📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ระวัง SME ไทยล้มหาย สินค้าต่างชาติทะลัก รัฐบาลอนุทินไร้มาตรการปกป้อง

พรรคประชาชน - People's Party19:38

Transcription

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สิทธิพล วิบูลทนากุล พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายในโอกาสที่รัฐบาลคุณอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในประเด็นปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ครับ

ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะลำบากจริงๆ ผู้ประกอบการไทยวันนี้เจอโจทย์เศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว โจทย์ระยะสั้นจากปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้าครับ ต้นทุนผู้ประกอบการที่สูงขึ้นจากภัยสงคราม มาตรการภาษีสหรัฐที่กำลังจะมีเส้นตายสำคัญ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่เสี่ยงถดถอยรุนแรง ยังไม่นับที่ผู้ประกอบการไทยถูกเอาเปรียบตลอดมา จากปัญหาทุ่มตลาดของสินค้าต่างชาติราคาถูก

ยังมีโจทย์ระยะยาวครับ เราจะช่วยเหลือ SME อย่างเป็นระบบอย่างไรตลอด จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกตรงไหน ซึ่งทั้งหมดนี้จะบรรลุได้ เราต้องการรัฐบาลที่กำหนดเป้าหมายชัดว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบไหน มี ยุทธศาสตร์พาประเทศเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรเป็นสำคัญ เพราะทรัพยากรรัฐไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ งบประมาณมีจำกัด เป้าหมายจึงต้องชัดและถูก ฝ่ายการเมืองต้องตั้งให้ถูก จะได้นำไปสู่การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาและการใช้ทรัพยากรในการแก้ไข ซึ่งน่าเสียดายครับที่ในคำแถลงนโยบายวันนี้ไม่ได้แสดงถึงสิ่งเหล่านี้

เรื่องแรกที่ผมอยากพูดถึงคือวิกฤตสินค้าต่างชาติราคาต่ำทะลัก หรือปัญหาทุ่มตลาด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการเดือดร้อนมากนะครับ ปัญหานี้ส่งผลให้โรงงานไทยจำนวนมากปิดตัว สภาอุตสาหกรรมระบุว่ามากถึง 43 อุตสาหกรรมจาก 48 อุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ซึ่งกระทบ SME ล้านราย ซึ่งหมายถึง 2 ใน 3 ของ SME ทั้งประเทศ

อีกสัญญาณที่สะท้อนว่าหนักคือตัวเลขการขาดดุลการค้าไทยกับจีนครับ ปีที่แล้วเราขาดดุล 2.22 ล้านล้านบาท ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี่เราขาดดุลเพิ่มขึ้นตลอดนะครับ ปีนึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์ และล่าสุด 2 เดือนแรกของปีนี้เราขาดดุลไปแล้ว 456,000 ล้านบาท เรียกว่าปีนี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะภายใต้สถานการณ์สงครามการค้าที่สถานการณ์นี้เสี่ยงรุนแรงขึ้น และต้องฝากไปถึงรัฐบาลนะครับ สถานการณ์ลงไปจะยิ่งหนักขึ้น เพราะวันนี้ทั่วโลกหันมาใช้มาตรการที่เรียกว่าปกป้องตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการควบคุมการส่งออก การนำเข้า บังคับใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐที่เข้มงวด รวมถึงมาตรการอุดหนุน มาตรการเหล่านี้จะยิ่งผลักดันให้สินค้าราคาต่ำต้องหาตลาดใหม่ๆ รวมถึงมาที่ประเทศเรา

จากสถิตินะครับ ถ้าเทียบตอนนี้กับ 10 ปีที่แล้ว ทั่วโลกหันมาใช้มาตรการแบบนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ดังนั้นไม่น่าแปลกใจที่ 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยอยู่ยาก เพราะมีสินค้าราคาถูกจากไหนไม่รู้มาแข่งกับเขา ตัดราคาเต็มไปหมด

