Transcription
นี่คือบทสรุปสาระสำคัญแบบรวบรัดในหัวข้อ "จะิษฐ 6 คืออะไรและควรเลือกกรรมฐานอย่างไรให้เหมาะกับตนเอง" เนื้อหานี้เนี่ยมาจากธรรมเทศนาของหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุงครับ ท่านชี้ให้เห็นเลยว่าทำไมคนทำงานยุ่งๆแบบพวกเรา พอพยายามนั่งสมาธิที่ไรถึงไม่ค่อยก้าวหน้าสักที นั่นก็เพราะเราอาจจะกำลังปฏิบัติธรรมแบบผิดจริต หรือไปฝืนนิสัยพื้นฐานของตัวเองอยู่ไงล่ะครับ ซึ่งบอกเลยว่าทำแบบนั้นมันเสียเวลาเปล่ามากๆ
ประการแรก เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าจริต 6 คืออะไร เอาจริงๆมนุษย์เราจะมีอารมณ์นำชีวิตอยู่ 6 แบบหลักๆครับ คุณเคยสังเกตไหมว่าทำไมบางคนแค่เห็นของวางไม่เป็นระเบียบนิดเดียวก็หงุดหงิดแล้ว นั่นแหละครับคือพวกขี้โมโห หรือโทสะจริต ส่วนแบบอื่นๆก็มีทั้งคนที่รักสวยรักงาม หรือราคจริต คนสับสนลังเล หรือโมหจริต คนคิดมากฟุ้งซ่าน หรือวิตกจริต คนเชื่อคนง่าย หรือศรัทธาจริต และพวกที่ชอบใช้เหตุผล อย่างพุทธจริตครับ
ประการที่ 2 พอเรารู้จักตัวเองแล้วเนี่ย การเลือกวิธีทำสมาธิมันก็เหมือนการจ่ายยาให้ตรงโรคเลยครับ ลองคิดดูนะ ถ้าคุณปวดหัว แต่ดันไปกินยาแก้ปวดท้อง อาการมันก็คงไม่ดีขึ้นใช่มั้ล่ะ อย่างกลุ่มอารมณ์สุดโต่ง พวกคนรักสวยรักงามเนี่ย ต้องแก้เคล็ดด้วยการพิจารณาความไม่เที่ยง หรือมองร่างกายที่เสื่อมสลาย ส่วนคนขี้หงุดหงิดก็ต้องใช้ความเมตตาเข้าช่วย หรือเพ่งสมาธิไปที่สีเย็นๆ เพื่อช่วยดับความรุ่มร้อนในใจครับ
ท้ายที่สุด สำหรับกลุ่มสายความคิด ถ้าปัญหาของคุณไม่ใช่ความขี้มดโมโห แต่เป็นหัวสมองที่หยุดคิดไม่ได้ล่ะ สำหรับคนที่คิดมาก ฟุ้งซ่าน ให้โฟกัสแค่ลมหายใจเข้าออก ดึงสติให้อยู่กับปัจจุบันจุดเดียวพอครับ ส่วนคนที่เชื่อคนง่าย ให้เน้นระลึกถึงสิ่งดีงามเป็นที่พึ่ง จะได้ไม่หลงเชื่องมงาย และสำหรับคนฉลาดคิด ให้พิจารณาถึงความตายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเยื่อหยิ่งและยึดมั่นถือมั่นลงครับ
การรู้เท่าทันนิสัยพื้นฐานของตนเอง และเลือกเครื่องมือปฏิบัติธรรมได้ตรงจุด คือทางลัดที่สำคัญที่สุด ที่จะช่วยให้เราเอาชนะกิเลสและพบความสงบในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง