Transcription
เฮว [เพลง] [เพลง] คุณผู้ชมคะ ขอต้อนรับคุณผู้ชมทุกท่านนะคะ เข้าสู่รายการคุยกับหมอ โดยมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย และ TNN2 ค่ะ
รายการคุยกับหมอนะคะ ก็เป็นรายการดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพนะคะ ที่เราจะนำเสนอในทุกเรื่องราวของสุขภาพ แล้วก็โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นะคะ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดโรค หรือปัจจัยต่างๆ นะคะ รวมถึงวิธีการรักษา การดูแลตัวเองนะคะ แล้วก็แนวโน้มในเรื่องของการรักษาด้วยนะคะ เพราะว่าเราอยากจะให้คุณผู้ชมทุกท่านเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นคนที่เจ็บป่วยอยู่ หรือว่าจะเป็นคนในครอบครัวเนี่ย จะได้มีความรู้ นะคะ จะได้ดูแลตัวเองควบคู่ไปกับการรักษาของคุณหมอนะคะ จะได้หายป่วยเร็วขึ้นนะคะ จะได้รู้ว่าแนวทางการรักษานั้นเป็นอย่างไรนั่นเองค่ะ
รวมถึงปัจจุบันนะคะ มีเทคโนโลยีต่างๆ นวัตกรรมต่างๆ ทางการแพทย์มากมายในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บนะคะ รวมถึงของการรักษาต่างๆ เนี่ย เราก็จะนำมาอัปเดตให้คุณผู้ชมเนี่ย ได้ทราบกันค่ะ เพราะเราอยากจะให้คุณผู้ชมเนี่ยนะคะ ได้รู้เท่าทันในทุกเรื่องราวของสุขภาพ และก็โรคภัยไข้เจ็บนั่นเองนะคะ
แน่นอนนะคะว่า อ่า เราก็จะมีเรื่องราวมาอัปเดตกันเป็นประจำนะคะ กับหมอจุ้มจิ้มค่ะ ทันตแพทย์หญิง กิตติลักษณ์ จุลถียรนะคะ ซึ่งสำหรับรายการคุยกับหมอในวันนี้นะคะ แน่นอนเป็นเรื่องราวของสุขภาพที่เรามาอัปเดตกันนะคะ จะเป็นเรื่องราวอะไรบ้างนั้น ไปติดตามชมพร้อมๆ กันเลยค่ะ
>> สวัสดีครับ หลายคนนะครับ เวลาที่มาถึงวัยกลางคนก็คือประมาณอายุ 4-50 ปีเนี่ยนะฮะ ก็จะเริ่มมีความรู้สึกบางอย่างในแง่ของ เฮ้ยเราอายุมาถึงครึ่งทางแล้วนะ ทำไม ทำไมเรายังไม่ประสบผลสำเร็จอีก ที่ผ่านมาเราทำอะไรอยู่ การตัดสินใจในอดีตของเราเนี่ย มันถูกต้องแล้วหรือนะครับ ภาวะนี้เนี่ยเรียกว่า วิกฤตวัยกลางคน หรือ midlife crisis
วันนี้เนี่ย ผมอยากจะมามองเรื่องปัญหาแบบนี้เนี่ยนะครับ ในมุมมองของผมดูนะครับ ว่าผมจะคิดเห็นกับปัญหาอย่างนี้อย่างไรบ้าง แล้วถ้าเป็นตัวผมเอง ซึ่งปัจจุบันก็อายุ 42 ปีนะครับ มีวิธีในการคิดหรือแก้ปัญหา Midlife Crisis อย่างไรบ้าง ก็ลองฟังดูแล้วกันนะครับ พบกับผมนะครับ นายแพทย์ธนีธนียว เป็นอาจารย์แพทย์อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัดนะครับ
คำว่า midlife crisis หรือวิกฤตวัยกลางคนเนี่ยนะครับ ผมต้องบอกก่อนนะครับว่า ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา แต่ผมจะลองวิเคราะห์ปัญหา นี้ด้วยมุมมองของผมให้ทุกท่านฟัง ถ้าเกิดว่าท่านไหนที่อยากจะเสริม หรือมีความเห็นที่แตกต่างไป ก็สามารถเสริมมาได้เลยนะครับ
สำหรับผมเนี่ย วิกฤตปลายกลางคนเนี่ยครับ มันเกิดจากการที่เราเริ่มรู้สึกถึงอายุที่เพิ่มขึ้นครับ เมื่อเรารู้สึกถึงอายุที่เพิ่มขึ้นเนี่ย [เสียงกระแอม] เราก็รู้สึกถึงวันที่เราจะเสียชีวิต มันก็ใกล้เข้ามาทุกทีทุกทีนะ เราเดินมาถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตละ ก็คือประมาณอายุ 4-50 ปีเนี่ยนะฮะ มันก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่เราเห็นแล้วว่า เฮ้ยอีกไม่นานเนี่ย เราก็จะไม่อยู่บนโลกนี้แล้วนะ แล้วที่ผ่านมาเนี่ย ที่เราตัดสินใจมันทั้งหมดเนี่ย มัน มันถูกแล้วเหรอนะครับ มันตรงกับที่เราเป็นอยู่ตอนนี้หรือเปล่า ไอ้ที่เราเป็นอยู่ตอนนี้เราพอใจหรือยังนะครับ ก็จะเริ่มมีคำถามมากมาย ถ้าเรารู้สึกว่าความพอใจของเราในตอนนี้เนี่ย มันยังไม่มากพอ มันยังไม่ตรงกับมาตรฐานที่เรา [เสียงกระแอม] ตั้งไว้ หรือในอีกหนึ่งก็คือ มันเป็นมาตรฐานที่สังคมตั้งไว้ หรือกรอบที่สังคมตั้งไว้ แล้วคุณดันเอากรอบเหล่านั้นน่ะ มาเป็นตัวตัดสินตัวเอง แล้วบังเอิญตัวคุณมันไม่เข้าไปในกรอบนั้น
