📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

เลิกท่องจำแล้วหัดคิด! สรุปหนังสือ ยกระดับลับสมองฯ | 3 ทักษะฝึกสมองให้ฉลาดกว่า AI

เล่มโปรดของฉัน45:22

Transcription

ถ้าผมบอกว่าคนส่วนใหญ่ใช้สมองแค่ 10-20% ของศักยภาพจริง เพื่อนๆ จะเชื่อไหมครับ? ไม่ใช่เพราะเราโง่ ไม่ใช่เพราะเราไอคิวต่ำ แต่เป็นเพราะเราถูกฝึกให้คิดแบบเดียวกันมาตลอด คิดในกรอบ คิดตามสูตร คิดแบบปลอดภัย ตั้งแต่เด็กๆ เราถูกสอนว่ามีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว ข้อสอบมีเฉลย โจทย์มีวิธีแก้ที่แน่นอน ถ้าตอบนอกกรอบได้...

ถ้าคิดต่างจากคนอื่นโดนว่า พอโตขึ้นเราก็ยิ่งติดกรอบ กรอบของบริษัท กรอบของสังคม กรอบของความคาดหวัง จนบางทีเราลืมไปแล้วว่าสมองของเราสามารถคิดได้กว้างกว่านี้มาก ลึกกว่านี้มาก สร้างสรรค์กว่านี้มาก แล้วถ้าผมบอกว่ามีวิธีง่ายๆ ที่จะปลดล็อคศักยภาพสมองให้คิดได้เร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น คิดได้หลากหลายขึ้น ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องฝึกหนัก แค่เปลี่ยนวิธีคิด เพื่อนๆ อยากรู้ไหม?

นี่คือสิ่งที่หนังสือ "ยกระดับรับสมองด้วยวิธีคิดนอกกรอบ" หรือชื่อต้นฉบับญี่ปุ่นว่า "เจียตามะ เรียวขุ" ของ คิมุระ นาโอโยชิ พยายามจะบอกเราว่า ความฉลาดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความรู้ที่ท่องจำ แต่อยู่ที่ความสามารถในการคิด ก่อนที่เราจะไปลึกกันในเนื้อหา ถ้าเพื่อนๆ ชอบเนื้อหาแบบนี้ อยากเรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ อยากพัฒนาสมอง พัฒนาตัวเอง กดติดตามไว้เลยนะ เพื่อไม่พลาดตอนต่อไป

โอเค มาเริ่มกันเลย "ยกระดับรับสมอง ด้วยวิธีคิดนอกกรอบ" เป็นหนังสือที่เขียนโดย คิมุระ นาโอโยชิ นักธุรกิจและที่ปรึกษาชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง เคยทำงานที่ Boston Consulting Group หรือ BCG หนึ่งในบริษัทคอลซัลต์ระดับโลก ที่เขาได้เห็นคนเก่งๆ นับร้อยนับพันคน และเขาสังเกตว่าคนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ ไม่ได้เก่งเพราะท่องจำเก่ง ไม่ได้เก่งเพราะขยันอ่านหนังสือ แต่เก่งเพราะพวกเขาคิดต่าง พวกเขามีวิธีคิดที่ทำให้แก้ปัญหาได้เร็ว หาทางออกได้หลากหลาย และที่สำคัญ พวกเขาไม่กลัวปัญหาใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เพราะพวกเขารู้ว่าใช้สมองคิดยังไง

หนังสือเล่มนี้ออกมาในญี่ปุ่นปี 2007 แล้วกลายเป็น bestseller ทันที ขายไปกว่าล้านเล่ม เพราะมันไม่ใช่หนังสือธรรมดา ไม่ใช่หนังสือที่แค่บอกว่า "จงคิดนอกกรอบ" แต่มันบอกว่า "คิดยังไงให้ได้นอกกรอบ" มันให้เครื่องมือ ให้เทคนิคที่ชัดเจนที่เราสามารถเอาไปฝึกได้จริง ใช้ได้จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีลอยๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือ คิมุระไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้สำหรับแค่คนทำงานหรือแค่นักธุรกิจ แต่เขียนสำหรับทุกคนที่อยากให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่คนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพ เริ่มต้นใหม่

คิมุระบอกว่า ปัญหาใหญ่ของคนยุคนี้คือ เรามีข้อมูลมากเกินไป Google ได้ทุกอย่าง ChatGPT ตอบได้ทุกอย่าง ถ้าอยากรู้อะไรค้นหาได้ในไม่กี่วินาที ฟังดูดี แต่ปัญหาคือเรากำลังเสื่อมทักษะการคิด เพราะเราคุ้นเคยกับการหาคำตอบมากกว่าการคิดคำตอบ เราคุ้นเคยกับการทำตามสูตรสำเร็จมากกว่าการสร้างวิธีใหม่ เราคุ้นเคยกับการทำในสิ่งที่คนอื่นทำแล้ว มากกว่าการลองทำอะไรที่ไม่เคยมีใครทำแล้ว

หนังสือเล่มนี้สอนอะไร? คิมุระแนะนำแนวคิดที่เรียกว่า "จิอะตมะริโยขุ" หรือ "พลังแห่งพื้นฐานสมอง" ซึ่งแปลเป็นไทยง่ายๆ ก็คือ "ความสามารถพื้นฐานในการคิด" ไม่ใช่ความรู้ที่ท่องจำ ไม่ใช่ประสบการณ์ที่สะสมมา แต่เป็นความสามารถในการใช้สมองคิด เมื่อเจอปัญหาใหม่ๆ ปัญหาที่ไม่เคยเจอ ไม่มีสูตร ไม่มีคู่มือ

คิมุระบอกว่า จิอะตมะริโยขุ ประกอบด้วย 3 ทักษะหลัก:

1. Conclusion First (สรุปก่อน): ความสามารถในการตัดสินใจแม้ข้อมูลยังไม่ครบ ความกล้าที่จะสรุป ที่จะเลือก ที่จะลงมือ แทนที่จะรอจนกว่าจะรู้ทุกอย่าง ซึ่งมันจะไม่มึวันครบ

2. Framework Thinking (คิดเป็นโครงสร้าง): ความสามารถในการแบ่งปัญหาใหญ่ๆ ออกเป็นส่วนย่อยๆ หาโครงสร้าง หาแพทเทิร์น หาความเชื่อมโยง แทนที่จะมองปัญหาเป็นก้อนใหญ่ที่แก้ไม่ได้

3. Abstraction (คิดเชิงนามธรรม): ความสามารถในการถอดปัญหาออกมาเป็นหลักการทั่วไป เพื่อนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นๆ แทนที่จะจำแค่วิธีแก้ปัญหานี้ แต่จำ "หลักคิด" ในการแก้ปัญหา

ฟังดูซับซ้อนใช่ไหม? ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมุติว่าเราเจอคำถามในสัมภาษณ์งานว่า "ในกรุงเทพฯ มีตู้โทรศัพท์สาธารณะกี่ตู้?" คนส่วนใหญ่จะตอบว่า "ไม่รู้ครับ ไม่เคยนับ" แต่คนที่มีจิอะตมะริโยขุ จะคิดแบบนี้:

ใช้ Conclusion First: "ผมไม่รู้คำตอบที่แน่นอน แต่ผมสามารถประมาณการได้ ให้ผมลองคิดดู"

ใช้ Framework Thinking: "กรุงเทพฯ มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน ถ้าเฉลี่ยแล้ว 1,000 คนต่อ 1 ตู้ ก็น่าจะมีประมาณ 10,000 ตู้ แต่ตอนนี้คนใช้มือถือกันเกือบทุกคน เหลือใช้ตู้แค่สถานีรถไฟ สนามบิน ห้างใหญ่ๆ ถ้าเฉลี่ย 5,000 คนต่อ 1 ตู้ ก็น่าจะเหลือประมาณ 2,000 ตู้"

ใช้ Abstraction: "คำถามนี้ไม่ได้ต้องการคำตอบที่แม่นยำ แต่ต้องการเห็นกระบวนการคิด เห็นว่าผมแก้ปัญหายังไงเมื่อเจอโจทย์ที่ไม่มีข้อมูล"

เห็นไหมว่านี่คือความแตกต่าง คนทั่วไปมองแค่คำตอบ แต่คนที่มีจิอะตมะริโยขุ มองกระบวนการคิด

