Transcription
สวัสดีครับ ต้อนรับเข้าสู่สุธิชัยไลฟ์ครับ
วันนี้ใครที่ติดตามการอภิปรายในสภาวันคง จะเห็นเนื้อหาที่ค่อนข้างเผ็ดร้อน เพราะว่ารัฐบาล ครม. นายกอนุทิน ชายวีรกุล แถลงนโยบายเพื่อจะเข้ารับตำแหน่งทำงานอย่างจริงจัง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางครับ บรรยากาศก็ต้องเรียกว่าคึกคัก ทั้งเสนอแนะ ทั้งวิจารณ์ ทั้งมองว่านโยบายของรัฐบาลคุณอนุทิน ชุดหนู 2 นี่ยังมีจุดบกพร่อง มีช่องโวมากมาย ที่อาจจะไม่ตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่มีวิกฤตหลายๆ ด้านพร้อมๆ กัน
หนึ่งใน ส.ส. ที่ลุกขึ้นมาวิเคราะห์และชำแหละ คือคุณวีรยุทธ การชูฉัตรนะครับ สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน มีหลายประเด็นเลยครับ ที่เราน่าจะฟังว่า เอ๊ะ บรรยากาศฝ่ายค้านเตรียมการอะไรมายังไง แล้ววันนี้น่าจะนำไปสู่การอภิปรายที่จะดึกดื่นแค่ไหน ทางพรรคประชาชนเตรียมไว้กี่คน และมีเป้าสำคัญอย่างไรบ้าง
สวัสดีครับ คุณวรยุทธครับ
สวัสดีครับ อาจารย์ต้น
>> สวัสดีครับ คุณสุทธิชัย สวัสดีท่านผู้ชม ครับ
>> อ่า
>> อยู่ที่สภาครับ
>> อยู่สภาแล้วก็สดๆร้อนๆ ได้ฟังอาจารย์ต้นอภิปรายแล้วเช้านี้ อยากจะรู้ว่า เอ่อ บรรยากาศเป็นยังไงวันนี้ เท่าที่ดูเพราะเป็นครั้งแรก กำลังคครับ ที่ได้ เอ่อ วิจารณ์รัฐบาลที่เข้ามารับตำแหน่ง สำหรับ เอ่อ อาจารย์ต้น อาจารย์ไม่ใช่ข้างแรกมั้ง นายกคนก่อนๆ ที่มาแถลงนโยบายได้วิจารณ์เหมือนกัน ใช่มั้ย
>> แต่ไม่ได้อยู่ในสภาครับ เนื่องจากผมเพิ่งเป็น สส. สมัยแรก ก่อนหน้านี้ก็อาจจะสื่อสารสาธารณะ แต่ว่าอยู่นอกสภาครับ
>> จริงๆ มีเล่มนี้ คือเล่มนโยบายของคุณอนุทิน นะครับ
>> อ่า
>> ครับ
>> แต่ว่าเล่มที่ผมได้อ่านผ่านตา และเคยจะสื่อสารนี่ คือ 2 เล่มของคุณเศษฐากับคุณแพททอง
>> ออ เอาศึกษาด้วย เอามาเทียบกันหมดเลย อ่าฮะ อ้า
>> ก็บรรยากาศต้องบอกว่าช่วงแรกคึกคักนะครับ ตอนที่ท่านนายกมา แล้วก็ ครม. เนี่ย เข้าใจว่ามันนั่งบนบัลลังก์กันเกือบทั้งแผงเลย นะครับ
>> อือฮึ
>> แต่ความคึกคักหายไปอย่างรวดเร็ว ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางออกไปจากสภา
>> อ้าว
>> รัฐมนตรีแทบทั้งหมดก็ออกตามไปด้วย
>> อ่า
>> เหลือตอนที่ผมอภิปรายเองนะครับ ประมาณช่วงสักเที่ยง หรือบ่ายเครับ ตอนนั้นเหลือคุณสุภจีนั่งอยู่ท่านเดียว
>> อ้า เหรอ
>> ซึ่งต้องชื่นชมนะครับ คุณศุภจีอ่ะ นั่งรับฟังความคิดเห็นอยู่ตลอดนะครับ อย่างน้อยจนถึงช่วงบ่ายๆ เลย แต่ท่านอื่นบนบัลลังก์หลังนี้หายไปหมดเลยครับ
>> ทำไมมันเป็นประเพณี หรือไงครับ รัฐมนตรีถ้า นายกไม่อยู่นี่ก็เผ่นไปด้วย หรือยังไง
>> อื ผมคิดว่าอย่างน้อยมันคือการเริ่มต้นแถลงนโยบาย ซึ่งควรจะถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนมีร่วมกันนะครับ เพราะจริงๆ มันคือเราเรียกทางการว่ามันคือคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี
>> ใช่
>> นะครับ คณะรัฐมนตรีแปลว่ามันเป็น 7 จำนงร่วมกัน แล้วท่านมาสื่อสารผ่านอันนี้ แล้วเป็นรัฐสภาด้วยมั้ครับ คือมีทั้ง สส. และ สว. หรือว่าเป็นตัวแทนทุกฝ่าย
>> ใช่
>> โดยหลักการแล้วก็ควรจะอยู่รับฟัง และเพร้อมตอบชี้แจง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะ เพราะว่าที่เราเตรียมกันมาเนี่ย แน่นอนว่ามีข้อวิจารณ์ที่เราไม่เห็นด้วย แต่เราก็มาพร้อมกับข้อเสนอด้วยว่าเราอยากเห็นอย่างไรครับ
>> ใช่ๆ เออ แปลกมาก เป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่อยู่ดีๆ ก่อน
>> แล้วมันก็เป็นช่วงเวลาแค่ 2 วันเท่านั้น ที่คุณได้สื่อสารกับตัวแทนจากประชาชน จากทุกพรรคการเมืองนะครับ จริงๆ ควรจะเป็นเวลาสำคัญที่ได้แลกเปลี่ยนถกเถียงกันด้วยซ้ำ ครับ อืออืออือฮึ
>> จากพรรคประชาชนนี้วางแผนเตรียมไว้ยังไง 20 คนที่ว่าเนี่ย มีการแยกประเด็นยังไง แล้วก็โฟกัสลงมาจริงๆ คืออะไร ครับ
>> ครับ ก็จะเ่อ 20 กว่าคนนะครับ ใน 2 วัน วันนี้น่าจะดึกหน่อยนะครับ 23:00 น. พรุ่งนี้ นี่กำลังลุ้นกันอยู่ว่าจะดึกแค่ไหนนะครับ แต่ก็อาจจะดึกเหมือนกันนะครับ 20 กว่าคนของเราก็จะไล่ประเด็นตั้งแต่เศรษฐกิจไปจนถึงการเมือง สังคม อ่า ระบบความยุติธรรม รวมถึงปฏิรูปกฎหมายครับ ก็จะเป็น
>> คล้ายๆ ธีมหลักๆ ที่เราเคยเสนอตอนที่เรา เอ่อ เรียกว่าหาเสียงเลือกตั้ง แล้วเรามองว่าการทำงานของรัฐบาลมันควรจะแบ่งฟังก์ชันอย่างไรครับ อือฮึ อือฮึ ครับ
>> เอ่อ หลักที่เราจับว่านโยบายทั้งหมด 19 หน้า 23 หัวข้อเนี่ย
>> ครับ
>> จุดอ่อนสำคัญอยู่ตรงไหนที่สุด ในความเห็นของคุณอาจารย์ต้น
>> จะจุดอ่อนสำคัญที่สุดเลย คือมันเขียนราวกับว่าเป็นสภาวะปกติ ราวกับว่าโลกเนี้ยยังไม่มีความปั่นป่วนขนาดนี้
>> อื
>> นะครับ คือมันเหมือนย้อนเวลากลับไปประมาณ ปี 68 หรือ 67 ด้วยซ้ำ
>> อือ
>> แต่ว่าเพิ่มเติมคือเ่ามีคำว่าวิกฤต แล้วก็ตะวันออกกลางเข้ามา เฉพาะช่วงประมาณสัก 2 หน้าแรกใส่มา 1 ย่อหน้า
>> ออ เหรอ
>> แต่ส่วนที่เหลือครับ มีมีอธิบายถึงเกริ่นถึงวิกฤตตะวันออกกลางอยู่ 1 ย่อหน้า แต่ส่วนที่เหลือเนี่ย เป็นเรียกว่าการเขียนนโยบายที่ อ่า พูดถึง SMอด้านสังคม ยาเสพติด อะไรอย่างเงี้ย ราชการ
>> ส่วนที่เหลือเป็นเสมือนสภาวะปกติแทบทั้ง หมด
>> อือฮึ
>> ซึ่งอันนี้เป็นข้อวิจารณ์หลักของผมเลย เพราะผมคาดหวังอย่างน้อยที่สุด อยากให้เป็นการแสดงความตั้งหลักของรัฐบาล
>> อือฮึ
>> ในเมื่อท่านนายกอนุทินบอกแล้วนะครับว่า นี่เป็นภาวะวิกฤตที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลง มีแรงสะเทือนครั้งใหญ่เนี่ย อย่างน้อยไอ้เล่มที่มันสะท้อน 7 จำนง ของการมองไปข้างหน้าเนี่ย ควรจะสะท้อนว่าเรากำลังอยู่ในภาวุกิจ และจะร่วมกันทำอย่างไรเพื่อเดินไปสู่จุดหมายเดียวกันนะ ครับ ตอนนี้มันเหมือนนโยบายมันก็แตกกระจาย 5-6 ด้าน 56 ด้านแล้วก็ลงรายละเอียดไป แต่ว่าไม่เห็นว่าแล้วจุดร่วมมันคืออะไร ครับ อือฮึ อือฮึ อือฮึ
>> และไอ้จุดจุดที่อ่อนที่สุด และที่มองไม่เห็นว่าจะไปแก้ปัญหา เช่นเรื่องพลังงาน อ่า
>> เช่นกรณีเศรษฐกิจในภาพรวมอื่นๆ เช่นเรื่องความมั่นคงเนี่ยเนี่ย
>> อื
>> เอ่อ อาจารย์ต้นมีบทวิจารณ์และข้อเสนอแนะ ยังไง
