Transcription
ตอนที่ผมลงคลิปที่ 11 ของช่องนี้นะครับ ช่องของผมก็มี 20,000 ซับแล้วนะครับ แต่ว่าหลังจากที่ผมลงคลิปที่ 20 เนี่ย ช่องของผมก็โตไปเป็น 50,000 ซับเลย และทั้งหมดเนี่ยมันเกิดขึ้นภายใน 1 ปีเท่านั้นเอง
ดังนั้นถ้าคุณทำคลิปมาเป็น 10 หรือว่า เป็น 100 คลิปแล้วเนี่ยไม่มีคนดูเลย หรือว่าช่องไม่โตขึ้นเลย ผมบอกเลยว่ามันไม่ใช่เป็นเพราะคนมาทำ YouTube เยอะ ไม่ใช่เพราะว่าอัลกอริทึมไม่ชอบคุณ แต่มันเป็นเพราะคุณไม่รู้หลักการที่แท้จริงในการทำ YouTube ต่างหาก
บอกเลยว่าถ้าคุณรู้หลักการที่ผมจะบอกเนี่ย คุณจะไม่ต้องลงแรงลงเวลาเยอะ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเพื่อให้ช่องโตแบบก้าวกระโดดเลย อย่างผมเนี่ยทำคลิปแค่วันละ 1 ชั่วโมง เดือนนึงผมลงคลิปแค่ 2 คลิปเอง ช่องผมยังโตได้เลย เพราะฉะนั้นนะครับ ถ้าคุณคิดว่าอยากให้ช่องโตเนี่ยต้องใช้เวลาเยอะ ไม่จริงนะครับ คุณต้องรู้หลักการที่แท้จริงของมันต่างหาก
โอเค ถ้างั้นเรามาเริ่มกันเลย หลักการในการทำ YouTube ที่ผมใช้เนี่ย จริงๆแล้วมีแค่ 3 เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้นเอง
เรื่องแรกนะครับ ถ้าคุณอยากให้ช่องของคุณโตขึ้นน่ะ อันดับแรกคุณต้องทำให้คนน่ะกดเข้ามาดูคลิปคุณให้ได้ก่อน แต่ถ้าคุณเดาว่าการที่คนจะกดเข้ามาดูคลิปคุณ น่ะ มันเป็นเรื่องของชื่อคลิปหรือว่าปกคลิปเนี่ย ผมบอกเลยว่าคุณน่ะคิดถูกแล้วนะครับ แต่ว่าไม่ทั้งหมด
จริงอยู่นะครับที่ปกคลิปกับชื่อคลิปอ่ะ ทำให้คนกดเข้ามาดู แต่ว่าอะไรอ่ะที่มันเป็นตัวแบ่งแยกระหว่างปกคลิปชื่อคลิปที่คนกดเข้าไปดูกับปกคลิปชื่อคลิปที่คนเขาเลื่อนผ่านไป คำตอบก็คือ จิตวิทยา
อย่าลืมว่าคนที่จะเป็นคนตัดสินใจกดเข้ามาดูคลิปคุณเนี่ย เป็นมนุษย์นะครับ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่ใช่ใช่อัลกอริทึม อย่างคุณเนี่ยที่คุณดูคลิปนี้อยู่เนี่ย คุณก็เป็นมนุษย์คนนึงถูกมั้ย ดังนั้นน่ะ หนึ่งในสิ่งที่คุณควรมีในชื่อคลิปกับปกคลิปเนี่ย ก็คือจิตวิทยานี่แหละ แต่มันไม่ใช่แบบจิตวิทยาสายดาร์ก สายควบคุมสมองคนให้กดเข้ามาดูคลิปคุณโอเคป่ะ มันคือจิตวิทยาในชีวิตประจำวันทั่วไปเลยนั่นแหละ แต่ว่าคน ที่ทำ YouTube แล้วช่องไม่โตอ่ะ ส่วนใหญ่ มักจะมองข้ามกัน
และผมบอกเลยว่าจิตวิทยาเนี่ย มันเป็นแค่ 20% ของการทำปกคลิปแล้วก็ชื่อคลิปเท่านั้นเองนะครับ แต่ถ้าคุณรู้จักกด 80/20 เนี่ย ไอ้ 20% นี้นี่แหละที่มันจะส่งผลมากถึง 80% ที่จะทำให้คนน่ะกดเข้ามาดูคลิปคุณ
โดยจิตวิทยาที่ผมพูดถึงเนี่ย มันสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกันนะครับ ก็คือความกลัวกับความโลภ ซึ่ง 2 อย่างเนี่ยมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้วนะครับ
