📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

8 ไม้ตายพูดให้คนเข้าใจง่าย | อาหารสมอง The BookTeller

The BookTeller16:38

Transcription

[เพลง] อาหารสมองกับ The Book tor ในตอนนี้ครับ จะทำให้คุณมีทักษะการพูดเก่งขึ้นกับกฎการพูดให้เข้าใจง่าย จากหนังสือที่ชื่อว่า "พูดให้ง่ายๆ คือไม้ตายของคนเก่ง" หนังสือแปลจากประเทศเกาหลี โดยอมรินฮาทูครับ

โดยกฎที่ว่านี้มีด้วยกันอยู่ 8 ข้อ ที่เรียกได้ว่าเป็นไม้ตายของคนพูดเก่ง ถ้าหากคุณผู้ฟังได้ฟังแล้วนำไปฝึกใช้เป็นประจำ รับรองว่าการพูดของคุณนั้นจะพัฒนาขึ้นอย่างดีเลยทีเดียว

เริ่มกันเลยครับที่ 8 กฎการพูดให้เข้าใจง่าย ในข้อแรกครับ ทำความรู้จักกับ 3 วยร้าย ในกฎข้อนี้ครับ จะบอกเราว่าการที่เราจะพูดอะไรให้ใครเข้าใจได้ง่ายขึ้นนั้น เราจำเป็นต้องเข้าใจและรู้ว่าตัวร้ายที่เป็นอุปสรรค์ในการสื่อสาร ทำให้การสื่อสารของเรานั้นทำได้ยากมากขึ้น มีอะไรบ้าง?

พู้เขียนเขาก็ยกมา 3 ตัวร้ายครับ ซึ่งก็คือ:

1. ตัวกองที่แตกต่างกัน เพราะแม้ว่าเราจะได้รับข้อมูลเหมือนกัน แต่คนเราอาจจะตีความข้อมูลนั้นไม่เหมือนกันเลย แต่ละคนนั้นก็มีอคติทางความคิดที่เป็นของตัวเอง ส่วนมากเราก็มักจะตีความเรื่องเรืหนึ่งตามประสบการณ์ที่เราเจอบ้าง ตามการเลี้ยงดูที่เราเติบโตมาบ้าง ตามคำสั่งคำสอนที่เราได้รับมา หรือตามความเชื่อต่างๆ เมื่อเราจะสื่อสารเรื่องเรื่องหนึ่งออกไป เราต้องชี้ให้ชัดว่าเรื่องที่เราจะพูดนั้นนั้นมีความหมายว่าอย่างไร อธิบายขยายความให้ผู้ฟังได้เข้าใจตรงกันก่อนนะครับ

2. การประหยัดความคิด การประหยัดความคิดคือแนวคิดที่มาจากนักวิจัยชาวอเมริกัน ที่กล่าวว่าคนเรานั้นมีแนวโน้มที่จะประหยัดความคิดเหมือนคนขี้เหนียวเงิน กล่าวคือ เวลาคนฟังเรื่องอะไรที่มันยากๆ ดูซับซ้อนครับ คนเราก็จะขี้เกียจฟัง เพราะสมองจะต้องรับภาระหนัก สมองไม่อยากใช้ความคิดเยอะเลย เมื่อเราพูดในเรื่องที่ยากๆ เข้าใจยาก จึงเป็นธรรมดาครับที่จะทำให้คนฟังนั้นเบื่อเราได้ง่ายขึ้น

3. และตัวร้ายตัวที่ 3 ครับ การชอบความคมเคลือและซับซ้อน ผู้ร้ายตัวนี้คือตัวเราเองนี่แหละครับ เพราะโดยทั่วไปคนเรามักชอบพูดอะไรให้มันดูคลุมเครือและซับซ้อน เพราะการพูดคลุมเครือมักทำให้เราสบายใจมากกว่าการที่เราต้องพูดให้ง่าย อธิบายให้ชัดเจน เพราะบางครั้งการพูดอะไรให้มันให้ๆ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราเลย เพราะเราต้องศึกษาสิ่งนั้นให้เข้าใจก่อน เอาสิ่งยากๆ นั้นมาสรุป มาถอดความ เอามาแกะให้เข้าใจง่าย ดังนั้น การพูดเรื่องยากให้เข้าใจง่ายๆ มักเป็นสิ่งที่หลายคนขี้เกียจทำ บางคนเลยเลือกที่จะลอกหรือหยิบยกคำพูด ความคิดของคนอื่นมาพูดให้คนอื่นฟัง โดยที่ตัวเองนั้นไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ นั่นเอง