>> ครับ ผมแยกเป็นเชิงรับกับเชิงรุกนะครับ ผมคิดว่าเชิงรับเนี่ยอ่อนชัดเจน เราคาดหวังในภาวะแบบเนี้ย เราคาดหวังที่จะให้มีเขียนอย่างน้อยแยกออกมาเลยว่าอะไรคือนโยบายเร่งด่วน
>> ตอนผมอภิปรายนะครับ ผมเปิดด้วยหัวข้อ นโยบายเร่งด่วนแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ประกอบการจากภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
>> อือฮึ
>> แต่ที่ยกมานั้นเป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ปี 2554
>> โอ เหรอ
>> คือตอนนั้นเนี่ยเป็นภาวะมีปัญหาเหมือนกันนะครับ ราคาน้ำมันกระโดดขึ้นมา แต่
>> อื
>> อย่างน้อยรัฐบาลตอนนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่าอะไรคือเรื่องเร่งด่วนที่ต้องจัดการ แล้วก็เขียนชัดเจนเลยครับว่าคือความเป็นนโยบายเนอะ เราไม่ต้องการแบบละเอียดยิบๆ ย่อยๆ แต่เราต้องการทิศทาง มันคือเข็มทิศว่าคุณกำลังจะทำอะไรกับประเทศนี้ โดยเฉพาะในเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนอยากรู้นะครับ ตอนคุณยิ่งลักษณ์เนี่ย คุณยิ่งลักษณ์เขียนไว้ว่าจะชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงบางประเทศชั่วคราว เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลงทันที
>> อือฮึ
>> และจะจัดให้มีบัตรเครดิตพลังงานสำหรับผู้ประกอบอาชีพรบรัดจ้างขนส่งสาธารณะ
>> คือเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอีกเรื่องนึงนะครับ
>> เถียงกันได้ แต่อย่างน้อยที่สุดตอนนั้นเนี่ย พูดถึงการเป็นนโยบายเรื่องด่วนและ การให้ทิศทาง อืออือ
>> อย่างน้อยมันชัดเจนว่านี่คือหลักการที่รัฐบาลจะยึดถือ แล้วคุณก็มาถกเถียงกันต่อว่าคุณเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างใด
>> ใช่
>> แต่ในปี 69 นะครับ เอ่อ Fast for มา 15 ปี วิกฤตกว่าเดิมนะครับ ต้องบอกว่าตอนเ วิกฤตน้ำมันมันรุนแรงกว่าปี 54
>> อื
>> แน่นอน และจะลากยาวแน่นอนนะครับ ยังไม่เห็นจุดจบ ดังนั้นเราจึงคาดหวังว่าขั้นต่ำที่สุดเลย มันควรจะแยกหมวดนโยบายเร่งด่วนมา ว่าแล้วคุณมองยังไงกับเรื่องราคากับเรื่องการคลัง คุณคิดยังไงกับภาษีสัตว์ประสานมิตร ภาษีลาบลอย คุณไม่ต้องเขียนละเอียดยิบก็ได้ แต่ขอหลักการให้ชัดๆ ตกลงคุณลอยตัวเหรอ คุณเป็นขั้นบันไดเหรอ คุณตึงราคา คุณอะไรกันแน่ ผมคิดว่าตรงเนี้ยมันจะช่วยลดความไม่แน่นอน คือภาวะวิกฤตนะครับ มันคือความปั่นป่วน มันคือความไม่แน่นอน หน้าที่ของรัฐบาลคือการถือธงนำ
>> อื
>> ข้อวิจารณ์ของผมคือปัจจุบันรัฐบาลเนี่ย เสมือนเดินตามหลังประชาชน
>> ออ
>> อ่า แทนที่เราต้องการผู้นำที่จะเดินมาประคับประคอง พาเราฝากคลื่นลมพายุอ
>> วิกฤตโลกปั่นป่วน แต่รัฐบาลกลับเดินตามหลังเช่นนะครับ เอ่อ ท่านนายกเพิ่งจะพูดว่ามันเป็นภาวะวิกฤตแล้ว เอ่อ มันต้องมาช่วยกันปรับตัวครั้งใหญ่ อันเนี้ยถูกต้องและจำเป็น
>> แต่ท่านพูดช้าไปประมาณ 5 สัปดาห์
>> โห แต่แรกๆ รักรอบกับคุณน้ำอ่ะครับ
>> อ่า แรกเอ่อนายกบอกชีวิต เอ่อ ขอให้คนไทยใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกอะไรนะ ไม่มีอะไร เอ่อ แต่ว่าพอมาผ่านมาอีก 2-3 อาทิตย์ บอกวิกฤตแล้วเนี่ย เอ่อ แค่ไม่กี่สัปดาห์นี่สถานการณ์มันเปลี่ยนขนาดนั้นเลยใช่ไหม หรือว่านายกต
>> คือผมคิดว่ามัน ผมคิดว่าท่านนายกและทีมเนี่ยประเมินผิดตั้งแต่รอบแรกนะครับ อันนี้ผมคิดก็อ่านได้ค่อนข้างชัดเจนว่ากอ ประเมินว่าสงครามน่าจะจบเร็วตั้งแต่ต้นมีนาคม ก็เลยเลือกใช้การตรึงราคา
>> อือฮึ
>> แล้วประกอบกับไม่ได้ตามเรื่องอุดรูรั่วเลยว่าจะมีการลักรอบทั้งทางเรือทางบก
>> มันก็เลยยิ่งปั่นป่วน เรียกว่ายกกำลัง 2 ยกกำลัง 3 เข้าไปนะครับ เป็นการประเมินสถานการณ์ที่ผมคิดว่าก็พูดได้ว่าถ้ามองย้อนกลับไปถือว่าประเมินผิดพลาดนะครับ แต่ไม่เป็นไร แต่ประเด็นก็คือ
>> พอท่านตั้งต้นอย่างเงี้ย มันอาจจะถูก แต่พอ มันช้าไปเนี่ย มันเหมือนเดินตามหลังประชาชน หรือแม้แต่เรื่องการจับไอ้โม่งนะครับ กับไอ้ม่วงที่คุยกันมานานเนี่ย กว่าท่านจะเริ่มทำ กว่าจะทำเป็นจริงเป็นจังก็ช้าไปประมาณ 3-4 สัปดาห์ด้วยซ้ำ
>> อื
>> ดังนั้นในเชิงการบริหารจัดการวิกฤต ข้อวิจารณ์ของผมจึงเป็นว่า แทนที่รัฐบาลจะถือธงเดินนำหน้า ให้เรามั่นใจนำหน้าภาคธุรกิจก้าวนึง นำหน้าประชาชนก้าวนึง แต่ตอนเนี้ย รัฐบาลกลับมีท่าทีเดินตามหลังความรู้สึกของประชาชน
>> ใช่ๆ อ่า พอลงรายละเอียดเนี่ย อาจารย์ต้นวิจารณ์ว่ารัฐบาลคุณอนุทินตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้ วิธีการบริหารวิกฤตพลังงานมีจุดผิดพลาด ยังไง แล้วจากนี้ไปเนี่ย สิ่งที่ต้องทำมันคืออะไร อ่า ล่ะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องไอ้โม่งก็ไม่มี ทุกอย่างปกติ ประชาชนต่างหากที่เป็นคนไปตุนน้ำมันเนี่ย เราก็เห็นว่านี่แสดงว่านายกไม่ได้เข้าใจปัญหาที่แท้จริง อ่า เรื่องการวางตัวบุคคล เรื่องการลักษณะการตั้งรับวิกฤต และแนวทางที่รัฐบาลทำจนวันนี้ และต่อไปซึ่งเราคาดว่าไม่ใช่จบแค่นี้ มันจะยาวเนี่ย อาจารย์ต้นถ้าอยู่เป็นรัฐบาลตอนนี้วางแนวทางไว้ยังไง แล้วก็ต่างกับรัฐบาลปัจจุบันยังไง
>> ครับ ผมคิดว่า สบก. เนี่ย ถ้าจุดตั้งต้นถือว่าไม่แย่ ถือว่าเริ่มต้นเร็วนะครับ มี warroom ทำงานแล้วก็ อ่า บางวันทำงานเสาร์อาทิตย์ด้วย ถือว่าดีนะครับ อือฮึ
>> เอ่อ แต่ปัญหาก็คือการเลือกคนมาบริหารจัดการ ซึ่งมันค่อนข้างสะท้อนวิธีแบบบ้านใหญ่ พอสมควรนะครับ ว่าเลือกคนที่ไว้ใจ แต่ไม่ได้ดูว่า
>> จะทำให้เกิดข้อกังหา ข้อคหาแค่ไหนนะครับ มันมีข้อกังขา ข้อคอรหาอยู่นะครับ โดยเฉพาะคุณพิพัฒน์ ซึ่งเกี่ยวพันกับธุรกิจ ธุรกิจครอบครัวก็ทราบกันดีว่าเกี่ยวพันกับธุรกิจน้ำมันตั้งทั้ง supply chนเลยนะ ครับ ดังนั้น
>> ไม่ว่าจะเป็นเจตนาดีหรือใดๆก็ตามนะครับ การทำงานมันต้องดูเรื่อง governnance มัน ดูต้องดูเรื่องการวางตัวที่จะทำให้คนมั่นใจในเรื่องการตัดสินใจว่าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น
