📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ผมอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมา 100+ เล่ม: นี่คือวิธีฝึกอ่านหนังสืออังกฤษที่ผมใช้

Friend Nattawut20:11

Transcription

คุณอยากลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ แต่ว่าเปิดมาก็มีแต่คำอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด บางอย่างอ่านได้ก็ดันแปลไม่ได้อีก หรือกำลังจะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกมาอ่าน แต่ว่ายังเลือกไม่ถูก? ถ้าคุณเป็นแบบเนี้ย ผมทำคลิปนี้มาเพื่อคุณเลย เพราะว่าผมก็เคยอยู่ในจุดนั้นเหมือนกัน เพราะงั้น คลิปเนี้ยผมจะมาแชร์วิธีที่ผมใช้ฝึกตอนหัดอ่านหนังสือภาษาอังกฤษแรกๆ แล้วทำให้ทุกวันนี้ผมสามารถอ่านได้จนแทบจะไม่ต้องคอยแปลอะไรอีกแล้ว

ซึ่งผมจะพูดถึงวิธีเลือกหนังสือให้เหมาะกับระดับภาษาของตัวเอง, จะรู้ได้ยังไงว่าหนังสือเล่มเนี้ยยากเกินไปหรือเปล่า หรือว่าจะหาซื้อหนังสือภาษาอังกฤษที่ถูกแล้วก็ดีๆได้ที่ไหน? เพราะบางครั้งการที่คุณรู้สึกว่ามันยากเกินเนี่ย อาจจะเป็นเพราะว่าคุณเลือกหนังสือผิดตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ รวมทั้งวิธีการจดโน้ตระหว่างที่อ่านว่าต้องจดอะไร แล้วก็จดยังไงบ้าง ให้ได้ทั้งสกิลภาษา แต่ว่าก็ยังอ่านรู้เรื่องแบบไม่ทรมานด้วย

เพราะหนังสือภาษาอังกฤษอ่ะมันไม่ได้เอาไว้แค่ฝึกภาษาอย่างเดียวนะ คือถ้าคุณอ่านแค่หนังสือแปลไทยเหมือนคนอื่นน่ะ คุณก็จะรู้แค่เท่ากับคนอื่น แต่ถ้าคุณสามารถไปอ่านหนังสือที่มันยังไม่มีแปลไทยได้เนี่ย คุณก็จะมีความรู้บางอย่างก่อนคนอื่นเขาละ แถมหนังสือที่แปลภาษาไทยมาแล้วเนี่ย มันจะมีข้อเสียอย่างนึงที่คนไม่ค่อยนึกถึงอยู่นะครับ เรียกว่า Loss in translation ก็คือมันจะมีบางคำที่ภาษาอังกฤษแปลเป็นภาษาไทยตรงๆไม่ได้ หรือคำแปลครับมันจะขึ้นอยู่กับความเข้าใจของคนที่แปลอีกทีนึง พอเขาแปลออกมาแล้วเนี่ย มันอาจจะเสียดีเทลบางอย่างหรือเสียความหมายบางอย่างที่ต้นฉบับอ่ะเขาต้องการจะสื่อไปได้ เพราะงั้น คนที่อ่านหนังสือภาษาอังกฤษเนี่ยก็จะได้เปรียบกว่า

แต่ว่าถ้าคุณเผลอเลือกหนังสือที่มันยากเกินตัวไปมากๆ ตั้งแต่แรกเนี่ย มันจะทำให้คุณอ่านไม่รู้เรื่องแล้วก็พ้อจนล้มเลิกไปก่อนได้ เพราะงั้นน่ะ มาเริ่มกันที่วิธีเลือกหนังสือให้เหมาะกับคุณก่อนดีกว่า

ซึ่งมันจะมีอยู่ 2 วิธีนะครับ วิธีแรกเนี่ยคือเลือกจากหนังสือที่การันตีอยู่แล้วว่ามันอ่านง่าย อย่างเช่นหนังสือเด็ก แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าโอ้โห หนังสือเด็กมันไม่เหมาะกับคนเท่ๆ อย่างเราเอาซะเลย ก็อ่านหนังสือสำหรับวัยรุ่น หรือว่า Young Adult อะไรอย่างนี้ก็ได้ เหตุผลที่หนังสือพวกนี้มันอ่านง่ายครับ เพราะว่าส่วนใหญ่มันจะมีภาพประกอบเยอะ ช่วยให้เข้าใจได้ง่าย ประโยคก็ Simple คำศัพท์ก็ Simple

คือถ้าคุณสามารถ "Where are you from? I come from Thailand. I like Apple. I don't like pineapple pen. Pineapple Apple Pen." อะไรเงี้ยได้ หรือคุณสามารถดูมีมคลิปสั้นต่างประเทศแล้วเข้าใจได้อ่ะ ผมว่าคุณก็อ่านหนังสือพวกนี้ได้แล้ว