ความกลัวเนี่ย มันคือการที่คุณพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่คุณรู้ อ่ะว่ามันไม่ดีต่อตัวคุณเอง อย่างเช่นสิ่ง ที่คุณไม่ชอบ สิ่งที่ทำให้คุณดูไม่ดีในสายตาคนอื่นนะครับ หรือว่าสิ่งที่ทำให้คุณเจ็บปวด ใครจะอยากทำให้ตัวเองดูไม่ดีล่ะ ใครจะอยากเจ็บถูกมั้ย ซึ่งคุณสามารถเอาความกลัวไปไว้ในชื่อคลิปหรือว่าปกคลิปแบบนี้ ได้ครับ
อย่างเช่น คุณอาจจะอยากทำคลิปแนวแชร์วิธีการดูแลผิวหน้านะครับ คุณอาจจะใช้ความกลัวโดยการตั้งชื่อคลิปว่า "อย่าทำแบบนี้ถ้าไม่อยากเป็นสิว" แล้วก็ใช้ปกคลิปเนี่ยเป็นภาพคุณตอนที่ตัวเองเป็นสิวอะไรแบบเนี้ยนะครับ คนที่ไม่อยากเป็นสิว หรือว่าเป็นอยู่แล้วไม่อยากเป็นยิ่งกว่าเดิม อ่ะก็จะถูกดึงดูดโดยภาพคลิปแล้วก็ชื่อคลิปแบบเนี้ย ให้กดเข้ามาดูคลิปของคุณ
หรือคุณอยากจะแชร์แนวทางการใช้ชีวิตหลังเรียน จบอะไรแบบเนี้ย คุณก็สามารถใช้ความกลัวได้ โดยการตั้งชื่อคลิปว่า "ทำไมคนเรียนเก่งถึงไม่ประสบความสำเร็จ" แล้วในปกคลิปอ่ะ คุณก็มีตัวหนังสือเขียนตัวใหญ่ๆว่า "เกรดดีเท่ากับตกงาน" อะไรแบบเนี้ย คนที่เขามองว่าตัวเองเรียนเก่งเงี้ย ก็จะหวั่นๆแหละ กลัวว่า เออเขาจะตกงานด้วยหรือเปล่า ก็จะกดเข้ามาดู ซึ่งถ้าคุณสอนเขาให้เตรียมตัวกับชีวิตหลังเรียน จบแบบว่าเออมันต้องมี soft skill นู่นนี่นั่นด้วยนะ ไม่ใช่แค่เรียนเก่งอย่างเดียว คนที่เข้ามาดูอ่ะก็ได้ประโยชน์จากคุณเต็มๆนะครับ มันจะไม่ใช่แค่ clickbait หรอกให้คนเข้ามาดูเฉยๆเนี่ย ก็คือใช้ความกลัวในคลิปกับชื่อคลิปนะครับ
ในทางกลับกันเนี่ย ความโลภ ความโลภเนี่ย คือการอยากได้บางอย่างมากขึ้นนะครับ อยากหาเงินได้เยอะขึ้น อยากให้ช่องโตขึ้น อยากมีเวลามากขึ้น หรือว่าอยากได้บางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองไม่เคยมีมาก่อนก็ได้เหมือนกัน ซึ่งความโลภเนี่ย มันจะไปได้ดีมากๆกับเรื่องเงินๆทองๆนะครับ
คุณอาจจะอยากทำคลิปแชร์แนวทางการหาเงินออนไลน์อะไรเงี้ย คุณก็สามารถตั้งชื่อคลิปได้ว่า "วิธีหาเงินออนไลน์สำหรับวัยเรียน" อะไรอย่างเงี้ย แล้วปกคลิปอ่ะก็เป็นภาพแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี ใครจะไม่อยากเห็นแจ้งเตือนเงินเด้งเข้าบัญชีตัวเองล่ะ จริงมั้ย แบบเนี้ยนะครับ มันก็จะไปกระตุ้นความโลภให้เขากดเข้ามาดู
ถึงแม้ความโลภเนี่ย มันจะไปได้ดีกับเรื่องเงินๆทองๆ แต่ว่ามันก็ใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วยเหมือนกันนะครับ อย่างเช่น อยากหน้าใสขึ้น อยากเก่งภาษามากขึ้น อยากหุ่นดีขึ้น อยากขายเพิ่มขึ้น ถ้าคนดูเค้าอยากได้อะไรบางอย่าง แล้วคุณโชว์สิ่งนั้นน่ะ ให้เค้าเห็นทั้งในชื่อคลิปแล้วก็ปกคลิปเลย อ่ะครับ เค้าก็จะกดเข้ามาดู