ถามว่าประเทศอื่นทำไงครับ เขาก็มีมาตรการป้องกันผ่าน 4 มาตรการหลัก ตัวอย่างเช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด มาตรการตอบโต้การอุดหนุน พูดง่ายๆ คือขึ้นภาษีสินค้าเหล่านี้ครับ เพื่อปกป้องดูแลผู้ประกอบการเขา

น่าสนใจตรงไหนครับ น่าสนใจว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกใช้มาตรการแบบนี้เยอะ เราถูกใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นลำดับที่ 5 ของโลก เรียกว่าไม่ใช่แค่ของถูกไปประเทศอื่นไม่ได้ เพราะถูกกีดกัน เวลาเราจะส่งของเราไปประเทศเขาก็จะกีดกันเราด้วย เรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งร่องนะครับ

ซึ่งเหมือนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ท่านบอกไว้ว่าจะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดอย่างจริงจัง เป็นนโยบายข้อแรกๆ ที่ท่านไปแถลงที่กระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ข้อน่ากังวลก็คือว่า 6 เดือนที่ผ่านมาความคืบหน้าน้อยมากนะครับ ที่น่าสนใจคือถ้าเทียบกับตอนรัฐบาลอนุทิน 1 แถลงนโยบาย มีพูดเรื่องนี้ไว้ชัดว่าจะป้องกันการทุ่มตลาด แต่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลวันนี้เรื่องนี้หายไปเลย ทั้งที่สถานการณ์หนักขึ้น

ปัจจุบันประเทศไทยใช้มาตรการพวกนี้รวมทั้งสิ้น 64 กรณี หรือ 64 เคส นะครับ สาระสำคัญของเรื่องนี้คือเป็นเหล็กไปแล้ว 57 เคส พูดง่ายๆ ว่าวันนี้มีอุตสาหกรรมเดียวที่เข้าถึงการปกป้อง ในขณะที่อุตสาหกรรมอื่นเข้าไม่ถึงมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ พลาสติก เฟอร์นิเจอร์ ผักผลไม้ หลายผู้ประกอบการเจ๊งไปหมดแล้วครับ แต่ไม่ได้รับการปกป้อง สะท้อนว่าที่ผ่านมาการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด

อีกตัวอย่างที่สะท้อนว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยไป คือช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเราเปิดไต่สวนเคสใหม่เพียง 3 เคสเท่านั้น และในนี้เป็นเหล็ก 2 เคส

หัวใจของเรื่องนี้คืออะไรครับ กระทรวงนี้ต้องให้คนที่เขาเดือดร้อนจริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น SME เข้าถึงมาตรการให้ได้ ซึ่งวันนี้เข้าไม่ถึง คำถามคือจะแก้ อย่างไร

ตัวอย่างทำไม SME เข้าไม่ถึง อันนี้คือจากปากของ SME เลยนะครับ นอกจากกติกาที่ต้องรวมกลุ่มมาให้เกิน 50% ของตลาด ซึ่งสำหรับ SME แทบเป็นไปไม่ได้ เขายังต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐาน ซึ่งกระบวนการทั้งหมดก็ไม่เป็นมิตรกับ SME

ดูตัวอย่างที่ผมยกขึ้นมานะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างความงง อันนี้มาจากคู่มือของกระทรวงที่ใช้แนะนำประชาชน เขาบอกว่าผู้ประกอบการที่จะขอยื่นไต่สวนต้องมีคุณสมบัติคือ คำขอต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันในประเทศ ซึ่งมีการผลิตรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันของผู้ที่ได้แสดงความเห็นทั้งส่วนที่สนับสนุนและส่วนที่คัดค้านรวมกัน โดยปริมาณการผลิตของฝ่ายสนับสนุนนั้นต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของปริมาณการผลิตสินค้าชนิดเดียวกันทั้งหมดในประเทศ