คิมุระบอกว่า นี่คือทักษะที่คนญี่ปุ่นพลาด เพราะระบบการศึกษาญี่ปุ่นเน้นการท่องจำ เน้นความถูกต้อง แต่ไม่เน้นการคิดสร้างสรรค์ เด็กญี่ปุ่นท่องสูตรคณิตศาสตร์ได้ แก้โจทย์แบบเดิมๆ เก่ง แต่พอเจอปัญหาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น ไม่มีสูตร กลับคิดไม่ออก ทำไม่เป็น

และนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของญี่ปุ่น เป็นปัญหาของคนทั่วโลกรวมถึงเมืองไทยด้วย ในยุคที่ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน ChatGPT ตอบคำถามได้ เขียนโค้ดได้ เขียนบทความได้ อีกไม่กี่ปี AI อาจจะทำงานหลายอย่างได้ดีกว่ามนุษย์แล้ว สิ่งที่มนุษย์จะเหลือคืออะไร? คิมุระบอกว่า ที่เหลือคือความสามารถในการคิดนอกกรอบ ความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการถามคำถามที่ดีที่ AI ไม่คิดถาม ความสามารถในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน นี่คือสิ่งที่ AI ทำได้ยาก นี่คือสิ่งที่ทำให้เรายังมีค่าในโลกอนาคต

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่พูดทฤษฎี คิมุระให้ตัวอย่างมากมายจากประสบการณ์จริงที่ BCG เช่น ตอนที่เขาต้องช่วยลูกค้าตัดสินใจว่าควรเปิดโรงงานใหม่ในประเทศไหน จีน เวียดนาม หรือไทย ข้อมูลมีครบ ตัวแปรเยอะมาก อนาคตไม่แน่นอน แต่เขาต้องให้คำแนะนำภายใน 2 สัปดาห์ เขาจะทำยังไง? เขาใช้ Framework Thinking แบ่งปัญหาออกเป็น ต้นทุนแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงทางการเมือง ตลาดในประเทศ แล้วใช้ Conclusion First ประมาณการแต่ละหัวข้อแม้ข้อมูลไม่สมบูรณ์ สุดท้ายใช้ Abstraction สรุปว่า "ถ้าเน้นต้นทุนต่ำ เลือกเวียดนาม ถ้าเน้นเสถียรภาพ เลือกไทย ถ้าเน้นตลาดใหญ่ เลือกจีน" แล้วให้ลูกค้าตัดสินใจเองว่าเน้นอะไรมากที่สุด นี่คือการใช้จิอะตมะริโยขุในงานจริง

สิ่งที่ผมชอบในหนังสือเล่มนี้คือ คิมุระไม่ได้บอกว่าเราต้องเก่ง เราต้องฉลาด เขาบอกว่าเราต้อง "ฝึก" จิอะตมะริโยขุ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดมา แต่เป็นสิ่งที่ฝึกได้ เหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งฝึกยิ่งแข็งแรง ยิ่งใช้บ่อย ยิ่งคิดได้เร็ว คิดได้ดีขึ้น เขา ยกตัวอย่างว่าตอนเริ่มทำงานที่ BCG เขาก็คิดไม่เป็น ทำโจทย์ไม่ได้ แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ ผ่านโครงการต่างๆ สมองเขาเริ่มคุ้นเคยกับการคิดแบบนี้ จนกลายเป็นธรรมชาติ กลายเป็นอัตโนมัติ

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ คิมุระเขียนหนังสือเล่มนี้จากประสบการณ์ในสังคมญี่ปุ่น สังคมที่เน้นการทำตามกฎ เน้นความเป็นระเบียบ เน้นการไม่ยื่นออกมา ไม่โดดเด่นเกินไป ในญี่ปุ่นมีสำนวนว่า "ตะปูที่ยื่นออกมาจะถูกตอกให้เรียบ" ความว่าคนที่คิดต่าง ทำต่าง จะถูกกดดัน แต่คิมุระกล้าบอกว่านี่คือปัญหา เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การทำตามคนอื่น การไม่กล้าต่าง จะทำให้เราตกยุค เราต้องกล้าคิด กล้าทำ กล้าผิด แต่ในเวลาเดียวกัน เราต้องคิดอย่างมีระบบ ไม่ใช่คิดลอยๆ ไม่มีหลักการ นี่คือจุดที่หนังสือเล่มนี้สมดุล มันสอนให้คิดนอกกรอบ แต่ไม่ใช่คิดสุ่มสี่สุ่มห้า มันสอนให้มีเหตุผล มีโครงสร้าง แต่ไม่ติดกรอบ

ตอนผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรก ผมรู้สึกว่า "โอ้นี่เองที่ผมขาด" ผมเคยเป็นคนที่ชอบท่องจำ ชอบหาคำตอบที่ถูกต้อง ชอบทำตามสูตรสำเร็จ พอเจอปัญหาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอ ผมจะรู้สึกตื่นตระหนก ไม่รู้จะเริ่มจากไหน แต่หลังจากอ่านหนังสือนี้ ผมเริ่มเข้าใจว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผมโง่ หรือผมไม่มีความรู้ แต่อยู่ที่ผมไม่ได้ฝึกทักษะการคิด ผมไม่ได้ฝึกให้สมองทำงานในโหมด "แก้ปัญหา" แต่ทำงานแค่ในโหมด "จำคำตอบ"

ในตอนต่อไป เราจะเจาะลึกกันลงไปในแต่ละทักษะ:

* Conclusion First: คิดยังไงให้สรุปได้เร็วแม้ข้อมูลไม่ครบ

* Framework Thinking: สร้างโครงสร้าง คิดยังไงให้แก้ปัญหาได้

* Abstraction: ถอดหลักการออกมายังไงให้นำไปใช้ได้กว้างขวาง

ผมจะยกตัวอย่างจากหนังสือ พร้อมตัวอย่างจากประสบการณ์จริงที่เราสามารถเอาไปใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นในการทำงาน ในการเรียน หรือในชีวิตประจำวัน

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้แค่สอนเทคนิคการคิด แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เรามองตัวเอง เราไม่ได้โง่ หรือไม่มีความสามารถ เราแค่ไม่ได้ถูกสอนให้คิด เราถูกสอนให้จำ ให้ทำตาม ให้เชื่อฟัง แต่ไม่ได้ถูกสอนให้คิดเอง ให้สร้างเอง ให้ลองผิดลองถูก และนี่คือสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนได้ตั้งแต่วันนี้เลย

คิมุระบอกว่า การเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการตระหนักรู้ รู้ว่าเราคิดแบบไหนอยู่ตอนนี้ รู้ว่าเรามีข้อจำกัดอะไร แล้วค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเร็ว แค่มีสติ มีความตั้งใจ สมองของเราจะค่อยๆ ปรับตัว ค่อยๆ เปิดศักยภาพที่ซ่อนอยู่ และนั่นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น เพราะมันหมายความว่าเรายังพัฒนาได้ ยังโตได้ ยังดีขึ้นได้ ไม่ว่าเราจะอายุเท่าไหร่ ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นจากจุดไหน แค่เราพร้อมที่จะเปลี่ยนวิธีคิด พร้อมที่จะฝึกฝน เราก็สามารถยกระดับสมองได้

ในตอนหน้า ผมจะพาไปดูว่า 3 ทักษะหลักนี้มันทำงานยังไง มีเทคนิคอะไรบ้างที่เราสามารถฝึกได้ และที่สำคัญ จะนำไปใช้ในชีวิตจริงยังไงให้เห็นผลจริง ไม่ใช่แค่ "อ่านแล้วเข้าใจ" แต่อ่านแล้ว "ทำได้" เดี๋ยวเราไปต่อกันเลยนะ

มาต่อกันเลยนะ เมื่อกี้เราพูดถึงว่า "จิอะตมะริโยขุ" หรือ "พลังแห่งพื้นฐานสมอง" ประกอบด้วย 3 ทักษะหลัก ตอนนี้เราจะเจาะลึกลงไปในแต่ละทักษะว่ามันคืออะไร ทำงานยังไง และใช้ยังไงให้ได้ผล