>> จุดตั้งต้นต่อให้ตั้ง warroom เร็วที่ควรชื่นชม แต่การเลือกใช้คนเนี่ย ผมคิดว่าก็สร้างปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเช่นเดียวกันนะครับ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเนี่ย ต้องเรียนว่าพอพอมันบวกกับสภาการที่คุณต้องเข้าใจว่ามันมีการลั่วไหลของน้ำมัน โดยเฉพาะทางเรือมายาวนานนะครับ ตอนสัปดาห์ที่แล้วที่ผมได้ออกรายการกับคุณพิพัฒน์ เจอหน้ากันเนี่ย ผมถามยืนยันท่านอีกครั้งนึงว่า ท่านแน่ใจจริงๆ เหรอว่ามันไม่มีการรักรอบหลักตุนหรือขนส่งน้ำมันทางเรือแบบผิดกฎหมาย
>> อือฮึ
>> อ่า คุณพิพัฒน์ได้ตอบในรายการว่าท่านคิดว่า เป็นอย่างนั้นไม่น่าจะทำได้
>> อื
>> ซึ่งผมคิดว่า
>> คือถ้าลองไปถามคนที่อยู่ทางภาคใต้ หรือคนพอจะอยู่ในวงการน้ำมันท้องถิ่นนะครับ ทุกคนทราบดีว่ามันมีปัญหาหานี้อยู่
>> ใช่
>> แล้วถ้าคุณไม่ตั้งต้นว่ามันอาจจะมีรูรั่วแบบนี้
>> อ
>> แล้วคุณไปเทรสไปติด GPS ที่เรือได้ใช่มั้ ครับ เรือเนี่ย เรือหรือว่ารถขนส่งเองที่ต้องมารับน้ำมันจากลงกันเนี่ย ถ้าคุณเริ่มต้นจิต GPS ตั้งแต่วันแรกนะ ผมย้ำว่าถ้าติดตั้งแต่วันแรก คุณจะสามารถเทรสได้เลยว่าเขาไปถึงไหน ไปจอดที่ไหน ปริมาณเท่าไหร่
>> ซึ่งอันเนี้ย
>> ผมก็เลยถือโอกาส ผมคิดว่าเป็นปัญหาฝั่งเทคโนแตด้วยเช่นเดียวกัน ที่ทำไมถึงไม่โต้แย้ง ทำไมถึงไม่อือว่ามันควรจะใช้ข้อมูลในการตรวจสอบคอร์รัปชัตรวจสอบการรั่วไหลของน้ำมันนะครับ จึงมีปัญหา 2 ฝั่งเลยตั้งแต่ฝั่งว่าคุณอนุทินเลือกคนแต่งตั้งมาอย่างไรนะครับ ภายใต้ข้อคาถาแบบนี้ ในที่นี้ฝั่งเทคโนแกที่เราคาดหวังให้ทำงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ก็กลับไม่ท้วงติงอ
>> อื
>> พอมันรวมกันมันก็เลยเกิดความผั่นป่วนอย่างที่ผ่านมาครับ อือฮึ อือฮึ ครับ
>> แล้วจากนี้ไปต้องทำอะไรยังไง
>> อ่ะ อันเนี้คือเชิงลับนะครับ เชิงลับนี่จริงๆ มีเฉพาะหน้าเนี่ย เป็นเรื่องการ อ่า ราคา เรื่องภาษี ว่าคุณจะเอายังไงนะครับ หลักการของคุณที่คุณจะใช้คืออะไร
>> แต่มันมีอีกข้อนึงที่เป็นเรียกว่าเชิงลับ แต่ว่าขั้นกลางคือผลกระทบลูกโซ่ที่มันเริ่มมีแล้วนะครับ ผมว่าเม็ดพลาสติกเนี่ยเริ่มชัดละ
>> ส่งผลสืบเนื่องมาถึงบรรจุพันธุ์ ถึงธุรกิจสี ถึงธุรกิจก่อสร้างละ
>> อันเนี้ยถือว่าก็มีความช้าไปเหมือนกัน ทั้งๆที่พอจะประเมินได้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว เริ่มมีเสียงเรียกร้องมาตั้งแต่เดือนที่แล้วนะครับ ทีนี้มันมีจุดอื่นด้วย เช่นอย่างอุตสาหกรรมเองเนี่ย มันคงต้องไปประเมินว่า
>> อ่า ผมก็ยกตัวอย่างนะครับ คือผมย้ำว่าการบริหารจัดการลูกโซ่ผลกระทบเนี่ย มันก็ต้องมีโฟกัสเหมือนกัน มันไม่ใช่ทำกวาดไปทุก sectตอร์นะครับ อย่างในอุตสาหกรรมที่มันส่งออกเนี่ย ก็ต้องไปดูเลยว่าไอ้ที่มันพึ่งพาตลาดส่งออกตะวันออกกลางสูงๆ มันก็จะมีพวกรถบรรทุกนะครับ เอ่อ มันจะมีผ้าไหม ผลิตภัณฑ์ไม้อย่างเงี้ย พวกนี้ครับ ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะเดินหน้าเข้าไป
>> จัดลิสต์ผู้ประกอบการมาพูดคุย หรือว่าจะเตรียมความพร้อมรับมืออย่างไร ทำล่วงหน้าได้
>> อื
>> ส่วนเกษตรก็มีปัญหาครับ เกษตรเนี่ย 2 ตัว ที่เราเพิ่งตลาดส่งออกไปตะวันออกกลางเยอะ ก็คือข้าวกับทูน่า
>> ใช่
>> ข้าวเนี่ยพึ่งตะวันออกกลาง 11% ทูน่านี่พึ่งถึง 20% ออฮึ
>> 2 ตัวนี้กระทบแล้วมันจะเป็นลูกโซ่ตามไปถึงการจ้างงาน เพราะมันจ้างงานเยอะนะครับ อย่างในโรงงานหน้า อันนี้ผมคิดว่าก็ควรจะเริ่มต้นทำงานได้แล้ว
>> อื
>> ในที่ภาคการท่องเที่ยวเนี่ย เอ่อ เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เที่ยวบินลดลง 65%
>> อื
>> แต่ข้อดีคือ เอ่อ ช่วงปีนี้ที่ผ่านมานะครับ เราพบว่านักท่องเที่ยวที่มาทางบกเนี่ยสูงขึ้น
>> โดยเฉพาะ 3 ประเทศหลักๆ คือจีน อินเดีย แล้วก็มาเลเซีย ดังนั้นการท่องเที่ยวเนี่ย คุณต้องโฟกัสไปเลยว่าคุณไปโปรโมชั่นกับนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านทางบก เดินมาทางบก ว่าคุณจะทำโปรโมชั่นยังไงกับเขา ทำชายแดนให้มันช่วยพยุงในภาคท่องเที่ยวไม่ให้มันซบซาวหนักเกินไปนะครับ ดังนั้นผมคิดว่าตอนเนี้ย ณ เวลานี้ นะครับ ต้องเตรียมผลกระทบลูกโซ่ที่มันจะเริ่มลาม โดยเฉพาะหลังสงกรานต์ ได้แล้ว อือฮึ อือฮึ อือฮึ
>> แต่ที่ไกลกว่านั้นคือเชิงรุกครับ เอ่อ เรื่องสำคัญที่สุดคือ อันนี้มันเหมือนเชิงลับเนอ ผมเปรียบเทียบว่าคือเหมือนกับเราอยู่ในหมู่บ้านน่ะ เราเป็นคนไทย แต่ว่าอยู่ๆ เหมือนกับไฟไหม้มาใช่มั้ครับ ไฟไหม้มา แล้วทุกคนก็ตกใจ ตกใจเป็นไฟไหม้จากปัจจัยภายนอกนี่แหละ
>> แต่ตอนเทุกคนเหมือนหนีออกมากันอยู่หน้าบ้านหน้าหมู่บ้านแล้ว
>> ทำไงต่อ ทำไงต่อ
>> เออ ไม่รู้จะไปไหน คือเชิงมาตรการเชิงลับเนี่ย เหมือนเราหนีมาจากไฟไหม้
>> อื
>> ไม่ได้ใช่มั้ย เราไม่โดนไฟคลอกตายใช่มั้ย ครับ แต่พอเราออกมากรองหน้าบ้านแล้วเนี่ย เราพอกันเอ้ย แล้วไครต่อดีใช่มั้ ทุกคนก็ตั้งคำถามว่า เฮ้ย ให้หนีไปที่ไหนเนี่ย
>> อ่า ใช่
>> อันนี้แหละคือมาตรการเชิงรุก ว่าอ้าว คุณต้องบอกเหมือนกันว่าออกมาหนีไฟกันมา จะไปไงกันต่อนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามันย้ำไปได้เลยว่ามิชion ทั้งประเทศที่เราต้องทำตอนนี้ร่วมกันคือการเพิ่มความมั่นคงให้กับพลังงานไทย
>> อืออืออือ
>> นะครับ เอ่อ ถ้าไม่ตั้งต้นตรงเนี้ย แล้วค่อยๆแตกย่อยไปว่าใครจะทำอะไร แล้วจะเข้าไปช่วยตรงไหน เนี่ย ผมคิดว่ามันจะได้เห็นภาพชัดว่าเราลู่ไปสู่ลู่วิ่งเดียวกัน ไม่ให้ทุกคนแบบแตกตื่น แล้วก็วิ่งกันไปคนละทิศคนละทางนะ ครับ แล้วค่อยมาลงมาตรการย่อย ซึ่งมันก็จะ มีตั้ง 3 ขาที่ผมเสนอนะ ตั้งแต่การปรับโครงสร้างพลังงานนะครับ โครงสร้างนี้แน่นอน คุณต้องพูดถึง อ่า ค่าไฟที่มันมีแนวโน้มจะแพงขึ้นอีก คุณจะเอายังไงกับค่าพร้อมจ่าย คุณพร้อมเจรจา สัญญาซื้อขายมั้ย
>> สมาร์ทกิคุณต้องเริ่มจริงจังแล้วนะ ตลาดซื้อขายต้องนำไปสู่การเปิดเสรีที่ผู้ขาย ผู้ซื้อมีสิทธิ์มีโอกาสเลือก ต้องปรับตรงนี้ให้ชัด มันถึงจะไปสู่ทิศทาง
>> ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนก็ต้องพูดถึงการเพิ่มนะครับ ในนโยบายเนี้ย อ่า มีพูดถึง N zีอยู่ประโยคนึงนะครับ ว่าจะไปสู่ Nestีo ในปี 2050 ค.ศ. นะครับ ซึ่งผมรู้สึกว่าหลายรัฐบาลเนี่ย เอาตัวเลขนี้มาตั้ง
>> แล้วพอทุกคนรู้สึกว่ามันไกลตัว ก็ไม่เกี่ยวกับฉันละ
>> ใช่ๆ ฉันไม่อยู่ิตอนนั้น ถึงตอนนั้นไม่อยู่ นี่ เออ