แต่ว่าผมก็จะแนะนำให้ดูหนังสือจากสำนักพิมพ์ Penguin Leaders หน้าเว็บเขาเนี่ยจะมีแบ่งหนังสือเป็นระดับเลเวลภาษาอังกฤษเอาไว้ คุณก็เลือกจากตรงนี้ก่อน แล้วค่อยจำไปซื้ออีกทีนึง คือถ้าคุณรู้สึกว่าภาษาอังกฤษของคุณน่ะมันเป็น 0 จริงๆ หรือแบบเกือบจะ 0 เลยอ่ะ ให้เลือกเลเวลหนังสือเป็น starาร แต่ถ้าคุณไม่ชัวร์ว่าตัวเองอ่ะเหมาะกับหนังสือระดับไหน เดี๋ยวผมบอกวิธีเช็กอีกทีนึง หรือเอาจริงๆอ่ะ คุณจะอ่านมังงะแปลเป็นภาษาอังกฤษ หรือว่าพวก คอมic DC Marvel อะไรพวกนี้ก็ได้ เพราะหนังสือพวกเนี้ยเขาเน้นภาพประกอบเป็นหลัก แล้วก็ตั้งใจทำมาให้วัยรุ่นอ่านอยู่แล้ว ทำให้สำหรับมือใหม่อ่ะมันเข้าใจสิ่งที่อ่านได้ง่ายกว่า

กลับกัน วิธีที่ 2 เนี่ยเป็นวิธีเลือกหนังสือที่คนส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ทำกัน แต่ผมเห็นด้วยกับวิธีเนี้ยแค่ครึ่งเดียว ก็คือเลือกหนังสือจากสิ่งที่ชอบ อันเนี้ยผมเห็นด้วยในจุดที่ว่าตอนเริ่มแรกอ่ะ ภาษาอังกฤษคุณอาจจะยังไม่แข็งมาก ถ้าคุณเลือกเรื่องที่คุณชอบอ่ะ เออ มันก็จะช่วย Push ตัวเองอ่ะให้อ่านจนจบได้ ไม่ใช่ว่ายากก็ยาก แล้วยังต้องฝืนอ่านเรื่องที่ไม่ชอบอีกอะไรเงี้ย แบบนั้นน่ะผมว่าทำได้ไม่นานหรอก แถมมันจะไม่ได้อะไรสักอย่างเลยด้วยนะครับ เพราะว่าคนที่ไม่มีใจอ่ะ ทำยังไงเขาก็ไปอยู่ดี แต่ถ้าคุณเลือกเล่มที่คุณชอบ ต่อให้มันยาก คุณก็จะคอยดันตัวเองให้อ่านได้ แล้วคุณก็จะค่อยๆเก่งขึ้นเอง

แต่เหตุผลที่ผมเห็นด้วยกับวิธีนี้แค่ครึ่งเดียวก็เพราะว่า บางครั้งอ่ะครับ เล่มที่คุณชอบอ่ะมันอาจจะยากเกินไปสำหรับตัวคุณในตอนนี้ ทำให้คุณน่ะไม่ได้สัมผัสความชอบ สัมผัสได้แต่ความทรมาน เพราะว่าคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอ่านอะไรอยู่วะเนี่ย แล้วก็ท้อเลิก ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าคุณอยากลองอ่านหนังสือภาษาอังกฤษดูอ่ะ ให้เลือกหนังสือที่คุณชอบ แต่ว่าอยู่ในระดับที่คุณน่ะสามารถอ่านได้ด้วย

เพราะงั้นคำถามต่อไปก็คือ แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าเล่มเนี้ยมันอยู่ในระดับของคุณหรือเปล่า? เพราะว่าหนังสือส่วนใหญ่ มันไม่ได้มีระดับภาษาบอกเหมือนหนังสือสำหรับวัยรุ่นเมื่อกี้ ดังนั้นน่ะ ถ้าคุณกำลังจะซื้อเล่มใหม่นะครับ ให้เอาชื่อหนังสืออ่ะไปเสิร์ชที่ Google แล้วก็เขียนต่อท้ายว่า Book Preview แล้วมันจะมีตัวอย่างหนังสือให้คุณน่ะลองอ่านได้ หรือว่าดูในเว็บไซต์ Amazon ก็ได้ มันจะมีให้ทดลองอ่าน Sample หรือว่าตัวอย่างหนังสือได้นั่นแหละ คุณก็ลองจิ้มมาสักหน้านึงครับ แล้วอ่านดูสัก 5 บรรทัด โดยที่ยังไม่ต้องนั่งแปล ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรทั้งนั้นน่ะ อ่านแบบยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยอ่ะ แล้วลองดูว่าไอ้ 5 บรรทัดเนี้ยคุณพอเข้าใจภาพรวมได้มั้ยว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร ถ้าคุณพอเข้าใจได้ ต่อให้มันยังมีคำศัพท์ที่คุณไม่รู้อยู่เต็มไปหมด หรือมีบางประโยคที่คุณไม่เข้าใจ แต่ถ้าคุณพอเก็ตภาพคร่าวๆได้ว่าเขากำลังจะสื่ออะไรเนี่ย อันเนี้ยคือเล่มสำหรับคุณแล้ว

