Transcription
เวลาเทคโนโลยีเข้ามา คนที่ไม่รู้เทคโนโลยีเนี่ยจะรู้สึกว่าเป็นความเสี่ยง แต่ตอนเนี้ย ด้วยไอ้เทคโนโลยีตัวเด็ดๆ เจ๋งๆ ที่เราพูดกันอยู่ตอนเ GPT ทั้งหลาย AI ที่มันเริ่มเข้ามาสู่แวดวงชีวิตเราเนี่ย มันกำลังทำให้แม้กระทั่งคนที่รู้เทคโนโลยี มันก็มีความเสี่ยง
ความท้าทายของผู้บริหารในโลกยุคใหม่ ณ ขณะเนี้ย คือการ Turn Challenge ให้กลายเป็น Opportunity ให้ได้ ผู้บริหารทุกท่าน องค์กรทุกองค์กรเนี่ย จะต้องเริ่มกลับมาดูแล้วว่า Concept ที่ Microsoft เรียกว่า Do More With Less น่าจะเป็น Challenge สำคัญ
ทีนี้คำว่า Do More With Less ที่ผมพูดถึงเนี่ย เอ่อ ไม่อยากให้ทุกคนจำกัดไปที่ว่ามันคือต้องประหยัดต้นทุนนะ หรือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย Concept เราไม่ได้แบบนั้น เรากำลังอยากจะชวนคุยว่า Do More With Less เนี่ย จะทำยังไงที่องค์กรเนี่ยสามารถที่จะมี Innovation มากขึ้น โดยที่ใช้ทรัพยากรน้อยลง
AI เนี่ย จะฉลาดได้เนี่ย มันต้องมี Data ครับ มันต้องย้อนกลับมา Back to the basic นะ เพราะฉะนั้นสำคัญ Challenge ก็คือว่าเรามีการเก็บ Data วันเนี้ยในองค์กรเราครับ มีการเก็บ Data ในกระบวนการต่างๆ เนี่ยไว้อย่างเป็นระบบ เป็นดิจิทัลบ้างหรือยัง
ผู้นำอ่ะครับ มันมีคำนึงก็คือ "ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน" ถ้าวันนี้เราจะบอกให้น้องๆ บอกว่า "เปลี่ยนนะ เธอทำนี่ ทำนู้น" แต่ว่าตัวเราถ้าเราไม่เปลี่ยนนะครับ มันก็คงจะเปลี่ยนได้
[เพลง] ยาก [เพลง]
ทุกวันนี้ค่ะ เรียกได้ว่าเป็นโลกยุคดิจิทัลนะคะ มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาค่ะ มี AI มี Data มีอะไรเข้ามานะคะ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกของการทำงานเนี่ย อย่างรวดเร็ว ในช่วงต้นทุกท่านก็เห็นด้วยกับเก๋แล้วนะคะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากนะคะ ดังนั้นการ Transform ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคน เรื่องขององค์กร เรื่องของกระบวนการทำงาน จึงมีความสำคัญมากๆ เลยนะคะ
วันนี้ค่ะ เราได้รับเกียรติจากวิทยากรระดับประเทศถึง 4 ท่านนะคะ ที่จะมาร่วมแชร์มุมมองให้กับเรานะคะ ถึงการใช้ประโยชน์นะคะของเทคโนโลยีในการ Transform องค์กร และขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะขออนุญาตเรียนเชิญทีละท่านนะคะ ท่านแรก [เพลง] ค่ะ [เพลง]
ก่อนที่จะพูดคุยกันค่ะ เก๋จะขออนุญาตแนะนำบทบาทของแต่ละท่านสั้นๆ บนเวทีนี้นะคะ พี่ชุเนี่ย เรียกได้ว่าเป็นผู้คร่ำหวอด เป็นปรมาจารย์ เมื่อสักครู่ตอนอยู่หลังเวที อาจารย์บีเรียกว่าเป็น "มารดา" นะคะ เป็นตัวแม่ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลนะคะ ระดับแนวหน้าของประเทศไทยค่ะ วันนี้พี่ชุเนี่ยน่าจะมาแบ่งปันในเรื่องของมุมมองว่าเราจะประสานเทคโนโลยีให้เข้ากับผู้คนได้อย่างไรนะคะ ก็คือเอาเทคโนโลยีกับคนเนี่ยมาเจอกันนะคะ
ส่วนคุณโอมและคุณต้นนะคะ ก็เป็นตัวแทนในด้านของเทคโนโลยี AI มี Use Case ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาเล่าให้พวกเราฟังเพียบเลยนะคะ และอาจารย์บีค่ะ ท่านมีประสบการณ์ในด้านของการปรับ Mindset การพัฒนาทักษะสำหรับหัวหน้างานให้กับองค์กรชั้นนำมากมายนะคะ วันนี้ก็จะมาแบ่งปันมุมมองในด้านของ Mindset นะคะ และมี Use Case มาเล่าให้พวกเราฟังด้วยนะคะ
ในระหว่างที่เราพูดคุยกันค่ะ ท่านไหนที่มีคำถามนะคะ ก็สามารถจดคำถามเอาไว้นะคะ เดี๋ยวในช่วงท้ายเราจะมี Q&A นะคะ ส่วนท่านที่รับชมทาง Zoom อยู่ทางบ้านนะคะ ก็สามารถที่จะแชทคำถามเข้ามาในช่องแชทได้เลยนะคะ เดี๋ยวจะมีทีมงานของเราเนี่ย Monitor ให้แล้วก็จะเอามาถามให้ในช่วงท้ายนะคะ
โอเคค่ะ มาถึงคำถามแล้วนะคะ คำถามแรกจะบอกว่าลิสต์คำถามเนี่ยยาวมากนะคะ เมื่อสักครู่ก่อนขึ้นเวทีเนี่ยทุกท่านก็หนักอกหนักใจมากว่าจะตอบยังไงให้หมดนะคะ แต่เดี๋ยวเราจะพยายามกันนะคะ คำถามแรกถามทุกท่านเลยนะคะว่า Challenge ของผู้นำในโลกการทำงานยุคใหม่เนี่ย ในมุมมองของทุกท่านเนี่ยคืออะไร เริ่มจากพี่ชุก่อนนะคะ ท่านที่สวยที่สุดบนเวทีนะคะ
อือ สวัสดีนะคะ สวัสดีทุกท่านเลย แล้วก็วันนี้ต้องบอกว่า เอ่อ อยากจะขอบขอบพระคุณแทนทาง Bon Training นะคะ เพราะว่าเมื่อสัก 11:00 น กว่าๆ เนี่ย เราก็ลุ้นกันมากเลยเนื่องจากว่า เอ่อ ภูมิอากาศไม่ค่อยเป็นใจกับพวกเราเนาะ แต่ว่าก็น่าจะเป็นเหมือนพระเจ้า เอ่อ เอ่อ พรหมมนต์มาเนาะ ให้เรามาเจอกันนะคะ
ก็จริงๆ ถ้าถามว่า Challenge ของของผู้บริหารในโลกยุคใหม่เนี่ยคืออะไรนะคะ น้องๆ เปิดสไลด์แรกของพี่ชุเลยนะคะ พี่ชุคิดว่าตอนเนี้ย คำว่า Challenge ในหมู่ของผู้บริหารยุคใหม่ คือต้องมองว่ามันมี Challenge ที่มันเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมปัจจุบันมีเยอะมาก แต่ถ้าพี่ชุ Translate Challenge ว่า Challenge จริงๆ ของผู้บริหารคือ "คุณจะเปลี่ยน Challenge นั้นให้เป็น Opportunity อย่างไร" พี่ว่านั่นคือ Challenge ที่สุดแล้วนะคะ หรือคุณจะจมลงไปกับ Challenge ต่างๆ เหล่านั้นนะ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเนี่ย มันก็อยู่ที่ Mindset ของ Leadership ที่คุณจะมองปัญหาต่างๆ เป็นโอกาสหรือเปล่า
คราวนี้ถ้าตอบต่อไปว่า อ้า แล้วไอ้ Opportunity ที่คุณมองว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงไปสู่อนาคตได้เนี่ย ถาม CEO ทุกคนน่ะค่ะ CEO ตอบเหมือนกันหมด "ทำยังไงให้อยู่รอด" "ทำยังไงให้อยู่รอด" โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่เรากลับมาทำธุรกิจหลังจากที่เราเจอโควิดมา หลายๆ องค์กรอาจจะอยู่ใน Stage ที่ต้องบอกว่ามีโอกาส หรือเป็น เอ่อ Opportunity ที่เขาจะเติบโตได้ ในหลายๆ องค์กรก็ไม่ได้อยู่ใน Stage แบบนั้น หลายๆ องค์กรก็เริ่มที่จะเรียกว่าระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้นในการที่จะบริหารองค์กรเพื่อให้อยู่รอดได้
ตอนนี้ไม่ใช่ Growth นะคะ แต่มันจะมีคำว่า Sustainable ตามมาด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น อันเนี้ย พี่ชูว่ามันคือ Challenge อันยิ่งใหญ่ขององค์กรที่จะทำอย่างไรในการที่ความ ความท้าทายที่มันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นบริบทของ เอ่อ อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง บริบทของบุคลากรในโลกใบนี้ที่กำลังเปลี่ยนแปลง และสำคัญที่สุดก็คือบริบทของเทคโนโลยีที่มันเข้ามาแล้วมันมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมในการทำงานทั้งหมดเลย
เมื่อสักครู่ตอนช่วงเที่ยงที่ยังทานข้าวกันน่ะ เราก็ยังคุยกันเลยว่า เฮ้ย แต่ก่อนเนี้ย คนที่ทำงานในใน เอ่อ ธุรกิจต่างๆ เนี่ย อาจจะรู้สึกว่าเวลาเทคโนโลยีเข้ามา คนที่ไม่รู้เทคโนโลยีเนี่ย จะรู้สึกว่าเป็นความเสี่ยง แต่ตอนเนี้ย ด้วยไอ้เทคโนโลยีที่มันเข้ามาตอนนี้ ไอ้ตัวเด็ดๆ เจ๋งๆ ที่เราพูดกันอยู่ตอนเนี้ย ไอ้บรรดา Chat ทั้งหลาย Chat GPT ทั้งหลาย AI ที่มันเริ่มเข้ามาสู่แวดวงชีวิตเราเนี่ย มันกำลังทำให้แม้กระทั่งคนที่รู้เทคโนโลยี มันก็มีความเสี่ยง
เพราะฉะนั้น มันเป็น Disruption ที่มันเกิดขึ้นมากมายนะคะ คราวนี้ถ้าถามพี่ เอ่อ ในใน Conclusion สำหรับคำถามแรก เอ่อ พี่ว่า Challenge ของการเปลี่ยน Opportunity ให้เปลี่ยนให้ Challenge ที่มีกลายเป็น Opportunity เนี่ย มันมีตั้งแต่ในแง่ของ Business ทำอย่างไรในการที่ทุกๆ องค์กรจะทำให้ตัวเองยังคงมี Business ที่อยู่ได้ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ในเชิงของ Stakeholder ที่เราต้องดูแล ทำอย่างไรในการที่เราจะมี Organization ที่ใช่ มี Model ของธุรกิจที่ใช่ มีโครงสร้างองค์กรที่ใช่ ปัจจุบันเนี้ย หลายๆ องค์กรที่ได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้บริหารระดับสูงเนี่ย จะพูดเสมอว่า "โครงสร้างที่เรามีไม่ใช่โครงสร้างที่ใช่อีกต่อไป" จะทำอย่างไรในการที่จะสร้างโครงสร้างที่จะรองรับกับธุรกิจที่จะไปข้างหน้าได้ ถ้าเราไปอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะอะไรคะ บางธุรกิจ Charge ลูกค้าได้เท่าเดิม เพิ่มเติมคือค่าแรง จะทำอย่างไรในการที่เราจะทำให้เราไปต่อได้ เพราะไม่งั้น PNL คุณจะบางลง บางลง บางลงไปทุกๆ วันนะคะ
อันที่ 3 ก็คือ ทำอย่างไรให้คุณมีคนที่ใช่ และอีกตัวเนี้ยสำคัญสุดเลย เพราะตอนเนี้ย มันมีแต่คนที่ใช่บ้างไม่ใช่บ้าง หรืออยากจะใช่แต่ก็ไม่ใช่ หรืออยากจะไม่ใช่แต่ก็ใช่อ่านะคะ เพราะฉะนั้น จะทำยังไงให้มีคน ที่ใช่ ไม่ใช่คนที่ชอบ
เรื่องสุดท้ายคือ เรื่องของ Capability แล้วเวลาที่พูดถึงคำว่า Capability มันเป็นองค์ความรู้ของบริบทขององค์กรทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะ เป็นองค์ความรู้ในเชิงของการดำเนินธุรกิจ องค์ความรู้ในเชิงของกระบวนการ และองค์ความรู้ของบุคลากรภายในองค์กรนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าถามพิชว่า Challenge ของผู้บริหารในโลกยุคใหม่ ณ ขณะเนี้ย คือการ Turn Challenge ให้กลายเป็น Opportunity ให้ได้ค่ะ
ขอบคุณพี่ชูนะคะ สรุปให้เก๋เรียบร้อยเลยนะคะ งั้นเราไปต่อกันที่คุณโอมเลยนะคะ เมื่อกี้ทุกท่านตอนพี่ชู้พูดก็พยักหน้าหงึกๆ เลยนะคะ ออ ใช่ๆ นี่แหละที่ฉันจะพูดอย่างนี้หรือเปล่าคะ
ในมุมมองของคุณโอมบ้างค่ะ ว่าคำว่า Challenge ในผู้นำโลกการทำงานยุคไปเนี่ยเป็นยังไงครับ
เอ่อ อันนี้มุมมองจาก Microsoft แล้วกัน ผม เอ่อ ต้องมองว่า Microsoft มองเรื่องนี้จากมุมของ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีนะครับ เอ่อ Theme อันนึงที่เราเห็นชัดๆ เลยจากสิ่งที่มันสะท้อนมาจากสภาพของตัว Macro Economic นะครับ Geopolitics นะครับ เรื่องของค่าไฟ ค่าน้ำมัน อะไรที่มันต้นทุนเราที่มันเพิ่มเติมเข้ามาสูงขึ้น มีแต่สูงขึ้น สูงขึ้นเนี่ย Microsoft มองว่าการทำธุรกิจเนี่ย ผู้บริหารทุกท่าน องค์กรทุกๆ องค์กรเนี่ย จะต้องเริ่มกลับมาดูแล้วว่า Concept ที่ Microsoft เรียกว่า Do More With Less นะครับ น่าจะเป็น Challenge สำคัญ
