม่โอเคกับคนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะว่าตัวเองน่าจะเป็นส่วนนึงในการทำให้รัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้น ก็เลยจะต่อต้าน เป็นคนที่พยายามจะไปแก้ เพราะเหมือนทำให้ตัวเองเสียชื่อหรือเปล่า แต่พอเห็นแกมาดีเบตครั้งนี้ โอ้โห แกไม่มีอะไรเลย แกเหมือนแค่จบสูงมาแค่นั้นหรือเปล่า
แล้วการดีเบตก็ยังโยงไปถึงเรื่องของโหนเจ้า คนไทยจะเรียกว่าโหนเจ้านั่นแหละ เหมือนเอากษัตริย์มาอ้าง อ้างตนรักกษัตริย์ เคารพบูชานู่นนี่นั่น แต่ความจริง วิธีนี้เป็นวิธีเก่านะ จากสถิติในสมองผม ที่ผมเคยดูมานะ ส่วนใหญ่คนที่ออกแนวโหนเจ้า มักจะเป็นแนวๆ อินเดีย แขกที่อยู่ในไทยนะ จะเป็นอินเดีย แขกในไทย หรือไม่ก็อาจจะเป็นโซนอเมริกาใต้ พวก ลาตินที่อยู่ในไทยนะ ก็จะผสมกัน จะมีแบบนี้เนี่ยแหละ ก็จะมาอ้างว่าตัวเองเนี่ย เคารพรักกษัตริย์มากแค่ไหน
ซึ่งเหมือนติดหล่มอยู่ในความคิดเก่าๆ ถ้าเป็นแต่ก่อนน่ะ ใช้ได้ดี แต่ก่อน เพราะว่าคนจะพูดถึงเรื่องนี้เยอะ อ่า ถ้าใครรักเจ้า โหนเจ้าอะไรเงี้ย คนก็จะชื่นชมว่าคนเนี้ยคือคนเก่ง ใครเอามาเป่าประกาศทำคลิปอวยทุกวัน อันเนี้ยได้ แต่ยุคนี้คนไม่ได้รู้สึกอินขนาดนั้น เพราะคนก็มองว่าสถาบันกษัตริย์ก็ไม่ได้โดนคุกคามอะไร ไม่ได้มีความเสี่ยงอะไร เพราะว่ามันต้องผูกกับชาติอยู่แล้ว สถาบันก็ต้องผูกกับชาติอยู่แล้ว ไม่มีใครจะไปล้มได้นอกจากจะเป็นกองทัพอย่างเดียว ประชาชนทั่วไปทำไม่ได้ คนก็เลยไม่ค่อยอิน มาเออ แล้วจะพูดรักไปทำไม ในเมื่อคนทั่วไปก็รู้สึกว่าเขารักอยู่แล้ว แล้วจะพูดไปเพื่ออะไร พูดให้ตัวเองโดดเด่น พูดให้ตัวเองน่าสนใจ เผื่อเขาจะรับตัวเอ งเข้าไปทำงานฟรีๆ อ่ะ อย่างนั้นหรือเปล่า
สำหรับผมนะ คนที่ออกแนวโหนๆ เนี่ย จะเป็นคนที่ไม่เก่ง ยิ่งคุณไม่เก่ง คุณก็ต้องยิ่งพูดคำแบบเยอะๆ เพราะคุณไม่รู้ คุณจะพูดอะไร แล้วคุณก็ต้องพูดแค่ว่า โอ้ ฉันรักเจ้า เคารพรักคุณ การมาทำยังไง เราจะไปป้ายสีคนอื่น คนอื่นอาจจะบอกแค่ว่าอยากจะแก้ข้อกฎหมายนี้ ป้ายเลย นี่คือการล้ม ผมเนี่ยรักที่สุด เพื่อให้ตัวเองดูเป็นจุดเด่น เหมือนที่ผมเคยเล่าเรื่องเสื้อเหลืองนั่นแหละ เอาตัวเองเป็นหลักอ่ะ เพื่อนเขาเดินมาทั้งแก๊ง แต่ตัวเองบอกว่ากู อ่า