Transcription
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พฤิต วัฒรศิลป์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ขออนุญาตได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อภิปรายคนสุดท้ายของซีกฝ่ายค้าน ก็จะพยายามเต็มที่ในการสรุปข้อกังวล ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่พวกเรามีต่อรัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
ท่านประธานครับ ท่ามกลางวิกฤตระดับโลกที่กำลังทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาประชาชนคนไทยอยู่บนเส้นด้าย ผมเห็นด้วยกับท่านนายกครับว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาของการทดลองงาน แต่เป็นเวลาที่พี่น้องประชาชนเขาคาดหวังให้รัฐบาลใหม่นั้นสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนได้ตั้งแต่วันแรก ความจริงเรื่องนี้ไม่ควรจะเป็นเรื่องยากครับ เพราะรัฐบาลใหม่นี้ว่าจริงแล้วก็ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น นายกรัฐมนตรีก็คนเดิม พรีเซ็นเตอร์ก็ชุดเดิม ปรับเปลี่ยนก็แค่พรรคที่ร่วมรัฐบาลเพียงเท่านั้น
แต่ท่านประธานครับ จากการประเมินผลงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะการรับมือกับวิกฤตพลังงานในช่วงรักษาการ และก็การชี้แจงคำแถลงนโยบายของทุกคนยกเว้นนายกรัฐมนตรีตลอด 2 วันที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับครับว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้พี่น้องประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพที่ประชาชนฝากผีฝากไข้ไว้ได้ แต่กลับเป็นเหมือนรัฐบาลผู้รับเหมาครับ ที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ
ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมต้องใช้ถ้อยคำที่รุนแรงแบบนี้ครับ ก็เพราะว่าหากท่านประธานไปเปิดดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ท่านประธานจะค้นพบครับว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรม ที่เหมือนหรือคล้ายกับสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับพี่น้องประชาชน
พฤติกรรมที่ 1 ครับ คือการเบี้ยวสัญญาครับ ตลอดการเลือกตั้งที่ผ่านมาครับ ผมเห็นถึงความพยายามอย่างมากของท่านนายกในการจะรักษาภาพลักษณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยของท่านเป็นพรรคที่พูดแล้วทำ โดยใช้วิธีการไม่พูดอะไรเลยครับว่าจะทำอะไรจะขับเคลื่อนนโยบายอะไร นอกจากโอ้อวดว่ารักชาติกว่าใคร นโยบายที่พรรคท่านส่งชี้แจงไปที่ กกต. ก็มีทั้งหมดแค่ 8 ข้อครับ น้อยกว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยส่งไปถึง 7 เท่า แต่แม้จะสัญญาน้อยนิดกับพี่น้องประชาชนครับ รัฐบาลภูมิใจไทยก็ดูเหมือนจะเบี้ยวสัญญาพี่น้องประชาชนตั้งแต่วันแรก