ท่านรัฐมนตรีอ่านแล้วเข้าใจไหมครับ ผมเชื่อว่าประสบการณ์ส่วนใหญ่อ่านแค่นี้ก็ถอดใจแล้วครับ และท่านอย่าไปเชื่อนะครับ จะมีคนบอกท่านว่าเดี๋ยวจะเอา AI มาช่วยในขั้นตอนนี้ คือผมไปคุยกับผู้ประกอบการตัวแทน SME เขาบอกเลยว่ามันเตรียมข้อมูลมายากจริงๆ

วันนี้กระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานเชิงรุกครับ ท่านต้องมีทีมพี่เลี้ยงเข้าไปช่วย SME ไปจับมือเขา ช่วยเตรียมข้อมูลให้เขาเข้าถึงมาตรการได้ ท่านต้องทำการเฝ้าระวังเชิงรุก ท่านต้องทำ Real-time Dashboard ดูสินค้านำเข้า มี Watchlist สินค้าเฝ้าระวัง ถ้าพบความผิดปกติควรเปิดไต่สวนเลย ไม่ต้องรอให้ SME มาฟ้องท่าน อันนี้คือสิ่งที่เมืองนอกเขาทำกัน

ให้ความเป็นธรรม ท่านต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่และงบประมาณให้เพียงพอด้วยครับ อยากเรียนว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ เพื่อดูแลความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่สำคัญ การใช้มาตรการพวกนี้ถูกกฎหมายระหว่างประเทศ ถูกหลัก WTO ทำให้เรามีความชอบธรรมในการใช้

ถัดมาครับ เรื่องสำคัญ การรับมือผลกระทบของสงครามการค้า ที่ในคำแถลงนโยบายรอบนี้ น่าสงสัยคือมันหายไปเลย ไม่มีเขียนไว้ชัดเหมือนรอบก่อนนะครับ ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าแม้ วันนี้การเจรจา แต่ วันนี้เรากำลังจะได้รับผลกระทบไปแล้ว

ตัวอย่างกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครับ เราต้องเปิดโควต้านำเข้าตั้งแต่กุมภาพันธ์นี้ 1 ล้านตัน ที่ภาษี 0% แม้รัฐบาลจะกำหนดสัดส่วนการรับซื้อ ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ถึงซื้อข้าวโพดนำเข้าได้ 1 ส่วน แต่ วันนี้เกษตรกรเขากังวล 3 เรื่องครับ ที่อยากได้ยินคำตอบจากรัฐบาล

1. ข้าวโพดสหรัฐ เป็น GMO หรือไม่ จะป้องกันอย่างไร เพราะมันเสี่ยงกระทบตลาดส่งออกสำคัญอื่นๆ ที่เขาไม่อยากได้ GMO

2. จาก 1 ล้านตัน วันนี้จะขยายไปเป็น 2 ล้าน 3 ล้านตันหรือไม่

3. วันนี้นำเข้า 1 ล้านตันจากสหรัฐ ท่านจะไปลดการนำเข้าจากเมียนมาร์ จากลาว จากประเทศอื่นหรือเปล่า เพราะถ้าท่านไม่ลด มันเสี่ยงกระทบปริมาณรวมในประเทศแน่นอน

นอกจากนี้ครับ ยังมีอะไรอีกบ้าง นอกจากข้าวโพดที่กำลังเข้าคิวจะเปิดตลาดให้เขา ท่านบอกประชาชนหรือยัง ท่านเตรียมมาตรการรับมืออย่างไร เช่น การตรวจมาตรฐานพร้อมหรือยัง

นอกเหนือจากนี้ ประชาชนสงสัยว่าท่านมีหลักในการเลือกสินค้านำเข้าอย่างไร ทั้งที่เจรจายังไม่เสร็จ แต่ต้องเปิดนำเข้าบางสินค้าแล้ว ประชาชนเขาสงสัยว่ามันมีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใด หรือบริษัทใดเป็นพิเศษหรือไม่