ผมรักกษัตริย์ ทั้งที่เพื่อนก็เดินกันมารักกษัตริย์กันหมด แต่เอาแต่ตัวเองก็บอกว่าน่าจะไม่มีความฉลาด ก็เลยพยายามจะโอ้โหในทรงนั้น ซึ่งอย่างที่บอก ยุคนี้มันใช้ไม่ได้ผล มันเหมือนคนที่ติดหล่มในความคิดเก่าๆ คิดว่ามันยังใช้ได้ แต่ใช้ไม่ได้ ถ้าเปรียบเทียบ ก็เหมือนแนวๆ Blackpink อ่ะ ที่แบบช่วง Blackpink บูมๆ คุณลิซ่าบูมๆ เนี่ย เห็นมั้ย ก็จะมีช่องที่ออกมาทำคลิปชื่นชมทุกวัน ทำทุกวัน ก็ยอดอยู่ดีทุกวันเนี่ย ทำไปเรื่อยๆ เพราะเพราะคนชื่นชอบ Blackpink อยู่ในช่วงเป็นกระแส ชมอย่างเดียวห้ามติ ถ้าติเมื่อไหร่โดนทัวร์ลง
แต่กรณีช่องเหล่านั้นที่ชม Blackpink อะไรเนี่ย เค้าก็ไม่ได้ผิดอะไร เค้าก็โอ้ย ก็เค้าก็ต้องทำมาหากินน่ะ แต่คือถ้าเป็นการเมือง การเมืองคุณห้าม ห้ามเอาอะไรมาโหดมาอ้าง ถ้าจะเอาสาระ พูดเป็นสาระ เนื้อ แต่ไม่ใช่เอามาอ้าง มันจะสะท้อนว่าคุณติดหล่มในความคิดเก่าๆ สะท้อนว่าคุณน่ะไม่เก่ง คุณไม่มีข้อมูลอะไรมาสู้เค้ามาแย้งเค้า ก็เลยอ้างแต่ว่า อ่า กษัตริย์เขารักมากแค่ไหน เชิดชู ตบหน้าอกตัวเอง ตุ๊บๆ ผมเนี่ยอย่างงั้นอย่างงี้อย่างเงี้ย เพื่อแสดงท่าทีออกแนวเป็นคนแสดงอารมณ์เก่งมาก กว่ามากกว่าที่จะแสดงหัวสมองออกมา
ก็เลยโยงมาถึงการดีเบตใน The Standard The Standard ก็เชิญไปหลายพรรค หนึ่งในนั้นก็คือพรรคประชาชน พรรคส้ม นั่นแหละ คุณวิโรธ ไปแล้วก็เชิญเนี่ยแหละ พระอาจารย์เจต อ่า ไม่ใช่พระแกเป็นอาจารย์ อาจารย์เฉยๆ อาจารย์เจต เชิญอาจารย์เจตไป อ่า อาจารย์เจตก็อยู่พรรครักชาตินั่นแหละ ไปดีเบตแต่ละคนดีเบตกัน ซึ่งพอคุณวิโรธพูดจบ เรื่องของกองทัพ เรื่องของงบประมาณ เรื่องของการโกงเงินโกงกินอะไรก็ตามเนี่ย พอพูดจบ คุณเจตออกมาเวิลเวอ พูดอะไรที่มันเสียเวลามาก อย่างเช่น อ่า เขาบอกว่ามีสักครั้งมั้ยที่พรรคคุณเนี่ย จะออกมาชื่นมื่น ชื่นชมถึงหัวใจ แก่นแท้ของลึกซึ้งของหัวใจ ที่จะชื่นชมทหารอย่างสุดซึ่งในที่ที่ทหารทำสิ่งนั้นแล้วจะลึกซึ้งเนี่ย จะออกแนวคำ
"เพื่อที่ว่ากองทัพไทยเราจะได้แช่มชื่นหัวใจว่าเออเขาชื่นชมพวกเราจากหัวจิตหัวใจจริงๆ แล้วเขาต้องการให้พวกเราเนี่ยดีบดีงามและเขาชอบในสิ่งที่พวกเราเป็นในสิ่งที่ดี"