ทีนี้คำว่า Do More With Less ที่ผมพูดถึงเนี่ย เอ่อ ไม่อยากให้ทุกคนจำกัดไปที่ว่ามันคือต้องประหยัดต้นทุนนะ หรือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย Concept เราไม่ได้แบบนั้น เรากำลังอยากจะชวนคุยว่า Do More With Less เนี่ย จะทำยังไงที่องค์กรเนี่ย สามารถที่จะมี Innovation มากขึ้นนะครับ โดยที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงนะครับ เทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วยนะครับ ทำยังไงที่ ยกตัวอย่างอันนึง สมมุติว่าเราอาจจะต้องมี Investment ลงไป แต่ทำให้เราเป็น Zero Waste Operation เราเป็น Zero Waste แสดงว่า เราเรา Invest ถูกมั้ยครับ เรา Do More ถูกมั้ยครับ แต่สิ่งที่เราได้น้อยลงไป หรือประหยัดลงไปได้คืออะไรครับ เราไม่มี เราไม่มี West เราไม่มีขยะนะครับ อาจจะไปมองเรื่อง Do More ในมุมของ BCG ก็ได้นะครับ หรือมอง Do More ในมุมของการลงทุนใน Technology เพื่อให้เกิด Innovation เพื่อทำ Productivity Gain นะครับ
ผมว่า Challenge ในมุมมองของของผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผมมองว่าองค์กรต้องมองว่าจะจะ Capture ไอ้โมเมนตัมนี้ยังไง ในขณะที่ทุกคนน่ะลำบากเหมือนเราหมดนะครับ แต่ใครที่ Do More With Less ได้จะเป็นคนที่ชนะ แล้วคนที่จะ Survive ครับ
ค่ะ ในมุมมองของ Microsoft ก็คือ Do More With Less นะคะ ทำยังไงให้ทำน้อยแต่ได้มากนะคะ ในด้านของคุณต้นบ้างค่ะ มองยังไงคะ
สวัสดีทุกท่านครับ เจอพี่ๆ 2 ท่านก่อนไปเนี่ยครับ คนคนท้ายๆ นี่มักมักจะเครียดครับ ก็ของผมครับ ในตัวแทนของ เอ่อ เป็นผู้ใช้บริการเทคโนโลยีนะครับ แล้วก็เป็น Consultant ให้กับทางทาง Business ลูกค้านะครับ จริงความ Challenge ในใน Business ณตอนนี้ครับ ถ้ามองเยครับก็คือมองว่าผมใช้คำว่า "ความไม่รู้" ดีกว่าครับ กับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจเองนะครับ สภาพสังคมเอง แล้วก็เทคโนโลยีเองนะครับ คำถามคือ Challenge วันเนี้ เราจะพยายามอยู่กับความที่มันเปลี่ยนแปลง รวดเร็วและไม่แน่นอนตรงเนี้ยบิดกับ เค้าเรียกว่า Opportunity ให้เกิดได้อย่างไรนะครับ
ซึ่งซึ่งตรงเนี้ยก็จึงที่พี่ชู้ สรุปได้เนี่ยคือครบแล้วว่าแบบ แล้วเราจะ เราจะจัดการองค์กรยังไงกับความที่ที่ผม ไม่คือถ้าถามธุรกิจผมนะครับว่าปีหน้า เนี่ย Solution ของผมเทคโนโลยีของผมเนี่ย จะทำเรื่องอะไรเนี่ยผมตอบตรงๆแบบ Exactly พี่ๆได้เลยนะครับผมไม่ทราบแบบ 100% อัน นี้เรื่องเรื่องจริงนะ คือเมื่อก่อนเนี่ย ถ้าถ้าย้อนไป 5 ปีหรือ 10 ปีที่แล้วเนี่ย เรามองเห็นเทรนด์เทคโนโลยีเนี่ย เรายังพอเดาได้ว่า 3 ปี 5 ปีข้างหน้าเนี่ย น่าจะเป็นอย่างไร แต่พอศนี้เนี่ยครับผมว่าศนี้ ปีที่แล้ว ปีหน้าเนี่ย Forecast ผมไม่กล้า Forecast 1 ปีข้างหน้าแล้วว่าเทคโนโลยีเนี่ยจะเปลี่ยนไปชิแล้วมันจะช่วย Business เรา หรือว่าเป็นเทรดกับ Business เราเนี่ยอย่างไรบ้าง เพราะงั้นผมว่า Challenge คือคือคือถ้าเป็นถ้าเป็น ผมก็บอกวิชาวิชาของความไม่รู้และวิชาตัวเบา คือเราต้องลอง TR แล้วจิบความเสี่ยง ตรงเครับชาตรงเนี้ยมองให้เป็นโอกาสกับ ธุรกิจของเราครับ
เดี๋ยวเดี๋ยวนี้ธุรกิจเขา Challenge เอ่อ Forecast กันหลักเดือน ใช่มั้ยคะ ปีนึงนี่ไม่ได้แล้วนะันหลักวัน เลยหรอคะ ต้องเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเลยนะคะ
อาจารย์บีบ้างค่ะ มองว่า Challenge ของผู้นำในโลกยุคดิจิทัลเนี่ยคืออะไร
ผมว่าพี่ๆ ก็พูดไปได้ครบถ้วนแล้วนะครับ ผมว่าเราจะได้ยินคำว่า เอ่อ VUCA World BANI หรืออะไรก็แล้วแต่นะครับนะ ผมว่าเสริมตัวเดียวก็คือเรื่องของ Speed ของการปรับตัวครับ ผมว่า Speed ผมว่ามันเป็น Unfair Advantage ข้อ 1 นะครับ ผมเชื่อว่า เอ่อ ตัวเราแล้วก็ คือในอุตสาหกรรมเดียวกับเราเนี่ย ในเนื้อ งานที่เราทำก็อาจจะทำด้วยกันได้เหมือนกัน หมด หรือ Quality ต่างกันระดับหนึ่ง แต่ใครที่สามารถ เค้าเรียกว่า Speed to market ได้เร็วนะครับ เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้เร็วกว่ากัน แล้วสามารถที่จะแบบจากไอเดียผู้บริหาร จากไอเดียผู้บริหารเนี่ย ภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนสามารถกลายเป็น Prototype และ Test ตลาดอะไรเงี้ครับได้เร็ว เนี่ยผมว่าตัวนั้นทำให้เกิด เอ่อ ความได้เปรียบนะครับ นี่คือ Challenge นึง ถ้าผู้บริหารปรับตัวไม่ทัน จากการที่ไม่เข้าใจเรื่อง Data ไม่ได้เอา AI มาช่วยในการทำงานนะครับ ผมว่ามันก็จะแบบรู้สึกห่างไปเรื่อยๆ
สุดท้ายผมจะบอกว่า ในยุคเดิมเราจะกลัวเรื่องการทำผิด เฮ้ย ย้า ทำอันนี้ผิด ตัดสินใจผิด โอ้โห ชั้นชั้นพัง ชั้นเจ๊งนะครับ แต่ว่าวันเนี้ยครับ ความเร็ว ถ้าเราตัดสินใจช้าและพลาดการตัดสินใจ มันขึ้นรถด่วนขบวนนี้ไม่ทัน กลายเป็นรู้ตัวอีกทีนึง อ้าว โอ้โห เพื่อนเราคู่แข่งเราไปถึงไหนถึงไหนละนะครับ รวมถึงมันมีอะไรที่มา Disrupt เรา ทั้งที่เป็น Direct แล้วก็โดยเฉพาะ Indirect Competitor อย่างที่เราได้ข่าวว่าตอนนี้ Apple จะมาเป็นธนาคาร ใช่มั้ยครับนะ เออ ถ้าเราแบบพลาดการตัดสินใจบางอย่าง จากการไม่ได้ใส่ข้อมูลหรือ AI เนี่ย อาจจะทำให้เราไม่ทันการแข่งขัน นี่เป็น ชาเลนจ์เล็กๆ อันนึงครับ
ค่ะ สำหรับอาจารย์บีก็คือ ปลาปลาเร็ว เดี๋ยวตอนนี้ต้องเป็น "ปลาเร็วกินปลาช้า" นะคะ ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้วนะคะ ซึ่งเท่าที่ได้ฟังทั้ง 4 ท่านเนี่ย เราจะเห็นว่าคำว่าเทคโนโลยี คำว่าดิจิทัลเนี่ยมันเข้ามาในตอนเแบบเยอะมากเลย นิยามของผู้นำองค์กรในยุคดิจิทัลค่ะ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างที่จะนำพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้ค่ะ เริ่มจากพี่ชุก่อนก็ได้ค่ะ
ค่ะ ก็เค้าส่งคำถามนี้ให้พี่อ่ะนะ เป็นคำถามที่พี่จะตอบยังไงดี เพื่อที่จะทำให้เหมือนพี่ไม่ได้เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเนาะ เพราะว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ที่เนี่ยก็เป็น ซุปเปอร์ HR กันแทบทั้งสิ้น พี่ก็พยายามคิดว่าเอ๊ ในความคิดของพี่แล้วเนี่ย ผู้นำในองค์กรรุ่นใหม่เป็นอย่างไร พี่ก็เลยสรุปออกมาเป็นหน้าตาของท่านเนี้ย ค่ะ
[ภาพประกอบ]
ท่านไม่มา ออ ท่านก็มาแล้ว รู้จักมั้ยคะ ท่านนี้ใคร คะ ไม่ใช่ ค่ะ ใคร คะ คุณจด อ่าไม่ใช่ค่ะ คุณดาบด ค่ะ คุณดาบด ค่ะ ดร. ดร. ค่ะ ถามว่าทำไมพี่ชุถึงถึงมองว่างี้ เดี๋ยวอาจจะบอกโอก็พี่รุ่นรุ่นเดียวกับแกเลยเนาะ ใกล้เคียงกันเหรอ ไม่ใช่นะคะ พอดีพี่ก็ไปอ่านประวัติแกนิดนึงว่าเอ๊ ท่านศาสตราจารย์ ดร. ดร. เนี่ย ประวัติศาสตร์ของแกเป็นอย่างไรนะคะ ประวัติศาสตร์ของแกเป็นอย่างไรจริงๆ แล้วแกเป็นคนที่มี Pain จากชีวิตในเบื้องต้นนะ คือแกเนี่ยประสบเค้าเรียกอะไรคะ วิกฤตการณ์ทางชีวิตที่ทำให้เหมือนกับเป็นบาดแผลอย่างนึงที่ทำให้แกไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาบางอย่าง เพื่อที่จะทำให้สิ่งที่ถูกต้องถูกขึ้น แต่ว่าแกก็ไม่ได้ เอ่อ เรียกว่าอะไร แกก็ยังพยายามหาช่องทางนะคะ แล้วสิ่งที่พี่คิดว่ามัน Reflect กับความที่คุณจะต้องเป็นผู้นำคนรุ่นใหม่ คือไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยใดก็แล้วแต่ สิ่งนึงที่คุณรู้คือคุณจะต้องมี คือคุณจะต้อง Connect to the new world ให้ได้
เพราะงั้นพี่ก็มองว่าเอ้ย ในขณะที่แกน่ะเป็นพ่อมดที่แก่ไม่รู้อยู่มาตั้งนานเท่าไหร่ แต่ว่าชีวิตของแกจะต้องวนเวียนอยู่กับไอ้เด็กรุ่นใหม่ที่มันผ่านเข้ามาใน Hogwarts ของแก ซึ่งมีทั้งเด็กดี เด็กเลว เด็กใช่ เด็กไม่ใช่ เด็กป่วน ไอ้ตัวตึงทั้งหลายเนี่ย แต่แกก็สามารถที่จะบริหารจัดการ ต้องบริหารกับรวมทั้งต้องบริหารอีบรรดาอาจารย์ทั้งหลายอ่ะ ที่มาด้วยทุกๆ ตอนใช่ไหมคะ ของคุณ JK Rowling อ่ะ ที่มาด้วย Agenda สารพัด Agenda เดี๋ยวบ้างดีบ้าง แต่สุดท้ายแกต้องพาเรือลำนี้ของแก มหาวิทยาลัยของแก เนี่ยไปให้ได้นะคะ
แล้วอันเนี้ย พีุ่ก็ต้องขอยืม ขอยืมสโลแกนของ Beyond Training มา เพราะว่าอย่างนึงจากการผ่านชีวิตในช่วงโควิดมา ทำให้พี่ชุรู้ว่าบางทีบางอย่างคิดอะไรให้มันกลับมาง่ายๆ เถอะ อย่าคิดรอะไรมันขึ้นหิ้งฟ้าไปมากเลย เพราะว่าบางทีมันไปไม่ถึง กลับมา to back to basic
วันนึงพี่ชุได้คุยกับอาจารย์บีว่า เออ อาจารย์บี Aspiration ของอาจารย์ในการขับเคลื่อนองค์กรคืออะไร แกบอก "ผมอยากสร้างคนที่เก่ง คนเก่งงานและทันโลก" พี่ว่าง่ายที่สุดเลย แต่เวลาเรา Deep Dive ลงไปในแต่ละ wording ของมันเนี่ย
"เก่งคน" เนี่ย คือคุณอยู่ใน Tier ไหนของ Organization คุณต้องเก่งคนแบบไหน ไม่ใช่เก่งบริหารคนอย่างเดียว แต่คุณต้องรู้ว่าคุณจะ Connect the dot Connect คนที่ใช่ให้เข้ามาได้อย่างไร คุณจะ Connect คนที่จะเข้ามาช่วยให้คนของคุณเก่งขึ้นได้อย่างไรนะมั้ยคะ คุณจะแก้ปัญหาให้คนของคุณได้อย่างไร คุณจะใช้คนของคุณให้เป็นได้อย่างไร อันนี้คือเก่งคน ในมิติของพี่ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องของการบริหาร แต่คุณต้องสามารถสอดประสานเรื่องของคนของคุณให้เต็มรูปแบบ
"เก่งงาน" เก่งงานในที่นี่บอก โอ๊ย พี่เป็นผู้บริหารไม่ต้องเก่งงาน เวลาพี่พูดถึงคำว่าเก่งงาน เก่งงานที่แกต้องรับผิดชอบ เอ่อ คุณเป็นผู้บริหารระดับไหน งานที่คุณถูกคาดหวัง คุณควรจะทำอะไร คุณอยู่ระดับผู้บริหารระดับสูง หน้าที่ของคุณคือพาคนไปข้างหน้า ผ่านวิสัยทัศน์ของคุณ ผ่านความชัดเจน ผ่าน Direction ที่คุณมี ผ่าน Visionary ของคุณ คุณเป็น Mid Manager หรือ First Line Manager หน้าที่ของคุณคือถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่มี ทอดรหัสออกมาให้กลายเป็นแผนงานที่ใช่ พาคนของคุณไป นี่คือคุณต้องเก่งงานของคุณ ทำงานให้ถูกที่ ไอที่เขาจ้างมาให้ทำอ่ะ ทำไอที่ใช่ ไอที่ไม่ใช่ไม่ต้องไปทำนะคะ
ขณะเดียวกัน คุณต้องเปิดพหูสูตรเลย หรือไม่พหูสูตร มีทุกสูตรที่คุณมี ทุกช่องที่มันเปิดได้ คุณต้องเปิดให้หมด เพื่อที่จะให้คุณเท่าทันกับโลกที่มันเปลี่ยนแปลงไป มันจะไม่มี Sense of Stop Learning ในโลกนี้มันเปลี่ยนเป็น Sense of Life Long Learning ไปแล้ว
เพราะฉะนั้น พี่ชว่าผู้บริหารยุคใหม่ต้องมี Element อย่างเงี้ยอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าคุณจะนั่งอยู่ตรงจุดไหนก็แล้วแต่ หรือไม่ว่าคุณจะเป็น Leader หรือผู้นำที่มีลูกน้องวิ่งตาม หรือคุณจะเป็น Individual Leader ที่คุณจะต้องทำงานกับใครก็ไม่รู้ในองค์กรก็แล้วแต่อันเนี้ย คือคือสิ่งที่พี่คิดว่าน่าจะเป็นบริบทของผู้นำรุ่นใหม่ ค่ะ ก็คือเก่งงาน เก่งคน แล้วก็ทันโลกด้วยนะคะ
