📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ประกันสังคม ผมยังใช้ และจ่ายสมทบ

หม่อมปลื้มวิเคราะห์9:08

Transcription

คุณกาว 38 บอกว่าอยากสอบถามความคิดเห็นผม เรื่องประกันสังคม ผมไม่ได้ลงรายละเอียดในการติดตามกองทุนประกันสังคม เพราะว่ามันไม่ได้ซาบซ่าหรือฟู่ฟ่าเท่าไหร่ในการติดตาม สำหรับผมคือพูดจริงๆ ฮะ เรื่องประกันสังคมเนี่ย ถ้าไม่ใช่ไอซเป็นคนจุดประเด็นนะฮะ แล้วถ้าไม่ใช่คุณสรยุทธเป็นคนเล่าประเด็นนะฮะ มันเป็นเรื่องซึ่งแบบหลับได้เลยอ่ะ คือโดยเนื้อหาโดยข้อมูลโดยประเด็นเนี้ย ถ้าคุณส่งนักข่าวทำรายงานสกู๊ปข่าว แล้วก็ให้มีการลงเสียงเนี่ย ไอ้คนที่ลงเสียงทำ Voice over เนี่ย เผลอๆ หลับ คือเรื่องประกันสังคมถ้าไม่ใช่สรยุทธเล่า แล้วไม่ใช่ไอซเปิด มันไม่ได้น่าสนใจมากนัก แต่ว่ามันสำคัญ

คราวนี้แต่เมื่อมันไม่ได้น่าสนใจมากนักแล้วมันไม่ได้น่าตื่นเต้น มันไม่ได้ฟู่ฟ่าซาบซ่าอะไร คือมันไม่ได้สนุกเท่าสนทนาความขัดแย้งเรื่องเกณฑ์ทหาร เรื่อง 112 เรื่องสมรสเท่าเทียมอะไรพวกเนี้ยนะฮะ ประเด็นพวกนี้มันซาบกว่า แต่ว่าเอาจริงๆ แล้วเนี่ย ผมคอมเมนต์เรื่องประกันสังคมในฐานะผู้ซึ่งใช้แล้ว มันไม่ใช่ว่าผมอยากใช้หรือไม่อยากใช้ แต่บังเอิญไอ้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาซึ่งผมทำงานในภาคเอกชนเนี่ย ผมเนี่ยถูกแบ่งเงินจากเงินเดือน เพื่อส่งสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ผมก็ไม่ได้สนใจว่าเขาจะแบ่งไปหรือไม่แบ่งไป แล้วเราก็ไม่ได้เก่งในการออม คือเราไม่ได้ตั้งใจออม แต่ว่าเราไม่ได้ใช้เงินเยอะ เพราะฉะนั้นมันก็มีเงินเหลือในบัญชีบ้าง อ่ะ พูดตามตรง แต่ว่าเราก็เป็น Generation นึงซึ่งอดออมสู้กับรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเราไม่ได้ อันนี้ผมยอมรับ เพราะว่าผมคิดว่าหลายคนรุ่นผมก็เป็นแบบเนี้ยแหละ รุ่นพ่อรุ่นแม่บางทีเป็นรุ่นที่สร้างนะฮะ รุ่นเราเป็นรุ่นที่ผลาญ ผมก็ไม่ได้เก็บออมอะไรมากนัก แต่ว่าอย่างน้อยเนี่ย เวลาเค้าแบ่งเงินออกไปจากเงินเดือนสมทบกองทุนประกันสังคมเนี่ย ผมก็มีความรู้สึกว่า เออ อย่างน้อยมันบังคับให้ผมเนี่ยถูกแบ่งเงินไป เพื่อไปออมเผื่อว่าตัวผมเองเนี่ยไม่มีวินัยในการออม ตอนแรกมองในมุมซึ่งไม่ดีว่าทำไมต้องหัก เสร็จแล้วเมื่อเวลาผ่านไปทำงานไปประมาณ 10 ปีอยู่ในภาคเอกชน เงินออมของเราก็ไม่เยอะ เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่าพออยู่ในกรุงเทพมหานคร ไลฟ์สไตล์ ค่าครองชีพทุกเรื่องอ่ะ มันก็ไม่ได้ต่ำ ค่าครองชีพในกรุงเทพฯ มันสูงเหมือนกับค่าครองชีพในหัวเมืองใหญ่ในหลายประเทศ ครองชีพในกรุงเทพฯ เนี่ยเท่ากับค่าครองชีพในยุโรปเมืองใหญ่ นะฮะ ไม่สูงเท่าลอนดอนหรือนิวยอร์ก แต่ว่าสูงเท่ายุโรป ค่าของชีพกรุงเทพฯ เนี่ยแพง เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่ได้สนใจ ผมมองว่าเขาหักไปกองกองไว้ที่ใดที่นึงซึ่งผมอ่ะไม่ได้ใช้ ซึ่งดี เพราะว่าพอเผื่อตอนแก่เกิดเราไม่มีงานทำแล้วก็ไม่มีเงินใช้อย่างน้อยเนี่ยมันมีบางสิ่งบางอย่างให้พึ่งพิง

