Transcription
S&P 500, ดัชนีที่ทรงพลังและถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา บางคนเชื่อว่าเป็นตัวเลือกที่ลงทุนง่ายและให้ผลตอบแทนดีที่สุด บางคนเชื่อว่านี่คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ชีวิตสุขสบายหลังเกษียณ นั่นทำให้ล่าสุด VOO กองทุน ETF ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งลงทุนในดัชนี S&P 500 มี AUM พุ่งสูงถึง 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 15 เท่าในเวลาแค่เพียง 8 ปี
ค่าฟรีเนี่ยเป็นอะไรที่เป็นส่วนเล็กๆเนาะ แต่ถ้ามันทบต้นน่ะ มันคือพลังแห่งการทบต้นในเชิงค่าใช้จ่าย
ถ้าเกิดวิกฤตจริงๆ ปี 2008 เอ่อ พราม อันนี้คือช่วงที่เสียหายหนัก ถ้าเงินที่คุณนำมาลงทุนน่ะ มันไม่ใช่เงินที่เย็นจริงๆ สมมุติว่าคุณต้องใช้เงินแล้ว คุณต้องไปขายในจุดที่มันเป็น financial crisis ตรงนี้ ผลตอบแทนของเราก็อาจจะน้อยลงก็ได้
รัฐศาสตร์เปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน Easy Money มันมันไม่มีแล้วค่ะ ต้องบอกว่าถ้าพูดถึงเรื่องของการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศค่ะ จริงๆแล้วอ่ะ พวกเราเองทำเพจทำข้อมูลเรื่องของการลงทุนเนี่ย ในช่วงที่ผ่านมา พี่อัคิดว่าอะไรที่ทำให้คนไทยหันมาพูดถึง S&P 500 เริ่มมาพูดถึงกันเยอะๆ ค่ะ
ถ้าเกิดย้อนกลับไป 10 ปีที่แล้วเนี่ย ไม่มีใครรู้จักเลย หุ้นนอกอาจจะเกี่ยวกับเทคโนโลยี
ที่คนไทยอ่ะซื้อหุ้นนอกได้ง่ายขึ้นอีกเรื่องนึงก็คือตัวหุ้นไทยเองก็เดาในช่วงที่ผ่านมา และสิ่งนึงที่เป็นทางเลือกก็คืออเมริกา ซึ่งเขาเติบโตมาตลอด Google, Apple, Microsoft เค้าต่างๆ ใช่มั้ยครับ
S&P 500 เป็นดัชนีที่อันที่จริงแล้วเป็นดัชนีที่พิเศษที่สุดดัชนีนึงของโลกเลยนะ ในความรู้สึกพี่อ่ะ เหตุผลก็คือว่ามันเป็นดัชนีที่รวมบริษัทที่ดีที่สุดที่เป็นสัญชาติอเมริกัน 500 บริษัท มีคณะกรรมการในการคัดเลือกหุ้นแต่ละตัวเข้าดัชนีเนี้ยอย่างเข้มข้น
และกว่าหุ้นแต่ละตัวจะได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี S&P 500 บริษัทนั้นๆ ต้องผ่านเกณฑ์ถึง 5 ข้อด้วยกันค่ะ ข้อแรก บริษัทต้องมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดตลาดไม่ต่ำกว่า 22,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ข้อที่ 2 บริษัทนั้นต้องมีผลกำไรรวมของ 4 ไตรมาสล่าสุดต้องเป็นบวก และกำไรไตรมาสล่าสุดเองก็ต้องเป็นบวกด้วยเช่นกัน ข้อที่ 3 หุ้นของบริษัทนั้นต้องมีปริมาณการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 250,000 หุ้นต่อเดือนเป็นขั้นต่ำติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน และมูลค่าการซื้อขายเป็นตัวเงินนั้นจะต้องเหมาะสมกับขนาดบริษัทด้วย ข้อที่ 4 หุ้นของบริษัทที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดต้องมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของหุ้นทั้งหมด เพื่อป้องกันการครอบงำโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่กี่ราย และข้อที่ 5 จะต้องเป็นบริษัทสหรัฐที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหรัฐ และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กหรือ NASDAQ หรือ CBOE เท่านั้น