มาที่คุณโอมบ้างค่ะ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีนะคะ นิยามของผู้นำในยุคนี้ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างถึงจะพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้ค่ะ
ครับ อันนี้ก็เหมือนเตี๊ยมกันมา พี่ชุพูดคำสุดท้ายคือ "ทันโลก" อยากจะขยายมุมมองตรงนี้ต่ออีกนิดนึง คำว่าทันโลกของผู้นำยุคใหม่เนี่ย ต้องมี Concept อันหนึ่งซึ่ง Microsoft เราเรา พูดเรื่องนี้มาตลอดนะครับ สำหรับองค์กรที่จะทำ Digital Transformation ว่าผู้นำและจริงๆ ทุกๆ คนในองค์กรด้วยนะครับ จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Tech Tech Technology นะครับ Tech Intensity นะครับ คือจะบอกว่าองค์กรที่จะ Transform ด้วย Digital เนี่ย HR นะครับ หรือว่าคน ที่อยู่ในสายงานต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ IT เนี่ย จะโยนงานทางด้าน Digital Transformation ไป ไปให้ IT ไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะครับ เราจะต้องเป็น Partner กับเขา เราต้องมาเป็น Partner กับเรา เพราะงั้นการที่เราจะเป็นผู้นำ หรือเป็นเป็นคนเริ่มต้น Initiative ของการ Transform องค์กรด้วย Technology ได้เนี่ย ตัวเราเองก็ต้องมีความเข้าใจนะครับ อาจจะไม่ใช่ความเข้าใจในระดับที่ไป Implement หรือไปทำเป็นโปรแกรมที่ Develop เองได้ แต่เราจะต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์อะไรกับองค์กร หรือว่า Strategy ของเรานะครับ งั้นขอสรุปคำสั้นๆ ว่าผู้นำยุคใหม่จะต้องมี Tech Intensity อยู่กับตัวด้วยค่ะ
ก็ต้องมีความเข้าใจในเทคโนโลยีนะคะ ต่อที่ เอ่อ คุณต้นนะคะ คำว่า Adaptive Leadership ค่ะ ก็คือจะต่อเนื่องกับที่ ทั้ง 2 ท่านพูดมาเลยนะคะ ในมุมมองของคุณต้นเนี่ย มองว่าต้องเป็นยังไง
อ่า ในแง่มุมมองของ Adaptive ครับ จริงๆ ผมว่าเราต้อง Adapt ทุกอย่างนะครับ ในแง่ขององค์กร วันเนี้ยถ้าพูดถึงพาร์ท พาร์ทของคนก่อนแล้วกันนะครับ คนในองค์กรวันเนี้ย เราจะ ในในแต่ละองค์กรเนี่ย เราจะเจอคนหลาย Generation มากครับ องค์กรผมก็เป็น คือเราก็จะมีรุ่นนะ ครับมี Management ที่เป็นผู้ผู้สูงวัย บก ผู้ทรงคุณวุฒิ ผมใช้คำนี้แล้วกันเนาะ ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร รวมถึงทีนี้เราก็จะมีระดับ Middle Management รวมถึงระดับที่ เป็น New Coming ที่เข้ามานะ เผอิญองค์กรผมเนี่ยเป็นสาย Tech นิดนึงนะครับ ก็ในในระดับ Working ที่เข้ามาใหม่เนี่ย ก็จะเป็นเด็กๆ ซึ่งมีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีสูงมาก ถูกมั้ยครับ แต่ว่าประสบการณ์ทาง Business เนี่ยต่างๆ เอาจจะไม่มี ทีนี้ Challenge ก็คือว่า Adaptive คือเราจะ Mix เงี้ยครับ ทั้งคน และเทคโนโลยีในองค์กรของเราอย่างเงี้ย ให้เค้าเรียกว่าเห็นใน Purpose เดียวกัน แล้วทำงานร่วมกันอย่างไรนะครับ ซึ่งระดับผู้ใหญ่เนี่ยจะมี เค้าเรียกว่าจะแชร์ Knowledge ในเรื่องของ Business มุมมองต่างๆ Direction ให้ระดับ Working ซึ่งโอ้โห ถ้าถ้าให้เด็กๆ มา Working เทคโนโลยีเนี่ย มาเลยครับจะดูไหนในเรียนวันเดียวเนี่ย เทคโนโลยีไหม จะยกอย่างเช่นสมมติว่าวันนี้ พูดถึง Digital Marketing ครับ โอ้โห เด็กนี่ใช้ได้ทุกทเลยครับ จะ TikTok จะ LINE จะ Facebook จะแชท หยิบวิดีโอมาถ่ายได้หมด แต่คำถามคือจะให้เขาทำ Content อะไร ขายอะไร Position อะไรตรงผมมองว่า เอ่อ ในแง่ของ Adaptive ภายในองค์กรเนี่ย คือ Challenge คือเรา Mix ตรงนี้ยังไงที่ทำให้คนในแต่ละ Generation Knowledge ในที่สองในแต่ละ Generation ในองค์กรเนี่ย Mix เข้ากันได้ เชื่อมเข้ากันได้ เพื่อตอบ Purpose ขององค์กรครับ ซึ่งตรงเนี้ยคือย้อนกลับไปก็ คือ Challenge แล้วก็แล้วก็สิ่งที่ผมว่า องค์กรหลายๆองค์กรเนี่ยพยายามจะทำตรงนี้ ให้เกิดขึ้นครับ
ใช่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญนะคะ สำหรับการที่ เอ่อ Blend แต่ละ Generation เข้าด้วยกัน เพราะว่าทุก Generation ก็มีความเก่งของตัวเอง มีจุดเด่นของตัวเองนะคะ มาที่อาจารย์บีบ้างค่ะ ถึงท่านมีโปรแกรม Adaptive Leadership นะคะ มุมมองของอาจารย์บีเนี่ย Adaptive Leadership ต้องเป็นยังไง
ผมว่า Leadership จาก Challenge นึงที่เราเจอ ครับก็คือเรื่องของ Diversity ขออนุญาต ต่อยอดจากของพี่ๆทุกท่านตอบมา ผมว่า เอ่อ ผู้นำยุคใหม่ที่ต้อง Adapt ตัวได้เร็วอ่ะ ครับคือเราต้อง Manage Diversity ให้มัน เกิดความสวยงามขึ้นมาให้ได้ เพราะว่าวันนี้เรามีคนอยู่หลาย Generation โดยเฉพาะ Generation Z ที่ตอนนี้มาเป็น First Joer เรานะครับ ซึ่งผมว่ามีความแตกต่าง กับ Generation Y ซะด้วยซ้ำนะครับนะ พี่ๆ ลองไม่เชื่อลองกลับไปถามดูครับ ถ้าสมมุติว่า เป็นรุ่นๆ พวกเราครับ ถามว่าวงดนตรีหรือเพลงที่เราชอบฟังเป็นคนไหน ผมว่าจิ้มกันไม่หนีไม่กี่วง อัสนี-วสันต์นะครับ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ สมแต่ วันนี้เราไปถามลูกๆหลานๆเราที่เป็น Gen Z อะครับ 10 คนแทบจะตอบประมาณ 7-8 วงเลยนะครับ มันมีความหลากหลายมากๆนะครับ ฉะนั้นผมว่า Challenge ของ Leader ยุคใหม่จะต้อง Manage ความหลากหลาย หรือความหลากหลายตรงเนี้ยได้มากๆนะ ครับแล้วก็ Leader ยุคใหม่จะต้องปรับตัวให้ไว เพราะว่าน้องๆจะมาพร้อมเทคโนโลยีอ่ะครับ สมัยก่อนผมทำเป็นวิทยากรก็ใช้ Powerpoint เท่ขึ้นมาหน่อยก็ใช้ Keynote วันนี้ครับผมทำสไลด์กับน้องๆเนี่ย ผมต้องใช้ Canva นะครับ ต้องใช้อะไรที่แบบ โอ้โห มันแบบหน้าตา ก็ไม่เหมือนกับเรา คือถ้าเรายึดติดว่าไม่ ฉันเป็นหัวหน้า เธอต้องใช้เครื่องมือเดียวกับฉัน เพราะฉันรู้เรื่อง ผมว่าก็จะไม่มี น้องๆอยากจะทำงานกับผม หรือฝืนในการทำงาน แต่วันนี้ครับโลกการทำงานมันเปลี่ยนนะ ครับเครื่องมือที่เขาใช้ไม่ว่าจะเป็น Slack เอย หรือตัว Communication Tool ต่างๆที่เขาใช้เอยอ่ะครับ ผมว่าเราในฐานะ Leader ยุคใหม่จะต้อง Adapt ในการเข้าใจ Mindset mentality แล้วก็เครื่องมือของน้องๆเขานะครับ
สุดท้ายผมอยากจะบอกอันนึง ของเรื่อง Adaptive คือว่าผู้นำยุคใหม่จะต้องก้าวข้ามความกลัว ผมว่าการที่เราไม่พร้อมเปลี่ยนคือเรามีความกลัว เราเคยทำมา Practice แบบนี้มันได้ผลลัพธ์แบบนี้ 5 + 5 = 10 วันนี้มีน้องมา เอ่อ คนรุ่นใหม่มาทำงาน Under เรานะครับ แล้วบอกว่าเคขอ 2 + 8 = 10 ได้มั้ย เค้าขอ 1 + 9 ได้มั้ย หรือ 9 + 1 ได้มั้ยนะครับ ถ้าเราเป็นคนที่ยึดติดแล้วมีความกลัวนะครับ เราก็จะไม่อนุญาตให้เค้าลองทำด้วยวิธีการใหม่ๆ
ผมขออนุญาตยืมคำนึงของวันก่อน ผมผมมีโอกาสได้คุยกับพี่คุณโจ้ ธนา แล้วก็คุณโจ้ ธนา เคยทำงานกับ เอ่อ คุณว B นะครับก็คือเคยเป็น Group CEO ของของ เอ่อ Telenor นะครับ ประจเป็น Group CEO ของ Telenor ก็บอกว่ามี Concept นึงคือ "Tight Loose Tight" ก็คือ Tight แรกก็คือ ทำ ให้มันแน่นๆว่าโอเค ตกลงคุณในฐานะ Leader คุณต้องการต้องการอะไร เอาให้ชัด Objective สุดท้ายต้องการคืออะไร Loose ก็ คือทำให้มันหลวมๆ กระบวนการเนี่ยปล่อยให้เขาไป Create ของเขา แล้วก็มา Tight อีกทีนึงก็คือมา มาแน่นอีกทีนึงก็คือการ Measure วัดผล
แต่องค์กรไทย หรือ Leader คนไทยมักจะทำตรงกันข้าม Loose มากเลย โอเค อยากทำ เอ่อ แบบสั่งงานแบบ Subjective มากเลย ลอยๆ เอ่อ พี่ไปทำให้มันทันสมัยหน่อย ทำให้มันเร็วขึ้นหน่อย เร็วขึ้นคือแบบไหน สวยขึ้นคือแบบไหน ทันสมัยขึ้นคือแบบไหน บอกหลวมๆ แล้วก็ด้วย ด้วยความรู้สึกว่าเดี๋ยวน้องก็ไปทำมาโดนใจเรานะครับเนาะ แล้วก็ไปไปใช้ในกระบวนการ ไปไมโครแมเนจ ทำแบบนี้สิ ตัดต่อแบบนี้ ใช้โปรแกรมแบบนี้สิ ลากแบบนี้สิ อะไรอย่างงี้สิ แล้วก็ไปหลวมอีกทีตรงวัดผล วัดไม่ได้ว่าตกลงมันคืออะไร เวลาทำทำวันอวันกับน้องๆ ทำ PA กับน้องๆ ก็เออตกลงน้องก็คิดว่าโห ฉันทำได้ดีมากเลย นายต้องชมแน่นอน ปกฏ ประเมินมาได้แค่ B น้องคาดหวัง A A+ อะไรอย่างเงี้ยครับ ฉะนั้นผมว่า เอ่อ Concept ของ Adaptive คือ 1 เอ่อ Manage Diversity ก้าวข้ามความกลัวนะครับ โดยการปรับที่ตัวเราเองนะครับ แล้วก็ลอง Apply Concept นะครับ Thai Loose Tight ประมาณ นี้ครับ
ค่ะ ก็คือ ขออนุญาตไม่เห็นด้วยกับอาจารย์บีเรื่องนึงได้มั้ยฮะ PowerPoint มันไม่ได้เชยนะฮะ มันมี AI มาช่วยทำให้ครูด้วยนะ
อ๋อ ครับๆ มันมีโควอโอ้โหพี่โอมีการยกมือแย้งด้วยนะโอโอ Microsoft โอโอแต่ถูกใจนะคะถูกใจถูกใจท่านผู้ฟังนะคะ พี่พี่ชุขอเสริมอาจารย์ได้เวลาเราพูดถึงคำว่า Adaptive Leadership อ่ะพี่ก็นั่งคิดเนาะเวลาพี่ฟังทุกๆ ท่านพูดเนี่ยพี่ชุ ก็จะมี เอ่อ Self Learning ของพี่ไปตลอดเวลา พี่ว่าคนเป็น Adaptive Leadership เนี่ย นอกจาก Adapt แล้วอ่ะมันต้อง Adopt ทั้ง Self Adopt และ Get The Team Adopt อีกอันนึงคือต้อง Accelerate ให้ได้กับสิ่งที่เราเรียนรู้มาแล้วทำให้มันดียิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น สุดท้ายมันจึงจะกลายเป็นบริบทของ Continuous Adaptive เนา เพราะงั้นพี่ว่าในบริบทของ เราเเวลาที่เรานึกถึงเรื่องพวกมันไม่จบ ให้จุดเดียวเพราะว่านี่คือหนใน DNA ของโลกที่เราอยู่ที่เราเรียกว่า Transformation เพราะมันคือการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันไม่มีมันจบสิ้นอ่ะค่ะ คุณ Adapt จาก A ไป B พรุ่งนี้ B ไม่ใช่แล้ว มันจะเป็น C อื เพราะฉะนั้นมันคือ Continuous Learning ของคุณก็ต้องเรียนรู้กันตลอดเวลานะคะ แล้วก็หนึ่งในสิ่งที่มันเข้ามาเปลี่ยนเราก็คือเทคโนโลยีเนาะ ที่เราจะเอาเข้ามาช่วยก็ได้ หรือว่าเราจะมองว่าเอ้ยมันจะมาฆ่าเราก็ได้
แล้วก็ถ้าเกิดว่าเราพูดถึงเรื่องของเทคโนโลยีนะคะ ตอนเนี้ยน่าจะมีอยู่ 2 คำที่คนพูดถึงกันมากที่สุดก็คือ Data กับ AI นะคะ ถามคุณ คุณต้นนิดนึงค่ะว่าในเรื่องของการเก็บ แล้วก็วิเคราะห์ Data เพื่อใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจเนี่ย ในยุคนี้ถือว่ามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหนค่ะ