ดังนั้นนะครับ เวลาทำปกคลิปเนี่ย อย่านึกถึงแค่เรื่องความสวยความงามอย่างเดียว ปกคลิปสวยอย่างเดียวเนี่ย ไม่ได้ทำให้คนกดเข้ามาดูนะครับ มันเหมือนแบบ เออเราชอบแกะ แต่ชอบแบบเพื่อน ไม่ได้อยากเป็นแฟนเหมือนกันนะครับ เวลาเค้าเลื่อนมาเจอคลิปที่ปกคลิปสวยอย่างเดียว เค้าก็จะแบบ เออปกคลิปก็สวยดีนี่ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องกดเข้าไปอยู่ เค้าก็จะเลื่อนผ่านไป
เพราะฉะนั้นนะครับ ลองถามตัวเอ งด้วยว่าปกคลิปชื่อคลิปที่ใช้อยู่ หรือว่ากำลังจะทำเนี่ย มันมีความโลภ หรือว่าความกลัวแซมอยู่บ้างหรือยัง เพราะว่าสุดท้ายอ่ะ 2 จิตวิทยานี้นี่แหละนะครับที่จะทำให้คนน่ะกดเข้ามาดูคลิปคุณ
ต่อมาหลักการในการทำ YouTube เรื่องที่ 2 นะครับ นอกจากจะทำให้คนกดเข้ามาดูแล้วอ่ะ คุณต้องทำให้เค้าอ่ะนั่งดูต่อจนจบด้วย เพราะว่า YouTube อ่ะให้ความสำคัญกับ 2 ตัวเลขมาก ๆนะครับ นั่นก็คือ CTR กับ Watch Time
CTR เนี่ย คือจากคนที่เค้าเห็นคลิปคุณทั้งหมดอ่ะ มีคนกดเข้ามาดูคลิปคุณจริงๆ อ่ะกี่คน อันเนี้ยยิ่งเยอะยิ่งดี ซึ่งเราก็พูดกันไปแล้วเมื่อกี้นะครับ ก็คือจิตวิทยาของปกคลิปชื่อคลิป
ส่วน Watch Time เนี่ย ก็คือเค้ากดเข้ามาดูคลิปคุณแล้วอ่ะ เค้า นั่งดูอยู่นานแค่ไหน ถ้าคนกดเข้ามาดูคลิปคุณเยอะ แต่ว่าเค้าเข้ามาปุ๊บแล้วเค้าก็ออกไปดูคลิปอื่นเลยอ่ะ นอกจากคนดูจะไม่ได้ประโยชน์จากคุณทั้งหมดแล้วนะครับ มันจะทำให้ YouTube อ่ะคิดว่าคลิปของคุณน่ะไม่มีคุณค่าด้วยนะครับ เพราะว่าถ้าคลิปคุณมันมีคุณค่าจริงๆ อ่ะ คุณก็ต้องนั่งดูต่อจนจบ ใช่ป่ะ ทีเนี้ย YouTube มันก็จะไม่เอาคลิปเนี้ยมาให้คนอื่นๆเห็นอีกนะครับ คลิปนั้นของของคุณน่ะก็จะถูกคนมองเห็นน้อยลงเรื่อยๆ นะครับ จนสุดท้ายอ่ะยอดวิวมันก็จะนิ่งอยู่แต่ที่เดิม
ดังนั้นนะครับ ผมจะบอกให้ฟัง 3 ข้อผิดพลาดที่คนทำ YouTube แล้วช่องไม่โต หรือว่ายอดวิวน้อย มักจะทำกัน
เรื่องแรกนะ ครับ เรื่องเนี้ยสำคัญที่สุดเลยแต่ว่าคนไม่ค่อยรู้ ผมเนี่ยจะมีนิสัยอย่างนึงคือชอบหาดูคลิปที่มันยอดวิวน้อยๆอ่ะ แล้วก็นั่งวิเคราะห์ว่าทำไมยอดวิวถึงน้อย และหนึ่งในสิ่งที่ผมเจอในคลิปที่ยอดวิวน้อยเนี่ยนะครับ ส่วนใหญ่อ่ะมักจะเป็นเหมือนกันหมดเลย นั่นก็คือเฉลยสิ่งที่จะพูดในคลิปไปตั้งแต่ต้นคลิปหมดแล้ว ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น