ที่สำคัญนะครับ แม้ศาลสหรัฐจะสั่งระงับมาตรการภาษีที่เราเรียกว่า Reciprocal Tariff ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องหันไปใช้มาตรา 122 แทน ก็คือเก็บภาษีทุกสินค้าที่ 10% ซึ่งวันนี้ใช้อยู่ แต่วันนี้รัฐบาลสหรัฐประกาศสอบสวนหลายประเทศผ่านมาตรา 301 ซึ่งไทยโดนด้วย มาตรา 301 เสี่ยงกระทบหนักกว่ามาตรา 122 เพราะ 1. เจาะจงรายสินค้า 2. ไม่มีเพดานภาษี เก็บสูงเท่าไหร่ก็ได้ และ 3. ไม่มีกำหนดสิ้นอายุ เก็บไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีการทบทวนใหม่

คำถามคือรัฐบาลเตรียมรับมือเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งมาตรา 122 จะหมดอายุวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ทำให้สหรัฐเขาเล่นปิดสอบสวนให้จบก่อนมาตรา 301 สิ้นอายุ วันนี้เราโดน 2 ข้อหาครับ 1. มีกำลังการผลิตส่วนเกิน 2. ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเส้นตายแรกคือ 15 เมษายนนี้ คือวันสุดท้ายที่ไทยต้องยื่นคำชี้แจงต่อสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR และยังมีการพิจารณา ทั้ง 2 เรื่องช่วงปลายเมษายนกับต้นพฤษภาคม

คำถามคือรัฐบาลเตรียมแก้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร เพราะถ้าแก้ไม่ได้ สินค้าไทยหลายตัวเสี่ยงถูกขึ้นภาษีหนัก ทั้ง EV อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ

ดังนั้นนะครับ จากวันนี้ถึง 15 เมษายน เหลือไม่ถึง 1 สัปดาห์ที่ต้องยื่นเอกสารชี้แจง เป็นโอกาสทองให้เราดึงสินค้าเราออกจากบัญชีดำ ในทางกลับกันครับ ถ้าเตรียมไม่ดี เราก็จะเสียสิทธิ์ในการคัดค้าน นั่นหมายความว่าสินค้าหลายตัวเสี่ยงถูกขึ้นภาษีสูงมาก บางตัวคาดว่าอาจเกิน 100% คำถามคือรัฐบาลเตรียมการอย่างไร

ถัดมานะครับ ในคำแถลงนโยบายระบุว่าจะช่วย SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบบนต้นทุนที่เหมาะสม คำถามคือรัฐบาลจะใช้วิธีใดครับ ข้อเสนอแนะก็คืออยากให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการ PGS 12 ของ บสย.นะครับ ซึ่งค้างมานานแล้ว มีความคุ้มค่าต่องบประมาณ โดยควรเจาะจงไปเลยว่าช่วยระบบผู้ประกอบการรายเล็กรายจิ๋วให้เยอะนะครับ

นอกจากนี้ รัฐบาลควรพัฒนาฐานข้อมูลเครดิตมาตรฐาน นำข้อมูลให้บริการสินเชื่อทุกประเภท รวมถึงจากแหล่งอื่นที่สะท้อนศักยภาพผู้กู้ ไม่ว่าจะเป็นบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ เพื่อมาคำนวณมาตรฐานคะแนนเครดิตนะครับ จะได้กำหนดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง ให้ความเป็นธรรมกับผู้กู้ได้มากกว่าเดิม

ถัดมาเรื่องสำคัญวันนี้เลยครับ ต้นทุนผู้ประกอบการ วันนี้ปัญหาใหญ่ ธุรกิจใหญ่ ใครส่งออกเจอค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นทุก น้ำมันที่เพิ่มขึ้น 1 บาท ค่าขนส่งเพิ่ม 3% วันนี้ค่าขนของทางเรือเพิ่มไปแล้ว 30% แอร์คาร์โก้เพิ่ม 70% ธุรกิจรายเล็กไม่รอด ถ้าถุงแกงยางวงแก้วน้ำไข่ไก่เนื้อไก่เนื้อหมูขึ้นหมด ท่านจะดูแลผู้ประกอบการอย่างไร มาตรการความช่วยเหลือของท่านมันได้สัดส่วนกับปัญหาหรือเปล่า