ครับ ก็ถ้าพูดถึง เอ่อ เรื่องของ Data กับ AI นะครับ ผมเชื่อว่าทุกวันเนี้ยทุกๆ ท่านเนี่ยมีการใช้ Data แล้วก็ AI ไปกับชีวิตประจำวันโดยที่บางท่านอาจจะรู้ตัว หรือบางท่านอาจจะยังไม่รู้ตัวก็ได้ว่าได้ใช้ไปแล้วนะครับ ผมถามนิดนึงครับ มีท่านไหนในห้องนี้เวลาจะซื้อของอ่ะครับ เราไม่ Search ครับ เราไม่หาข้อมูล เราไม่เราเดินไปแล้วเราก็ซื้องเลยมครับ ส่วนใหญ่เนี่ยทุกคนจะทำการบ้านก่อนมครับ ถ้าในอดีตก็หาข้อมูลดูว่านู่นนี่นั่นเป็นยังไง ถูกมั้ยครับ นั่นก็คือการใช้ข้อมูลอย่างนึง และเราเป็นการเก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูล ว่าเออสินค้านี้เนี่ย มีที่ไหน มีโปรโมชั่นถูก อะไรยังไงก็ว่าไป ถูกมั้ยครับ
อ่า อีกตัวอย่างนึงครับ บางท่านเวลาสมมติเราจะไปเที่ยวอ่ะ ครับ มีท่านไหนไม่เคยใช้ Map มครับ ผมก็ไม่กล้าเอ่ยชื่อตรงๆนะ เดี๋ยวพี่โอมจะใช้คำว่า Map เฉยๆก็ได้นะครับ มีใครใช้ Map ยว่า สมมุติเราจะมาอย่างวันนี้เราจะมาโรงแรมเนี้ย เราจะมาเส้นทางไหนดี เราจะมาเส้นทางไหนดี เส้นทางไหนจะลดติด มีท่านไหนไม่เคยใช้ Map มครับ ไม่มี ถูกมั้ยครับ รู้มั้ยครับว่า Map มันก็คือ AI ในการ Suggest ว่าเราจะมาเส้นนี้รถติดไม่ติด ใช้เวลากี่นาที หรือเราจะเลือกเดิน หรือเราจะเลือกนั่งรถไฟฟ้า อันนี้เบื้องหลังจริงก็คือ AI เพราะงั้นถามว่าวันนี้ครับ ในเรื่องของ Data แล้วก็ AI เนี่ย จริงๆในชีวิตประจำวันน่ะ เข้าไปอยู่กับพี่ๆทุกคนเรียบร้อยแล้วครับ
ทีนี้ถ้าย้อนเข้ามาในองค์กรของเราครับว่า วันเนี้ยถ้าเราเราจะเอาเรื่องของ AI กับ เรื่องของ Data เนี่ยมาใช้ภายในองค์กรของ เราเนี่ยมันจะก่อไปเกิดประโยชน์อย่างไรบ้างนะครับ ผมไม่น่าจะขึ้นสไลด์ของผมขึ้น จริงๆวันเนี้ย เอ่อ เราอ่ะระหว่างรอสไลด์ก็จริงใช้ประโยชน์นะ ครับเริ่มตั้งแต่เบสิคสุดเลยอ่ะครับก็คือว่า หลายๆองค์กรเนี่ยเรามีเรามี KPI อยู่แล้วเนาะ ทุกคนทำงานก็จะมีมี KPI ของตัวเองนะ ครับของฝ่ายรนถึงขององค์กร Basic แรกสุด เลยครับก็คือใช้ข้อมูลเนี่ยมาเรียกว่า Monitor Performance เราเคยไหมครับว่า Level ง่ายๆสุดเลยครับว่าเอาข้อมูลเนี่ย ที่เราเก็บที่เราทำงานต่างๆเมาประมวลผลดู ว่าวันเนี้ปัจจุบันเนี้ยในแง่ของ Business Performance ของเราเนี่ยเป็นอย่างไรบ้าง นะครับ อันไหนอันไหนดีหรือไม่ดีที่ตรงไหน เพื่อที่จะได้เข้าไปหาแนวทางการแก้ไข อันนี้แบบ Level แบบเบสิสุดนะครับ
สูงขึ้นมาเนี่ยเราจะเริ่มเข้ามาสู่เรียกว่าหา Business Insight และเอา Data มาดูว่า จากจาก Business Performance ของเราเนี่ย เรามีโอกาสตรงไหนมมีมีเ้าเรียกว่า Un High Pattern อะไรต่างๆตรงไหนมที่เราจะเอามาเกิดให้เกิด Business ใหม่ หรือมาทำให้ Productivity มันสูงขึ้นนะครับ สูงไปกว่านั้น Level ที่ 3 เนี่ยเขาจะเริ่มเรียกว่าเอา Data มา Monetization นะครับ เอา Data เนี่ยมาเรียกว่ามาทำธุรกิจใหม่ มาหาเงินใหม่ๆต่างๆได้อย่างไรบ้างนะครับ เราจะเริ่มเห็นยกตัวอย่างอย่างอย่าอย่าง Facebook เงี้ก็ได้ครับ จริงถ้า Facebook เนี่ยเขาก็ไม่ได้บอกว่าเเเป็นเทคโนโลยีรเ เหมือนเเเป็น Data Company นะครับ ซึ่งเขามีเขาเรียกว่าข้อมูล Information ของคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มก็ตรงเนี้ย เพราะงั้นใครที่ต้องการเรียกว่าจะขายสินค้าอะไรต่างๆตรงเนี้ยเขาก็มองว่าวันเนี้ Data ของเขาเนี่ยคือ Business ครับ
หลายๆ Business พยายามจะวันเนี้ยเรามี Data อยู่มากมายภายในองค์กรครับ Challenge ก็ คือว่าเราจะเอา Data ต่างๆเมาทำในแต่ละ สเต็ปนี้อย่างไรบ้าง ผมเชื่อว่าตอนเทุกๆ หน่วยงานเนี่ยสเต็ปแรกเนี่ยมีแล้วแหละเอา มา Monitor Business คำถามคือเราจะทำยังไงให้เเริ่มเข้าสู่สเต็ปที่ 2 สเต็ปที่ 3 นะครับ แล้วยิ่งทุกวันเนี้ยเรามีเรื่องของ AI หลายๆท่านอาจจะได้ยินว่าโอยเรามี AI ใหม่ๆเก่งๆเยอะแยะเต็มไปหมดเลย งั้นเราก็ซื้อ AI มาเลยสิ แล้วก็มาใช้บอกเลยให้ AI มาบอกเลยว่าเราจะทำธุรกิจอะไรแล้วให้เติบโตชนะคู่แข่งต่างๆ ผมอยจะบอกนิดนึงครับว่า AI เนี่ยจะฉลาดได้เนี่ย มันต้องมี Data ครับ มันต้องย้อนกลับมา Back to the basic นะ เพราะฉะนั้นสำคัญ Challenge ก็คือว่าเรามีการเก็บ Data วันเนี้ยในองค์กรเราครับ มีการเก็บ Data ในกระบวนการต่างๆเนี่ยไว้อย่างเป็นระบบ เป็นดิจิทัลบ้างหรือยัง เพราะหลายๆครั้งเเราผมคอซาให้กับลูกค้ามีหมดแล้วข้อมูลบางที่อยู่ในกระดาษ บางที่ในกระดาษยังดีนะครับ เคลียร์ที่สุดคือ อยู่บนเยครับ เคยเจอมั้ยครับว่าโหอันนี้พี่ เวลาพี่ตัดสินใจว่าพี่จะจะจะตัดสินใจจะทำ แบบนี้ไม่ทำแบบนี้วางแผนไม่แบบเนี้ย พี่ทำยังไงหรอครับ อ๋อเนี่ยพี่คิดได้เจากประสบการณ์พี่อันนี้ครับ เครียดสุดเลยนะ ครับถ้าอันคือ Challenge คือถ้าเราเจอก็ คือต้องทำอย่างเงี้ยให้อยู่ในให้อยู่ใน Database ของเราให้อยู่เป็นข้อมูลของเรา แล้วตรงนี้มันจะเกิด Knowledge Share ขึ้นต่อไปนะครับ อันนี้อันนี้โดยเบื้องต้นอย่างงี้ก่อนครับ เดี๋ยวเดี๋ยวถ้าเรามีโอกาสเดี๋ยวลงเอียอีกที เดี๋ยวจะกินเวลาพี่ๆเยอะครับ
ค่ะ ก็เรียกได้ว่า Data คือเป็นเบื้องหลังที่อยู่ AI อีกทีนึง ต้องมี Data ที่ดีก่อน AI ถึงจะทำงานได้ดีนะคะ ถามคุณโอมบ้างค่ะ เชื่อว่าคำถามนี้คุณโอมน่าจะได้ยินมาเยอะมากแล้วนะคะ แล้วก็ทุกๆ ท่านก็น่าจะเคยได้ยินแล้วก็อาจจะเคยถาม ตอนนี้ก็อาจจะยังสงสัยอยู่ว่าไอ้เจ้าเทคโนโลยี AI เนี่ย มันจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้หรือเปล่า
ออ โอเค เดี๋ยวต้องต้องมีสไลด์ด้วยแล้วขอคลิกเกอร์ให้ด้วยครับ อ่า เตรียมมาโอเคได้ ทีนี้ทีนี้เวลาพูดถึง AI เนี่ยเดี๋ยวผมขอซาวด์เสียงคนในห้องประชุมกับเราวันนี้ก่อนครับ มีใครที่ไม่รู้จัก Chat GPT มครับ Chat GPT ไม่มี ทุกคนรู้จักหมดะ มีใครลองใช้แล้วบ้างครับยกมือหน่อยได้ได้ลองใช้แล้ว
สไลด์ยังไม่มานะ ครับแต่มันมาจอหน้าแล้วแต่จอหลังยังไม่มานะ โอเคมาแล้วนะครับก็คือมีทดลองใช้ไปบ้างแล้วนะฮะ เอ่อต้องต้องบอกอย่างงี้ เอ่อปึ๊บๆๆ คือสไลด์ผมไม่ไม่ได้เรียงมาแต่ขอทักทายความอย่างงี้ก่อนว่าไอ้ตัว Chat GPT ที่เราพูดถึงเนี่ยนะครับทำไม Microsoft มันนั่งอยู่ตรงนี้ก่อน เอมันไม่เชื่อผมนะพี่ผมกด 1 ครั้งอันนี้เป็นเรื่องปกติที่คุณต้องบริหารจัดการเทคโนโลยีโอเคอ่าโอเคเวลาออกอากาศสดเถึงบอกว่ายังไงเทคโนโลยีก็แทนคนไม่ได้ใช่ ครับเดี๋ยวจะตอบคำถามนะแต่อยากจะอันนี้เป็นคำตอบใช่มั้ยคะว่าจริงๆแล้ว AI ยังไงก็เข้ามาแทนคนไม่ได้นะคใชๆเอ่อแต่มันจะมีมุมมองเรื่องนี้อยู่พอสมควรเดี๋ยวผมผมจะเล่าให้ฟังแต่ขอปูพื้นนิดนึงก่อนทำไม Microsoft มันนั่งอยู่ตรงนี้จะมาพูดถึงเรื่อง Chat GPT นะครับสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบแต่พรุ่งนี้มันอยู่ในข่าวทั่วไปอยู่แล้วว่า Microsoft เนี่ยเป็น Partner ที่ไปลงทุนอยู่ในบริษัทที่ชื่อ Open AI อื แล้วบริษัทเนี้ยเป็นบริษัทที่คิดค้นแล้วก็พัฒนาไอ้ตัว Chat GPT ที่เราพูดถึงนะครับ แต่ไหนๆผมก็บอกแล้วเราในห้องนี้จะต้องเป็น Tech in มี Tech Intensity เพราะฉะนั้นอดทนฟังผมนิดนิดนึงนะครับ
คำว่า Open AI ที่ Microsoft ไปลงทุนเนี่ย แล้วเรารู้จัก Chat GPT อ่ะ Chat GPT เป็นแอปอันนึงที่เราได้ใช้ที่เราแชทกับมันได้ แต่กลไกสมองมันที่อยู่ข้างหลังเนี่ยมีอยู่ 3 ตัวนะครับ มีอยู่ 3 ตัวถ้าดูจากจอที่ผมเอ่อให้ให้ดูอยู่เนี่ยคือมองจากทางซ้ายมาขวา นะครับอันแรกเลยที่เป็นหัวใจสำคัญของ Chat GPT เลยคือตัวฟังก์ชันหรือตัวโมเดลที่ชื่อว่า GPT GPT เนี่ยย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer นะครับ ขอให้โฟกัสที่คำว่า Generative ซึ่งเดี๋ยจะตโอเคใจเย็นๆครับพี่อดทนกับผมนิดนึงนะฮะอันที่ 2 คือ Context อันที่ 3 คือ API เดี๋ยวดูตัวอย่างจะได้ไม่ตาลอยนะ ครับ
GPT ที่ทำให้ Chat GPT โต้ตอบกับเราได้เนี่ย มันเป็นเป็น AI ตัวนึงที่ชื่อมันบอกอยู่ครับ Generative คือเราบอกอะไรมันไปมันสร้าง Text สร้างตัวหนังสือใหม่ตอบกลับมาให้เรา ถ้าดูตัวอย่างทางด้านซ้ายของจอเนี่ยนะครับ เราสั่งมันบอกว่าให้เขียน Tagline สำหรับร้านไอศกรีมนะครับ สิ่งที่ AI ตอบมา AI ตอบมาว่าตอบเป็น Tagline กลับมาก็เป็นสโลแกนเดี๋ยวไปใช้โปรโมทร้านได้ก็คือ "Reserve your smile with every scoop" แปลว่าวันนี้ AI มันเข้าใจบริบทของสิ่งที่เราส่งเข้าไปให้มันแล้วมันตอบออกมาได้
ส่วนตรงกลางหน้าจอ เอ่อ โทษทีทางซ้ายของจอ คือเป็นภาษาถูกมั้ยครับ เราพูดกับมันมันตอบกลับมา ส่วนตรงกลางเราพูดภาษามนุษย์ พูดภาษาคนเข้าไปบอก AI ช่วยแปลงเป็นโปรแกรมให้หน่อยนะครับ บอกว่าเราอยากจะเขียนโปรแกรมให้ทำหน้าที่นู่นนี่นั้นให้ดูตรงพร้อมเนี่ยครับ Table Customer คอลัมน์ เขียนเป็นภาษามนุษย์เข้าไป สิ่งที่ AI ทำ ให้คือเขียนโปรแกรมมาให้เรานะครับ ตรงนี้คือเป็นตัวช่วยโปรแกรมเมอร์นะครับ
อันทางด้านขวาสุดของจอ เราบอก AI ฉันอยากได้รูป อยากได้รูป Teddy Bear กำลังนั่งทำ Project Research ทางด้าน AI อยู่บนพระจันทร์ในช่วงยุค 1980 AI ก็สร้างรูปนี้ออกมาให้เรา โดยที่เข้าใจบริบทว่าคำว่า 1980 คอมพิวเตอร์มันต้องไม่ดูทันสมัย มันต้องเป็นคอมพิวเตอร์เก่าแล้ว Teddy Bear เป็นแบบนี้นะ ทำรีเสิร์ชอยู่ก็ต้องมานั่งทำงานด้วยกันแล้วไปอยู่บนดวงจันทร์นะครับ อันนี้คือความสามารถของ AI ในวันนี้นะครับ
โอเค Tou it Shot แล้วถามว่าความสามารถของ AI ล่าสุดที่พูดถึง GPT เนี่ย มันออกเวอร์ชั่นใหม่มาเมื่อช่วงเดือนมีนาคมเป็น GPT เวอร์ชั่น 4 นอกจากมันเข้าใจภาษาที่เราพิมพ์เข้าไป วันนี้มันเข้าใจรูปนะครับ คำว่าเข้าใจรูปคืออะไร ครับ ให้ดูรูปที่อยู่บนจอคือรูปลูกโป่งถูกมั้ยครับ แล้วก็ลูกโป่งมีเชือกผูกติดอยู่กับ เอ่อ เก้าอี้ น่าจะเก้าอี้ อยู่บนพื้น เราส่งรูปนี้เข้าไปแล้วเราก็ถาม AI ว่า ถ้าเชือกที่ผูกลูกโป่งอยู่เนี่ยถูกตัดจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้ AI มันตอบกลับมาครับว่าลูกโป่งจะลอยไป คือ AI เราไม่ได้บอกเลยนะว่านี่คือรูป ลูกโป่งแต่ AI วันนี้มันมีความสามารถในการเข้าใจแล้วว่าบริบทของรูปเนี้ยคือมีลูกโป่งติดอยู่นะครับ