คุณเคยเห็นตัวอย่างหนังก่อนที่หนังจะเข้าโรงมั้ย ตัวอย่างหนัง สั้นๆที่เขาทำมาเรียกน้ำย่อย ทำให้คนฮือฮา อะไรอย่างเงี้ย ในตัวอย่างหนังเนี่ยเขาก็จะเอาฉากต่างๆในหนังมาใส่ให้ดูใช่ใช่มั้ย แต่ว่าเค้าจะไม่เอาฉากที่เป็นฉากเด็ดๆ หรือว่าฉากพีคอ่ะมาใส่ หรือถ้าเอามาเค้าก็จะมาให้คุณเห็นแค่แบบแวบๆเดียวเพื่อให้คุณตื่นเต้น เพราะว่าถ้าเค้าเอาฉากเด็ดๆมาให้คุณดูก่อนหมดเลยอ่ะ พอคุณไปดูหนังจริงๆ อ่ะ คุณก็จะไม่สนุก ไม่ตื่นเต้นแล้ว เพราะว่าเอออันนั้นก็เคยเห็นแล้ว อันนี้ก็เคยเห็นแล้ว คุณจะรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรให้ดูต่อ
เนี่ยคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนดูเวลาคุณเฉลยทุกอย่างไปตั้งแต่ต้นคลิปเหมือนกัน อย่างเช่น สมมุติว่าคุณทำคลิปแชร์ 3 ท่าสร้างกล้ามแขนให้ใหญ่อะไรอย่างเงี้ย แล้วคุณเปิดคลิปมาปุ๊บ ตั้งแต่นาทีแรกคุณบอกเลยว่าไอ้ 3 ท่าเนี่ย มันคืออะไรบ้าง คนเขาก็จะอ้อ โอเค รู้แล้ว 3 ท่า แล้วก็ออกไป ทั้งๆที่สิ่งที่เหลืออยู่ในคลิปของคุณน่ะ มันอาจจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากๆ คือถ้าใครได้รู้นะ จะสร้างกล้ามเร็วขึ้น 10 เท่า 100 เท่าอะไรอย่างเงี้ย แต่ว่าก็ไม่มีใครได้รู้นะครับ เพราะว่าเค้าออกกันไปตั้งแต่ นาทีแรกแล้ว
สิ่งที่ควรจะเป็นจริงๆเนี่ย ถ้าคุณอยากพูด 3 เรื่องนะครับ ให้คุณพูดเรื่องแรก แล้วก็อธิบายทุกอย่างที่คุณอยากบอกเกี่ยวกับเรื่องแรกซะให้หมดก่อน แล้วค่อยไปเรื่องต่อไป ถ้าคุณทำแบบนี้เนี่ย คนดูจะรู้สึกว่าโอ้โหนี่ขนาดคุณเพิ่งพูดแค่เรื่องแรกเรื่องเดียวเนี่ย เค้ายังได้ความรู้เยอะขนาดนี้เลย ถ้าพูดเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 อ่ะ เค้าจะได้ความรู้อีกขนาดไหนอ่ะ มันก็จะทำให้เค้านั่งดูต่อจนจบ
เพราะฉะนั้นนะครับ อย่าไปเฉลยทุกอย่างหมดตั้งแต่แรก แล้วก็อันที่จริงเนี่ยนอกจากจะ ไม่เฉลยทุกอย่างแล้วนะครับ คำพูดแรกที่คนดูได้ยินตอนคุณเปิดคลิปอ่ะ ก็สำคัญไม่แพ้กัน และผมเคยทำคลิปอธิบายพร้อมยกตัวอย่างไว้หมดเลยว่า ถ้าคุณจะพูดเปิดคลิปอย่างเงี้ย คุณต้องพูด ยังไงบ้างเพื่อให้คนอยากดูต่อจนจบ ถ้าคุณอยากรู้แบบเป๊ะๆเลยว่าต้องพูดอะไรบ้างนะครับ คุณลองไปดูคลิปนั้นได้
ทีเนี้ย เรื่องผิดพลาดเรื่องต่อมาที่ทำให้คนดูคลิปของคุณได้ไม่นานนะครับ ก็คือคุณกังวลกับความยาวคลิปมากเกินไป กลัวว่าคลิปจะยาวเกิน กลัวว่าคนดูจะเบื่อ จริงๆถ้าคุณกังวลอย่างเงี้ย ผมว่ามันเป็นเรื่องที่ดีนะ มันแปลว่าคุณใส่ใจคนดู แต่ผมบอกเลยว่ามันไม่มีหรอกนะครับ คลิปที่ยาวเกินไป มันมีแต่คลิปที่น่าเบื่อเกินไปต่างหาก
ก็ถ้าคุณกำลังกังวลกับความยาวคลิปอยู่เนี่ย ผมบอกเลยว่าอันที่จริงอ่ะ คลิปยาวๆอ่ะมีข้อได้เปรียบมากกว่าคลิปสั้นๆหลายอย่างเลย เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟัง
1 เลยคือคนดูอ่ะจะได้ประโยชน์จากคุณมากกว่า เพราะว่าถ้าคลิปคุณยาวขึ้นใช่มั้ย มันแปลว่าคุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อนยัดๆข้อมูลให้กับคนดู คุณสามารถอธิบายหลักการได้เต็มที่ ยกตัวอย่างได้เต็มที่ ให้ความรู้คนดูแบบเนื้อๆเน้นๆ ได้เลย ไม่จำเป็นต้องแค่แบบพูดผ่านๆเฉยๆ ซึ่งถ้าคนดูรู้สึกว่ามาฟังคุณแค่คลิปเดียวอ่ะ ยิ่งกว่าเค้าอ่านหนังสือเองเป็น 10 เล่มอีกเงี้ย ยังไงช่องคุณก็โต
และสิ่งที่จะตามมาแน่ๆนะครับ ก็คือ 2 นะครับ คุณจะมีเครดิตที่ดีกว่า คุณลองสมมุติตัวเองเป็นคนดูคลิปก็ได้ ระหว่างคนที่มาพูดสั้นๆไม่กี่คำแล้วก็ไป กับคนที่เค้าใช้เวลาอธิบายทุกอย่างให้คุณ จากความรู้จากประสบการณ์ของเขาแบบเนื้อๆเน้นๆน่ะ คุณจะเชื่อใครมากกว่ากัน
3 นะครับ อย่างที่บอก YouTube อ่ะให้ความสำคัญกับ Watch Time คือถ้าคุณทำคลิปยาว 15 นาทีแล้วคนนั่งดูจนจบ แทนที่จะเป็น 3 นาทีเนี่ย YouTube อ่ะจะมองว่าคลิปของคุณน่ะมีคุณค่านะครับ เพราะว่าขนาดคลิปยาวอ่ะ คนยังนั่งดูจนจบเลย แปลว่ามันก็ต้องมีประโยชน์กับคนดูแน่นอน YouTube อ่ะก็จะเอาคลิปของคุณน่ะไปให้คนเห็นมาก ขึ้นนะครับ ช่องคุณก็จะโตไวขึ้น
และ 4 นะครับ ถ้าคุณทำธุรกิจอยู่เนี่ย แล้วอยากใช้ YouTube เป็นช่องทาง Marketing ช่องทางนึงนะครับ มีสถิติบอกว่า content แบบยาวอ่ะ จะทำให้คนสนใจ service หรือว่า product ของคุณน่ะมากกว่า content แบบสั้นนะครับ ถึง 7 เท่าเลย
ซึ่งถึงแม้ว่าคลิปยาวๆเนี่ย จะมีข้อได้เปรียบมากกว่า มันก็ไม่ได้แปลว่าคุณต้องทำให้ทุกคลิปมันยาว 30-40 นาทีไปหมดเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่บอกสิ่งสำคัญเนี่ย มันไม่ใช่ความยาวคลิปนะครับ มันอยู่ที่ความน่าติดตาม คลิปที่ยาว 20-30 นาทีอย่างเงี้ย แต่ว่าวางโครงสร้างคลิปมาดี ให้ประโยชน์กับคนดู คนนั่งดูเพลินจนจบนะ ครับ ยังไงมันจะทำให้ช่องคุณโตได้ดีกว่า คลิปที่ 20-30 นาทีเหมือนกันแต่ว่าโคตรน่าเบื่อแน่นอน
และทริก 1 ทริกที่ง่ายมากๆ นะครับ แต่ว่ามันจะทำให้คลิปของคุณน่ะน่าติดตามมากขึ้นหลายเท่าเลยนะ ก็คือใช้แค่คำคๆเดียวเลยครับ คือคำว่า "แต่" เวลาคุณอธิบายบางอย่างอ่ะ ให้คุณใช้คำว่า "แต่" แล้วก็ใส่ความขัดแย้งลงไปด้วย อย่างเช่นที่ผมพูดเมื่อกี้ และทริก 1 ทริกที่ง่ายมากๆนะครับ แต่ว่ามันจะทำให้คลิปของคุณน่ะน่าติดตามมากขึ้นหลายเท่าเลย การทำแบบเนี้ยจะทำให้คลิปของคุณน่าติดตามมากขึ้นนะครับ เพราะว่าคนดูจะคอยลุ้นว่า "แต่แล้วยังไงต่อ" ซึ่งถ้าคุณฟังมาจนถึงตอนนี้นะครับ ก็แปลว่าเทคนิคนี้เนี่ยมันเวิร์คจริงๆนะครับ ถ้าไม่เชื่อเนี่ยคุณลองย้อนกลับไปดูตั้งแต่แรกได้เลยว่าคลิปเนี้ยผมพูดคำว่า "แต่" บ่อยขนาดไหน