จาก 3 ตัวรายที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่าการสื่อสารให้ง่ายและชัดเจน มันต้องมีกระบวนการอย่างตั้งใจ มันไม่ได้เป็นอะไรที่มันง่ายๆ เลย กว่าที่คนๆ นึงจะถอดความอะไรยากๆ แล้วพูดให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย หากคนๆ นั้นเขาทำได้ แสดงว่าเขามีความตั้งใจมากเลยทีเดียว ใช่ไหมมครับ? หากคุณผู้ฟังอยากพูดเรื่องรยให้คนอื่นเข้าใจง่าย ก็ต้องจำไว้นะครับว่ามี 3 ตัวร้ายนี่อยู่เสมอ และคุณต้องมีความเข้าใจและต้องมีความตั้งใจสูง ที่จะทำให้เรื่องยากๆ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ต่อมากฎข้อที่ 2 ครับ จงพูดใจความสำคัญกันภายใน 30 วินาที ผู้เขียนบอกว่ายิ่งเราเกริ่นยาว อารัมภบทยาว กว่าจะเข้าเรื่องมากเท่าไหร่ คนฟังก็จะยิ่งจินตนาการไปในทางที่เลวร้ายมากขึ้นเท่านั้น กล่าวคือ คนฟังมักมีอคติต่อการเกริ่นนำที่ยืดยาวนั่นเอง เราจึงจำเป็นต้องพูดสิ่งสำคัญ หรือข้อสรุปสำคัญที่น่าสนใจภายในเวลา 30 วินาที และประโยคแรกที่เราพูดครับ มันควรเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายนั้นเบาใจ ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยค่อยมาอธิบายทีหลังเอาก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น คุณครูประจำชั้นคนหนึ่งจะพูดกับคุณแม่เรื่องของลูก คุณครูที่ฝึกการพูดให้เข้าใจง่ายก็จะพูดว่า "เอ่อ คุณแม่คะ ตอนนี้ที่โรงเรียนน้องปรับตัวได้ดีเลยล่ะค่ะ" นี่คือประโยคแรกครับที่ทำให้คุณแม่นั้นเบาใจ แล้วคุณครูก็พูดต่อไปว่า "พอดีท่าน ผอ. มีนโยบายให้สำรวจพฤติกรรมของนักเรียนเวลาที่อยู่บ้านกับผู้ปกครอง ครูจึงอยากจะขอคุยกับคุณแม่ประมาณ 5 นาที คุณแม่สะดวกไหมคะ?" นี่คือการพูดเนื้อหาสำคัญครับ การฝึกฝนการพูดโดยการเปิดบทสนทนาด้วยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายนั้นเบาใจ ตามด้วยเนื้อหาสำคัญที่จะพูด ก็จะทำให้อีกฝ่ายนั้นเข้าใจได้ง่าย และมีความสนใจและอยากที่จะฟังเราต่อไปมากขึ้นครับ

ต่อมากฎข้อที่ 3 ครับ แบ่งกลุ่มเรื่องที่ซับซ้อน การที่เราจะอธิบายเรื่องบางเรื่องทั้งหมดในคราวเดียวให้คนเฟังเราอย่างเข้าใจ มันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เนื้อหายิ่งเยอะ ยิ่งยาว ยิ่งยาก ก็ยิ่งเข้าใจได้ยาก เราจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการจัดกลุ่มเรื่องที่เราจะอธิบายนะครับ เราอาจจะเลือกใช้ตัวเลขในการแบ่งกลุ่มข้อมูลยากๆ เป็นข้อๆ ก็ได้ ซึ่งผู้เขียนบอกว่าการใช้ตัวเลขคือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการลดความสับสนได้เป็นอย่างดี แล้วเราก็ควรเรียงลำดับความสำคัญไปตามตัวเลข 1, 2, 3, 4 เป็นต้น จากนั้นก็ให้เราอธิบายไล่ไปทีละข้อ ทีละข้อ ให้จบเป็นข้อๆ ไป

