📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

Supply Shock วิกฤตน้ำมันลุกลามธุรกิจ ต้นทุนพุ่ง วัตถุดิบขาด รับมืออย่างไร Executive Espresso EP.599

THE SECRET SAUCE17:41

Transcription

คนก็ยังไปต่อแถวซื้อเสื้อ Human Made ยังไปงานหนังสือ รถยังติดอยู่เลย ต้องบอกว่ากว่าที่ผลกระทบจากสงครามจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงๆ มันใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 เดือนครับ

คนที่ทำแบรนด์น้ำเต้าหู้ชื่อว่าโทฟูซัง เจ้าของแบรนด์โพสต์ Facebook เลย เขาบอกว่าตอนแรกเนี่ย เขามีการล็อค PO ไว้ ล็อควัตถุดิบเอาไว้ ล็อคฝาพลาสติกล็อคแพคเกจจิ้ง ปรากฏว่าของไม่มีแล้ว ถ้าเกิดคุณอยากได้ของเนี่ย คุณต้องจ่ายเพิ่ม 40% แล้วตอนนี้ พายุลูกแรกที่เราเห็นแล้วคือ พายุเรื่องของพลังงาน ลูกที่ 2 คือเรื่องของต้นทุนค่าขนส่ง แต่วันนี้ผมอยากจะเล่าถึงพายุลูกที่ 3 คือเรื่องของ Supply Shock คือของมันไม่ได้แค่แพงอย่างเดียว แต่ของอาจจะขาดเลยครับ

>> The Secret Sauce Executive Espresso So 1 ปีกว่าจะได้มาที่นี่ ขอทางเลยครับ ขอทางเลยเป็นอะไรครับ ขอหนูได้ค่ะพ่อ >> คุณแม่ของน้องมานะใจดีนะคะ >> ค่ะ >> จะขอแจ้งเลื่อนนับผ่าตัดของน้องออกไปก่อน ค่ะ >> ถ้ามีห้องผ่าตัดมากพอ ทุกชีวิต >> รออีกแป๊บนึงนะ >> จะไม่ต้องรอนาน เพราะทุกการบริจาคคือการพาคนที่รักกลับไปหาคนที่รอ >> วิกฤตของขาด Supply Shock พายุลูกใหม่ที่กำลังจะมาทุกท่านครับ

แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สงครามในตะวันออกกลางจะผ่านมา ร่วมเดือนกว่าๆแล้ว ก็พูดตามตรงตอนนี้ สัญญาณต่างๆของการเจรจาเริ่มมีให้เห็น แม้ว่าพี่โดนัลด์ ทรัมป์ของเราเนี่ย จะกลับไปกลับมาเนาะ เดี๋ยวจะขู่ เดี๋ยวจะเจรจา เดี๋ยวจะขู่ เดี๋ยวจะเจรจา ก็ตามที แต่ก็ต้องยอมรับกันตามตรงนะครับ ถ้าอ่านใต้บรรทัดข่าวจริงๆเนี่ย อ่า มีสัญญาณนั้นจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณมาจากทาง เอ่อ คนที่เป็นผู้นำที่เชื่อถือได้ของอิหร่าน ที่ออกมาว่าเริ่มพิจารณาแล้วก็อาจจะมีการเจรจา ถ้าเกิดว่า เอ่อ มีการการันตีว่าจะไม่โจมตี เอ่อ เขาอีกนะครับ หรือว่าฝั่งสหรัฐอเมริกาเอง จริงๆก็มีสัญญาณให้เห็นจริงๆนะครับว่า ภายใน 2-3 สัปดาห์ก็อาจจะมีการเริ่มการพูดคุยกันมากขึ้น เพราะว่าทุกคนรู้ดีครับว่าสภาพแบบนี้ไม่ดีต่อคะแนนเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ เขาก็อาจจะเริ่มหาทางลง เพียงแต่ต้องเล่าให้กับทุกคนฟังอย่างนี้ก่อน ว่าผมระมัดระวังคำพูด เพราะว่ามันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด เอ่อ อาจจะไม่สามารถจบลงแบบที่เราคิดก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้ที่อยากจะมาเล่าก็คือว่า ไม่ว่าเหตุการณ์สงครามจะเป็นอย่างไร สมมุติว่าผมทำนายผิด มันจบ ถามว่าผลกระทบของสงครามที่จะมาถึงพวกเราเนี่ย เป็นอย่างไร ผมต้องเล่าอย่างนี้ว่าเจออีกอย่างน้อย 3-6 เดือน นั่นหมายความว่าไปจนถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2026 บางคนบอกว่าทั้งปีก็ว่าได้ เราจะเจอผลกระทบของสงครามนี้ทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องของน้ำมัน น้ำมันเนี่ยมันขึ้นแล้วมันจะลงไปจุดเดิม คือประมาณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ค่อนข้างยาก อาจจะค้างเติมอยู่อย่างนั้น 2 คือ เรื่องโลจิสติกส์ครับ คือค่าระวางเรือ ประกัน หรือว่ารูทของช่องแคบฮอร์มุซ ที่ก็ขนของหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของปุ๋ย อย่างนี้เป็นต้น ก็มันอาจจะไม่ได้กลับไปเหมือนเดิมเร็วนัก หรือแม้กระทั่งเรื่องของ เอ่อ โรงไฟฟ้า หรือว่าโรงพลังงานที่อยู่ในบริเวณนั้นที่โดนโจมตี เช่น แหล่ง LNG ของกาตาร์ ก็ใช้เวลา 3-5 ปี กว่าจะกลับมาได้ คือ มันมันต้องใช้การฟื้นฟู ใช้การบูรณะ

วันนี้ก็เลยอยากจะมาพูดถึงผลกระทบที่เราอาจจะต้องรับมือกันดีๆ เอ่อ ซึ่งถ้าเราลองอ่านข่าวเนี่ย มันจะเริ่มชี้แล้วครับ ไม่ใช่น้ำมันที่ เอ่อ เป็นไปได้ว่าจะขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะว่ารัฐบาลก็ตรึงไว้ไม่อยู่ รวมไปทั้งราคาที่แท้จริงวันนี้จริงๆ คือถ้าเป็นดีเซลนะครับ 59 บาทนะครับ ก็ถ้าสถานการณ์ยังแย่อยู่ ก็มีโอกาสจะขึ้นไปเรื่อย ค่าไฟฟ้าออกมาชัดเจนแล้วนะครับ อยู่ที่ 3.95 95 สตางค์ ก็แพงขึ้นประมาณ 7 สตางค์ หลังจากนี้อีกประมาณ 4 เดือน ก็สามารถต้นทุนค่าไฟก็จะขึ้นไปแล้ว แต่มันไม่ใช่แค่นั้นครับ มันไม่ใช่แค่น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า มันคือต้นทุนค่าขนส่ง เราเริ่มเห็นค่าขนส่งขึ้นและ จากโลจิสติกส์หลายเจ้าที่เป็นเจ้าดังเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น Kerry เป็น Flash ไปรษณีย์นะครับ เราเห็นการขึ้นราคาของต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับขนส่งหลายๆส่วน เริ่มรับต้นทุนไม่ไหวแล้วก็ pass through เนา หรือว่าส่งผ่านมาถึงผู้บริโภค

แต่นั่นยังไม่ใช่พายุที่เราจะเจอที่แท้จริงครับ พายุที่แท้จริงเขาเรียกว่า Supply Shock หรือว่าของขาด มันไม่ใช่แค่ของแพง ของอาจจะไม่มีเลยครับ วันนี้เริ่มมีคนพูดถึงกันเรื่องนี้ เหตุผลเพราะอะไร เพราะว่าการขนส่งโลจิสติกส์ในทั่วทั้งโลก เพราะว่าผลผลิตจากต้นน้ำก็คือน้ำมัน ยกตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์นึงก็คือพลาสติก มันต้องใช้ต้นน้ำนะครับ ก็คือ Naphtha ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปิโตรเลียมมาผลิต พอน้ำมันช็อก ส่งมาไม่ได้ หรือว่าราคาแพง ก็ทำให้สินค้าวัตถุดิบบางประเภทเนี่ย มันไม่มีของ อย่างปุ๋ยเองก็ใช้สารเคมีเนาะ ไม่ว่าจะเป็นยูเรีย หรือสารอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ก็เริ่มมีการขาดสต็อกเกิดขึ้น

ผมอยากจะยกตัวอย่าง เอาแค่พลาสติกก่อนก็ได้ครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทุกบริษัททุกอุตสาหกรรมต้องใช้ นะครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านอาหารเล็กๆ ก็ต้องมีถุงพลาสติกในการใส่แกงจืดเนาะ หรือว่าใส่กระเพาะปลาของคุณเนี่ย หนังยางมัดนะครับ ร้านเสื้อผ้าวันก่อนได้เจอร้านเสื้อผ้าชื่อดังในเมืองไทย แบรนด์ของน้อง Gen Z 2-3 คน ก็บอกเหมือนกันว่าถุงเริ่มแพง แพงมันเป็นสัญญาณเริ่มต้นเท่านั้น เพราะว่าแพงก็คือของมันเริ่มขาด ก็คือซัพพลายมันหาย ก็เลยขึ้นราคานะครับ เอ่อ หรือแม้กระทั่งจะไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม Packaging ใช่ไหมครับ ทุกอย่างเลยเนาะ ขวดพลาสติกนะครับ หรือว่าจะเป็นถุงขนม เอ่อ จนไปถึงระดับเครื่องจักร หรือว่าชิ้นส่วนต่างๆ การที่แค่พลาสติกเนี่ย มันช็อก หรือมันขาดเนี่ย มันจะทำให้ Supply Chain ทั้งหมดน่ะ มีโอกาสที่จะช็อกด้วย วันนี้เราเริ่มเห็นแล้ว สภาอุตสาหกรรมออกมาบอกแล้วนะครับว่า ต้นทุนของพลาสติกตอนเนี้ย ทั้งขาดตึง ขึ้นแล้วก็ราคาเพิ่มขึ้น เอ่อ ถ้าเป็นข้อมูลจากสภาอุตสาหกรรมคือ 50%-70% นะครับ ซึ่งมันทำให้บางบริษัทที่มีต้นทุนที่เป็นเรื่องของพลาสติก หรือ Packaging เนี่ย มันจะบวมขึ้นไปตามนั้น ยกตัวอย่างเช่น เท่าแก่น้อย สาหร่ายเท่าแก่น้อย เอามาให้ข่าว ต้นทุนของ Packaging อาจจะอยู่ที่ประมาณ 25-45% พอฝั่งต้นทางมันขึ้นมาประมาณ 50 ต้นทุนของเขาที่ประมาณ 40% เนี่ย ก็ต้องบวมตามไปด้วย เขาก็ต้องกัดฟันสู้นี่ ผมยังไม่นับต้นทุนอื่นๆนะ ที่ไม่เกี่ยวกับอาจจะเป็นเรื่องโลจิสติกส์ จะเป็นต้นทุนของค่าไฟ อย่างนี้เป็นต้น มันทำให้มันเริ่มกระทบเป็นลูกโซ่ อ่า มากยิ่งขึ้น