โอเค เดี๋ยวพยายามจะให้เร็วขึ้นนะครับ ทีนี้ เอ่อ ความเก่งของมันวันนี้ภาษาไทยมันเก่งมากแล้ว อันนี้ผมก็ Capture Shot ไปนะครับ แต่จะให้ดูเอ่อความ เอ่อ ทางทีมงานช่วยเลื่อนให้พอดีหน้านิดนึงครับ จะให้ดูความสามารถของมันนิดนึงนะครับ ความสามารถของมันนิดนึง อ๋อ อันนี้ต้องรบกวนอาจารย์บีนะฮะ โอเค อันนี้เป็นทีมงาน Microsoft เอง เราทดลองกันเองนะครับ ใช้เครื่องนั้นใช่ไหม ครับ โอเค คือเราอันนี้ทุกคนเพิ่งยื่นภาษีไปเนาะ ตอนช่วงก่อนกลางเดือนเมษายน ผมเอาทีมงานเเอาเงื่อนไขค่ารถหย่อนส่วนตัวของเรา รถหย่อนบุตร รถหย่อน เอ่อ ภรรยา รถหย่อนดูแลบิดามารดาเนี่ย เราส่งประโยคภาษาไทยเข้าไปให้ AI นะครับ แล้วเราก็ถามว่า ถ้าผมแต่งงานแล้วมีลูก 2 คน ดูแลพ่อแม่รวมกัน 4 คน ได้ค่าลดหย่อนเท่าไหร่
เลื่อนไปอีกหน้าให้หน่อยครับ เลื่อนไปอีกหน้านึง หน้าถัดไปครับ โอเคึบ AI มันก็ตอบกลับมาว่า ค่าลดหย่อนทั้งหมดเนี่ยคือรวมกันแล้ว 120,000 เอ่อ รวมทั้งสิ้น 300,000 มีรถหย่อนอะไรบ้าง โดยที่เราไม่ต้องไปเขียนโปรแกรม เราแค่บอกมันแค่เย
แล้วที่มันเจ๋งกว่านั้นคือว่า เลื่อนไปเลื่อนไปหน้าถัดไปให้หน่อย ครับ นึกถึงอเลยไปแล้วครับดึงกลับลงมาครับ นึกถึงว่าเราเป็นคนไทยใช่มั้ยครับ แล้วเราก็เข้าใจเรื่องเงื่อนไขรถหย่อนที่กรมสรรพากรประกาศเป็นภาษาไทย แล้วเรามีเพื่อนร่วมงานเป็นฝรั่งซึ่งทำงานอยู่ในเมืองไทย มาถามเราว่าค่ารถหย่อนเป็นยังไง เราถามตัวเราเองเราจะต้องไปหาระเบียบค่าลดหย่อนเป็นภาษาอังกฤษก่อนมั้ย แล้วเราค่อยตอบไม่ถูกมั้ยครับ เพราะเราเข้าใจอยู่แล้วเราก็ตอบเป็นภาษาอังกฤษไปได้เลย วันนี้ AI ก็เป็นแบบนั้นละครับ คือเราสอนภาษาไทยไปแล้ว ถ้าเกิดมีคนถามเป็นภาษาอังกฤษมันก็ตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษให้เรา นี่คือความสามารถของมันนะครับ
เอ่อ ถ้าจะเลื่อนไปเรื่อยๆ จนเป็นหน้าที่เลื่อนไปอีกครับ เลื่อนไปอีก มันไม่ตรงกันแล้วเลื่อนไปอีกหน่อย ครับ ถอยหลัง ถอยหลัง ถอยหลัง ถอยหลัง ถอยหลัง ครับ ถอยหลัง ครับ ถอยหลัง ครับ พอครับ อันนี้ผมทำเมื่อวานนี้เพราะว่าได้รับโจทย์จากอาจารย์บีและพี่ชูว่าพูดอะไรให้มันเกี่ยวกับ HR หน่อย ผมก็เลยเพี่ๆในห้องรู้จัก Microsoft Bing มครับ BG ถ้าใครไม่รู้จักนะครับ ไปไปใช้ด่วนเลย ครับ Bing นะครับ Search engine ของ Microsoft มีแอปอยู่ใน iPhone Android ด้วยนะครับไปดาวน์โหลดมาใช้ ผมลองกับ Bing ครับ ผมบอกว่าประโยคสีม่วงสีชมพูด้านบนสุดของจอ นะครับผมบอกว่า "ช่วยแสดงบทบาทเป็น Career Coach ให้ผมหน่อยนะครับ ผมเนี่ย กำลังอยากจะ develop ตัว เอ่อ Career Development Plan ของผมนะครับ ให้เป็นโค้ชให้ผมหน่อย" อ่า เอ่อ กรอบบ้ทางด้านซ้าย AI ก็ตอบกลับมา "โอเค เดี๋ยวจะช่วยเป็น Career Development เป็น Career Coach ให้ก็ถามผมว่าผมพร้อมจะเริ่มยัง" ผมก็ตอบว่า "พร้อมแล้ว มาคุยกันดีกว่า" ทางซ้ายนะครับ อ่านตามลงมานะครับก็บอก "อ้า มาถามสถานการณ์ปัจจุบันหน่อยว่าปัจจุบัน Job Role ผมคืออะไร" ผมก็ตอบไปสมมุติผมเป็น Project Manager อยู่ในในไอ Industry อ่ะ ถามต่อครับว่า "ผมอยู่ใน Role นี้มานานแค่ไหนแล้ว" ผมก็ตอบไป 5 ปีนะครับ
หน้าถัดไป ฟาบอ่าเขาคก็ถามไปเรื่อยๆ ครับ ทำไมผมถึงอยากเปลี่ยนงาน ผมก็บอกว่าผมรู้สึกตัน ไม่มี Career Part ในงานที่ผมทำอยู่ ผมอยากจะ เอ่อ explore Career Part อื่นๆ มันก็เป็นแบบเนี้ยครับ AI โดยที่ผมไม่ต้องเขียนโปรแกรม เพียงแค่ว่าผมรู้ว่าผมจะต้องบอก AI ให้ทำงานยังไง อื มันก็สามารถทำงานให้เราได้นะครับ
ทีนี้กลับมาที่คำถามที่ว่าแล้วมันจะมาแทนคนหรือเปล่า ผมอยากจะเฟรมเรื่องนี้อย่างนี้ครับ จริงๆมีอีกหลายเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังเลยแต่เวลาไม่มี นะครับภาษาไทยมันก็ใช้ได้ ทำให้มันสรุปเอกสารให้เรานะครับ เอ่อ ให้มันช่วยแต่งนู่นแต่งนี่ เขียนจดหมายถึงลูกค้า เขียนประกาศถึงลูกค้า หรือจะให้มันสร้างรูปสร้าง เอ่อ Reflect นะครับ เอ่อ อันนี้อันนี้ลูกผมทำ ผมให้ลูกผมพร้อมเข้าไปแล้วก็ให้ตัว Bing Image Creator ครับถ่ายรูปเก็บไว้ครับ ลองไปเล่นดูเล่นฟรีครับไม่ได้เสียตังค์นะครับ มันสามารถสร้างรูปได้รูป Cher อยู่บนดวงจันทร์มี Milky Way อยู่ข้างหลังแล้วก็ดื่มโค้กอยู่นะ มันก็สร้างรูปมาให้ หรือว่าแมวทานไอศกรีมรส Mint นะครับอยู่ใน อวกาศโอเคกลับมาตอบคำถามครับ ผมก็พาไปซะยืดยาว เอ่อปึบมันจะมาแทนคนมผมชวนดูภาพนี้ครับ เราจะคุ้นเคยกับเทคโนโลยีที่มาแทนคนให้ดูทางด้านซ้ายของจอ นะครับเทคโนโลยีที่เป็นลักษณะของ Automation Autopilot ตรงนี้ ตัวอย่างคือ Robot ที่อยู่ในสายการผลิต เทคโนโลยีแบบเครับแทนคนเอาคนออกไปใช้เครื่องจักรทำงานแทนแต่วันนี้มุมมองของ Microsoft เนี่ย พี่ชุพูดถึงัดผมก็ขอพูดถึง Maric
นะครับ ทอกันดูนะครับ บางคนก็จะดูเวร์ 1 เหมือนผม บางคนก็ดูเฉพาะภาคล่าสุดนะครับ มาไม่ยอมแพ้กันเลยนะ คะไม่ยอมฮะอถึงถึงได้ไม่ให้พี่ชุเห็นสไลด์ก่อนเ่อจะจะให้ดูนี้ครับ คีย์เวิร์ดตรงเมันคือ copilot อื ผมอยากจะ Position ให้พวกเราทุกคนเข้าใจตรงกันว่า AI วันเนี้ยมันไม่ได้มาแทนโดยเฉพาะแชท gpt หรือเทคโนโลยีแบบ gpt มันไม่ได้มาแทนเรา แต่เราต้องมองว่ามันคือ copilot นะครับ อย่างในภาพเนี่ยคือมาิกับ Go นะครับ ถามว่าใครเป็นคนกดยิงมิสซายก็คือมาิ แต่คนที่จะเช็คว่ามิสไซล์เหลืออยู่กี่ลูก ศัตรูอยู่ตรงไหนคือใครครับ mic ป่ะครับ ไม่ใช่ก็คือกก็คือ copilot ที่เขาจะคอยให้ข้อมูลเรา คอยช่วยงานอะไรเราบางอย่าง แต่สุดท้ายการตัดสินใจอยู่กับ Pilot ผมอยากจะบอกว่าพวกเราทุกคนในห้องเนี้ยนะครับ คือ Pilot ที่จะต้องเป็นมี AI มาเป็นตัวช่วยนะครับ แล้วเราสามารถที่จะเพิ่ม productivity gain เราสามารถจะทำงานได้ง่ายขึ้นนะครับ เราอยากได้ภาพสวยๆ เราเราไม่ต้องรอกราฟิก Designer แล้วเราสามารถสร้างภาพเองได้ เราอยากจะเขียนอีเมลภาษาอังกฤษให้สละสลวย เราไม่แน่ใจว่าภาษาอังกฤษเราดีเลิแล้วหรือยัง เราก็บอก gpt you rewrite ให้หน่อย ให้เป็นภาษาอังกฤษที่ที่ที่สละสลวย
แต่ก่อนที่ผมจะหยุดพูด ผมอยากจะชี้ประเด็นสำคัญนะครับ ที่กลัวว่าลืมแล้วเดี๋ยวเวลาจะหมดไม่ให้ผมพูดเรื่องนี้ ก็คือเทคโนโลยีนี้เนี่ยผมขอแยกมันเป็น 2 ประเภทนะครับ วันนี้เรารู้จักแชท gpt เมื่อกี้ผมพูดถึง Bing ผมพูดถึง Bing image creator นะครับ พวกเนี้ยเป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถใช้ได้แบบไม่เสียสตางค์นะครับ หรือแชท gpt มีเวอร์ชั่นเสียสตางค์นะครับ แต่อยากจะบอกว่าอันเนี้ยมันเป็นเครื่องมือส่วนตัวนะครับ ไม่ใช่เครื่องมือขององค์กรนะครับ พี่พ HR อาจจะต้องโฟกัสตรงนี้นะครับ เครื่องมือส่วนตัวคือเราใช้เรื่องส่วนตัวโอเค่นะครับ แต่วันนึงที่เราต้องเอาข้อมูลขององค์กรไปใช้ ผมแนะนำเลยว่าต้องมีความระมัดระวังนะครับ ว่าข้อมูลขององค์กรจะมีการรั่วไหลไปสู่สาธารณะหรือเปล่า เพราะว่าระบบพวกเนี้ยจะบิงนะครับ จะแชท gpt จะ image creator เนี่ยเป็นของฟรีที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้นะครับ ในขณะที่มีองค์กรมากมายเลยตอนนี้ที่มาพูดคุยกับ microsoft เขาอยากได้เทคโนโลยีเนี้ยแต่มาอยู่ในองค์กรนะครับ ถ้าเกิดคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นตัวสร้าง innovation นะครับ ต้องแยกว่าอันที่ใช้ส่วนตัวอยากจะทดลองลองไป แต่ วันที่มาอยู่ในเรื่องงานที่จะต้องมาจัดการกับข้อมูลความลับขององค์กร ข้อมูลที่เป็น intellectual Property ขององค์กรนะครับ มีชั้นความลับจะต้องเริ่มมาดูแล้วว่าเทคโนโลยีนี้จะต้องใช้แบบไหน แล้วมาอยู่ในองค์กรที่เราเป็นคนควบคุมข้อมูลได้นะ อันนี้อยากจะชี้ประเด็น เพราะฉะนั้นคำตอบพูดซะยาว AI ไม่ได้มาแทนคน จะจะเป็น copilot แต่เราต้องใช้มันอย่างระมัดระวังนะครับ
อสรุปได้ดีเยี่ยมเลยนะคะ AI ไม่ได้มาแทนคนนะคะ แต่ว่ามาช่วยมากกว่า คือถ้าเราควบคุมมันได้เนี่ย เราก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ แต่ว่าการใช้ต้องระมัดระวังนะคะ อย่างที่คุณโอมบอกนะคะ พี่พี่ขออนุญาตเติมนิดนึงนะคะ คือสิ่งที่คุณโอมพูดเนี่ยมันเป็นสิ่งที่ Microsoft บอกเรามาสม่ำเสมอ อันนี้ขออนุญาตถอดหัวเอ้ยสวมใหม่สวมหัวสมัยตอนที่อยู่ Microsoft สิ่งนึงที่เป็นประโยคนึงซึ่งพี่จำได้เสมอจนทุกวันนี้ แล้วเป็นเป็นประโยคที่พี่จะบอกกับน้องๆ HR ทุกคนก็คือว่า เราต้องใช้ Technology เพื่อ augmented Human productivity ไม่ใช่ใช้ Technology เพื่อ replace Human นะคะ เราจะต้องเราใช้เทคโนโลยีเพื่อสกลความรู้ความสามารถของเรา เพื่อสเกลผลิตภของเราให้ดีขึ้นค่ะ นะคะ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝาก คราวนี้เมื่อกี้คุณอมพูดถึงเรื่องความเสี่ยงในองค์กรเนี่ย พี่ว่าฟังง่ายๆเลยก็เหมือนกับครั้งนึงที่เราเคยบอกว่าเราจะสื่อสารร่วมกันโดยผ่านอุปกรณ์ประเภทไหน ใช่มั้คะ ทุกวันนี้เราสื่อสารกันเวลาเราคุยกันเราคุยกันที่ไหน คะ LINE LINE ถูกมั้คะ ก็เช่นเดียวกันมันเป็นมันเป็น Communication Tool ที่มันเป็น Public เพราะฉะนั้นมัน Control environment มันยากเช่นเดียวกัน ดังนั้นเนี่ยเราก็ต้องเลือกว่าเราจะใช้ tools แบบไหนภายใต้ Control environment แบบไหนนะคะ แล้วยิ่งเมื่อกี้เนี่ยได้คุยกับทางคุณโอมซึ่งซึ่งเอ่อซึ่งให้ information เยอะมากแล้วพี่ว่ามันเป็นประเด็นที่ HR เองหรือแม้กระทั่งไอทีของพวกท่านเองเนี่ย ต้องทำความเข้าใจเรียกว่าความคามเป็นตัวตนของแชท gpt และบริบทในการใช้งานรวมทั้ง terms and condition risk นะคะ liability นะคะ intellectual Property อันเนี้ยคุณต้องเข้าใจเลยนะ เพราะว่าไม่ งั้นคุณจะเห็นเคสที่มันออกมาว่าอยู่ดีๆมี Engineer ของบริษัทแห่งนึงเอาความลับบริษัทไปให้แชบชียทำเพราะอยากจะมีผลงานดี สุดท้ายงานเข้าเพราะว่าไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเนี่ยเนี่ยเรียกว่าหลังบ้านเ้าอ่ะชาวบ้านข้างในทำอะไรกัน เมื่อกี้เรายังดีเบตกันอยู่บนโต๊ะเลยว่าแล้วสุดท้ายเราจะได้ไอ้เรื่องเหล่านี้มาได้ยังไงซึ่งยังไม่มีคำตอบใดๆทั้งสิ้น เพราะงั้นพี่ชุจะบอกว่าบางทีเนี่ยการเอ่อเค้าเรียกอะไรคะ Tex savy นะคะ หรือว่า Hungry for text เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องใช้มันอย่างถูกวิธี ทุกอย่างมีคุณและโทษในเวลาเดียวกัน สำคัญที่สุดคือเราต้องรู้เขารู้เราเราจึงจะใช้มันอย่างมีประโยชน์กับองค์กรนะคะ
