📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

Radiofrequency Therapy (RF) VDO PRESENTATION

Prapatsorn Engineering Supply Co., Ltd.39:28

Transcription

บริษัท ประพัสร วิศวกรรมจัดหา จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์เควัน จากประเทศเกาหลีใต้ค่ะ วันนี้เครื่องที่เราจะมาพูดถึงภายใต้แบรนด์ของเควัน มีชื่อเครื่องว่าไซนอนนั่นเองค่ะ เครื่องอะไรนะคะ มันคือเครื่องบำบัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือเครื่องให้การรักษาด้วยคลื่นวิทยุนั่นเองค่ะ

บางคนอาจจะคุ้นเคยกันในชื่อนะคะ ตัวนี้มันคือเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีเดียวกันค่ะ การบำบัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรืออาร์เอฟ เป็นการนำคลื่นวิทยุ ซึ่งคลื่นวิทยุตัวนี้ก็คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในย่านความถี่ตั้งแต่ช่วง 3 กิกะเฮิรตซ์ ถึง 300 กิกะเฮิรตซ์ มาใช้ประโยชน์ในเชิงอุตสาหกรรมและการแพทย์นั่นเองค่ะ

การนำคลื่นความถี่วิทยุมาใช้ในทางอุตสาหกรรมมีมาตั้งแต่ปี 1920 แล้วนะคะ ซึ่งในสมัยนั้น เขาได้นำเอาคลื่นวิทยุตัวนี้มาใช้ในการอบและทำให้ไม้มีความแห้ง เพื่อที่จะยืดอายุการใช้งานของไม้นั่นเองค่ะ ในสมัยก่อนมีการตัดไม้มาทำอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมากนะคะ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการใช้งานอยู่ค่ะ

ตัวอุโมงค์ที่ใช้ในการอัดทำให้ไม้มีความแห้งและไล่ความชื้นนี้ จะมีโครงสร้างที่เป็นอุโมงค์นะคะ และภายในอุโมงค์จะประกอบไปด้วยแผ่นอิเล็กโทรดจำนวน 2 ชิ้นวางอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน แผ่นอิเล็กโทรด 2 ฝั่งตรงนี้จะมีการปล่อยกระแสไฟฟ้าและปล่อยคลื่นความถี่สูงออกมาจากแผ่นอิเล็กโทรดทั้ง 2 ฝั่ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันจะทำให้เกิดการหมุนเวียนของอิเล็กตรอนภายใต้แผ่นอิเล็กโทรดทั้ง 2 แผ่น และทำให้เกิดการอบแห้งหรือทำให้เกิดความร้อนภายในไม้นั่นเองค่ะ

ด้วยวิธีการเกิดคลื่นดังกล่าว มันก็ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์บ้างค่ะ ซึ่งในการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นี้ มีการนำมาใช้ในปี 1970 เป็นต้นมานะคะ ซึ่งการใช้คลื่นอาร์เอฟทางการแพทย์ในสมัยนั้นยังเป็นการใช้คลื่นอาร์เอฟในเชิงที่เป็นวิธีการรุกล้ำ นั่นก็คือมีการนำเข็มมีการล่วงล้ำเข้าไปภายในร่างกายค่ะ

การผ่าตัดครั้งแรกที่มีการนำคลื่นอาร์เอฟมาใช้ในการรักษาทางการแพทย์ ก็คือการนำมาใช้ในการผ่าตัดที่ชื่อว่าไรโซโตมีค่ะ เป็นการผ่าตัดเพื่อทำให้เส้นประสาทที่มีการรับความรู้สึกเจ็บปวดมากเกินไปหยุดการส่งกระแสสัญญาณประสาทรับความเจ็บปวดไปยังสมอง ทำให้ผู้ป่วยมีภาวะอาการปวดลดลงนั่นเอง

ในภายหลัง ในปีถัดมาก็ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีคลื่นความถี่วิทยุเพิ่มเติมมากขึ้นค่ะ จนในช่วงปี 1900 ปลายๆ จนถึงช่วง 2000 เป็นต้นมา ก็ได้มีการนำเทคโนโลยีการบำบัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุนี้มาใช้ในเชิงพยาธิสภาพของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกมากขึ้น หรือใช้ในเชิงรักษาโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อมากขึ้นในรูปแบบที่เป็นการรักษาแบบไม่รุกล้ำค่ะ การรักษาแบบไม่รุกล้ำนี้คืออะไร ก็คือการที่ไม่มีการใช้เข็มหรืออุปกรณ์ล่วงล้ำเข้าไปในร่างกายนั่นเองค่ะ

ภาพด้านขวาจะเป็นลักษณะของการใช้การบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟในปัจจุบัน ซึ่งจะใช้ในเรื่องของการลดอาการปวด รวมถึงช่วยในเรื่องของการดูดซับสารคงค้างภายในเลือดได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ ลักษณะการใช้งานของเครื่องอาร์เอฟก็จะมีลักษณะเหมือนเดิมกับเครื่องที่ใช้ในการอบไล่ความชื้นของไม้เลยค่ะ นั่นก็คือมีอิเล็กโทรด 2 ชนิดปรากฏต่อกันในระยะทางระหว่างอิเล็กโทรด 2 แผ่นนี้ ก็จะมีการส่งคลื่นกระแสไฟฟ้าหรือช่วงคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงความถี่เดียวกันกับคลื่นวิทยุนั่นเองค่ะ

รูปดังกล่าวในรูปนี้ก็จะเป็นรูปเครื่องของอาร์เอฟที่เรามักจะเห็นได้อย่างแพร่หลายทั่วไปในปัจจุบันนะคะ ก็จะประกอบไปด้วยตัวเครื่องและรถเข็น รวมถึงหัวให้การรักษาในรูปแบบต่างๆ อาร์เอฟในบางทีเราอาจจะเรียกว่าไดอะเทอร์มีคลื่นยาวก็ได้เช่นเดียวกันค่ะ ช่วงความถี่ที่ใช้ก็จะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 1 เมกะเฮิรตซ์ ไปจนถึง 300 กิโลเฮิรตซ์ หรืออาจจะมากกว่านั้น