เมื่อเราทำการแบ่งกลุ่มเรื่องยากๆ ออกมาครับ ก็จะทำให้ภาพรวมนั้นดูง่ายในทันที ทุกคนก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนเป็นสิ่งที่ควรสนใจ หรือเรื่องไหนต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เมื่อคนเขาได้เข้าใจสิ่งนั้นๆ เป็นอย่างดี คนเขาก็จะมีความรู้สึกดีขึ้นมาได้ แค่นี้ครับ ก็ทำให้ผู้ฟังของเราอยากจะฟังและสนใจสิ่งที่เราพูดมากขึ้นครับ

ต่อมากฎข้อที่ 4 ยกตัวอย่างเปรียบเทียบจากสิ่งใกล้ตัว การยกตัวอย่างเปรียบเทียบเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เรื่องยากๆ ถูกมองให้เป็นเรื่องง่ายได้แบบไม่น่าเชื่อ ยิ่งถ้าเรายกตัวอย่างเปรียบเทียบกับอะไรที่ใกล้ตัวคนฟังมากๆ ก็จะมีแนวโน้มที่พวกเขาจะเข้าใจดิ้มมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น Steve Jobs แห่ง Apple ครับ อธิบายความบางของ Macbook Air ที่เปิดตัวใหม่ เขาอธิบายให้คนฟังได้เข้าใจและนึกภาพตามความบางได้อย่างชัดเจน เขาไม่ได้บอกว่า Macbook เครื่องนี้บางกี่มิล กี่เซ็น กี่นิ้ว แต่เขากลับบอกว่า "มันบางมากเลยนะครับ บางจนคุณสามารถนำมันไปใส่ในซองเอกสารสีน้ำตาลได้เลยล่ะครับ" การเปรียบเทียบแบบนี้ครับ ผู้ฟังก็จะเห็นภาพได้ง่ายๆ ว่า "โอ้ มันบางขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย" คนก็จะนึกภาพตามได้อย่างง่ายๆ ใช่มั้ยครับ? และสร้างความว้าวได้เป็นอย่างดี เราไม่ต้องยกตัวอย่างให้มันซับซ้อนครับ ให้ยกตัวอย่างให้สอดคล้องกับสิ่งที่คนฟังเขาคุ้นเคยดีในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่บอกสเเปกทางเทคนิค ทางศัพท์วิชาการว่ามันบางกี่นิ้ว กว้างเท่าไร่ หนักเท่าไหร่ ดังนั้น เวลาที่จะอธิบายเรื่องยากให้คนฟังได้มองเห็นภาพง่ายๆ ปรับระดับภาษาให้เหมาะสมกับคนฟัง อย่าใช้ศัพท์หรือการเปรียบเทียบที่คนฟังของเรานั้นไม่เข้าใจนะครับ

เรามาคุยกันต่อกับกฎข้อที่ 5 ที่ทำให้เรานั้นพูดให้ให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย กฎข้อนี้ก็คือ สนใจ "วาย" ของอีกฝ่ายเสมอ "Y" ในที่นี้ไม่ใช่ "Y" เอาไว้ดื่มอะนะครับ แต่เป็น "wy Y" ที่แปลว่า "ทำไม" มันคือการที่เราดูว่าสิ่งที่เราจะพูดมีความหมายหรือมีประโยชน์สำหรับอีกฝ่ายอย่างไร หากอยากให้คนฟังเเข้าใจจในสิ่งที่เราพูดได้ง่ายขึ้นครับ เราจำเป็นต้องเริ่มด้วย "วาย" หรือเหตุผลของเค้า ไม่เชื่อของเรา โดยให้เราทำความเข้าใจเรื่องที่เราจะพูดออกไปว่าเรื่องนี้คนฟังจะได้ประโยชน์อะไรบ้างนะ เราต้องทำการบ้านหน่อยนึงว่าอีกฝ่ายอยู่ในระดับไหน พวกเขาต้องการรู้เรื่องอะไร พวกเขามีปัญหาอย่างไร พวกเขากำลังสนใจเรื่องอะไร ทำไมพวกเขาต้องฟังเรื่องที่เราจะพูดด้วย? เพราะสิ่งที่คนเราจะสนใจมากที่สุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับตัวเราเอง ใช่ไมั้ยครับ? ถ้าเรื่องของเราไม่มีประโยชน์ต่ออีกฝ่ายเลย ไม่มีสาระต่อเขาเลย เขาก็ไม่อยากจะฟังเรา ดังนั้นครับ ก่อนจะสื่อสารอะไรออกไป ลองคิดดูดูก่อนให้ดีว่าเรื่องของเราเป็นประโยชน์ หรือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับอีกฝ่ายหรือไม่ มันเหมาะสมกับพวกเขาหรือไม่ ให้พูดถึง "วาย" ของอีกฝ่าย ไม่ใช่วายของเรา แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไปจะได้ผลลัพธ์ที่ง่ายมากขึ้นครับ