ขออนุญาตขออนุญาตเสริมพี่โอมนิดนึงครับ มันมีคำนึงที่ตอนที่ประชุมคุยกันแล้วก็พี่โอมพูดผมชอบมากเลยตอบคำถามเมื่อตะกี้ว่า เอ่อ AI จะไม่ได้มาแทนที่คน แต่คนที่ไม่ใช้ AI หรือไม่เรียนรู้หรือไม่คิดจะเรียนรู้ AI จะถูกแทนที่ ผมว่าประโยคนี้ดี อันนี้ขออนุญาตเอ่อได้ ผมได้ความรู้นี้มาจากพี่โอมซึ่งผมว่าดีมากแล้วก็ตรงกับ Concept copilot นะครับ แล้วก็ตะกี้ครับอย่างเช่นว่าเอ่อวันนี้ครับใน work Force เราเนี่ย ผมว่าถ้าเรามองว่า AI หรือเทคโนโลยีครับมันเป็นถ้าเราต้านกับมันมันก็เหมือนเราต้านกับคลื่น แต่ถ้าเราเราเรียนรู้วิธีการใช้เหมือนว่าวันนี้เราผลิตเซิร์ฟบอร์ดอ่ะครับ ถ้าเราผลิตเซิร์ฟบอร์ดได้ดีแล้วเราขี่คลื่นได้ การที่มียิ่งคลื่นมันแรงเท่าไหร่ก็ทำให้เราถึงฝั่งได้เร็วขึ้นเท่านั้นนะครับเนาะ แล้วก็สุดท้ายผมมองว่าเอิ่มการในฐานะ HR หรือว่าคนที่เป็น People Manager ในในในห้องนี้หรือที่ชมทางบ้านนะครับว่าวันนี้ครับสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้คือว่าพอมีเทคนีเข้ามาอย่างที่คุณโอมบอกคือ Tex savy แล้วเนี่ย เราต้องละมัดระวังว่าเพราะว่าบางทีเราอยากได้งานที่เร็ว น้องคนเนซก็เร็วเียเหลือเกินเอาผลลัพธ์มาให้เราได้โอ้โหดีกว่าที่เรานั่งประชุมกันเป็นชั่วโมงชั่วโมงอีก เราก็ติดใจ แต่บางครั้งนะครับอย่างวันนี้ข้อมูลที่คุณโอมบอกครับว่าเราก็ต้องรู้ว่าแชท gbt มันมี 2 เวอร์ชั่น เวอร์ชั่นที่บางคนคิดว่าเอาเวอร์ชั่นฉันจ่ายตังค์แล้วแสดงว่ามันคือปลอดภัยแล้วใช่มั้ย จริงๆแล้วผมมีคุยหลังบ้านว่าจริงๆมันไม่ปลอดภัยเพราะมันก็คือเหมือนคุณโพสต์ Facebook อ่ะ มันก็กลายเป็น Open Data มันกลายเป็นแบบว่ากลายเป็นเราแบ่งปันกับเพื่อนในอุตสาหกรรมเป็น Km ของเรากลายไปอยู่กับกับคู่แข่งหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ว่าจริงๆ Microsoft ก็มีตัวที่เป็น Enterprise Version นะครับ ซึ่งได้ได้ข่าวมาว่าตอนนี้ก็บอกว่าเข้าคิรกันยาวพอควรนะครับ อันนั้นก็จะได้เรื่องของ Security ที่เพิ่มขึ้น ถ้าคุณติดใจเรื่อง AI ก็เอ่อแล้วต้องใช้ก็ต้องบอกว่าแล้วเป็นข้อมูลภายในก็ต้องใช้ตัวที่เป็น Enterprise เชั แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่นที่เราซื้อใช้กันทั่วไปก็ต้องบอกพนักงานว่าอย่าเอาข้อมูลหรือความรับบริษัทไปไปถามเจ้าแชท gpt เพราะไม่ งั้นก็จะกลายเป็นเป็น Open Data ไปนะ ครับ
ค่ะอ่ะมามาที่คุณต้นบ้างนะคะเดี๋ยวเหงาเดี๋ยวเหงาค่ะ ถามคุณต้นนะคะว่าเราจะสามารถเราจะสามารถใช้เ่อประยุใช้เทคโนโลยี AI แล้วก็ Data เนี่ยเพื่อที่จะค่าการ predict หรือว่าสร้างการเติบโตในเชิงธุรกิจในเชิงการบริหารความเสี่ยง ได้ยังไงครับ
ก็จากเมื่อกี้นะครับดูว้าวๆ นะพี่ๆจะเห็นโอ้โหว้าวเี่ครับถ้าค่ะกลับมา back to basic ผมขอสไลด์ขึ้นนิดนึงว่าจริงแล้วในเรื่องของการทำ Data นะครับ การ analytic หรือว่า AI เนี่ยหลักการเนี่ยครับเราควรจะเริ่มจากตรงไหนดีนะครับ ถ้ามองถ้าผมมองนิดิเทคนในวันเนี้ผมว่าล้ำมากและ กลับมาว่าเราจะสตาร์ทยังไงเนี่ยส่วนใหญ่เวลาผมคุยกับทางทางทางองค์กรต่างๆเนี่ย เราจะแนะนำว่าเราจะเริ่มจากเเรียกว่า Business question หรือ Business Challenge หรือ Business problem ที่เราเจออยู่ว่าวันนี้งานของเรา Business problem ต่างๆเนี่ยเรามีอะไรบ้างนะครับ แล้วเราก็จะพยายาม educate นะครับ หรือว่าเเเรียกว่าทำให้คนนะครับที่ทำงานอยู่เนี่ยตั้งคำถาม ผมขอให้ดูสไลด์นิดนึงว่าเวลาที่เราตรงนี้จะเป็นเเรียกว่าเป็นเเรียกว่า business maturity Mod แล้วกันนะครับ ถ้าย่อยๆคือว่าในแงของ analytic เนี่ยมันมีตั้งแต่เริ่มตั้งแต่ descriptive นะครับ descriptive คือมองง่ายๆว่าถ้าเป็นถ้าเป็นเชิงวิเคราะห์เราเรียกว่าวิเคราะห์ 1 ตัวแปร ถ้าย้อนกับ Business ก็คือถามว่า What happen มันเกิดอะไรขึ้นตอนนี้ Performance ของเราเป็นอย่างไรมากขึ้นเี้ครับ สตปที่ 2 เเป็น diagnostic antic นะเป็นการวิเคราะห์เเรียกว่าสตปสูงขึ้นมาแลนะเป็นการถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นหรอ จากที่มันเกิดสิ่งที่มันเกิดขึ้นนะ สตปที่ 3 เนี่ยเราเริ่มมองเป็นอนาคตและเราเริ่มมองไป predictive นะ predictive ตรงนี้เนี่ยคำถามก็คือจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตนะครับ Level สุดท้ายเนี่ยเป็น prescriptive analytics เป็นเรื่องของการทำ optimization นะครับ ถ้าเราดูตรงเครับส่วนใหญ่ผมว่าในองค์กรเนี่ย เราจะอยู่ Stage 2 เสส่วนใหญ่นะครับ 1 ผมว่า 1 ตอนนี้ทุกท่านคงเลยมาและจะอยู่ Stage 2 Stage ที่จะไปต่อเส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการทำ predictive เรื่องของการทำ optimization ซึ่งสสุดท้ายเนี่ยส่วนใหญ่เราจะเริ่มไปยุ่งกับ AI แล้วครับ วันเนี้เราไม่ต้องเขียนโปรแกรมในอดีตนะ ครับ ถ้าย้อนไปในอดีตเนี่ยการจะขึ้นไปถึงสเต็ป 3 สต็ป 4 เนี่ยมันต้องเขียนโปรแกรม มันต้องใช้เทคนิเยอะ วันเนี้ยเทคโนโลยีเนี่ยช่วย Business User ได้มากแล้วครับ คำถามคือ User เนี่จะตั้งคำถามยังไงไปีดเทคโนโลยีเงี้ยให้ได้คำตอบแล้วเอามาใช้กับ Business ผมยกตัวอย่างพอดีพี่ๆห้องนี้ส่วนใหญ่จะเป็น HR นะครับ ผมยกตัวอย่างเคสจริงอะไรง่ายๆครับก็คือถ้าผมเริ่มจาก Stage 1 เนี่ยครับส่วนใหญ่ถ้าย้อนไปอดีตเราเราเราเป็น HR นะครับ เราก็จะบอกว่าวันนี้นะเอ่อพนักงานในองค์กรเรามีกี่คน แยกตามช่วงอายุ แยกตามตำแหน่ง แยกตามฝ่ายงานถูกมครับ อันเนี้ยจะเริ่มที่สต 1 Value Business ก็จะก็จะในระดับหนึนะครับานี้ เราถ้าเราปรับคำถามไว่าเอ๊ะ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นเนี้ยมีพนักงานลาออกกี่คน จากตำแแหน่งที่เราบอกเมื่อกี้เริ่มเ 2 ลาออกจากฝ่ายไหนเยอะ ส่วนใหญ่อายุงานเท่าไหร่ที่ลาออกออกไป อันนี้จะเริ่มคำถามเป็นส 2 ครับเ 3 เนี่ยเป็นเรื่องของการทำ PR ส่วนใหญ่เนี่ยเขาก็จะเริ่มชิไปแล้วว่าเอ๊ะถ้าเกิดเราจะให้ Value เยอะขึ้นก็คือเรารู้แล้วว่าเรามีพนักงานกี่คน มีใครลาออกไปังไงบ้าง เรารู้ไหครับว่า Talent เรามีอยู่กี่คน ถามให้ลึกไปอีกว่าแล้วปีหน้าเนี่ยใครจะเป็น tent ของเราบ้าง อีก 3 ปีเนี่ยในพนักงาน Road Map ต่างๆตงเใครน่าจะเป็น tent เราเคยทำนายได้ไหมครับ เราเคยมีข้อ มูลเราเก็บข้อมูลต่างๆต่าของ HR เนี่ยมาดูว่าใครจะเป็น next Talent ของเรา เราจะได้ทีทเขา ถ้าเรารู้ว่าใครจะเป็น next Talent ต่อเนี่ย เราพอทำนายได้ไหมครับว่าเขาจะอยู่กับเราหรือเขาจะไปกับเรา โอกาสที่เขาจะไปจากเราเนี่ยมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ หลายๆองค์กรเริ่มเริ่มทำแบบนี้นะเขามองเห็นเลยว่า 1 ปีข้างหน้า 2 ปีข้างหน้า 3 ปีข้างหน้าใครจะเป็น nent ในแต่ละ Department เป็นยังไงบ้าง มีโอกาสที่จะลาออกักกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วเราจะรีเทนแทนที่จะไปเจอกันวันนั้นเยื่นแล้วเนี่ยยาก เราจะรีเทนยังไงให้เขาอยู่กับเราตนะครับ ถ้าสต็ปที่ 4 เนี่ยเรื่องของการทำ prescriptive เนี่ยอันนี้เป็นเคสจริงเหมือนกันก็คือเเรียกว่าอันนี้เป็นเคสของของทาง CEO ท่านนึงเขาก็บอกว่าผมอ่ะมีมีเาเรียกว่า initiative Project สัก ect 1 เป็น Special Project เลยเป็นเรื่องของ innovative Project ในโปรเจคเนี่ยคำถามคือว่าในโปรเจคเครับควรจะมีพนักงานคนไหนมาิกทำให้โปรเจคนี้ success บ้าง HR กับไฟฟ้าฝ่ายเนี่ยเราดูจาก information ของบุคคลทั้ง skill mindset ต่างๆเนี่ยครับเรามีถ้าถ้าตอนนั้นที่ทำก็คือเหมือนเป็นค่าพลังของแต่ละคนเลยครับ ว่าสมมุติ 1 คนเนี่ยมันมีค่า knowledge ทางด้านนี้เท่าไหร่ มี Soft skill ต่างๆ การทำงานร่วมกันเป็นทีมต่างๆตรงนี้เท่า ไหร่ แล้วถ้าเราจะต้องรวม Special ทมทำสักอย่างนึงครับเราจะดึงใครมาดีอันเนี้ยใช้ Data แล้วใช้โมเดลมานะครับเพรางั้นถ้า ย้อนกลับไปในคำถามแรกที่ผมบอกว่าวันเนี้ย ถ้าเราจะทำ analytic หรือเราจะใช้ AI นะ ครับสำคัญที่สุดคือย้อนกลับมาว่าวันนี้เราเก็บ Data เพียงพอหรือยัง เราเก็บ Data ต่างๆ ได้ครอบคลุมอยู่ในระบบหรือยัง ถามว่าถ้าเราอยากจะไปในสเต็ปที่ 4 แบบเนี้ย ถ้าเรามี Data พร้อมนะครับมันไปได้ แต่ถ้าบอกว่าโอ้โหนี่เรายังเก็บอยู่ในกระดาษบางอย่างไม่ได้เก็บเลยเนี่ยอันเนี้ยคือ challeng ที่ที่ต่อให้พี่จะมี AI เก่งแค่ไหนเนี่ย ไม่มี input ที่เป็น Data ที่ดีกับไปเนี่ยไอก็ไม่รู้จะ Su ยังไงให้นะครับ
ผมแชร์เคสนึงเหมือนกันอันนี้เกิดนานแล้วนะ ผมว่าน่าจะผมว่า 10 ปี 8-10 ปีที่แล้วเอ ได้คุยกับพี่ท่านนึงพอดีก็เป็นลูกค้าก็บอกว่าเนี่ยผมอ่ะก็มีการวัดแบบ mindset ของคนนะอยากเก็บคุยกันว่าอยากเก็บ mindset ของคนเพแต่ละคนเนี่ยเอ่อเมื่อเวลาเปลี่ยนไปเนี่ย mindset ของเขาขององค์กรความแฮปปี้ของของเขาในองค์กรหรือว่าในชีวิตเขาเนี่ยเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่เนี่ยเราก็จะเก็บแบบไหนครับ เราก็จะทำ question ไม่ก็อินอิวใช่มนะครับ แล้วเคยคิดว่าได้ตรงๆมครับไม่ได้เลยส่วนส่วนใหญ่นะ ถ้าผมถ้าผมจะฟจากที่ไหนผมก็บอกมันดีมากเลยครับ พี่ผมก็จะมูผมก็เสียดายมากแต่ว่ามันมันเป็นโอกาสที่ผมขอไปเลยธรรมชาติออกสวยๆถูกมครับ ทีนี้เอ่ออย่างเคสเนี่ยเขาก็แบบเาก็มีวิธีการเก็บข้อมูลแบบนั้นเหมือนกันครับ เคเก็บยังไงรู้มยครับบางเราบางบริษัทเนี่ยก่อนที่เราเข้าระบบสมมุติเราเปิดคอมพิวเตอร์เช้ามาเช้ามาเราเปิดคอมพิวเตอร์เราจะล็อกออนเข้าระบบอีโมงอีเมลของเราเนี่ยเขาก็จะเหมือนกับมี 1 คำถามเป็นเกมงี้ครับ อะไรก็ได้นะเจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆเช่นรูปนี้เป็นยังไงวันนี้เป็นยังไงให้เล่นเกมเป็นยังไงอย่างเงี้ยครับ ไม่รู้บางท่านอาจจะเคยเจออย่างนี้มาก่อนนะ เราก็จะมีคลิกไม่คลิกคลิกเล่นคลิกตอบ คลิกมุมมองตรงนั้นนะครับทุกวันนะครับในในองค์กรนี้เนาะเเก็บหมดเลยแล้วเดู sentiment ยังไงก็คือถ้าเกิดผมเนี่ยโอหแบบมีเกณฑ์มีอะไรก็ยยตอบเงี้ยเคจะพอยเลยว่าผมเนี่ยเป็นเหมือนกับเค้าเรียก open mind ครับเปิดมีอะไรเนี่ยเป็นคน open mind แล้ววันดีคืนดีเนี่ยมีสถานการณ์เปลี่ยนไปต้นเริ่มไม่ค่อยตบต้นเริ่มคลิกข้ามเจะักักนิดนึงครับเจะทิกเกอร์มาที่ HR ตรงกลางเลยว่า mindset ของต้นเนี่ยมี Something ที่มันเปลี่ยนไปนะแต่ไม่รู้คืออะไรหรอกนะครับ แล้วเขาก็ attach ไปที่หัวหน้างานซึ่งเคสเนี้ยเคสอันเนี้ยของเขาเนี่ยเจอจริงๆคือเขาพบว่าทีมบางทีมอ่ะครับอั้นตอนนั้นเเจอทีมทีนึงเลยครับว่าทีมเเริ่มมีปัญหากันและเพราะว่า Minds ของคนในทีมอ่ะมันเปลี่ยนแบบมีนัยยะสำคัญ จากสิ่งที่เขาเคยเป็นอยู่นะครับ แล้วก็สุดท้ายก็คือเข้าไปก็เขบอกหัวหน้างานก็แจ้งหัวหน้างานที่ระดับสูงแล้วลงไปก็พบว่าเออมีคลกันบางอย่างครับอันเป็นเป็นเป็นเคสที่ผมว่า Apply ได้บางคนบอกว่าโอมันเป็นเรื่องของเคจริงๆจริงๆถ้าเป็นเรื่องของคนนะ ครับข้อมูลเนี่ยมันมันเป็นเรื่องละเมียดมาก challeng วันนี้คือเราจะเก็บข้อมูลอย่างเงี้ยของคนอย่าเงี้ยให้มาเป็น Data ได้ยังไงแล้วก็มาูเทคโนโลยีที่ที่ มีอยู่ในทุกวันเนี้ยครับผมว่าถ้าเราแปลงตรงนั้นได้นะใส่ให้แชท gpt เนี่ยนะผมว่า next อาจจะทำนายได้นะว่าใครใครน่าจะเป็น next Talent ใครน่าจะเป็นสกิลแบบนี้นะ ครับก็ประมาณนี้ครับ