อย่างไรก็ตามค่ะ ถึงแม้บริษัทจะผ่านเกณฑ์ครบทุกข้อก็ยังไม่ได้การันตีนะคะว่าจะได้รับคัดเลือกเข้าดัชนี S&P 500 เพราะท้ายที่สุดแล้วก็จะมีคณะกรรมการมาพิจารณาภาพรวมอีกครั้ง เพื่อที่จะดูความสมดุลของกลุ่มอุตสาหกรรมในดัชนี เพื่อให้ S&P 500 เป็นตัวแทนที่สะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐได้ดีที่สุดค่ะ
คือไม่ได้ดูแค่ว่าบริษัทนี้ดังมั้ย บริษัทนี้โตมั้ย บริษัทนี้ยิ่งใหญ่มั้ย แต่เขาดูถึงคุณภาพของกำไรด้วย ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่ Tesla เนี่ยเป็นดาวรุ่งอ่ะนะ กว่าจะเข้าดัชนี S&P 500 ได้เนี่ย คณะกรรมการน่ะเขามองในหลายมิติมากๆ ว่ากำไรของ Tesla มันยั่งยืนมั้ย มันมีคุณภาพมั้ย จะได้เข้าตั้งหลายปี
ก็คือถ้าเกิดว่ามีใครที่ไม่มันจะถูกคัดออกจาก index เอง สมมุติมีตัวที่ 500 ไม่ดี มันก็จะตกไปที่ 501, 502 ตัวที่ดีมันก็ขึ้นมา 500 ดังนั้นน่ะ กลไกมันเหมือนเป็น Premier League ที่ทำให้มีแต่ผู้ชนะของอเมริกา 500 บริษัทจริงๆ
โดย 3 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ได้ทำสถิติที่น่าทึ่งอย่างการสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 2 หลัก 3 ปีต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ปี 2023 ที่เพิ่มขึ้นมา 24% ปี 2024 ปรับปรับตัวเพิ่มขึ้นต่ออีก 23% และปี 2025 ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 17% แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ผลตอบแทนสูงต่อเนื่องแบบนี้ ถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ขณะเดียวกันก็จุดชนวนความวิตกกังวล ว่าเวลาแห่งความสุขนี้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน และยังมีความเสี่ยงอะไรที่นักลงทุนต้องเตรียมตัวเจออีกบ้าง
ถ้าถามคำถามพี่เมื่อ 10 ปีที่แล้วอ่ะค่ะ พี่จะบอกว่าใช่แล้ว เราต้องการลงทุนในบริษัทมหาชนที่สหรัฐ 500 ตัวแรกที่มีผลกำไรดีที่สุด ทีนี้ปัจจัยเศรษฐกิจของโลกอ่ะมันเปลี่ยนไป Easy Money มันมันไม่มีแล้วค่ะ สิ่งนี้มันมาสะดุดเมื่อเกิดเรื่องของเงินเฟ้อขึ้น เพราะฉะนั้นการไม่คิดอะไรเยอะแล้วหว่านเงินลงไป มันจะไม่ได้ผลเหมือนเดิม เพราะมันมี concentration risk ที่รุนแรงมากๆ เหมือนกัน ซึ่งสิ่งๆนั้นที่เราเห็นชัดชัดมากเลยก็คือการกระจุกตัวกันของหุ้น Tech 7 ตัว คือ 7 นางฟ้าที่เรารู้จักกันเนี่ย 33% อยู่ใน S&P 500 แปลว่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตลาดกลุ่มนี้ จะเห็นดัชนีร่วงลงไปเลยทันที