ถ้าเป็นผม ผมจะพูดคำนี้ ผมจะพูดง่ายๆ คุณเคยคิดจะชื่นชมทหารบ้างมั้ย แค่นั้น แต่เหมือนคุณไม่มีอะไรจะพูดอ่ะ คุณเหมือนต่อความยาว เอาคำนู้นมาผสม มีความชื่นมืดในจิตใจแก่นแท้เบื้องลึกให้ถึงทหารที่ถึงเบื้องลึกของหัวใจ อะไรอย่างเงี้ย เหมือนๆ ทำท่าทีอ่ะ ท่าทางแสดงอารมณ์เยอะ เพื่ออะไร เพื่อให้ทหารรู้สึกว่าคุณพยายามเข้าข้างเค้า แต่คุณก็ไม่มีผลงาน คุณได้ก็พูดแต่ว่า ชมเค้า ออกแนวเป็นดึงดราม่ามากกว่าเป็นการแสดงเหมือนทำคะแนนจากการแสดงอ่ะ คนอื่นเขาต้องทำคะแนนจากหัวสมอง จากนโยบาย จากความคิดเบื้องลึก โต้แย้งกันด้วยหัวสมอง แต่คุณเจตออกมา เปิดมาก็มาถึงเรื่องดราม่า ทำคะแนนจากแค่การแสดงออกแค่นั้น นั่นก็เป็นอย่างแรกที่ผมคิดในใจแล้วว่าดูจะไม่ใช่คนเก่ง
อย่างที่ 2 คุณเจตบอกว่ามีสักครั้งมั้ยที่จะชื่นชมถึงเค้าเคทำอะไรแบบนั้น คืออันเนี้ยมันจะโยงมาถึงความเป็นมนุษย์ ในการเมืองเนี่ย อย่างในกรณีนี้เนี่ย มันจะแบ่งคนออกเป็น 2 แบบ แบบแรกคือคนแบบคุณวิโรธที่ไม่ใช่คนที่คำพูดสวยหรู ไม่ต้องมาปั้นคำหรือไปยืนชื่นชมเค้า แต่เป็นคนพวกที่ทำงานทำให้มันดีอ่ะ ทำให้ทหารเขาอยู่สบายจริง โดยที่ไม่ไปยืนบอกอูทหารคุณเก่งมาก ผมขอบคุณคุณๆมาก โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไร หรืออาจจะทำนิดหน่อย กับคนแบบที่ 2 คือคนแบบที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ทำ หรืออาจจะทำได้ไม่ดี หรือทำบ้างเล็กน้อย หรือให้คนอื่นทำให้ แต่เน้นพูดอ่ะ เห็นมั้ยฮะ เค้าก็มาถึงก็บอกว่าเนี่ย คุณมีการขอบคุณเค้าบ้างมั้ยสักนิด อย่างเงี้ย ถ้าคุณทำดี คุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณ อาจจะมีเป็นพิธีบ้างก็ได้ แต่ถ้าคุณทำดีอยู่แล้ว ก็ในเมื่อเค้าอยู่สบาย จะไปพูดมากทำไม เหมือนอย่างของผมอ่ะ รปภ.แถวบ้านผมเนี่ย เค้าก็ดูแลหมู่บ้านดี แต่พอถึงตรุษจีน ผมก็ได้อั่งเปามาส่วนนึง จากญาติผมก็แบ่งไปนิดนึงให้ รปภ. โดยที่เขาไม่ต้องไปยืนชมเค้าทุกวัน โอพี่เก่งมาก แต่ผมไม่ให้อะไรเค้า พอถึงปีใหม่ก็ให้ของขวัญเค้า ให้น้ำเค้าเงี้ย จะเป็นแบบนี้เนี่ยแหละ คือคนประเภทแรกคือเน้นทำอ่ะ ไม่ใช่เน้นพูด ไม่ต้องเน้นคำพูดสวยหรู มันจะออกแนวความคิดเก่าๆ อ่ะ คำพูดสวยชมเค้าอย่างเดียว คือชมได้ ชมบ้างได้ แต่ไม่ใช่ว่าต้องบีบให้เค้าชม