>> แต่ 2050 เนี่ย มันเหมือนวิ่งมาราธอน วิ่งมาราธอน ถ้าเราจะไปปลายทางได้จริง เราต้องรู้ว่าครึ่งทางมันคือตรงไหนถูกมั้ยครับ
>> ถูกต้อง ถูกต้อง
>> อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าแล้วคุณจะใช้พลังงานหมุนเวียนเนี่ย ปี 2030 สัดส่วนเท่าไหร่
>> ตอนนี้ของไทยมัน 10 กว่าเปอร์เท่านั้นเอง นะครับ ถ้าคุณจะไปถึงในzีรให้ได้จริงๆ เนี่ย คุณต้องตั้งเป้า 2030 เท่าไหร่ 2040 เท่าไหร่ก่อน
>> อ
>> ซึ่งยังไม่เห็นในนโยบายแบบนี้ ที่เราอยากเห็นการเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกันนะครับ ดังนั้น อันนี้ก็เหมือนกัน ส่วนอีกเรื่องนึง เป็นเรื่องของการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขาที่ 3 นะครับ ก็จะเป็นแบบตึกเก่าปัจจุบันเนี่ย มันใช้พลังงานสูง มันพลังงานสิ้นเปลือง หรือแม้แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแต่ละคน
>> อื
>> แล้วคนอยากติดโซล่าเซลล์เนี่ย ผมว่าเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าเค้าไม่พร้อมที่จะลงทุนเงินก้อน เราก็เลยเสนอว่าคุณทำ On financing ได้มั้ย คือเราต้องจ่ายค่าไฟรายเดือนเรือนอย่างเงี้ย ภาครัฐเข้ามาช่วยหนุนเลย แล้วคุณก็ผ่อนจ่ายภาครัฐพร้อมกับติดโซล่าเซลล์ไป
>> อื
>> คือ
>> อ่ะ มันมีรายละเอียดอีกเยอะนะครับ แต่โดยภาพใหญ่คือผมอยากให้รู้สึกว่า เฮ้ย มาตั้งธงกันเถอะว่าประเทศไทยเชอปัญหาแบบนี้ ตะวันออกกลางเราไม่ควรจะพึ่งพาจากฮอร์มุส มากขนาดนี้ใช่มั้ย แปลว่าเราต้องกระจายแหล่งพลังงานมาที่อื่นๆ ที่เพื่อนบ้านเรามากขึ้น แต่ทุกคนต้องปรับตัว แล้วลู่เข้าไปหาความมั่นคงทางพลังงานด้วยกัน นั่นคือบ้านหลังใหม่
>> ที่เราจะไปด้วยกัน จะเป็นบ้านที่ปลอดภัยขึ้น มั่นคงขึ้นกว่าเดิม อือฮึ
>> เราอยากเห็นภาพตรงเนี้ย จากรัฐบาล จากผู้นำ ครับ อือฮึ อือฮึ
>> คือนี่คือเชิงรุกที่นำเสนอ แล้วดูจากนโยบายนี่และดูจากมีใครทุกตอบนะ รัฐมนตรีที่ตอบนี่มีอะไรชัดเจนมั้ย
>> อ่า ยังไม่มีครับ แต่เพื่อความเป็นธรรม เดี๋ยวคงต้องรอจนถึงตอนค่ำนะครับ ว่าจะมีรัฐมนตรีท่านไหนมาตอบ หรือเปล่าครับ
>> ออ แล้วคำว่าเข้านัดว่าตอบทีเดียวหมดเลย เหรอ
>> คือ เอ่อ ฝ่ายค้านกับ สว. เนี่ยนะครับ จะต้องเรียกว่ากำหนดเวลาชัดเจนตายตัว ว่าใครจะพูดก่อนหลัง 1 2 3 4
>> แต่รัฐบาลจะได้สิทธิพิเศษนะครับ คณะรัฐมนตรีจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะได้คิวแรกเสมอ
>> อ๋อ เออ
>> อ่า ทำให้พอเราอยู่ในสภา เราจะไม่มีวันรู้เลยครับ ว่าอย่างสัก 2 สัปดาห์ก่อนที่เราพูดเรื่องยติน้ำมันนะครับ
>> อ่า วิปฝ่ายรัฐบาลก็มาบอกแล้วว่าเดี๋ รัฐมนตรีมาเดี๋ รัฐมนตรีอาจจะมา
>> แต่สุดท้ายก็ไม่มาเป็นต้นนะครับ คือ
>> ดังนั้นเรียกว่าทาง ครม. จะมีสิทธิ์ที่พิเศษในการมาหรือไม่มาชี้แจง แต่ถ้ามาจะมีสิทธิ์ได้พูดก่อนเสมอครับ
>> อ่าฮะ อ่า เท่าที่ดูตอนนี้เราก็เห็นละไม่กี่วันที่ผ่านมารัฐมนตรีพลังงานก็จะทุบเรื่องโรงกลั่นและแล้วก็จะเห็น
>> ว่าคุณเอกนิติก็จะลุยทางด้านเกี่ยวกับภาษีไม่ภาษีสมสมิตรจะไปหรือไม่ไปยังไง ต่างๆ ดูจากแนวโน้มเนี่ย เพราะว่าอ่านจากนโยบายนี้คงไม่มีอะไรชัดเจน แต่ดูจากพฤติกรรมและดูจากคำให้สัมภาษณ์นายกไปจนถึงคนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่คุณเอกนิติ คุณพิพัฒน์ เอ่อ คุณเอก เอ่อ เอกนัสเนี่ยนะ ทั้งหมดเนี่ยดูพระหรือว่าอุตสาหกรรมก็ต้องเกี่ยวข้องด้วย หรือคุณศุภจีเนี่ย เห็นแนวทางอะไรยังไงมั้ย
>> ผมคิดว่าตอนนี้ถ้าจัดสัญญาณณวันนี้นะครับ ค่อนข้างเห็นทิศทางว่าเขาจะไม่ทำอะไรกับภาษีลาบลอยกับภาษีสรรพสารมิตร
>> อือๆ
>> แต่จะไปใช้ในการพูดคุยกับโรงกลั่นเพื่อลดราคาลงมานะครับ
>> อือฮึ อือฮึ
>> เอ่อ ซึ่งเรารู้สึกว่ามันอาจจะเพราะว่า ต้องบอกว่าส่วนต่างมันไปไกลแล้วไง ใช่มั้ยครับ
>> เอ่อ
>> อือฮึ
>> ไอ้ค่าการกลั่นเนี่ย ปี 67 ปี 68 เนี่ย มันตกประมาณ บาท 2 บาทต่อลิตรเท่านั้นนะครับ
>> อือฮึ
>> ส่วนเดือนมีนาคมเนี่ย ซึ่งมีสงคราม มันขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 7 บาท
>> ใช่
>> ซึ่งก็ว่าสูงแล้ว
>> แต่เดือนเมษายน
>> จนถึงวันนี้นะครับ ค่าเฉลี่ยนี่มันประมาณ 16-17 บาทต่อลิตรแล้วต่อ
>> ลิ
>> ดังนั้นพอมันขยับขึ้นมาขนาดนี้แล้วคุณลดมา 2 บาทเนี่ย มันเลยให้ความรู้สึกว่า เหมือนเสมือนไม่ได้เปลี่ยนอะไร เพราะมันกระโดดขึ้นมาครั้งใหญ่แล้ว
>> อื
>> คือถ้าไปลดราคาตอนเดือนมีนาคมได้ตั้งแต่ตอนนั้น ก็อาจจะมีผลที่เป็นบวกกว่านี้นะครับ ดังนั้นอาจจะอย่างไรก็ตาม คงต้องรอความชัดเจนว่าสุดท้ายเขาจะลดได้เพิ่มแค่ไหน อย่างใดนะครับ แต่อย่างที่เราเสนอเนี่ย เรารู้สึกว่าเรื่องภาเรื่องเนี้ย ยังไงซะ ภาษีลาบลอยเนี่ย มันจำเป็น แต่มันเป็นขยะ 2 แต่ถ้าคุณไม่เริ่มเนี่ย คุณก็จะไม่ได้ทำซักที แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะว่าในปี 65 นะครับ ตอนปี 65 มีสงครามรัสเซีย ยูเครน
>> อื
>> ไอ้ราคาน้ำมันมันกระโดดขึ้นมาทีนึงละ แล้วตอนนั้นนะครับ ถ้าใครกลับไปดูเอกสารย้อนหลังปี 65 รัฐบาลในคุณสมัยพลเอกประยุทธ์ ก็บอกให้กระทรวงการคลังศึกษาเรื่องการเก็บภาษีลาบลอย
>> อือฮึ
>> และตอนนั้นเองคุณเอกนิติก็เป็นอธิบดีอยู่
>> ใช่ๆ
>> หมายความว่าปี 65 เนี่ย มันมีการเริ่มต้นศึกษามาแล้ว เราเลยไม่อยากให้มันวนหลุบซ้ำ คุณเอามาใช้หลักการ แต่สำหรับผมนะครับ แน่นอน เราเรายืนยัน เราพยายามย้ำว่าเวลาพูดถึงค่าการกลั่น มันไม่ใช่กำไรสุทธินะครับ
>> อือฮึ
>> อ่า มันเป็นแค่กำไรขั้นต้น แล้วมันก็มีต้นทุนสงครามวอ์พรีเมี่มต่างๆ จริง
>> แต่นั่นแหละครับ การข้าวกระโดดแบบเนี้ย มันเป็นสาเหตุที่รัฐ ไม่ว่าจะรัฐไหนก็เข้ามาในการตรวจสอบได้
>> แล้วผมก็ยกตัวอย่างสหภาพยุโรปนะครับ สื่อหลายบางคน วันนั้นพอเราพูดเรื่องนี้ ถ้าจำไม่ผิดคุณพิพัฒน์แย้งว่าคุณจะเปลี่ยนระบอบการปกครองหรือเปล่า
>> เออ ใช่ เออ ระบอบการปกครอง ใช่
>> ซึ่งผมก็ตกใจมากนะครับ เอ่อ เราพูดถึงเศรษฐกิจทุนนิยมนี่แหละครับ แล้วสหภาพยุโรปนี่แหละครับ คุณคิดว่าสหภาพยุโรปเป็นทุนนิยมมั้ย
>> เออเออ จะไปถึงระบบเปลี่ยนระบอบการปกครองเลยใช่มั้ย
>> เออ
>> ครับ ก็เราเอามาจากสหภาพยุโรปที่เป็นต้นกำเนิดทุนนิยมโลกนะครับ ศตวรรษที่ 16-17 เนี่ยครับ