ทีนี้เมื่อมันไม่เข้าไปในกรอบนั้น เราก็จะเริ่มมาสงสัยตัวเองแล้วว่า เอ๊ะ ที่ผ่านมาเนี่ย ที่ฉันเลือกเรียนทางนี้เนี่ย มันถูกไหม เลือกมาตัดสินใจมาทำงานนี้ถูกไหม [เสียงกระแอม] ถ้าตอนนั้นเลือกงานอีกอันนึงเนี่ย จะเป็นยังไง ถ้าตอนนั้นเลือกแต่งงานกับแฟนอีกคนนึงจะเป็นยังไง ถ้าตอนนั้นเลือกที่จะไม่มีลูกจะเป็นยังไง ก็จะเริ่มมีปัญหานี้ถาโถมเข้ามา
แล้วไม่เพียงแค่นี้ครับ ในช่วงวัยกลางคนเนี่ย หลายๆครั้งนะครับ จะมีคนเริ่มมีปัญหาอย่างอื่น เช่น บางคนมีลูกนะครับ ลูกอาจจะกำลังโตอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กำลังมีปัญหาต่างๆ มันก็ยิ่งทำให้เรานับมือยากเข้าไปใหญ่ บางคนเนี่ยเริ่มมีเพื่อนที่จากเราไป จากเป็น หรือจากตาย ก็ทำให้เรามีผลต่อจิตใจเช่นกัน ญาติผู้ใหญ่ของเรา ครอบครัวของเรา ก็อาจจะมีคนที่เสียชีวิตไปในวัยนี้เนี่ยแหละนะครับ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเราเนี่ย มันกำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะฮะ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พอเราเห็นถึงวังวนแบบนี้แล้วว่า แต่ก่อนเราไม่แน่ใจว่าเราตัดสินใจถูกไหม ที่เราทำอยู่เนี่ย เมื่อเทียบกับกรอบของสังคม เราไม่รู้สึกว่าเราประสบผลสำเร็จ เราไม่รู้สึกว่าเรามีความสุข สิ่งที่เราหามาได้มันยังไม่เพียงพอ มันก็ทำให้เราเริ่มคิดลบไปในแง่อะไรต่างๆนะครับ ทำให้เกิดความซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิคต่างๆตามมามากมายนะฮะ แล้วก็จะไปกระทบผลในด้านต่างๆของชีวิตเรา เช่น ชีวิตสมรส หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน แล้วก็เรานะฮะ รวมถึงบางทีอาจจะเป็นเรื่องของสุขภาพกายด้วยซ้ำไปนะครับ ใช่มั้ย เพราะว่าวัยกลางคนมีอะไรคนเราก็เริ่มป่วยแล้วครับ โรคเบาหวาน ความดันไขมัน โรคความอ้วนเริ่มถามหาแล้ว ถูกมั้ยฮะ บางคนเนี่ยมีความดันที่มันสูงมากจนกระทั่งมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองตามมาในช่วงวัยกลางคนพอดีเลย
ดังนั้นเนี่ย คุณจะเห็นว่าในช่วงวัยกลางคนเนี่ย ปัญหาทุกอย่างนะ มันจะมาเต็มไปหมดเลย มันทำให้เราเนี่ยรับมือได้ยากนะ ครับ สำหรับผมเองเนี่ย ปัญหานี้ไม่ใช่ว่าผมไม่เจอ นะครับ ผมก็เจอ และสำหรับปัญหาวิกฤตวัยกลางคนเนี่ย ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้เจอกันทุกคน แล้วแต่ละคนถ้าเจอมันก็เจอไม่เท่ากันด้วย บางคนเจอมาก บางคนเจอน้อย มันไม่เกี่ยวอะไรกับอายุที่เพิ่มขึ้นครับ แต่มันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆที่มันดันมาประจวบเหมาะกันในช่วงนี้พอดีไงครับ
แล้วต้องบอกจนตรงนะครับว่า ปัญหาเนี่ย มันเกิดขึ้นได้ทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กทารกยันกระทั่งเสียชีวิตเลยนะครับ ปัญหาในแต่ละวัยนั้นก็มีความจำเพาะที่ไม่เหมือนกันนะ ครับ ทีนี้สำหรับผมเนี่ย วิธีในการรับมือ Midlife Crisis หรือวิกฤตวัยกลางคนนะ ครับ จะเหมือนกับวิธีในการรับมือกับปัญหาทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าคุณจะอยู่ในช่วงชีวิตไหนก็ตาม