อยากจะฝากถึงรัฐบาลนะครับ ในการใช้กฎหมายควบคุมราคาบางสินค้าเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่อยากฝากให้ท่านไม่เพิ่มภาระให้กับเขา อย่างวันนี้ท่านประกาศคุมราคาเม็ดพลาสติก ผู้ประกอบการต้องส่งข้อมูลไปที่กระทรวง เขาฝากผมมาสะท้อนว่าเขาส่งออนไลน์ให้ท่านไม่ได้ครับ เขาต้องส่งทางไปรษณีย์ เรื่องแบบนี้อยากให้ท่านเข้าใจผู้ประกอบการนะครับ อย่าซ้ำเติมเขาให้ลำบากในสถานการณ์วันนี้

นอกจากนี้ครับ ในการบริหารสถานการณ์ห้วงเวลานี้ ยกตัวอย่างเม็ดพลาสติกเนี่ย ทางเลือกหนึ่งที่จะสร้างภาระระบบการน้อยลง คือถ้าท่านนึกออกในระบบเศรษฐกิจที่เม็ดพลาสติกมันหมุนเวียนอยู่เนี่ย มันมี 4 ส่วน ฝั่งหนึ่งยอดผลิตบวกยอดนำเข้า อีกฝั่งหนึ่งยอดใช้ในประเทศบวกยอดส่งออก คือถ้าท่านคิดว่าจำเป็นต้องคุมราคาเม็ดพลาสติก ทางเลือกหนึ่งคือไปคุมที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งมีน้อยราย ตรวจสอบง่าย และก็บรรลุวัตถุประสงค์ ดูได้ว่าเม็ดขาดมักตุนมั้ย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ซื้อเม็ด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงงานรายเล็กต้องรายงาน ซึ่งเพิ่มภาระผู้ประกอบการจำนวนมาก ขณะที่ประโยชน์ได้ต่ำ ส่วนส่งออกท่านไปดึงข้อมูลจากกรมศุลกากรได้เลย ถ้าทำเช่นนี้ก็จะลดภาระ SME ได้มาก

อยากชวนให้รัฐบาลคิดอะไรแบบนี้ครับ พอถ้าอิงตามระบบราชการก็จะเน้นแต่ควบคุม เพิ่มภาระ เพิ่มเอกสาร เพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ท่านรัฐมนตรีซึ่งมาจากภาคเอกชนน่าเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้ดีนะครับ

ถัดมาเรื่องช่วยเหลือ SME ด้านดิจิทัลนะครับ รัฐบาลบอกจะพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ คำถามก็คือท่านกำลังจะทำอะไรครับ เรียนตามตรง ถ้ารัฐบาลจะทำแพลตฟอร์มเองน่ากังวลจริงๆ เพราะที่ผ่านมา รัฐทำอะไรก็เจ๊งนะครับ ที่สำคัญแพลตฟอร์มต่างชาติที่ประสบความสำเร็จล้วนใช้งบ ต้องเผาเงินมหาศาล ดังนั้นอยากฟังจากรัฐบาลว่าท่านจะทำอย่างไรแบบไหน