ตัวอย่างที่ 1 ครับ ชัดเจนที่สุด ค่าไฟครับ เป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนสนใจแน่นอน ภายใต้ธุรกิจพลังงานแบบนี้ ในเอกสารที่ท่านชี้แจงกับ กกต. ครับ ท่านเขียนชัดท่านจะลดค่าไฟเหลือ 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรกให้กับทุกครัวเรือนทั่วประเทศ แต่มาวันนี้ครับ ตั้งใจฟังท่านรัฐมนตรีพลังงานชี้แจงเมื่อสักครู่ ในที่สุดหลังจากพูดมาหลายนาทีก็ยอมรับครับว่าย้อนสอน เปลี่ยนมาเป็นการลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วยเฉพาะครัวเรือนประมาณครึ่งนึงของประเทศที่ใช้ไฟไม่ถึง 200 หน่วย แย่ไปกว่านั้นครับคือการลดค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วยไม่ถูกเขียนไว้ในเอกสารคำแถลงนโยบายด้วยซ้ำ ดังนั้นถึงแม้ท่านรัฐมนตรีจะมายืนยันในวันนี้ ผมก็อดสงสัยไม่ได้ครับว่าถ้าสักวันนึงมีการปรับเปลี่ยน ครม. แล้วท่านรัฐมนตรีเอกนัสหลุดออกจาก ครม. นโยบายนี้จะหลุดไปด้วยหรือไม่
ขยับมาอีกเรื่องครับ เรื่องรัฐธรรมนูญครับ ก่อนการเลือกตั้งครับ ครม. พอท่านมีมติครับ ไปสอบถามพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่พอพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ 20 กว่าล้านคนครับ ตอบกลับมาว่าอยากมี เสียงของพวกเขาครับกลับดูจะไม่มีความหมายเพียงพอสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ไม่ยอมแม้กระทั่งใส่แค่บรรทัดเดียวใน 19 หน้าของคำแถลงนโยบาย
หรืออีกตัวอย่างครับ นโยบายเรื่องการแต่งตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพ ที่พรรคภูมิใจไทยนิยามไว้เองนะครับในเอกสารที่เขียนไปที่ กกต. ว่าหมายถึงรัฐมนตรีที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจ ผมรู้ครับว่าเดี๋ท่านนายกอาจจะมาแย้งว่าข้อนี้ไม่ได้เบี้ยวสัญญา เพราะในเอกสารที่ส่งให้ กกต. ระบุแค่ 3 ชื่อ และท่านนายกก็ตั้งทั้ง 3 คนมาเป็นรองนายก แต่ผมไม่อยากให้ท่านนายกเข้าใจผิดครับ ท่านประธาน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนไม่ขัดข้องหรอกนะครับ ถ้าท่านจะตั้งรัฐมนตรีมืออาชีพมากกว่า 3 คน สิ่งที่ประชาชนเขาอยากให้รัฐบาลกำหนดเพดานมันคือค่าการกลั่นครับ ค่าน้ำมันครับ ไม่ใช่จำนวนรัฐมนตรีใน ครม. ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับภารกิจ
พฤติกรรมที่ 2 ครับ คือการส่งงานล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นการผิดนัดส่งมอบ หรือการเพิกเฉยต่อวิกฤตจนสร้างความเสียหายกับพี่น้องประชาชน ผมสังเกตเห็นครับว่าในคำแถลงนโยบายทางรัฐบาลนั้นมีการย้ำถึง 3 ครั้งนะครับว่าโลกเรามีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้ว่าเป็นความพยายามจะหยิบเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างหรือเปล่า ว่าเพราะธุรกิจต่างๆมันเข้ามาอย่างคาดการณ์ไม่ได้ ก็เลยทำให้รัฐบาลนั้นต้องเบี้ยวสัญญาไปกับบางนโยบาย แต่เรียนตามตรงครับท่านประธาน ข้ออ้างนี้มันพอจะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นนายกนั้นเป็นนายกที่ตอบสนองต่อวิกฤตของพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็วที่ผ่านมา แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นครับ
