Transcription
สวัสดีค่ะ เรายังอยู่กันที่ Investment Series นะคะ ชื่อว่า Money Warroom ค่ะ เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามของการทำกำไร ตอนนี้เราจะบอกว่าเป็นสนามรบตะวันออกกลางนะคะ สงครามที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่อย่างเดียวเท่านั้น ตอนนี้เนี่ยถ้ามันเป็นสนามรบเนี่ยในแง่ของเงินทุนน่ะ โอ้โหต้องบอกว่าหุ้น AI สิ่งที่เป็นคำถามมากที่สุดนะคะก็คือตอนนี้มันเสี่ยงแล้วหรือยัง วันนี้ค่ะเราอยู่ที่ EP นะคะ ชื่อว่า Smart List นะคะ ก็คือเรื่องของความเสี่ยงเนี่ยเราจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไรนะคะ เพราะว่าผลตอบแทนที่เราสร้างถ้าเราบริหารความเสี่ยงไม่เป็นอาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ หรือมันอาจจะเข้าเนื้อก็ได้นะคะ
วันนี้ค่ะเราเรียนเชิญ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหารของเอเชีย กรุ๊ป โฮลดิ้ง โอ้โหแบบโฮลดิ้งนะคะ ซึ่งนัดอาจารย์ยากนะคะ เนื่องจากว่า ดร.เกียรติก็ทราบกันดีนะ ท่านไม่ค่อยอยู่ประเทศไทย เดินทางต่างประเทศตลอด แล้วก็เป็นเรื่องของการเนี่ยไปหาเกี่ยวกับเรื่องของสตาร์ทอัพ ไปหาเรื่องของการลงทุนต่างๆนะคะ เนื่องจากว่าอาจารย์เป็นที่ปรึกษาด้วยนะคะ แล้วก็สิ่งที่สำคัญก็คือทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของโบรกเกอร์ด้วยนะคะ
เดี๋ยวนี้นะคะเราพูดคุยกับอาจารย์กันนะคะ คำถามของเราเลยเนี่ยที่อยากจะให้อาจารย์มองภาพให้เรากว้างๆนิดนึง แล้วก็เจาะลงไปว่าแล้วเราควรจะบริหารจัดการกลยุทธ์การลงทุนเราอย่างไรสำหรับหุ้นต่างประเทศนะคะ ก็คือตอนนี้เอ่อ AI เนี่ยเรากำลังขี่กระทิงอยู่หรือว่ากำลังขี่ฟองสบู่อยู่กันแน่นะคะ ตอนนี้อาจารย์อยู่กับเราแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ
>> สวัสดีครับคุณเนาครับ
>> ค่ะโหอาจารย์ขาอาจารย์มาได้จังหวะพอดีเลยนะคะ เพราะว่าตอนนี้หุ้นทั่วโลกนี่ที่ถ้ามี AI อยู่ All Time High เกือบทุกตลาดค่ะ อาจารย์อเมริกาก็ All Time High แล้วก็ในฝั่งของเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือแม้กระทั่งไต้หวันเนี่ยคะก็มี AI พ่วงไว้ด้วย All Time High หมดเลย คืออยากเรียนถามอาจารย์ว่าตอนนี้อาจารย์คะเรากำลังขี่กระทิงหรือว่ากำลังขี่ฟองสบู่คะอาจารย์ ที่เราแห่เอาเงินเข้าไปลงทุนทั้งหลายเนี่ยคะอาจารย์
>> ผมเรียนว่าเป็นการขี่กระทิงนะฮะ เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงเอ่ออย่างมากมาย เอาอย่างงี้ดีกว่านะครับ
ในเรื่องวิธีการทำงาน ในเรื่องการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆนะครับ ก็คงไม่ต่างกับสมัยก่อนนะฮะ ที่เอ่อเฮนรี่ ฟอร์ด คิดค้นรถยนต์ขึ้นมาถูกมั้ยฮะ ก็เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมรถยนต์ อันนี้เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรม AI จะพูดไปแล้วก็เอ่อถ้าเปรียบเทียบก็เป็นลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นวิธีคิด วิธีการทำงานเนี่ยมันจะต่างกันเยอะนะ ในสมัยก่อนพอคิดค้นรถยนต์ขึ้นมาสมัยฟอร์ดเนี่ย แทนที่จะขี่ม้าหรือนั่งเกวียนเนี่ย หรือเดินเนี่ย กลายเป็นว่ารถยนต์เข้ามามีบทบาททำให้การคมนาคมเนี่ยรวดเร็วขึ้น วันนี้เนี่ยการที่มี AI ขึ้นมาเนี่ยมันเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานนะ ทุกอย่างมันเร็วขึ้นหมด เวลาจะคิดอะไรทำอะไรเนี่ยใช้ AI มาช่วยงานอย่างคุณเนาสมมุติว่าจะจัดทริปไปเที่ยวต่างประเทศนะ เราก็ถาม AI บอก ผมจะไปประเทศนี้ตั้งแต่วันที่เท่านั้นถึงเท่านั้นเนี่ย ช่วยจัดทริปให้หน่อยมันก็จัดให้ได้แทบจะไม่ต้องพึ่ง Travel Agent นะฮะ อย่างมากก็โอเคจ่ายเงินค่าโรงแรมล่วงหน้า ซื้อตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าอะไรอย่างเงี้ย เพราะฉะนั้น AI เข้ามาปฏิวัติเรียก ว่าปฏิวัติเอ่อมนุษยชาติในวิธีการทำงาน วิธีการคิด วิธีการใช้ชีวิตอย่างมากนะ เพราะฉะนั้นวันนี้ AI ถึงรุ่งเรือง ถามว่าโอเคความรุ่งเรืองนี่มันก็ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงของการผลิต สายการผลิตเอ่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหลายแหละที่เกี่ยวข้องเนี่ยมันมาหมดนะ จะพบว่าหุ้นในอเมริกา หุ้นในเกาหลี หุ้นในไต้หวันต่างๆเนี่ยที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตนี่ขึ้นมากเลยนะครับ อย่าง TSMC ในไต้หวันพวกเราก็เห็นนะเป็นหุ้นชั้นนำนะ ซึ่งมูลค่าประมาณ 40% ของตลาดหุ้นไต้หวันตัวเดียวเลยนะฮะ หรือ Samsung SK Hynix นะครับก็ประมาณ 60% ของตลาดหุ้นเกาหลี หุ้น 2 ตัวเท่านั้นเองนะฮะ อย่าง ASML ในเนเธอร์แลนด์ซึ่งผลิตเอ่อเครื่องยิงเลเซอร์ให้ชิปนะ สามารถทำได้หลายๆชั้นซ้อนได้หลายๆชั้นเนี่ยก็เกือบจะผูกขาดทั้งโลก ราคาก็ขึ้นเอาขึ้นเอา นะเพราะว่าเกือบจะผูกขาด มีคู่แข่งก็ตัวเล็กตัวน้อยไม่เยอะ ในอเมริกานี่ก็จะมีนอกจากหุ้นที่ฮิตกันปีที่แล้ว Magnificent 7 อันนั้นก็ไปปฏิวัติเรื่องการโฆษณานะฮะ อย่าง Facebook ก็ไปดึงโฆษณาของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกมาหมดนะครับ การติดต่อสื่อสารของมนุษยชาติทั้งหลายนะครับ
วันนี้มันก็มาถึงห่วงโซ่อุปทานเยอะแยะไปหมดนะฮะ อย่าลืมว่าก่อนจะมาถึง Data Center ซึ่งทุกคนใช้กันพูดกันเยอะมากในตอนนี้ว่ามีการลงทุนเยอะ อย่างในอเมริกา มีการคำนวณว่าอาจจะไปถึง 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าคูณได้ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐเนี่ย ว่าถือว่าเป็นเงินค่อนข้างมากนะฮะ มันก็เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำนะ พลังงานมาจากไหนนะ ก็มีทั้งนิวเคลียร์ มีทั้งพลังลม พลังแสงแดด สารพัดแล้วก็เอ่อพวกปิโตรเลียมนะฮะ มาถึงการผลิตก็มีแผ่นเวเฟอร์นะฮะ ญี่ปุ่นก็ผลิตได้ เอาซิลิคอน เอาทรายเนี่ยนะ มาผลิตเป็นแผ่นเสร็จแล้วก็ส่งต่อไปให้เอ่อบริษัทอื่นๆที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่เนี่ยเอ่อผลิตชิปนะ Shi ก็ใช้เครื่องของ ASML ยิงเป็นวงจรไฟฟ้าเข้าไปถูกมั้ยฮะ แล้วก็ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ส่งต่อไปแล้วชิปมันจะติดต่อได้ยังไงนะ ก็ต้องมี packaging อีก ก็ต้องมีตัวมาห่อหุ้มมันนะ เหมือนกับที่เราเห็นไอ้ตัว IC ในในเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออะไรก็แล้วแต่ใช่มั้ไอ้ที่ห่อหุ้มมันก็ส่วนใหญ่จะเป็นชิปสีดำๆ อาจจะมีสีใสบ้างอะไรก็ว่าไป ก็ต้องมีบริษัทที่ทำ packaging พวกนี้อย่าง Intel เป็นต้นนะฮะ นอกจากนี้ไอ้การติดต่อระหว่างชิปเนี่ยก็จะมีสายท่อเล็กๆติดต่อกัน ในอดีตก็เป็นสายทองแดงบ้าง แต่ว่าประสิทธิภาพอาจจะ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะว่ามีความสูญเสียเรื่องความร้อนด้วย ปัจจัยพวกเนี้ยก็จะนี้ก็ใช้แสงนะ ก็จะมีพวกบริษัทอ่าใหม่ๆเกิดขึ้นมาที่จะทำไอ้ท่อส่งพวกนี้ เพราะฉะนั้นสายส่งเอ่อห่วงโซ่อุปทานจะมีเยอะมากนะ พอผลิตชิปเสร็จก็ไปทำเป็นเครื่อง GPU อยู่ไปใช้งานโน่นนี่อะไรเงี้ยเต็มไปหมดนะ เพราะฉะนั้นจะพบว่าหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวงโซ่อุปทานทั้งหมดเนี่ยขึ้นหมดเลยนะ เพราะพอมีเอ่อความต้องการเยอะ มีสินค้าขาดแคลนเยอะ ผู้ที่กุมตลาดไว้ค่อนข้างเยอะก็จะขึ้นราคาได้สบายๆนะครับ ก็จะเป็นลักษณะ