ผมทำยังไงบ้าง สิ่งที่ผมคิดนะครับ ประการแรก คุณต้องยอมรับในความปกติของอายุที่เพิ่มขึ้นก่อน บางคนจะบอกว่า เฮ้ย ฉันแก่แล้วนะครับ ฉันทำนั่นไม่ได้ ฉันทำนี่ไม่ได้ ไม่จริงครับ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่คุณรู้สึกว่าตัวเองแก่แล้ว คุณทำโน่นทำนี่ไม่ได้เนี่ย คุณจะหมดความหมายของการมีชีวิตอยู่ไปทันที แล้วเมื่อไหร่คุณหมดความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้วล่ะก็ ทุกๆอย่างมันจะแย่ลงทันทีนะครับ ดังนั้นคุณต้องสร้างจุดมุ่งหมายในชีวิตออกมาให้ได้ซะก่อนนะครับ
อย่างเช่น แต่ก่อนเราอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก แต่ตอนนี้เราเรียนมาทางสายบัญชีอ่ะ มันไม่เห็นจะวิทยาศาสตร์ยังไงเลยนะครับ มันเป็นไปทางธุรกิจซะมากกว่า เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ เราเลือกทางเดินมันไม่ถูกหรือเปล่า แต่คุณรู้อะไรมั้ยว่าคุณสามารถที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้ เช่น ควรจะเรียนรู้เรื่อง AI เรียนรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม เรียนรู้เรื่องคณิตศาสตร์บางอย่าง เพื่อเป็นงานอดิเรกให้คุณสามารถที่จะเติมเต็มจุดประสงค์ของการมีชีวิตอยู่ของคุณก็ได้ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่อาชีพหลักของคุณก็ตามครับ
เราต้องมองให้เห็นภาพใหญ่ว่าตอนนี้เราต้องการอะไรนะ แล้วพอมองเห็นภาพใหญ่ ลองแบ่งย่อยเป็นเป้าหมายย่อยๆเล็กๆที่มันสามารถทำได้สำเร็จนะครับ นี่เป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ คุณก็ควรจะทำแบบนี้ มองเห็นเป้าหมายแล้วซอยเป็นเป้าหมายย่อยๆ แล้วดูซิว่าทางที่จะไปถึงเป้าหมายเนี่ย มันเป็นยังไง โอเค คุณอาจจะเดินมาผิดทาง แต่ว่าเป้าหมายของคุณถ้ามันอยู่ใกล้ๆเนี่ย คุณสามารถเบนเข็มไปอีกทางนึง เพื่อที่จะไปสู่เป้าหมายนั้นได้นะครับ แล้วระหว่างทางคุณก็สามารถที่จะฝึกความสามารถใหม่ๆ เพื่อที่จะเติมเต็มความหวังในการมีชีวิตของคุณได้นะฮะ อันนี้คือเป็นสิ่งที่ผมมอง
อีกอย่างนึง คุณต้องรักตัวเอง คุณต้องชื่นชมในความสำเร็จที่ตัวเองเคยทำได้ ไม่ใช่ไปมองว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้บ้างนะครับ อย่างเช่น บางคนเนี่ย ที่มาจนถึงทุกวันนี้เนี่ย คุณต้องขอบคุณร่างกายตัวคุณเองมากๆเลยนะครับ ที่ขา มันทำให้คุณเดินมาถึงตรงนี้ สมองมันทำให้คุณมีทุกวันนี้ ปากมันทำให้คุณทานอาหารเข้าไปได้นะ ครับ ร่างกายของคุณ ปอดของคุณ หัวใจของคุณ ทำให้คุณมีชีวิตอยู่ คุณจะหลงลืมพวกเขาเหรอ คุณควรจะขอบคุณร่างกายตัวเองซะด้วยซ้ำไป ที่ทำให้คุณมีทุกวันนี้ คุณต้องหันมาบำรุงร่างกายบ้าง ออกกำลังกาย พักผ่อน ลดความเครียดนะครับ นี่เป็นสิ่งที่คุณต้องทำอยู่แล้ว
แล้วก็ลองย้อนไปดูสิครับว่า สิ่งที่คุณทำสำเร็จมาในชีวิตเนี่ยคืออะไร ลองคิดถึงก้าวแรกที่คุณเข้ามหาวิทยาลัยได้สิครับ คุณรู้สึกดีใจขนาดไหนที่คุณเข้าไปได้ ถูกมั้ย คุณจบออกมาตอนแรกยังไม่รู้เลยว่าจะไปทำอะไร งานแรกที่คุณได้ทำ คุณรู้สึกยังไง ความสำเร็จชิ้นแรกในการทำงานของคุณ คุณรู้สึกแบบไหน เงินเดือนก้อนแรกที่คุณได้มา คุณรู้สึกอย่างไร เหล่านั้นเนี่ย มันเป็นความสำเร็จที่คุณน่ะ บางทีลืมไปแล้วด้วยซ้ำไปครับ
บางคนขอแฟนแต่งงาน คุณจำความรู้สึกนั้นได้หรือเปล่า ตอนนี้มีแต่เรื่องทะเลาะกัน มีลูกขึ้นมาแล้วก็ทะเลาะกัน บอกว่าถ้าใครจะดูแลลูก ทำไมเธอไม่ไปส่ง ทำไมฉันต้องทำความสะอาดบ้าน ทำไมเงินมันไม่แบ่งแต่งกัน ทำไมเป็นอย่างงั้น ตอนแรกมันไม่เป็นอย่างงั้น คุณลองย้อนไปถึงวันแรกที่คุณรู้จักกัน ครับ ความรู้สึกนั้นคือเป็นยังไง ความสำเร็จแรกในชีวิตของคุณมันเป็นแบบนั้น คุณต้องดึงเอาความรู้สึกแบบนั้นน่ะให้ออกมาแจ่มชัดมากที่สุด แล้วก็เชื่อว่ามันคือสิ่งที่สำเร็จ