ทักษะแรกที่คิมูระพูดถึงคือ "Conclusion First" หรือ "ความสามารถในการสรุปก่อน" อาจจะฟังดูแปลกนะ เพราะปกติเราถูกสอนมาว่าต้องรวบรวมข้อมูลให้ครบก่อน แล้วค่อยสรุป ต้องวิเคราะห์ทุกอย่างก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ แต่คิมุระบอกว่าในโลกจริง เราไม่มีเวลารอให้ข้อมูลครบ ข้อมูลไม่มีวันครบ 100% ยิ่งรอนาน ยิ่งเสียเวลายิ่งพลาดโอกาส คนที่เก่งๆ พวกเขากล้าสรุป แม้ข้อมูลมีแค่ 60-70% แล้วก็ปรับเปลี่ยนภายหลังถ้าผิด

นี่ไม่ใช่การสรุปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ใช่การเดา ไม่ใช่การเสี่ยงโชค แต่เป็นการใช้ข้อมูลที่มี ผสมกับประสบการณ์ เพื่อสร้างสมมุติฐานที่ดีที่สุดในเวลาที่มี คิมุระเรียกมันว่า "Hyper-driven Thinking" การคิดแบบตั้งสมมุติฐานไว้ก่อน

ยกตัวอย่างจากหนังสือเลย สมมุติว่าเราเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ยอดขายลดลง 20% ในเดือนนี้ คนทั่วไปจะทำอะไร? เริ่มรวบรวมข้อมูล สำรวจลูกค้า ดูยอดขายย้อนหลัง 3 ปี วิเคราะห์คู่แข่ง ดูเทรนด์ตลาด อาจจะใช้เวลา 2-3 เดือน แต่คนที่ใช้ Conclusion First จะทำแบบนี้: "สมมุติว่ายอดขายลดเพราะคู่แข่งเปิดใหม่ข้างๆ ถ้าใช่ เราควรทำโปรโมชั่นเลยวันนี้ ถ้าไม่ใช่ เราค่อยปรับ แล้วก็ลงมือทำทันที"

เห็นความแตกต่างไหม? วิธีแรกถูกต้อง รอบคอบ แต่ช้า อาจจะใช้เวลา 3 เดือน แล้วได้คำตอบที่แม่นยำ 95% แต่ระหว่างนั้น ยอดขายก็ลดลงต่อไปเรื่อยๆ วิธีที่สอง กล้าเร็ว แม้จะไม่แม่นยำ 100% อาจจะแม่นแค่ 70% แต่ได้ลงมือทำวันนี้ ถ้าถูก ก็แก้ปัญหาได้เร็ว ถ้าผิด ก็รู้ภายใน 1-2 สัปดาห์ แล้วปรับทันที

คิมุระบอกว่า ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว "ความเร็ว" สำคัญกว่า "ความแม่นยำ" เพราะถ้าเรารอจนแม่นยำ 100% สถานการณ์อาจจะเปลี่ยนไปแล้ว แล้วเราจะฝึกทักษะนี้ได้ยังไง? คิมุระแนะนำให้ฝึกด้วยการ:

1. ตั้งเวลาจำกัดในการตัดสินใจ เช่น "ผมจะตัดสินใจเลือกร้านอาหารภายใน 5 นาที" "ผมจะเลือกซื้อของภายใน 10 นาที" อย่าใช้เวลานานเกินไป อย่าเปรียบเทียบจนหัวปั่น

2. ฝึกทำ Premortem คือก่อนลงมือทำอะไร ให้คิดว่า "ถ้าสิ่งนี้ล้มเหลว จะเป็นเพราะอะไร?" แล้วเตรียมแผน B ไว้ล่วงหน้า

3. ยอมรับว่าจะผิดบ้าง นี่สำคัญมาก เพราะถ้าเรากลัวผิด เราจะไม่กล้าสรุป แต่ถ้าเรายอมรับว่า "สรุปผิดก็แค่ปรับ" เราจะกล้าตัดสินใจมากขึ้น

คิมุระเล่าประสบการณ์ตัวเองว่า ตอนเริ่มทำงานที่ BCG เขาชอบรวบรวมข้อมูลเยอะมาก ทำรีเสิร์ชหนักมาก เพราะกลัวสรุปผิด แต่หัวหน้าของเขาบอกว่า "นาโยชิ คุณไม่ต้องรู้ทุกอย่าง คุณแค่ต้องรู้พอที่จะสรุปได้ แล้วเราไปทดสอบสมมุติฐาน ถ้าผิด เราก็ปรับ นั่นแหละคือการเรียนรู้" ตั้งแต่นั้น เขาก็เปลี่ยนวิธีคิด เขาเริ่มกล้าสรุปเร็วขึ้น กล้าลงมือเร็วขึ้น และที่สำคัญ เขาเริ่มเรียนรู้เร็วขึ้น เพราะยิ่งลงมือเยอะ ยิ่งรู้ว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล

ทักษะที่ 2 คือ "Framework Thinking" หรือ "ความสามารถในการคิดเป็นโครงสร้าง" นี่เป็นทักษะที่คิมุระบอกว่าสำคัญมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเราเจอปัญหาใหญ่ๆ ที่ดูซับซ้อน ดูแก้ไม่ได้ Framework Thinking คือความสามารถในการแบ่งปัญหาใหญ่ออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่จัดการได้ หาโครงสร้าง หาแพทเทิร์นที่ซ่อนอยู่ แล้วแก้ทีละส่วน

ลองนึกภาพว่าเราต้องแก้ปัญหา "ทำไมบริษัทขาดทุน?" ปัญหานี้ใหญ่มาก ซับซ้อนมาก มีตัวแปรเยอะมาก คนทั่วไปอาจจะงง ไม่รู้จะเริ่มจากไหน แต่คนใช้ Framework Thinking จะคิดแบบนี้: "กำไร = รายได้ - ต้นทุน ถ้าขาดทุน แสดงว่ารายได้น้อยเกินไป หรือต้นทุนสูงเกินไป หรือทั้ง 2 อย่าง แล้วแยกย่อยต่อ: รายได้ = จำนวนลูกค้า x ราคาเฉลี่ย ถ้ารายได้น้อย แสดงว่าลูกค้าน้อยลง หรือลูกค้าซื้อถูกลง หรือทั้ง 2 อย่าง"

เห็นไหม ปัญหาใหญ่ๆ เริ่มแตกออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่เราสามารถไปหาข้อมูล ไปวิเคราะห์ได้

คิมุระแนะนำ Framework หลายแบบ:

* Framework แบบแยกส่วน (MECE Framework): MECE ย่อมาจาก Mutually Exclusive, Collectively Exhaustive แปลง่ายๆ คือ "แยกออกจากกัน แต่รวมกันครบถ้วน" เช่น แบ่งลูกค้าเป็น เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ผู้สูงอายุ แต่ละกลุ่มไม่ซ้อนกัน แต่รวมกันครอบคลุมทุกคน

* Framework แบบกระบวนการ: มองปัญหาเป็นขั้นตอน เป็นกระบวนการ เช่น ลูกค้า รู้จักเรา -> สนใจ -> ตัดสินใจซื้อ -> ใช้ซื้อซ้ำ ถ้ายอดขายน้อย ปัญหาอยู่ตรงไหน? ไม่มีคนรู้จัก หรือเปล่า? รู้จักแล้วแต่ไม่สนใจ หรือเปล่า?

* Framework แบบเปรียบเทียบ: เปรียบเทียบสิ่งต่างๆ เพื่อหาความแตกต่าง เช่น เราทำอะไรต่างจากคู่แข่ง? สินค้าขายดี ทำอะไรต่างจากสินค้าขายไม่ดี?