>> ค่ะอาจารย์หากระแสของการเข้าลงทุนใน AI อาจารย์มองว่าตอนนี้มันอยู่เว็บไหนนะ เพราะอาจารย์ไล่เลี้ยงเราเห็นนะคะว่าในซัพพลายเชนเนี่ยมันจะเริ่มจากจุดไหนแล้วมันก็ค่อยๆต่ายไปจุดไหน คือวันนั้นเห็นมีข่าวโตโต้สุขภัณฑ์นะค่ะอาจารย์ของญี่ปุ่นเนี่ยก็ยังเข้าไปเกี่ยวข้องกับ AI ด้วย เค้าไปผลิตเซรามิกที่มันเป็นพรีเมี่ยมแล้วแบบมีการยึดติดได้ค่อนข้างดีอย่างเงี้ยค่ะ
>> คือตอนนี้มันอยู่เว็บไหนนะอาจารย์ที่เราพอจะแบบลงทุนในหุ้นบางตัวที่เงินอาจจะยังไม่ได้เข้าไปไล่ราคาเยอะอย่างเงี้ยฮะ
>> มันก็จะเป็นหุ้นเล็กๆอ่ะที่อาจจะไม่ไม่มีคนค้นพบเท่าไหร่นะ
>> มันก็ต้องเรียกว่าจริงๆถ้าดูจริงๆต้องไปถึงต้นทางคือสตาร์ทอัพ และส่วนใหญ่พวกนี้มันจะเกิดจากสตาร์ทอัพก่อน อย่างที่ผมไปลงทุนในอิสราเอลเนี่ยในช่วง 8 ปีที่แล้ว เริ่มจาก Cyber Security อันนั้นก็เริ่มจากสตาร์ทอัพจริงๆตอนนี้
>> หุ้นพวก Cyber Security ที่ลิสต์ใน NASDAQ เนี่ย PE 50-60 เท่าเป็นเรื่องปกติอย่างเช่น Palo Alto หรือว่า CrowdStrike CrowdStrike เป็นต้นถูกมั้ยครับ แล้วเราก็ไปลงทุนไอ้พวก Quantum Computer Quantum Machine เมื่อ 3 ปีที่แล้ว แล้วก็เลเซอร์คอมพิวเตอร์ก็เมื่อ 3 ปีที่แล้วเช่นเดียวกันนะฮะ อันนี้ไปมาเออตอนนี้คนก็ฮิตเรื่องควอนตัมนะฮะ ผ่านไปสัก 2-3 ปีใช่ มั้ฮะ เพราะฉะนั้นการที่ไปลงทุนหรือว่าไปศึกษาสตาร์ทอัพในประเทศที่เป็นเอ่อต้นคิด ที่มีสมองดีๆเนี่ยอย่างเช่นอิสราเอลหรือ Silicon Valley หรือในเอ่อบางประเทศเนี่ยผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะฮะ ในการที่จะค้นพบชื่อใหม่ๆแต่นั้นก็แน่นอนเราไม่ได้ไปลงทุนทุกอย่างแต่เราได้เรียนรู้จากเขาเยอะ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะ อันนั้นอันนั้นผมคิดว่าเอ่อจะเป็นประโยชน์ แต่นี้ถ้าบริษัทที่ลิสต์ในตลาดหุ้นนะฮะเราก็ไม่รู้ว่าโอ้โห ชื่อมันเต็มไปหมดนะครับ
>> อ่า
>> ก็ต้องให้นักวิเคราะห์ในอเมริกาเนี่ยจริงๆผมว่าก็อาจจะตามไม่ทันซะด้วยซ้ำนะ เพราะมันจำนวนบริษัทที่ลิสต์ในอเมริกาเนี่ยมันเยอะจริงๆนะ อันนั้นก็เรียกว่าใครตาถึงก็หยิบไปก่อนนะฮะ ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนนึงก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จก็ได้แต่ขอซื้อไว้ก่อน
>> อาจารย์ขาโดยส่วนตัวของอาจารย์เนี่ย อาจารย์แยกแยะยังไงคะระหว่างหุ้นต่างประเทศที่คือแพงแล้วเนี่ยแต่ก็ยังควรจะซื้ออยู่กับที่พอแพงแล้วเนี่ยมันอาจจะเป็นกับดักก็ได้ขึ้นไปปุ๊บติดดอยเลย อาจารย์มีวิธีการแยกแยะยังไง วิธีดูยังไงคะ
>> เอ่อผมผมดูเรื่อง Valuation อันดับ 1 นะฮะ ดูว่าแพงหรือถูกเนี่ยก็ยังหนีไม่พ้นเรื่อง Growth Rate นะฮะ แล้วก็ PE นะ หลายคนเรียก ว่า PEG นะ PE หารด้วย Growth Rate นะครับ อันนี้อันนี้ผมว่าเป็นประโยชน์ ถ้าต่ำกว่า 1 เนี่ย PEG ต่ำกว่า 1 ก็แสดงว่ายังน่าสนใจอยู่แต่ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จเสมอไปนะฮะ แต่นั่นก็เป็น Indicator เป็นดัชนีตัวนึงที่บอกว่าอาจจะพอลงทุนได้แล้ว เสร็จแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปรายละเอียดฮะ คือก่อนที่ผมจะลงทุนเนี่ยผมจะศึกษารายละเอียดค่อนข้างเยอะ ต้องอ่านบทวิจัยนะฮะ ฟังข่าวแล้วก็ดูซิว่าสินค้าตัวนั้นมีคู่แข่งเยอะหรือเปล่านะ คือหลักการผมจริงๆก็ไม่ได้ไม่ได้พิสดารอะไรนะ ปกติผมก็จะถามคู่แข่งคุณเยอะแค่ไหนแล้วคุณเก่งกว่าเขายังไงนะ ผู้บริหารเก่งแค่ไหนเราก็อาจจะต้องสัมภาษณ์ถ้ามีโอกาสถ้าเป็นสตาร์ทอัพผมสัมภาษณ์ทุกคนอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนอเมริกาเราไม่ได้สัมภาษณ์เราก็ต้องดูจากบทวิจัยนะ แล้วบทวิจัยเราก็เปรียบเทียบกับหลายโบรกเกอร์ที่ต่างประเทศแล้วเราก็ศึกษาเองต่ออีกส่วนนึงก็ดูด้วยสายตาด้วยบางทีเรา observe สินค้าตัวนั้นขายดีหรือเปล่านะครับ ดูด้วยสายตาว่าเอ้ยมีคนเข้าคิวแย่งกันซื้อสินค้าหรือเปล่าอะไรเงี้ยนะครับ ที่เหลือผมคิดว่าต้องใช้วิจารณญาณแล้วอันนี้อันนี้เป็นสิ่งที่สอนกันไม่ได้จากประสบการณ์มากกว่า เวลาคุณลงทุนเนี่ยโอกาสพลาดมีโอกาสสำเร็จมีแต่ขอให้สำเร็จมากกว่า 50% ถ้าได้ 60-70% นี่ถือว่ายอดเยี่ยมนะฮะ ก็คงเป็นลักษณะนั้น
>> เพราะฉะนั้นผมก็จะใช้วิธีนี้แล้วผมอาจจะเริ่มลงทุนจากเล็กๆก่อนถ้าเป็นลิสต์หุ้นที่ลิสต์ใน NASDAQ หรืออะไรเงี้ยตอนที่เราไม่เข้าใจเราซื้อนิดนึงก่อนแล้วดูซิว่าอาการเป็นยังไงแล้วผ่านสักพักนึงถ้าดีเราเพิ่มแค่นั้นเอง พอเพิ่มจุดสูงสุดแล้วเราก็ปล่อยปล่อยรันไปเรื่อยๆนะ ถ้ามันขึ้นเราก็ปล่อยรันฮะไม่ไม่ทำอะไรเลยไม่ได้มานั่งซื้อขายกันรายวันไม่มีฮะ ปล่อยรันไปจนถึงจุดนึงที่เราคิดว่าเอากำไรมากพอเราก็ค่อยๆ Trim ออกไปค่อยๆขาย ผมยกตัวอย่างอย่างหุ้นญี่ปุ่นเนี่ยซึ่งผมเคยเล่าให้คุณฟังนะในรายการในอดีตถ้าจำได้ 3 ปีที่แล้วผมก็เริ่มๆสนใจแล้วแล้วก็เข้าไปซื้อ ผมตามมาตั้งแต่ก่อนแครช 1990 ในโตเกียวนะฮะ
>> อืม
>> ตอนนั้น 40,000 เกือบ 40,000 จุดแล้วแครชเหลือ 6-7,000 จุดนะครับ ตอนนี้มัน 60,000 กว่าแล้วแต่ตอนตอนที่มันเริ่มขึ้นเนี่ยมันก็เริ่มจาก 10,000 กว่าๆ 20,000 จุดอะไรเงี้ยนะฮะ
>> เราก็เริ่มเข้าไปซื้อใหม่ แต่ซื้อไม่ได้เยอะนะฮะ ซื้อพวก Trading Company ซึ่ง PE 6 เท่า Dividend Yield ประมาณ 7% ตอนนั้นน่ะนะ พวก Mitsui Mitsubishi Itochu อะไรพวกเนี้ยนะครับ แล้วก็ Mitsubishi UFJ ก็ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเขา
>> อืม
>> นะครึ่งเท่าบุ๊คเราก็ซื้อไปเรื่อยๆแล้วก็ ถึงจุดนึงเราเลิกซื้อแล้วไม่ไม่เอาแล้วก็ ถือมา 2-3 ปีแล้ว
>> ค่ะ
>> นะครับถึงจุดนึงเราก็คงต้อง Trim แค่นั้นเอง
>> อืม
>> นะแต่ไม่ได้ขายหมดเพราะว่าเรามองว่าถือ ตัวใกล้เคียงกับคุณ Buffet เลยนะคะ
>> ถือนานฮะผมซื้อก่อนคุณ Buffet ไอ้ตัว Trading Firm 5 บริษัท
>> นะทีมงานผมก็ทราบ
>> นะเราเราดู
>> แม้กระทั่งบริษัทประกันภัยประกันชีวิตในยุโรปตอนนั้นก็ถูกก็คล้ายๆกันน่ะ PE ก็ 6 เท่าอะไรเงี้ย
>> อืม
>> อะไรเงี้ยนะครับคือบางทีหุ้นที่มันฮอตเกินไปเนี่ยผมก็ต้องระวังนะ อย่างผมจำได้สมัย Facebook IPO เนี่ย 39 เหรียญเราจองไปเนี่ยไม่ได้แม้แต่หุ้นเดียว
>> ค่ะ
>> มันฮอตมาก
>> อืม
>> หลังจากนั้นมันก็พอลิสต์มันก็ค่อยๆถอยลงมา เพราะรายย่อยซื้อกันเยอะ
>> ผมไปซื้อได้ที่ 25 เหรียญ
>> 39 เหรียญ
>> อันนี้คือต่ำกว่าจองปอาจารย์
>> นี่ต่ำจองนะฮะ คือรายย่อยซื้อเยอะ Elite รายย่อยเยอะ คราวนี้ผมก็นั่งดู IPO มีข่าวแต่ผมฟังจาก CNBC มีข่าวว่าจะกระจายรายย่อย 30%
>> ผมดูตัวเลขแล้วเฮ้ยทำไมมันเยอะงี้ พวกนี้มีโอกาสขายทิ้ง
>> จากแพทเทิร์นเดียวกัน
>> ใช่มั้ยฮะก็ก็อันนี้ก็ผมก็ดูอยู่ ฮอตอย่างงี้แล้วก็รายย่อยจองเยอะอย่างงี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ คือของมันก็ต้องพิสูจน์กันน่ะ คืออาจจะขึ้นไปเกินจองเยอะก็ได้ผมไม่ทราบนะ แต่ว่า Earning ตามไม่ทันอยู่แล้วตอนนี้นะฮะ
>> แต่รายย่อยถ้ามีกำไรนิดหน่อยก็ทิ้งแล้วนะฮะ
>> อืม
>> ถ้าจะซื้อ SpaceX เนี่ยผมผม prefer ไปซื้อ Goldman กับ Morgan Stanley ดีกว่า เพราะเป็น Lead Underwriter ของ IPO นี้