บางคนอาจจะมีบาดแผลในชีวิต เช่น แต่งงานมีลูกแล้วหย่า กลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว แล้วก็ไปจมปลักอยู่ตรงนั้นว่า เฮ้ย ชีวิตฉันมันเหลวแหลกว่ะ ทำไมเพื่อนเค้ามีครอบครัวที่ดูมีความสุขจัง แต่ทำไมของฉันมันต้องเป็นแบบนี้นะครับ หรือบางคนกำลังอยู่ในสภาวะซึ่งกำลังจะเลิกแล้วในตอนเนี้ยนะครับ คุณก็ต้องย้อนคิดไปว่าตอนนั้นน่ะ ที่ฉันตัดสินใจเลิกนะครับ หรือว่าเหตุการณ์มันพาให้เลิกจริงๆเนี่ย มันอาจจะเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งก็ได้นะครับ ลูกกุญแจกับแม่กุญแจที่มันไปกันไม่ได้เนี่ยนะครับ ไขไปยังไงมันก็สักวันนึงมันก็ต้องหัก ไม่งั้นมันก็ต้องบิ่นงอหรืออะไรไป คุณออกมาได้เนี่ยเนี่ย อย่างน้อยกุญแจของคุณมันยังไม่ได้บิดมาก มันยังใช้ได้อยู่ ก็จะมีโอกาสไปไขแม่กุญแจที่มันตรงกับคุณได้ในอนาคต คุณก็คิดซะว่านั่นเป็นบทเรียนที่คุณเรียนรู้ ทำให้คุณรู้จักรับผิดชอบตัวเอง รู้จักความรักในตัวลูกที่คุณแบกรับภาระมาด้วยนะครับ ไม่ใช่เป็นความล้มเหลวอย่างที่คุณคิด
พยายามจดข้อดีและข้อสำเร็จของคุณ ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหนในชีวิตออกมาให้เยอะที่สุดครับ เพื่อให้คุณเห็นคุณค่าว่าตัวคุณเองเนี่ย มันไม่ได้แย่เลยนะ มันเกิดมาบนโลกนี้มันก็ลำบากมากแล้วนะครับ คุณต้องต่อสู้กับอสุจิอีกกี่ตัวเพื่อคุณจะได้เกิดมา ถูกมั้ย คุณเกิดมาแล้วกว่าคุณจะโตมาถึงวันนี้เนี่ย คุณผ่านอะไรมาบ้าง คุณกินอาหารเข้าไปเท่าไหร่ดีกว่านะ อาหารที่เลี้ยงคุณมาจนโตจนปัจจุบันนี้ คุณกินอะไรเข้าไปบ้าง มันมหาศาลขนาดนั้น คุณต้องรู้สึกขอบคุณในสิ่งเหล่านั้นที่ทำให้คุณเป็นคุณในวันนี้ นะครับ ทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาถือเป็นความสำเร็จทุกประการ คุณแค่มองให้มันเห็นไปในแง่บวกเท่านั้นเองนะครับ
ทีนี้เมื่อมี 2 อย่างนี้แล้วเนี่ย คุณรู้แล้วว่าเป้าหมายคุณคืออะไรในการมีชีวิตอยู่ คุณรู้ว่าคุณจะเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเองให้ได้ คุณรู้แล้วว่าตัวคุณเนี่ยมันมีดี ยังไง สิ่งถัดไปที่ผมอยากจะให้คุณทำก็คือ ระวังเรื่องของการเปรียบเทียบครับ อย่างที่ผมบอกตอนแรก Midlife Crisis เนี่ย ส่วนหนึ่งมันมาจากการเปรียบเทียบกับกฎเกณฑ์ของสังคม หรือกรอบของสังคม คุณจะเอา กรอบของสังคมมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคุณไม่ได้นะครับ
เช่น สมมุติคุณเล่นโซเชียลมีเดีย คุณไปเจอดาราดังเป็นไง แต่งตัวสวยงาม หน้าตาหล่อเหลา นะครับ อ่า มีสินค้าแบรนด์เนมมากมาย ประโคมข่าวเยอะแยะไปหมด แล้วก็ออกมาตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้คุณรู้สึกอิจฉา คุณไปเห็นเพื่อนคุณที่มีครอบครัวอบอุ่น ไปเที่ยวต่างประเทศได้ทุกๆปีนะครับ คุณเห็น อ่า ลูกของเพื่อนเนี่ย ไปเรียนโรงเรียนดังนะครับ ส่วนตัวคุณไม่ได้นะฮะ คุณเห็นลูกเพื่อนประสบผลสำเร็จ โอเป็นนักดนตรี โอเล่นดนตรีเก่งตั้งแต่เด็กเลย ส่วนตัวคุณลูกคุณยังทำอะไรไม่ค่อยได้เลย คุณเกิดการเปรียบเทียบแบบนี้ บางคนอยู่ในตำแหน่งวิชาการ อุ๊ย ทำไมเพื่อนเราได้เป็นศาสตราจารย์แล้ว แต่เรายังไม่ไปไหนเลย เราไม่ได้เป็นอะไรเลยนะครับ หรือบางคนอยู่ในมหาวิทยาลัยดัง แต่ตัวเราเองเนี่ย ยังเป็นต๊อกต๋อยอยู่เลยนะฮะ ยังไม่สามารถสู้เพื่อนของเราได้ ซึ่งเขาก้าวหน้าเกินเราไปแล้ว บางคนรุ่นน้องเกินเราไปเรียบร้อยแล้วด้วยนะฮะ