ต่อมากฎข้อที่ 6 เมื่อพูดถึงปัญหา ต้องพูดพร้อมวิธีแก้ไขด้วย เราอาจจะทำให้คนฟังนั้นเบื่อได้ง่ายๆ นะครับ หากเอาแต่พูดถึงปัญหาให้เขาฟังอย่างเดียว แต่เราไม่ได้นำเสนอไอเดียหรือบอกถึงวิธีแก้ปัญหาใดๆ เลย เพราะธรรมชาติของคนเราไม่ได้ฟังปัญหา แล้วย่อมคาดหวังว่าจะได้รับฟังไอเดียในการแก้ไขปัญหาในเรื่องๆ นั้นด้วย "ก็รู้แล้วน่าว่ามันเกิดปัญหาน่ะ แล้วมันยังไงต่อล่ะฮึ?" อย่ามาเพื่อบอกปัญหาอย่างเดียวนะครับ ให้เราลองคิดหาทางออก หรือคิดทางเลือกมาให้เขาด้วย

ยกตัวอย่างเช่น เราจะไปบรีฟงานให้เจ้านายเพื่อตัดสินใจ บางคนเตรียมข้อมูลมาอย่างกระจัดกระจาย จะให้เจ้านายทำอย่างไรก็บอกไม่ได้ บอกไม่ถูก จะให้ตัดสินใจยังไงก็บอกไม่ได้ ซึ่งเราควรเตรียมการ หรือแนะนำทางเลือกกับหัวหน้าว่ามีทางเลือกแบบไหนบ้างที่มันเหมาะสมและสามารถทำได้บ้าง เช่น ก่อนที่เราจะถามหัวหน้าว่าเรื่องนี้เราควรทำยังไงดี ก็ให้เราลองพิจารณาไตรองเองก่อนว่ามันมีทางเลือกแบบไหนบ้าง เราก็ลิสรายการมา A, B, C พร้อมเหตุผล แล้วนำไปเสนอกับหัวหน้าของเรา "เอ่อ ทางเลือกเนะครับหัวหน้าเป็นแบบนี้นะครับ ทางเลือกนี้อาจจะมีความเสี่ยงแต่สามารถหลีกเลี่ยงได้แบบนี้ครับ" หรือ "หากทางเลือก A หัวหน้าคิดว่ามันเสี่ยงเกินไป ผมเสนอทางเลือก B และ C ที่มีเหตุผลแบบนี้อ่ะครับ" พูดง่ายๆ ก็คือเราต้องเตรียมข้อมูลไปด้วย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนั้นต้องคิดเยอะ การทำแบบนี้ การสื่อสารของเราก็จะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ต่อมากฎข้อที่ 7 เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามอยู่เสมอ ในบางกรณีไม่ว่าเราจะเตรียมเตรียมตัวมาดีเท่าไหร่ เรื่องที่เราพูดอาจจะมีข้อจำกัด มีไม่ตรงกับความเข้าใจของอีกฝ่ายบ้าง และมีความซับซ้อนบ้างอยู่ดี ซึ่งวิธีนึงที่ได้ผลดีมากๆ เลยก็คือการเปิดโอกาสให้มีการสื่อสาร 2 ทางอนะครับ อย่าปล่อยให้ตัวเราเองพูดอยู่คนเดียว อย่าพูดจานไหลไปเรื่อยๆ หรือพูดให้จบๆ ไป แต่ให้เราคอยถามผู้ฟังอยู่เสมอว่าเข้าใจสิ่งที่เราพูดมย ติดอะไรตรงไหนหรือเปล่า โดยบุคลิกน้ำเสียงของเราก็ควรเอื้อให้ผู้ฟังนั้นรู้สึกว่าเราเป็นมิตร พวกเขาสามารถถามเราได้อย่างสบายใจด้วย ไม่ใช่แบบ "เออ เข้าใจมยฮะ ไม่เข้าใจก็ถามอ่ะสิ ถามสิ ไม่ใช่เอาไปนินทาผมลับหลังนะ ให้ถามแล้วก็ถามสิ" โอ้โหย แบบนี้ครับ คงจะมีใครกล้าถามท่านมาครับเนี่ย เพราะว่าบางทีเราก็เตรียมตัวมาดีแล้ว ศึกษาสิ่งที่เราจะพูดมาพร้อมแล้ว และเราก็คิดไปเองว่าสิ่งที่เราพูดนั้นคนอื่นจะเข้าใจได้ง่ายๆ แต่ผู้ฟังบางคนเขาก็อาจจะเข้าไม่ถึงในจุดนั้น เราจึงต้องเปิดโอกาสให้คนฟังถามเราได้ในสิ่งที่เขาอาจจะยังไม่เข้าใจด้วย