>> ฟรีนี่มโหฬารฮะ คือในอเมริกาเนี่ย Fee ประมาณ 7% นะ แต่ว่าถ้าใหญ่อาจจะลดต่ำกว่า 7 นะ บ้านเราเนี่ยนะ Fee นิดเดียวอ่ะ แล้วก็แข่งกันแข่งกันตาย เอาอย่างงี้ดีกว่าทุกอย่างบ้านเราเก่งเรื่องลดราคา นะที่โน่นก็ไม่ลดฮะ
>> สมมุติ 7% แล้ว 80,000 เหรียญสหรัฐเนี่ย คุณคูณเข้าไปก็ 5.6 5.6,000 เหรียญสหรัฐตีว่า
>> นะฮะแล้ว 2 เจ้าใหญ่แบ่งกันแล้วก็เจ้าเล็กๆได้ไปนิดหน่อย 2 เจ้าใหญ่สมมุติได้ไปคนละครึ่งก็ 2.5 บิลเลี่ยนแล้วที่เหลืออีก 600 ล้านเหรียญก็ไปแบ่งกันให้เจ้าเล็กๆ
>> อืม
>> อันนี้คือเข้ากำไรเนื้อๆของบริษัทใหญ่พวกนี้
>> อืมค่ะอาจารย์ขาคือถ้าเรามองว่า AI เนี่ยมันเป็นเทรนด์ระยะยาวอย่างที่อาจารย์บอกว่ามันเข้ามาแล้วมันเปลี่ยนกิจกรรมหมดเลยของมวลมนุษยชาติอย่างเงี้ยค่ะ ทีนี้กลยุทธ์เนี่ยการลงทุนที่อาจารย์ใช้เนี่ย คืออาจารย์ซื้อแบบว่าหุ้นที่เป็นผู้นำของ AI ตัวนั้นเลยอย่าง NVIDIA อะไรเงี้ย หรือว่าจริงๆแล้วเราควรจะซื้อหุ้นให้มันได้ประโยชน์ทางอ้อมคะอ่ะอย่างเช่น Data Center Cloud Software Cyber Security อย่างที่อาจารย์บอก
>> คือผมจะให้น้ำหนักไม่เท่ากัน อย่างยกตัวอย่าง Magnificent 7 นะ ในก่อนหน้านี้เมื่อ 2 ปีที่แล้วเนี่ยผมจะให้น้ำหนัก Google เยอะ Meta เยอะ 2 บริษัทนี้เพราะผมชอบเอ่อ Pattern ของการทำรายได้ของเค้าก็คือไปแย่งโฆษณาชาวบ้านแล้วไม่มีผลประกอบการขึ้นลงตามฤดูกาลทุกไตรมาสเนี่ยกำไรโตขึ้นตลอด อันนี้ต่างหากที่ดึงให้ผมสนใจนะ เมื่ออันนี้พูดถึง 2 ปีที่แล้วนะ ส่วนไอ้ Magn 7 อีก 5 บริษัทเนี่ยผมให้น้ำหนักน้อยกว่านะ ครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tesla ซึ่งบางครั้งคิดว่าเอาไว้ Trading มากกว่าถ้าตกมาเยอะๆก็อาจจะซื้อไว้บ้างอะไรอย่างเงี้ย แต่ถ้าเป็น Core Holding เนี่ยอย่างที่ 2 บริษัทที่ผมพูดไปผมจะถือไว้นานนะ จนวันนี้เป็นลักษณะนั้น อันนี้พอดีเข้ามาเนี่ย
>> ปรากฏว่าเมาอินตัวแกปของไอ้ห่วงโซ่อุปทานตรงนี้นะ เราก็ไปเพิ่มน้ำหนัก NVIDIA ให้มากอันดับ 1 รวมทั้ง TSMC ของไต้หวันเพิ่มเป็นอันดับ 1 เช่นเดียวกันนะครับ ส่วนเอ่อ คือแซงหน้าแซงหน้า Google แซงหน้า Meta ที่ผมชอบในอดีตนะครับ แต่ Magn 7 ที่เหลือเราก็ให้น้ำหนักน้อยลงน้อยลงไปเรื่อยๆนะครับ ส่วนหุ้นอื่นๆที่มีขนาดเล็กอย่าง Palo Alto Cloud Strike หรืออะไรเราก็พอมีบ้างนะฮะ แต่บางครั้งถ้าขึ้นไปเยอะมากเนี่ยอย่างถึงระดับนี้ผมคิดว่ามันขึ้นไปพอสมควรแล้วเราก็อาจจะบายไปก่อน อ่าก็คงเป็นลักษณะนั้นคือกระจายฮะเรามีทั้งหุ้นนิวเคลียร์ด้วยเพราะว่าเราพูดถึงพลังงานถูกมั้ยครับ แต่ว่านิวเคลียร์ตอนนี้อาจจะไม่เวิร์คเท่าไหร่เราก็มีนิดเดียวเอาไว้เอาไว้จำชื่อ
>> นะเอาไว้จำชื่อเผื่อหลงๆลืมนะ อย่างที่ผมเรียนเนี่ยเวลาเราซื้อเราซื้อนิดนึงก่อนถ้าชอบเราซื้อเปรี้ยงเลยจบเลยแล้วก็ นั่งดูแค่นั้นเอง
>> ค่ะ
>> นะครับเพราะฉะนั้นวิธีการลงทุนผมจะใช้สไตล์อย่างนี้มากกว่า
>> ค่ะอาจารย์ขาถ้าถ้าเราจะเอ่อคือเนื่องจากว่าที่แบบว่าได้ประโยชน์ตรงๆเนี่ยอย่างหุ้นชิปเนี่ยโอ้ขึ้นมาแรงแรงมากเลยนะฮะ แต่ในมุมของอาจารย์ตอนนี้เนี่ยเรื่องของ AI ที่นำเข้าไปใช้ประโยชน์น่ะอ่ะอย่าง Health Care Software อะไรต่างๆ อาจารย์มองว่าตอนเนี้ยคือราคาของกลุ่มพวกเนี้ยที่เอา AI เข้าไปมีบทบาทสำคัญเนี่ย มันน่าสนใจมั้คะคือราคามันขึ้นรับข่าวไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง หรือว่าจริงๆมันเป็นกลุ่มที่เราน่าจะกระจายการลงทุนไปพวกเนี้ยที่เขาจะได้ประโยชน์จาก AI
>> คือกระจายได้ฮะแต่ต้องบอกว่าอะไรที่ขึ้นไปเยอะๆในช่วงเวลาสั้นๆเนี่ยคงต้องมีการปรับตัวลง
>> อืม
>> นะต่อให้เป็นหุ้นดียังไงก็เช่นเดียวกันนะ แต่ถามว่าระยะยาวดีมั้ยระยะยาวหุ้นพวกนี้ดีหมดนะครับแต่แน่นอนมันก็ต้องมี Correction เป็นครั้งเป็นคราวคงไม่ได้ไปขึ้นตลอดเวลาจนไม่มีวันหยุดหายใจอะไรเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนะ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าถึงจุดที่อาจจะเหมาะสมที่ตลาดจะต้องพัก เรียกว่าพักร้อนน่ะอย่างงี้ดีกว่านี่ก็ใกล้จะหน้าร้อนแล้ว
>> นะในอเมริกา ใกล้จะหน้าร้อนนะก็อาจจะถึงช่วงเวลาพักร้อนก็ได้สักพักนึงก่อนที่จะขึ้นต่อ เพราะ Pattern ในอเมริกานี่ก็จะมีพักร้อนเสร็จแล้วก็ไป Rally เดือน 9 แล้วก็ไล่ไปถึงสิ้นปีอะไรเงี้ยนะครับก็จะเป็นลักษณะนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่พักร้อนช่วงนี้เราก็ไม่อยากไม่อยากให้ไปพักร้อนช่วงหน้าหนาวนะเป็นต้น
>> อ่า
>> นะครับ
>> ค่ะตอนนี้เท่าที่อาจารย์ดูค่ะที่บอกว่าอาจจะต้องเริ่มลดพอร์ตนะเนาะจำได้สัมภาษณ์อาจารย์แดนอาจารย์เนี่ยบอกว่าหุ้นอเมริกาอาจารย์ให้น้ำหนักมากที่สุดเลยแล้วก็ตลาดหุ้นอเมริกาก็คือมี AI ที่แบบว่าเป็นตัวหนุนนำเนี่ยตลาดที่โดดเด่นมากคือขึ้นมาตลอดปี 2 ปีที่ผ่านมาที่อาจารย์บอกว่าเออให้น้ำหนักการลงทุนคือ ณ จนถึงปัจจุบันเนี่ยอาจารย์มองว่าเราควรจะถือมันต่อไปดีมั้รันกำไรในมุมของอาจารย์ถือต่อหรือว่าช่วงนี้คือพักเพื่อที่เอากำไรเข้ามาก่อน แล้วก็อาจจะเกิดการปรับฐานบ้างในช่วงนี้
>> คือคือต่อฮะแต่ว่าไม่ได้ถือเต็มร้อยเหมือนสมัยก่อนคือเค้าก็ถอยลงไปเรื่อยๆอาจจะเหลือ 70% แล้วเดี๋ยวดูว่าเป็นไงต่ออะไรเงี้ยนะ ก็แล้วแต่นักลงทุนว่าจะคิดยังไงนะครับแล้วก็เอาเงินกำไรเก็บไว้ก่อนเอาไว้ดูซิว่ามีจังหวะดีกว่านี้มั้ย หรือมีชื่อหุ้นที่น่าสนใจมากกว่านี้มั้ย แต่ข้อดีของอเมริกาตอนนี้ก็คือว่าหุ้นไม่ได้กระจุกอยู่ที่ AI อย่างเดียวแล้วมันเริ่มกระจายไปที่ Sector อื่นที่ผมเห็นเนี่ยอย่างที่เราคุยกันก็คืออย่างพวก Health Care ยารักษาโรค พวกหุ้นธนาคาร บัตรเครดิตก็เริ่มมาอีกแล้วอะไรเงี้ยนะฮะ มันก็มันก็จะมีการ Rotate เพราะเนื่องจากมีทางเลือกเยอะสำหรับนักลงทุน พอมีเงินปุ๊บก็ต้องหาทางลงแล้วว่าเอ๊ะ ไปลงอะไรที่ดูแล้วมีโอกาสที่จะขึ้นมากกว่านี้มากกว่าหุ้น AI ที่ถือกันอยู่ สมมุติ AI ตัวตัวนึงบอกว่าอาจจะได้แค่ 5% 10% เค้าอาจจะไปมองหาหุ้นตัวอื่นที่อาจจะขึ้นได้ 20-30% ก็ได้มาทดแทนนะ ก็คงเป็นลักษณะนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นข้อดีของเขาคือมีการเอ่อไม่ได้กระจุกตัวละเริ่มกระจายไปที่ Sector อื่น อันนี้สิ่งนี้ที่ผมเห็นผมค่อนข้างจะพอใจก็เลย ไม่ได้ขายหุ้นอเมริกาหมดไม่มีทางฮะ อเมริกายังไงก็ต้องเป็น Core Holding ของการลงทุน
>> อืมแต่ว่าถ้าปรับฐานจริงๆเนี่ยก็คือบางทีไม่ต้องหาสาเหตุใช่มั้อาจารย์เค้าก็จะปรับกับเค้าเองมันอาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาในเรื่องของการปรับฐานก็ได้ก็คือรู้สึกอยากขายเอากำไรก็คือก็จะขายกัน
>> ก็ขายกันฮะเพราะว่าถ้าตัวใหญ่ๆขายกัน 4-5 ตัวเนี่ยเดี๋ยวตัวเล็กก็ตามมาไม่ต้องห่วงฮะ
>> อืม
>> ทุกคนไม่อยากเป็นคนสุดท้ายหรือติดยอดดอย อย่างน้อยถือเงินสดเพราะตอนนี้ระดับเงินสดในกองทุนที่ลงในอเมริกาเนี่ยค่อนข้างน้อยนะฮะ ต้องบอกกันเพราะฉะนั้นเนี่ยโอกาสที่เขาจะเพิ่มการถือเงินสดก็ต้องมากขึ้นน่ะ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ และอีกอย่างนึงก็ต้องดูไปที่ญี่ปุ่นด้วยถ้าถ้าธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1% เนี่ยก็อาจจะมีผลทำให้ Carry Trade ในอเมริกาเนี่ยลดลงไป Carry Trade ก็คือการอ่ากู้เงินเย็นเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐมาซื้อหุ้นในอเมริกาตอนนั้นอัตราดอกเบี้ยเงินเย็นค่อนข้างต่ำคือเกือบ 0% น่ะมีช่วงนึงถูกมั้ครับก็คือได้เงินมาฟรีๆก็ Convert ค่าเงินแล้วไปเล่นหุ้นอเมริกา แต่ถ้าเอ่อกู้เงินเย็นมันแพงขึ้นเพราะฉะนั้นคนก็อาจจะลดการกู้เงินเย็นแต่ก็ยังกู้อยู่นะฮะเพราะเทียบกับเอ่อดอกเบี้ยอเมริกาเนี่ยเงินเย็นถูกกว่าเยอะนะครับ