ถ้าคนจะไม่ชมก็ไม่เป็นอะไร มันก็สิทธิ์ของเค้า แต่เค้าทำดีไง คือถ้าคุณวิโรธทำไม่ดีแล้วยังไม่ชม คุณจะพูดแบบนี้ผมก็พอเข้าใจได้ แต่ก็ต้องดูด้วยว่าที่เค้า เค้าไม่ได้ทำจริง แต่ที่เค้าไม่ชม เพราะอะไร เพราะว่าทหารทำผิดหรือเปล่า แต่ก็ถ้าดูจากที่ผ่านมา เค้าก็ดูแลทหารดีนะ โดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อยอ่า เขาจะเจาะจง พรรคส้มจะเน้นเจาะจงไปที่ทหารชั้นผู้น้อย มากกว่าเรื่องสวัสดิการ เพราะว่าทหารเหล่า นี้รายได้น้อย แถมเคยมีกรณีโดนซ้อมหลายครั้ง ที่ทหารจะโดนซ้อม ไอ้ที่ดังๆ ก็คือ น้องเมย นั่นแหละ น้องเมย อันนั้นก็คือโดนซ้อมจนเสียชีวิต หรือแม้แต่ย้อนไปในอดีตก็มีแบบ ให้ทหารดื่มน้ำลงโทษ แบบดื่มน้ำอย่างหนักจนสุดท้าย น้ำเป็นพิษ เพราะว่าเยอะเกินไง อยู่ๆ ร่างกายช็อก เพราะว่าเกลือแร่ในร่างกายเนี่ย แบบเจือจางกระทันหัน ร่างกายรับไม่ไหวก็เสียไป อะไรประมาณนั้น มันก็มีเหตุการณ์แบบนี้จริงๆ ในการทำร้ายทหาร ซึ่งไม่สมควรนั่นแหละ เค้าก็พยายามจะไปแก้เรื่องนี้แล้วก็ เปลี่ยนเป็นทหารอาสา ทหารที่เซ็นสัญญา พร้อมลงไปรบจริงๆ ไม่ใช่ทหารที่โดนบังคับ อะไรทรงๆ นั้น ก็แก้ปัญหาพวกนี้แหละ คือคนที่เห็นปัญหาแล้วพยายามจะไปแก้
ทีนี้ พอพูดถึงเรื่องปัญหามันก็โยงไปถึงคำพูดคุณเจตอีก อาจารย์อาจารย์เจตก็ไปพูดใส่คุณวิโรธเนี่ย คุณเนี่ย นู่นก็เห็น นี่ก็เห็นปัญหาเนี่ย เห็นหมด ปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก ปัญหานู้นปัญหานี้อ่ะ เจ๊ๆๆๆๆ เห็นหมด
"ปัญหานี่เห็นหมดเลยสารพัดเลย ปัญหาน้อย เห็นปัญหาใหญ่ เห็นปัญหามาก พบปัญหาเล็กเจอครับ"
คือผมอยากจะบอกคุณเจตนะ ย้อนไปถึงเมื่อกี้ ที่ผมบอกคนมันจะมี 2 ประเภท คนที่ดูมีความรู้มี 2 ประเภท ประเภทแรกก็คือเรียนอย่างเดียว เรียนให้มันได้ใบปริญญาวุฒิโต แต่จริงๆ แล้วไม่สามารถขยายผลได้ กับประเภทที่ 2 คือประเภทที่ต่อให้เรียนหรือไม่เรียน ศึกษาเองก็ได้ แต่คนพวกเนี้ย รู้ปัญหา เนี่ยแหละ บริษัทจ้างคนพวกนี้เพื่อไปเจอ ปัญหา ไปแก้ปัญหา เจออุปสรรค ต่อให้บริษัทจะจ้างทั้งปี แต่เกิดปัญหาแค่ 2-3 ครั้ง เขาก็จะจ้าง ปัญหาเรื่องระบบ เรื่อง Server อย่างธนาคารเนี่ย ระบบห้ามล่มนะ อ่า ถ้าจะมี การปิดปรับปรุงก็ต้องบอกล่วงนะ แต่ถ้าร่มเนี่ย ลำบาก อ่า ไม่ให้แฮกเกอร์จะมาขโมยเงิน หรือจะมาทำให้ระบบพัง หรือเรียกค่าไถ่ อะไรก็ตาม ต้องมาจ้าง ต่อให้ปีนึงจะเกิดแค่ 2-3 ครั้ง เขาก็จะจ้าง เพราะคนพวกนี้เจอปัญหา รู้ปัญหาไง แต่คุณเจตจะมาบอกว่าโอ ปัญหาโน่น ปัญหานี้ เจอก็ผมเชื่อว่าประชาชนเลือก สส.