และกฎข้อที่ 8 ครับ ยืดอกพูดด้วยความมั่นใจ ความมั่นใจจะทำให้สิ่งที่เราพูดนั้นดูน่าเชื่อถือและดูดีไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพราะคนเราส่วนมากจะตั้งใจฟังเฉพาะคนที่ตัวเองรู้สึกดีหรือชอบ ถึงแม้ว่าเราจะมีเหตุผลหรือเรื่องราวดีๆ มากเท่าไหร่ แต่ถ้าหากคนเาไม่มีความรู้สึกร่วม หรือไม่ชอบเรา มันก็ยากที่เราจะสื่อสารกับคนๆ นั้นให้รู้เรื่อง

ให้เราสำรวจตัวเองใน 6 ข้อนี้ครับว่า:

1. เวลาพูดเรากล้าสบตาคนฟังมย หรือก้มหน้าก้มตาพูดอย่างเดียว? เพราะการสบตากับผู้ฟังจะดึงดูดให้คนมาฟังเรา และทำให้สิ่งที่เราพูดนั้นมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

2. ดูว่าเวลาที่เรายืนพูดเราทำท่าทางเป็นธรรมชาติ สบายๆ กันเองหรือไม่? ไม่ใช่ยืนตัวแข็งแนบข้างลำตัวแบบทหารกันเลย หากยืนแข็งๆ หรือยืนอยู่ในท่าปิดๆ ก็จะทำให้คนฟังนั้นอึดอัดและเบื่อเราได้

3. ครับ ให้เราใช้มือประกอบการพูดด้วย จะทำให้ถ้อยคำของเรานั้นทรงพลังมากขึ้น

4. การใช้น้ำเสียงครับ ให้เราใช้เสียงสูงต่ำและระดับความดังที่เหมาะสมในการนำเสนอนะครับ อย่าใช้โทนเสียงเดียวทั้งหมด เช่น ตอนตื่นเต้นก็ให้ใช้เสียงที่มันน่าตื่นเต้น ตอนซึ้งๆ ก็ต้องเสียงนุ่มๆ ใช่มั้ยครับ? หรือช่วงที่โมเมนต์สำคัญเราอาจจะพูดเสียงเบาๆ เพื่อให้คนฟังนั้นสนใจมากขึ้น

5. การเว้นช่วงของการพูด ดูว่าเราพูดแต่ละประโยคติดกันทุกครั้งหรือเปล่า? ประโยคไหน ข้อความไหนสำคัญ ควรมีการเว้นช่วงให้ผู้ฟังได้ซึมซับบ้าง ได้หายใจหายคอกันบ้าง อย่าเร่งรีบ อย่าอัดแน่นคำพูดมากเกินไป