>> ก็ยังอาจจะกู้อยู่แต่ว่าอาจจะทำ Carry Trade น้อยลงก็แค่นั้นเองเพราะฉะนั้นก็อาจจะมีผลทำให้มีแรงขายหุ้นบางอย่างในอเมริกาด้วยแต่แต่นั้นผมก็เชื่อว่าไม่ใช่เป็นปัจจัยใหญ่เท่าไหร่
>> นะครับปัจจัยใหญ่ก็คือว่าถ้าขาใหญ่ในอเมริกาเริ่มมองว่าเออหุ้นขึ้นมาเยอะแล้วพักพักร้อนซะหน่อยนะก็อาจจะเริ่มถล่มขายกันหลังจากนั้นเนี่ยก็อาจจะมีรายเล็กรายน้อยตามขายกันแล้วที่สำคัญที่สุดก็คือนักลงทุนรายย่อยก็ตามขายด้วยอะไรเงี้ยแล้วพอถึงจุดนึงพวกรายใหญ่ก็เข้ามาช้อนซื้อใหม่ อันนี้ก็เป็นเรื่องปกติของตลาดหุ้นที่พวกเราทราบกันอยู่นะครับค่ะอาจารย์มีทริกในการสังเกตยังไงคะว่าอ่านใจรายใหญ่ว่าพอเริ่มรู้สึกว่าอื้อหือมันแพงละเพราะอาจารย์ก็เป็นรายใหญ่เหมือนกันอาจารย์มีทริกในการอ่าน
>> ไม่อ่านใจคนอื่นผมไม่อ่านใจใครทั้งนั้น
>> ดูตัวเลขไหนเป็นพิเศษมั้คะ
>> ดูตัวเลขบ้างนะฮะพวกเงินเฟ้อพวกอัตราดอกเบี้ยพวกยอดขายของบริษัทยักษ์ใหญ่เติบโตมั้ยเอ่อ Gross Profit Margin เป็นยังไงนะ อันนี้แน่นอนเราดูเรามีการวิเคราะห์หุ้นใหญ่ๆตลอดเวลาฮะเอ่ออย่างอย่าง Broadcom ที่หุ้นตกมาตั้งเยอะแยะเมื่อคืนเนี้ยก็เป็นตัวอย่างนะทุกอย่างมัน expectation แต่มองไปข้างหน้าเอ๊ะยอดขายไม่ได้โตน่าสนใจเท่าไหร่หุ้นมันเลยตกมาถูกมั้ฮะ ตอนเปิดก็ตกไปถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้วหลังจากนั้นก็อาจจะค่อยๆขึ้นมาบ้างอันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะ คือคนมองแล้วเออถ้าดีกว่าคาด แต่ถ้ามองไปข้างหน้าไม่ดีกว่าคาดเนี่ยหุ้นก็อาจจะถูกทำโทษก็ได้นะ แต่ถ้าดีกว่าคาดในวันข้างหน้าโดยที่ CEO มาพูดว่าเออยอดขายก็ยังดีอยู่ยังมีออเดอร์ค้างอยู่โอ้โหเป็นปีหลายปีอะไร เงี้ยหุ้นก็ยังอาจจะไม่ได้ลงมาก
>> คล้ายๆ Nvidia อย่างเงี้ยนะฮะ
>> เอ่อออเดอร์ค้างก็ยังเยอะเป็นเป็นหลายปีถูกมั้ฮะที่ CEO เข้ามาพูดนะ แต่ถามว่าหุ้นมันขึ้นแรงมั้ยปีนี้ก็ไม่ได้แรงเพราะว่ามันขึ้นมาเยอะมากในช่วงก่อนหน้านี้นะฮะ แล้วก็ทุกอย่างมันอยู่ในราคาแล้วอีกอย่างนึงผมว่านักลงทุนทุกคนมีหุ้นตัวนี้อยู่แล้วก็เลยคงน้อยคนที่อยากจะซื้อเพิ่มจำนวนมากๆนะครับ
>> อืมหุ้นก็เลยจะอืดนิดนึงไม่ได้ขึ้นอะไรแรงมากใช่มั้ยอาจารย์
>> ใช่ครับทุกคนต่างมี
>> 200 บวกลบนี่น่ะ 200 ต้นอะไรเงี้ย
>> ค่ะอาจารย์ขาแต่ว่าเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาเนี่ยกลุ่มที่เป็น Hyper Scaler เขาบอกว่าให้ดูกลุ่มนี้ให้ดีถ้าเริ่มลดการลงทุนโดยเฉพาะเรื่องของ Data Center อะไรแบบว่าหยุดขยายไปอันนั้นแหละมันจะไปถึงต้นน้ำเลยเท่าที่อาจารย์ประเมินผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของกลุ่มนี้อาจารย์ยังมองว่ามันมันยังพยุงตลาดต่อไปได้มั้ฮะราคามันยังมีโอกาสขึ้นต่อไปได้อีกมั้ฮะ
>> ผมผมจะเริ่มนะฮะคือตัวเลขที่แต่ละคนประกาศเข้ามารายงานเข้ามาว่าจะลงทุนทุนเท่านั้นเท่านี้เนี่ย
>> ถามว่าถึงอะไรจริงๆเนี่ยมันจะมี Bottleneck
>> เป็นคอขวดนะหลายคนอาจจะต้องลดขนาดโครงการหรือพับโครงการใช่มั้ฮะ คือมันเหมือนลักษณะตอนนี้ตามแห่กันค่อนข้างเยอะ
>> แต่ตามแห่โดยที่ว่าโอเคไม่เหมือนฟองสบู่ในยุคสมัยก่อนนะแต่เป็นตามแห่กันเพราะว่าอยากจะให้หุ้นตัวเองขึ้นอยากจะเป็นผู้นำ Data Center โน่นนี่อะไรเงี้ยนะอยากจะขยายธุรกิจเอ่อจาก Core Business ที่มีอยู่นะหลายคนเป็นอย่างนั้นก็เหมือนกับมีอยู่ยุคนึงที่แย่งกันเอ่อขยาย Cloud ระบบ Cloud ใช่ มั้ฮะอย่าง Amazon อย่าง Microsoft ถูกมั้ฮะตอนนั้นยังไม่มี Cloud ก็มาแย่งกันขยายถึงจุดนึงตอนนี้ก็ไม่มีใครจะมาเป็นคู่แข่งแล้วเพราะว่าผู้นำก็ยังมีอยู่ไม่กี่คนนะครับทำนองเดียวกัน Data Center วันนี้ก็ประกาศกันเยอะแยะแต่ถามว่าผ่านไปสัก 2 ปีเดี๋มาดูใหม่เหลือใครบ้าง อื
>> ยังไม่ทราบตอนนี้ดูก่อนขอดูอยู่ข้างเวทีก่อนนะครับ
>> เพราะฉะนั้นถามว่ามันจะไปอีกมั้ยผมผมค่อนข้าง Skeptical เอางี้ดีกว่า
>> อืมค่ะซึ่งซึ่งอาจารย์ก็อาจารย์บอกว่าถอยลงมาแล้วเหลือประมาณสัก 70
>> ค่อนข้างไม่ค่อยไว้ใจเอางี้ดีครับ
>> อืมค่ะ
>> แต่ถามว่าอาจารย์
>> ถามว่าเลิกลงทุนมั้ยไม่ไม่เลิกนะฮะเพราะว่า
>> ค่ะ
>> อเมริกาคือตลาดใหญ่ที่สุดยังไงก็นั่นถ้าตกมามีคนซื้อแน่นอนตกมาหุ้นดีตกมามีคนซื้อแน่นอนอันนี้คือข้อดี
>> ค่ะอออาจารย์คะแล้วเกิดคนคืออาจจะมีบางคน ที่อาจตกรถไปค่ะรอบแรกที่เขาเข้าวิ่งกัน กระจุยมาจนถึงตอนเนี้ยคือถ้าเป็นตอนนี้หน้าใหม่ๆอยากจะเข้าอาจารย์มองว่าตอนนี้มันควรจะเข้ามั้ฮะหรือว่าเดี๋ยวรอแป๊บนึงก่อนรอให้มันลงสักนิดนึงแล้วค่อยเข้าอันนั้นพูดยาก คือเข้าอะไรด้วยเข้าไปซื้ออะไรด้วยถูกมั้ฮะ
>> อย่างกลุ่ม Big Tech ของอเมริกา AI Semiconductor Cloud Computing หรือว่าตัวที่มันเป็น Core
>> มันก็ต้องซื้อกองทุนน่ะเพราะชื่อมันเยอะเหลือเกินหรือไม่ก็ต้องซื้อ ETF ซึ่ง ETF ก็เป็นหุ้นตัวนึงที่รวมหุ้นใหญ่ๆหลายชื่อเข้าไปด้วยกันโดยที่เราไม่ต้องไปวิเคราะห์ปวดหัวให้มากมายใช่มั้ฮะ ยกตัวอย่างอย่าง QQQ ที่ลิสต์ใน NASDAQ อันนั้นก็เป็นตัวนึงที่ผมผมลงทุนหรือว่า 200A ในญี่ปุ่นนะอันนั้นก็เป็นตัวรวมของพวกเนี่ยเทคโนโลยีทั้งหลายนะนอกเหนือหลักแต่จากนั้นเนี่ยถ้าเราชอบตัวไหนเป็นพิเศษเราก็ไปเพิ่มน้ำหนักตัวนั้นโดยตรงนะ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าอันนี้ถามลายถามรายย่อยก็พูด ยากอ่ะนะฮะว่าตอนนี้เข้าช้าไปหรือเปล่าอะไรเงี้ย คือถ้าเข้าก็อาจจะเข้านิดหน่อยจำชื่อไว้อย่างที่ผมบอกนะ
>> อืม
>> เหมือนกับหลายครั้งที่ผมจำถ้ามองย้อนหลังเนี่ยยุคที่หุ้น Apple เมื่อสัก 10 ปีที่แล้วเนี่ยทุกคนก็บอกโอ้โหมันแพงเหลือเกินขึ้นมาตั้งเยอะจากเกือบ 0 น่ะตอนนั้นน่ะ
>> ค่ะ
>> สายไปหรือยังหลายคนก็ถามผมผมก็บอกถ้าคุณมองยาวก็ไม่สายอ่ะซึ่ง
>> ซึ่งมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆถามว่าวันนี้ถ้าจะลงโอเคก็ลงได้แต่อาจจะไม่ต้องลงเต็มๆนะฮะลงไว้สักพักไว้จำชื่อก่อนแล้วสักพักนึงถ้ามีปรับฐานหรืออะไรเงี้ยก็ค่อยว่ากันนะ หรือถ้ามันไม่ปรับสักทีทนไม่ได้ก็อาจจะค่อยๆซื้อก็ได้นะ
>> ก็ก็คงเป็นอย่างนั้นแล้วแต่วิธีการมองของแต่ละคนผมคงไปแนะนำเป็นภาพใหญ่ให้แต่ละคนไม่ได้เพราะแต่ละคนเนี่ยคิดไม่เหมือนกันนะครับ
>> อืมค่ะใช่แต่คำถามใหญ่เนี่ยทุกคนแบบมีทั้งเอ่อสายแช่งนะสายแช่งอยากจะซื้อกับสายแช่งที่แบบว่าอาจจะตกรถบอกว่าเนี่ยเนี่ยเดี๋ยวฟองสบู่มันก็แตกฟองสบู่ AI เนี่ยตอนสะสมมันเยอะมากแล้วแตกเข้ามานี่คืออาจจะแรงกว่าช่วงยุคดอทคอมด้วยมันจะมีโอกาสเกิดอย่างงั้นขึ้นได้มั้อาจารย์ฮะ
>> เอ่อคงยากฮะผมว่าไอ้ดอทคอมมันไม่มี Earning มารองรับ