แต่ว่าถ้าคุณอ่านไป 5 บรรทัด ปรากฏว่านอกจากจะมีแต่คำศัพท์ที่คุณไม่รู้อยู่เต็มไปหมดแล้วเนี่ย คุณยังไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลยด้วย เหมือนแบบเอ๋อน้ำลายยืดไปเลยเงี้ย แปลว่าเล่มเนี้ยยากเกินไป หาเล่มใหม่ลองอีกทีนึง แต่ถ้าคุณมีหนังสืออยู่แล้วรู้สึกว่ามันเหมือนจะยากไปหน่อย ลองใช้วิธีนี้เช็กดู แล้วปรากฏว่าเออ มันเหมือนจะยากเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ผมคิดว่าเปลี่ยนเล่มไปเลยดีกว่า ไม่ต้องฝืนอ่าน ไปอ่านเล่มที่คุณชอบน้อยลงนิดนึงแต่อ่านง่ายกว่า แล้วพอคุณเก่งขึ้นแล้วคุณค่อยกลับมาแก้แค้นไอ้เล่มนี้ เพราะการรักษาความชอบไว้ครับ มันสำคัญกว่า บางอย่างคุณเคยชอบ แต่ว่าถ้าคุณมีประสบการณ์ไม่ดีกับมันมากๆอ่ะ มันก็กลายเป็นไม่ชอบได้เหมือนกัน แล้วคิดดูครับ กว่าจะเจอเรื่องที่ชอบสักเรื่องนึงในชีวิตเนี่ย ผมว่ามันไม่ง่ายนะ บางคนทั้งชีวิตก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบอะไรอ่ะ เพราะงั้น เปลี่ยนไปอ่านเล่มอื่นก่อน ค่อยกลับมาอ่านเล่มนี้อีกทีก็ได้

ประเด็นคือหนังสือส่วนใหญ่ครับ มันจะมีอยู่ 2 ประเภท ประเภท ฟิชion ก็คือนวนิยาย กับ nonฟicชion ที่เป็นหนังสือแนวความรู้ บางคนคิดว่าหนังสือนิยายอ่านง่ายกว่า แต่สำหรับผมอ่ะ หนังสือความรู้อ่านง่ายกว่าเยอะเลย เพราะว่าหนังสือนิยายครับ มันจะมี Settings ของโลกนั้น อย่างเช่นแบบแฟนตาซี เวทมนตร์ อัศวินยุคกลาง แล้วมันจะมีคำศัพท์อะไรไม่รู้เต็มไปหมดที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน แถมคนเขียนนะครับ เขาต้องเขียนให้คนอ่านน่ะสามารถนึกภาพตามเป็นฉากได้ เพราะฉะนั้นคำที่เขาจะใช้แบบขยายความอะไรเงี้ย มันจะเป็นคำที่เวอร์วัง สละสลวย แล้วก็แบบอะไรไม่รู้โยเต็มไปหมด เพื่อให้คนอ่านน่ะนึกภาพตามออกไง ดังนั้นน่ะ สำหรับผมอ่ะ ผมคิดว่ามันอ่านยากกว่าถ้าคุณเป็นมือใหม่

แต่หนังสือความรู้ โดยเฉพาะเล่มที่ขายดีมากๆเนี่ย มันจะอ่านง่ายกว่าเยอะ เพราะนักเขียนเก่งๆ ในต่างประเทศอ่ะครับ เขาจะมี Mindset ว่าต้องเขียนใช้ภาษาให้เด็กก็สามารถอ่านเข้าใจได้ เพราะเขาเชื่อว่าถ้าขนาดเด็กยังอ่านเข้าใจหนังสือเขาได้ ผู้ใหญ่ 99% ก็จะเข้าใจหนังสือเขาได้เหมือนกัน ทำให้หนังสือของเขาก็จะขายดีกว่า เพราะงั้นมันอาจจะมีคำยากแซมบ้างแหละ แต่ 80% นะครับ มันก็จะเป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แน่นอน โครงสร้างประโยคมันก็จะไม่ได้ยากขนาดนั้นด้วย

แต่ว่าแล้วจะหาซื้อหนังสือภาษาอังกฤษที่ไหนได้ที่มันถูกแล้วก็ดีๆ? เอาแบบดีๆก่อน 1. คือถ้าคุณอยากไปดูหนังสือแบบจริงๆ เลยที่หน้าร้านเนี่ยครับ ก็ลองดูร้าน พินกุนิยะ หรือไม่ก็ Asia Book แต่ว่าส่วนใหญ่มันจะมีอยู่แต่ในเมือง 2. คือใน Shopee ก็จะมีบางร้านที่เขาขายหนังสือภาษาอังกฤษเหมือนกัน ราคาจะพอๆกันกับร้านเมื่อกี้แหละ อาจจะถูกกว่าหน่อยอ่ะถ้าคุณมีโค้ดส่วนลด แต่ว่าถ้าคุณเจอใน Shopee ที่เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเล่มละ 100 กว่าบาทอะไรเงี้ย ให้ตีไว้ก่อนว่าส่วนใหญ่เนี่ยมันจะเป็นหนังสือผิดลิขสิทธิ์ ซึ่งผมไม่ได้สนับสนุนนะ แต่ว่าผมเข้าใจเว้ย คือบางคนน่ะไม่ได้มีต้นทุน แต่ว่าอยากพัฒนาตัวเองเพื่อให้ออกไปจากจุดนี้ได้สักทีอ่ะ ถ้าเป็นแบบเนี้ยคุณก็ลองชั่งใจดูแล้วกัน แต่ที่ผมซื้อเองส่วนใหญ่จะเป็นที่ที่ 3 ก็คือ Amazon ที่ไม่ใช่ร้านกาแฟนะครับ ซึ่งอันเนี้ยมันจะส่งตรงจากอเมริกาเลยนะครับ แล้วก็ถ้าคุณสั่งหนังสือครบ 35 ดอนอ่ะ มันก็จะส่งฟรี แล้วก็จริงๆ อ่ะ ผมมีทริกในการซื้อหนังสือให้ได้ราคาถูกจาก Amazon อยู่ แต่ผมขอพูดอันนี้ให้จบก่อนแล้วกัน