ที่ท่านชอบบอกว่าสั่งวันนี้เสร็จเมื่อวาน สิ่งที่พี่น้องประชาประชาชนเห็นครับคือนายกที่มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการสักทีครับ ธุรกิจพลังงานครับ ชัดเจนสุดตัวอย่างของการบริหารประเทศที่ตามหลังปัญหาอยู่อย่างน้อย 1 ก้าวเสมอ พอน้ำมันครับเริ่มหมดหน้าปั๊ม ท่านนายกรอเป็นสัปดาห์นะครับกว่าจะออกคำสั่งให้ผู้ค้าน้ำมันนั้นรายงานสต๊อกเข้ามาหาท่านรายวัน พอพี่น้องประชาชนทั่วประเทศเขาเรียกร้องต้องให้รัฐบาลตรวจสอบไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน ท่านนายกครับกลับปฏิเสธเสียงแข็งและหันมากล่าวหาประชาชนว่าเป็นคนกักตุน พอประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการเรื่องภาษีลาภลอย รัฐบาลก็ชี้แจงว่ากำลังศึกษาอยู่ ทั้งๆที่ความจริงเรื่องนี้กระทรวงการคลังศึกษามาตั้งแต่ปี 2565 แล้วครับ
แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมให้อภัยท่านนายกไม่ได้มากที่สุด ก็คือเวลาปัญหามันเกิดกับพี่น้องประชาชนครับ นายกมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่านเอง ท่านกลับทำงานด้วยความรวดเร็วว่องไว ย้อนไปครับตอนที่ท่านนายกตัดสินใจปล่อยให้ราคาน้ำมันขึ้นพรวด 6 บาทในคืนวันที่ 25 มีนาคม ท่านประธานสังเกตมั้ยครับว่าสิ่งที่ท่านนายกและรัฐบาลทำเพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนกับปกป้องตนเองมันต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในมุมนึงครับ เพื่อปกป้องตนเองจากการถูกซักถามตรวจสอบโดยสภาแห่งนี้ ท่านวางแผนอย่างดิบดีครับ ผมเชื่อว่าวันนั้นท่านตั้งใจครับ รอให้ประชุมสภาแห่งนี้ปิดประชุมก่อน หยุดคุยเรื่องพลังงานก่อน ท่านถึงประกาศว่าจะมีการขึ้นราคาดีเซล 6 บาทในคืนเดียว พอเพื่อนสมาชิกจะกลับมาถามวันรุ่งขึ้นก็มาไม่ได้อีกครับ เพราะบังเอิญท่านประธานดันไม่นัดประชุมสภาๆ ที่ธรรมดาวันพฤหัสบดีก็ต้องมีประชุมสภากันทุกสัปดาห์
แต่ในทางกลับกันครับ เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนจากความเดือดร้อนของราคาน้ำมันที่มันสูงขึ้น ท่านไม่วางแผนอะไรเลย แผนช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง 5-6 กลุ่มไม่ว่าจะพี่น้องเกษตรกร พี่น้องชาวประมง กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ท่านรองนายกเอกนิติออกมาให้สัมภาษณ์ให้ความหวังกับพี่น้องประชาชนไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นราคาน้ำมันในค่ำคืนนั้น มาถึงวันนี้ครับ ผ่านไป 2 สัปดาห์ครับ ยังไม่มีเงินสักบาทจากมาตรการเหล่านั้นถึงมือพี่น้องประชาชน แล้วพอมาถึงเมื่อวานครับ ท่านรองนายกคนเดิมครับ ก็เอาสคริปต์เดิมครับมาอ่านให้สภาฟังมาเล่าให้สภาฟังว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีประชุม ครม. นัดพิเศษและจะเคาะมาตรการเหล่านี้ให้ได้
แต่คำถามที่อยู่ในใจผมครับท่านประธาน คือทำไมก่อนหน้านี้ ครม. รักษาการมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169(3) ทำไมไม่ทำครับ ถ้าท่านจะอ้างว่ามันต้องไปขอกกต. เดี๋ยว กกต. จะไม่อนุมัติ เรียนตามตรงฟังไม่ขึ้นครับท่านประธาน ขนาดผลการเลือกตั้งเขต 2 สุพรรณบุรีผิดปกติขนาดนี้ กกต. ยังอนุมัติเลยครับ แล้วทำไม กกต. เราจะไม่ไม่อนุมัติเงินเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชน
แต่ท่านประธานครับ อาการเพิกเฉยต่อวิกฤตของพี่น้องประชาชนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวิกฤตที่เข้ามาโดยไม่ได้คาดการณ์นะครับ แต่ยังรวมไปถึงวิกฤตที่รัฐบาลสามารถรู้ล่วงหน้าได้เป็นเดือนเป็นปี ตัวอย่างชัดเจนที่สุดครับ วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ภาคเหนือครับ ที่รัฐบาลรู้อยู่แล้วว่าจะหนักในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ทำอะไรล่วงหน้าเพื่อเตรียมการไว้เลยจนสถานการณ์บานปลายมาถึงวันนี้ หน้ากากกันฝุ่นก็ไม่จัดเตรียมไว้ให้ภาคประชาชนต้องไปดิ้นรนเอง งบประมาณสำหรับอุปกรณ์สวัสดิการทีมดับไฟป่าปีที่แล้วขาดแคลนอย่างไรปีนี้ก็ขาดแคลนเหมือนเดิม