ทีนี้เรามาดูในส่วนของผลทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นภายในร่างกายนะคะ เมื่อคนไข้หรือผู้ได้รับการรักษาได้รับการรักษาด้วยคลื่นอาร์เอฟ สิ่งที่เกิดขึ้นหลักๆ จะมี 3 อย่างนะคะ คือทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของไอออนหรืออิเล็กตรอนภายในร่างกายนั่นเองค่ะ

การเคลื่อนไหวแบบแรกนะคะ ถ้าให้เรามองภาพที่แสดงบนหน้าจอตรงนี้ จากภาพเราจะเห็นได้ว่ามีเส้นขีดอยู่ 2 ฝั่ง เส้นขีดตรงนี้ก็จะเป็นสัญลักษณ์ที่แทนแผ่นอิเล็กโทรดที่เราใช้ในการรักษาด้วยคลื่นวิทยุนั่นเองค่ะ อิเล็กโทรดแต่ละฝั่งจะทำหน้าที่เป็นขั้วลบและขั้วบวกนะคะ กระแสไฟฟ้าที่เราใช้ในการทำให้เกิดคลื่นการรักษาด้วยคลื่นวิทยุเป็นกระแสไฟฟ้าสลับนะคะ เพราะฉะนั้นในทุกๆ วินาทีหรือเสี้ยววินาที มันก็จะมีการสลับของทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้า เมื่อทิศทางนี้เกิดการสลับจากแผ่นอิเล็กตรอนที่กลายเป็นบวก มันก็จะเปลี่ยนกลายเป็นลบ จากลบก็จะเปลี่ยนกลายเป็นบวก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือไอออนอิสระภายในร่างกายที่มีขั้วบวกหรือขั้วลบมักจะวิ่งเข้าหาขั้วฝั่งตรงข้ามเสมอ มันก็จะทำให้ขั้วบวกวิ่งเข้าหาแผ่นอิเล็กโทรดที่เป็นขั้วลบ และในวินาทีถัดมาแผ่นขั้วลบกลายเป็นขั้วบวก อิเล็กตรอนหรือไอออนอิสระที่เป็นขั้วบวกก็จะวิ่งหนีออกจากขั้วบวกแล้ววิ่งเข้าหาขั้วตรงข้ามนั่นเองค่ะ

ในโมเลกุลที่มีทั้งขั้วบวกและขั้วลบ มันจะเกิดอะไรขึ้น มันจะทำให้เกิดการหมุนค่ะ โมเลกุลดังกล่าวก็อาจจะเป็นน้ำ หรือโปรตีนบางชนิดที่มีขั้ว ขั้วบวกก็จะวิ่งเข้าหาขั้วลบและขั้วลบก็จะหมุนวิ่งเข้าหาขั้วบวกนั่นเอง

ในโมเลกุลที่ไม่มีขั้วล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้นนะคะ โมเลกุลดังกล่าวก็อาจจะเป็นเซลล์ไขมันก็ได้ค่ะ โมเลกุลที่ไม่มีขั้วมันจะทำให้เกิดการยืดของโมเลกุลเกิดขึ้น ถ้าหากว่าการยืดนี้มันเกิดการยืดมากๆ และทำให้โมเลกุลไม่สามารถที่จะคงสภาพเดิมไว้ได้ ก็จะทำให้เกิดการแบ่งเซลล์และถูกการดูดซึมกลับเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำค่ะ

จากผลทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นทั้ง 3 อย่าง มันก็จะทำให้เกิดการดูดซึมของสารภายในเซลล์และภายนอกเซลล์มากขึ้นนั่นเองค่ะ ทำให้ช่วยในเรื่องของการกระตุ้นในเรื่องของการกำจัดของเสียภายในเซลล์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สที่บริเวณเยื่อหุ้มเซลล์มากขึ้น และช่วยในเรื่องของการไหลเวียนสารอาหารให้เซลล์สามารถดูดซึมสารอาหาร ออกซิเจน หรือเลือดได้ดีมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ในการนำไปใช้ประโยชน์ สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในฝั่งของการรักษาเพื่อเวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือในเวชศาสตร์การกีฬา รวมถึงการใช้ในด้านของความงามเพื่อใช้ในการกระชับ ลดไขมัน และช่วยในเรื่องของการลดภาวะการหย่อนของกล้ามเนื้อได้ด้วยค่ะ

ผลทางชีววิทยาที่เกิดขึ้นในเชิงของทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ยังสามารถแบ่งได้อีกเป็น 2 ผลการรักษาย่อยๆ ค่ะ หนึ่งคือในเรื่องของผลการรักษาที่ไม่มีความร้อนเกิดขึ้น สองคือทำให้เกิดผลทางการรักษาที่มีความร้อนเกิดขึ้นด้วยค่ะ

การรักษาที่เกิดขึ้นแบบไม่ทำให้เกิดผลของความร้อน อันดับแรกคือผลในเรื่องของการช่วยในเรื่องของการลดบวม ซึ่งการลดบวมจากคลื่นอาร์เอฟสามารถที่จะใช้ได้ทั้งในคนไข้ที่อยู่ในภาวะอักเสบ หรือคนไข้ที่อยู่ในช่วงระยะเฉียบพลัน 7 วันแรก รวมถึงใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะบวมหลังจากที่มีการอักเสบมานานแล้วมากกว่า 7 วันในช่วงระยะเรื้อรัง ก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกันค่ะ