ข้อเสียเดียวของ Amazon น่ะก็คือไม่รู้ว่าจะได้หนังสือเมื่อไหร่ คือบางทีมันก็ได้ภายใน 1 สัปดาห์ บางทีมันก็เงียบหายไปเป็นเดือนเลยเพิ่งมาก็มีเหมือนกัน แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของหนังสือภาษาอังกฤษเนี่ยนะครับก็คือมันแพงแบบแพงมากๆ คือเล่มที่แปลไทยขายตาม B2S ตามร้านนายใน อินอะไรเงี้ยประมาณ 200 บาทใช่ป่ะ แต่ว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษอ่ะมันแบบ 600 บาท 800 บาท คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คือเราจ้างคนแปลภาษาไทยเพิ่มเนี่ย ไม่ใช่ว่าราคามันต้องแพงกว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษหรอ? ผมงงมาก ใครรู้เหตุผลเนี่ยช่วยคอมเมนต์บอกผมทีนะ ผมสงสัยมานานแล้วอ่ะ

แต่ว่าถ้าอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ แต่ว่าถูกลงหน่อยเนี่ยนะครับ ที่แรกเลยก็คือ Amazon เหมือนเดิมนั่นแหละ มันมีตัวเลือกให้คุณน่ะสามารถสั่งแบบมือสองที่เลือกสภาพแบบที่คุณต้องการเองได้ ผมอาจจะสั่งมือสองสภาพเหมือนใหม่ หรือไม่ก็สภาพ Very good ตลอด เพราะมันเหมือนได้หนังสือใหม่จริงๆอ่ะครับ แต่ว่ามันถูกกว่า 100-2 บาทเลย ผมเอาไปกินข้าวได้ตั้งหลายมื้อ 2. คือกลุ่ม Facebook หนังสือภาษาอังกฤษมือสอง อันเนี้ยอยู่ที่ใครเร็วใครได้ หรือว่าคุณจะโพสต์หาหนังสือเองเลยก็ได้ เดี๋ยวก็มีคนมาคอมเมนต์ขายเองแหละ 3. คือร้านแผงลอยที่เขาขายหนังสือมือสอง 50 บาท 80 บาท อันนี้คือแบบ คิดเจมเลยนะครับ ถ้าไปยืนเลือกดีๆ หน่อยเนี่ยเจอหนังสือดีๆ เยอะนะครับ ผมก็ได้มาหลายเล่มแล้ว หนังสือเนี่ยนะครับจะเก่าจะใหม่ หรือว่าจะถูกหรือจะแพงเงี้ยมันไม่สำคัญหรอก ถ้าหนังสือมันดีจริงๆ อ่ะ 4. คืองานหนังสือ Big Bad Wolf อันนี้มันเป็นงานหนังสือภาษาอังกฤษเลยอ่ะ อาจจะไม่ได้ถูกเท่ากับร้านแผงรอยอันนั้นหรอกนะครับ แต่มันถูกกว่าราคาเต็มประมาณ 1-2 เท่า ผมเคยยืนเทียบอยู่ แถมมันเป็นหนังสือมือหนึ่งด้วยนะครับ ซึ่งผมว่าเขาน่าจะกว้านซื้อมาเยอะๆ แล้วก็ซื้อเป็นฉบับตีพิมพ์ที่ไม่ใช่ฉบับล่าสุดอ่ะ อ่า เขาก็เลยน่าจะเอามาขายได้ถูกกว่าเดิม

ซึ่งสิ่งที่คุณจะเจอแน่ๆ แล้วผมอยากให้คุณเตรียมใจไว้ก่อนเลย เวลาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกๆ เนี่ยนะครับก็คือคุณจะแทบอ่านไม่ออกเลยเว้ย ผมจะบอกว่ามันเป็นปกติของคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมาก่อนน่ะ แล้วมาอ่านครั้งแรกไม่ต้องโทษว่าตัวเองไม่เก่งหรืออะไรนะครับ เพราะว่าตอนที่ผมเปลี่ยนจากหนังสือภาษาไทยอ่ะ มาอ่านเป็นหนังสือภาษาอังกฤษ ผมก็นั่งเอ๋อน้ำลายไหลเหมือนกัน อีกอย่างอ่ะ มันคือเหตุผลที่คุณมาฝึกอ่านภาษาอังกฤษนี่ไงครับ คือถ้าคุณเข้าใจ 100% หมดแล้วเนี่ย คุณก็ไม่ต้องฝึกแล้วนะครับ มันก็คืออ่านปกติ แล้วคุณจะมาดูคลิปนี้ทำไม?