คราวนี้ประเด็นที่ทำให้ผมมาเริ่มคิดที่จะใช้เนี่ยก็คือพอปิด Voice เนี่ย ฝ่ายบุคคลเนี่ยเขาก็บอกว่าจริงๆ แล้วผมสามารถจ่ายเงินสมทบต่อได้ พูดง่ายๆ เป็นการรักษา สิทธิ์ โดยที่ต่อให้ผมไม่ไปทำงานบริษัทเอกชนใหม่ ซึ่งผมไม่ได้อยากไปเป็นพนักงานประจำที่ไหนแล้วไง ผมก็จ่ายเงินสมทบโดยตรง 400 กว่าบาทต่อเดือน แล้วก็รักษาสิทธิ์ในการใช้โรงพยาบาลเอกชนซึ่งผมมีชื่อประจำอยู่ได้ ผมก็เลยวิ่งไปที่สำนักงานประกันสังคมซึ่งอยู่ใกล้ๆ ที่พักผมก็คือแถวถนนศรีนครินทร์เนี่ย มีตรงเรียกว่าธัญญ่าพาร์ค ผมก็ไปลงทะเบียนทิ้งไว้ ผมก็จ่ายเงิน 400 กว่าบาท แล้วก็มีสิทธิ์ในการใช้โรงพยาบาลแถวนี้ เหตุผลที่ผมไปทำอย่างนี้ เพราะว่าผมเจอคุณลุงคนนึง อันนี้เป็นเรื่องจริงด้วย ผมเจอคุณลุงคนนึงซึ่งแกเคยเป็นในแบงค์มาก่อน แล้วทุกวันนี้แกไม่เหลือตังค์ แต่ว่าสายตาแกดีมาก แล้วแกก็นั่งเล่าให้ผมฟัง เมื่อก่อนน่ะแกมีเงิน แต่ตอนนี้แกไม่มี แต่แกเพิ่งไปผ่าตัดต้อกระจก ด้วยการใช้สิทธิ์ประกันสังคม แกทั้งล้างฟัน ขัดหินปูน ผ่าต้อกระจก แล้วแกก็เล่าเกี่ยวกับอาการต้อกระจกของแกให้ผมฟัง ตอนที่ผมออกจาก Voice พอดีเลย ผมก็เลยตัดสินใจว่า เออ งั้นผมจะจ่ายเงินสมทบเผื่อว่าผมลำบากในยามแก่ ซึ่งก็เป็นไปได้เหมือนกัน เพราะว่าคนยุคผมอ่ะมันแบบมันแย่นะ รุ่นบุพการีเนี่ยสร้าง รุ่นนี้ผลาญแย่ แต่ว่าสมมุติว่าผมแบบไม่เหลืออะไรเลยในชีวิตเนี่ย ตอนยามแก่ผมจะได้ไปผ่าต้อกระจกได้แบบคุณลุงคนนี้ ซึ่งเคยเป็นนายแบงค์แล้วทุกวันนี้แกก็แบบไม่ค่อยมีตังค์เหลือนะฮะ ผมก็จะเล่าให้ฟังแค่นี้แหละว่าผมตามประเด็นเรื่องประกันสังคมในมิตินี้