ในการศึกษา ได้มีการนำคลื่นอาร์เอฟมาใช้รักษาในกลุ่มคนไข้โรคภาวะเอ็นหมุนข้อไหล่อักเสบ ซึ่งก็พบว่าหลังจากที่คนไข้ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟไป 3 ครั้ง ก็เห็นผลในเรื่องของการลดบวมได้เลยตั้งแต่ 3 ครั้งแรกที่มีการรักษานะคะ

ถัดมา ในการที่ใช้คลื่นอาร์เอฟเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารภายในเซลล์นอกเซลล์มากขึ้น ก็จะทำให้เพิ่มอัตราการดูดซึมสารแลคติก หรือสารของเสียต่างๆ ที่อยู่ภายในเลือดให้เกิดการดูดซึมกลับสู่ระบบหลอดเลือดดำมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยให้คนไข้ที่เป็นนักกีฬา หรือเป็นผู้ที่มีอาการอักเสบภายในร่างกายสามารถที่จะลดช่วงระยะเวลาการอักเสบได้ไวมากขึ้น คนไข้ที่มีภาวะหรือมีการบาดเจ็บจากกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย ก็สามารถที่จะลดระยะเวลาการพักฟื้นและกลับไปใช้ชีวิตในการเล่นกีฬาหรือปฏิบัติกิจกรรมได้ดีมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ในส่วนของคนไข้ที่มีภาวะการอักเสบบริเวณต่างๆ คลื่นอาร์เอฟก็จะช่วยให้กระบวนการอักเสบตรงนี้จบลงได้ไวขึ้น และคนไข้เข้าสู่กระบวนการเยียวยาได้ไวขึ้นนั่นเองค่ะ

ในงานวิจัยตัวอย่าง ได้มีการศึกษาในการใช้การบำบัดด้วยเทคโนโลยีในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะเอ็นยึดข้อศอกด้านนอก โดยจะศึกษาตั้งแต่ในช่วงที่คนไข้มีระยะอาการบาดเจ็บเลย การศึกษาก็พบว่าพอมีการนำการบำบัดด้วยเทคโนโลยีมาใช้แล้ว คนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการบำบัดด้วยเทคโนโลยีมีความพึงพอใจและสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติได้ตั้งแต่ 6 ครั้งแรก และจะได้ผลชัดเจนเมื่อทำการรักษาตั้งแต่ 12 ครั้งขึ้นไปค่ะ

งานวิจัยนี้เป็นการสรุปว่าการบำบัดด้วยเทคโนโลยีสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการลดบวม และลดระยะเวลาฟื้นตัวได้ สามารถที่จะช่วยให้คนไข้กลับไปปฏิบัติกิจกรรมทางร่างกายได้เหมือนเดิมนะคะ และถ้าหากว่าเราใช้การรักษาด้วยคลื่นอาร์เอฟร่วมกันกับการรักษาอื่นๆ เช่นอาจจะเป็นการออกกำลังกาย หรือวิธีการอื่นๆ ก็จะยิ่งช่วยให้คนไข้สามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปกติได้ดีมากยิ่งขึ้นค่ะ

ในส่วนของผลการรักษาที่ทำให้เกิดความร้อน การไหลของกระแสไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการรักษาภายในร่างกายคนไข้ เมื่อเราให้กำลังไฟฟ้าที่มากขึ้น ก็จะทำให้พลังงานที่สะสมภายในเซลล์เกิดเป็นพลังงานความร้อนค่ะ พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นภายในร่างกายก็จะทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว และทำให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ณ บริเวณที่เราทำการรักษาค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้น เราก็จะเห็นในเรื่องของหลังจากที่เราให้การรักษาด้วยการบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟ กล้ามเนื้อจะมีการนิ่มลง หรือมีอาการติดขัดน้อยลงนั่นเองค่ะ ก็จะช่วยในเรื่องของการลดปวด นอกจากนี้ เลือดที่มาเลี้ยง ณ บริเวณที่เราทำการรักษามากขึ้นก็จะนำพาออกซิเจนหรือสารอาหารต่างๆ มาช่วยในเรื่องของการซ่อมสร้าง ซ่อมแซม และฟื้นฟูบริเวณที่มีอาการสึกหรอหรือมีอาการบาดเจ็บด้วยค่ะ

การลดปวด ก่อนอื่นเรามาดูที่วงจรการลดปวดก่อนนะคะ โดยปกติแล้ว อาการปวดที่คนไข้เกิดขึ้นในบางครั้งอาจจะเกิดจากการที่คนไข้มีการใช้กล้ามเนื้อที่เยอะจนเกินไปค่ะ เมื่อใช้เยอะจนเกินไป จะทำให้เกิดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อชนิดนั้น ทำให้ความไวของกระสวยกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณปลายประสาทบริเวณปลายกล้ามเนื้อเกิดการหดรั้งมากขึ้น เมื่อทำให้เกิดการหดรั้งของกล้ามเนื้อ มันจะทำให้กล้ามเนื้อไปบีบรัดบริเวณหลอดเลือดที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อตรงนั้น เมื่อหลอดเลือดนั้นถูกรัดจากกล้ามเนื้อที่มีอาการเกร็งตัว ก็จะทำให้เอทีพี หรือพลังงานต่างๆ ไม่สามารถที่จะมาเลี้ยงกล้ามเนื้อตรงนั้นได้ ทำให้มีการคั่งค้างของสารที่เป็นสารของเสียภายในบริเวณนั้นมากขึ้น และคนไข้ก็จะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บค่ะ และก็จะเกิดอาการบาดเจ็บ ณ บริเวณนั้นค่ะ

การใช้การบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟ การบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟก็จะไปช่วยทำให้ความไวของกระสวยกล้ามเนื้อนั้นลดลง ทำให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ทำให้พลังงานมาเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อตรงนั้นมากขึ้นค่ะ