พฤติกรรมที่ 3 ครับ คือการลดสเปคครับ ผมรู้ครับท่านนายกชอบมากกับการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า "พลัส" ครับ แต่ผมคิดว่าเครื่องหมายที่เหมาะสมกับนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวกครับ แต่เป็นเครื่องหมายดอกจันครับ เพราะมีหลายนโยบายมากที่ซ่อนรายละเอียดที่ห่างไกลจากเป้าหมายหรือมาตรฐานที่สังคมคาดหวังหรือที่ท่านโฆษณาไว้ครับ
ตัวอย่างแรกครับ นโยบายเรื่องการเกษตรครับ เมื่อคืนครับ เรามักจะได้ยินรัฐบาลพูดถึงนโยบาย Thailand 10 Plus แต่เมื่อคืนครับ เราได้สูตรคิดเลขใหม่นะครับ นั่นก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาล หรือท่านรองนายกสุภจีชี้แจงเรื่องแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร หาร 10 ไว้ก่อนเลยครับท่านประธาน ราคามะพร้าวครับ ท่านบอกว่าเช็คแล้วอยู่ที่ 7-10 บาทต่อลูก แต่เมื่อเช้าครับ พวกผมไปเปิดเว็บไซต์ไม่ว่าจะหน่วยงานในกระทรวงเกษตรไม่ว่าจะหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ เอกฉันนะครับ ประมาณ 3-5 บาทต่อลูก ถ้าไม่เชื่อให้พี่น้องเกษตรกรพิมพ์เข้ามาก็ได้ครับว่าราคาตอนนี้หน้าสวนอยู่ที่เท่าไหร่ หลงกลางครับ ที่ตอนแรกๆ รัฐบาลบอกว่าจะจัดทำเพื่อแก้ปัญหา เมื่อคืนนี้ก็ลดสเกลมาเป็นล้งชุมชนครับ ล้งกลางล้งชุมชนจะมีเมื่อไหร่ผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ที่รู้แน่ๆว่ายังไม่มีคือลงหน้างานและลงมือทำครับ
ขยับจากมะพร้าวมาปุ๋ยครับ ผมไม่พูดซ้ำครับ ถึงข้อถกเถียงว่าตกลงแล้วปริมาณปุ๋ยยูเรียมีเพียงพอถึงเดือนไหน เพราะตัวเลขปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด แต่เมื่อวานครับ ท่านรองนายกพูดถึงเรื่องราคาครับ ท่านยืนยันว่าในเมื่อเป็นสินค้าควบคุมราคาปุ๋ยไม่ขึ้น เพราะว่าถ้าขึ้นต้องมีการแจ้งมาขออนุญาตก่อน และไม่มีการแจ้งเข้ามาแม้แต่รายเดียว พี่น้องเกษตรกรมายืนยันกับพวกผมนะครับว่าไม่จริงครับ แต่ถ้าจะจริงครับ ก็คงเป็นเฉพาะกรณีในบางพื้นที่ที่ปุ๋ยมันขาดตลาดจนมันไม่มีของต้องขึ้นราคาแล้วครับท่านประธาน และท้ายสุดโครงการอย่างปุ๋ยธงเขียวพลัสที่ท่านฝากความหวังว่าจะมาแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกร บวกลบคูณหารแล้วครับ เพียงพอต่อแค่ 1% ของความต้องการในการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรเพียงเท่านั้น
หรืออีกตัวอย่างนะครับ ของการลดสเปคนโยบายบายครับ นโยบายกองทุนภัยพิบัติครับ ผมจำได้ครับตอนที่ท่านรัฐมนตรีครับในฐานะเลขาธิการพรรค ขึ้นเวทีหาเสียงครับ บอกว่าจะมีนโยบายเรื่องของกองทุนประกันภัยพิบัติ วันนั้นทุกคนได้ยินเต็ม 2 หูครับว่าท่านพูดว่ากองทุนนี้จะทำหน้าที่ในการให้รัฐนั้นจ่ายค่าเบี้ยประกันครัวเรือนละ 1,000 บาททุกครัวเรือนทั่วประเทศ และเมื่อเกิดเหตุ ก็จะเยียวยาให้กับผู้ประสบภัยครัวเรือนละ 100,000 บาท แต่พอมาวันนี้ครับ ไปเปิดดูเอกสารคำแถลงนโยบายครับ พี่น้องประชาชนกลับค้นพบว่า เป็นนโยบายที่ไร้ตัวเลขเหมือนกับอีกหลายนโยบาย จนเขาไม่เชื่อมั่นไม่มั่นใจครับว่าตกลงแล้วรัฐบาลจะเยียวยาให้กับพวกเขาหลักแสนได้จริงหรือไม่หากเกิดเหตุ ไม่เชื่อมั่นกว่าเดิมอีกครับ ในเมื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่ทำเรื่องขอเงินซ่อมบ้านมาหลายเดือนมาถึงวันนี้ยังได้แค่หลักร้อยหลักพันอยู่เลย หลอกพี่น้องประชาชนกันแบบนี้ไม่แปลกใจครับ วันนั้นท่านไปเปิดนโยบายอยู่ที่โรงละคร
พฤติกรรมที่ 4 ครับ คือการโยนงานครับ ท่านประธานอย่างนึงของท่านนายกนะครับ คือการโยนงานสำคัญๆ ให้คนอื่นไปรับผิดชอบแทน ทำตัวเสมือนกับพ่อค้าคนกลางครับ ที่พร้อมจะสับงานออกไปลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ อาจจะแค่รอหักค่าหัวคิวครับ พอเจอวิกฤตชายแดนครับ ท่านก็โยนให้กองทัพคิดแทนทุกเรื่อง พอเจอเรื่องฝุ่นท่านก็โยนให้ผู้ว่าไปทำแทนทั้งหมด พอเจอน้ำท่วมหาดใหญ่ท่านก็โยนให้คณะกรรมการต่างๆ ที่ท่านเซ็นตั้งใหม่แทบจะรายวัน ผมจะรอดูนะว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไปรัฐมนตรีท่านใดบนบัลลังก์นี้จะเป็นผู้โชคดีที่ถูกท่านนายกโยนกระทู้ถามสดให้มาตอบแทน
แต่ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่อันตรายมากต่อประเทศ และที่ผมสังเกตเห็นจากการรับฟังคำชี้แจงตลอด 2 วันที่ผ่านมาคือมันดูเหมือนกับว่าท่านนายกนั้นกำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมดให้กับพรรคร่วมรัฐรัฐบาล ซึ่งก็มีส่วนครับ ทำให้ประเทศเรากำลังจะมีรัฐมนตรีศึกษาธิการคนที่ 3 ติดต่อกันที่ไม่ได้มาจากพรรคแกนนำรัฐบาล ผมเข้าใจดีครับในระบบรัฐสภา รัฐบาลผสม การแบ่งงานกันทำแบ่งกระทรวงการทำงานเป็นเรื่องปกติอันนี้เข้าใจได้ครับ แต่ผมยืนยันนะครับว่าวาระเรื่องการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตประเทศและอนาคตลูกหลานเรา เป็นวาระที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศจะสับงานทั้งหมดไปให้ไปให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ครับ เพราะแม้พรรคร่วมรัฐบาลจะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหนในการพยายามจะปฏิรูปการศึกษา แต่ถ้า นายกเห็นภาพไม่ตรงกันไม่เอาด้วยอนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น
แม้วันนี้ผมดีใจนะครับที่รัฐมนตรีศึกษาธิการลุกขึ้นมายืนยันว่าจะพยายามทำให้การเรียนฟรีนั้นฟรีจริง และเห็นด้วยกับการปรับสูตรการคำนวณงบประมาณที่ไม่ิงกับแค่รายหัวนักเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เรียนตามตรงครับ ถ้าท่านนายกและสำนักงบไม่เอาด้วยท้ายสุดก็ไม่สำเร็จครับ โรงเรียนขนาดเล็กก็จะต้องทอดผ้าป่าต่อไป ผู้ปกครองก็จะยังต้องเดินเข้าโรงรับจำนำทุกครั้งก่อนการเปิดเทอม
ท่านอาจจะอ้างครับว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การโยนงาน แต่เป็นตัวอย่างครับของการบริหารแบบใหม่ที่มีการแบ่งภารกิจออกเป็นสิ่งที่ท่านเรียกว่าคัสเตอร์ หรือว่าระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ โดยมีรองนายกแต่ละคนรับผิดชอบแต่ละคัสเตอร์ แต่ข้ออ้างนี้มันฟังไม่ค่อยขึ้นครับ เพราะยังไม่ทันเริ่มท่านก็ไปรื้อคัสเตอร์ของท่านเพื่อแก้โจทย์การเมืองมากกว่าแก้โจทย์ประเทศ โดยการไปดึงเอากระทรวงเกษตรครับ ที่โดยหลักแล้วก็ควรจะอยู่ภายใต้รองนายกที่ดูแลคัสเตอร์เรื่องของการผลิตการค้าบริการ ย้ายมาอยู่ภายใต้รองนายกที่ดูแลคัสเตอร์เรื่องสังคมและสวัสดิการ เพียงเพราะว่ามาจากพรรคเดียวกัน