แต่ถ้าคุณใช้วิธีเลือกหนังสือแบบที่ผมบอกตอนแรกอ่ะ คุณจะเข้าใจภาพรวมได้อยู่ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร ซึ่งเท่าเนี้ยมันโอเคแล้วครับในจุดเริ่มต้น จากนั้นน่ะคุณจะค่อยๆเห็นพัฒนาการของตัวเองเองอ่ะ ตอนแรกคุณอาจจะอ่าน 4 ประโยคแล้วเข้าใจประโยคเดียวอ่ะ พอนานๆเข้ามันจะเริ่มเป็นประโยคเว้นประโยคอ่ะ พอเวลาผ่านไป คุณจะเริ่มเข้าใจประโยคติดๆกันบ่อยขึ้น เพราะหนังสือเล่มเดียวกัน คนเขียนคนเดียวกันเนี่ยนะครับ เขาก็จะใช้แต่คำศัพท์ประจำตัวเขาอันเดิมๆอ่ะแหละ หน้าแรกๆคุณอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ว่าพออ่านไปอ่านไปเนี่ย หน้าหลังๆอ่ะคุณก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น หรือว่าหนังสือในหมวดหมู่เดียวกันอย่างเงี้ย ต่อให้คุณเปลี่ยนเล่มแล้วก็ตาม อย่างเช่นหนังสือการเงินอะไรอย่างงี้ใช่มั้ย เล่มแรกคุณอาจจะต้องแปลเยอะหน่อย แต่ว่าพอมันเป็นหนังสือการเงินเหมือนกันต่อให้เปลี่ยนเล่มอ่ะครับ คำศัพท์มันก็จะไม่ได้ห่างกันมาก มันก็เป็นคำเดิมๆนั่นแหละ เล่มต่อไปเนี่ยคุณก็จะแปลน้อยลงน้อยลง

แต่ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปตอนนั้น เพื่อทำให้ตัวเองอ่านได้เก่งขึ้นไวขึ้นเนี่ย แล้วก็ทรมานในการอ่านน้อยลง ผมจะบอกให้ตัวเองอ่ะอ่านแล้วก็จดโน้ตแบบนี้ 1. คือพยายามห้ามตัวเองไม่ให้แปลภาษา ตอนเริ่มแรกอ่ะผมบอกเลย อ่านไม่เหนื่อยหรอกนะครับ แปลเหนื่อย แปลแล้วแปลอีก แปลแล้วแปลอีก บางคนคือนั่งแปลทุกประโยค ทีละประโยค ทีละประโยคเลย แบบเนี้ยนอกจากจะทำให้การอ่านน่ะมันเหนื่อย มันทรมานแล้วอ่ะ มันยังทำให้คุณติดนิสัยที่ไม่ดีในการอ่านภาษาอังกฤษด้วย เพราะมันจะกลายเป็นว่าคุณฝึกให้ตัวเองอ่ะอ่านแล้วก็ต้องอ้อมไปแปลเป็นภาษาไทยก่อน อ่านแล้วก็ต้องอ้อมไปแปลเป็นภาษาไทยก่อนตลอดเลย ไม่ได้ฝึกให้สมองตัวเองอ่ะเปลี่ยนเป็นโหมดภาษาอังกฤษจริงๆ

แต่ก็จะมีคนบอกอีกแล้วว่า "เอ๊ะ แล้วไม่แปลแล้วมันจะเข้าใจได้ยังไง?" ผมก็จะขอถามกลับว่า แล้วตอนคุณอ่านภาษาไทยอ่ะ คุณแปลเป็นภาษาอะไรล่ะ? มันก็ไม่มีใช่มั้ยครับ คุณก็อ่านภาษาไทยแล้วก็เข้าใจอยู่ดีอ่ะ การฝึกภาษามันควรจะเป็นแบบนั้นครับ ภาษามันคือสิ่งที่คุณต้องเข้าใจอ่ะ ไม่ใช่ต้องจำคำแปล ถ้าการฝึกภาษาคือการจำคำแปล แล้วตอนเด็กๆที่คุณเรียนภาษาไทยอ่ะ คุณแปลเป็นภาษาอะไรล่ะ? มันก็ไม่ได้ต้องแปลเป็นภาษาอะไร แต่คุณก็เข้าใจอยู่ดีถูกป่ะครับ ดังนั้น ถ้าคุณอยากเข้าใจภาษาอังกฤษจริงๆ อยากเก่งภาษาอังกฤษจริงๆเนี่ย ต้องคอยเตือนตัวเองตลอดเลยครับว่าพยายามอ่านแบบไม่แปลได้มั้ย ลองเดาได้มั้ยว่าเออ คือประโยคเนี้ยเขาน่าจะสื่อถึงอะไร

ซึ่งโดยปกติอ่ะครับ ภาษาอังกฤษเนี่ยคุณจะไม่ได้เข้าใจจากการอ่านประโยคเดียวอยู่แล้วนะครับ ไอ้ประโยคถัดไป ประโยคที่ 2 ประโยคที่ 3 เนี่ยแหละ มันจะอธิบายเสริมประโยคแรกอีกทีนึง เพราะงั้นน่ะ คุณต้องอ่านไปสัก 2-3 ประโยคนู่น แล้วถึงจะเข้าใจว่าเออภาพรวมเนี่ยมันเกิดอะไรขึ้น