หรืออีกอุตสาหกรรมนึง ที่ก็อาจจะเกิดผลกระทบ เช่น อุตสาหกรรมของเรื่องตัว เอ่อ ยานยนต์ อาจจะมีชิ้นส่วนบางประเภท อลูมิเนียม โลหะ ที่มันช็อกนะครับ ราคามันแพง ทำให้ไม่สามารถได้ของที่ต้องการแบบนี้ได้ มันก็ทำให้รถทั้งคัน โทรทัศน์ทั้งเครื่อง ที่จะต้องใช้การประกอบ คือต้องเล่าก่อนว่าในอุตสาหกรรมเขาเรียกว่า Assembly Line นะ การประกอบอะไรพวกเนี้ย ขาดชิ้นส่วนเดียว มันก็เหมือนจิ๊กซอว์ ไม่สามารถต่อได้ มันไม่ใช่ว่าคุณขาดชิ้นส่วนนี้แล้ว คุณก็บอกว่าไม่เป็นไร โซ เอามาขายก่อนได้ ในโลกอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างเชื่อมกันหมด การที่เราขาดบางชิ้นส่วนเนี่ย มันมีผลกระทบ อ่า ค่อนข้างมาก

นี่แค่ตัวอย่างนะครับ ลองคิดภาพว่าตอนเนี้ย ในสินค้าของคุณ ผมว่าผู้ประกอบการจะรู้ดีว่า ต้นทุนหรือวัตถุดิบของคุณมีตรงไหนที่มันเริ่มขาดบ้าง ผมอยากจะลองยกตัวอย่างนะครับ เอ่อ นอกจากสภาอุตสาหกรรมแล้วเนี่ย ก็เริ่มมีบางธุรกิจเนี่ย ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ แล้วก็ออกมาเตือน ก็อย่างเช่นคนที่ทำแบรนด์น้ำเต้าหู้ชื่อว่าโทฟูซังนะครับ เจ้าของแบรนด์โพสต์ Facebook เลย แล้วก็หลายที่ก็เอาไปเป็นข่าว เอ่อ เขาบอกว่าตอนแรกเนี่ย เขา มีการล็อค PO ไว้ PO คือสัญญาเหมือนซื้อขายล่วงหน้า ล็อควัตถุดิบเอาไว้ เช่น อาจจะล็อคขวดพลาสติกนะครับ ล็อคฝาพลาสติก ล็อคแพคเกจจิ้ง เพื่อทำให้เขาเนี่ย สามารถมีวัตถุดิบในการมาทำ เอ่อ แพคเกจจิ้งของเขา เอ่อ เขาบอกว่าล็อคไปล็อคมาล่วงหน้า 3-4 เดือนก่อนสงครามด้วยซ้ำเนี่ย ปรากฏว่าของไม่มีแล้ว ถ้าเกิดคุณอยากได้ของเนี่ย คุณต้องจ่ายเพิ่ม 40% เห็นมั้ยครับว่าต้นทุนมันเพิ่มแล้ว เขาก็พูดทิ้งท้ายว่า เขา ก็กัดฟันอยู่ เขาไม่อยากจะเพิ่มราคา แบรนด์อย่างบุญรอดเบียร์คุณเต้ ก็ออกมาพูดเหมือนกันนะครับ คุณภูริก็ออกมาบอกว่า ตอนนี้กัดต้นทุนไว้อยู่ ไม่อยากจะเพิ่ม แบรนด์อย่างของพี่แท็ป จันทร์ ซึ่งสกินแคร์ ก็พูดเหมือนกันว่ากำลังกัดฟันอยู่ ไม่อยากจะขึ้นราคา