การที่คุณเอากรอบของสังคมว่าความสำเร็จที่สังคมกำหนดไว้ว่าจะต้องรวย ต้องหน้าตาดี ต้องมีครอบครัวดี ต้องมีหน้าที่การงานที่โด่งดัง มีเงินเยอะ มาเป็นตัวตัดสินคุณเนี่ย มันเป็นตัวที่แย่ที่สุดเลยครับ ชีวิตของมนุษย์เราเนี่ย มันสั้นมากนะฮะ แล้วมนุษย์เราเนี่ย เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กจิ๋วมากเมื่อเทียบกับจักรวาล คุณลอง คุณลองตอนกลางคืนเนี่ย คุณมองแล้วเงยหน้าขึ้นไปบนท้องฟ้า คุณมองเห็นดาวเนี่ย หลายล้านล้านดวง คุณรู้มั้ยว่าหลายล้านล้านดวงเนี่ย มีสิ่งมีชีวิตสักกี่ดวงกัน ปัจจุบันเรายังไม่เจอเลยนะครับ เรายังไม่เจอเลยนะ ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น ที่เดินทางให้ตายยังไงก็ไม่มีทางจะไปถึงขอบจักรวาลได้ แล้วมันไม่เจอสิ่งมีชีวิตสักตัวเดียว แล้วคุณเกิดมาได้เนี่ย นะ มันเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่งยวดที่ คุณเกิดมาได้ แต่ความมหัศจรรย์นั้นเมื่อเทียบกับจักรวาลอันยิ่งใหญ่แล้ว มันเหมือนเป็นแค่เศษฝุ่นผงธุลีอย่างเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ถ้าคุณคิดได้แบบเนี้ย ความเครียดของคุณที่มันเกิดขึ้นน่ะ มันเทียบกับจักรวาลเราเล็กน้อยซะจนคุณไม่จำเป็นจะต้องเครียดอีกเลย คุณลองคิดดูแบบนี้นะฮะ
นี่คือวิธีในการมองโลกที่สำหรับผมมันมีประโยชน์มากที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องเอากรอบของใครที่มนุษย์มันสร้างขึ้นมาเองมาตีคุณนะครับ กรอบกรอบฐานะทางสังคมทุกๆอย่าง ใครคิดไม่ใช่คุณคิดครับ สังคมคิดขึ้นมา สังคมเนี่ยมันมาจากไหน มันก็มาจากมนุษย์ถูกมั้ย มนุษย์เนี่ยคือกรอบ พวกนั้นมันไม่ได้มีอยู่แต่ดั้งเดิมอยู่แล้วนะ คุณน่ะสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้นเลย ดังนั้นถ้าคุณทิ้งกรอบตรงนี้ คุณก็จะมี ความสุขขึ้นอีกเยอะ
การหาความสุขก็เหมือนกันครับ คุณไม่จำเป็นจะต้องหาจากสิ่งใหญ่ๆ เช่น โอ้ ฉันจะต้องแข่งแล้วชนะได้เหรียญทอง ฉันจะต้องทำงานแล้วต้องได้ขึ้นเป็นหัวหน้าคน ฉันจะต้องไปลงทุนหุ้นแล้วฉันต้องได้คะแนนเยอะๆ ได้เงินเยอะๆ ไม่ใช่ครับ ไม่จำเป็น ความสุขเนี่ยหาได้ทุกที่นะครับ ทุกที่ทุกการกระทำ อย่างเช่นของผมเนี่ย การที่ผมมีอพาร์ทเมนต์ที่พักอยู่ในขณะนี้ มันดีถมไปแล้วนะครับ มีที่ซุกหัวนอน ห้องก็อุ่น ผมก็ไม่ต้องไปอยู่ข้างทางข้างถนนที่ต้องลำบากยากเย็น ไม่เหมือนอีกหลายคนซึ่งชีวิตนี้เนี่ย เขาจะมีที่อยู่หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ปัจจุบันเนี่ยเนี่ย ค้างค่าเช่าเค้าไว้ เค้าจะมาไล่ออกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่ซุกหัวนอนก็ไม่ปลอดภัย อาจจะมีสัตว์ร้ายเข้ามาทำร้าย หรือบางคนมีโจรผู้ร้ายตามมา มีคนมาทวงหนี้ ผมไม่มีนะครับ รู้สึกดีแค่ไหนที่เราได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยขนาดนี้ ถูกมั้ย กินข้าว โอเค ข้าวบางมื้อไม่อร่อย แต่คุณรู้มั้ยว่าคนที่เค้าไม่มีข้าวจะกิน เค้าจะรู้สึกยังไง วันๆเนี่ย จะทำยังไงให้ฉันได้ข้าวมากิน จะทำยังไงให้ลูกฉันมีข้าวกินนะครับ แต่ผมเนี่ยเนี่ย มีข้าวกินตลอดเวลา มีอาหารตลอดเวลามันแค่ไม่อร่อยก็เท่านั้นเอง แต่มันสามารถทำให้ชีวิตของเราเนี่ยยาวต่อไปได้