แต่ผมก็เข้าใจนะว่าการที่คุณจะเข้าใจประโยคนั้นได้เนี่ยครับ คุณก็ต้องรู้คำศัพท์ที่มันอยู่ในประโยคนั้นก่อนถูกมั้ย? แล้วถ้าคุณไม่รู้คำศัพท์ล่ะจะทำยังไง? อันดับแรกเนี่ยนะครับ เวลาเจอคำศัพท์ที่คุณไม่รู้อย่าเพิ่งแวะแปล แวะแปลคำศัพท์มันจะทำให้คุณน่ะเสีย Flow ในการอ่าน แล้วคุณน่ะไม่สามารถจำคำศัพท์ได้จากการแปลแค่ครั้งแรกครั้งเดียวแน่นอนอ่ะ ผมมั่นใจ เพราะงั้นพอคุณหยุดอ่ะ ไปนั่งหาคำแปล กลับมาเขียนความหมาย คุณก็ลืมไปแล้วว่าประโยคก่อนหน้าเนี่ยเขาพูดถึงอะไร แล้วอย่างที่ผมบอกไง การที่คุณจะเข้าใจได้คุณต้องเอาประโยคก่อนๆอะไรเงี้ยมาประติดประต่อกันด้วย คราวนี้แหละครับมันจะกลายเป็นว่าคำศัพท์ก็ไม่ได้ อ่านอะไรไปก็ไม่รู้อีกต่างหาก

เพราะงั้นถ้าคุณเจอคำศัพท์ที่ตัวเองยังแปลไม่ได้เนี่ย ให้ขีดเส้นใต้ไว้ก่อนหรือไม่ก็ไฮไลท์ไว้ก่อน แล้วพออ่านจบย่อหน้า จบพารากราฟ หรือว่าจบก้อนๆ นึงอะไรเงี้ย ค่อยกลับมาแปลแล้วก็ลองอ่านทวนอีกที อย่าลืมว่าการที่คุณหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่านเนี่ย คือคุณอยากได้ความรู้ที่อยู่ในเล่มนี้ หรือไม่ก็อยากรู้เรื่องราวที่อยู่ในเล่มนี้นะครับ สกิลภาษา มันเป็นโบนัสเสริมเฉยๆ ถ้าคุณจะมานั่งโอเก็บคำศัพท์ทุกคำ ทุกคำ ทุกคำ ทุกคำ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองอ่านอะไรอยู่อ่ะ ผมว่าคุณไปซื้อพจนานุกรมมาอ่านไม่ดีกว่าหรอครับ จะมาซื้อหนังสือแบบนี้อ่านทำไม?

ที่สำคัญคือคุณไม่จำเป็นต้องจดคำศัพท์ที่แปลไม่ได้ทุกคำก็ได้ มันจะคล้ายกับเมื่อกี้ เมื่อกี้คือไม่ต้องแวะใช่มั้ย อันเนี้ยคือไม่ต้องแปลเลยก็ได้อ่ะ อย่างเช่นในหน้านี้มีคำศัพท์ที่ผมไม่รู้อยู่ 10 คำ ผมอาจจะแปลแค่ 5-6 คำก็พอ ถ้าคำไหนอ่ะผมลองอ่านทั้งประโยคแล้วผมพอกะๆได้ว่ามันน่าจะแปลประมาณเนี้ย ผมก็จะไม่แปลคำศัพท์คำนั้นละ ผมจะแปลก็ต่อเมื่อ 1. คำศัพท์คำนั้นน่ะมันทำให้ผมไม่เข้าใจทั้งประโยคเลยอ่ะ แบบเนี้ยผมจะแปล 2. ก็คือผมจะแปลก็ต่อเมื่อ เอ๊ะ คำเนี้ยผมเห็น 2-3 รอบแล้วนะ แต่ว่ายังไม่รู้ความหมายเลย แปลว่ามันน่าจะสำคัญแล้วแหละเงี้ย ผมก็จะมาแปลละ 3. คำที่ผมรู้สึกว่ามันแปลกตา หรือแบบมันดูเวอร์ๆอะไรเงี้ย ที่มันดึงความสนใจผมอ่ะ อันเนี้ยผมก็จะแปลเอง

แต่ว่าอย่าแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย ไม่งั้นอย่างที่บอกเลย คุณจะติดนิสัยต้องอ้อมไปแปลก่อนตลอด แล้วคุณจะไม่ได้ใช้สมองตัวเองโหมดภาษาอังกฤษจริงๆ ยังไงก็ตามผมก็เข้าใจอีกแหละว่า ก็ตอนเริ่มแรกมันไม่รู้ความหมายจริงๆนี่หว่า ถ้าไม่แปลก่อนมันก็ไม่เข้าใจอ่ะ ดังนั้นถ้าต้องแปลจริงๆเนี่ยนะครับ ผมจะมีวิธีแนะนำอยู่ 2 วิธี วิธีแรกเนี่ยคือให้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษที่ง่ายกว่าแทน เพื่อให้สมองอ่ะมันอยู่ในโหมดภาษาอังกฤษตลอด ไม่ต้องสลับไปเป็นภาษาไทย อย่างเช่นคำว่า enormous เงี้ยมันแปลว่า Very big อ่ะ ผมก็จะจดคำว่า Very big ไปเลย ไม่ได้เขียนเป็นภาษาไทย ซึ่งกรณีเนี้ยผมแนะนำให้ใช้แชท GPT ช่วยบอกมันเลยว่าคำเนี้ยแปลว่าอะไรเป็นภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ ที่สำคัญกว่านั้นนะครับ คือให้ใส่ทั้งประโยคไปให้มันเลยนะ แล้วก็ถามว่าเออ เอาเฉพาะคำเนี้ยแปลว่าอะไร เพราะว่าบางคำอ่ะครับความหมายมันเปลี่ยนตามประโยคด้วย ถ้าเราเอาประโยคไปให้มันทั้งประโยคเนี่ย มันก็จะเอาคำแปลที่ถูกต้องสำหรับประโยคนั้นมาให้เรา