ในงานวิจัย ได้มีการสรุปผลประสิทธิภาพของการใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อช่วยในเรื่องของการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก โดยในงานวิจัยก็ได้มีการรวบรวมงานวิจัยต่างๆ ที่มีการใช้คลื่นอาร์เอฟเพื่อมาช่วยในเรื่องของการลดอาการปวด ซ่อมสร้าง ซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ตัวชี้วัดในแต่ละงานวิจัยก็อาจจะแตกต่างกันไป โดยส่วนมากก็จะใช้ตัวผลลัพธ์ที่เป็นมาตรวัดความปวดแบบภาพมาใช้ในการลดปวดเป็นส่วนใหญ่ค่ะ ในงานวิจัยที่ยกมานี้ ก็มีการศึกษาตามบริเวณต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งผลการศึกษานี้ก็พบว่าการบำบัดด้วยคลื่นความถี่วิทยุ หรือคลื่นอาร์เอฟ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องของการรักษาเพื่อช่วยในเรื่องการลดปวดได้ดี และสามารถที่จะใช้ในการรักษาในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้อย่างครอบคลุมค่ะ ซึ่งถ้าหากว่าผู้ใช้งานต้องการที่จะหวังในเรื่องของผลประโยชน์ที่ได้จากคลื่นอาร์เอฟมากขึ้น ก็อาจจะใช้งานคลื่นอาร์เอฟร่วมกันกับเครื่องมือให้การรักษาอื่นๆ เพื่อที่จะช่วยในเรื่องของผลลัพธ์ที่คงอยู่ยาวนานได้ค่ะ

กล่าวโดยสรุป การใช้คลื่นอาร์เอฟเพื่อช่วยในเรื่องของการลดปวด จะสามารถช่วยได้ทั้งในแง่ของการที่เราหวังผลในเรื่องของผลของความร้อน หรืออาจจะไม่ได้หวังผลในเรื่องของความร้อนก็ได้ การลดปวดที่ไม่ได้หวังผลในเรื่องของความร้อนก็จะช่วยในเรื่องของการลดบวม ทำให้เกิดการดูดซึมสารอักเสบหรือของเสียภายในร่างกายกลับเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำมากขึ้น ส่วนในเรื่องของการใช้คลื่นอาร์เอฟเพื่อหวังผลในเรื่องของความร้อน ความร้อนที่เกิดขึ้นก็จะทำให้เลือดมาเลี้ยงในบริเวณที่มีการบาดเจ็บมากขึ้น เลือดก็จะนำออกซิเจนหรือสารอาหารต่างๆ รวมถึงพลังงาน มาเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อที่มีการหดเกร็ง และช่วยให้อาการหดเกร็งนี้นิ่มขึ้นและลดลงนั่นเองค่ะ

ในแง่ของความงามหรือด้านที่เกี่ยวข้องกับความงาม คลื่นอาร์เอฟก็จะช่วยในเรื่องของการลดไขมัน ถ้าหากว่าเราใช้เป็นระยะเวลาประมาณ 20 นาทีถึง 30 นาทีขึ้นไปแล้ว ก็จะช่วยในเรื่องของการกระชับผิวที่หย่อนคล้อย นั่นคือช่วยลดอาการหย่อนคล้อย ช่วยให้บริเวณพื้นผิวที่เราใช้คลื่นอาร์เอฟมีภาวะที่ตึงมาก ช่วยให้ผิวหนังหรือบริเวณชั้นกล้ามเนื้อที่มีการหย่อนคล้อยกลับมากระชับได้เหมือนเดิมนั่นเองค่ะ

เทคนิคในการรักษาด้วยเครื่องให้การรักษาด้วยคลื่นวิทยุ จะแบ่งออกตามประเภทของอิเล็กโทรดที่เราเลือกใช้นะคะ ในปัจจุบันประเภทของอิเล็กโทรดของเครื่องบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดค่ะ หนึ่งคือโมโนโพลาร์ หรืออิเล็กโทรดชนิดที่มีขั้วเดี่ยว และสองคือไบโพลาร์ หรืออิเล็กโทรดที่มี 2 ขั้วภายในหัวเดียวกันค่ะ

ตัวโมโนโพลาร์เราสามารถที่จะแบ่งประเภทย่อยไปได้อีก 2 ประเภทนะคะ คือหนึ่งโหมดคาปาซิทีฟ และสองโหมดรีซิสทีฟค่ะ ลักษณะการให้การรักษาด้วยอิเล็กโทรดประเภทโมโนโพลาร์ก็จะมีหัวและแผ่นอิเล็กโทรด หรือที่เราเรียกว่าเพลทหรือแผ่นนิวทรัลนั่นเองค่ะ ลักษณะของการไหลของกระแสไฟฟ้าก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนภายใต้แผ่นอิเล็กโทรด 2 แผ่นที่ประกบกันค่ะ

ในรูปถัดมา เราจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะของการไหลเวียนของคลื่นค่ะ เราจะเห็นว่าเมื่อเทียบกันระหว่างโมโนโพลาร์กับไบโพลาร์แล้ว ลักษณะของหัวอิเล็กโทรดที่เป็นโมโนโพลาร์ คลื่นจะมีการกระจายในระยะรัศมีที่กว้างกว่าเมื่อเทียบกันกับหัวให้การรักษาแบบไบโพลาร์ค่ะ