คุณลองคิดว่าถ้าสมมุติว่าคุณเป็นคนที่ไม่ มีข้าวกินเลยทั้งวัน คุณอยู่ในสภาพที่แบบ อยู่บนเพลิงหมาแหงนอย่างเงี้ยนะครับ นอนตรงนั้นแล้วหาเช้ากินข้าวมันไม่มีอาหาร มันจะกิน แล้ววันนึงเนี่ย มันมีกับข้าวที่คุณบอกว่าไม่อร่อยนี่แหละมาวางตรงหน้าคุณเนี่ย คุณกินเข้าไป คุณจะรู้สึกขอบคุณชีวิตเลยแหละว่า แบบ สุดยอดขนาดที่คุณกินเข้าไปแล้วรู้สึกดีนะครับ สำหรับผมเนี่ย ผมจะมองความยากลำบากนะครับ เป็นหลักเลยเวลาที่เรา รู้สึกท้อถอย เวลาที่เรารู้สึกว่าตัวเองเรากำลังมีปัญหาเนี่ย ให้เรามองลงไปที่คน ที่เค้าต่ำกว่าเรานะครับ เราจะรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาหน่อยนึงะ แน่นอนว่าเราไม่ได้ไปกดไม่ได้ไปเหยียดเค้า แต่เราเอาเค้ามาเปรียบเทียบกับเราเพื่อให้เรารู้สึกโชคดีขึ้นนะครับ แต่ถ้าเราอยากก้าวหน้า คุณต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่สูงขึ้น คุณอย่าไปทำสลับกันเด็ดขาด ถ้าเมื่อไหร่คุณอยากจะดีขึ้น อยากจะเก่งขึ้น แล้วคุณไปเปรียบเทียบคนที่ต่ำกว่า โอ๊ย มันมีคนที่ต่ำกว่าเราเยอะแยะ เรามาถึงจุดนี้ได้เนี่ย เราเก่งสุดยอดแล้วนะ อ่า อย่างงี้คุณก็ไม่พัฒนา ถูกมั้ย หรือถ้าเกิดคุณกลับกันนะครับ คือคุณเนี่ยกำลังท้อถอยอยู่นะครับ แล้วคุณไปเปรียบเทียบกับคนที่เขาเก่งกว่า สูงกว่า ดีกว่าของคุณเนี่ย คุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่าไปทันที ดังนั้นเวลาที่เราจะเลือกเปรียบเทียบอะไร เปรียบให้มันถูกเวลาด้วยนะครับ
เรื่องนี้ผมคิดว่าหลายคนเนี่ย อาจจะรู้แล้ว บางคนก็อาจจะไม่รู้ แต่นี่คือวิธีคิดของผมเองนะครับ คนอื่นเขาอาจจะคิดแตกต่างไปจากผมก็ได้นะครับ เพราะว่าเรื่องประเด็นนี้ เรื่องการเปรียบเทียบ ผมรู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ บางคนบอกว่า เอ๊ะ ผมเปรียบเทียบกับคนต่ำกว่าที่ไปบูลลี่เขาหรือเปล่า อะไรอย่างงี้ ไม่ใช่ฮะ เราต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคือทำอะไรนะครับ ความสุขของเรามาเป็นที่ 1 เสมอเลยผมบอกอย่างงี้ก่อนนะครับ เพราะว่าถ้าคุณไม่มีความสุข คนรอบข้างคุณจะมีความสุขไม่ได้ ถ้าคุณเป็นก้อนความสุข คนที่อยู่รอบๆข้างคุณก็จะกลายเป็นก้อนความสุขไปด้วย ความสุขอยู่กับความสุขมันส่งต่อกันไปมา สุดท้ายคุณก็จะเกิดสังคมที่มีความสุขเพิ่มมากขึ้นนะครับ ถ้าตัวคุณเองมีความทุกข์ตลอดเวลา ยังไงคุณก็ไม่มีทางที่จะทำให้คนอื่นรอบข้างเขามีความสุขอยู่กับคุณได้ แล้วถ้าเกิดว่าความทุกข์ของคุณมันส่งให้คนข้างๆ มันก็ส่งกันไปส่งกันมา สรุปแล้วไอ้สังคมที่คุณอยู่เนี่ย มันก็จะกลายเป็นสังคมแห่งความทุกข์ เกิด super midlife crisis ขึ้นมา คราวนี้ก็วิกฤตกันทุกคนเลยนะครับ ถูกมั้ยนะ
นี่แหละ ดังนั้นสำหรับผมเนี่ย คุณต้องดูให้ชัดเจนว่าตัวเองเนี่ย สำเร็จอะไรมาบ้าง เป้าหมายในชีวิตคืออะไร อย่าเอาใครมาเปรียบเทียบ หาความสุขจากสิ่งเล็กๆน้อยๆ ให้เจอ ทุก [เสียงกระแอม] อย่างในชีวิตทำให้คุณมีความสุขได้ครับ
และอยากจะให้คุณหันมาดูแลร่างกายส่วนต่างๆของร่างกาย อย่างที่เมื่อกี้ผมบอกไว้ว่า ส่วนต่างๆของร่างกายของคุณเนี่ย คุณต้องขอบคุณเค้ามากๆเลยนะ เค้าทำให้คุณเนี่ยมีวันนี้ได้ ถ้าคุณไม่มีปอด คุณหายใจไม่ได้ หัวใจคุณทำงานไม่ได้ คุณเหนื่อยจะตาย ทำอะไรไม่ได้เลยถูกมั้ย อาหารเรามีกินแล้วก็อย่ากินมันเยอะเกินไป ไม่งั้นเราก็จะอ้วนเป็นโรคต่างๆตามมา ดังนั้นถ้าเกิดว่าคุณดูแลร่างกายของคุณดีเนี่ย ร่างกายแข็งแรง อายุยืน อายุเยอะแต่แข็งแรง โรคภัยไม่เบียดเบียน เท่ากับคุณตัดปัญหาอย่างหนึ่งของ midlife crisis ออกไปได้แล้วนะ ถูกมั้ย ถ้าคุณนอนหลับพักผ่อนเพียงพอ สมองคุณแจ่มใส ถ้าคุณมีการหยุดหายใจในขณะหลับ คุณไปตรวจรักษาดีขึ้น นอนหลับได้ดีขึ้น แล้วมันไม่ดียังไง มันดีครับนะครับ