ต่อมานะครับ เรื่องผิดพลาดเรื่องที่ 3 ที่ทำให้คนดูคลิปคุณได้ไม่นานเนี่ย จริงๆเรื่องเนี้ยมันไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไรร้ายแรงนะครับ แต่ว่าถ้ามันมีบางสิ่งบางอย่างที่แบบทำให้คนดูอินกับคุณมากขึ้น ตั้งใจฟังคุณมากขึ้นสักนิดนึงอย่างเงี้ย เนี่ยคุณจะไม่ลองทำดูหน่อยหรอ
คนที่ทำคลิปส่วนใหญ่นะครับ เวลาพูดหน้ากล้องเวลาพูดกับคนดูอย่างเงี้ย ชอบทำเหมือนว่าคนดูอ่ะมีอยู่หลายคน อย่างเช่นใช้คำว่า "ทุกคน" อะไร เงี้ย "สวัสดีทุกคน ยินดีต้อนรับกลับมานะทุกคน" อย่างที่บอกนะครับ มันไม่ได้ร้ายแรงอะไร ก็มีหลายๆช่องที่ใช้คำนี้แล้วช่องเขาก็โตเหมือนกัน แต่คุณอย่าลืมว่าเวลาคุณทำคลิปอ่ะครับ คุณทำคลิปให้ทุกคนดูก็จริง แต่เวลาคนดูอ่ะ เค้าดูคลิปคุณแค่ทีละ 1 คน สมมุติว่าคลิปคุณมี 700 วิวอ่ะครับ มันไม่ได้แปลว่าคน 700 คนรวมตัวกันเพื่อจองโรงหนังไปนั่งดูคลิปคุณจอใหญ่ๆพร้อมกัน แต่มันคือการที่คนแต่ละคนน่ะ เ้านั่งดูคลิปคุณผ่านจอคอมผ่านจอโทรศัพท์ของตัวเองทีละคนทีละคนทีละคนจนเป็น 700 คน
เพราะฉะนั้นเวลาพูดกับคนดูอ่ะครับ ให้พูดกับเขาแค่คนเดียวไปเลย เหมือนที่ผมพูดกับคุณคนเดียวเนี่ย ใช้คำว่า "คุณ" มาตลอด คุณจะใช้คำว่า "แก" "เธอ" อะไรก็ได้ที่มันเป็นสไตล์คุณนะครับ ลองนึกภาพดู เวลาครูพูดหน้าเสาธงเงี้ย คุณว่ามีนักเรียนกี่คนบ้างที่ตั้งใจฟัง บางคนก็มัวแต่ใจลอยคิดถึงเธออยู่นั่นแหละ บางคนก็เล่นกันคลิกคักๆคัก บางคนก็มัวแต่แคะขี้โมกนะ ครับ ไม่ได้สนใจหรอก แต่ว่ากลับกันเนี่ย ถ้าสมมุติว่าครูอ่ะเดินมาหาคุณตรงหน้าเลยอ่ะ มายืนตรงหน้าคุณน่ะ แล้วก็มาคุยกับคุณอย่างเงี้ย คุณจะตั้งใจฟังแบบไหนมากกว่ากัน
ทริกมันอาจจะดูเล็กๆแค่นี้นะครับ แต่ผมบอกเลยว่ามันจะทำให้คนดูอ่ะอินกับคุณมากขึ้น แล้วก็ตั้งใจฟังคุณได้นานขึ้นด้วย
เนี่ยก็เป็น 3 ข้อผิดพลาดนะครับ ที่ถ้าคุณแก้แก้ไขได้อ่ะ นอกจากเขาจะกดเข้ามาดูคลิปคุณแล้ว เขาจะนั่งดูคลิปคุณต่อจนจบอีกต่างหาก
ทีเนี้ย เมื่อกี้มันเป็นเรื่องของการทำคลิปที่จะเพิ่มโอกาสให้คุณมีคนดูมากขึ้น เฉยๆนะครับ แต่ถ้าคุณอยากให้ช่องโตขึ้นจริงๆอ่ะ มันจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมจะบอกต่อไปนี้ โดยคำว่าช่องโตในที่นี้เนี่ย ผมหมายถึงว่ามีคนกดติดตามคุณมากขึ้น มีคนกด subscribe คุณมากขึ้น ซึ่งการที่คนจะกดติดตามคุณน่ะ สำหรับผมเนี่ย มี 3 เหตุผลด้วยกัน
เหตุผลแรกเนี่ย คือคุณทำให้เค้าเรารู้สึก "เฮ้ย" เช่น "เฮ้ย ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย" "เฮ้ย ทำไมวิธีที่คุณบอกมันง่ายจัง" "เฮ้ย เอออันเนี้ยมันโคตรใช้ได้จริงเลย" ถ้าคุณทำให้เค้า "เฮ้ย" แบบนั้นได้นะครับ ตอนที่เขาดูคลิปคุณน่ะ มันแปลว่าเค้าได้รับประโยชน์จากคุณในแบบที่เค้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน แบบเนี้ยนะครับ ยังไงเขาก็จะกดติดตามคุณแน่นอน เพราะเขาจะคิดว่าคุณน่ะต้องมีเรื่องให้เขา "เฮ้ย" ได้อีกแน่ๆ