หัวโมโนโพลาร์ทั้ง 2 ชนิดในชื่อที่เรียกว่าซีอีที หรืออาร์อีทีนี้ มีความแตกต่างกันอย่างไร ก็จะต่างกันที่วัสดุของหัวให้การรักษานั่นเองค่ะ ในโหมดการรักษาด้วยโหมดคาปาซิทีฟ หัวอิเล็กโทรดที่ใช้ในการรักษาจะทำขึ้นจากอิเล็กโทรดโลหะ แล้วก็เคลือบด้วยวัสดุที่เรียกว่าโพลีเมอร์ค่ะ โพลีเมอร์ตัวนี้เป็นสารที่เป็นตัวกึ่งนำไฟฟ้าและเป็นตัวกึ่งนำความร้อนค่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะทำให้มีความร้อนหลงเหลืออยู่ที่แผ่นอิเล็กโทรด ทำให้คลื่นไม่ได้ลงไปลึกมากเท่าที่ควร และสามารถที่จะเหนี่ยวนำความร้อนได้ดีในเนื้อเยื่อที่มีน้ำเยอะค่ะ ในระหว่างทำการรักษา ถ้าหากว่าให้การรักษาด้วยโหมดคาปาซิทีฟ หรือหัวซีนี้ ถ้าหากว่าผู้ทำการรักษามีการสัมผัสที่หัวอิเล็กโทรดชนิดนี้ ก็อาจจะทำให้รู้สึกถึงความอุ่นร้อนบริเวณหัวได้ค่ะ

ในส่วนของหัวให้การรักษาแบบโหมดรีซิสทีฟ หัวแผ่นอิเล็กโทรดจะทำจากสเตนเลสสตีลค่ะ ซึ่งสเตนเลสสตีลมีภาวะที่เป็นสารนำไฟฟ้าและนำความร้อนได้ดีค่ะ ทำให้คลื่นสามารถที่จะเข้าสู่ชั้นผิวหนังลึกได้โดยที่ไม่มีการแผ่ความร้อนที่บริเวณผิวหนัง หรือบริเวณรอบๆ หัวอิเล็กโทรดค่ะ ผู้ทำการรักษาก็จะไม่รู้สึกถึงความอุ่นร้อน ซึ่งความอุ่นร้อนนี้ก็จะเกิดขึ้นภายใต้เนื้อเยื่อหรือผิวหนังของคนไข้นั่นเองค่ะ

กล่าวโดยสรุป การให้การรักษาแบบซี หรือคาปาซิทีฟ จะเหมาะกับการรักษาในกลุ่มเนื้อเยื่ออ่อน เช่นไขมันใต้ผิวหนัง หรือกล้ามเนื้อที่มีน้ำเยอะๆ นั่นเองค่ะ ส่วนในการรักษาแบบอาร์อีที หรือรีซิสทีฟ จะเหมาะกับการใช้ในกลุ่มเนื้อเยื่อที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบจำนวนน้อยนะคะ เช่นเอ็น ข้อต่อ หรือบริเวณกระดูกค่ะ

จากรูป นอกจากเราจะแบ่งประเภทของหัวให้การรักษาออกเป็น 3 ประเภทแล้ว เราก็สามารถที่จะกะปริมาณความลึกของคลื่นที่จะลงไปได้ตามประเภทของหัวให้การรักษาด้วยค่ะ โดยในรูปเราก็จะเห็นว่าหัวให้การรักษาแบบซีอีที หรือคาปาซิทีฟ จะมีความลึกประมาณหนึ่งเมื่อเทียบกันกับหัวไบโพลาร์นะคะ เนื่องจากว่าหัวไบโพลาร์นี้ระยะในการส่งคลื่นค่อนข้างที่จะสั้น ก็จะทำให้หัวไบโพลาร์มีระยะการลงลึกของคลื่นน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับซีอีที หรืออาร์อีทีนั่นเองค่ะ

ขั้นตอนในการทำการรักษาโดยทั่วไปนะคะ หนึ่งเลยก็คือเราจะต้องทำการกำหนดจุดบริเวณที่คนไข้มีภาวะพยาธิสภาพอยู่ หรือบริเวณที่เราจะทำการรักษาค่ะ จากนั้นเราก็จะทำการวางอิเล็กโทรดกลาง หรือแผ่นนิวทรัลนะคะ การวางแผ่นอิเล็กโทรดหรือแผ่นนิวทรัลอาจจะวางในบริเวณที่ตรงข้ามกับบริเวณที่เราทำการรักษา หรือวางบริเวณใกล้เคียงก็ได้ค่ะ

จากนั้นเราจะทำการทาครีม หรือสารที่ช่วยลดแรงเสียดทานในบริเวณหัว หรือบริเวณที่เราจะทำการรักษาค่ะ และจากนั้นเราก็จะมาทำการเลือกประเภทของโหมดที่เราจะทำการรักษาค่ะ ซึ่งเราอาจจะรักษาโดยใช้โหมดคาปาซิทีฟในบริเวณกล้ามเนื้อที่มีน้ำเยอะ หรืออาจจะใช้โหมดรีซิสทีฟในการรักษาบริเวณเนื้อเยื่อที่มีน้ำน้อย เช่นพังผืด เอ็น หรือกระดูกค่ะ

ตรงนี้ก็จะเป็นคลิปที่แสดงวิธีการทำการรักษานะคะ อันดับแรกก็คือจะวางเพลทในบริเวณที่ใกล้เคียงค่ะ จากนั้นทาครีม อย่างตัวอย่างในคลิป เขาจะทำการรักษาในบริเวณที่เป็นคนไข้ที่มีอาการปวดเรื้อรังนะคะ หลังจากที่ทาครีมไปแล้ว ผู้ทำการรักษาก็จะต้องใช้ลักษณะของการวนหัวรอบๆ บริเวณที่เราจะทำการรักษาค่ะ โดยความรู้สึกที่คนไข้จะได้รับอาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยไปจนถึงอุ่นสบายค่ะ

เทคนิคในการทำการรักษาด้วยการบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟ อาจจะใช้เทคนิคของการนวดเข้าไปมีส่วนผสมในการรักษาด้วยได้ค่ะ หรือในระหว่างที่เราทำการรักษา เราอาจจะใช้วิธีการแบบรับการเคลื่อนไหว เพื่อให้กล้ามเนื้อมีการทำงานและช่วยยืดพิสัยการเคลื่อนไหวในบริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษาด้วยค่ะ หรือถ้าหากคนไข้ที่มีภาวะอาการบาดเจ็บในขณะที่ทำกิจกรรมแบบออกแรงเอง ก็สามารถที่จะให้ผู้ป่วยทำการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กับการทำการรักษาด้วยการบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟได้ค่ะ