นะฮะ ขอผมเช็คนิดนึง เพราะว่าประกันสังคมเนี่ย ปกติเขาจะส่ง SMS มาขอบคุณเวลาเราส่งเงินสมทบเข้ากองทุน แต่ตอนเนี้ยพอเค้าใช้แอปใหม่ ตอนนี้แอปใหม่มันรวน และแอปใหม่มันไม่ยอมขึ้นข้อมูลว่าเราอ่ะส่งเงินสมทบ คือแอปใหม่ตอนนี้มันมีปัญหา ซึ่งไม่ใช่ความผิดของประกันสังคม เป็นความผิดของคนซึ่งทำแอปนะฮะ ถามว่าเรื่องประกันสังคมสำคัญมั้ย สำคัญ ถามว่าจะทำให้คนเลือกส้มมากขึ้นมั้ย ไม่ เพราะว่ามันไม่ได้จี๊ดจ๊าดฮะ แต่ว่าเรื่องประกันสังคมอ่ะ ในวิธีการนำเสนอประเด็นนี้ของคุณสรยุทธ แก้ไฮไลท์ Bold จนในที่สุดอ่ะ มันทำให้คนที่ไปใช้สิทธิ์มองว่าอย่างน้อยอ่ะ ส้มเนี่ยเค้าจะพร้อมลงรายละเอียดในเรื่องซึ่งไม่ใช่แค่แจกไปวันๆ ประเด็นเรื่องแจกไปวันๆ หรือประชานิยมง่ายๆ อะไรเงี้ย มันเป็นพรรคการเมืองไหนก็สัญญาได้ เพราะว่าถึงเวลาเข้าไปก็ไม่ต้องแจก คุณเข้าใจผมป่ะ ก็คือว่ามันไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยด้วย การสัญญาว่าจะแจกแล้วถึงเวลาเข้าไปแล้วไม่แจกอ่ะ มันเป็นเรื่องซึ่งทำกันได้อย่างสม่ำเสมอ แล้วเอาจริงๆ แล้วเป็นเรื่องซึ่งนักวิชาการสายที่ต้องการวินัยการคลังเนี่ยเนี่ยเค้าเรียกร้องให้ทำด้วยซ้ำไป ก็คือขอให้อย่าแจกตามที่สัญญาไว้ เพราะว่าถ้าแจกตามที่สัญญาไว้ เดี๋ยวมันจะมีปัญหาหนี้สินตามมาในระดับหนี้สาธารณะ เพราะฉะนั้นพอเวลาอย่างคุณสรยุทธ เค้าไฮไลท์เรื่องเนี้ย แล้วมันทำให้สังคมเห็นว่าส้มจับประเด็นนี้อย่างต่อเนื่องเนี่ย มันสะท้อนให้เห็นว่าถ้าส้มได้มีอำนาจเนี่ย เค้าจะรื้อแน่ เพราะว่าโดยอุดมการณ์เค้ามาพร้อมที่จะรื้อเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นมันจะมีผลต่อคะแนน ไม่ใช่เพราะว่ามันเกี่ยวกับประกันสังคม มันจะมีผลต่อคะแนน เพราะว่ามันเหมือนกับว่ามันเป็นสัญญาประชาคมว่าจะรื้อเรื่องนี้ แล้วผมมองว่าเอาจริงๆ แล้วเนี่ย อันนี้เป็นเรื่องนึงซึ่งส้มเค้าแตะได้ โดยที่ฝ่ายความมั่นคงไม่ฮึ้มกลับมาแน่นอน โดยจิตวิญญาณในอดีตเค้าอยากรื้อ 112 แต่ว่าพอแตะเรื่อง พ.ร.บ. กำลังพลไปเนี่ย เค้าถูกมองโดยฝ่ายความมั่นคงว่าล้ำเส้น พอเค้าถูกมองฝ่ายความมั่นคงว่าล้ำเส้น เค้าถูกหมายหัวไว้เลย เค้าแตะ 112 ไปได้อีก แล้วพอแตะ 112 อีกเนี่ย โดนยุบ เพราะฉะนั้นไอ้เจตนารมณ์ซึ่งจะรื้อเรื่องพวกนั้น เค้าก็เลยทำไม่ได้ละ เรื่องทหารเกณฑ์ทหาร ผมไม่แน่ใจว่าฝ่ายความมั่นคงเนี่ยจะสร้างตอขึ้นมาใหม่ อาจจะสร้างก็ได้นะ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็น compromise ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างเรีมและส้มเนี่ย ผมคิดว่าหลังการเลือกตั้งเมื่อมีการตั้งรัฐบาลเนี่ย มันจะมีประเด็นซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการเกณฑ์ด้วย ผมแค่หวังหังว่าถ้าเลือกส้มเนี่ย แล้วส้มไม่ถูกบีบโดยฝ่ายความมั่นคงให้ถอยเรื่องนโยบายเกณฑ์ทหาร เพราะว่าสำหรับผมซึ่งเป็น Single issue voter ถึงแม้ว่าผมใช้ประกันสังคม สำหรับผมเรื่องรื้อเรื่องนี้มันไม่ได้สำคัญสักเท่าไหร่มันไม่ใช่ตอที่แท้จริง สำหรับผมเนี่ยถ้าพิสูจน์ผลงานว่าส้มเขย่าตอได้จริงอ่ะ คือการรื้อเรื่องเกณฑ์ทหารซึ่งกล่องดวงใจของฝ่ายความมั่นคงนะฮะ ก็เดี๋ยวรอดูต่อไป