ค่ะก็เรียกได้ว่าจริง ๆแล้วคือมีประโยชน์ตั้งแต่การนอกจากการวางกลยุทธ์ขององค์กรเนี่ยในด้านของ HR เองก็สามารถใช้ Data ใช้ AI เนี่ยมาใช้ประโยชน์ได้ ชีวิตจริงผมยังไม่เคยมีพาร์มไหนที่ไม่สามารถเอา Data ไปช่วยงานได้เลยนะครับ คือแปลกสุดคือสำนักกฎหมายเนี่ยครับที่ผมเคยเจอมาสุดคือ lawyer หมดเลยครับ เป็นกฎหมายแล้วก็นั่งคุยเป็นเคสว่าเนี่ยต้องพิสูจน์ให้ได้คุณต้นเนี่ยเขาบอกว่าเต้าช่วยได้ทีมพี่เนี่ยเป็นทีมกฎหมายหมดเลยเนี่ยเอา Data มาช่วยยังไงได้บ้างเราก็ก็ก็ไปช่วยหลายด้านในในกฎหมายเยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจจัดเรื่องของคนเหมือนกันครับเพราะว่า lawyer แต่ละคนความชำนาญไม่เหมือนกันไปรายงานที่จะรับเข้ามาอย่าเงี้ยเขาจะต้องจัดทีมยังไงนะ ครับเขจะต้องวางแผนเเรียกว่าเอ่อเทรนนักกฎหมาย lawyer ยังไงให้มีสกิลแบบนี้อย่างเงี้ครับอันเนี้ยเบื้องหลังถ้าถ้าเรามีงานเก็บ Data ที่ดีพวกเครับสามารถช่วยได้หมดทุกที่ผ่านมาแทบผมผมยังไม่เจเจอ ฟังก์ชันไหนที่ที่เอาเอาเรื่องของ Data เรื่องของ analytic เนี่ยมาซไม่ได้ซ์ได้หมดครับค่ะ
ดูเหมือนเวลาของเราจะน้อยเกินไปนะคะตอนนี้เวลางวดเข้ามาอย่างมากนะคะเกต้องสิปไปคำถามสุดท้ายเลยเพราะว่าเดี๋ยวจะอยากจะเปิดโอกาสให้ท่านทั้งที่อยู่ที่นี่แล้วก็ที่อยู่ทางบ้านเนี่ยได้ถามสิ่ง ที่อยากรู้ นะคะคำถามสุดท้ายค่ะอยากให้ทุกท่านมีอะไรที่จะฝากหรือว่าอยากเตือนหรือว่าอยากฝากถึง HR ที่อาจจะต้องไดฟคนให้ทำ งานร่วมกับเทคโนโลยีร่วมกับ Digital Data แล้วก็ AI เริ่มจากอาจารย์บีก่อนก็ได้ค่ะ
อ๋อครับก็ผมว่าอยากจะฝากทีมเอ่อพี่พี่ๆ HR ครับอย่างเช่นตะกี้ที่พี่โอมบอกเปิดรูปตัว B creator ที่มันทำรูปภาพใช่ไหมม ครับคือแต่เดิมอ่ะครับเวลาสมมุติเราจะรับคนอ่ะครับสมมติเราต้องการภาพที่เป็น 3D เป็นออกแบบกราฟิกคาแรคเตอร์สวยๆครับ พนักงานที่เรานึกถึงแผนกแรกก็คือกราฟิกดีไซน เราไปจ้างกราฟิกซนแล้วก็บอกโอเคฉันต้องการแบบนี้นะก็พฒนาโวหารให้เข้าไปเขา ก็อารมณ์ศิลปินบ้างติ๊บ้างไม่ติดบ้าง อารมณ์ดีก็ทำออกมาเต็มไปหมด อารมณ์ไม่ดีก็ เออพี่ๆเดี๋ยวทำให้ใช้เวลาประมาณเกือบสัปดาห์ create มาได้าฟ 1 ออกมา 10 ภาพ 5 ภาพก็แล้วแต่แล้วก็ปรับ adjust แต่กลาย เป็นว่าถ้าวันเนี้ครับเราใช้ chat gpt ในการช่วยในการสร้างรูปภาพออกมานะครับ เราจะใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีสามารถออกมาได้ 5 ภาพ 10 ภาพแล้วเอาภาพนั้นไปแต่งต่อเพิ่มเติมนนะครับ กลายเป็นว่าิอของ workforce ครับมันอาจจะกลายเป็นคนที่พรนาโวหารเก่งๆ เขียนพร้อมเก่งๆนะครับ แล้วก็ีดให้แชท gpt ที่เป็น copilot ของเรานะครับ แทนที่ต้องไปจ้างกราฟิกดีไซน์เงินเดือน 4 50,000 อาจจะกกลายเป็นการจ้างเด็กอักษรที่เงินเดือน 2 ,000 กว่าบาทแต่มีสมองซีขวาที่ยอดเยี่ยมมากๆแล้วก็พนาวัวหันกางเก่งนะ ครับเนาะแล้วก็ให้แ gpt มันทำ output same output และเร็วขึ้นนะครับ ประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปนะครับนะประมาณนี้ รวมถึงอย่างที่พี่โอมบอกคุยกันหลังไมค์ว่าอย่างเช่นเราจะมองว่าคนที่เขียนโคดดิ้งได้เป็นมนุษย์ทองคำนะครับ โอ้โหแบบย้ายย้ายงานทีนึงขึ้นเงินเดือน 30% 50% นะครับ ปี 2 ปีก็ย้ายงานทีนึงนะครับ กลายเป็นว่าวันเนี้ยแช gpt ช่วยเราในการเขียน coding ได้นะ ครับมันทำให้ เอ่อผมว่า p HR ก็ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่า นี้ว่าเฮ้ยถ้าฟีเจอร์หรือฟังก์ชันของ AI หรือแช gpt มันทำทำระดับนี้ การทั้งการ recruitment การจ้างงานการอั skill ill ของคนจะเปลี่ยนไปหรือเปล่านะครับ อย่างเช่นเราคุยกันว่าเฮ้ย S skill นึงที่เราอาจจะต้องเทรนให้กับคนที่ทำ coding คือ แทนที่เธอจะไปฝึกเรื่องของการเขียน python ภาษาเก่งๆ กลายเป็นให้คนสาย text คิดสมอง ซิกขวาคิดพร้อมเก่งๆให้แชท gpt ช่วยเขาในการเขียนดิออกมาครับผมผมว่าเอ่อหลักสูตรที่สมัยก่อนเราก็จะเรียนเรื่องเอ่อหลักสูตรทั่วๆไปมันอาจจะต้องมีหลักสูตรพวกเนี้ยให้กับคนในกลุ่มนี้มากขึ้นนะครับ แล้วผมเชื่อว่าเอ่อ HR เลยหรือว่าผู้บริหารเอยเนี่ยเป็นส่วนสำคัญในการช่วยผลักดันตรงนี้นะครับ ทำเราคือว่า 1 เรารู้ก่อนแล้วเราเป็นคนช่วยในการผลักดันนะครับ เนาะก็ฝากไว้ประมาณนี้ครับ
ค่ะก็ทำยังไงให้คนสามารถที่จะควบคุมใช้งานเทคโนโลยี ได้นะคะคุณโอมต่อเลยค่ะมีอะไรอยครับ
โอห อาจารย์บีสรุปให้ผมเรียบร้อยแล้วฮะ ถ้าจะเพิ่มเติมอีกสักนิดก็คือถ้าใครยังไม่ได้ลองใช้เ wiw bing.com นะครับแล้วก็ตัว Bing image creator ไปลองเล่นเลยครับ ตรงนี้ไม่เสียตังค์แต่ทำใช้เรื่องส่วนตัวนะ ถามสูตรอาหารให้มันแนะนำนู่นนี่นั่น หรือเราเหงาๆก็ให้มันเป็นแีย Coach ให้เหมือนที่ผมทำเมื่อสักครู่นะครับ และสิ่ง ที่อยากจะเน้นย้ำเลยคือเรื่องของข้อมูลขององค์กรนะครับ ต้องให้ความสำคัญว่าระบบที่ไม่ใช่ระบบที่ควบคุมได้โดยองค์กรเนี่ย อย่าได้เอาความลับขององค์กรออกไปใช้นะครับ ควรจะเริ่มเริ่มกลับไปคุยภายในแล้วว่าถ้าเทคโนโลยีมีความจำเป็นกับ innovation ในองค์กรเพื่อ do More with L นะครับ โทรหา Microsoft นะครับเดี๋ยวเราเข้าไปช่วยครับค่ะ
ก็ยังเน้นย้ำในเรื่องของความระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยีนะคะ พี่ชุเลยค่ะมีอะไรอยากฝาก S ค่ะ
เอ่อพี่ก็จะไม่ไม่ไม่แชท ppt กับเแล้วนะคะเพราะว่าเขาขายไปเยอะแล้ว พี่อยากฝากพวกเราทุกคนกับคำเดียวเลยคำว่า purpose ค่ะค่ะ คือพี่ชุคิดว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็แล้วแต่เนี่ยขอให้เราเริ่มต้นด้วยคำว่า purpose นะคะ วันเนี้คุณมาที่นี่คุณมี purpose อะไรคุณตอบตัวเองได้แล้วหรือยัง เช่นเดียวกันคุณจะใช้แชท gpt เพื่ออะไร คุณจะพัฒนาคนเพื่ออะไร คุณจะเติบโตเพื่ออะไร เพราะงั้นถ้าคุณเริ่มต้นแล้วคุณเข้าใจก่อนว่าโจทย์ของคุณคืออะไร แล้วเนี่ยหรือแม้กระทั่งการใช้ AI purpose ของคุณคืออะไรนะครับ ถ้าคุณมีคำว่า purpose เริ่มต้นในทุกๆ Element of Life เนี่ย มันจะทำให้ไม่ว่าคุณจะดำรงชีวิตส่วนตัว ดำรงชีวิตในเรื่อง Professional เนี่ยมันจะทำให้ชีวิตของคุณเนี่ยมีมูลค่าเพิ่มทุกๆวัน แล้วทุกๆวันมันจะคือการเรียนรู้ของคุณค่ะค่ะ
อ่ะปิดท้ายที่คุณต้นนะคะอยากจะฝากอะไรถึงบรรดา HR บ้างเกี่ยวกับการใช้ Data การใช้ AI ค่ะ
ครับก็ขออนุญาตต่อจากพี่ชุเลยแล้วกันนะครับก็จาก purpose พี่ชุครับของผมก็จากพอเรามี purpose แล้วนะ ครับจังหวะที่เราจะ Action อะไรต่อๆฝากนิดนึงครับทุกท่านเราลองใช้ Data หรือว่า information ข้อมูลเนี้ยมาใช้ในการย่อย activity หรือว่าสิ่งที่เราสังเคราะห์จาก purpose ตรงนั้นนครับดูว่าการที่จะไปถึง purpose ตรงนั้นเนี่ยเราสามารถมี information หรือ Data อะไรมาซพให้ทุกๆ คนเนี่ยทำ Action ต่างๆเนี่ยให้ไปต่อ purpose ได้นะครับก็ฝากไว้เท่านี้ครับ
ค่ะอ่ะตอนนี้ก็ถึงช่วงของคำถามนะคะไม่ทราบว่าในห้องนี้เนี่ยมีใครที่อยากจะยกมือถามสัก 1 คำถามมยคะ อ่ะถ้าถ้าไม่มีเนี่ยเก๋จะขอไปคำถามที่มีทางบ้านที่ถามมานะคะก็ถามในส่วนของ HR ค่ะพี่ชุว่าในส่วนของ HR เองเนี่ยจะมีบทบาทยังไงในการสื่อสารเพื่อสร้าง awareness เพื่อสร้าง engagement ของในแต่ละระดับขององค์กรให้เขาเห็นความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะ Data แล้วก็ AI ในการขับเคลื่อนองค์กรค่ะ
เหมือนเดิมเลยเวลาจะทำอะไรก็แล้วแต่ถ้าพูดคำว่าคนก็ชี้มาใช่มั้ยคะ ไม่ใช่แล้วนะคะเพราถ้าคุณพูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงองค์กรไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่เนี่ยพี่ชื่อว่าใครคือเจ้าของสำคัญสุดใครคือ Owner ค่ะใครคือ Business Case Owner คนนั้นน่ะคือคนที่ต้องนั่น แต่บทบาทของ HR ไม่ชื่อว่าเราต้องเปลี่ยนบทบาทจากการที่เป็นครูใหญ่ประจำบริษัทควบ คุมทุกอย่างไว้เนี่ยกลายเป็น enabler ที่จะช่วยให้ Owner of Business purpose หรือ Business process นน่ะเประสบความสำเร็จ ใช้ความรู้ความสามารถของเราในการช่วยเขาเออจะสื่อสารอย่างไรเออจะ engage อย่างไรเอ่อจะ Build จะ Build สกิลอย่างไรเอ่อจะโค้ชอย่างไรเอ่อจะสร้างตัวแปรอย่างไรอันเนี้ยคือหน้าที่ของเราค่ะนะคะ แต่สำคัญที่สุดเลยก็คือว่าเราจะต้องทำงานสอดประสานกันอ นะคะ อย่าทำทุกเรื่องโดยการที่ HR ลุกขึ้นมาเป็นแม่ทัพในทุกเรื่องเราเราต้องทำตัวเป็นลมใต้ปีกของผู้บริหารองค์กร ทำอย่างไรให้องค์กรมันขับเคลื่อนได้ภายใต้ความช่วยเหลือโดยใช้ Professional knowledge ที่เรามีช่วยเขา เพราะว่า Business เดินได้ด้วย Business นะคะ ไม่ได้เดินได้ด้วย HR ค่ะ Business เดินได้ด้วย Business นะคะ
คมมากค่ะพี่ชุคะคำถามถัดไปไม่ไม่ทราบว่าถ้าเกิดว่าท่านผู้ชมทางบ้านนะคะมีคำถามก็แชทเข้ามาได้เลยนะคะมีเจ้าหน้าที่มอนิเตอร์อยู่นะคะ หรือว่าใครที่อยู่ในที่นี้นะคะถ้าเกิดต้องการถามยกมือได้เลยนะคะ เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่เอาไมค์ไปให้นะคะ อ่ะถ้าไม่มีจะขอเป็นคำถามจากทางบ้านนะคะ อ่ะอีกหนคำถามนะคะ หรือว่าบางทีอาจจะเป็นที่นี่่ะค่ะแอบถามมาจากทางบ้านมีมีพายกระซิบมานะคะแล้วก็มีอ่าชตโนตมาให้นะคะเอ่ออันนี้เป็นของอาจจะให้ อาจารย์บีเป็นคนช่วยตอบนะคะว่าในเมื่อการใช้ AI แล้วก็ Data เนี่ยถือว่าเป็นประโยชน์แต่ถ้าเกิดว่าดอร์ในองค์กรเนี่ยเขาไม่ยอมเรียนรู้ไม่ยอมปรับเปลี่ยนเนี่ยต้องทำยังไงดีคะ