อ้า แต่ถ้าเกิดว่าแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษแล้วยังไม่เข้าใจอยู่อีกล่ะ ทำยังไง? คือถ้ามันถึงจุดนั้นจริงๆอ่ะ ผมก็เออ แปลเป็นภาษาไทยเถอะ แต่ให้แปลเป็นภาษาไทยฉบับตัวเองนะครับ อย่างเช่น Very big เนี่ยผมก็จะไม่เขียนว่าใหญ่มากนะ ผมจะเขียนว่า "เบิ้มๆ" เออ อันเนี้ยมันเป็นภาษาไทยแบบฉบับผมเอง ผมก็จะเข้าใจง่ายกว่าแล้วก็จำง่ายกว่าด้วยเวลาเจอคำเนี้ยครั้งถัดไป ส่วนทริกที่ 2 เนี่ยก็คือพอแปลแล้วเนี่ยนะครับ ให้วาดรูปประกอบไปด้วย อย่างเช่น สมมุติผมเจอคำว่า evil แปลว่าชั่วร้ายเนี่ย ผมก็จะวาดอีโมจิหน้าปีศาจไปด้วย พอผมเจอคำนี้อีกทีนึง ผมก็จะนึกถึงไอ้ภาพที่ผมวาดไว้ออก ทำให้เข้าใจได้เลยโดยที่ไม่ต้องแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งแน่นอนคุณจะจำไม่ได้จากแค่ครั้งแรกครั้งเดียวแน่ๆ แต่พอพอมันเป็นแบบเนี้ยกับคำเดิมสัก 4-5 รอบเนี่ย คุณก็จะเริ่มซึมซับแล้วก็จำได้เองโดยที่คุณน่ะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

ที่สำคัญกว่านั้นเนี่ย พยายามฟังเสียงคำที่คุณแปลไม่ได้ด้วย หนังสือ Full End Forever เนี่ยบอกว่าต่อให้คุณจะฝึกอ่านเขียน ไม่ได้ฝึกพูดคุยก็ตาม แต่ว่าเสียงอ่ะมันเป็นพื้นฐานของทุกภาษา ถ้าคุณลองนึกดูดีๆเนี่ย ตอนที่คุณอ่านน่ะคุณก็อ่านออกเสียงเหมือนกัน แต่ว่าเสียงมันอยู่ในใจ หรือว่าตอนที่คุณเขียนน่ะอ่ะ คุณก็คิดเป็นเสียงอยู่ในใจด้วย เพราะงั้นถ้าคุณรู้วิธีออกเสียงอ่ะ มันจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษคุณได้ทุกด้านเลย

เวลาที่คุณเจอคำไหนอ่านไม่ออกเนี่ย ให้เข้าไปที่ Google ครับ แล้วก็พิมพ์คำนั้นเข้าไปตามด้วยคำว่า Pronunciation เขียนตามหน้าจอนี้เลยก็ได้ แล้ว Google นะครับมันจะขึ้นบอกเลยว่าคำเนี้ยต้องอ่านออกเสียงว่าอะไร แล้วก็สามารถเลือกสำเนียงอังกฤษหรือสำเนียงอเมริกาก็ได้ อย่างเช่นคำเนี้ยมือใหม่จะอ่านว่า โมดูลleตัวดี แต่ถ้าดูที่เขาเขียนบอกตรงเนี้ยมันจะเป็นตัว J ใช่มั้ยครับ ซึ่งมันอ่านว่า โมจู ถึงจะเป็นการออกเสียงที่ถูกต้องนั่นแหละ แล้วคุณก็ลองพูดตามมันสัก 2-3 รอบดู

ซึ่งภาษาอังกฤษเนี่ย มันไม่ได้มีแค่คำศัพท์อย่างเดียวนะครับ คุณจดแกรมม่าด้วยก็ได้ ถ้าเจอประโยคที่คุณไม่เข้าใจโครงสร้างเงี้ย เอาทั้งประโยคนั้นน่ะไปให้แชท GPT ช่วยแกะโครงสร้างประโยคแกรมมให้หน่อย แล้วก็บอกมาด้วยว่าทำไมเขาถึงใช้โครงสร้างประโยคแบบนี้ คือคุณอาจจะไม่จำเป็นต้องทำแบบเทุกประโยคก็ได้นะครับ เพราะว่ามันจะเสีย flow แล้วก็อ่านไม่สนุก แล้วมันจะกลายเป็นเหมือนนั่งเรียนแทน ส่วนตัวผมเรื่องจดแกรมมาเนี่ยผมเอาตามฟielตัวเองเลยนะ คือถ้าผมอ่านประโยคไหนเข้าใจแบบต่อให้เข้าใจคร่าวๆก็ตามเนี่ย ผมจะไม่มานั่งแกะแกมม่าแล้วก็แบบไม่นั่งแปลคำศัพท์ด้วย อาจจะเป็นนิสัยที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ผมว่ามันอ่านแล้วสนุกกว่า ซึ่งผมอ่ะจะจดแกรมม่าเฉพาะตอนที่ผมอ่านออกเข้าใจคำศัพท์ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงเรียงแบบนี้ ผมก็จะค่อยไปแกะแกรมม่าแล้วก็จดไว้