สุดท้ายครับ พฤติกรรมที่ 5 ครับ คือข้อคราเรื่องการทุจริตครับ ผมดีใจครับที่ท่านนายกออกมาพูดอย่างแข็งขันว่าท่านรู้สึกอับอายกับคะแนนความโปร่งใสและสถานการณ์การทุจริตของประเทศเราที่ตกต่ำสุดในรอบ 10 กว่าปี หากใช้ความเป็นธรรมครับ ถ้าจะยึดแค่เพียงคำพูดข้อความคำพูดในเอกสารคำแถลงนโยบายนี้เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการทุสิทิ คอร์รัปชัน ผมว่าใช้ได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลรัฐในรูปแบบที่วิเคราะห์ต่อได้หรือว่า machine readable ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันเรื่องของ superlicense หรือว่า Omnibus Law แต่ท้ายสุดแล้วครับ คำพูดเหล่านี้จะสวยหรูแค่ไหน มันจะขาดความน่าเชื่อถือครับ หากท่านนายกในฐานะผู้นำสูงสุดของประเทศยังไปกระทำการหลายอย่างที่เป็นการเปิดช่อง หรือสุ่มเสี่ยงจะเป็นการไปพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง
ตัวอย่างแรกครับ การทุจริตประเภทนึงที่เรามักจะไม่ให้ผู้รับเหมาทำกันครับ คือการไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่ถูกตั้งขึ้นมาควบคุมงานก่อสร้าง เพราะจะเข้าข่ายปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ท่านนายกครับ ก็เลือกที่จะตั้งรองนายกพิพัฒน์ไปเป็น ผอ. สปก. นั่งหัวโต๊ะดูแลเรื่องการแก้ปัญหาธุรกิจพลังงาน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ทั้งๆที่รู้ว่ารองนายกพิพัฒน์นั้นถือหุ้นในธุรกิจน้ำมันแทบจะครบห่วงโซ่อุปทาน และวันนี้ก็ยิ่งชัดขึ้นไปใหญ่ว่าอาจจะเป็นเจ้าหนี้ของเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันที่อ่างทอง และอาจจะด้วยซ้ำ คิดไม่ได้ตอนตั้งว่าแย่แล้วครับ แต่ที่แย่กว่าครับ คือพอหลายฝ่ายทักท้วงท่านไม่ว่าจะเป็นสภาแห่งนี้ไม่ ไม่ว่าจะประชาชนทั่วประเทศหรือไม่ว่าจะผ่านใบลาออกของรองนายกพิพัฒน์เสียเอง ท่านนายกก็ไม่ฟังครับ ดึงดันปล่อยให้ท่านพิพัฒน์ดำรงตำแหน่งต่อไป ปล่อยให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อไป จนในที่สุดครับ ผ่านไปเป็นสัปดาห์ครับ ท่านถึงยอมให้สัมภาษณ์ว่าท่านจะไม่ตั้งรองนายกพิพัฒน์กลับมาเมื่อ สปก. สิ้นสภาพตาม ครม. รักษาการ
ทุจริตอีกประเภทนึงครับ คือการที่ผู้รับเหมานั้นได้งานมาโดยไม่สุจริต ไม่ว่าจะผ่านการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือการฮั้วประมูลครับ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนจากรัฐสภามากที่สุดยุคนึงครับ แต่ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมของฐานอำนาจตนเองมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน
รัฐสภาของเราทราบดีครับ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ครับ คือสมาชิกวุฒิสภาครับ ยอมรับครับว่าไม่มี สว. ท่านใดครับที่อยู่พรรคเดียวกันกับท่านนายกครับ แต่มี 134 ท่านนะครับที่อยู่ในสำนวนเดียวกันครับ สำนวนที่ถูกจัดทำโดยคณะไต่สวนของ DSI และ กกต. เกี่ยวกับคดีการโกง สว. และล่าสุดมีมติชี้ว่ามีมูลและเสนอให้ กกต. สั่งฟ้องไปที่ศาล