สิ่งที่น่าสนใจคือ Framework เหล่านี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ไม่มี Framework เดียวที่ใช้ได้กับทุกปัญหา ทักษะที่แท้จริงคือความสามารถในการเลือก Framework ที่เหมาะสม หรือสร้าง Framework ใหม่ขึ้นมาเอง

คิมุระบอกว่า พอเราฝึกไปเรื่อยๆ สมองจะเริ่มเห็นแพทเทิร์น เห็นโครงสร้างโดยอัตโนมัติ เหมือนนักดนตรีที่ฟังเพลงแล้วรู้เลยว่าคอร์ดอะไร หรือเชฟที่ชิมอาหารแล้วรู้เลยว่าใส่เครื่องเทศอะไรบ้าง

แล้วเราจะฝึกได้ยังไง? คิมุระแนะนำ:

1. เริ่มจาก Framework พื้นฐาน เช่น แบ่งเป็น "ภายใน" "ภายนอก" "ควบคุมได้" "ควบคุมไม่ได้" "ระยะสั้น" "ระยะยาว" ฝึกมองปัญหาต่างๆ ผ่าน Framework เหล่านี้

2. วาดแผนภาพ อย่าคิดในหัวอย่างเดียว ให้เอา "กระดาษ" มาวาด วาดกล่อง วาดลูกศร วาดความเชื่อมโยง การวาดช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

3. ดูตัวอย่างจากคนอื่น อ่าน Case Study ดูว่าคนอื่นแก้ปัญหายังไง ดูว่าเขาแบ่งปัญหายังไง คิดเป็นขั้นตอนยังไง แล้วลองนำมาประยุกต์ใช้

คิมุระยกตัวอย่างจากโปรเจกต์จริงที่น่าสนใจมาก ลูกค้าถามว่า "ทำไมพนักงานลาออกเยอะ?" ทีมของเขาใช้ Framework Thinking แบบนี้ แบ่งปัญหาเป็น 3 ช่วง:

1. ก่อนเข้างาน: สรรหาคนผิด จิตคาดหวังไม่ตรงกัน

2. ช่วงทำงาน: ไม่ตรงความถนัด บรรยากาศไม่ดี เงินเดือนไม่พอ

3. ช่วงคิดจะลาออก: ไม่มีใครฟังปัญหา ไม่มีทางเลื่อนตำแหน่ง

แล้วไปเก็บข้อมูลแต่ละช่วง ปรากฏว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคือช่วงที่ 1 บริษัทสรรหาคนไม่ดี บอกแต่ด้านดีของงาน ไม่บอกด้านลบ พอเข้ามาทำงานจริง ไม่ตรงความคาดหวัง เลยลาออกเร็ว แก้ไขง่ายมาก เปลี่ยนวิธีสัมภาษณ์ บอกความจริงทั้งหมด อัตราลาออกลดลงทันที 30% นี่คือพลังของ Framework Thinking ถ้าไม่แบ่ง อาจจะเริ่มแก้ปัญหาผิดจุด

ทักษะที่ 3 คือ "Abstraction" หรือ "ความสามารถในการคิดเชิงนามธรรม" นี่เป็นทักษะที่ยากที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด Abstraction คือความสามารถในการถอดหลักการออกมาจากกรณีเฉพาะ เพื่อนำไปใช้กับสถานการณ์อื่นๆ

ลองคิดดูนะ ถ้าเราเคยแก้ปัญหายอดขายลดลงของร้านกาแฟ แล้วเราเจอปัญหาจำนวนผู้ชมลดลงของช่อง YouTube คนที่ไม่มี Abstraction จะมองว่า "นี่คนละเรื่องกันทั้งหมด ต้องเริ่มคิดใหม่ทั้งหมด" แต่คนที่มี Abstraction จะเห็นว่า "ทั้ง 2 เรื่องมีหลักการเดียวกันคือ ลูกค้าหรือผู้ชมลดลง สาเหตุเหตุน่าจะคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งเพิ่มขึ้น คุณภาพลดลง ความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป" แล้วก็สามารถใช้วิธีแก้ที่คล้ายกัน นี่คือ Abstraction การเห็นหลักการที่อยู่เบื้องลึก

คิมุระอธิบายว่า Abstraction ทำงาน 2 ทิศทาง:

* ทิศทางขึ้น (Going Up): จากเรื่องเฉพาะไปหาหลักการทั่วไป เช่น "ร้านกาแฟขาดทุน" -> "ธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูง ต้องมียอดขายพอสมควร"

* ทิศทางลง (Going Down): จากหลักการทั่วไปมาประยุกต์กับเรื่องเฉพาะ เช่น "ธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูง" ใช้ได้กับ "โรงแรม" "โรงภาพยนตร์" "สายการบิน"

คนที่เก่งจะขึ้นลงได้คล่อง เห็นปัญหาเฉพาะ ถอดเป็นหลักการได้ เห็นหลักการนำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ได้

คิมุระเล่าว่า เคยมีลูกค้าถามว่า "ทำไมพนักงานไม่ค่อยคิดนวัตกรรมใหม่ๆ?" แทนที่จะมองว่านี่เป็นปัญหาเฉพาะของบริษัทนี้ เขา abstract ขึ้นไปเป็น "สิ่งใดที่ทำให้คนไม่กล้าลองของใหม่?" แล้วเขาก็นึกถึงสถานการณ์อื่นๆ: "เด็กไม่กล้าเล่นกีฬาใหม่ เพราะกลัวทำไม่เป็น กลัวเพื่อนหัวเราะ" "คนไม่กล้าไปร้านอาหารใหม่ เพราะกลัวไม่อร่อย กลัวเสียเงิน" หลักการคือ "คนไม่กล้าลอง เมื่อความเสี่ยงมากและรางวัลไม่ชัดเจน" วิธีแก้ก็คือ "ลดความเสี่ยง หรือเพิ่มรางวัล" เลยแนะนำบริษัทว่า "ให้รางวัลกับคนที่คิดไอเดียใหม่ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ สร้างบรรยากาศที่ล้มเหลวก็ไม่ถูกลงโทษ" ผลคือพนักงานเริ่มกล้าเสนอไอเดียมากขึ้น นี่คือความงดงามของ Abstraction เมื่อเราเห็นหลักการ เราสามารถแก้ปัญหาได้ไม่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร ในอุตสาหกรรมไหน เพราะหลักการพื้นฐานของมนุษย์มันคล้ายกัน คนชอบรางวัล กลัวโทษ อยากได้ความมั่นคง อยากโดดเด่น ธุรกิจต้องการกำไร ลูกค้าคุณภาพ เมื่อเราเข้าใจหลักการเหล่านี้ เราสามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย

แล้วจะฝึกได้ยังไง? คิมุระแนะนำ:

1. ถามตัวเองว่า "ทำไม?" เมื่อเจออะไร อย่าแค่รับ ให้ถามว่า "ทำไมวิธีนี้ได้ผล? ทำไมคนชอบสิ่งนี้?" ถามไป 3-5 ที จะเริ่มเห็นหลักการที่แท้จริง

2. หาความเหมือนในสิ่งที่ต่าง ฝึกมอง 2 สิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้อง แล้วหาความเหมือน เช่น "การขายของ" กับ "การหาแฟน" เหมือนกันยังไง? ทั้งสองต้องทำให้อีกฝ่ายสนใจ ต้องสร้างความเชื่อถือ ต้องดูแลระยะยาว

3. เรียนรู้จากหลายสาขา อย่าอ่านแต่หนังสือในสาขาเดียว อ่านหนังสือธุรกิจ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ประวัติศาสตร์ จะเริ่มเห็นหลักการที่ซ้ำกัน ที่ใช้ได้กับหลายเรื่อง

ที่สำคัญที่สุดคือ ทั้ง 3 ทักษะนี้ทำงานร่วมกัน:

* Conclusion First ทำให้เราเร็ว

* Framework Thinking ทำให้เราเป็นระบบ ทำให้เราลึก

* Abstraction ทำให้เรากว้าง

คิมุระ ยกตัวอย่างโจทย์ที่มีชื่อเสียงมาก: "ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี คุณจะแก้ปัญหาการจราจรยังไง?" คนที่ใช้ทั้ง 3 ทักษะจะคิดแบบนี้:

* ใช้ Conclusion First: "ผมคิดว่าปัญหาหลักคือ รถมากเกินไป เทียบกับถนน วิธีแก้น่าจะเป็นการลดจำนวนรถ หรือเพิ่มทางเลือกการเดินทาง"

* ใช้ Framework Thinking: แบ่งออกเป็น "Supply Side" (เพิ่มถนน เพิ่มรถสาธารณะ) "Demand Size" (ลดคนขับรถ เพิ่มภาษี จำกัดเวลาใช้)

* ใช้ Abstraction: "หลักการคือ เมื่อความต้องการมากกว่าอุปทาน เกิดความคับคั่ง >> หลักการนี้ใช้ได้กับหลายเรื่อง เหมือนโรงพยาบาลแออัด ใช้วิธีเดียวกันคือ เพิ่มอุปทาน หรือลดอุปสงค์"