ความเข้มข้นที่เราจะให้ก็จะขึ้นอยู่กับผลการรักษาที่เราต้องการค่ะ นอกจากผลการรักษาที่เราต้องการแล้ว ความเข้มข้นในที่นี้ก็ยังจะมีผลต่อความลึกหรือการกระจายตัวของพลังงานที่คนไข้จะได้รับด้วยค่ะ ถ้าหากว่าเราให้กำลังไฟฟ้าที่มากขึ้น คลื่นก็จะมีการสะสมภายใต้แผ่นอิเล็กโทรดมากขึ้น คนไข้ก็อาจจะมีการรู้สึกว่ามีอาการอุ่นร้อน หรือมีความรู้สึกว่าบริเวณที่ทำการรักษามีอาการร้อนได้มากขึ้นนะคะ แต่ถ้าหากว่าเราหวังผลในเรื่องของการแลกเปลี่ยนสารภายในเซลล์นอกเซลล์ ความเข้มข้นที่ให้ก็อาจจะไม่ต้องเยอะนะคะ แล้วก็ใช้วิธีการเลือกอิเล็กโทรดให้ตรงกับบริเวณเนื้อเยื่อที่เราต้องการจะทำการรักษาค่ะ

ระยะห่างระหว่างหัวอุปกรณ์ ก็คือระยะห่างระหว่างหัวอิเล็กโทรดและแผ่นอิเล็กโทรด ก็มีผลต่อการนำคลื่นและความไวในการส่งคลื่นเช่นเดียวกันค่ะ ถ้าหากว่าแผ่นอิเล็กโทรดกับหัวอิเล็กโทรดอยู่ใกล้กันมากขึ้น ระยะห่างในการส่งคลื่นใกล้กันมากขึ้น ก็จะทำให้คนไข้รู้สึกร้อนอุ่นได้ไวขึ้นนะคะ

ระยะเวลา โดยทั่วไป การใช้การรักษาด้วยเทคโนโลยีหรือคลื่นอาร์เอฟ จุดหนึ่งก็จะให้การรักษาโดยประมาณ 5-10 นาทีนะคะ แต่ถ้าหากว่าพื้นที่ที่เราทำการรักษามีพื้นที่ที่ค่อนข้างกว้าง เช่นอาจจะเป็นแผ่นหลังหรือบริเวณก้น การรักษาในที่นี้ก็อาจจะเพิ่มเป็น 10 หรือ 20 นาทีได้ค่ะ โดยการรักษา 1 ครั้งไม่ได้จำกัดว่าสามารถที่จะใช้ได้เฉพาะคาปาซิทีฟเท่านั้น สามารถที่จะรวมรีซิสทีฟกับคาปาซิทีฟเข้าร่วมกันได้ใน 1 การรักษาค่ะ

ความถี่ในที่นี้ก็จะช่วยบอกความลึกของคลื่นที่จะลงไปได้นะคะ นอกจากในส่วนของประเภทของหัวแล้ว โดยความถี่ในที่นี้ก็จะมีผลกับการเลือกใช้ของหัวซี หรือคาปาซิทีฟค่ะ หัวคาปาซิทีฟภายในเครื่องก็จะมีโหมดให้การรักษาทั้งหมดอยู่ 2 โหมดค่ะ เป็นโหมดปกติ และเป็นโหมดดีปซีอีที

โหมดนอร์มอลซีอีทีจะใช้ความถี่ในการปล่อยคลื่นอยู่ที่ 500 กิโลเฮิรตซ์ ทำให้คลื่นไม่ได้ลงได้ลึกมาก คลื่นจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 เซนติเมตรนะคะ และหัวให้การรักษาแบบดีปซีอีทีจะใช้ความถี่ขาออกอยู่ที่ 300 กิโลเฮิรตซ์ ทำให้คลื่นสามารถที่จะลงไปได้ลึกมากขึ้นมากกว่า 3 เซนติเมตรนะคะ

ข้อควรระวังในการใช้เครื่องอาร์เอฟนะคะ เราจะไม่ใช้ในบริเวณที่เป็นบริเวณท้องในคนไข้ที่มีภาวะตั้งครรภ์ คนไข้ที่มีภาวะความผิดปกติของการรับความรู้สึก ไม่สามารถที่จะบอกความรู้สึกร้อนเย็นได้ ก็เป็นข้อห้ามนะคะ การรักษามีการสัมผัสผิวหนังโดยตรง คนไข้ที่มีภาวะเป็นโรคผิวหนังหรือมีการอักเสบที่บริเวณผิวหนังก็เป็นข้อห้ามไม่ควรใช้การรักษาด้วยเครื่องอาร์เอฟค่ะ

บริเวณที่มีเหล็ก หรือมีวัสดุฝังในภายในร่างกาย เป็นบริเวณที่ไม่ควรทำคลื่นอาร์เอฟนะคะ แล้วก็จะไม่ควรเป็นบริเวณที่เป็นทางผ่านของการส่งคลื่นระหว่างแผ่นนิวทรัลกับหัวอิเล็กโทรดด้วยค่ะ คนไข้ที่มีภาวะโรคเกี่ยวกับทรวงอก โรคหัวใจ หรือโรคที่มีภาวะทำให้เกิดการหายใจที่ไม่เต็มอิ่ม บริเวณทรวงอกก็เป็นบริเวณที่ต้องหลีกเลี่ยงค่ะ