มาเพื่อมาแก้ปัญหานะ ปัญหามี มีเยอะเลย คุณจะบอกว่าเจอปัญหานู่น ปัญหานี้ เห็นสิ แต่คุณเจต คุณเอาแต่แค่ชมอย่างเดียวหรอ แปลว่าคุณเป็นคนที่ไม่ได้มีความรู้ ไม่ได้เจอปัญหาอ่ะสิ เป็นบอกว่าเค้าเจอปัญหานู่น ปัญหานี้ แล้วยังไม่พอ มาถึงก็แซะคุณวิโรธนะ แซะว่าเนี่ย สิ่งที่คุณวิโรธพูดเนี่ย ผมก็พูดได้ อ่า เส อะไร เสของไทยสร้างไทยน่ะ ก็พูดได้ อ่า จริงๆ แล้วผมก็รู้พูดได้ แต่คุณวิโรธเอามาพูดเนี่ย ไม่ควร เพราะว่าคุณวิโรธอยู่ในตำแหน่งกรรมาธิการ แต่ถ้าคุณวิโรธเนี่ย พยายามแก้ปัญหา ผมก็ชื่นชม คือผมไม่รู้ว่าตกลงพระอาจารย์เจตเนี่ย เค้าจะสื่ออะไร เค้าจะสื่อว่าคือคุณไม่ควรพูด หรือว่าจริงๆ คุณพูดออกมาเพราะคุณพยายามจะแก้ ก็ดี แต่ก็เหมือนออกแนวแซะว่าเนี่ย คุณพูดเพื่อให้คนชมคุณนะ อาจารย์เจต คุณเจตเนี่ย ไปแซะเขาว่าเนี่ย เหมือนคุณวิโรธอ่ะ พูดเพื่อให้คนชม แต่คือประเด็นคือคุณมาดีเบตกัน ดีเบตเสร็จ พอมีคนเอาข้อมูลมาโต้แย้ง คุณวิโรธก็ต้องเอาข้อมูลโต้แย้งกลับ แล้วข้อมูลเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่ดี เขาเจอปัญหามา แต่ดันไปแซะว่า อุ๊ย ถ้าทำดีเนี่ย ไม่ต้องให้คนชมหรอก ก็ผมก็ไม่เห็นคุณวิโรธขอให้คนมาชมฮะ เพียงแต่คุณอาจจะรู้สึกอิจฉาเค้าหรือเปล่า ว่าเค้าอ่ะมีความรู้ขนาดนี้ แต่ตัวคุณดูไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่า blank คุณดู blank อะไรทรงๆ นั้นหรือเปล่า ก็เลยไปแซะเขา
แล้วที่สำคัญฮะ คุณจะบอกว่าสิ่งที่เขาออกมาพูดเนี่ย ไม่ควรพูด เพราะว่าคนอื่นก็รู้ คุณรู้หรอ คุณรู้ข้อมูล คุณรู้ตัวเลขที่ถูกต้องมั้ย เพราะเค้าอยู่ในนั้น เค้าก็มีตัวเลขที่ถูกต้อง แล้วถามว่าเค้าผิดมั้ยที่เอามาพูด เค้าเป็นกรรมาธิการ เค้าพูดได้มั้ย พูดได้ ถ้าไม่ใช่ชั้นความลับ ข้อมูลไม่ได้เป็นความลับ มันเป็นข้อมูลที่สาธารณะสมควรอยู่อยู่แล้ว มันเกิดอะไรขึ้น ปัญหาอยู่ที่ไหน ตอนเป็น