เอ่อไม่แน่ใจว่าถ้าพอมีสไลด์ของผมภาพนึงที่มันเป็นเ่อตัว เฟรมเวิร์คอครับผมว่าการปรับเปลี่ยนครับ ผมว่าผู้นำอ่ะครับมันมีคำนึงก็คือตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน ถ้าวันนี้เราจะบอกให้น้องๆบอกว่าเออเปลี่ยนนะเธอทำนี้ทำนู้นแต่ว่าตัวเราถ้าเราไม่เปลี่ยนนะ ครับมันก็คงจะตัวอย่างมันไม่ชัดก็คงจะเปลี่ยนได้ยากแล้วจากที่ประสบการณ์ของผมอ ครับในการที่เราจะเปลี่ยนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ผมว่ามันควรจะมี 5 อย่างที่มันจะต้อง holistic แล้วก็ไปพร้อมกันนะครับ หลายครั้งจะได้ยินคำว่าเฮ้ยฝึกให้ให้พนักงานในองค์กรมี GR mindset สิแล้วเราก็เริ่มสังเกตว่าผมขออนุญาตยืมคำพี่ชูครับฝึก grad mindset จนกลายเป็นโกรด Minds แล้วะโกรดกันโกดปไปกดมาคือมันไม่เปลี่ยนสักทีนึงนะครับ ผมก็เลยเอ๊ะลองลองโคดกับตัวเองว่าเอ้ยเวลาเราจะเปลี่ยนอะไร 1 เรื่องอะไรที่ทำให้เราในฐานะผู้นำเปลี่ยนแล้ว success ผมคิดว่ามันต้องมีทั้งหมด 5 ด้านมันต้อง holistic หรือว่าไปด้วยกัน อันที่ 1 คือเราต้องมี awareness ก่อนนะ ครับผมเชื่อว่าทุกคนน่ะก่อนมา Event แบบนี้ยครับเรารู้จัก chat gpt เราเคยลองไปเล่นจริงบ้างเล่นๆบ้างนะครับนะแต่วันนี้มาฟังพี่โอมเนี่ยนะครับเราก็ทำให้เรารู้จัก chat gpt มากขึ้นนะครับฉะนั้นเรามี awareness ว่าโลกใบนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้วมันจะเร็วขึ้นและเร็วขึ้นนะครับ พอเรามี awareness แล้วเนี่ยอันที่ 2 คือเอ่อทั้ง GR mindset การเรียนรู้ผมบอกว่า GR mindset ก็สำคัญแต่อีกสิ่งนึงที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ entrepreneurial mindset นะครับ หลายครั้งที่ผมไปเอ่อเจอพี่ๆในองค์กรก็บอกว่าเฮ้ยอาจารย์ทำยังไงให้คนในองค์กรน่ะคิดแบบผู้ประกอบการผมก็มานั่งคิดว่าแล้วผู้ประกอบการมันต่างไงกับคนที่อยู่ใน Corporate site นะครับผมว่าอันนึงก็คือเราตั้งเป้าที่จะทำแบบ Over deliver เรามองเห็นสิ่งต่างๆเรามองว่าเฮ้ยจะเอาแชท gpt มา Apply กับองค์กรเราได้ยังไงนะ ครับคือความเป็นอนมีความแบบคิดแทนคิดเผื่อมีความคิดถึงว่าบริหารทรัพยากรไงคือใช้น้อยที่สุดแต่เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นั่นคือ onal mindset อันที่ 3 ครับก็คือต้องหาแรงบันดาลใจในการจะเปลี่ยน เปลี่ยนตัวเราเปลี่ยนตัวเขามันจะมีคำนึงก็คือ What is need for me ถ้าทีมงานเราน้องเรานะครับหรือแม้กระทั่งตัวเราเองมองไม่เห็นว่าประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงครั้งเนี้ยคืออะไรฉันจะได้อะไรหรือฉันจะสูญเสียอะไรเนี่ยการเปลี่ยนแปลงนคงไม่เกิดนะครับ 3 อันแรกมันเป็นแบบ subjective มากๆผมชอบอันที่ 4 คือการลงมือทำ excellent execution นะครับ คิดได้แล้วลองทำทำเล็กทำน้อยนะครับทำให้มี Small Win acknowledge ตัวเองไปเรื่อยๆ acknowledge Team ไปเรื่อยๆนะครับเน แล้วก็กล้าคิดกล้าเสี่ยงกล้าลงมือทำนั่นคือขั้นตอนที่ 4 และก็สุดท้ายครับผมว่าวันเนี้ยแชท gpt ที่เราเห็นว้าวๆเนี่ยผมว่าเดี๋ยวผ่านไปครึ่งปี 1 ปีมันก็อาจจะ Beyond ขึ้นกว่านี้ได้อีกฉะนั้นเราคงจะต้อง Self Learning หรือ Life long Learning เสมอว่าเฮ้ยทำยังไงที่สิ่งที่มันเปลี่ยนไปนะครับเราสามารถที่จะอัปเดตเหมือนถ้ามือถือมีการอัปเดต Firmware เราก็อัปเดตตัวเองตลอดฉะนั้นผมมองว่า เป็นผู้นำจะเปลี่ยนยังไงให้มันสำเร็จแล้วก็นำทีมได้ผมก็คิดว่าอยากให้เอาเวิร์คนี้ครับลองไปเช็คตัวเราเองแล้วก็เช็คน้องๆในคีมอครับว่าบางคนอาจจะมีบางข้อบางข้ออาจจะพลาดไปบางคนมีทุกข้อแล้วยกเว้น Self Learning เราจะไม่ได้แบบไม่ได้แบบเอ่อพัฒนาตนเองนะครับนะบางคนเรียนรู้เก่งแต่ว่าวันๆไม่เปิดหูเปิดตาเปิดใจเลยอยู่ใน in the Business นะครับไม่ได้เห็นว่าอ้าตอนนี้โลกภายนอกมันไปถึงไหนคิรเป็นยังไงอะไรที่จะมาเป็น Inter compu ที่มา disr เราหรือแชร์เคสเราหรือเปล่าฉะนั้นผมคิดว่า 5 ด้านเนี้ยเป็น 5 ด้านที่ดีนะครับ ที่เปลี่ยนให้สำเร็จประมาณนี้ครับ
ค่ะก็เริ่มจากเปลี่ยนตัวเองก่อนนะคะอันนี้อาจจะเป็นคำถามสุดท้ายแล้วนะคะเพราะว่ามีคนถามมาซ้ำกัน 2 คนเลยนะคะที่เอ่อบอกว่าในฐานะที่ถ้าเกิดว่าเป็นผู้บริหารระดับ font LINE leader กับ middle management เนี่ยคือดูเหมือนว่าจะเป็นเอ่อตัวแปรสำคัญในการที่เราจะขับเคลื่อนองค์กรให้มันเปลี่ยนได้นะคะในฐานะ HR ค่ะ เราควรจะช่วยเหลือหรือว่าซัพพอร์ตคนกลุ่มนี้ยังไงคะที่จะขับเคลื่อนไปให้ถึงระดับ Operation ให้สามารถทำงานเข้ากับ Digital process ได้อาจจะให้พี่ชุกะอาจารย์บีช่วยตอบคำถามนี้นิดนึง ค่ะ
พี่ว่าคนที่เป็น Front LINE Manager หรือเป็นเเอร์ที่ติดตัวพนักงานเนี่ยเป็นมนุษย์ที่น่าสงสารที่สุดเนาะในในองค์กร ถ้าเปรียบเทียบกับแซนวิชคนเหล่านี้ก็คือแผ่นชีสหรือแผ่นเบคอนหรือทูน่าที่โดนบี้ทั้งข้างบนและข้างล่างอยู่ตรงกลางแต่ อร่อยสุดนะคะแต่อร่อยสุดนะอ่าและสำคัญสุด เพราะถ้าไม่มีเขาเนี่ยก็เหมือนกินแป้งอ่ะ นะีนี้ถามว่าจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มี ความรู้ความสามารถหรือทำให้ช่วยเเราต้องเราก็ต้องคิดเหมือนกันว่าเก็คือหนึ่งบุคลากรที่เรามี ถ้าเป็น New Manager ทำอย่างไห้เขารู้ว่าบทบาทใหม่ของเขาต่อความคาดหวังใหม่ของเขาในองค์กร คุณอย่าคิดว่าออเพราเขาเป็นพนักงานของเรามาแหละแล้วเขาก็ดูมีความรู้ความสามารถในฐานะของการเป็นเอ่อมนุษย์ที่ contribute ได้ด้วยตนเอง วันนึงเมื่อเเขึ้นไปเป็น People Manager เก็คงจะต้องสามารถที่จะบรรลุเอ่อเค้าเรียกว่าโสดาบันตรัสรู้ได้ด้วยตนเองว่าเควรจะต้องทำอย่างไรเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณมี New Manager คุณมี Good on boarding หรือเปล่าคุณมี Manager readiness Program ให้เขาหรือเปล่านะคะ เดี๋ยวนี้ในทุกองค์กรไม่ว่าจะระดับชั้นไหนพี่ชคิดว่าการเตรียมความพร้อมหรือที่เราเรียกว่า readiness โปรแกรมเนี่ยมันจำเป็นมากเช่นเดียวกันค่ะ คนที่จะขึ้นไปเป็นเนเจอร์ยิ่งลำบากใหญ่เลยเพราะเดิมเนี่ยทำด้วยตัวเองได้ต่อไปทำด้วยตัวเองก็ไม่ได้นะเพราะว่าชื่อเนเจอร์มันบอกอยู่แล้วนะเค้าจ้างให้มาบริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งเดี๋ยวนี้เค้าไม่เรียกไม่เรียก LINE Manager แล้วเเรียก People Manager ชื่อมันบอกอยู่แล้วก็คือคุณคนเจ้างคุณมา manage People จ้างให้คุณมาทำงานผ่านคนนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ยคุณก็ต้องก็ก็ต้องช่วยเค้าค่ะว่าเค้าขาดอะไรในการที่จะทำให้คนในองค์กรมีได้นะคะเคขาดวิธีการในการสื่อสารสิ่งที่องค์กรต้องการกับเด็กหรือเปล่าเขาขาดวิธี การในการกำหนดตัวชี้วัดหรือเปล่าว่าเขาควรจะบอกน้องอย่างไรว่าน้องควรจะ deliver อย่างไรเขาขาดทักษะในการที่จะโคชิน้องหรือเปล่าเาถาดทักษะในการจะ engage น้องหรือเปล่าคือเนเจอร์บางคนเก่งในการบี้นะคะแต่ไม่เคยเก่งในการที่จะมีความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็กแล้วสุดท้ายเด็กเหล่านคุณก็อาจจะเสียคนไป turnover ก็อาจจะมีเนเจอร์ก็เหนื่อยก็ต้องกลับไปเป็น doer เหมือนเดิมเพราะฉะนั้นเนี่ยพี่ชื่อว่าความพร้อมการเตรียมความพร้อมของเนเจอร์ในแต่ละ Stage ต้องมี ขณะเดียวกันเราก็ต้อง consider ว่าคนที่เป็น Manager เนี่ยลำบากกว่าคนที่เป็น individual contributor เพราะ 1 เขาต้อง contribute สิ่งที่เขาต้อง contribute แล้วเขาต้อง contribute สิ่งที่คนอื่น contribute เพราะฉะนั้นเนี่ย 2 เด้งเลยเนาะ 2 เด้งเลยเพราะฉะนั้นคุณจะทำยังไงให้เขาสามารถจะ contribute ทั้ง 2 มิติได้ผ่านความช่วยเหลือของ HR ค่ะ
อาจารย์บีมีอะไรจะเสริยคะ
ขอนุญาตเสริมชันหน่อยครับ หลังจากจากที่ผมไปพบกับพี่ๆผู้บริหารหลายท่านนะครับผมกลับพบว่าพี่ๆหลายๆท่านมี Vision ที่ดีมี strategy ใหม่มี new s Curve ที่อยากทำแต่หลายท่านก็จะบ่นมาตรงกันว่าอาจารย์บีทำยังไอเดียมันเคาะลงมาตรงกลางไม่ผ่านคือ middle management มันทะลุลงมาไม่ได้เจะเป็น sense of Agency ต่างๆเนี่ยโอ้โหพี่ๆเนี่ยก้นร้อนว่าหุยถ้าไม่ปรับเนี่ยไม่รอดแน่นอนแต่ว่าระดับกลางหรือระดับ Operation เนี่ยชิมากเลยเย็นมากเลยผมว่าคำตอบผมว่าอันนึงที่เสริมต่อยอดจากพี่ชนะครับก็คือเรื่องของการ grooming Before promote เรารู้อยู่แล้วว่าคนเป็นเจอร์มือใหม่เหมือนพ่อแม่มือใหม่นะครับหลายครั้งบอกโอรู้ว่าจะต้องกูมก่อนที่เขาจะโปรโมทนะครับ แต่ว่าโงานมันยุ่งอ่ะงานมันยุ่งมากมากไม่มีเวลาจะ grooming เหรือ grooming เขาไม่ดีพอนะครับเนาะเอ่อทำยังไงแล้วก็ orientation อย่างเช่นใน 90 Days หรือ 90 วันแรกของการเป็น Manager เพราะว่าสิ่งสำคัญคือ mindset แล้วก็ mentality มันจะแตกต่างกับการที่เขาเป็น Super Operation ไม่ว่าจะเป็นการ Drive Performance ผ่านทีมกับตอนที่เขาเป็น Operation เขาได้ Performance ผ่านตนเอง เขาอยากได้ productivity ที่ดีเขาก็ขยันขึ้นเก่งขึ้นทำงานแบ้านดึกขึ้นแต่พอเขามาเป็น Manager ใหม่เนี่ยเต้อง Drive Performance ผ่านทีมซึ่งทีมแต่ละคนก็ไม่เหมือนเขาอีกนะครับ mindset HC personality ไม่เหมือนกันนะครับเนาะตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญแล้วก็ทักษะอะไรที่ เป็น essential หรือ Foundation สำหรับ LINE Manager ไม่ว่าจะเป็นอย่างเช่นอันนึงที่เรารู้กันว่า LINE Manager กลัวมากๆคือการทำ one on One กับลูกน้องถูกมครับนะ แล้วด้วยเจอร์คนไทยคือถ้าชมเโอห ฉันชมเต็มไปหมดเลยแต่เวลาติเนี่ยก็ไม่กล้าติลูกน้องนะครับสุดท้ายก็จะกลายเป็นว่าน้องก็ไม่ได้ถูกถูก polish หรือถูกปั้นถูกอะไรอย่าเงี้ยครับไม่ได้รับการ constructive feedback นะครับสุดท้ายงานก็ไม่ได้ดั่งใจนะครับหัวหน้าก็ลงไปล้วงลูกเองนะครับก็กลายเป็นหัวหน้าผู้จัดการสันดานลูกน้องอะไรก็แล้วประมาณที่เราเคยแซวๆกันนะครับเนาะสุดท้ายก็ P full ด้วยกันทั้ง 2 ฝั่งนะครับฉะนั้นผมว่า 1 คือการ grooming ที่ดีมีการ Training พื้นฐานนะครับว่า mindset mentality หรือ essential skill อะไรที่เควรจะมีนะ ครับถ้านึกไม่ออกก็วิ่งหา beyond training นะครับเรามี adaptive leadership Series นะครับนะขายของเล็กน้อยครับประมาณนี้ครับขอบคุณนะครับ
ค่ะวันนีก็เรียกได้ว่าครบถ้วนนะคะสำหรับ adaptive Leader ชินะคะทักษะของผู้นำในยุคใหม่จะบอกอนาคตก็ไม่ใช่นะคะเพราะว่ามันตอนนี้เลยนะคะที่จะต้องปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วนะคะรวมไปถึงบทบาทของ HR ในการเบรนคนนะคะให้เข้ากับเทคโนโลยีให้ประสานกันเพื่อที่จะขับเคลื่อนองค์กรต่อไปได้นะคะขอเสียงปรบมือให้กับทั้ง 4 ท่านอีกครั้งนึง [เพลง] ค่ะ H