คนไข้ที่มีภาวะในเรื่องของการแข็งตัวของเลือด เลือดมีการไหลง่ายผิดปกติ หรือเลือดไหลไม่หยุด หรือคนไข้ที่มีภาวะเป็นประจำเดือนอยู่บริเวณท้องหรือบริเวณหลัง ก็เป็นบริเวณที่ต้องหลีกเลี่ยงค่ะ รวมถึงคนไข้ที่มีเนื้องอกที่ไม่ทราบว่าเป็นเนื้องอกดีหรือร้าย ก็เป็นข้อห้ามที่ไม่ควรใช้คลื่นอาร์เอฟในการรักษาเช่นเดียวกันค่ะ

ทีนี้เรามาดูที่คุณลักษณะสมบัติของเครื่องให้การรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุของแบรนด์เควัน รุ่นไซนอนกันบ้างนะคะ คลื่นแน่นอนว่าก็จะเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ความถี่ขาออกอยู่โดยรวมที่ 470 กิโลเฮิรตซ์ สามารถที่จะใช้การรักษาได้ทั้งหมด 3 แบบค่ะ นั่นก็คือคาปาซิทีฟ อาร์อีที รีซิสทีฟ และก็ให้การรักษาแบบไบโพลาร์ค่ะ

อุปกรณ์ประกอบของเครื่องให้การรักษาด้วยเครื่องคลื่นวิทยุไซนอน จะประกอบไปด้วยตัวเครื่องพร้อมแท่นวางแผ่นอิเล็กโทรดค่ะ โดยชนิดของอิเล็กโทรดก็จะมีทั้ง 2 ชนิด นั่นก็คือซีอีที และอาร์อีทีค่ะ แบ่งตามขนาดของหัวอิเล็กโทรดซึ่งก็เลือกใช้ตามบริเวณที่เราจะทำการรักษานั่นเองค่ะ

หัวให้การรักษาจะมีป้ายกำกับบอกโดยเฉพาะนะคะว่าหัวให้การรักษาแต่ละชนิดใช้สำหรับการรักษาแบบไหน หัวให้การรักษาแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นซี หรืออาร์อีที หัวให้การรักษาที่เราเลือกใช้จะต้องมีขนาดที่เล็กกว่าเพลท หรือแผ่นนิวทรัลนะคะ เพื่อให้คลื่นมาสะสมบริเวณแผ่นอิเล็กโทรดบริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษาคนไข้มากที่สุดนั่นเองค่ะ โดยเราจะต้องกำชับให้คนไข้ไม่ขยับหรือไม่ทำการผละออกห่างจากแผ่นนิวทรัลนะคะ เพื่อไม่ให้เกิดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้าและเกิดประกายไฟบริเวณที่เราทำการรักษาค่ะ

อุปกรณ์อื่นๆ ก็จะมีหัวให้การรักษาด้วยไบโพลาร์ หัวให้การรักษาแบบซีแบบ 2 หัวนะคะ แล้วก็จะมีแผ่นนิวทรัลชนิดที่เป็นแบบจับค่ะ นอกจากหัวให้การรักษาที่เป็นลักษณะเป็นหัวอิเล็กโทรดกลมๆ แล้ว ก็ยังจะมีหัวให้การรักษาที่เป็นลักษณะพิเศษ 2 ชนิดค่ะ ก็คือเป็นแบบที่คล้ายกับลักษณะของกัวซา ส่วนอีกแบบหนึ่งเป็นในลักษณะของเบลดค่ะ

ลักษณะของหัวให้การรักษาทั้ง 2 รูปแบบนี้ จะเหมาะกับการให้การรักษาแบบการคลายพังผืดค่ะ นั่นก็คือใช้เพื่อทำการคลายพังผืดที่มีอาการหดเกร็งนั่นเองค่ะ

โหมดการใช้งานของตัวเครื่องก็ออกแบบมาให้ใช้งานได้ค่อนข้างง่ายนะคะ รูปแบบของตัวเครื่องจะแบ่งตามประเภทของการรักษาที่ตัวเครื่องสามารถทำได้ค่ะ โหมดแรกคืออาร์อีที หรือการให้การรักษาแบบรีซิสทีฟนะคะ อาร์อีทีจะแบ่งโหมดการรักษาเป็นเอ บี และซีค่ะ แบ่งตามกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ตัวเครื่องสามารถปล่อยได้ค่ะ

โดยทั่วไป ถ้าหากว่าเราใช้ในเชิงการลดอาการเจ็บปวดในกลุ่มกล้ามเนื้อและกระดูก เราก็จะแนะนำให้ใช้เป็นโหมดเอค่ะ ซึ่งมีการปล่อยกำลังไฟฟ้าสูงสุด 100% นะคะ โหมดบีและซีต่างกันที่กำลังไฟฟ้าสูงสุดค่ะ ในที่นี้ก็จะใช้ในเชิงของการลดไขมัน หรือใช้ในเรื่องการกระชับสัดส่วนค่ะ คนไข้ที่บีเอ็มไออยู่ในช่วงภาวะอ้วน ก็แนะนำให้ใช้อยู่ที่โหมดบี 70% ของกำลังไฟฟ้าสูงสุด ส่วนคนไข้ที่บีเอ็มไอเกิน 35 ขึ้นไป ก็อาจจะใช้เป็นโหมดซี ซึ่งมีการปล่อยกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ 85% ค่ะ

เมื่อเราทำการเลือกโหมดให้การรักษาแล้ว ถัดมาเราก็จะทำการกดเพิ่มความเข้มข้นค่ะ โดยในหน้าจอจะขึ้นเป็นกำลังไฟฟ้าที่คนไข้จะได้รับ ซึ่งกำลังไฟฟ้าในที่นี้ก็จะต่างกันไปตามอิมพีแดนซ์ของแต่ละคนนะคะ ก่อนทำการรักษาด้วยคลื่นอาร์เอฟ ก็แนะนำให้มีการเช็ดทำความสะอาดผิวคนไข้ด้วยแอลกอฮอล์ค่ะ