สุดท้ายเนี่ย มันก็กลับมาที่พื้นฐาน เมื่อกี้เป็นวิธีในการแก้ไขภาวะ midlife crisis แล้วก็ปัญหาทุกๆอย่างในชีวิตของคุณ แก้ได้ด้วยวิธีเดียวกันหมดนั่นแหละนะครับ และสุดท้ายนะครับ เรื่องของพื้นฐานที่ผมก็พูดทุกครั้งเลย อย่างแรกคือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างที่ 2 ทานอาหารให้มันสมดุล อย่าไปทานอะไรแปลกประหลาด ไม่จำเป็นจะต้องไปทานอะไรเสริมเยอะแยะนะครับ มันสิ้นเปลือง เราต้องทำพื้นฐานให้แน่น แล้วเราถึงจะมีของไปเสริม ไม่ใช่ว่าเราหาของไปเสริมก่อนที่เราจะทำพื้นฐาน มันไม่ใช่ถูกต้องนะครับ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไปอยู่กับธรรมชาติบ้าง ตัดโซเชียลมีเดียออกไปจากร่างกายจากหัวเราซะบ้าง เราจะได้ไม่มีความกังวล ไม่มี การเปรียบเทียบโดยที่เราไม่รู้ตัวนะครับ สารเสพติดก็อย่าไปใช้มันนะครับ การใช้สารเสพติดมันไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้นมาได้หรอกครับ แล้วบางทีมันจะทำให้การตัดสินใจของเราเนี่ย แย่ลงด้วยซ้ำไป
การตัดสินใจใน midlife crisis เนี่ย สำคัญมากนะครับ เพราะว่าบางคนเนี่ย ผมรู้คุณอารมณ์กำลังขึ้น ตัดสินใจตามอารมณ์นะครับ เพราะว่ามันแก้ปัญหาได้เดี๋ยวนี้ แต่เวลาคุณจะตัดสินใจอะไรให้มองไกลๆว่า การทำแบบนั้นเนี่ย มันทำให้คุณแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราวนี้ หรือมันแก้ปัญหาระยะยาวกันแน่ และถ้าเกิดคุณตัดสินใจไปแล้วเนี่ย มันหันหลังกลับมามันยากกว่าเดิมนะครับ ดังนั้นก่อนคุณจะตัดสินใจอะไรเนี่ย ผมว่าคิดทบทวนสักประมาณ 2-3 รอบ คุณเขียนออกมาเลย ข้อดี ข้อเสียของการตัดสินใจแบบนี้ แล้วคุณก็ทิ้งไว้อย่างงั้นนั่นแหละ แล้วรอเวลาผ่านไปสัก 2-3 อาทิตย์ก่อน หรืออาทิตย์นึงก็ได้ ให้คุณรู้สึกอารมณ์มันสงบแล้วกลับมาดูอีกทีนึงว่า มันยังถูกต้องอย่างเดิมอยู่หรือเปล่า ถ้ามันถูกต้องอ่ะ รอไปอีกครั้งที่ 3 ทุกๆครั้งที่คุณเว้นระยะไปนะครับ ไม่ได้คิดเลยทันทีเนี่ย มันจะทำให้คุณมองเห็นภาพที่มันชัดเจนขึ้น เห็นสิ่งที่คุณตอนแรกมองมองไม่เห็น แล้วการตัดสินใจในครั้งที่ 3 สำหรับผมเนี่ย มันมักจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องนะครับ
ถูกต้องแล้ว ถ้าเราตัดสินใจไปแล้ว ไม่ต้องมองย้อนกลับมา ให้มองไปข้างหน้าอย่างเดียว ถือว่าการตัดสินใจตัดสินใจของคุณนั้นถูกต้องเสมอ และทุกๆอย่างที่ผ่านมาในชีวิตนะครับ คุณตัดสินใจถูกต้องเสมอ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าอะไรรู้มั้ย เพราะว่าคุณตัดสินใจด้วยข้อมูลที่คุณมีในขณะนั้น ฟังตรงนี้ดีๆนะครับ คุณตัดสินใจด้วยข้อมูลที่คุณมีในขณะนั้น ดังนั้นจึงเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุด ทุกๆครั้งที่คุณตัดสินใจ แต่ในขณะนี้ที่คุณมีข้อมูลเพิ่มขึ้น ถ้าคุณเอาข้อมูลที่เพิ่มขึ้นไปยักไว้ในอดีต คุณอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของคุณได้ แต่เนื่องในเมื่ออดีตของคุณไม่มีข้อมูลอันใหม่ที่คุณรู้ในตอนนี้ ดังนั้นจึงถือว่าในอดีตคุณตัดสินใจถูกแล้วครับ มันไม่ได้เพราะว่าคุณตัดสินใจผิด เพราะว่าคุณไม่มีความรู้ในข้อมูลอันใหม่ คุณต้องฟังตรงนี้ดีๆนะครับนะ
สุดท้ายพื้นฐานอีกอย่างนึงก็คือ การคบคนที่ควรคบ อยู่กับคนที่ควรอยู่ คนไหนที่คุณอยู่ด้วยแล้วมีปัญหา คุณตัดออกจากชีวิต ช่วงมิดไลฟ์นี้มันก็เครียดพอแล้วนะครับ การที่คุณจะเอาคนที่เขาไม่มีประโยชน์กับชีวิตคุณเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นนะครับ มันให้คุณเครียด บางครั้งคุณทนอยู่กับคนบางคนเนี่ย คุณหวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงใช่มั้ย ไม่มีทางครับ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงได้อ่ะ มีอย่างเดียวตัวคุณนั่นแหละครับ ถ้าคุณยังเปลี่ยนแปลงตัวคุณไม่ได้ คุณจะหวังเลยครับว่าจะเปลี่ยนแปลงคนรอบข้างได้ถูกมั้ย