เห็นไหมว่าคำตอบไม่ได้สำคัญ กระบวนการคิดต่างหากที่สำคัญ

ทั้ง 3 ทักษะนี้ คิมุระบอกว่าต้องฝึก ไม่มีใครเกิดมาเก่งเลย ทุกคนต้องฝึก ยิ่งฝึกบ่อย ยิ่งคิดเร็ว คิดดีขึ้น จนกลายเป็นนิสัย กลายเป็นอัตโนมัติ และนั่นคือเป้าหมาย ไม่ใช่ให้เราต้องคิดว่า "เอ้า ต้องใช้ Framework นะ" แต่ให้สมองทำโดยอัตโนมัติ เหมือนการขับรถ ตอนแรกต้องคิดทุกอย่าง แต่พอชินแล้ว ขับไปโดยไม่ต้องคิด

ในตอนต่อไป ผมจะมาแชร์ความรู้สึกส่วนตัวว่าผมลองเอาไปใช้จริงแล้วเป็นยังไง ได้ผลจริงไหม ยากไหม มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใครบ้าง เดี๋ยวเราไปต่อกันนะ

มาถึงส่วนที่ผมอยากแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวกันแล้ว หนังสือเล่มนี้อ่านยังไง รู้สึกยังไง แล้วเอาไปใช้จริงได้ไหม? ผมต้องบอกตรงๆ ว่าหนังสือเล่มนี้อ่านไม่ยาก คิมุระเขียนแบบตรงไปตรงมา มีตัวอย่างเยอะ ไม่ใช่แบบวิชาการหนักๆ ที่อ่านแล้วง่วง แต่ว่าอ่านง่าย ไม่ได้แปลว่าทำง่าย บางทีอ่านไปแล้ว ผมต้องหยุด ต้องคิดตาม ต้องลองทำแบบฝึกหัดที่เขาให้มา แล้วก็รู้สึกว่า "โอ้ย ยากจริงๆ นะเนี่ย"

ตัวอย่างที่ชัดเลย คิมุระให้โจทย์ว่า "ประเทศญี่ปุ่นมีเสาไฟฟ้ากี่ต้น?" ตอนแรกผมก็คิดว่า "ไม่รู้สิ ไม่เคยนับ" แต่พอเขาอธิบายว่าให้ใช้ Framework Thinking ผมก็ลองคิดดู "โอเค ญี่ปุ่นมีประชากร 120 ล้านคน ถ้าเฉลี่ย 1 ครัวเรือนมี 3 คน ก็มี 40 ล้านครัวเรือน ถ้า 10 ครัวเรือนต่อ 1 เสา ก็น่าจะมี 4 ล้านต้น แต่ยังมีโรงงาน ตึก ถนน บวกเข้าไปอีก อาจจะ 6-7 ล้านต้น" ตอนที่คิดออก ผมรู้สึกว่า "เฮ้ย ทำได้จริงด้วย" แม้จะไม่รู้คำตอบที่แน่นอน แต่สามารถประมาณการได้ และนั่นทำให้ผมเข้าใจว่าสมองเราทำได้มากกว่าที่คิด แค่เราไม่ได้ฝึก

ส่วนที่ผมชอบมากๆ คือบทที่พูดถึง "ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่ค่อยมีจิอะตมะริโยขุ?" คิมุระวิเคราะห์ว่า ระบบการศึกษาญี่ปุ่นเน้นการท่องจำ เด็กต้องท่องสูตร ท่องคำศัพท์ ท่องประวัติศาสตร์ ข้อสอบมีเฉลยถูกผิดชัดเจน ถ้าตอบนอกกรอบไม่ได้คะแนน ถ้าคิดต่างจากคนอื่นโดนครูว่า พอโตขึ้นมาทำงานก็ยิ่งติดกรอบ บริษัทญี่ปุ่นเน้นการทำตามระเบียบ ทำตามรุ่นพี่ ไม่ค่อยให้คนหนุ่มสาวเสนอไอเดียใหม่ ต้องรอให้อาวุโสพอก่อน

ตอนอ่านถึงตรงนี้ ผมนึกถึงตัวเอง ระบบการศึกษาไทยก็เหมือนกัน ไม่ต่างจากญี่ปุ่นเลย เราก็ถูกสอนให้ท่องจำ ให้ทำตามสูตร ถ้าคิดนอกกรอบครูก็บอกว่า "ไม่ใช่ อย่างนั้น มีวิธีที่ถูกต้อง" ถ้าถามคำถามแปลกๆ ก็โดนว่า "ถามมาก" ถ้าทำต่างจากเพื่อนก็ถูกมองว่า "แปลก" ผมเลยเติบโตมาแบบกลัวที่จะคิดต่าง กลัวที่จะถามคำถาม กลัวที่จะลองผิดลองถูก และนั่นทำให้สมองผมไม่ได้ถูกฝึกให้คิดจริงๆ แค่ถูกฝึกให้จำ ให้ทำตาม

แต่หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้ว่า "ยังไม่สาย" ถึงเราจะโตมาในระบบที่ไม่เอื้อต่อการคิด แต่เราสามารถฝึกตัวเองได้ คิมุระเขียนไว้ว่า "จิอะตมะริโยขุ เหมือนกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเริ่มฝึกตอนอายุเท่าไหร่ ถ้าฝึกสม่ำเสมอมันจะแข็งแรงขึ้น" นี่เป็นข้อความที่ให้กำลังใจมาก เพราะมันบอกว่าเราไม่ได้ติดอยู่กับอดีต เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่วันนี้

หลังจากอ่านหนังสือ ผมตัดสินใจลองเอาไปใช้จริงๆ ผมเริ่มจาก Conclusion First เพราะนี่คือจุดอ่อนของผม ผมชอบรอให้ข้อมูลครบก่อน ผมลองกับสถานการณ์จริงในการทำงาน มีโปรเจกต์ใหม่เข้ามา แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน ปกติผมจะรอให้ทุกอย่างชัดก่อน แล้วค่อยวางแผน แต่ครั้งนี้ผมลองตั้งสมมุติฐานก่อน สมมุติว่าโปรเจกต์นี้ต้องการ A, B, C, Y, Z ไว้ก่อน แล้วก็เริ่มทำเลย ไม่รอรู้มว่าเกิดอะไรขึ้น ผมทำเสร็จก่อนทุกคน พอรายละเอียดมา ปรากฏว่าสมมุติฐานผมถูกประมาณ 70% มี 30% ที่ต้องปรับ แต่ก็ปรับได้ง่าย เพราะผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ที่สำคัญคือ ระหว่างที่คนอื่นยังรอข้อมูล ผมได้เวลาคิด ได้เวลาปรับปรุง สุดท้ายงานของผมออกมาดีกว่าที่เคย นี่ทำให้ผมเข้าใจว่า Conclusion First ไม่ใช่การเดา แต่เป็นการใช้ข้อมูลที่มี บวกกับประสบการณ์ เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นที่ดี แล้วค่อยปรับเปลี่ยนตามข้อมูลใหม่ มันทำให้เราได้เปรียบตรงที่ "เริ่มก่อน" และในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว การเริ่มก่อนสำคัญมาก

ต่อมาผมลอง Framework Thinking ผมเจอปัญหาที่งานคือทีมทำงานช้า ปกติผมอาจจะแก้แบบ "ยิงกระสุนนัดเดียว" ลองนู่นบ้าง ลองนี่บ้าง ไม่มีระบบ แต่ครั้งนี้ผมลองใช้ Framework แบ่งปัญหาออกเป็น:

1. Input: ข้อมูลเข้า ได้บรีฟชัดเจนไหม มีข้อมูลครบไหม?

2. Process: กระบวนการ มีขั้นตอนที่ชัดเจนไหม? มีใครคอยตรวจสอบไหม?

3. Output: ผลลัพธ์ รู้หรือเปล่าว่าอะไรคือสำเร็จ? มี Feedback ไหม?

4. People: คน มีทักษะพอไหม? Motivation ไหม?

แล้วก็ไปเก็บข้อมูลแต่ละส่วน ปรากฏว่าปัญหาอยู่ที่ 1 และ 4 ทีมไม่ได้บรีฟที่ชัดเจนเลย ต้องกลับไปถามบ่อย และบางคนไม่มี Motivation เพราะไม่เห็นความสำคัญของงาน แก้ไขง่ายมาก เริ่มทำ Kick-off Meeting ให้ชัด อธิบายว่างานนี้สำคัญยังไง มีผลต่ออะไร ผลคือทีมทำงานเร็วขึ้น 40% และนี่ไม่ใช่เพราะผมเก่ง แต่เพราะ Framework ช่วยให้เห็นปัญหาชัดเจน ไม่ต้องเดา ไม่ต้องลองผิดลองถูก

สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจมากที่สุดคือการใช้ Abstraction ตอนแรกผมคิดว่านี่เป็นทักษะที่ยากที่สุด แต่พอเริ่มฝึก พอเริ่มมองหาหลักการ ผมพบว่ามันทำให้ผมเรียนรู้เร็วขึ้นมาก เช่น ผมเคยแก้ปัญหาลูกค้าไม่พอใจสินค้า ใช้วิธีรับฟัง ขอโทษ แก้ไข ติดตามผล แล้วต่อมาผมเจอปัญหาเพื่อนร่วมงานไม่พอใจการทำงาน ตอนแรกคิดว่า "คนละเรื่องกัน" แต่พอใช้ Abstraction มองทั้ง 2 เรื่องมีหลักการเดียวกันคือ "มีคนไม่พอใจบางอย่าง วิธีแก้ก็เหมือนกัน" รับฟัง ขอโทษ แก้ไข ติดตามผล แล้วก็ใช้วิธีเดิมได้เลย ได้ผลดี นี่ทำให้ผมตระหนักว่าเมื่อเราเข้าใจหลักการ เราสามารถแก้ปัญหาได้หลายแบบ ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง แค่ถามตัวเองว่า "เคยเจอ ปัญหาแบบนี้ไหม? แก้ยังไง?" แล้วนำหลักการมาปรับใช้ มันประหยัดเวลา ประหยัดพลังงาน และที่สำคัญ มันทำให้เราฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เพราะยิ่งเจอปัญหาเยอะ ยิ่งเก็บหลักการได้เยอะ

แต่ผมต้องซื่อสัตย์ว่า ไม่ได้ทุกอย่างง่าย มีบางจุดที่ผมทำได้ยาก อย่างแรกคือการเอาชนะ "ความกลัวผิด" แม้หนังสือจะบอกว่า "กล้าสรุปก่อน ผิดก็ปรับ" แต่ในใจผมยังกลัวอยู่ กลัวว่าถ้าสรุปผิดจะเสียหน้า จะโดนว่า นี่เป็นนิสัยที่ฝังลึกมาตั้งแต่เด็ก ที่ถูกสอนว่าต้องถูกต้องเสมอ ห้ามผิด การเปลี่ยนนิสัยนี้ใช้เวลา ผมต้องบอกตัวเองบ่อยๆ ว่า "ผิดก็ไม่เป็นไร แค่เรียนรู้"

อีกอย่างที่ยากคือการทำให้เป็นนิสัย ตอนแรกผมต้องคิดทุกครั้งว่า "เอ้า ต้องใช้ Framework นะ ต้องหยุด ต้องคิด" เหนื่อย แต่คิมุระบอกว่า "นี่เป็นเรื่องปกติ เหมือนการฝึกกีฬา ตอนแรกต้องคิดทุกอย่าง แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ" ตอนนี้ผมฝึกมาได้ 3-4 เดือน เริ่มรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น เร็วขึ้น ไม่ต้องคิดมาก สมองเริ่มทำเอง

มีบางจุดในหนังสือที่ผมไม่แน่ใจ คิมุระบอกว่า "จิอะตมะริโยขุ ใช้ได้กับทุกสถานการณ์" แต่ผมคิดว่าบางครั้งมันไม่เหมาะ เช่น ในงานที่ต้องการความละเอียดรอบคอบมาก งานที่ผิดพลาดนิดเดียวเป็นอันตราย เช่น งานแพทย์ งานวิศวกรรม งานกฎหมาย การสรุปก่อน แม้ข้อมูลไม่ครบ อาจจะไม่เหมาะ การลองผิดลองถูกอาจจะเสี่ยงเกินไป ผมคิดว่าจิอะตมะริโยขุ ดีสำหรับงานที่ต้องการความเร็ว ทดลองได้ ผิดแล้วปรับได้ ไม่มีคำตอบที่ถูกเพียงคำตอบเดียว แต่ถ้างานต้องการความแม่นยำสูง หรือมีความเสี่ยงสูง อาจจะต้องระวังในการใช้ ตอนนี้ผมคิดว่าทุกทักษะมีที่ใช้และไม่ใช้ ไม่มีทักษะไหนที่ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้ว่า "เมื่อไหร่ควรใช้" และ "เมื่อไหร่ควรระวัง" นี่เป็นสิ่งที่หนังสือไม่ได้พูดถึงมากนัก แต่จากประสบการณ์จริงผมว่าสำคัญ

ถ้าถามว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร? ผมคิดว่าเหมาะกับคนที่:

1. รู้สึกว่าตัวเองคิดช้า แก้ปัญหาไม่เป็น ถ้าเราเจอปัญหาใหม่ๆ แล้วไม่รู้จะเริ่มจากไหน ถ้าเรารู้สึกว่าสมองเราไม่ค่อยทำ หนังสือเล่มนี้จะช่วยได้

2. ทำงานที่ต้องแก้ปัญหาบ่อยๆ โดยเฉพาะงานที่เจอ ปัญหาใหม่ตลอด ไม่ใช่งานที่ทำซ้ำๆ แบบเดิม เช่น งาน Consultant งาน Startup งานที่ต้องคิดนวัตกรรม

3. อยากพัฒนาตัวเอง อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น หนังสือเล่มนี้ให้เครื่องมือที่ดี

แต่ถ้าถามว่าใครไม่ควรอ่าน? ผมคิดว่าถ้าเราทำงานที่:

1. มีขั้นตอนชัดเจนอยู่แล้ว งานที่มีคู่มือ มีสูตร แค่ทำตามก็ได้ อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ จิอะตมะริโยขุมาก

2. ต้องการความแม่นยำสูงมาก งานที่ผิดพลาดนิดเดียวเป็นอันตราย การลองผิดลองถูกอาจจะไม่เหมาะ

3. ไม่พร้อมที่จะฝึก เพราะหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่อ่านแล้วจบ ต้องฝึก ต้องลงมือทำ ถ้าไม่พร้อมฝึก ก็จะได้แค่ความรู้ ไม่ได้ทักษะ

สุดท้าย ผมอยากพูดถึงข้อจำกัดของหนังสือ:

1. หนังสือเขียนจากมุมมอง Consultant คิมุระเคยทำงานที่ BCG สภาพแวดล้อมนั้นเปิดกว้างต่อการลองผิดลองถูก แต่บางที่ทำงานไม่เปิดกว้างขนาดนั้น ถ้าผิดอาจจะโดนลงโทษ โดนไล่ออก

2. หนังสือไม่ได้พูดถึงข้อจำกัดของคนบางคน อาจจะไม่ชอบคิด ชอบทำตามสูตร บางคนอาจจะไม่มีความมั่นใจ กลัวผิด หนังสือพูดเหมือนทุกคนสามารถฝึกได้เหมือนกัน แต่จริงๆ แต่ละคนต้องใช้เวลาไม่เท่ากัน

3. หนังสือไม่ได้บอกว่า "เมื่อไหร่ไม่ควรใช้" มันบอกแค่ว่า "ใช้ยังไง" แต่ไม่บอกว่า "เมื่อไหร่ไม่ควรใช้" นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้เองจากประสบการณ์

แม้จะมีข้อจำกัด ผมก็ยังคิดว่าหนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามาก มันเปลี่ยนวิธีที่ผมคิด วิธีที่ผมมองปัญหา มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมสามารถคิดได้ ไม่ใช่แค่จำได้ และนั่นทำให้ผมมั่นใจขึ้น มั่นใจว่าไม่ว่าจะเจอปัญหาอะไร ผมก็สามารถแก้ได้ อาจจะไม่ได้แก้ถูกครั้งแรก แต่ผมมีวิธีคิด มีกระบวนการ ที่จะทำให้ผมค่อยๆ เข้าใกล้คำตอบสุดท้ายแล้ว จิอะตมะริโยขุ ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มันให้เครื่องมือ ให้คิดที่ช่วยให้เราใช้สมองได้เต็มศักยภาพมากขึ้น เหมือนการออกกำลังกาย ไม่ได้ทำให้เราแข็งแรงทันที แต่ถ้าฝึกสม่ำเสมอ เราจะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และนั่นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้น เพราะมันหมายความว่าเรายังพัฒนาได้

ในตอนสุดท้าย ผมจะมาสรุปว่าเราจะเอาไปใช้ได้จริงยังไง แบบขั้นตอนชัดเจน มี 1, 2, 3 อะไรบ้างที่ทำได้เลยวันนี้ พร้อมคำถามที่ควรถามตัวเองเพื่อเริ่มต้นฝึก จิอตมะเรียกเดี๋ ไปจบกันในตอนสุดท้ายนะ

