Transcription
ขอนไม้ผู้ไม่เคยพ่าย เคยเหนื่อยกับการพยายามเป็นกัปตันที่ควบคุมทุกอย่างในชีวิต. มัวพยายามบังคับทิศทางเรือ พยายามสู้กับคลื่นลม พยายามคุมสิ่งที่คุมไม่ได้จนใจแทบพัง.
จริงๆ แล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เราเป็นคนพายเรือที่เก่งที่สุดนะครับ แต่ท่านบอกให้เราเป็นขอนไม้ที่สมดุลที่สุด ต่างหาก. ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าชี้ให้เหล่าลูกศิษย์ดูขอนไม้ที่กำลังไหลไปตามสายน้ำ แล้วตรัสว่า "ขอนไม้คือตัวเรา แม่น้ำคือกระแสของชีวิตและความทุกข์ และมหาสมุทรคือความสงบ."
ทำไมท่านถึงเปรียบชีวิตคนเป็นดั่งขอนไม้? เพราะร่างกายนี้ ความคิดนี้ แม้แต่โชคชะตานี้ เราไม่ใช่เจ้าของมัน 100% นะครับ. เราเพียงไหลไปตามเหตุและปัจจัยเหมือนขอนไม้ที่ลอยไปตามกระแสน้ำ. เรามีอำนาจเต็มที่ในการทำเหตุที่ดี แต่เราไม่มีอำนาจเหนือผลลัพธ์.
และนั่นคือเหตุผลที่เราต้องฝึกเป็นขอนไม้ที่สมดุล เพื่อที่จะไหลไปสู่ความสงบโดยที่ใจไม่พังพินาศไประหว่างทาง. หน้าที่ของเราไม่ใช่การพ่าย แต่คือการประคองระวังไม่ให้ตัวเองไปเกี่ยวติดกับฝั่ง. ซ้ายคือความหลงระเริงในกามราคะ. ระวังไม่ให้ตัวเองไปกระแทกกับฝั่ง. ขวาคือความเคร่งเครียดกดดันตัวเองจนตึงเป๊ะ. ระวังไม่ให้ตัวเองถูกคนเก็บไปเพราะความลุ่มหลงในคำเยิ่นย้อ.
และที่สำคัญที่สุด รักษาเนื้อไม้ข้างในไม่ให้ผุพังด้วยศีลและสติ จะได้ไม่จมลง.
หลายคนสงสัยว่า ถ้าเป็นขอนไม้แล้วจะคุมทิศทางได้อย่างไร? ความลับมันอยู่ตรงนี้ครับ. เมื่อไหร่ที่เราขัดเกลาเนื้อไม้ให้เกลี้ยงเกลา ไม่มีกิ่งก้านแห่งความยึดมั่น และรักษาน้ำหนักให้สมดุล ทำจิตให้ผ่องใส กฎฟิสิกส์แห่งธรรมจะทำหน้าที่ของมันเอง. มันจะผลักให้ขอนไม้ที่สมดุลลอยอยู่กลางลำน้ำที่ไหลลื่นลื่นที่สุด โดยที่เราไม่ต้องออกแรงแม้แต่ครั้งเดียว.
เป้าหมายของเราไม่ใช่การเอาชนะสายน้ำครับ แต่คือการเป็นหนึ่งเดียวกับกระแส จนกว่าจะถึงมหาสมุทรที่ชื่อว่าความสงบ. โลกไม่ได้ทำร้ายเรา มีแต่กิ่งก้านที่เราไม่ยอมปล่อยต่างหากที่เกี่ยวเราไว้กับกองขยะข้างทาง. ปล่อยให้หน้าที่นำพาเป็นเรื่องของกระแสน้ำ ส่วนหน้าที่ขัดเกลาเนื้อไม้และสร้างสูญดุลเป็นเรื่องของเรา ครับ.
ความสงบไม่ใช่ที่หมาย แต่มันคือการไหลที่ไร้แรงต้าน.