ที่สำคัญกว่านั้นเนี่ยนะครับ จดสรุปสิ่งที่คุณอ่านด้วย อย่างที่บอก ความรู้ในหนังสือครับมันเป็นเป้าหมายหลักที่คุณหยิบเล่มๆ นั้นมาอ่าน ภาษาเนี่ยมันเป็นโบนัสเสริมเฉยๆ เพราะงั้นถ้าคุณอยากรู้ว่าคุณเข้าใจมากน้อยแค่ไหนเนี่ยนะครับ มันขึ้นอยู่กับคุณเขียนสรุปออกมาได้หรือเปล่า บางคนน่ะบอกว่าให้จดสรุปทุกย่อหน้าเลย แต่ว่าสำหรับผมอ่ะจดสรุปตอนที่อ่านจบทั้งหมดแล้วอ่ะดีกว่า เพราะตอนแรกๆอ่ะการอ่านคุณยังไม่แข็งใช่ป่ะ บางย่อหน้าคุณอาจจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณอ่านจบทั้งหมดแล้วอ่ะ มันจะเหมือนกับว่าเออคุณเข้าใจตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย แต่พอเอามารวมๆกันแล้วอ่ะ ทำให้คุณเข้าใจภาพรวมของบทนั้นได้ ก็ค่อยจดสรุปทีเดียวตอนจบบท แรกๆ อ่ะคุณอาจจะจดสรุปเป็นภาษาไทยก่อน อ่า แล้วพออ่านเก่งขึ้น เก่งขึ้นอะไรเงี้ย ค่อยเริ่มลองจดเป็นภาษาอังกฤษดูก็ได้

จดสรุปเป็นภาษาไทยกับแปลเป็นภาษาไทยเนี่ยมันไม่เหมือนกันนะครับ ตอนแปลอ่ะคือคุณไม่เข้าใจด้วยซ้ำถูกมย คุณเลยไปแปล แต่ว่าถ้าจดสรุปเนี่ยมันคือคุณอ่านจบและสมองประมวลผลความเข้าใจอะไรเรียบร้อยะ แล้วถึงเขียนอธิบายออกมาเป็นภาษาไทย

แต่ก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับว่ากว่าจะจดกว่าจะอะไรเป็นชั่วโมง คงได้แค่หน้าเดียวเองมั้ง ถ้าเป็นแบบนี้ทุกวันอ่านได้แค่วันละหน้าเนี่ย กว่าจะจบเล่มไม่แก่ตายก่อนหรอ? แต่คุณอย่าลืมว่ามันไม่ได้จะเป็น 1 หน้าไปตลอดชีวิตคุณนะครับ เดี๋ยวคุณอ่านไปจดโน้ตไปเนี่ย คุณก็จะค่อยๆ พัฒนาขึ้น ตอนแรกครึ่งชั่วโมงอาจจะได้หน้าเดียวอ่ะ สัปดาห์ต่อไปครึ่งชั่วโมงมันอาจจะกลายเป็น 2 หน้า สัปดาห์ต่อไปอาจจะกลายเป็น 4 หน้า เดือนต่อมาอาจจะกลายเป็น 10 หน้า คุณจะค่อยๆอ่านได้เยอะขึ้นไวขึ้น แล้วก็แปลน้อยลงแน่นอน

แต่ถ้าสมมุติว่าเออ คุณลองไปอ่านแล้วจริงๆเนี่ย ปรากฏว่าคุณจดเยอะกว่าที่ตัวเองคิดไว้เยอะมาก มันจดเหนื่อยมากเลย แบบเนี้ยปกติหรือเปล่า? ผมจะบอกเลยว่ามันปกติครับ เหมือนเข้าฟิตเนสครั้งแรกที่มันจะเหนื่อยมากๆ เพราะว่าคุณไม่เคยเล่นมาก่อน แต่ว่าถ้าคุณไปยิ้มบ่อยขึ้นเนี่ย มันก็จะเริ่มง่ายขึ้นเอง พอถึงจุดนึงอ่ะ คุณจะสังเกตเห็นตัวเองได้เลยว่าคุณไม่ต้องคอยแปลบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน แล้วเริ่มเข้าใจประโยคติดๆกันบ่อยขึ้น แล้วผมบอกเลยว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองโคตรหล่อ โคตรเท่ โคตรอันตรายอ่ะ

ยังไงก็ตาม คลิปนี้ผมพูดถึงแค่สกิลการอ่านอย่างเดียวไง เพราะงั้น ถ้าสมมุติว่าคุณอยากพูดคุยสื่อสารภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องคอยแปลในหัวด้วยอ่ะ ผมเคยทำคลิปแชร์วิธีฝึกภาษาอังกฤษด้วยตัวเองที่บ้านจากศูนย์ ให้พูดคุยได้ภายใน 2 เดือนเอาไว้ตรงนี้ แล้วถ้าคุณอยากฝึกให้ตัวเองพูดภาษาอังกฤษได้ไวๆเนี่ย ลองดูคลิปนี้ต่อ