ในฝั่งของสมาชิกสภาผู้ราษฎรครับ จริงอยู่ครับ พวกเรามาจากการเลือกตั้งครั้งเดียวกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยข้อพิรุธครับ ผมไม่ได้สะด่วนสรุปนะครับว่าพรรคท่านนายกหรือท่านนายกนั้นไปเกี่ยวข้องกับข้อพิรุธเหล่านี้ แต่ในเมื่อพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในสุพรรณบุรี เขต 2 ซึ่งเป็นเขตที่มีการนับคะแนนใหม่ในบางหน่วย และผลมันเปลี่ยนแบบเท่าตัว บังเอิญเป็นพรรค ในเมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้ที่พรรคท่านชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีบาร์โค้ดที่สามารถระบุรหัสบัตรและตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าใครเลือกใคร และในเมื่อข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ บังเอิญถูกโยกย้ายมากที่สุดตั้งแต่ปี 2562 ไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง โดยกระทรวงมหาดไทยที่อยู่ภายใต้รัฐมนตรีที่ชื่อว่าอนุทิน
ชาวตระกูลผมเลยย้ำครับว่าถ้าท่านอยากให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไอ้ความบังเอิญพลัสเหล่านี้มันเป็นแค่ความบังเอิญจริงๆ ท่านลุกขึ้นมายืนยัน 2 เรื่องครับ เรื่องแรกครับ ท่านลุกขึ้นมายืนยันครับว่าท่านจะสนับสนุนให้สภาแห่งนี้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อให้ทุกพรรค ร่วมไปตรวจสอบปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อทำให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัยและไม่มีใครมากล่าวหาได้ว่ามี สส. คนไหนพรรคไหนที่เข้ามาที่นี้ได้เป็น สส. ได้เพราะโกงการเลือกตั้ง
อย่างที่ 2 ครับ ท่านลุกขึ้นมายืนยันครับว่าท่านยินดีให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องท่านและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่สวนเกี่ยวกับกรณีการโกง สว. เพื่อให้ท่านได้ไปพิสูจน์ในชั้นศาลครับ ว่า ครม. ของท่านไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ไปปล้นอำนาจมาจากพี่น้องประชาชนครับ
ดังนั้นโดยสรุปครับท่านประธาน ผมมีความหวังเป็นอย่างยิ่งนะครับว่าเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ 5 พฤติกรรม 5 อาการที่ผมได้ตั้งข้อสังเกตและเป็นกังวล และได้นำเสนอต่อท่านประธานเมื่อสักครู่นั้น จะเป็นเพียงอาการชั่วคราวครับที่รัฐบาลชุดนี้จะปรับปรุงตัว และพิสูจน์ว่าผมประเมินท่านผิดไป พวกผมในฐานะพรรคฝ่ายค้านครับ จะทำหน้าที่เป็นเงาครับ คอยติดตามเฝ้าดูตรวจสอบทุกย่างก้าวของท่านเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และในเมื่อผู้รับเหมาครับ ยังสามารถถูกนำมาขึ้นบัญชีดำได้ ผมก็ต้องทิ้งท้ายแบบนี้ครับว่า หากพวกเราค้นพบว่ารัฐบาลท่านเดินหน้าโดยการเบี้ยวสัญญาส่งงานช้า ลดสเปคโยนงานหรือกระทำการทุจริตใดๆ ครับ พวกเราสภาแห่งนี้ครับ ก็ต้องเรียกท่านมาขึ้นบัญชีดำเช่นกันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
>> ดูคลิปจบแล้วนะครับ อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ และกด Subscribe YouTube มติชนทีวีด้วยนะครับ