บางคนเนี่ย ยังบอกว่า ฉันเปลี่ยนไม่ได้ ฉันทำไม่ได้ เมื่อมีคำว่าทำไม่ได้ขึ้นมาในหัว ปุ๊บ มันก็จะทำไม่ได้ขึ้นมาอัตโนมัติเลยนะ ครับ มันบอกจิตใต้สำนึกเลยว่าเราทำไม่ได้นะ ครับ อุ๊ย อายุเยอะแล้ว จะไปหัดเล่นดนตรีได้ยังไง จะไปเป่าแซกโซโฟนได้ยังไง มันมีแต่แบบนี่ เด็กเค้าเรียนกัน วัยรุ่นเค้าเรียนกัน นี่ฉันต้องอายุ 50 แล้วเพิ่งมาเริ่มเรียน ฉันทำไม่ได้หรอก เมื่อทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ครับ แต่ถ้าเกิดคุณบอกว่าคุณทำได้ มันก็จะทำได้นะฮะ
พยายามเรียนรู้เรื่องสิ่งใหม่ๆเสมอนะครับ ทำตัวให้เด็ก กระหายความรู้ กระหายในวิชานะครับ มันจะทำให้เรารู้สึกมีเป้าหมายของชีวิตอยู่ตลอดเวลา และเมื่อคุณมีเป้าหมายชีวิตตลอดเวลา คุณจะพัฒนาตลอดเวลา เมื่อคุณพัฒนาตลอดเวลาเนี่ย คุณจะไม่รู้สึกถึงมิตรร้ายใครสิทธิ์อีกต่อไปแล้ว
ที่สำคัญคือสิ่งที่คุณทำมาทั้งหมดเนี่ย คุณต้องมอบให้สังคมคืนด้วย คนเราไม่ได้อยู่บนโลกคนเดียวครับ เราอยู่ในสังคมของโลก เราต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ถ้าเกิดว่าคุณทำอะไรได้ดี คุณยิ่งแบ่งปันคนอื่นเนี่ย มันก็จะทำให้สังคมที่อยู่รอบๆตัวคุณเนี่ย เป็นสังคมพลังงานบวก และอย่างที่ผมบอกครับ พลังงานบวกจะส่งต่อกันไปกันมา ทำให้กลายเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็งมาก มีพลังงานบวกส่งต่อกันถึงกันและกัน คนเราสุดท้ายก็ต้องอยู่กับสังคม คนเราจะอยู่คนเดียวตลอดชีวิตไม่ได้ ถ้ามีสังคมที่ดี ตัวคุณก็จะดีไปด้วยครับ
คุณอยากจะเอาตัวคุณไปทิ้งในคลองเน่า หรือคุณอยากจะเอาตัวคุณไปอยู่ในท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่มันสวยงามล่ะครับ คุณก็ต้องเลือกเอาว่าคุณจะเป็นแบบไหน ถ้าเกิดว่าวันนี้คุณไม่ปลูกต้นไม้รอบตัวคุณ คุณก็จะได้อยู่ในที่เน่านะครับ แต่ถ้าเกิดวันนี้คุณพยายามปลูกต้นไม้รอบตัวคุณ ถึงแม้ว่าพื้นที่ตอนแรกมันจะแห้งแล้ง แต่ถ้าเกิดว่ามันโตขึ้นมา มันก็จะ เป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้คุณมีชีวิตอยู่อย่างมีสงบ มีความสงบสุข และมีความสุขเพิ่มมากขึ้นทุกวัน คุณเลือกเองได้นะ ครับ
อ่ะ วันนี้ผมก็เล่ามาประมาณเท่านี้แล้วกัน นี่คือวิธีในการเอ่อ แก้ปัญหาเรื่อง Midlife Crisis ของผมแล้วเป็นมุมมองส่วนตัวของผมด้วยนะครับ สำหรับคนอื่นเนี่ย อาจจะมีมุมมองในแง่อื่นที่จะแบ่งปันนะครับ แล้วก็วันนี้ผมก็เข้าใจว่าผมอาจจะไม่ได้พูดครบทุกแง่มุม แต่ผมคิดว่าแง่มุมที่ผมพูดในวันเนี้ย มันเป็นสิ่งสำคัญพอสมควรนะครับ
และสุดท้ายจริงๆ ถ้าเกิดว่าคุณมีปัญหาแล้วแก้ไม่ตกจริงๆนะครับ ผมแนะนำว่าเดี๋ยวเนี้ย ปรึกษาจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องน่าอายต่อไปแล้วนะครับ เขา สามารถช่วยเราได้แล้วไม่ได้แปลว่าไปเจอจิตแพทย์ แปลว่าเราบ้า เราเพี้ยน เราเวียนโรคจิต หรือเราจำเป็น [เสียงกระแอม] จะต้องกินยาเสมอไป หลายครั้งไม่จำเป็นต้องกินยาก็ได้ หรือถ้าเรากังวล เราสามารถคุยกับจิตแพทย์ได้เลย เหมือนเราคุยกับเพื่อนคนหนึ่งนะครับ โอเค วันนี้ก็ฝากไว้เพียงเท่านี้แล้วกันนะครับ ใครมีอะไรก็คอมเมนต์มาแล้วกันนะครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ [เพลง]