>> นี่คือต้นกำเนิดทุนนิยมโลก และเขาเห็นว่ามันมีการทำกำไรที่มันสูงกระโดดในช่วงสงครามรัสเซียยูเครน
>> เขาก็เลยมีไกด์ไลน์ EU เนี่ย ออกไกด์ไลน์ว่า
>> แต่ละประเทศเนี่ย สามารถเก็บไอ้Winฟx หรือว่าภาษีบรอยได้ ประมาณเค้าเขีดไว้เบื้องต้นว่า 33%
>> อื
>> แต่ว่าแล้วแต่ว่าแต่ละประเทศจะเอาไปใช้ทำอย่างไรกันต่อ ก็แล้วแต่เป็นเรียกว่าเป็น sfrinty ของแต่ละประเทศนะครับ
>> ออ อือ
>> ทีนี้ ตัวอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นตุ๊กตาสำหรับประเทศไทย
>> อื
>> ก็คือไอแลนด์
>> อือๆ
>> ไอแลนด์เนี่ยนะครับ เอากำไรของโรงเนี่ยปีที่แล้วมาเป็นฐาน 100%
>> อื
>> แล้วก็ยอมขีดให้ 20% แรกเลย เรียกว่า 100 ไปแล้วนะ แล้วบวกไปเป็น 120 จากปีที่แล้ว เนี่ย เขาไม่ยุ่งเลย เขาไม่เก็บภาษีเพิ่มเติม
>> ครับ อื
>> เจะไปเก็บส่วนที่มันเกินกว่ากำไร 20% มา แล้วแล้วไปเก็บ 75%
>> ออ อือฮึ อือ
>> แต่หมายความว่ามันเป็นกำไรส่วนเกินมาอีกชั้นนึงแล้วนะครับ
>> ครับ อือฮึ
>> โดย assume ว่าไม่มีการลงทุนเพิ่มนะครับ คือหลักการพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ของภาษีลาบรอยคือคุณเหมือนกับคุณลงทุน คุณไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มอ่ะ แต่อยู่ๆ รายได้คุณเพิ่ม
>> ใช่
>> เราเลยเรียกกันมันว่าลาบลอยนะครับ ดังนั้นส่วนเนี้ย รัฐก็มีโอกาสเรียกว่ามีมีความชอบธรรมที่จะเข้ามาตรวจสอบนะครับ แล้วก็ประเมินกันว่าจะใช้หลักการอะไรเพื่อให้มันชัดเจนด้วยว่าในอนาคตถ้ามันเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก จะทำอย่างไร แล้วก็ควรจะทำไปถึงภาคไฟฟ้าด้วยเช่นเดียวกันนะครับ ก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ไฟฟ้า อะไรที่มันเกี่ยวกับ commodity เนี่ย มันมันก็ใช้หลักการนี้แหละครับ
>> อื แต่คุณจะรู้สามารถรู้ว่าไอ้เค้ากำไรเกินมาเท่าไหร่นี่ คุณต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานก่อนว่าต้นทุนเเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ใช่มั้ย ตอนเนี้ยรัฐบาลเข้าถึงมั้ย เพราะแต่ก่อนไม่บอกเอ้ยไม่ได้เป็นความลับของเอกชนเนี่ย ครับ
>> ไอ้ พรก. ปี 2516 นี่คืออาญาสิทิอ
>> พรก. น้ำมัน 251 ซึ่งมันคือวิกฤตเดี๋ยว อยากคุยเรื่องวิกฤตน้ำมันครั้งแรกเหมือนกันครับ ว่าไทยหลุดมาได้ยังไงอ่ะ อ่า ไอ้ พรก. 2516 นี่แหละครับ คือตัวที่เป็นดาบปายาสิทิให้รัฐเข้าไปดู
>> อ่า ต้นทุนของโรงกลั่นได้ แต่
>> มันคือนึกภาพนะครับ ผมก็ไม่อยากให้ถึงขั้น เอ่อ ทุกโรงขันมาแล้วมาเปิดเผยแสดงพร้อมกัน ไม่ใช่มันต้องมีความลับของแต่ละธุรกิจได้ แต่รัฐเนี่ยไปคุย 1 ต่อ 1 ได้ครับ ว่าดูว่าแต่ละโรงกลั่น เพราะถ้าดู 6 โรงกลั่นในปีก่อน มันมีตั้งแต่บริษัทที่ยังขาดทุนอยู่ บริษัทที่กำไรพันล้าน บริษัทที่กำไรหมื่นล้าน ดังนั้นมันสะท้อนว่าต้นทุนและประสิทธิภาพในการหากำไรในการทำเงินมันต่างกันจริง
>> ใช่
>> แต่นั่นแหละครับ ผมคิดว่ารัฐดู one on ดู 1 ต่อ 1 ได้ว่าแต่ละบริษัทมีต้นทุนที่เปลี่ยนไปอย่างไร อันนี้คืออำนาจที่อยู่ในมือรัฐครับ อือฮึ อือฮึ
>> ทำไมนายกไม่ใช้อำนาจนี้
>> อ่อ 2 อย่างนะครับ ผมคิดว่าตัวท่านนายกเองเนี่ย กังวลรวมโดยเฉพาะถ้าฟังจากคุณพิพัฒน์เนี่ย กังวลกับภาคธุรกิจเป็นพิเศษ
>> อื
>> ต้องบอกว่ามากเกินไป คือผมเข้าใจนะว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจการทำธุธุรกิจด้วยนะครับ ว่าเผชิญปัญหามีขึ้นมีลงอะไรเงี้ย แต่มันประเมินกันเป็นไตรมาส หรือเป็นรายปีได้นะ ครับ ดังนั้นเข้าใจไซเคิลของธุรกิจเนี้ย เราเข้าใจ เราผมอ่ะ ไม่ได้หัวชนฝาว่าคุณมีต้องไปไม่ใช่
>> แต่มันต้องเป็นหลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขร่วมกัน
>> อือฮึ
>> กำไรเยอะก็แบ่ง กำไรน้อยก็ อ่า มีส่วนอื่นมาว่ากันไปนะครับ แต่ผมคิดว่ามันต้องวางหลักการให้ชัดเจน ถ้าอ
>> ถ้าฟังโรงกลั่น หรือว่ามองจากมุมธุรกิจมากเกินไป โดยไม่คิดว่าคนตัวเล็กตัวน้อยเขา รู้สึกอย่างไรกับราคาน้ำมันก้าวกระโดดเนี่ย
>> ใช่
>> คือ 1 1 วันของคนไม่เท่ากันนะครับ ท่านนายกอาจจะมองเนี่ย วัน 2 วัน เดี๋ยวประชุม วันที่ 11 ก็ได้แล้วค่อยออกมาตรการ แต่คนส่วนใหญ่ที่ใช้น้ำมันหากินรายวันเนี่ย เาเดือดร้อนเป็น 24 ช่มงนะครับ
>> อื
>> อ่า ที่เราเริ่มมีปัญหาปลา หรือว่าอาหารทะเลเริ่มขาดตลาดเนี่ย เป็นเพราะว่าชาวประมงเนี่ย เขาประเมินแล้วว่าไม่คุ้มที่เขาจะออกไปหาปลา
>> เพราะต้นทุนน้ำมันมันสูงเกินกว่าที่เขาจะได้
>> ไอ้อย่างเงี้ย มันคือผลกระทบรายวัน ดังนั้น นอกจากมองจากมุมโรงกลั่นแล้ว ในภาวะวิกฤตแบบเนี้ย มันก็คือต้องมองกลับมาที่คนตัวเล็กตัวน้อยที่หากินหลายวันด้วย แล้วผมคิดว่ามันจะทำให้หลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขมันกลับไปเป็นภาษีที่เป็นธรรมชัดเจนกับอนาคตด้วยครับ อือฮึ ใช่เลยครับ
>> อ่า เมื่อกี้อาจารย์ต้นบอกว่าอยากจะไปพูดถึงก็เราผ่านไอ้วิกฤตน้ำมันครั้งแรกมายังไง ตอนนั้นเทำ
>> ครับ คือตอนท่านนายกอทินพูดว่าไม่ต้องห่วง
>> ผมเคยพาประเทศผ่านโควิดมาแล้ว
>> ผมเชื่อว่าหลายคนฟังแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง แล้วนึกถึงความสูญเสียนะครับ เพราะหลายคน รวมถึงผมด้วยเนี่ย ก็สูญเสียเพื่อน หรือญาติสนิทในช่วงเวลานั้นไป
>> อื
>> วิกฤตโควิดเนี่ย เป็นตัวอย่างใกล้ตัวให้เราเห็นว่า ถ้าเราไม่ตั้งมั่น การใช้เงินดีๆ เราอาจจะใช้เงินไปกับการรักษาอดีต แต่กลับมาโดยความอ่อนแอลงด้วยซ้ำ
>> ตอนนั้นเราใช้เงินนะครับ เรามี พรก. เงินกู้ 3 ฉบับ วงเงิน 1.99 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เนี่ยไม่น้อย ถือว่าสูงเป็นอันดับ 2 ในบรรดาประเทศรายได้ปานกลาง ลองจากบราซิลด้วยซ้ำในกลุ่ม Middle Income Country นะครับ
>> ครับ
>> แปลว่าเราใช้เงินน่ะไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมา ผมคิดว่าชัดเจน หนี้สาธารณะเราเพิ่ม หนี้ครัวเรือนเราเพิ่ม ออกมาแบบสกิล ก็ไม่ได้อัพสกิลไม่ได้เก่งขึ้นกันเลย
>> ต่างจากประเทศอย่างสิงคโปร์ ที่เขาใช้เงินเหมือนเยอะเหมือนกัน หรือเยอะกว่าเราด้วยซ้ำ เพราะรวยกว่านะครับ แต่เขาใช้เงินไปกับรีสกิลคนไปเลย