สส. เค้าก็ต้องหาเสียงเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ผมก็ได้งงว่าคุณเจตคือตกลงยังไง เค้าห้ามพูด หรือเค้าพูดได้ หรือเค้าแก้ปัญหาได้ดีแล้วอะไรอย่างเงี้ย หรือว่าตัวเองพูดไม่ได้แบบเค้า ก็เลยต้องไปแซะเค้า ก็เลยดูเหมือนไม่มีอะไรเข้าไปใหญ่ เดิมทีก็ไม่มีอะไรแล้วนี่ โอ้โหนี่ยิ่งกว่าไม่มีอะไรไปอีก
แต่จะว่าไป อาจารย์เจตก็ดูไม่ใช่คนไม่มีอะไรขนาดนั้น เขาก็มี เพราะว่าเห็นแกนั่งตำแหน่งกรรมการบริษัทอย่างน้อย 5 บริษัท เป็นกรรมการแล้วก็อีกหลายบริษัทอีก 3-4-5 บริษัทที่เป็นที่ปรึกษา อาจจะเป็นที่ปรึกษาทางกฎกฎหมายอะไรก็ตามพวกนั้นน่ะ แกอยู่เยอะอ่ะ พร้อมกันนะ ไม่ใช่ว่า 1 แล้วก็มา 2 แล้วก็ไม่ใช่ นะ แกอยู่พร้อมกัน 5 บริษัทที่เป็นกรรมการ ตอนนี้ไม่รู้ออกหรือยัง หรือว่ายังอยู่ แล้วก็อีกประมาณ 2-3 บริษัทเป็นที่ปรึกษา แล้วก็มี ม.มหาลัยอะไรสูงๆ นะ รวมๆ กันเยอะนะ แปลว่าแกไม่ธรรมดาแหละ เอาจริงๆ แกก็แนวจบสูงมา พอจบสูงก็จะสามารถเอาความรู้มาปรับใช้ แต่แกจะอยู่ในหมวดแรกแบบที่ผมคิดนะ แกอยู่ในหมวดแรก หมวดคนที่แนวๆ เรียนมาแล้วก็เอาได้แค่นั้น ไม่สามารถปรับใช้เพิ่มเติม ก็ไม่รู้เพราะอะไร เพราะอาจจะเพราะคุณเจต อาจารย์เจตแกอาจจะจบสูงมา ก็เลยจ้างมาเป็นกรรมการ หรือไม่แน่ อาจารย์เจตแกอาจจะเป็นคนมีชื่อเสียงหรือเปล่าในวงการเมือง รู้จักคนเยอะ ก็เลยเอามานั่ง หรือเปล่ากรรมการ หรือไม่ก็คุณเจตอาจจะแบบ ครอบครัวเป็นตระกูลใหญ่อยู่แล้ว อ่า มีเส้นสายหรือเปล่า ก็ไม่รู้ แต่เห็นแกนั่งพร้อมกันเยอะมาก ดูแบบ ดูเหมือนปกติแกดูเป็นนักวิชาการทั่วไป แต่ก่อนผมมีภาพลักษณ์เหมือนคุณเจตแกจะดูเป็นนักวิชาการน่ะ ก็ไม่ได้แบบสุดโต่งจนเกินไป ก็ไม่ได้แย่มากขนาดนั้น ก็เห็นเป็นนักวิชาการคนนึงแหละ พอมาโรงการเมืองนี่เห็นชัดเลย
แต่จะว่าต่อให้แกจะเป็นกรรมการกี่บริษัทก็เถอะ ผมว่าสุดท้ายแกไม่ได้ สส.สักที่นั่งแน่ๆ ส่วนตัวผมมองแบบนั้นนะ คือไม่ใช่ไม่มีประชาชนเลือก มีประชาชนต้องมีเลือกบ้าง แต่มันไม่สามารถรวมจนเป็นที่นั่งได้ ที่นั่งอาจจะไม่ได้ซักที่นั่ง อย่างของคุณเสรี พิสุทธิ์ก็ยังได้ที่นั่งนึง อ่า ที่นั่งเดียว หรืออย่างหมอวรงค์อ่ะ หมอวรงค์คือไม่ได้ซักที่นั่งเลือกตั้งรอบที่แล้วนะ