ถ้าวันนี้นึกภาพว่าเรากำลังจะเป็นคนเกษียณแล้วเราเลือกลงทุนในสิ่งๆเนี้ย แล้วเราหวังว่ามันจะเป็นเหมือนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ซึ่งลืมมองไปว่าในช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามันก็มีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลาเหมือนกัน Great Depression ตอนนั้นเกิดขึ้นตลาดหายไป 80% เลยนะคะ ถ้าเป็นคนเกษียณอยู่ มันจะโกสกลับมาตอนไหนอ่ะ มันก็ไม่ทันแล้วอ่ะ หรือถัดไป Black Monday ตัว Black Monday นี่ก็หายไป 20% เหมือนกัน Bubble ปี 2000 อันเนี้ยตลาดหมี 2 ปีเต็ม
ถ้าเกิดวิกฤตจริงๆ ปี 2008 เอ่อ พราม อันนี้คือช่วงที่คนเสียหายหนัก คือตกมาขนาดนั้น ถามว่าขนาดเนี้ยรับไหวมั้ย
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เราจึงจำลองสถานการณ์ขึ้นมาค่ะว่า นักลงทุน A ลงทุนในดัชนี S&P 500 100,000 บาท โดยซื้อตอนตลาดกำลังร้อนแรง ดัชนีทำ All Time High ที่ 1,565 จุด แต่แล้วก็เกิดวิกฤตใหญ่ ดัชนีทิ้งดิ่งลงต่อเนื่องจนถึงจุดต่ำสุดที่ 676 จุด เท่ากับว่านักลงทุน A จะขาดทุนไปแล้วถึง 57% หรือก็คือเงินลงทุน 100,000 ตั้งต้นจะเหลือไม่ถึง 43,000 บาท หลังจากนั้น นักลงทุน A ก็ต้องนั่งรอ รอ รอไปอีก 5 ปีครึ่ง กว่าดัชนีจะไต่กลับเข้ามาเท่าทุน แปลว่าถ้าระหว่างนั้นนักลงทุน A ทนไม่ไหว ตัดใจขาย เขาจะขาดทุนอย่างแน่นอน
ในทางกลับกัน นักลงทุน B เลือกลงทุนในดัชนี S&P 500 ด้วยเงิน 100,000 บาทเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ซื้อตอนตลาดร้อนแรง แต่รอเข้าซื้อตรงจุดต่ำสุดพอดีที่ 675 จุด ความต่างคือในวันที่นักลงทุน A เพิ่งกลับมาเท่าทุน นักลงทุน B กำไรไปแล้วถึง 132% พูดง่ายๆ คือเงินลงทุน 100,000 บาทของเขา กลายเป็น 232,000 บาท
สมมุติคุณลงทุนแล้วคุณไปลงทุนในจังหวะที่สูงมากอยู่ที่ยอดดอยอย่างเงี้ย มันทำให้ผลตอบแทนของแต่ละคนน่ะมันไม่เท่ากัน คือมันมีผลมากๆ หรือว่าถ้าเงินที่คุณนำมาลงทุนน่ะ มันไม่ใช่เงินที่เย็นจริงๆ สมมุติว่าคุณต้องใช้เงินแล้ว คุณต้องไปขายในจุดที่มันเป็นอาจจะเป็นปีแบบ Financial Crisis หรือว่าปีแบบที่มันเกิดโควิดเกิดขึ้นตรงเนี้ย ผลตอบแทนของเราก็อาจจะน้อยลง
โดยถ้าเราลองวัดความถูกแพงของดัชนี S&P 500 ด้วย Shiller PE Ratio จะพบว่า ปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 38 เท่า ในขณะที่ค่ามัธยฐานในอดีตที่ผ่านมาอยู่แค่ประมาณ 16 เท่า ต่างกันกว่า 2 เท่ากันเลยทีเดียว พูดให้เห็นภาพก็คือ จากที่เราเคยลงทุน 16 บาท แล้วได้กำไรกลับมา 1 บาท กลายเป็นตอนนี้เนี่ยนะคะ ต้องลงทุนถึง 38 บาท เพื่อให้ได้กำไร 1 บาทเท่าเดิม คำถามคือในวันที่ S&P 500 ไม่ได้ถูกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ดัชนีนี้ยังน่าลงทุนอยู่หรือเปล่า