อีกทางเลือกที่อยากเสนอคือ รัฐบาลควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกลาง หรือที่เรียกว่า OCN (Open Commerce Network) OCN คืออะไรครับ คือเปรียบเสมือนถนนที่เชื่อมทุกแพลตฟอร์ม เป็นตัวกลางเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับช่องทางการขายทุกประเภท ใช้งบน้อยกว่านะครับ เพราะรัฐสร้างแค่มาตรฐานกลาง สร้างแค่โครงสร้างพื้นฐาน แล้วให้เอกชนแข่งกันให้บริการ ตัวอย่าง OCN ที่ประสบความสำเร็จวันนี้มีแล้วนะครับ ในอินเดีย หรือในอินโดนีเซียที่วันนี้กำลังพัฒนาอยู่ OCN จึงเป็นตัวอย่างทางเลือกที่ทำง่ายกว่า เร็วกว่า และใช้งบน้อยกว่าครับ

ประการสำคัญ อยากฝากถึงรัฐบาลนะครับ ก่อนจะไปสร้างแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ อยากให้ท่านกำกับแพลตฟอร์มที่มีอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้เป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการ เป็นภาระพี่น้องประชาชน นั่นคือเรื่องค่าธรรมเนียมการขาย หรือ GP บนแพลตฟอร์มครับ ผมเชื่อว่าพวกเราผู้แทนในห้องนี้ทุกคนได้ยินเรื่องนี้จากพี่น้องประชาชนนะครับ ที่จริงท่านรัฐมนตรีพาณิชย์เคยให้ความหวังพอพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ากระทรวง ท่านบอกจะช่วย SME ดูแลค่า GP บนแพลตฟอร์มให้เหมาะสมและเป็นธรรม ปัญหาคือ วันนี้ นอกจากเขาไม่ลด GP เขาเพิ่ม GP ด้วยซ้ำนะครับ แอปส้มขึ้นไปแล้ว 3% แอปน้ำเงินขึ้นไปแล้ว 2% แอปดำขึ้นไปแล้ว 7%

ดังนั้น อยากเห็นรัฐบาลเอาจริงเรื่องนี้ครับ กำกับค่า GP เพราะนอกจากช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ ยังช่วยลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน ถ้าท่านลดได้ 5% ก็เหมือนเพิ่มเงินในกระเป๋าให้พี่น้องประชาชน 5% น่าเสียดายที่ผ่านมาท่านเอาจริงน้อยไป นอกจากเขาไม่ลด เขาเพิ่มค่า GP ด้วยซ้ำ

และน่าดีใจที่ท่านรองนายกสุพจีอยู่ตรงนี้นะครับ วันนี้มีกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่ค้างตั้งแต่สภาชุดก่อน รอ ครม.ชุดใหม่อนุมัติให้สภาพิจารณาต่อ หวังว่ารัฐบาลจะสนับสนุน เพราะจะช่วยให้ท่านกำกับเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ ถ้าท่านนายกอยากพาประเทศไทยเข้าสู่ OECD นี่ก็เป็นเรื่องที่ OECD ระบุว่าต้องแก้ไข

ท่านประธานครับ รัฐบาลยังแถลงอีกว่าจะใช้มาตรการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อให้แต้มต่อผู้ประกอบการไทย และพาสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก ซึ่งต้องชมว่าเรื่องนี้ดีนะครับ อย่างไรก็ตาม ประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นหัวข้อที่การเจรจา FTA หลายฉบับ เช่น ไทย-สหภาพยุโรป ให้ความสำคัญ เขาบอกว่าเราต้องเปิดตลาด คำถามคือรัฐบาลมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างไร ท่านได้สงวนเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เพราะถ้าท่านไม่สงวน ก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายแบบนี้ได้นะครับ

หรืออย่างเรื่อง Made in Thailand First ที่จะให้ภาค รัฐและธุรกิจขนาดใหญ่เป็นผู้อุดหนุนเอกชน เขาฝากถามมาว่าจะใช้วิธีบังคับหรือขอความร่วมมือ ถ้าบังคับ บังคับกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่จะทำแบบไหน ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรืออย่างไรนะครับ