>> เปลี่ยนผ่านดิจิทัลเข้าภาคธุรกิจไปเลย ปรับโครงสร้างพื้นฐานไปเลย พยุงการจ้างงานด้วยไม่ให้คนต้องตกงานช่วงนั้น ดังนั้นตอนโควิดเนี่ย บทเรียนที่เราควรจะได้คือ ถ้าเปรียบเป็นเรา เราจมน้ำอยู่นะครับ ผมรู้สึกว่าตอนโควิดนี่เหมือนเราเจอขอนไม้ใกล้ตัว เราคว้าไว้ก่อน ตอนนั้นเรามีโครงการเราคนละครึ่งก็เกิดตอนนั้นนะครับ คนละครึ่ง เราชนะ เราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้นทั้งนั้น อือื
>> เพราะเป็นการที่เราจมน้ำ แล้วเราควานหาขอนไม้ใกล้ตัว
>> ใช่ แต่ถ้าเรียนรู้จากไม่ต้องไกลครับ เรียนรู้จากประสบการณ์ประเทศเราเอง ผมคิดว่าตอนที่ เราเปลี่ยนผ่านจากยุควิกฤตน้ำมันครั้งแรก ตอนทศวรรษ 2510-2520 เนี่ย
>> อือๆ
>> เราเปลี่ยนผ่านด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มันเหมือนกับเราจมน้ำ แต่เรายอมออกแรงเหนื่อย เพื่อจะไหว้ไปหาฟังไปหาอนาคตที่มันสดใสกว่า
>> ใช่
>> ผมอยากให้เราผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปแบบนั้น
>> คือความสำคัญของการบริหารวิกฤตในช่วงอย่างนี้นะครับ บริหารวิกฤตโลก วิกฤตประเทศ อย่างเงี้ยคือ อืออือฮึ
>> คุณต้องตั้งหลักให้ชัดว่าประเทศกำลังจะไปทางไหน ถ้าคุณต้องเหนื่อย ต้องเหนื่อยทุกคน แต่ว่าเห็นทิศทางชัดว่ามันจะไปสู่อะไร
>> อืฮึ
>> นะครับ ซึ่งบทเรียนจากวิกฤตน้ำมันครั้งแรกเนี่ย มันคือ เอ่อ ถ้าท่านไหนยังทันนะครับ ตอนนั้นมันเป็นการเปลี่ยนผ่านจากเรียกว่า อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ทดแทนการนำเข้า
>> ใช่
>> อ่า มาสู่การส่งออกนะครับ
>> อื
>> ทดแทนการนำเข้านี่คือคุณตั้งกำแพงภาษีไว้สูงๆ
>> อื
>> นะครับ แล้วสินค้าต่างประเทศก็เข้ามาแข่งไม่ได้ แล้วก็เราก็เกิดเจ้าสัวในประเทศจำนวนมากเลย เพราะว่าไม่ต้องเผชิญการแข่งขันนะครับ เราเรียกกันว่าทดแทนการนำเข้า เอากำแพงภาษีมาเป็นตัวคล้ายๆ ที่ค้ำทำตอนนี้นะครับ อยู่ในประเทศอเมริกานะครับ ใช่ๆๆ ออฮะ ออฮะ
>> แต่ตอนประมาณประมาณต้นทศวรรษ 2520 เนี่ย ครับ เริ่มมีเรียกว่าสายเศรษฐกิจที่มุมมองเริ่มก้าวหน้า อ
>> บอกแล้วว่าเฮ้ย มันไปต่อไม่รอดแล้ว แล้วตอนนั้นพอราคาน้ำมันมันขึ้น เงินเฟ้อตอนนั้นนี่ 15% 20% นะครับ
>> ครับ อือฮึ อือฮึ
>> อ่า ตอนนั้นเนี่ย เงินทุนมันก็เริ่มไหลออก อเมริกาถอนความช่วยเหลือจากอินโดจีน สถานการณ์คล้ายๆ ตอนนี้เลยครับ เริ่มจากอิหร่านเหมือนกัน กากับอียิปต์อะไรอย่างเงี้ยครับ คล้ายๆ
>> สตอี่ คล้ายๆ เดิมเลยนะครับ แต่ตอนนั้นราคา กระโดดกว่าตอนนี้ด้วยซ้ำนะครับ เริ่มมีคนเสนอแล้วว่าถ้าเรายังพึ่งพาพลังงานขนาดนั้น ผ่านดุลการค้าด้วยไปไม่รอดแน่ๆ ต้องเปลี่ยนไปสู่การอุตสาหกรรมส่งออก คือเรียก ว่าลดกำแพงที่มันกั้นการแข่งขันเอาไว้อ่ะ ลดมันลงมาแล้วถูกต้อง
>> ใช้ตัวเองเป็นฐานการผลิต เข้าไปมีส่วนร่วมกับซัพพลายchนผลิตสินค้าแข่งกับโลกบ้าง
>> อื ตีโลกกลับไปย้อนกลับ อย่ามัวแต่ตั้งรับ ตั้งกำแพงภาษี รวยกันภายในอย่างเดียวนะครับ
>> แต่ไม่ได้ทำง่ายๆนะครับ
>> ตอนนั้นเองคือทุกโมเดลเศรษฐกิจเนี่ย มันมีคนได้เหมือนธุรกิจพลังงานฟอสซิลปัจจุบัน นี่แหละคือธุรกิจเนี่ย มันมีคนได้อยู่ ตอนนั้นเนี่ยนะครับ เอ่อ กองทัพก็ชอบเงินบาทแข็งๆ เพราะว่าซื้ออาวุธได้่
>> ถ้าคุณสุธิชัยยังจำได้ ตอนนั้นแค่จะลดค่าเงินนะครับ แทบจะเกิดการรัฐประหารนะครับ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก พลเอกพลเอกพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก จำได้เลย เกิดรัฐประหารเลยใช่บ่า ต้องแข็งบ่าต้องแข็งนะ ซึ่ง
>> ซึ่ง อ่า ถ้าอย่างงั้น อะไรทำให้ตอนสมัยนั้น มีความกล้าหาญที่จะทำ แล้วทำไมตอนนี้มีเสียงข้างมาก มีอานาจากประชาชนเลือกตั้ง ทำไมความกล้าหาญที่จะทำมันไม่มี
>> ตอนนั้นนะครับ ผมคิดว่า 5050 คือเราออกแรงครึ่งนึง เราได้อานิสงส์ลมบูรพา
>> พัดพาพาซ่าaccคอ์ด
>> เออฮะ
>> กับฝูงหาบิน อ่า ฝูงห่านผ่านบินจากญี่ปุ่น พัดมาเพราะพซ่าก่อนญี่ปุ่นโดนอเมริกาและตะวันตกกดดัน
>> นะครับ ค่าเงินแพงขึ้นละ
>> จากที่เคยใช้ค่าเงินอ่อนเพื่อส่งของไปขาย
>> ค่าเงินแข่งต้องหาฐานการลงทุนใหม่ อันเนี้ยเป็นลมอานิสงส์ตะวันออก ปัจจัยภายนอกที่เป็นบวกที่พัดพามา
>> แต่อีกเกือบครึ่งนึง ผมคิดว่าเราก็กล้าเปลี่ยนแปลงด้วยเช่น อ่า แบงก์ชาติเริ่มมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจส่งออกจริงจัง อ่า มีการลดค่าเงิน ซึ่งมันก็เป็นแรงบีบไปในตัวนะครับ รวมถึงมี อ่า มาตรการลด อ่า เทคโนแทต ตอนนั้นก็มีการต่อสู้กันนะ เพราะกระทรวงการคลังก็ยังได้เงินจากภาษีต่างเข้ามันก็มีการต่อสู้กันภายในว่าจะเปลี่ยนโมเดลยังไงนะครับ แต่โดยรวมก็คือ อ่า เราออกแรงส่วนนึง แล้วเราก็มี เอ่อ อานิสงส์จากต่างชาติเข้ามาช่วยอีกส่วนนึง นะครับ
>> ถ้าถามว่า
>> ดังนั้น บทเรียนสำคัญสำหรับผมนะครับ คือเรากำลังจมน้ำ เรากำลังเสี่ยงชีวิต แต่อย่าไปก่อขอนไม้ใกล้ตัว แบบโครงการที่มันเน้นแต่การกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น มันจะไม่ทำให้เราแข็งแรงขึ้น มันทำให้เราอ่อนแอลงด้วยซ้ำ หนี้สาธารณเราจะเพิ่มอีก
>> ครับ
>> เราต้องออกแรงกันครั้งใหญ่ หมายความว่าเราเปลี่ยนผ่านนะครับ ถ้าใช้คำยุคนั้นนะครับ อ่า คำสำคัญยุคนั้นคือคำว่า โชตช่วงชัชวา
>> ใช่ โชช่วงชัชวา ถูกต้อง
>> ตอนนี้ถ้าจะโชตช่วงชัชวา ต้องโชดช่วงชัชวาแบบพลังงานสะอาด
>> ออฮะ อือฮึ
>> ตอนนั้นเราได้พลังงานฟอสซิลมาใช่มั้ยครับ ตอนเคุณต้องเปลี่ยนผ่านพลังงานทั้งระบบไปละ ซึ่งมันมีรายละเอียดที่ต้องลงกันอีกเยอะ แต่ว่าขอให้ทิศทางมันชัดว่าคุณไปด้วย เศรษฐกิจพลังงานฟอสซิลแบบเดิม พึ่งพาตะวันออกกลาง พึ่งพาประเทศอื่นๆ เยอะขนาดเนี้ย มันจะไปไม่รอด ต้องถึงเวลาเปลี่ยนกันครั้งใหญ่จริงๆ นะครับ
>> อื
>> จนถ้ากลับมา
>> อื
>> กลับมาว่าคำถามว่าแล้วทำไมรัฐบาลนี้ถึงดู จะทำได้หรือไม่ได้นะครับ ก็ต้องบอกว่าอ
>> ผมวิจารณ์ว่ารัฐบาลเนี้ย มันมีลักษณะเป็นส่วนผสมระหว่างเทคโนแกต
>> กับตัวบ้านใหญ่นะครับ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ เข้าใจกันทั่วไปแล้วว่ารัฐบาลของไทยเนี่ย คือบ้านใหญ่บวกเทคโนแกตนะครับ
>> อื
>> ข้อวิจัยของผมคือ พอ 2 กลุ่มเมารวมกัน ปิดตาให้กันและกัน เพื่ออยู่กันได้ อยู่ในอำนาจเนี่ย มันกลับทำให้เราได้ข้อเสียจากทั้ง 2 กลุ่ม