นี่คือบริษัทของประเทศอเมริกา ซึ่ง ณ ปัจจุบันเนี่ยยังเป็นมหาอำนาจของโลกอยู่ ตราบใดที่ประเทศอเมริกายังเป็นแหล่งผลิตนวัตกรรมของโลก ยังมีคนเก่งๆ เข้าไปทำงาน ยังมีบริษัทที่เป็นบริษัทชั้นนำสุดยอดอยู่เนี่ย อันนี้ต้องเป็นดัชนีที่เราต้องลงทุนแน่นอน ปู่ Buffett ยังเขียนเลยนะว่าในจดหมายประชุมผู้ถือหุ้นทั้งปี 13 มั้ง ถ้าเกิดว่าแกไม่อยู่่อ่ะ ให้ครอบครัวเนี่ยขายหุ้นทั้งหมดทิ้งเลยไปซื้อ S&P 500 90% แม้กระทั่งเซียนหุ้นบลือโลกอย่าง Warren Buffet ยังยอมรับหรือว่าโอ้ S&P 500 is a great investment for a 10 purchase of a 10 bond whatever it is or 10 years buying the S&P 500 and holding it for 10 years buy the S&P in a second
มันคือสิ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยม มีคุณสมบัติครบครบทุกอย่างสำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป คนที่มีเงินน้อยๆ คนที่เป็นแมส เหมาะสมกับเอ่อความเสี่ยงของมัน ผมเข้าใจว่าตอนเนี้ยเม็ดเงินทั้งหลายในโลกเนี่ย ส่วนใหญ่ที่สุดคือเข้า S&P 500 และก็ได้ผลตกใจที่ดี
ถ้าย้อนดูดัชนี S&P 500 ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าเจอวิกฤตหนักๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้งนะคะ เริ่มจากปี 1997 วิกฤตต้มยำกุ้ง ดัชนีร่วงลง 15% แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นตัวกลับมาได้ถึง 63% ต่อมาในปี 2000 dot.com Crisis ทำให้ดัชนีร่วงหนักถึง 43% แต่สุดท้ายก็สามารถวิ่งต่อขึ้นไปอีก 100% ปี 2008 วิกฤตการเงินโลก Hamburger Crisis ครั้งนี้หนักสุด ค่ะเพราะดัชนีนั้นดิ่งลงกว่า 51% หลายคนบอกว่าตลาดนั้นไม่กลับมาแน่ แต่ S&P 500 ไม่ใช่แค่กลับมาแต่กลับฟื้นตัวครั้งแรกถึง 94% แล้ววิ่งต่อเป็นขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดรอบนึงในประวัติศาสตร์ นั่นนั่นก็คือบวกได้ไปถึง 240% และพอเข้าปี 2020 วิกฤตโควิดพาตลาดติดลบไป 20% ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่หลังจากนั้นก็ฟื้นตัวเร็วที่สุดเท่าที่เคยเจอวิกฤตมาแล้ว พุ่งต่อขึ้นมาอีก 90% และในปี 2022 สงครามรัสเซียยูเครนและเงินเฟ้อพุ่ง ดัชนี S&P 500 หล่นลงมาอีก 24% แต่ S&P 500 ก็สามารถฟื้นกลับมาทำ New High ได้เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา
อ่าอดีตปีที่ผ่านมาค่ะ Buffet เนี่ยเขาเคยพิสูจน์มาแล้ว Challenge กับ Fund Manager ว่าเขาจะลงทุนด้วยเงิน 1 ล้านเหรียญ ถ้าเกิดว่าลงทุนใน S&P 500 เทียบกับ Active Fund เนี่ยใครจะชนะ และสุดท้ายก็คือทั่วโลกได้เห็นเลยว่าทฤษฎีเนี้ยมันเป็นความจริงว่า Passive Fund มันชนะ
ซึ่งถ้าเรายังเชื่อมยในดัชนี S&P 500 ก็จะมี 3 วิธีให้เลือกลงทุนค่ะ 1 คือซื้อหุ้น ETF ตรงจากต่างประเทศ ข้อดีคือราคา Real Time และค่าธรรมเนียมต่ำ แต่ข้อเสียคือมีหักภาษีปันผล ณ ที่จ่ายสูงถึง 30% และภาษี Capital Gain Tax ที่ถ้าหากว่าเรานำกำไรกลับเข้าไทยจะเสียภาษีบุคคลธรรมดาสูงถึง 35% โดยต้องจัดการภาษีนี้เองทั้งหมด 2 คือลงทุนผ่าน DRX ข้อดีคือสามารถซื้อขายได้แบบ Real Time ผ่านตลาดหุ้นไทย แต่ข้อเสียคือมีช่วง Bid-Offer ที่มีราคารับซื้อและเสนอขายต่างกันถึง 