มาถึงตอนสุดท้ายกันแล้ว เราพูดถึงทฤษฎี พูดถึงประสบการณ์ ตอนนี้มาดูกันว่าเราจะเอาไปใช้ได้จริงยังไง ไม่ใช่แค่อ่านแล้วเข้าใจ แต่อ่านแล้วทำได้ จากหนังสือทั้งเล่ม ผมสรุปออกมาเป็น 3 ขั้นตอนหลักที่เราสามารถเริ่มฝึก จิอะตมะริโยกุ ได้ทันที

ขั้นที่ 1: เริ่มจากการรู้ว่าเราคิดแบบไหนอยู่ตอนนี้ ก่อนจะเปลี่ยน เราต้องรู้ก่อนว่าตอนนี้เราคิดยังไง คิมุระแนะนำให้สังเกตตัวเอง 1 สัปดาห์ ทุกครั้งที่เจอปัญหาให้บันทึกว่าเราคิดยังไง ใช้เวลานานแค่ไหน ตัดสินใจได้ไหม หรือต้องถามคนอื่น ถ้าไม่ได้ทำ ทำไมไม่ทำ? ลองทำแบบนี้นะ เอาสมุดมาแบ่งหน้ากระดาษเป็น 4 คอลัมน์:

* คอลัมน์ 1: ปัญหาหรือสถานการณ์ เช่น ต้องเลือกว่าจะกินอะไรเที่ยง หรือต้องตัดสินใจว่าจะรับโปรเจกต์นี้ไหม

* คอลัมน์ 2: วิธีคิดของเรา เราคิดยังไง ใช้เวลานานไหม เช่น เลื่อนดูรีวิวร้านอาหาร 20 นาที ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือ รอให้มีข้อมูลครบทุกอย่างก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ

* คอลัมน์ 3: ผลลัพธ์ เกิดอะไรขึ้น ได้ผลดีไหม เช่น ใช้เวลานาน สุดท้ายก็เลือกร้านที่เคยไปอยู่ดี หรือ รอนาน พอได้ข้อมูลครบคู่แข่งเขาทำไปก่อนแล้ว

* คอลัมน์ 4: ข้อสังเกต เราเห็นแพทเทิร์นอะไรไหม เช่น ผมชอบรอให้ข้อมูลครบก่อน เลยตัดสินใจช้า หรือ ผมกลัวผิด เลยไม่กล้าลงมือ

พอทำไปสัก 1 สัปดาห์ เราจะเริ่มเห็นแพทเทิร์นของตัวเอง บางคนอาจจะเห็นว่า "โอ้ ผมชอบรอคนอื่นตัดสินใจให้" บางคนอาจจะเห็นว่า "ผมตัดสินใจเร็ว แต่ไม่ค่อยทบทวน" บางคนอาจจะเห็นว่า "ผมคิดมาก วิเคราะห์มาก แต่ไม่ค่อยลงมือ" การรู้จักตัวเองนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าเราต้องฝึกอะไร

ขั้นที่ 2: เลือกทักษะ 1 มาฝึกจริงจัง อย่าพยายามฝึกทั้ง 3 ทักษะพร้อมกัน จะเหนื่อย จะสับสน ให้เลือกทักษะเดียวที่เราต้องการมากที่สุด

* ถ้าเรารู้สึกว่าเราตัดสินใจช้า ชอบรอ ให้ฝึก Conclusion First

* ถ้าเรารู้สึกว่าเราเจอปัญหาใหญ่ๆ แล้วงง ให้ฝึก Framework Thinking

* ถ้าเรารู้สึกว่าเราเรียนรู้ช้า ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง ให้ฝึก Abstraction

การฝึก Conclusion First: ตั้งกฎกับตัวเองว่า ทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจ ให้เวลาตัวเองไม่เกิน X นาที เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ก่อน เช่น เลือกร้านอาหารภายใน 5 นาที เลือกซื้อของภายใน 10 นาที ตัดสินใจรับงานหรือไม่ภายใน 1 วัน แล้วฝึกไปเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย คิมุระบอกว่าตอนแรกจะรู้สึกไม่สบายใจ กลัวว่าตัดสินใจผิด แต่ให้บอกตัวเองว่า "ถ้าผิดก็ปรับ ไม่เป็นไร" เคล็ดลับอีกอย่างคือ ทำ Premortem ก่อนตัดสินใจ ให้คิดว่า "ถ้าสิ่งนี้ล้มเหลว จะเป็นเพราะอะไร?" แล้วเตรียมแผน B ไว้ เช่น ถ้าไปร้านนี้ไม่อร่อย พรุ่งนี้ก็ไปร้านอื่น ถ้างานนี้ไม่ได้ผลตามที่คิด มีวิธีแก้อะไรบ้าง? มันจะทำให้เรากล้าตัดสินใจมากขึ้น เพราะรู้ว่าถ้าผิดก็มีทางออก

การฝึก Framework Thinking: เริ่มจากการฝึกมองปัญหาเป็นส่วนย่อยๆ ทุกครั้งที่เจอ ปัญหาอย่ารีบแก้เลย ให้หยุดสัก 5 นาที วาดแผนภาพ แบ่งปัญหาออกเป็นส่วนๆ ตัวอย่างง่ายๆ ปัญหาคือ "ไม่มีเวลาออกกำลังกาย" อย่ารีบคิดวิธีแก้ ให้วิเคราะห์ก่อน แบ่งออกเป็น:

* เวลา: จริงๆ ไม่มีเวลา หรือไม่จัดลำดับความสำคัญ?

* สถานที่: ไม่มีที่ออกกำลังกาย หรือไปไม่สะดวก?

* Motivation: ไม่อยากทำ เบื่อ ไม่เห็นผล?

* ความรู้: ไม่รู้ว่าจะออกกำลังกายยังไง?

แล้วถามตัวเองว่าปัญหาหลักคืออะไร? ถ้าเป็น 1 ก็แก้ที่ 1 เช่น ตัดเวลาอย่างอื่นออก ถ้าเป็น 3 ก็แก้ที่ 3 เช่น หาเพื่อนออกกำลังกายด้วยกัน คิมุระแนะนำให้ใช้ Framework พื้นฐานก่อน เช่น แบ่งเป็น 2 ส่วน "ภายใน" "ภายนอก" (ภายในคือสิ่งที่เราควบคุมได้ ภายนอกคือสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้) หรือแบ่งเป็น "ระยะสั้น" "ระยะยาว" (ระยะสั้นคืออะไรที่ทำได้เลยวันนี้ ระยะยาวคืออะไรที่ต้องวางแผน) ยิ่งฝึกบ่อย สมองจะยิ่งชินกับการแบ่งย่อย จนกลายเป็นอัตโนมัติ

การฝึก Abstraction: นี่เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกนานที่สุด แต่มีวิธีง่ายๆ คือ ทุกครั้งที่แก้ปัญหาอะไรได้ ให้ถามตัวเองว่า "หลักการคืออะไร?" ตัวอย่าง เราแก้ปัญหา "ลูกค้าบ่นว่าสินค้าส่งช้า" ด้วยการโทรหาลูกค้า อธิบายสาเหตุ ขอโทษ แจ้งความคืบหน้า ได้ผลดี ลูกค้าพอใจ ให้ถามตัวเองว่า "ทำไมมันได้ผล?" เพราะลูกค้าไม่ได้โกรธที่ของช้า แต่โกรธที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลักการคือ "คนไม่ชอบความไม่แน่นอน ชอบได้รับข้อมูล" แล้วครั้งต่อไปที่เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เช่น "พนักงานบ่นว่าไม่รู้ทิศทางบริษัท" เราก็นำหลักการเดิมมาใช้ "คนไม่ชอบความไม่แน่นอน ชอบได้รับข้อมูล" งั้นก็แก้ด้วยการสื่อสารให้ชัดเจน บอกทิศทาง บอกความคืบหน้า เห็นไหมว่า Abstraction ทำให้เราแก้ปัญหาได้หลายแบบ แค่เข้าใจหลักการข้อเดียว นำไปใช้ได้หลายสถานการณ์ นี่คือพลังของ Abstraction