นี่คือตัวอย่างให้เห็นว่า Supply Shock กำลังจะเป็นพายุลูกถัดไป พอดี ผมมีน้องในทีมท่านนึงนะครับ ที่บ้านเนี่ย ทำธุรกิจขายกระเพาะปลาในตลาดนี่แหละ ง่ายๆเลยก็เริ่มบอกแล้วว่า ตอนนี้ต้นทุนวัตถุดิบก็แพง เช่น ต้นทุนเอาแค่พลาสติกเนาะ จากเดิมเนี่ย อาจจะ 40 บาท ตอนนี้ขาย 70 บาท อย่างนี้เป็นต้น ต้นทุนของกระเพาะปลา ต้นทุนของวัตถุดิบต่างๆที่รับซื้อมา ค่าขนส่งมันแพงขึ้น อาจจะจากจาก 100 บาทเป็น 120 บาท มันไม่มีทางเลือกครับ ที่ปลายทางที่คนทำร้านอาหารแบบนี้เนี่ย ก็จำเป็นที่จะต้องขึ้นต้นทุน หรือธุรกิจบริการโรงแรม ตอนนี้ก็เริ่มกัดฟันอยู่ ผมได้คุยกับผู้บริหารรายใหญ่รายนึงของประเทศ ทำธุรกิจ Hospitality ก็พูดเหมือนกัน ต้นทุนค่าไฟก็ขึ้นแล้ว ต้นทุนขนส่งก็ขึ้นแล้ว ต้นทุนไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องดื่ม ค่าอาหาร ทุกอย่างที่ต้องใช้ในโรงแรมมันเริ่มขึ้นไปหมดแล้ว สุดท้ายค่าห้องเขาก็ต้องขึ้นอยู่ดี และถ้าของขาด อาจจะทำธุรกิจได้ยากด้วยซ้ำ

นี่คือตัวอย่างครับที่ผมอยากสะท้อนให้เห็นนะครับว่า วันนี้มันไม่ใช่แค่วิกฤตของน้ำมัน หรือไฟฟ้า ผมย้ำอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่วิกฤตของต้นทุนค่าขนส่ง ผมย้ำอีกครั้ง มันเริ่มเป็น Supply Shock หรือการขาดของ หรือแม้กระทั่งของตึง นั่นทำให้มันโดน 3 เด้ง พายุลูกที่ 3 นี้จะทำให้ต้นทุนสินค้ามีโอกาสสูงขึ้นไปอีก และอาจจะคำภาษาอังกฤษคือ pass through ส่งมาถึงราคาสินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าคุณเป็นผู้บริโภคระมัดระวัง ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการต้องตรวจสต็อก หรือว่าทำสัญญาซื้อขายล็อคเอาไว้ดีๆ

หลายคนอาจจะถามถามผมนะครับว่า เฮ้ย คุณเคนตื่นตระหนกไปหรือเปล่า ดูมอเตอร์โชว์สิ คนเต็มเลย ดูขายไอ้เสื้อผ้า Human Made สิ คนล้นเลย งานหนังสือคนเต็มเลย รถติดมากเลย คนจะออกมา ต้องบอกอย่างนี้ครับว่า พายุยังไม่ถึงฝั่งครับ ต้องบอกอย่างงี้นะครับว่า เวลาผลกระทบของเศรษฐกิจจะเจอเนี่ย จริงๆเนี่ย บางทีมันใช้เวลา คือมันมี lead time นั่นแหละ จากสงคราม ซึ่งน้ำมันน่ะ sensitive สุด เพราะว่าราคามันขึ้นลงเร็ว เราโดนไปแล้ว เราเห็นแล้ว ตอนเนี้ย มันค่อยๆทยอยส่งผ่าน ปกติใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นั่นหมายความว่า ตอนเนี้ย หลังสงกรานต์มา ทุกคนจะเริ่มเห็นตรงนั้นมากขึ้น