6. และ 6 การแสดงออกผ่านกิริยาหรือสีหน้าของเรา สิ่งนี้สำคัญมากอะนะครับ เพราะมันเป็นสิ่งที่คนฟังมองเห็นเราได้อย่างชัดเจน และมีส่วนว่าเขาจะเชื่อมั่นในสิ่งที่เรานำเสนอหรือไม่ เวลาเราพูดพูด เรามีท่าทีสุขุม ใจนิ่ง เยือกเย็น แต่ทรงพลังหรือไม่? ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือหรือไม่? หรือพูดแบบลุกลี้ลึกลน เดินเร็วรอบเวทีเลย หรือทำหน้าตาบึ้งตึง หรือหน้างอเหมือนโกรธเมียมา แบบนั้นก็ไม่มีใครอยากจะฟังใช่ไหมครับ? เพราะคนฟังเขาต้องจ้องเราตลอดเวลาอยู่แล้ว เขาจะประเมินเราอยู่ตลอด การแสดงออกผ่านกิริยาหรือสีหน้าของเราจะเป็นตัวที่ทำให้ผู้ฟังนั้นเชื่อมั่นหรือหมดศรัทธาเราเลยก็ได้

การพูดด้วยความมั่นใจเป็นการเพิ่มพลังในการสื่อสารให้ตัวเราครับ ที่เราต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ของเราในสายตาของอีกฝ่าย เช่น พฤติกรรมของเรา สีหน้า การแต่งกาย การปฏิบัติต่อผู้อื่นในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หากอยากได้ใจคนฟัง ก็จงทำตัวเป็นคนที่ผู้คนอยากจะรับฟัง

นี่ก็เป็นกฎทั้ง 8 ครับ ที่เปรียบเสมือนไตายของคนที่พูดเก่ง ที่จะทำให้สิ่งที่เราพูดออกไปนั้นมีความเข้าใจได้ง่ายขึ้น และก่อนจะลากันในตอนนี้ครับ ผมขอทบทวนให้ฟังอีกครั้งนะครับ:

1. เราต้องทำความรู้จักกับ 3 วายร้ายกันก่อน ประกอบด้วยการที่อีกฝ่ายมีตัวกองที่แตกต่างกัน เช่น บางคนเลือกเชื่อตามประสบการณ์ของตัวเอง ตามความเชื่อของตัวเอง เป็นต้น

2. การประหยัดความคิด บางคนก็ขี้เกียจใช้ความคิดเยอะกับเรื่องที่มีความซับซ้อน

3. และตัวร้ายตัวที่ 3 การชอบความคมเคลือและซับซ้อน ผู้ร้ายตัวนี้ก็คือตัวของเราเอง เพราะบางครั้งการพูดให้ๆ มันไม่ได้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเราเลย เราจึงขี้เกียจที่จะเรียบเรียงสิ่งยากๆ ให้ออกมาเป็นเรื่องที่ง่าย

กฎข้อที่ 2 จงพูดใจความสำคัญภายใน 30 วินาที ยิ่งเกริ่นยาวมากเท่าไหร่ คนฟังก็จะยิ่งเบื่อเรามากเท่านั้น

กฎข้อที่ 3 แบ่งซอยย่อยเรื่องที่ซับซ้อน

กฎข้อที่ 4 ยกตัวอย่างเปรียบเทียบจากสิ่งใกล้ตัว ยิ่งเราเปรียบเทียบกับอะไรที่ใกล้ตัวคนฟังมากเท่าไหร่ ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น

กฎข้อที่ 5 สนใจ "วาย" ของอีกฝ่ายเสมอ อยากให้คนฟังเข้าใจจในสิ่งที่เราพูดได้ง่าย ต้องเริ่มด้วย "วาย" หรือเหตุผลของเขา ไม่เชื่อของเรา

กฎข้อที่ 6 เมื่อพูดถึงปัญหา ต้องพูดพร้อมวิธีแก้ไขด้วย

กฎข้อที่ 7 เปิดโอกาสให้ผู้ฟังถามอยู่เสมอ

และกฎข้อที่ 8 ครับ ยืดอกพูดด้วยความมั่นใจ

ในตอนนี้ครับ ก็จำไว้อีกอย่างนึงนะครับว่า หากอยากได้ใจคนฟัง ก็จงทำตัวเป็นคนที่ผู้คนอยากจะรับฟังนะครับ ขอบคุณที่ติดตามเรื่องราวดีๆ จาก The Book tor นะครับ ชอบสาระดีๆ ในอารมณ์สบายๆ ก็อย่าลืมเป็นกำลังใจดีๆ โดยการกดไลค์ กดแชร์ กดติดตามกันนะจ๊ะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ สวัสดีครับ