0.7% และวอลุ่มการซื้อขายยังไม่มาก ทำให้ต้องคอยเฝ้าหน้าจอจึงไม่ค่อยเหมาะกับคนที่ไม่มี่เวลา และวิธีสุดท้ายคือการลงทุนผ่านกองทุนรวมไทยที่ Feed ลง ETF ดัชนี S&P 500 ซึ่งจะไม่มีภาษีลงทุนนอก จะใช้ลดหย่อนภาษีก็ได้ ทรัพย์สินปลอดภัยเพราะมี Trust คอยดูแล แถมยังเป็นการตั้ง DCA ได้ง่าย แต่ก็จะมีข้อจำกัดคือราคาที่ไม่ Real Time และอาจมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายที่สูง
กองทุนรวมเนี่ยจะมีสิทธิ์พิเศษคือยกเว้นเป็นภาษีเมื่อขายมีกำไรไม่เหมือนหุ้นนอกรายตัว ดังนั้นน่ะ เรื่องภาษีตัวกองทุนรวมอ่ะได้เปรียบ นอกจากนั้นกองทุนรวมอ่ะมันจะมี structure ของมันที่แยกทรัพย์สินออกจากตัวผู้บริหารที่มีเค้าเรียกว่า Trust ที่เป็นคนดูแล คือจริงๆ การลงทุนในดัชนีอ่ะมันไม่ได้แปลว่าเราอ่ะล้อไปตามดัชนีนะ มันคือการขอยืมแรงของนักลงทุนทั้งโลกรวมถึงผู้จัดการกองทุนเก่งๆ ของโลกเนี่ยไปปั้นพอร์ตให้เรา เพราะว่านักลงทุนทุกคนในโลกอ่ะเข้าไปซื้อขายไง แล้วมันก็ทำให้หุ้นตัวนี้หุ้น A ขึ้น หุ้น B ลง หุ้น A ขึ้น คือเขากำลังทำหน้าที่ให้เราอยู่ เราแค่ฟังเค้าทำตามคนส่วนใหญ่ คนทุกคนที่ชื่อว่า Market
S&P 500 มันเหมาะเฉพาะกับคนที่เข้าใจเรื่องความเสี่ยง มันจะไม่เหมือนเมื่อก่อนละ ที่คนไม่ต้องเข้าใจการลงทุนก็ได้ อันดับแรกเลยที่ต้องดูคือ expense ratio สิ่งๆนี้ถ้าเราเป็นคนไทยแล้วเราลงทุนในกองทุนทุนรวมซึ่ง feeder fund ตัว feeder fund ในประเทศไทยชอบมี double layer fee อันนี้ก็ต้องระวังเหมือนกัน เราจะต้องเทียบอ่ะค่ะ มันไม่ใช่ว่าทุกกองทุนและลงทุนในสิ่งนี้ค่าใช้จ่ายเท่ากัน ก็ต้องดูเรื่องนี้ก่อนนะคะ
เราต้องดูว่ากองไหนอ่ะมีประสิทธิภาพสูงกว่ากองไหนเนี่ยมีต้นทุนที่ถูกกว่า เพราะเชื่อมั้ยว่าต้นทุนที่ต่างกันแค่ 2% นะ แล้วมันผ่านไป 50 ปีนะ ผลตอบแทนของเราอ่ะลดลง 60-70% คือเราอาจจะเห็นแค่ว่าค่าฟรีเนี่ยเป็นอะไรที่เป็นส่วนเล็กๆเนาะ แต่ถ้ามันทบต้นน่ะ มันคือพลังแห่งการทบต้นในเชิงค่าใช้จ่าย มันมีพลังมากกว่าที่เราคิดมากเลย ถ้าเราลงทุนโดยตรงอ่ะ เหมือนกับเราวิ่งมาราธอนด้วยขา 2 ข้างของเรา ถ้าเราซื้อกองทุน เราจะขึ้นรถบัสละไปจุดมุ่งหมายเรา ถ้าเราซื้อกองทุนดัชนีคือเราซื้อรถบัสที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ถ้าทุกอย่างมันเหมือนกันหมดเนาะ เราก็ต้องขึ้นรถบัสที่ค่าตั๋วโดยสารถูกกว่า ผมคิดว่าตรงเนี้ยเป็น pain point ที่สุดเลย ของ Passive สิ่งที่ทำก็คือไปซื้อตัวกองทุนต่างประเทศ
อีกทีนึง ค่าธรรมเนียมมัน 1% ผมว่าเยอะไป ก็เลยได้ตัว TLUS500-US-X ขึ้นมา ซึ่งเป็น Exclusive ของเราใน X เท่านั้น ที่ 0.1% 1% ค่าจัดการแล้วก็ไม่มีลิมิต
นอกจากค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป ต้องบอกว่า World X เนี่ยยังเห็นอีกหลาย pain point ของนักลงทุนนะคะ ก็เลยพยายามเอาประสบการณ์ด้านการเงินการลงทุนมาสร้างแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย โปร่งใส และลดต้นทุนให้นักลงทุนได้จริง โดยเป็นการดำเนินงานภายใต้บริษัทหลักทรัพย์ WX จำกัด ที่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์อย่างถูกต้อง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างเคร่งครัด