>> ผมผ่านยุคนั้นมาแล้วผมเห็นนะตอนนั้นทุกคนโอ้มีใครมาชวนผมซื้อโน่นซื้อนี่เราไม่ซื้อสักอันแม้กระทั่งผมยังจำได้ระบบเทรดหุ้นน่ะระบบเทรดหุ้นนะฮะผมจำได้มีบริษัทมาเลเซียมาชวนผมบอกลงทุนกับเค้าสิเอ่อเนี่ยเทรดหุ้นมีคนมี Eyeball ตั้งเยอะแยะแล้วตอนนั้นระบบเทรดโดยใช้เอ่อคอมพิวเตอร์เนี่ยยังไม่เกิดเป็นเจ้าต้นๆที่เกิดตอนนั้นยังไม่พูดไม่ต้องพูดถึงมือถือนะยังเป็นไปไม่ได้ผมก็ดูโอ้ Eyeball แค่นั้นแค่นี้ตั้งราคาบริษัทคุณเท่าไหร่ก็บอก 70 ล้านบาทเมื่อเมื่อปี 1995 มั้งอันนั้นก็เกือบ 30 ปีแล้วมั้งไอ้โทษปี 2000 ปี 2000 ก็เกือบ 30 ปีอ่ะ 26 ปีผมบอกผมไม่ซื้อหรอกนะก็ไปก็ไปไปเจอบริษัทธนาคารบ้างอะไรบ้างผมก็พาไปอยากไปโม้แต่ไม่มีใครซื้อเค้าเพราะดูแต่ไม่มี Earning แล้วก็ดูมาเยอะฮะแต่ว่าในที่สุดดอทคอมนี่คือเค้าดู Valuation หารด้วย Eyeballs นะฮะว่ามีคนดูกี่คลิกแต่วันนี้เนี่ยมันมี Earning ตัวจริงมี Free Cash Flow เวลาผมวิเคราะห์หุ้นเนี่ยผมจะดู EBITDA ดู Free Cash Flow ดูเยอะดูพวกเนี้ยแล้วดูว่า Investment เยอะเปล่าอย่างเอ่ออย่างแต่ละบริษัทที่ที่ผมดูอย่าง Magn 7 เนี่ย Free Cash Flow เยอะมากนะครับแต่คราวนี้ถ้าเขาไปลง Data Center มากเนี่ยจนกระทั่งต้องเอ่อกินไอ้ตัวนั้นไปหมดอันนั้นก็ต้องมาพิจารณาใหม่ว่าผมควรจะลดน้ำหนักหรือเปล่าในหุ้นตัวนั้นมากนะ คือเราจะวิเคราะห์ค่อนข้างลึกอ่ะนะฮะดูเงินสดที่เค้า Generate ต่อปีว่าเท่าไหร่อื
>> นะครับ
>> ค่ะอาจารย์ขาอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่อาจารย์บอกว่าเฝ้ามองมาตั้งแต่ 1990 เนี่ยแล้วก็เข้าไปซื้อหุ้นเอาไว้เยอะแต่ตอนนี้ก็ยังโฮอยู่บ้างนะฮะ อินเดีย จีน ยุโรปอะไรอย่างเงี้ยมันควรจะมีบทบาทอย่างไงบ้างคะสำหรับพอร์ตการลงทุนของเราในต่างประเทศเนี่ยครึ่งปีหลังเนี่ยมันน่าสนใจมั้อาจารย์
>> เออยังเล็กอยู่ฮะแล้วเราแทบไม่ได้ไม่ได้
>> ไม่ได้ลงฮะ
>> ยุโรปมีจีนมีนิดหน่อย
>> นะจีนฮ่องกงมีนิดหน่อยนะมีมีฮะ
>> คือมีบางบริษัทที่เราสนใจเราก็ลงนะพวกเทคโนโลยีบางบริษัทหรือเอ่อบริษัทที่พวกเกี่ยวกับออนไลน์หรือบริษัทพวก รถยนต์นะฮะเป็นต้นเอ่อ EV อะไรเงี้ยนะฮะก็ก็สนใจถ้า Valuation ถูกนะฮะ ยุโรปเนี่ยเราเราจะชอบประกันซึ่งผมก็พูดมานานแล้วพูดมาหลายปีแล้วชอบประกันแล้วก็ชอบ ASML
>> อืม
>> ซึ่งเกือบจะผูกขาดนะฮะในห่วงโซ่การการผลิตของการเอ่อยิงวงจรลงบนชิปที่ทำได้หลายชั้น อันนี้ต่างหากซึ่งเค้าขึ้นราคาได้แบบตามใจเค้าอ่ะ
>> อืมแล้วลูกค้าต้องรอด้วยนะครับ
>> ค่ะอาจารย์แล้วอย่างหลุยส์วิตตองนี่น่าซื้อยังคะ
>> หลุยส์วิตตองอาจารย์เป็นคนที่ชอบ
>> แบรนด์
>> คือคือปีที่ผ่านมากลายเป็นว่า LVMH หรือ Kering เนี่ยไปได้ดีกว่าต้องต้องบอกว่าในพวกแบรนด์หรูหราทั้งหมดเนี่ย
>> อันดับต้นสุดก็คือ Kering อันนี้อันนี้คงไม่มีใครเถียงถูกมั้ยครับ
>> ค่ะ
>> Louis Vuitton ก็จะเป็นแบรนด์ที่รองลงมานะครับ จะมี Dior มี Fendi Louis Vuitton เองนะฮะซึ่งซึ่งถามว่าเทียบชั้นกับ Kering ได้มั้ยคือยังไม่ถึงระดับระดับนั้นแต่ใกล้ๆใกล้ๆในบางแบรนด์นะครับ เอ่อ
>> ถูกคิดเพราะว่าเค้ามีแบรนด์เยอะนะแล้วก็แน่นอนไอ้เรื่องของแช่งเรื่องปัญหาในยุโรปนะเรื่องสงครามเรื่องสารพัดเ่ะทำให้คนเนี่ยจับจ่ายใช้สอยน้อยใช้จ่ายน้อยลงนะครับแต่ถามว่าในเอเชียก็ยังขายดีนะครับยังขายดีนะ ญี่ปุ่นก็ยังไปได้แล้วก็
>> เมืองไทยก็ยังไปได้นะอย่างที่ภูเก็ตลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวรัสเซียซะด้วยซ้ำไปถ้าคุณไปเช็คเช็คดูคนที่เดินเข้าร้านเนี่ย
>> ค่ะอืมแสดงว่าพอร์ตอาจารย์คือจะกระจุกอยู่ ที่ตลาดอเมริกาเป็นหลักเลย
>> อเมริกา ญี่ปุ่น
>> อเมริกากับญี่ปุ่น
>> อันดับ
>> แต่ตอนนี้อาจารย์ Trim ออกแล้วอ้าแล้วอย่างเวียดนามเงี้ยอาจารย์เพราะอาจารย์เชี่ยวชาญตลาดหุ้นเวียดนามมาก
>> เวียดเวียดนามเนี่ยมันขึ้นไปเยอะแต่ว่าผมยังไม่ค่อยไว้ใจเพราะว่าตลาดตลาดหุ้นเวียดนามเนี่ยถูกถ่วงน้ำหนักโดย Vingroup ค่อนข้างมาก
>> อืม
>> นะฮะ 30% ของ Market Cap เพราะฉะนั้น Index มันถูกพยุงด้วยหุ้นตัวนี้เยอะเหมือนกันนะเพราะฉะนั้นเนี่ยเอ่อกลุ่มนี้ผมจะไม่ค่อยลงทุนเท่าไหร่เรียก ว่าไม่ได้ลงทุนเพราะว่าเอ่อดูตัวเลขแล้วอาจจะไม่ไม่เข้าตาเท่าไหร่นะ ลงทุนบ้างก็อาจจะ
>> ค่ะ
>> บริษัทอื่นเช่นไอ้ Mobile World หรือไอ้ Masan หรืออะไรพวกเนี้ยเล็กๆน้อยๆแล้วก็ลงทุนในกองทุนมากกว่า
>> นะในกองทุนจะง่ายกว่านะคือเรารู้จักหุ้นพวกนั้นหมดแต่เราไม่มีเวลาไปตาม
>> ตามแต่ละตัวมันเยอะเกินไปผมโฟกัสที่ตลาดใหญ่มากกว่านะครับอเมริกา ญี่ปุ่น
>> ออ
>> นะนี่คือตลาดใหญ่ที่สุด
>> อออาจารย์อาจารย์คะแล้วอย่างญี่ปุ่นเนี่ยมันค่อนข้างได้รับความเสี่ยงเยอะมั้คะเพราะว่าคือเขาก็ซื้อน้ำมันเยอะเหมือนกันแล้วสงครามตะวันออกกลางมันก็ยังไม่จบเหมือนกันวัน 2 วันก่อนนี่ค่าเงินเยนนี้ร่วงลงไปคือ 160 เหรียญต่อดอลลาร์ คือคือเอ่อ 160 เยนต่อดอลลาร์ซึ่งซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เขาบอกว่ามันเป็นจุดที่ต้องแทรกแซงตลอดเลยอย่างเงี้ยถ้าเรามันสอาจารย์
>> คือ คือค่าเงินเยนที่อ่อนลงไปเทียบกับแคนาดาเนี่ยมันเทียบกันไม่ได้นะฮะแคนาดามันเยอะกว่าเยอะ
>> อันนี้คือสิ่งที่สิ่งที่เราเห็น
>> นะครับ
>> และอีกส่วนนึงคือเรามีการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินบ้างแต่ไม่ได้ 100% บ้างนะครับก็ก็จะเป็นอีกแบบนึง อื
>> คือญี่ปุ่นเนี่ยผมคือส่วนตัวผมลงทุนในกองทุนที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุนญี่ปุ่นคนหนึ่งกูดาซังเนี่ยซึ่งผมรู้จักส่วนตัวเค้ามาตั้งแต่
>> ยุค 1990
>> นะเบริหารกองทุนตั้งแต่ 198 กว่าๆแต่ผมไม่รู้จักตอนช่วง 1990
>> ท่านจะอายุเยอะเลยนะ
>> เยังเป็นผู้จัดการกองทุนอยู่แล้วกองทุนเนี่ยในที่สุดทางบริษัทผมเอามาขายให้คนไทยด้วย GR Fund เนี่ย
>> อืมผมถือกองทุนนี้มาตั้งแต่ยุคเรียกว่า 20 ปีแล้วมั้งตั้งแต่
>> ค่ะ
>> ตัวดีมันคอแลปลงไปแล้วก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมาแล้วก็ไม่ได้ขายก็ปล่อยมันอย่างงั้นถือไว้อย่างงั้น
>> อืม
>> นะคือคือบางอย่างถ้าเราดูเทรนด์แล้วเราคิดว่าไม่ต้องไปทำอะไรกับมันน่ะปล่อยให้มันโตดีกว่านะคือคอนเซปต์เราคิดระยะยาวอ่ะไม่ได้คิดเทรดไปเทรดมาระยะสั้นนะเป็นว่าคิดคิดระยะยาวระยะยาวเถึงมีผลตอบแทนที่ดีมากนะครับก็จะเป็นลักษณะนั้น
>> แล้วอีกอย่างผมแนะนำนะบางทีเนี่ยนักลงทุนที่คิดว่าโอ้ยตกรถแล้วไปไม่ทันแล้วนะฮะเผื่อๆไปซื้อหุ้น Buffet เบิร์กเชียร์ฮาร์ทเวย์จะง่ายกว่าเพราะมีเงินกองอยู่ 300 กว่าบิลเลี่ยนดอลลาร์พร้อมที่จะ
>> เข้าไปซื้อถ้าหุ้น
>> นะคือถ้าคิดอะไรไม่ออกก็โอเคไปซื้อหุ้นเบิร์กเชียร์ไว้ก็ได้ง่ายๆไม่ต้องคิดอะไรมากเดี๋ยวปุ๊บ
>> ผู้จัดการกองทุนก็จัดการเองตอนตอนหุ้นตกไม่ต้องห่วง
>> นะเพราะว่ามีเยอะจริงๆ
>> นะ
>> อืม
>> ก็คิดอีกแบบนึงถ้าไม่อยากจะเสียเวลาทำอะไรนะ
>> ค่ะ
>> เจะคิดตรงข้ามไงเค้าเค้าขายหุ้นเร็วไปหน่อยนะเค้าขายหุ้น Apple ไปเยอะแต่แน่นอนมันกระจุกเกิน 50% ของกองทุนเค้าก็ต้องขายทิ้งนะตอนนี้ก็เหลือ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ก็ยังอันดับ 1 ของเค้าอยู่
>> นะครับก็ American Express ก็เป็นเบอร์เบอร์ 2 ของเค้าอะไรเงี้ย
>> ค่ะ
>> นะแล้ว Google ก็ตามขึ้นมาจากที่ไม่เคยมี Google ก็เติม Google เข้ามา
>> ค่อนข้างเร็วด้วย
>> อืมค่ะ