ผมได้คุยกับนักธุรกิจแล้ว ผมต้อง เอ่อ ใช้คำว่าเป็น early warning ให้กับทุกคน หรือคำเตือนเลยคือนายแบงค์ที่ผมได้คุยเนี่ย แบงค์ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย 2-3 แบงค์ พูดกับผมเลยว่า ปีนี้เขาเก็บของเขาแล้ว และเขาต้องยอมรับว่าการปล่อยกู้ให้กับ ที่มีโอกาสจะเกิดหนี้เสีย เขาอาจจะคิดหนัก และอาจจะไม่ทำ เพราะเขามองไปในอนาคต รู้แล้วว่ามีสิทธิ์ที่ธุรกิจเศรษฐกิจจะหนักมาก ผมไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดแล้ว มันจะทำให้โลกแตกนะครับ ไม่ใช่นะครับ แต่ผมแค่อยากจะมาให้เรียกว่า early sign และกันสัญญาณล่วงหน้าให้ทุกท่านได้กลับไปเตรียมตัว เศรษฐกิจอาจจะยังไม่เกิดผลกระทบในวันนี้ เพราะมันใช้ lead time กว่าจะ pass through หรือว่าจะมีส่งมา บวกกับเรื่องของบางท่านก็อาจจะยังมีรายได้อยู่ เพราะว่ายังไม่โดนลดรายได้ ธุรกิจยังขายของได้โอเคอยู่ เพราะว่ายังไม่ถูกแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้ยังใช้จ่ายอยู่ปกติ

แต่ลองคิดว่าถ้าวันนึงมันเกิดขึ้นจริงๆ บริษัทเริ่มควบคุมค่าใช้จ่าย งานที่เรามีเงินเดือนต่างๆเริ่มหด ต้นทุนเราเริ่มเพิ่ม น้ำมัน ค่าไฟ หมูเห็ดเป็ดไก่ วันนั้นแหละครับ คนจะเริ่มคิด สินค้าฟุ่มเฟือยเขาก็จะเริ่มลดลง เขาก็จะอาจไปใช้จ่ายร้านอาหารน้อยลง วันนั้นของฟุ่มเฟือยต่างๆสำหรับคนเดินถนน มนุษย์เงินเดือนแบบพวกเราก็จะเริ่มลดลง นั่นทำให้ วันนี้คุณอาจจะยังเห็นว่ามันเป็นปกติปกติอยู่ แต่ลองดูอีกสัก 2-3 เดือนครับ อาจจะเริ่มเห็น ถ้ามันไม่เกิดและมันไม่ใช่อย่างที่ผมพูด ก็ต้องบอกว่ายินดีด้วย แต่ผมแค่เอาสิ่งที่นักธุรกิจทุกคนพูดตรงกันมาเล่าให้ฟัง

ผมเล่าทิ้งท้ายครับ กับนักธุรกิจที่ เอ่อ ทำเรื่องของน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของไทย คือ ปตท. พอดีได้คุยกับท่านนะครับ อ่า ในผู้บริหาร เขาก็พูดเหมือนกันว่า ตอนนี้ต้อง conservative แล้วนะ สำหรับนักธุรกิจ เขาใช้คำว่า impossible to growth ด้วยซ้ำ ซึ่งจริงๆผมว่ามันก็ยังมีแหละ เพียงแต่ว่าภาพรวมเนี่ย มันเห็นและ เขาเริ่มมีการปรับประมาณการ GDP ลงมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย กูรูนักธุรกิจที่เขาเห็นสัญญาณ เขาเริ่มใช้คำว่าเก็บคองอเข่า เริ่มออกมา ระมัดระวังตัวเอง เริ่มออกมา risk off ก็คือลดความเสี่ยงของตัวเองลง เก็บเงินสดมากขึ้น ไม่ได้ลงทุนอะไรใหญ่เกินไปมากขึ้น