>> ออ
>> นะครับ คืออย่างบ้านใหญ่เนี่ย อ่า เขาค้าอาจจะมีข้อถูกวิจารณ์เรื่องระบบบทธรรม แต่ข้อดีของบ้านใหญ่เนี่ย คือความใจถึงพึ่งได้ ความกล้าได้กล้าเสีย
>> ใช่ๆ
>> ดังนั้นนะครับ ถ้ารัฐบาลเนี้ย สมมุติรัฐบาลเเป็นรัฐบาลบ้านใหญ่ล้วนๆ นะครับ ผมเชื่อว่าเขาจะลดภาษีสสามิตรไป อ๋อ
>> ผมเชื่อว่าเขาจะลดไปหลายบาทละ
>> แต่ที่ไม่ลดเนี่ย เป็นเพราะว่าฟังคำท้วงติงจากฝั่งเทคโนแป
>> อื
>> ว่ามันจะส่งผลถึงภาระทางการคลังนะครับ ว่ามันอาจจะไม่ยั่งยืน อาจจะโดนวิจารณ์ว่า เป็นรัฐบาลถังแตก
>> ใช่
>> สุดท้ายก็เลยไปทำแค่ลดเรื่องหลากราคาหน้าโรงสักบาท 2 บาทอย่างงี้นะครับ อ
>> ออ อือฮึ
>> เนี่ยคือแทนที่เราจะได้ความกล้าได้กล้าเสียแบบบ้านใหญ่ก็ไม่ได้
>> แต่ในขาเดียวกัน
>> แทนที่เราจะได้หลักการ ได้หลักวิชา ได้ประสิทธิภาพภาพการทำงานโปร่งใสแบบเทคโนแครต พอเมารวมกัน ฝั่งเทคโนแครตเองก็ยอมปิดตาข้างนึง
>> ให้กับบ้านใหญ่เหมือนกัน
>> เอาง่ายๆนะครับ อย่างโครงการ MOT GP ที่ลงไปเฉพาะบางจังหวัดอย่างเงี้ย
>> หรือโครงการแรนดที่กำลังจะเกิดที่เขายืนยันหัวชนฝาว่าจะต้องมีเนี่ย่
>> 2 โครงการอย่างเงี้ย ผมคิดว่าถ้าคิดบนหลักวิชาล้วนๆ
>> ไม่มีเทคโนแพคคนไหนกล้าบอกหรอกครับว่ามันคุ้มค่าและควรทำในเวลานี้
>> เออ
>> แต่เพราะคุณต้องมาอยู่ร่วมกันในอำนาจนี่แหละ คุณก็ต้องปิดตาให้ฝั่งนู้น ไอ้ฝั่งนู้นก็ปิดตาให้คุณเรื่องนึง สรุปแล้ว แทนที่เราจะได้จุดเด่นจากทั้ง 2 ฝั่ง เรากลับได้สจุดอ่อน จุดเรียกว่าข้อเสียของทั้ง 2 ฝั่งมารวมกัน
>> อื
>> เลยทำให้การทำนโยบายมันขาดทั้งความเด็ดขาดแล้วมันก็ขาดหลักวิชา หลักวิชามันก็ก้ำๆกึ่งๆ ลูกผีลูกคนครับ อือ
>> ฮึ อือฮึ
>> แต่อาจารย์ต้นก็เรียกอะไรปิดตาธิปไตยเหรอ
>> อ่ะ ทีนี้โครงสร้างต่างๆนานาต่างๆนามันผสมผสานระหว่างเทคโนแตง นะบ้านใหญ่บ้านเล็กเนี่ย เอ่อ ดูโครงสร้าง ครม. มาแล้ว เอ่อ อาจารย์ต้นมองว่าคุณอนุทินจะบริหารได้มั้ย ต้องเอาใจทั้งฝ่ายเทคโนแครต ต้องเอาใจทั้งฝ่ายบ้านเล็กบ้านใหญ่ ทีนี้หลายเรื่องมันก็จะขัดกันโดยโดยลักษณะของมันอยู่แล้ว ผลประโยชน์มันไม่ตรงกันน่ะ อ่า มองงั้นคือครับ
>> ขัดกันแล้วเลือกไม่ทำ หรือขัดกันแล้วทำทั้ง 2 อย่าง คือทำทั้งฝั่งที่ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
>> อ
>> แต่อีกฝั่งนึงก็รัดเข็มขัดไปพร้อมกัน อันเนี้ย
>> อื
>> วุ่นวายที่สุด มีแนวโน้มจะเป็นอย่างงั้น
>> เออ ครับ
>> อือฮึ อือฮึ คือผมคิดว่าคือพอโดยเฉพาะเราไม่เห็นไอเดียจากตัวท่านนายกเองนะครับ ว่าท่านมองเศรษฐกิจยังไง ท่านมองการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังไง คือการเปลี่ยนผ่านมันไม่ใช่แค่การคนรวยเดินไปซื้อรถ EV แต่มันต้องทำให้คนจน
>> อื
>> คนเนี่ย เกษตรกรที่ต้องใช้รถไถ ต้องซื้อน้ำมันมาใส่รถไถไถเกี่ยวรายวันเนี่ย ชาวประมง ต้องรู้สึกด้วยว่า อ
>> ถ้ามันไม่มั่นคงแล้วอยากเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานศาสตร์ด้วยกันเนี่ย รัฐจะช่วยอะไรเขา มีหน้าที่ปรับตัวอะไร คือมันต้องหนุนหลังดันเสริมซึ่งกันและกันนะครับ ที่ผ่านมาเราอาจจะเห็นรัฐชี้บอกว่าเอ้ย คุณปรับตัวสิ อ่า จะให้ปรับยังไง วันทำมาหากินรายวันยังไม่รอดเลย
>> อือฮึ อือฮึ อือฮึ
>> อาจารย์ต้นมั่นใจแค่ไหนว่ารัฐบาลชุดนี้จะฟันฝ่าวิกฤตนี้ไปได้
>> คือเขาบริหารกลไกอำนาจเก่งจริงๆ อันนี้ต้องยอมรับ
>> เออ นั่นคือการนั่นคือการปิผมจะหมกมุ่นกับการดูนโยบาย ดูรายละเอียด อ่า ประ
>> อือฮึ
>> ด้านนั้นเ้าก็ลงรายละเอียดเรื่องกลไกอำนาจกันเป๊ะๆ เหมือนกัน
>> อื เช่น
>> วางตัวบุคคล โยกย้ายบุคคล คนนั้นคนนี้อะไรอย่างเงี้ย
>> ผมรู้สึกว่า
>> เขาก็เก่งเรื่องนั้นจริงๆ มี comparative advantage เรื่องนั้น
>> อื
>> แต่พอย้อนกลับมาเรื่องนโยบายก็น่ากังวลครับ เพราะว่าสุดท้ายผมยกตัวอย่างโควิด เพราะว่าผมกังวลว่าเราจะใช้เงินหว่านเนี่ย ออก พรก. เอาเงินกู้ กู้เงินมาแล้วใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น
>> อ
>> อันนี้แหละที่มันจะทำให้เรา
>> ต่อให้เราผ่านพ้นเพื่อสุดท้ายวิกฤตนี้มันจะจบนะครับ อาจจะนาน แต่สุดท้ายมันจะจบ
>> อื
>> แต่จบแล้วเราจบด้วยสภาพไหน
>> อื
>> โควิดเนี่ย เราสะบักสะบอมนะครับ ผมคิดว่าอ
>> ต้องเข้าใจตรงกัน ผมคิดว่าถ้าถามคนส่วนใหญ่ที่ผ่านธุรกิจที่ผ่านยุคโควิดมานะ อาจจะมีคนรอด คนแข็งแรงจริง
>> อื
>> แต่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ผ่านมาแบบสะบักสะบอมแล้ว ถ้าดูหนี้สาธารณะไทย หนี้ครูเรือนไทย มันก็ตัวเลขมันก็แย่ลงจริง ผมกลัวว่ามันจะย้อนรอยซ้ำประวัติศาสตร์ช่วงนั้น กรอกหอนไม้ ใช้เงินกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น กู้เงินมาเพื่อทำโครงการที่เรียกว่า ลั้งอดีตเอาไว้ แต่ไม่ได้สร้างอนาคตร่วมกัน อือฮึ อือฮึ
>> อ่า ถ้าเ้าบริหารกลไกอำนาจเป็นเนี่ย เค้าก็ต้องรู้ว่ากำนกลไกอำนาจนั้นจุดอยู่ได้ ถ้าหากต้องบริหารเศรษฐกิจไปได้ด้วยไง กลไกอำนาจจะอยู่ไม่ยั่งยืนนะ ถ้าสมมุติว่าคุณบริหารวิกฤตไม่ได้ ชาวบ้านเค้าไม่เอา เค้าไปไหน เค้าบ่น เค้าบอกเค้าแย่เนี่ยนะ กลไกอำนาจแค่ไหนก็เอาไม่อยู่นะ
>> จริงๆ คุณพิพัฒน์นะครับ จะกลายเป็นฮีโร่ ตอนที่คุม สบก. บอกคุณวิภัฒจะกลายเป็นฮีโร่ ถ้าแกเป็นคนที่เดินหน้าแล้วจับเจอว่าใครเป็นคนรักรอบขับสุนมัน
>> อ่า อือๆ
>> ทุกอย่างมันจะพลิกเลย คนจะเลิกถามเรื่องผลประโยชน์เลย คนจะรู้สึกว่าเพราะคุณเข้าใจวงการ และคุณช่วยหารูรั่ว ช่วยประเทศชาติ อือฮึ
>> แต่พอมันตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง กลายเป็นว่าคุณวิภัฒนิยืนยันหัวชนฝาว่าไม่มี ไม่มีรักรอบ ไม่เจอปัญหา ไม่มีอะไรเลย
>> แต่สุดท้าย DSI กลับไปเจอแล้วนี่ ยังมีล่า สุดเมื่อวานนี้ เข้าใจว่ามีรถนะครับ น่าจะเป็น J เบอร์หมื่นกว่าคัน
>> ใช่ๆ
>> ที่วนเวียนกันแล้วก็ไม่รู้ว่าไม่นำเอาน้ำมันไปหน้าปั๊มอย่างเงี้ย ผมคิดว่าพอมันเป็นลักษณะนี้แหละ ที่มันทำให้เรากังขาว่า ต่อให้คุณบริหารอำนาจเก่งขนาดนี้ แต่ทำไมมันไม่นำมาสู่การจัดการที่มันเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ผมว่าตัวอย่างเรื่องน้ำมัน 57 ล้านลิตรกลางทะเล และรถหมื่นกว่าคัน