>> ก็หลังๆก็เริ่มเทคโนโลยีแล้วนะครับ
>> ออใช่เเริ่มไปเทคโนโลยีมากขึ้นแล้วนะ เพราะว่าก่อนหน้านี้เหมือนคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์จะแบบอะไรที่ไม่ค่อยรู้เรื่องก็หนูไม่ค่อยอยากลงเท่าไหร่
>> ไม่เอาเลย คนใหม่ CEO คนใหม่ Gregel
>> เจะคิดอีกแบบนึงนะ
>> อืม
>> อืมค่ะอาจารย์อย่างอย่างเกาหลีใต้นะคะ โอ้โหตอนนี้คือแบบดูแบบวิ่งไม่หยุดเลยนะฮะน่าจะเป็น 100% หรือยังที่ขึ้นมานะ สำหรับแบบดัชนีเค้าเพราะว่าได้หุ้น SK Hynix เข้าไป
>> ใช่
>> ก็ Samsung อีกอื
>> คือปีนี้ดู PE อ่ะจะสูงนะฮะแต่ปีหน้ามีอยู่ช่วงนึงเนี่ย 8-9 เท่าเองนะฮะคุณวงนี้อ
>> ค่ะ
>> ถามว่าถูกรึเปล่าก็ถูกนะแต่มันก็คงอยู่ 2-3 ปีอ่ะหลังจากนั้นก็
>> มีคู่แข่งเข้ามาแล้วนะฮะ
>> อืม
>> Samsung SK Samsung เนี่ยเป็นหุ้นที่อืดที่สุดในอดีตผมบอกได้เลยผมตามมาหลายปี
>> ค่ะ
>> อืดมากไม่ไปเลยนะทำให้ตลาดหุ้นเกาหลีนี่ไม่ไป
>> นะ
>> ตอนหลังพอได้ Jackpot ตรงเนี้ยก็ทำให้วิ่งไปไกลนะแต่หลายคนไม่อยากลงทุนเกาหลีโดยตรงใช่มั้ยเพราะมันซับซ้อนน่ะถ้าถ้าเอาเงินไปต่างประเทศแล้วไปลงทุนมันซับซ้อนก็อาจจะผ่านกองทุนมากกว่าหรือผ่าน ETF ที่ลิสต์อยู่ในอเมริกาจะง่ายกว่านะครับ
>> อืมมีมีกองไหนอาจารย์แนะนำมั้คะที่ลิสต์อยู่ในอเมริกา ETF ที่น่าสนใจ
>> ผมพูดไปแล้วเมื่อกี้เนี่ยตอนประจำ
>> อ๋อตัวนั้น
>> อืม
>> ใช่มั้
>> ค่ะ
>> อืม
>> ค่ะแสดงว่าเราเข้าไปลงทุนโดยตรงอาจจะไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ลงทุนผ่านกองทุนหรือว่า ETF น่าจะดีกว่า
>> ครับหรือไม่ถ้าบางคนชอบ DR ก็ลองไป DR แต่ว่าผมไม่ค่อยไม่ค่อยถนัดเพราะไม่รู้ว่า SPR เนี่ย
>> เป็นยังไงนะฮะแล้วมันมีช่วงเวลาที่ Delay ไปด้วยอะไรเงี้ยทำให้เราไม่ทราบราคาจริงที่เราจะได้เมื่อเทียบกับเอ่อราคาจริงที่เราได้ตอนนี้กับราคาจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอเมริกาคืนนี้อะไรเงี้ย
>> อืมค่ะอาจารย์เราจำได้ว่าเราสัมภาษณ์อาจารย์ช่วงต้นปีซึ่งตอนเนี้ยทองคำกำลังวิ่งๆๆ 5,000 กว่าจะวิ่งไป 6,000 อาจารย์บอกว่าสงสัยอาจจะต้องพอๆไปก่อนเพราะมันวิ่งเกินมาแล้วนี้อยากจะเรียนถามอาจารย์ว่าในช่วงที่แบบสงครามก็ยังไม่จบดอกเบี้ยก็เริ่มจะปรับตัวเพิ่มขึ้นนะว่าเงินเฟ้อมาข้างเงินมันก็ผันผวนเงี้ยนักลงทุนควรจะป้องกันความเสี่ยงในหุ้นต่างประเทศเนี่ยร่วมกับเหตุในเรื่องของเงินสด หรือว่าทองคำหรือพันธบัตรยังไงดีฮะอาจารย์เพราะว่าราคาพันธบัตรก็ผันผวนเหมือนกันนะฮะในอเมริกา
>> พันธบัตรเนี่ยให้ผลตอบแทนต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นนะครับคือบางคน ที่เรียกว่าไม่แก่พรรษามักจะมองว่าโอ้โหพันธบัตรนี่คือหลุมหลบภัยที่ดีที่สุดปลอดภัยที่สุดแต่ไม่ใช่เป็นอย่างนั้นครับแม้กระทั่งพันธบัตรไทยก็ไม่ใช่เป็นหลุมหลบภัยที่ดีที่สุด
>> อืม
>> โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นพันพันธบัตรที่อายุยาวนะครับเพราะบางวันนี่แกว่งทีนึงเงินต้นหายไปเยอะเลยนะครับ
>> ค่ะ
>> อืม
>> เอ่อเพราะฉะนั้นพันธบัตรยังไงก็สู้หุ้นไม่ได้ในระยะยาวผมบอกได้เลยแต่ระยะสั้นโอเคพันธบัตรบางปีอาจจะดีกว่าแน่นอนนะครับ
>> ความเสี่ยงอาจจะต่ำกว่าถ้าเป็นพันธบัตร รัฐบาลนะครับ
>> อืม
>> หุ้นถ้าเลือกถูกตัวเผอๆความเสี่ยงก็ไม่ได้ไม่ได้ต่ำความเสี่ยงไม่ได้สูงเป็นบริษัทที่แข็งแรงมีเงินสดเยอะธุรกิจดีอื ทองคำก็เป็นส่วนหนึ่งที่คนเอาเงินไปลงอ่ะนะเหมือนกับพวก Crypto Currency อ่ะที่เป็นที่
>> ย้ายเงินจากประเทศนึงไปอีกประเทศนึงหรือเป็นแหล่งที่ซ่อนเอ่อความมั่งคั่งของคนบางคนหรือคนบางกลุ่มอะไรเงี้ยนะ ครับ
>> อืม
>> แต่ข้อดีของทองคำก็คือว่าธนาคารกลางทั่วโลกได้มีการสะสมเยอะแล้วผมเชื่อว่าอาจจะมีการสะสมเพิ่มขึ้นบ้างนะยกเว้นบางประเทศที่ขายทิ้งอย่างโปแลนด์เงี้ยขายทิ้งไปเยอะเลยเพราะว่าก็ต้องมีงบประมาณนะไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปกป้องประเทศเนื่องจากอยู่ใกล้รัสเซียค่อนข้างมากนะก็กลัวกลัวจะเหมือนยูเครนเพราะฉะนั้นก็ต้องเทขายทองคำไปเยอะเหมือนกันก็จะเป็นอีกเหตุผลนึงแต่จีนเนี่ยผมเชื่อว่าเค้ายังสะสมนะก็ซื้อไปเรื่อยๆราคาตกก็ซื้อก็ไม่ได้แปลกไม่ได้ซื้อแรงซื้อเร็วแล้วก็เก็บไปเรื่อยๆเพราะว่าอยากจะออกจากพันธบัตรอเมริกันน่ะ
>> ถูกมั้ฮะ
>> เพราะตอนนี้
>> ค่ะ
>> มูลค่ามันก็หายไปเยอะนะครับ
>> อืมค่ะ
>> ก็คงเป็นอย่างงั้นก็คงมีการทายสร้างความสมดุลระหว่าง Asset หลายๆประเภทด้วยกันน่ะนะฮะในอดีตอาจจะถึงพันธบัตรอเมริกาเยอะตอนนี้ก็หดหดก็ไปซื้ออะไรก็ต้องไปซื้อทองคำ
>> เพราะจีนคงไม่มีทางอื่นแล้วคงไม่ไปซื้อหุ้นอเมริกาอยู่แล้วนะแตกต่างกับสิงคโปร์ซึ่งสิงคโปร์เค้าซื้ออะไรก็ได้ในโลกนี้นะกองทุน GIC เมคุณดูนะมันใหญ่ขึ้นทุกวันจนไม่กล้าเปิดเผยตัวเลขให้ชาวบ้านเค้ารู้ อ่ะใช่มั้ยเงินของรัฐบาลเค้าเนี่ยเยอะมากนะผมจำได้สมัยเอ่อผมเพิ่งมาทำงานใหม่ๆสักเกือบ 40 ปีที่แล้วครับ
>> นะก็ยังดูว่าโอ้โหเค้าเริ่มจากเงินไม่เยอะนะตอนนั้นเค้ายังเป็นลูกค้าผมนะสมัยผมทำงานให้โบรกเกอร์ฝรั่งเยังเป็นลูกค้าผม
>> ซื้อหุ้นซื้อโน่นซื้อนี่ตลอด
>> ซื้อหุ้นทั่วโลกนะฮะอ
>> จนกองเค้าให้ใหญ่มาก
>> อืมนะผมยังเสียดายประเทศไทยไม่มีกองทุนลักษณะนี้
>> ค่ะอืเรามีทุนสำรองไงั้น
>> เนี่ยเค้าเอาทุนสำรองใหญ่มาก
>> ทุนสำรองทุนสำรองเค้าใหญ่กว่าใหญ่มากเเอาทุนสำรองเค้าเนี่ยไปซื้อแล้วก็กระจายไปไปตั้งบริษัทอยู่ข้างนอกอีกอะไรเงี้ยไปบริหารอยู่ข้างนอกนะครับ
>> อืม
>> ก็จะไปนะครับ
>> อืมค่ะแสดงว่าถ้าทองคำเนี่ยอาจารย์มองว่าก็อาจจะขึ้นต่อแต่ว่าก็คือไม่ได้รุนแรงอะไรมากแล้วใช่มั้ยอาจารย์
>> พักหน่อยผมว่าก็คงไม่ต่างกับหุ้น AI ทั้งหลายใช่มั้อย่าง Magn 7 วิ่งปื๊ดขึ้นไปตอนนี้ก็พัก
>> เป็นเรื่องปกติฮะมันขึ้นตลอดไม่ได้อย่าลืมนะจิตวิทยาของคนนักลงทุนเนี่ยถึงจุดนึงก็ต้องขายทำกำไรจะช้าเร็วก็แล้วแต่แต่ละคนตัดสินใจแล้วแต่แต่ละกองทุนตัดสินใจถูกมั้ยครับถึงจุดนึงหุ้นดีก็อาจจะโดน Short ได้โดยกองทุน Hedge Fund
>> ค่ะอื
>> สามารถ Short หุ้นได้อย่าลืมนะครับ
>> อืมค่ะอะอาจารย์ขาอย่างงี้เราเอ่อเราก็ทำแบบต่างประเทศเค้าดีมั้คะรายใหญ่ๆก็คือตอนนี้ยังไม่ต้องเข้าทองหรืออาจจะขายทองไปแล้วก็ไปซื้อหุ้นที่มันเป็นหุ้นอาวุธแทนเพราะต่อไปนี้ทุกทุกคนทุกประเทศก็จะต้องสะสมอาวุธเอาไว้ป้องกันตัวเองป้องกันประเทศ
>> ไม่ได้ทุกประเทศ ขึ้นอยู่กับประเทศนั้นมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
>> อ่า
>> แต่ว่าโอเคภาพใหญ่คือใช่ซื้ออาวุธเพิ่มทั้งโลกแน่นอน
>> อืม
>> นะแล้วก็
>> ต้องไปเติมไอ้สิ่งที่ใช้ไปแล้วด้วย
>> ไอ้ที่ใช้ไปก็เยอะนะครับทั้งโลกเนี่ย
>> ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาใช้ทำสงครามเยอะมากเลยอาวุธหายไปเยอะ
>> นะฮะ
>> ค่ะ
>> ก็ต้องไปเติมของเก่าแล้วก็อาจจะไปเพิ่มของใหม่อะไรเงี้ยเป็นไปได้
>> ค่ะ
>> อืมค่ะแต่หุ้นหุ้นที่เกี่ยวกับการผลิตอาวุธตอนนี้ราคามันน่าสนใจอาจารย์มันมันเพราะก่อนหน้านี้มันขึ้นมาเยอะมากเงี้ยอาจารย์จนถึงตอนนี้คือมันแพงไปแล้วหรือยังคะถ้าถ้าท่านใดจะส
>> มันจะขยับขึ้นปึ๊ดเดียวแล้วก็หยุดละมัน