โหมดการรักษาถัดมาคือโหมดการรักษาด้วยคาปาซิทีฟนะคะ ในโหมดการรักษาด้วยคาปาซิทีฟก็จะแบ่งออกเป็นปกติและลึกค่ะ ต่างกันที่ความถี่ขาออกนะคะ โหมดปกติก็จะลงได้ตื้นกว่านะคะ ใช้ความถี่ที่ 0.5 เมกะเฮิรตซ์ เหมาะกับการใช้ในกลุ่มชั้นกล้ามเนื้อตื้น ก็จะลงได้ลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนการใช้โหมดลึกก็จะใช้ความถี่ขาออกอยู่ที่ 0.3 เมกะเฮิรตซ์ค่ะ เหมาะกับการใช้ในกลุ่มชั้นกล้ามเนื้อลึกค่ะ คลื่นสามารถลงได้ลึก 4-5 เซนติเมตรค่ะ

โหมดให้การรักษาแบบไบโพลาร์ก็จะเป็นหัวที่มีทั้งขั้วบวกและขั้วลบอยู่ภายในหัวเดียวกันนะคะ คลื่นก็จะลงได้ตื้นที่สุดค่ะ ลงได้ลึกประมาณ 1-2 เซนติเมตรเลยค่ะ

เทคนิคในการรักษาอีกเทคนิคหนึ่ง เราสามารถที่จะใช้มือของเราเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการนำไฟฟ้าและช่วยในเรื่องของการส่งผ่านคลื่นได้ค่ะ ในการใช้เทคนิคการใช้มือในการนำส่งคลื่น ผู้ทำการรักษาจะต้องระวังในเรื่องของการเลือกใช้หัวอิเล็กโทรดค่ะ บริเวณที่ทำการสัมผัสคนไข้จะต้องมีขนาดที่เล็กกว่าตัวที่หัวอิเล็กโทรดสัมผัสของหัวบำบัด เพื่อไม่ให้คลื่นมาสะสมที่บริเวณหัวบำบัดมากจนเกินไปค่ะ

ในรูปดังกล่าวเป็นการใช้หัวให้การรักษาแบบ 2 หัวพร้อมกันนะคะ เป็นดูโอพิน เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ที่มีขนาดค่อนข้างกว้าง เช่นแผ่นหลังทั้งแผ่น หรือว่าใช้ในการรักษาบริเวณแขนพร้อมกันทั้ง 2 ข้างค่ะ

นี่ก็จะเป็นคลิปตัวอย่างอีกคลิปหนึ่งนะคะที่ทำการรักษาบริเวณแผ่นหลังค่ะ ก็จะเห็นได้ว่าในคลิป เขาเอาแผ่นนิวทรัลวางทิ้งไว้ที่บริเวณแผ่นหน้าท้องนะคะ เพื่อให้เกิดการสัมผัสขึ้นระหว่างแผ่นหลังและบริเวณหน้าท้องค่ะ

ลักษณะของครีมที่ใช้ก็ใช้ในปริมาณที่เพียงพอที่จะทำให้ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างผิวคนไข้กับหัวอิเล็กโทรดค่ะ เพื่อไม่ให้เกิดการฝืดจนเกินไปค่ะ

นี่ก็เป็นอีกคลิปวิดีโอสาธิตอีกรูปแบบหนึ่งนะคะ ในรูปก็จะเป็นการใช้เบลดร่วมกันกับคาปาซิทีฟค่ะ

ตัวเบลดก็สามารถที่จะใช้ได้ทั้ง 2 ด้านนะคะ อาจจะใช้แค่บริเวณส่วนปลายก็ได้ค่ะ หรือใช้บริเวณที่เป็นส่วนโค้งเพื่อให้เข้ากันกับสรีระคนไข้ในบริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษาค่ะ

กล่าวโดยสรุป การบำบัดด้วยคลื่นอาร์เอฟของแบรนด์เควัน รุ่นไซนอน ข้อดีของตัวเครื่องมีอะไรบ้าง จุดเด่นของตัวเครื่องมีอะไรบ้าง ก็คือไซนอนสามารถให้กำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ที่ 300 วัตต์นะคะ มีความถี่ขาออกอยู่ที่ 470 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นความถี่ขาออกที่ทำให้คลื่นมีความเสถียรค่ะ

อิเล็กตรอนสามารถที่จะเคลื่อนไหวได้สูงสุดถึง 470,000 ครั้งในวินาที สามารถทำการรักษาได้ทั้งในเรื่องของการหวังผลในเรื่องของการเกิดความร้อนและไม่เกิดผลทางความร้อนค่ะ สามารถเลือกใช้ได้ทั้งในกลุ่มระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ผู้ทำการรักษาเลือกใช้นะคะ

ตัวเครื่องสามารถให้การรักษาได้ทั้งหมด 3 โหมดค่ะ คาปาซิทีฟเหมาะสำหรับเนื้อเยื่ออ่อนที่มีน้ำค่อนข้างเยอะเช่นกล้ามเนื้อนะคะ อาร์อีที รีซิสทีฟเหมาะสำหรับการใช้ในบริเวณที่เป็นเนื้อเยื่อ หรือบริเวณที่เป็นส่วนประกอบที่มีน้ำค่อนข้างน้อยนะคะ ได้แก่กระดูก ข้อต่อ หรือเอ็น และการรักษาแบบไบโพลาร์เหมาะสำหรับบริเวณที่มีความบอบบางค่อนข้างเยอะ เช่นบริเวณใบหน้าหรือลำคอ หรือบริเวณที่เราไม่ต้องการให้เกิดผลในเรื่องของความร้อนลึกนะคะ

และข้อสุดท้ายค่ะ ไซนอนมีเทคโนโลยีในเรื่องของปราศจากประกายไฟ ตรงนี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยและผู้ทำการรักษามั่นใจในเรื่องของการไฟฟ้าลัดวงจร หรือความเสี่ยงในการไหม้ได้ค่ะ

ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