ถ้าคุณไม่เชื่อคนเหล่านี้ก็ไม่เป็นไร ถ้าคุณคิดว่ามันยังไม่เกิดวิกฤต แต่ถ้าคุณมองว่า เออ ฉันควรระมัดระวัง คุณก็ลองเอาสิ่งที่ผมเล่าเนี่ย ไปลองพิจารณาดูว่าจะทำอะไร ผมมี 2 เอ่อ เรียกว่าคำแนะนำนะครับ ที่ผมรวบรวมมาให้ ถ้าเป็นของนักธุรกิจ เอ่อ แน่นอนหลายคนบอกให้เก็บเงินสดเนาะ จริงๆก็อาจจะไม่พอนะครับ เพราะมันมีโอกาสอยู่ในนั้นแหละ ผู้ประกอบการก็อาจจะต้องทำการล็อคสัญญา ทำการ secure เอ่อ วัตถุดิบ เพราะว่าวันนี้ถ้าเกิดใครอย่างน้อยทำของเอามาขายได้ คนยังซื้อนะครับ มันไม่ได้แบบจบเหมือนโควิดที่มันช็อกไปเลย มันก็ยังมี แต่มันอาจจะซึมๆ หน่อยเท่านั้นเองเนี่ย มันก็ถ้าคุณออกมาขายได้แล้วก็ขายในราคาที่เหมาะสม คุณสามารถลด เอ่อ เรียกว่าโปรดักลง ทำให้ Quality ยังดีอยู่ แต่ว่าจำนวนชิ้นลดลง แล้วขายราคาที่เหมาะสมเนี่ย ที่เป็น value for money ผมว่ามันก็ยังไปได้ อันนี้คือผู้ประกอบการอาจจะต้องลองดูตรงนี้ดีๆ

หรืออีกอันนึง ลองหาโอกาส ก็ต้องยอมรับว่ากลุ่มที่มีรายได้สูงก็ไม่กระทบนะครับ เพราะว่าต้นทุนเหล่านี้เขาไม่ได้กระทบมาก เขาอาจจะยังใช้จ่ายอยู่ เอ่อ ของหรูหราก็ยังไปได้อยู่ ยิ่งถ้าเป็นของหรูหราเพื่อประสบการณ์ ของหรูหราเพื่อเปลี่ยนชีวิต ของหรูหราอะไรที่เขารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่เขาชอบ ผมว่ามันก็ยังไปได้อยู่ เราก็อาจจะต้องลองมองหากลุ่มที่เป็นผู้ที่เป็นรายได้สูงที่เราอยากได้เขาเป็น เอ่อ ลูกค้าของเรามากขึ้น

ส่วนฝั่งคนธรรมดาทั่วไป เด็กจบใหม่ เอ่อ ผมคิดว่าก็คงต้องกลับมาคิดล่ะครับว่าเราจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปอย่างไร เราคงต้องคิดเยอะๆมากขึ้นเรื่องของเงินออม ที่เรามีการลงทุน ช่วงเวลานี้ก็ยังเป็นไปได้นะครับ ตลาดในทุกวิกฤตมันมีโอกาส มันมีตรงไหนมั้ยที่คุณจะชนะตลาดในตรงนี้ได้ มันมีอะไรบ้างที่เราจะทำ Second Job หรือว่าเราจะหารายได้เสริม แล้วมีตรงไหนที่ เราจะสร้าง Value ให้กับตัวเอง เพื่อทำให้บริษัทเนี่ย เห็นคุณค่าของเรา แล้วก็มองว่า เออ เขาเนี่ยอยากจะใช้งานเรา ให้โอกาสเรามากขึ้น เพื่อให้เราได้งานใหม่ๆ หรือว่าได้เงินพิเศษ อ่า เพิ่มมากขึ้น

ก็อยากจะทิ้งท้ายว่า ในทุกวิกฤตมันก็มีโอกาสอยู่ เพียงแต่ว่าไอ้พายุรอรอกถัดมาที่เป็นเรื่องของ Supply Shock ซึ่งจะกระทบกับต้นทุนลง อาจจะเป็นของขาดเนี่ย ก็เป็นอีกพายุลูกนึงที่อาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น ก็หวังว่าคนไทยทุกคนนะครับ จะระแวดระวัง แล้วก็ผ่านพ้นพายุลูกนี้ไปพร้อมๆกันครับ สวัสดีครับ