มันไม่ลง มันก็หยุดเรานั้นไม่ได้ลงเยอะนะ มันเป็นการปรับฐาน คือเป็นเมองว่าโอเค กำลังการผลิตมีอยู่แค่นี้ เอ่อ ปีหน้าคิดว่าจะผลิตได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ราคา มันก็กระชากขึ้นไปรองรับผลประกอบการในปีหน้าแค่นั้นเอง หลังจากนั้นเนี่ย ก็คงแทบจะไม่มีอะไรใหม่
ค่ะ อค่ะ อาจารย์ อันนี้อันนี้สมมุติเฉยๆนะฮะ อาจารย์ ถ้าเกิดแบบตลาดหุ้นสหรัฐเนี่ย เกิดปรับฐานแรง อฟองสบู่เล็กๆแตกมานิดนึงโอ แล้วมันลงไปประมาณ 20-30% เงี้ย อาจารย์ กลุ่มแรกเลยเนี่ยที่อาจารย์อยากจะซื้อเนี่ย ที่ร่วงแรงๆเนี่ย อาจารย์อยากจะซื้อหุ้นหุ้นกลุ่มไหนคะอาจารย์ ที่คุณภาพสูงๆอ่ะ แล้วก็จะสามารถเป็น defensive ให้ได้ ด้วยอย่างเงี้ยฮะ
ผมจะดูว่าหุ้นกลุ่มไหนลงแรงที่สุด แล้วมีพื้นฐานดีที่สุด อันนั้นเป็นกลุ่มที่ผมจะซื้อ คือไม่ได้เจาะจงว่าเป็นหุ้นเทคโน AI หรือธนาคาร หุ้น Care อาจจะเป็นหุ้น อาจจะเป็นหุ้น Consumer Product หุ้นค้าปลีกก็ได้ หุ้นอะไรก็ได้ อะไรที่หุ้นที่ cash flow ดี แล้วก็ตกไปเยอะนะ แล้ว PE ต่ำนะ ผม ผมคงไปคงไม่ได้เจาะจง Sector แต่เราคงมีการสกรีนออกมา มีการคัดกรองออกมานะครับว่า โอเค หุ้นที่ตกมากที่สุด 100 ตัวแรกมีชื่ออะไรบ้าง เดี๋มาดูกัน แล้วก็ไล่ดูทีละตัวนะ Valuation เป็นยังไง PE เท่าไหร่ GR เป็นยังไง โน่นนี่เงี้ย เงินสดเหลือมั้ย ธุรกิจยังดีอยู่หรือเปล่านะ ก็ไล่ไปเรื่อยๆแค่นั้นเอง ผมว่าไม่ยากฮะ
อืค่ะ อาจารย์ขา อาจารย์มีสูตรการลงทุนให้ กับนักลงทุนมั้ยฮะ สูตรการลงทุนหุ้นต่างประเทศเนี่ยค่ะ ที่อาจารย์ใช้ อย่างเงี้ย ค่ะ ใครที่ตอนนี้อยากจะขยับขยายออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น อย่างเงี้ยฮะ
ครับ จริงๆก็มีคนไทยไปลงทุนไปเมืองนอกเยอะแล้วนะ ผมว่าหลายคนก็ถือว่าใช้ได้แล้วนะ ก็ก็ดู แต่การลงทุนในต่างประเทศเนี่ย ข้อดีคือมีทางเลือกเยอะ มีตัวเลือกเยอะมากนะ ต่อให้ตลาดลงเนี่ย ก็ยังมีหุ้นดีๆเหลืออยู่เยอะนะครับ เพราะฉะนั้นเนี่ย ผมผมเชื่อว่า เอ่อ ในการลงทุนเนี่ย เราเลือกหุ้นดีไว้ก่อน หุ้นที่เป็นเรียกว่าภาษาชาวบ้านเรียกว่าเป็นตัวแม่ของแต่ละ Sector แล้วมาดูซิว่า เออ ตัวแม่อาจจะมีมากกว่า 1 หรือ 2 บริษัท หรือ 3 บริษัท เราก็ไปโฟกัสตรงนั้นก่อนนะ เริ่มจากเงินไม่เยอะนะฮะ แล้วก็คนที่ยังไม่ได้เริ่มนะฮะ เริ่มจากเงินไม่เยอะ แล้วก็ลองไปอันที่ 2 ก็คืออาจจะซื้อกองทุนที่ดีๆที่ performance ดีๆในช่วง 3 เดือน 6 เดือนปีนึงเนี่ย ดูดูย้อนหลังนะ ซื้อไว้นิดหน่อย แล้วก็เปรียบเทียบกันว่า ไอ้สิ่งที่ เราเลือกเองกับที่เราลงในกองทุนเนี่ย ยังไงท่าทางจะดีกว่า ถ้ากองทุนไปได้ดีกว่า แล้วเราไม่มีเวลาที่จะไปโฟกัสหุ้นรายชื่อหลายตัวเนี่ย ก็ไปซื้อกองทุนเถอะแค่นั้นเอง
อือ แต่ผมว่าง่าย คนเริ่มต้นเนี่ย ซื้อกองทุนเริ่มจากเงินไม่ค่อยเยอะ ผมว่าดีที่สุด แต่ว่าเราควรจะหาความรู้สะสม เพื่อให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่กองทุนลงเนี่ย มันคืออะไร ด้วย เราก็จะได้ความรู้เพิ่มเติมด้วย อันนี้ต่างหากที่ผมอยากจะฝากไว้ คือการลงทุนเนี่ย คือการเรียกว่าทำให้สมองเราเนี่ย เอ่อ ไม่ล้าหลังตลอดเวลา ถูกมั้ฮะ เราจะลงไม่ลงไม่เป็นไร แต่เราอ่านแล้วก็ศึกษาบริษัทแต่ละบริษัท ทำอะไร ประสบความสำเร็จยังไง อะไรต่ออะไรเนี่ย
ค่ะ สมองเราจะได้พัฒนาไปด้วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมากกว่า ไอ้ผลตอบแทนทางด้านการเงิน อันนั้นเป็นเรื่องรองมานะครับ
อืค่ะ อาจารย์ขา อย่างครึ่งหลังเนี่ย ตอนนี้น่าจะบอกครึ่งหลังได้เนอเข้าเดือน 6 แล้ว ความเสี่ยงอะไรคะ ที่แบบว่าอาจารย์คือจับตาดูเป็นพิเศษเลยเงี้ยค่ะ ครึ่งปีหลังเนี้ย อันนี้เป็นความเสี่ยงที่อาจารย์ดู จากดูเป็นพิเศษเลยค่ะ
คือไม่ได้จับตาดูอะไรเป็นพิเศษเลย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ความเสี่ยงในโลกปัจจุบันเนี่ย คือมาก็มาปุ๊บปั๊บเลย
อื สิ่งที่ผมจะดูว่าผมจะรับมือยังไงมากกว่า
ค่ะ ใช่มั้ฮะ อย่างกรณี การขึ้นภาษีของทรัมป์ในปีที่แล้วเนี่ย มาก็มาปุ๊บปั๊บเลย ถูกมั้ยครับ แล้วก็มีลิ ประเทศที่จะถูกกระทบรวมทั้งประเทศไทยด้วย อันนี้เราก็ต้องดูว่าเราจะรับมือยังไง เราจะปรับ portfolio ของเรายังไง ปรับสไตล์การลงทุนของเรายังไงนะ เพราะผมมองว่าเดี๋ยวนี้เนี่ย ไอ้สิ่งที่คนมองก็คือทุกคนมองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็อยู่ในราคาหุ้นหมดแล้วครับ เช่นมองว่าเศรษฐกิจ เอ่อ ยังหนืดอยู่อะไรเงี้ยนะ ดอกเบี้ยยังสูงอยู่อะไรเงี้ย ถามว่ามีใครไม่รู้บ้างในโลกนี้ ทุกคนก็ทราบหมด
ถูกมั้ยฮะ อ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ไปสนใจเรื่องพวกนั้น แต่ผมสนใจว่าถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเนี่ย เราจะรับมือกับมันยังไง ตรงนี้ต่างหากที่จะทำทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จ เราจะขายมั้ย เราจะซื้อมั้ย เราจะนั่งเฉยๆมั้ย
ต้องถามตัวเอง ตรงนี้ต่างหาก
แล้วถ้าลงไปแบบไม่สมเหตุสมผลเนี่ย เราอาจจะซื้อก็ได้
ค่ะ หรือถ้าลงยังไม่พอ เราก็อาจจะนั่งเฉยๆ
อื อะไรอย่างเงี้ยนะครับ
อือ อันนี้สูตรของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับ mindset ในการลงทุนแล้วก็ประสบการณ์ของแต่ละคนที่ผ่านมา เพราะมันจะมาซึ่งการตัดสินใจว่าตอนนั้นควรจะทำอะไรดี
ใช่ถูกต้องฮะ
อืค่ะ อ่ะ อาจารย์ขา ตลาดหุ้นไทยเหรอคะ เพราะว่าตอนนี้ฝนชุ่มฉ่ำเลยนะคะ เพราะว่าวิ่งขึ้นไป 1,600 จุดะ อาจารย์เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยบ้างมั้ยคะ
เพิ่มพักใหญ่แล้ว เพิ่มพักใหญ่
พักใหญ่ก็อย่างที่ผมบอกเนี่ย เราทำกำไรจากต่างประเทศเยอะนะฮะ เราก็ไปเพิ่ม
อ แต่ว่าตอนนี้หุ้นไทยก็ถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างสูงใน portfolio ของบริษัทนะ เอ่อ เป็นลักษณะ
เพิ่มน้ำหนักครับ
อื ก็เพิ่มมาพักใหญ่แล้วนะ
อื ค่ะ
เอ่อ ก็เพิ่มตั้งแต่ช่วงที่แบงค์ประกาศจ่ายปันผลเยอะๆ
ค่ะ อันนี้ก็เป็นเป็นสัญญาณที่ดีนะ ก่อนหน้าก็มีพวกทำ treasury stock ซื้อหุ้นคืน อันนั้นก็เป็นสัญญาณบวกที่ดีนะ แล้วก็เพิ่มน้ำหนักค่อยๆเพิ่มตอนนั้น แต่ไม่ได้เพิ่มปุ๊บปั๊บนะ แต่มาเพิ่มเยอะก็คือช่วงที่ธนาคารจ่ายปันผลสูงเนี่ย ที่เราชอบนะ ทุกธนาคารจ่าย จ่ายเยอะเลย
นะฮะ ค่ะ เพราะเราชอบปันผล นักลงทุนบางคนไม่ชอบปันผล แต่ว่าเราชอบปันผล แล้วชอบ cash flow 2 อย่าง
นะครับ แล้วก็ซื้อมารับปันผล แล้วก็เก็บไว้เรื่อยๆไปเรื่อยๆนะครับ ก็คงเป็นลักษณะนั้น
อ๋อค่ะ แต่ถามว่าชื่ออะไรที่ให้ลงทุนก็ยังไม่มีนะ ยังชื่อเก่าๆอยู่ เพราะว่า
อ เราเราแทบจะไม่เห็นหุ้นใหญ่ๆที่จะเข้ามา IPO ในบ้านเราเลย น่าเสียดายนะ หลายปีแล้ว
อื ใช่ค่ะ อาจารย์เงียบมากตอนนี้
1,600 จุดก็ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในปี 2540 ที่ก่อนที่จะเกิดต้มยำกุ้งอ่ะ
โอ 1,800 ใช่มั้ย 1,700 เออ อะไรเงี้ย 1,700 กว่า 1
ค่ะ อื 2018 2016 ก็เราก็เคยขึ้นไป 1,800 นะฮะ ช่วงที่ตุ๊กเกตเป็น
ขึ้นแต่ยืนขึ้นแต่ยืนไม่ได้
ใช่ค่ะ ขึ้นไปแล้วก็หล่นลงมา แต่ตอนนี้ อาจารย์มองว่า fund flow ที่เข้ามาต่างประเทศเนี่ย คือจริงๆมันขึ้นมาเนี่ย เป็นเพราะว่าต่างประเทศเข้า นะอาจารย์ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี่ซื้อไป 27,000 กว่าล้าน แล้วคือก็อาจจะเป็น wave แค่เข้ามาแป๊บแล้วก็ออกกัน