ถัดมา ประเด็นเพิ่มสมดุลการค้ายกระดับการค้าเสรี เปิดตลาดใหม่ คำถามก็คือเราจะเปิดตลาดใหม่ไปตลาดไหน ลดตลาดไหน มีเป้าอย่างไร ต้องบอกว่าในคำแถลงนโยบายรอบที่แล้ว ท่านระบุชัดนะครับ จะขยายไปตลาดไหนบ้าง แต่รอบนี้ไม่มีนะครับ การกำหนดเป้าชัด ถามว่าสำคัญอย่างไร ก็เพื่อให้ทีมไทยแลนด์ ข้าราชการ บริหารทรัพยากรได้ถูกจุด ไม่งั้นนั้นก็เหมือนเดิมนะครับ คือกระจายไปทุกตลาด เช่น ถ้าต้องการเพิ่มตลาดไหน ตรงนั้นมีทูตพาณิชย์ มี สคต.น้อยไป ก็ต้องไปเพิ่มคน เพิ่มทรัพยากร ที่ไหนจะลด ก็ต้องไปบริหารทรัพยากรตรงนั้นใหม่ ไม่งั้นก็ยากไปสู่สมดุลใหม่ที่ท่านโฆษณาไว้นะครับ

หรือตัวอย่าง KPI ของทูตพาณิชย์ ซึ่งผมนำมาแสดงให้ท่านดูนะครับ ก็อยากให้รัฐบาลใส่ใจปรับให้สอดคล้องกับภารกิจ อันนี้คือ KPI ของทูตพาณิชย์ เราจะพบว่างานหลักของทูตพาณิชย์ เช่น ทำให้ส่งออกขยายตัว มีน้ำหนักใน KPI นิดเดียวครับ 5% ส่วนงานที่ไม่สำคัญ เช่น ทำงบเดือน ทำงบการเงิน KPI ยังมีน้ำหนักมากกว่าเสียอีก

หรือเรื่องเจรจา FTA ความเร่งด่วนของท่านก็คือรัฐบาลต้องมีจุดยืนต่อประเด็นยากๆ ที่ต้องหาข้อสรุปให้ได้ เช่น FTA ไทย-สหภาพยุโรปเนี่ย วันนี้เจรจาไปได้ 1 ใน 3 บทที่สรุปไปแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน ไม่ยาก แต่เรื่องที่เหลือยากทั้งสิ้นนะครับ ไม่ว่าจะจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิแรงงาน เรื่องเหล่านี้รัฐบาลมีจุดยืนอย่างไร ท่านต้องมีคำตอบได้แล้ว เพราะมิฉะนั้นไม่สามารถปิดการเจรจาได้แน่นอน

ท่านประธานครับ วันนี้เศรษฐกิจไทยเจอทั้งโจทย์สั้นและโจทย์ยาว โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชน ผู้ประกอบการเดือดร้อนจากต้นทุนค่าครองชีพ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแลราคาสินค้า ค่าครองชีพ กล้าหาญ ยืนอยู่ข้างประชาชนครับ ตัวอย่างพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่กระทรวงพาณิชย์ถืออยู่วันนี้ ท่านต้องใช้ อย่างกล้าหาญให้ทันปัญหา เพราะหลายครั้งถ้าท่านฟังคนอื่น เขาจะตีความให้ใช้ได้น้อยที่สุด อันนี้ก็ทำไม่ได้ อันนั้นก็ทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจทำอะไรเลย สุดท้ายปัญหาที่ประชาชนประสบอยู่ ซึ่งหนักเหลือเกิน กลับไม่มีใครแก้ โยนไปโยนมา เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นคู่กรณีกับเอกชน ผิดใจกับนายทุน ไม่ต้องเพิ่มงาน เพิ่มปัญหา วันนี้ประชาชน ผู้ประกอบการหวังพึ่งท่านจริงๆ ครับ ท่านต้องเป็นหลักให้ประชาชน อย่าให้ประชาชนเขาบอกว่าพอแล้ว ไม่ไหวแล้วเลยครับ

ขอบคุณท่านประธาน ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