แต่ทีเนี้ย แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องอะไรที่จะทำให้คนดู "เฮ้ย" หรือว่าไม่ "เฮ้ย" คำตอบก็คือ คุณไม่มีทางรู้นะครับ บางคนเค้าอาจจะ "เฮ้ย" เออเพิ่งรู้จริงๆแหละ แต่บางคนก็แบบเออ เค้าก็เคยรู้มาแล้ว สิ่งสำคัญคือให้คุณโฟกัสกับคนที่ยังไม่รู้ดีกว่านะครับ เพราะว่าเวลาคุณทำคลิปอ่ะ คุณทำคลิปเพื่อให้คน ที่ยังไม่รู้ใช่มั้ย คุณไม่ได้ทำคลิปเพื่อ ให้คนที่รู้อยู่แล้วนี่ ถ้ารู้อยู่แล้วคุณจะทำคลิปทำไม
แต่ถ้าคุณอยากได้วิธีคิดง่ายๆว่าเออ เรื่องไหนจะ "เฮ้ย" ไม่ "เฮ้ย" เนี่ย ก็คือให้เอาเรื่องที่คุณรู้สึกว่า "เฮ้ย" เองนี่แหละ ตอนที่คุณได้ยินครั้งแรก เพราะว่าคน ที่เค้าดูคลิปคุณอยู่ตอนเนี้ยเนี่ย สถานะของเค้าอ่ะคือสถานะเดียวกับคุณที่คุณเคยอยู่ตอนที่คุณรู้เรื่องนั้น เพราะฉะนั้นนะ ครับ ถ้าคุณเอาเรื่องที่คุณเคย "เฮ้ย" เมื่อตอนนั้นน่ะ มาเล่าอ่ะ คนที่เค้าดูตอนเนี้ย ก็จะ "เฮ้ย" กับคุณเหมือนกัน
และถ้ามันเป็นประโยชน์กับเค้านะครับ ยังไงเขาก็จะกดติดตามคุณแน่นอน
แต่ทีเนี้ยนะครับ จะมีบางคน ที่เค้ารู้สึก "เฮ้ย" แล้วแต่ว่ายังไม่กดติดตาม เพราะว่าเค้าต้องการอีกเหตุผลที่ผมกำลังจะบอกด้วย ซึ่งนั่นก็คือ คุณมีคลิปที่เขาอยากดูมากกว่า 1 คลิป
อย่างผมเนี่ย ทำคลิปแนวพัฒนาตัวเองนะครับ การพัฒนาตัวเองมันมีหลายด้านนะครับ คลิปของผมมันก็จะมีหลายหัวข้อ แต่คลิปแรกที่ทำให้ช่องของผมโตขึ้นจริงๆเนี่ย มันคือคลิปที่ผมมาแชร์เรื่องของการสร้างกล้าม และมันก็เป็นคลิปเดียวในช่องเลยที่พูดถึงเรื่องของการออกกำลังกาย ถ้าคนเข้ามาดูคลิปนี้เนี่ย แล้วรู้สึกว่า "เฮ้ย" นะครับ เขาก็จะเข้ามาดูในช่องผมว่ามีคลิปอะไรอีก ถ้าเขาสนใจเรื่องของการพัฒนาตัวเองแบบรวมๆเนี่ย เขาก็จะเห็นว่าในช่องผมอ่ะมีคลิปที่เขาอยากดูมากกว่า 1 คลิป เขาก็จะกดติดตาม
แต่ถ้าเค้าสนใจเรื่องของการออกกำลังกายอย่างเดียวเลยเนี่ย แล้วเค้ากดเข้ามาดูช่องผมอ่ะ เค้าก็จะเห็นว่าช่องผมอ่ะมีคลิปการออกกำลังกายแค่คลิปเดียวเอง เค้าก็จะไม่กดติดตาม เพราะว่าผมมีคลิปที่เขาอยากดูแค่ 1 คลิป แถมเค้าดูไปแล้วด้วย เค้าก็จะเดาว่าเออช่องเนี้ยไม่ใช่ช่องออกกำลังกายที่เขาสนใจ เค้าก็จะไป
ซึ่งมีคอมเมนต์นึงอ่ะ ที่พิมพ์บอกผมแบบนี้เลยนะครับ แล้วผมมั่นใจว่าจริงๆแล้วอ่ะ มีมากกว่านี้แน่นอน ไม่ใช่แค่คนเดียวแน่นอน แค่คนอื่นน่ะเค้าไปเลยไม่ได้มาพิมพ์บอกแบบคนนี้