นิดเดียวนิดเดียว คือเขึ้นมาเพราะว่าโอเค อาจจะมีเงินเหลือจากการขายหุ้นประเทศอื่นนะ ก็อาจจะกระจายบ้างนะ สมมุติเค้าลงในเอเชีย เอาจะไปขายหุ้นที่ขึ้นเยอะๆในเกาหลีในญี่ปุ่นบ้าง แล้วก็เศษเงินก็เอามาเข้าประเทศเล็กๆน้อยๆอ่ะนะ เป็นลักษณะนั้นมากกว่า อย่าลืมเพราะขายของเราไปเนี่ย ก่อนหน้าที่เงินเข้ามาประมาณ 1 ล้านล้านนะฮะ 1 ล้านล้านบาท
10 ปีที่ผ่านมา 1 ล้านล้าน เพราะฉะนั้นเ เข้ามา 20,000 นี่เท่ากับ 2% เองนะ
ยังมีโอกาสเข้าได้อีกใช่มั้อาจารย์
แสดงว่าจะมีโอกาสเข้ามาอีก
หุ้นขนาดกลางของเราหลายบริษัท ยังไม่ฟื้นนะ ไม่น่าเชื่อ
ใช่ๆ คือที่ฟื้นคือหุ้นใหญ่ แต่หุ้นขนาดกลางหลายบริษัทยังไม่ฟื้นนะฮะ
ขนาด PE ไม่ถึง 10 ผมดูหลายตัวแล้วไม่ ต่างประเทศเคยถือเยอะนะ หุ้นบางบริษัท
แต่ตอนนี้เค้าขายทิ้งหมดเลย แล้วก็ไม่กลับมาเลยนะครับ อันนี้สิ่งที่
แตกต่างนะครับ คือหลาย sector ของเราเป็น sector ที่อาจจะ เอ่อ เริ่มล้าสมัยด้วยนะ คนไม่นิยมด้วย อันนี้ต่างหาก PE ต่ำกว่า 10 ก็ไม่มีใครเอา ไม่น่าเชื่อนะ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องจริง cash flow ของบริษัทก็ยังมีอยู่ หลายบริษัทนะ cash flow ก็ยังดี ปันผลก็ยังมี แต่ว่า
ไม่มีใครถือแล้ว
อือ อาจารย์ เราติดกับดักอะไรอยู่คะเนี่ย
ไปเริ่มต้องไปเริ่มแบบว่าดูตั้งแต่ปากทาง ตรงไหนอ่ะ แก้ปัญหาเนี่ย เราติดกับดักอะไรอยู่ เพราะว่าไม่งั้นน่ะ หุ้นขนาดกลางขนาดเล็กนี่คือก็จมอยู่กับที่แบบนี้เลยนะฮะ เหมือนจมน้ำไปเลยอย่างเงี้ย
จมน้ำใช่มัน
อื ค่อนข้างลำบากนะ ต้องเรียนกันงั้นแล้ว หลาย sector ของเราก็ยัง struggle อยู่อย่าง เช่นอสังทรัพย์ ถูกมั้ฮะ ภาพใหญ่ก็ยังไม่ค่อยได้แจ่มใสเท่าไหร่ ถูกมั้ยครับ
ใช่ค่ะค่ะ พอหุ้นกู้ก็บางทีก็ default แล้วก็เคสไอ้พวกทุจริตโน่นนี่ก็ทำให้ตลาดหุ้นเราเสียหายนะครับ
ค่ะ เงินจากนักลงทุน บุคคลธรรมดา แม้กระทั่งกองทุนก็เสียหายอ
นะ อันนี้อันนี้ต่างหากที่ก็ใช้เวลาในการเรียกความมั่นใจกลับคืนมานะครับ แล้วก่อนหน้านั้นก็ถูก เอ่อ algorithmic trading ของต่างประเทศเนี่ย เอ่อ กินเงินไปเยอะเหมือนกันนะ อย่างที่พวกเราทราบกันอยู่ เพราะฉะนั้นเรา end up ยังไงก็เลยไปจับหุ้น PE 150 เท่ากัน
อื ใช่มั้ฮะ กลายเป็นว่า Index ถูกพยุงด้วย หุ้นหุหุ้น PE 150 เท่าอยู่ตัวเดียวเนี่ย
อื ซึ่งมันก็ถามว่า healthy หรือเปล่าก็ไม่ได้ healthy อะไรมาก
ค่ะ แต่ไม่เล่นก็ไม่ได้อาจารย์ เพราะว่าไม่เล่นเดี๋ยวก็บีตลาดก็สู้เค้าไม่ได้ เ ดัชนีก็ขึ้นโดยหุ้นตัวนี้นะคะ
เว้นใจผู้จัดการกองทุนนะ ค่ะ ปีนี้คงหาคนที่ Index ยากนะ เพราะคงไม่มีใครกล้าซื้อหุ้นตัวนี้เยอะขนาดนั้นในพอร์ตเท่าไหร่
อื มีก็มีแต่ว่าถ้ามันล้มขึ้นมาทีนึงก็น่ากลัวเหมือนกัน อ่า แต่ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ก็ยังไม่แพงใช่มั้อาจารย์
คือยังเข้าได้อยู่ใช่มั้ฮะ
เอ่อ หลาย sector ไม่แพงฮะ แต่ที่ผ่านมาที่ผมไม่ได้ลงทุนเนี่ย ที่คุณเนาสัมภาษณ์ผมหลายปีเนี่ย ตั้งแต่จนกระทั่งปลายปีที่แล้วเนี่ย
เราให้น้ำหนักน้อยนะ แต่ถามว่าเริ่มมาให้น้ำหนักเยอะก็เนี่ย ตอนที่ธนาคารจ่ายเงินปันผลเยอะนะฮะ แล้วก็มี treasury stock ตรงนี้ต่างหากที่เป็นสัญญาณบวก เราถึงเพิ่มน้ำหนักค่อนข้างเร็ว นะครับ
ค่ะ อือ แล้วแล้วหุ้นสื่อสารก็จ่ายปันผลเยอะนะ
ถูกมั้ฮะ อย่างหุ้น AIS คุณเห็นตัวเลขก็ตกใจเหมือนกัน
นะ ถูกก็จ่ายปันผลครั้งแรกตั้งแต่ตั้งบริษัทมาก็จ่ายปันผล
ถูกมั้ฮะ ก็ก็เป็นสัญญาณบวกในในบาง sector ผู้โรงพยาบาลก็ตอนนี้ก็เริ่มฟื้น
นะครับ หลังจากที่ คนป่วยจาก Middle East หายหายไปนาน
นะครับ ค่ะ ตอนนี้ถ้าไปเดินดูก็อาจจะมีเริ่มมีคนไข้มากขึ้นจากบางประเทศ แต่ก็แน่นอนก็ซัฟเฟอร์จากคนไข้จากเขมร อะไรเงี้ยนะ ตัวเลขก็น้อยลง
ครับ เอ่อ หุ้นพลังงานก็ไปได้นะ แล้วก็ที่เหลือก็จะหุ้นขนาดกลางก็จะช้าหน่อย ค้าปลีกก็เริ่มขยับนะ แต่บางตัวก็ตัวใหญ่สุดก็ไม่ได้ขยับนะครับ อันนั้นก็
คนอาจจะเป็นห่วง หลายเรื่องนะ เรื่อง Virtual Bank เรื่องอะไรต่ออะไรซึ่งมันจบมาแล้วนะครับ
อือ มันก็จะมีหลายเรื่องแล้วบางบริษัทก็อาจจะไม่ได้ทำเรื่อง ESG อย่างซีเรียสกองทุนก็อาจจะไม่กล้าลง เพราะว่าเดี๋ยววันข้างหน้า อาจจะลงไม่ได้อะไรอย่าเงี้ย มันก็จะมี มีปัจจัยเยอะเหมือนกันนะที่ต้องดูให้ครบ เพราะฉะนั้นผู้จัดการกองทุนต้องต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งเหมือนกัน
อืครับ ตอนนี้กองทุนก็ออกไปซื้อหุ้นต่างประเทศหมดแล้วเหมือนอาจารย์ เพราะว่าคนไทยก็อยากจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนเค้าก็เลยต้องออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเหมือนกันนะฮะ
ครับ ก็อย่างน้อยก็มีทางออกให้คนไทยได้ลงทุนบ้างฮะ คือถ้า มาโฟกัสอยู่ในบ้านเราอย่างเดียว ผมว่ามันมันยากอ่ะ คือต้องยอมรับว่าโลกมันกว้างใหญ่ไปอีสาน นะตลาดหุ้นเราก็ไม่ถึงครึ่งครึ่ง เปอร์เซ็นต์ไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ของทั้งโลกอ่ะ
ค่ะ มันมันเป็นเศษเงินน่ะ ที่ผมบอกตอนแรกที่เ เข้ามา 20,000 ล้านนี่มันเป็นเศษเงินของเค้าอ่ะ ถูกมั้ฮะ
ออค่ะ ก็ไม่มีความหมาย
แต่เราก็อยากได้ต่อเนื่องอาจารย์ ถึงแม้จะเป็นแค่เศษเงิน
มีความหมายกับเรานะฮะ เศษเงิน Best IPO นี่ 80,000 ล้านเหรียญนะฮะ
ฮะ ประมาณ ประมาณ 2.6 6 ล้านล้านบาทอ่ะ
อื เกือบเท่างบประเทศไทยทั้งประเทศอ่ะ IPO ตัวเดียวอ่ะ
ใช่ค่ะ ถูกมั้ยฮะ ของเรา 3 ล้านล้านกว่าใช่มั้
ค่ะ Space Rest เงินเข้าบริษัทเนี่ย 2.6 2.7 7 ล้านล้านบาท
อื เหลือเชื่อนะฮะ เหลือเชื่อจริงๆใหญ่จริงๆ
อื ค่ะอ่า จริงๆเราก็เกรงใจอาจารย์นะ อาจารย์เดินทางต่างประเทศตลอดเนี่ยนัดกันก็อาจจะ แบบนานๆนัดกันทีนึงนะคะ เพราะว่าอาจารย์ก็จะเดินทางไปรอบโลกเนี่ยแหละ แล้วก็เอาข้อมูลดีๆมาฝากเรา แล้วก็เป็นคำแนะนำที่ดีๆนะ คะช่วงนี้เป็นช่วงที่ AI กำลังแบบขึ้นเยอะมาก คือสงครามตะวันออกกลางอาจารย์บอกไว้ตั้งแต่แรกเราบอกว่าไม่ต้องไปใส่ใจมากหรอก มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ แต่มันจะไม่กระทบเรื่องการลงทุน ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเราเห็นจากการขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐก็จริงนะ คะอาจารย์ เพราะตอนนี้ AI นี่คือเป็นตัวพยุงหมดเลยสำหรับใน Wall Street นะคะ ทุกคนก็ไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องของตะวันออกกลางเท่าไหร่นอกจากว่า เอ่อ เฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก็อาจจะมีผลบ้างนะฮะ แต่ว่า AI ถ้าทำกำไรดีก็อย่างอาจารย์บอกนะ ว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นการขี่ฟองสบู่แต่มันเป็นการขี่กระทิงนะคะ แต่ว่าอาจารย์ก็บอกว่าตอนตัวอาจารย์เองก็ค่อยๆทยอยลดพอร์ตมา 70 เหลือเหลืออยู่ 70% แล้วนะคะ แล้วก็มีเงินสดเอาไว้สำหรับที่จะเข้าต่อเวลาที่ราคามันปรับตัวลดลงมา แต่ว่าเทรน AI ก็ยังเป็นเมทนยาวๆอยู่อาจารย์ วันนี้ขอบคุณมากๆเลยนะคะอาจารย์ สำหรับเวลาเราชั่วโมงกว่าเลย ขอบพระคุณมากนะคะอาจารย์
ขอบพระคุณค่ะ สวัสดีค่ะ
เพื่อไม่พลาดทุกข้อมูลและข่าวสารด้านการลงทุน อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe ทุกช่องทางของ Money Chat นะครับ