ได้เลื่อนตำแหน่งแต่รู้สึกถูกลงโทษ ทำไมความสำเร็จที่คนรุ่นก่อนใฝ่ฝันกลับทำให้พนักงานยุคนี้อยากลาออก อ๋ออันนี้เป็นประเด็นซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยุคนี้ยุคก่อนหรอก คือผมเองเมื่อก่อนผมก็คิดว่าการเป็น CEO เป็นผู้บริหารที่โก้หรู หรือการเป็นบุคคลระดับท็อปขององค์กรหรือหน่วยงานรัฐเนี่ย มันเป็นอะไรซึ่งต้องทำให้ได้ แต่เอาจริงๆ แล้วเนี่ย เมื่อตำแหน่งสูงขึ้นแล้วต้องรับผิดชอบงานที่มากขึ้นเนี่ย บางทีมันไม่ได้คุ้มกับไอ้ความโปรดกระบาลที่คุณจะต้องเจอ แล้วก็งานที่คุณจะต้องรับ พูดง่ายๆ ก็คือว่าตำแหน่งเนี่ย มันได้เกียรติยศชื่อเสียง แล้วก็เป็นที่ยอมรับ และบางครั้งรายได้ก็สูงขึ้น แต่ว่างานมันก็ยากกว่าเดิมไง งานมันยากกว่าเดิม แล้วก็ต้องรับผิดชอบสูงขึ้นในทุกๆ มิตินะฮะ เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งคุณจะได้เห็นคนซึ่งพอถึงจุดนึงเนี่ย เขาไม่ได้อยากที่จะรับตำแหน่งเป็นผู้บริหารองค์กร เพราะว่ารับตำแหน่งเป็นผู้บริหารองค์กรบางทีมันต้องรับผิดชอบโปรเจกต์ใหญ่ในระดับที่มันสร้างความกังวลสร้างความตึงเครียด เสร็จแล้วในขณะเดียวกันตัวเองก็รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบในขั้นตอนสุดท้ายว่างานนั้นมันจะบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ยุคนี้ มันเป็นปรากฏการณ์ของคนปกติซึ่งพอถึงระดับนึงอ่ะ คุณรู้ว่าถ้าคุณได้งานที่บางทีคุณอาจจะเคยใฝ่ฝันไว้อ่ะ พอคุณได้งานนั้นจริงๆ อ่ะ มันรับความรับผิดชอบไม่ไหว มันเครียดอ่ะนะ เครียดอันนี้เป็นเรื่องปกติ เอาจริงๆ แล้วคนซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงๆ ได้ที่เป็นตำแหน่งบริหารหน่วยงานใหญ่ๆ เนี่ย ผมมองว่าบางทีไม่ใช่เป็นคนซึ่งเก่งกว่า แต่ว่าเป็นคนซึ่งรับความเครียดได้สูงกว่า คือเก่งในการรับความเครียดและความรับผิดชอบซึ่งสูงกว่า ซึ่งมันคนละเรื่องกับทักษะ แต่ว่าอันนี้เป็นประเด็นซึ่งผมคิดว่าดีที่นำเสนอ เพราะว่าหลายคนทำงานไปเราก็คิดว่าเราต้องการเป็นเบอร์ 1 เบอร์ 2 อะไรเงี้ย แต่ถึงเวลามันคุ้มมั้ย ก็อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังอ่ะ เวลาแบบอยากเล่นการเมืองอยากตั้งพรรคการเมืองอ่ะ แต่ว่ามันคุ้มความเครียดมั้ย และภารกิจซึ่งต้องรับมั้ย หากจะทำพรรคการเมืองพรรคนึงอ่ะ

คุณธัญชิธบอกว่าจริงถูกต้องครับ อยากได้แค่เงินแต่ไม่อยากเครียด ไม่หรอกผมคิดว่าความเครียดน่ะในการรับตำแหน่ง CEO บริษัทอะไรพวกเนี้ย มันเป็นความเครียดซึ่งมันลดได้ถ้ามีความเชี่ยวชาญและเก่งกาจพอซึ่งจะบริหารงานระดับนั้นนะฮะ มันก็จะไม่เครียดไง พูดง่ายๆ คือว่าถ้าคุณรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในบริษัทแต่คุณยังไม่มีความพร้อมเนี่ย ในที่สุดแล้วคุณก็จะมีความเครียดกับการรับภารกิจซึ่งคุณไม่มีความพร้อมอ่ะ มันก็เหมือนกับคุณเป็นรัฐมนตรีในเวลาที่คุณยังไม่พร้อมเป็นรัฐมนตรีอ่ะ มันก็จะพลาดแต่ละเรื่องจนในที่สุดแล้วคุณรู้สึกว่าคุณไม่น่ามาเลยอะไรอย่างเงี้ยนะฮะ มันก็คล้ายๆ กัน มันจะไม่เครียดถ้าคุณรู้สึกมีความพร้อมไง ให้ผมนั่งอ่านข่าวผมก็ไม่เครียดไง เพราะว่าผมมีความพร้อมที่จะอ่านใช่มั้ฮะ แต่เอาคนซึ่งไม่เคยปรากฏตัวบนหน้าจอมานั่งอ่านก็จะเครียดนะฮะ เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมด้วยนะ ถ้ามีความพร้อมมากก็จะไม่เครียด ก็คือพูดง่ายๆ คือเวลารับงานต้องมีความมั่นใจว่ามีความพร้อม