และเหตุผลสุดท้ายนะครับ ที่ทำให้คนน่ะกดติดตามคุณ โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่ทุกคนหันมาทำคอนเทนต์กันหมด หลายๆคนก็ทำคอนเทนต์ในหัวข้อเดียวกันแล้ว อะไรล่ะที่จะทำให้คนดูอ่ะ กดติดตามคุณแทนที่จะเป็นช่องอื่นๆ คำตอบก็คือ การที่คุณน่ะเป็นตัวคุณเอง
อย่างเช่นรถยนต์อย่างเงี้ยนะครับ รถทุกคันมันก็ขับได้เหมือนกันหมด ทำไมรถมันไม่หน้าตาเหมือนกันหมดทั้งโลกไปเลยอ่ะ ทำไมมันต้องมีรถยุโรป ทำไมต้องมีรถญี่ปุ่น ทำไมต้องมีรถไฟฟ้า ทำไมต้องมีรถน้ำมัน เพราะว่ารถแต่ละคันน่ะ มันมีลักษณะเฉพาะของมัน คุณก็มีลักษณะเฉพาะของคุณเหมือนกัน คุณเป็นคนเดียวบนโลกอ่ะที่เหมือนคุณนะครับ ไม่มีใครเหมือนคุณอีกแล้ว แล้วคุณก็ไม่เหมือนใครด้วย
ซึ่งจริงๆอ่ะ ลักษณะเฉพาะของคุณนี่แหละครับ ก็เป็นอีกอย่างนึงที่ทำให้คนดูรู้สึก "เฮ้ย" ได้เหมือนกัน อย่างเช่น "เฮ้ย ไม่เคยเจอครูสอนภาษาอังกฤษที่ตลกขนาดนี้มาก่อน" เขาก็กดติดตาม "เฮ้ย ไม่เคยเจอติวเตอร์ที่เข้าใจเด็กแล้วก็เป็นกันเองแบบนี้มาก่อนเลย" เออเขาก็จะกดติดตาม
หรืออีกอย่างนึงก็คือ ไม่รู้ว่าคุณมีหรือเปล่านะ เป็นช่องที่แบบคุณชอบ แต่คุณอธิบายไม่ได้ว่าทำไม คือก็มีช่องอื่นๆที่คล้ายๆกันอีกแหละ แต่ว่าคุณรู้สึกว่าช่องเนี้ยไม่เหมือนช่องอื่น โดยที่อธิบายไม่ได้ เอออันเนี้ย มันก็เป็นเพราะลักษณะเฉพาะของเขา
ดังนั้นนะครับ ลักษณะเฉพาะของตัวคุณเองนี่แหละ ที่จะทำให้คนดูอินกับคุณจนต้องกดติดตาม
ถ้าคุณมีทั้ง 3 เหตุผลนี้เนี่ย แล้วก็ทำคลิปแบบที่ผมบอกไปตอนต้นนะครับ ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าทำไมช่องของคุณจะโตไม่ได้
ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมเล่าไปเนี่ยนะครับ มันเป็นแค่ภาพรวมกว้างๆเท่านั้นเอง หลักการหรือว่าเทคนิคต่างๆที่ผมใช้จริงๆเนี่ย จริงๆแล้วมันมีเยอะกว่านี้มากๆ ผมใช้เวลาเป็นปีนะ ครับ ในการศึกษาเทคนิคของ YouTuber ดังๆนะครับ กว่าจะรู้ว่าเทคนิคไหนเวิร์ค เทคนิคไหนไม่เวิร์ค
ถ้าคุณอยากรู้สิ่งที่ต้องทำแบบเป๊ะๆ เป็น step by step เลยเนี่ยว่าต้องทำยังไงบ้างให้ช่องโตไวๆนะครับ โดยที่ไม่อยากเสียเวลาลองผิดลองถูกเอง คุณอาจจะสนใจ YouTube Gold Lab นะครับ เป็นโปรแกรมที่ผมอ่ะจะเข้าไปช่วยคุณแบบ 1:1 ยาวๆ 4 สัปดาห์ด้วยเทคนิคทุกอย่างที่ผมใช้เองจริงๆนะครับ ในการปั้นช่องตัวเองให้โตแบบก้าวกระโดด
แต่เนื่องจากผมอยากให้คนที่ผมเข้าไปช่วยเนี่ย เห็นผลลัพธ์จริง ช่องโตไวขึ้นจริงๆ ผมจะรับแค่ 5 คนต่อเดือนเท่านั้น เพื่อที่ผมจะได้ช่วยคุณได้อย่างเต็มที่ แล้วก็มีคุณภาพมากที่สุด ดังนั้นถ้าคุณสนใจที่จะเป็น 5 คนนั้นเนี่ย ก็กรอกแบบฟอร์มด้านล่างได้