ขั้นที่ 3: ฝึกสม่ำเสมอและติดตามความก้าวหน้า การฝึกครั้งเดียวไม่พอ ต้องฝึกบ่อยๆ สม่ำเสมอ คิมุระแนะนำให้ตั้งเป้าหมายว่า "ทุกวันจะฝึกอย่างน้อย 1 ครั้ง" ไม่ต้องเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องเล็กๆ ก็ได้ เช่น ฝึก Conclusion First ด้วยการเลือกกินอะไร ฝึก Framework Thinking ด้วยการวางแผนวันหยุด ฝึก Abstraction ด้วยการคิดว่าเรื่องที่เกิดวันนี้สอนอะไรเรา แล้วก็ควรบันทึกความก้าวหน้า ทุกสัปดาห์ ให้ทบทวนว่าฝึกไปกี่ครั้ง รู้สึกว่าง่ายขึ้นไหม เริ่มทำโดยอัตโนมัติไหม มีปัญหาอะไรบ้างในการฝึก คิมุระบอกว่าประมาณ 1-2 เดือน เราจะเริ่มรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ประมาณ 3-6 เดือน มันจะเริ่มเป็นนิสัย ทำโดยไม่ต้องคิด

นอกจากการฝึกแล้ว คิมุระแนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ คำถามเหล่านี้:

* คำถามที่ 1: "ถ้าข้อมูลไม่มีวันครบ ฉันจะตัดสินใจยังไง?" คำถามนี้ช่วยฝึก Conclusion First ทำให้เรายอมรับว่าเราต้องตัดสินใจแม้ไม่มีข้อมูลครบ แล้วเริ่มคิดว่าข้อมูลอะไรที่สำคัญที่สุด

* คำถามที่ 2: "ปัญหานี้ประกอบด้วยส่วนย่อยอะไรบ้าง?" คำถามนี้ช่วยฝึก Framework Thinking ทำให้เราหยุด ไม่รีบแก้ปัญหาทันที แต่แยกย่อยก่อน แล้วค่อยแก้ทีละส่วน

* คำถามที่ 3: "ปัญหานี้คล้ายกับอะไรที่เคยเจอ?" คำถามนี้ช่วยฝึก Abstraction ทำให้เราเชื่อมโยงประสบการณ์เก่ากับปัญหาใหม่ แล้วนำวิธีแก้เก่ามาปรับใช้

* คำถามที่ 4: "ถ้าตัดสินใจผิด จะแย่แค่ไหน?" คำถามนี้ช่วยลดความกลัว ทำให้เรารู้ว่าบางทีผิดก็ไม่แย่มาก ปรับได้ แก้ไขได้

คำถามเหล่านี้ ถ้าถามบ่อยๆ จะกลายเป็นนิสัยคิด เราจะเริ่มถามตัวเองโดยอัตโนมัติ และนั่นคือจุดที่ จิอะตมะริโยขุ กลายเป็นส่วนนึงของเรา

จากประสบการณ์ตัวเองและจากที่หนังสือเตือน มีข้อผิดพลาดที่ควรระวัง:

1. อย่าคาดหวังว่าจะเก่งขึ้นทันที การฝึก จิอะตมะริโยขุ ต้องใช้เวลา ไม่ใช่อ่านหนังสือจบแล้วเก่งเลย ต้องฝึก ต้องผิด ต้องปรับ ถ้าคาดหวังเร็วเกินไป จะท้อ

2. อย่าฝึกหลายอย่างพร้อมกัน ให้โฟกัสที่ทักษะ 1 ก่อน พอชำนาญแล้ว ค่อยฝึกอันต่อไป ถ้าฝึกพร้อมกันจะสับสน จะเหนื่อย

3. อย่ากลัวผิด นี่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุด ถ้าเรากลัวผิด เราจะไม่กล้าลอง แต่การเรียนรู้ต้องผ่านการลองผิดลองถูก ให้บอกตัวเองว่า "ผิดก็ไม่เป็นไร แค่เรียนรู้"

4. อย่าใช้กับทุกสถานการณ์ บางครั้ง จิอะตมะริโยขุ ไม่เหมาะ เช่น งานที่ต้องการความละเอียดรอบคอบมาก งานที่ผิดพลาดได้มีอันตราย ต้องรู้ว่า "เมื่อไหร่ควรใช้" "เมื่อไหร่ไม่ควรใช้"

มาถึงตอนจบแล้วนะ หนังสือ "ยกระดับรับสมองด้วยวิธีคิดนอกกรอบ" เป็นหนังสือที่สอนให้เรา "คิด" ไม่ใช่สอนให้เรา "จำ" มันบอกว่าความฉลาดที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความรู้ที่มี แต่อยู่ที่ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

จิอะตมะริโยขุ ประกอบด้วย 3 ทักษะ:

* Conclusion First: กล้าสรุปแม้ข้อมูลไม่ครบ

* Framework Thinking: แบ่งปัญหาเป็นส่วนย่อย

* Abstraction: ถอดหลักการนำไปใช้ได้หลากหลาย

ทั้ง 3 ทักษะนี้ฝึกได้ ไม่ใช่เกิดมา แค่เราต้องตั้งใจฝึก ฝึกสม่ำเสมอ แล้วสมองเราจะทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ "อย่ารอ" "อย่าคิดว่าเดี๋ยวค่อยฝึก" "เริ่มเลยวันนี้" จากเรื่องเล็กๆ เลือกร้านอาหารเร็วขึ้น แบ่งปัญหาก่อนแก้ คิดหาหลักการจากสิ่งที่เกิดขึ้น แค่นี้ก็เริ่มฝึกแล้ว และถ้าทำทุกวัน เป็นเวลา 3-6 เดือน เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวเองชัดเจน

คิมุระเขียนไว้ท้ายเล่มว่า "จิอะตมะริโยขุ ไม่ได้ทำให้คุณเป็นอัจฉริยะ แต่มันทำให้คุณใช้สมองได้เต็มศักยภาพ และนั่นก็พอแล้ว" เพราะสมองของเราแต่ละคนมีศักยภาพมหาศาล แค่เราไม่ได้ปลดล็อคมันออกมา ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะมันให้ความหวัง มันบอกว่าเราไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ แค่เป็นตัวเองที่ดีที่สุดก็พอ

ให้ผมสรุปสิ่งที่เราทำได้เลยวันนี้:

1. เลือกทักษะหนึ่งที่อยากฝึก: Conclusion First, Framework Thinking หรือ Abstraction

2. ตั้งเป้าว่าจะฝึกทุกวัน แม้แค่ 5-10 นาที ก็ดีกว่าไม่ฝึก

3. บันทึกความก้าวหน้า เขียนไว้ว่าวันนี้ฝึกอะไร ได้ผลยังไง

4. อดทน ไม่ท้อ ไม่คาดหวังว่าจะเก่งทำที แต่เชื่อว่าถ้าฝึกต่อไป จะดีขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเพื่อนๆ ชอบเนื้อหาตอนนี้นะ ชอบซีรีส์รีวิวหนังสือเล่มนี้ กดติดตามช่องนี้ไว้เลยนะ กดกระดิ่งด้วย เพื่อไม่ให้พลาด เพราะเรายังมีหนังสือดีๆ อีกเยอะที่จะมารีวิว หนังสือที่จะช่วยพัฒนาตัวเรา พัฒนาสมองเราให้คิดได้ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น และอย่าลืม ถ้ามีความคิดเห็น มีประสบการณ์ ฝากไว้ในคอมเมนต์ได้เลย ผมอยากรู้ว่าเพื่อนๆ ลองเอาไปใช้แล้วเป็นยังไง มีเทคนิคอะไรที่ได้ผลดีมาแลกเปลี่ยนกัน

ขอบคุณที่ฟังจนจบนะ ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขกับการฝึกคิด อย่าลืมว่าสมองของเรามีศักยภาพมหาศาล แค่เราต้องปลดล็อคมัน และวิธีปลดล็อคก็คือการฝึก ฝึกอย่างสม่ำเสมอ อย่างตั้งใจ แล้วเราจะเห็นว่าเราคิดได้เร็วขึ้น คิดได้ลึกขึ้น คิดได้หลากหลายขึ้น และนั่นจะเปลี่ยนชีวิตเรา ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน แต่เปลี่ยนอย่างแน่นอน แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้ากับหนังสือเล่มใหม่ที่จะมาขยายมุมมอง ท้าทายความคิด และช่วยให้เราเติบโต สวัสดีนะครับ