>> อื
>> 2 ตัวอย่างนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมเทคโนแลตมารวมกับบ้านใหญ่แล้วกลับเจอ ปัญหามากกว่าข้อดีของทั้ง 2 ฝ่าย อือฮึ อือฮึ
>> ผมเห็นก็ทางคุณสุปจิก็จะพยายามจะตั้งที่ปรึกษาที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงนะ อันนั้นจะช่วยมั้ย
>> จะช่วยมั้ย
>> อันนี้ต้องถามว่าคุณยืนยันหลักการคือ เทคโนแลตไทยนะครับ มีหลายรุ่น
>> อื
>> ผมเนี่ย เป็นแฟนเทคโนแลตรุ่นแรก รุ่น ดร. สนอง อุนากูล รุ่น ดร. ใช่
>> ใช่ๆ รุ่นนั้น
>> ิโนแคตรุ่นนั้นนะครับ หลายคนไต่เต้าในชีวิตมา เข้าใจความยากลำบาก
>> อื
>> ว่าคนหาเช้ากินค่ำ ทำมาหากินยังไง
>> ไปเต้าจนไปเรียนเมืองนอกได้ จบปริญญาเอก เป็น
>> อ
>> แต่เทคโนแครตรุ่นหลังๆ นะครับ
>> ครับ
>> คราบช้อนเงินช้อนทองมาเกินครับ
>> คือถ้าไม่ได้เรียน PhD นี่ถือว่าล้มเหลวด้วยซ้ำ
>> ใช่
>> ไม่ได้ไต่เต้า ไม่เข้าใจหัวอกคนทำมาหากิน
>> คนหาเช้ากินค่ำไม่มีเลย ดัง โดยส่วนตัวเนี่ย ผมยืนยันว่า เอ่อ หลักวิชาเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมี และผมชื่นชมเทคโนโลไทยรุ่นแรกๆ อย่างเราพูดเรื่อง Easternซีบอร์ดนะครับ พูดเรื่องการออกจากวิกฤตน้ำมันด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่เนี่ย
>> ต้องชื่นชมคนรุ่นนั้นนะครับ ดร.เสนาะ ที่คุยกับฝั่งญี่ปุ่น ชวนคนมาลงทุน เกิดการลงทุนมหาศาล
>> อันนี้คือผลงานของเทคโนCATรุ่นแรก ที่เรียกว่ามีความกล้า แล้วก็เข้าใจหัวอกคนธรรมดานะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เทคโนแครตรุ่นปัจจุบันต้องพิสูจน์ครับ
>> อื มนั่นแหละ แต่ว่าแปลว่าทั้งหมดนี้ ความมั่นใจที่ผมถามว่าอาจารย์ต้นมีความคิดว่ามั่นใจแค่ไหนที่จะเอารอดไม่รอดเนี่ย คำตอบคือถ้าเค้าอยู่ครบ 4 ปีด้วยอำนาจนะ เค้าบริหารอำนาจได้เนี่ยนะ แต่เศรษฐกิจแย่เนี่ย มันมันได้เหรออำกลุ่มอำนาอำนาจแต่เศรษฐกิจไปไม่ได้เนี่ย มันไปด้วยกันได้เหรอ การเมือง
>> มันคงมีรอยปะทุ แต่ว่ากลไกอำนาจรัฐไทยเนี่ย มันก็คุมไป คือเวลามีปัญหาที่ไรคุณอนุทินก็ใช้กลไกมหาดไทยนะครับ อย่างตอนน้ำมันตอนที่มีปัญหาช่วงแรก
>> อ่า คุณอนุทินก็ใช้กลไกมหาดไทยเข้าไปคุมหน้าปั๊มไปรายงานตัวเลข
>> อือฮึ อือฮึ
>> ก็เลยทำให้ตัวเลขมันไม่โปลก
>> ก็จะได้ผลลัพธ์อย่างที่ท่านอยากเห็น
>> อื
>> มันมันก็กุมปิดบัง คือถ้าไม่
>> อือ
>> คือเรายืนยันการสู้กับคอร์รัปชั
>> อือฮึ
>> ไม่ใช่การใช้เเรียกว่าอะไร ไม่ใช่เอายักษ์มาสู้อ่ะ แต่มันสู้ด้วยการเปิดข้อมูลนะ ครับ
>> ใช่ๆ
>> อ่า เรายืนยันว่าเนี่ย อย่างติด GPS ให้ลดขนส่งจ๊อบให้เรือที่มัน อ่า เอาขนน้ำมันไปเนี่ย ถ้ามีข้อมูลโปร่งใสเนี่ย มันคือตัวที่ช่วยให้เราสู้กับคอร์รัปชัสู้กับระบบได้
>> ออ ออออออือฮึ อือฮึ อือฮึ
>> ข่าวที่ออกมาบอกวันนี้ บอกว่าคุณศุภจีจะตั้ง 12 กูรู
>> อื ชั้นนำ ต้องทีม TTR เหรอ Tent Trade Representative เสริมแกร่งภายนี้เป็นทีมเหรอ มันคือยังไง ถ้าความเข้าใจ
>> ถ้าเทส Representative นี่มีได้ 5 คนนะ ครับ ตามตำแหน่ง
>> อ่าฮะ อื
>> ครับ ก็เป็นผู้แทนการค้าไทย แล้วก็ส่วนใหญ่จะทำงานแบ่งกันตามภูมิภาค เช่นคนนี้ดูยุโรป คนนี้ดูอเมริกา คนนี้ดูตะวันออกกลาง เป็นต้นนะครับ
>> คือผมคิดว่าอ่ะ อย่างวันเนี้ย อย่างที่เล่าให้คุณสุธิชัยหยุ่นฟังว่า
>> ครับ
>> ตอนแรกที่รัฐมนตรีคนอื่นหายไปหมด อย่างน้อยคุณสุปจีนั่งอยู่ท่านเดียว แล้วก็ยังรับฟัง ผมคิดว่าข้อดีของคุณสุภจีคือท่านก็เป็นคนรับฟัง แล้วก็พร้อมเนี่ย ดึงคนเก่งคนเชี่ยวชาญเข้ามาทำงานจริง
>> ใช่ๆ
>> แต่อันนี้แหละครับ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่า แล้วพอคุณเจอระบบ เจอส่วนผสมของรัฐบาลแบบนี้
>> อื
>> มันจะทำให้หลักวิชา หรือว่า เอ่อ นโยบายดีๆ นำไปสู่การปฏิบัติแค่ไหน
>> ยกตัวอย่างอย่างสมมุติถ้าทำหลายเรื่องการค้าพาณิชย์เนี่ย เรื่องนอมินี เรื่องเ่อล้ง อะไรเนี่ย ถ้าคุณทำแล้วคุณไปเจอตอที่มันเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ระดับท้องถิ่น เออ
>> ท่านจะกล้าสู้ต่อนั้น หรือท่านจะเปลี่ยนเรื่องอันเนี้ย ผมคิดว่าต้องเป็นบทพิสูจน์ ครับ
>> อือ อันนี้ก็คือความกังวลของเราตั้งแต่ต้น ว่าทั้ง 2-3 ท่านนั้น จะพอไปเจอการเมืองแบบเก่าเนี่ย ท่านจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าโอ้นายกให้อิสระในการทำงาน แต่ว่าอะไรมันต้องพิสูจน์กัน ของจริงกำลังจะมา เพราะว่าที่ผ่านมาเนี่ย อาจจะเป็นช่วง
>> รัฐบาลชั่วคราว อาจจะยังไม่เคยเจอนโยบายที่ต้องวิเร่งกันจริงๆ ใช่มั้ยครับ อือฮึ
>> อือ อ่า ทีนี้ เอ่อ จากนี้ไปพรรคประชาชนเตรียมที่จะทำอภิปรายนี่หวังความเปลี่ยนแปลง หวังจะทำให้รัฐบาลฟังอะไรมากขึ้นมั้ย อภิปรายครั้งนี้
>> เอ่อ หลายๆ เรื่องที่เราแนะนำเนี่ย เนื่องจาก เอ่อ รอบการเลือกตั้งที่ผ่านมานะครับ เราก็ตั้งใจเรื่องการเตรียมทีบริหารเนี่ย มีนโยบาย อ่า Thailand Blueprint นะครับ มี Professional อ
>> ดังนั้น
>> อือฮึ
>> การอภิปรายรอบเนี้ย มันก็ตั้งบนฐานว่าเราอยากเห็นอะไรในประเทศนี้นะครับ ดังนั้นถ้ามีส่วนไหนที่รัฐบาลจะรับไป เราก็ยินดีครับ เพราะนี่คือภาวะวิกฤตที่ถ้าไม่ทำอะไร หรือถ้าทำผิดทิศผิดทาง มันก็มีผลกระทบกลับมาที่คนไทยทุกคน
>> ดังนั้น หลายเรื่องที่เราแนะนำเนี่ย ที่ผมแนะนำเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน เรื่องภาษี เรื่องอะไร
>> ผมยืนยันว่าอยากเห็นนะครับ คือถ้าถๆ ถ้าถ้าท่านทำเนี่ย เราก็ขยับไปทำเรื่องอื่น มันมีประเทศนี้ยังมีปัญหาอีกเป็นพันเรื่องให้ทำครับ
>> อื ใช่เลย ใช่เลยครับ
>> เอาล่ะครับ แล้วติดตามนะครับ ว่าอภิปรายคืนนี้ถึง 23:00 น. พรุ่งนี้จะถึงกี่โมงอย่างไร และผมจะคอยดูรัฐมนตรีมาตอบ น่าจะมาคืนนี้นะครับ ว่าหลังจากฟังอะไรต่อ มีอะไรมากมาย และวิกฤตหนักๆ เนี่ย มีอะไรที่ให้ความหวังประชาชน ไม่ว่าเราพอจะเห็นวิสัยทัศน์และแอคชั่นจริงๆ เพราะนโยบายก็คือนโยบาย แต่เราอยากจะไปกันด้วยแอคชั่นที่จะประกอบ แล้วมันต้องเร่งด่วนด้วยนะ เพราะว่าไอ้ปัญหามันหนักจริงๆ ณ ขณะนี้
ขอบคุณมากนะครับ อาจารย์ต้น ครับ สวัสดีครับ
สวัสดีครับ