เข้าใจป่ะ พี่อัเองก็เลยอยากได้แพลตฟอร์มที่อธิบายเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วก็โชว์ให้เราเห็นภาพถูกมั้ยว่ากองทุนไหนค่าธรรมเนียมมันเป็นยังไงด้วย
รวมถึง performance ด้วย เอ่อ เส้นกราฟต่างๆ ถ้าเกิดเทียบกันมาใน S&P 500 อย่างเงี้ย กลุ่มของ S&P 500 มีกองไหนบ้าง เส้นกราฟของแต่ละกองทุนน่ะเป็นยังไง
1 ปี 2 ปีย้อนหลังเรามีให้หมดแล้วก็มีเลือกกองทุนเด็ดมาด้วย ซึ่งเราเรียกว่า Pick
แล้วเราเลือกมายังไง ใช้ผลงาน 24 เดือนย้อนหลัง
นะครับ ซึ่งอาจจะต้อง backtest นิดนึงว่า อันเนี้ยมีผลตอบแทนที่ดีมั้ย
มี อ่า ตัวความสม่ำเสมอมั้ย แล้วก็ไอ้ตัวเนี้ยมันมี draw down ที่ลึกมั้ย ถ้าเกิดมี draw down ที่ลึก เราก็อาจจะเอาออกด้วย
แล้วเอาเกณฑ์ค่าธรรมเนียมมาคิดด้วยมั้ย
ใช่ ถ้าเกิดเป็นกอง passive เราจะมีเกณฑ์ค่าธรรมเนียมมาคิดด้วย เพราะว่า passive มันไม่หนีกัน สำหรับ อ่า ธีมอย่างเช่น S&P 500 ที่เป็นดัชนีเนี่ย จะเอาตัวค่าธรรมเนียมที่เป็น Total Expense Ratio มาคิดว่าใครคาดต่ำสุดเราก็จะแนะนำอันนั้นให้
โดยคนที่เข้ามาไม่ต้องคิดอะไรเลย เราคัดเลือกมาให้เลย โดยที่ไม่ได้ไอ
นักลงทุนในหุ้นน่ะจะเปรียบอย่างงี้ ถึงแม้คุณจะซื้อหุ้นตัวเดียวกันกับเซียนหุ้นน่ะ คุณอาจจะขาดทุนบักโกรกเลย แต่เซียนหุ้นน่ะอาจจะรวยเป็น 10 เด้ง 100 เด้งเลย เราไม่ใช่ว่าเราฟังมาอันเนี้ยดี เราก็ซื้ออันนี้ ตอนนี้ S&P 500 มาแรงก็ซื้อ S&P 500 แต่ว่าแน่นอน ข้อจำกัดของ S&P 500 คือ American only พอเรารู้ข้อจำกัดปุ๊บเนี่ย ต้องสร้าง portfolio ไงครับ ดัชนีอื่นๆ ล่ะ เราลองไปดูสิ ทั้ง NASDAQ 100 Black 100 อ่ะ หรือดัชนีหุ้นจีน ดัชนีหุ้นยุโรป ดัชนีหุ้นต่างๆ อ่ะ เมื่อใดก็ตามอ่ะที่เราเข้าใจทั้งหน้ากระดานแล้วเนี่ย เราจะเดินหมากได้ดีขึ้น จะดีกว่ามั้ย ถ้าเกิดเราคัดเลือกพอร์ตมาจัดสรรให้เลยตามความเสี่ยงของเรานะ ถ้าเกิดเราความเสี่ยงต่ำก็จะมี ETF เยอะหน่อย ความเสี่ยงสูงก็อาจจะมีหุ้นเยอะหน่อย โดยที่เขาจัดสัดส่วนมาให้ทีเดียวมาเลย 10 กอง
ในแต่เราตีเหมือนช้อปปิ้งใส่ตะกร้าแล้วก็กดปุ่มเดี๋ยวจ่ายเงินทีเดียว
นี่แหละก็คือนวัตกรรมของเราชื่อว่า Porttech
คือ Challenge ของนักลงทุนที่อยู่ในตลาดมานานเนาะ ที่แบบเค้าเรียกว่านักลงทุนเก๋าเกมอ่ะ เค้าก็อยากจะทำอะไรที่เค้ามีส่วนร่วมด้วย เค้าก็ไม่อยากจะแบบซื้อ passive แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลย คนกลุ่มนี้ก็อยากจะเลือกในสิ่งที่เขาอยากลงในแต่ละปีเอง ซึ่ง concept เนี้ยก็เป็น concept ของคและพ
แต่ทีนี้ นอกเหนือจากพี่ Teech Porttech ละ เรายังมี NASTECH ด้วย NASTECH ของเรา
คืออะไรคะ
เคยมั้ยครับว่าเราเติมเงินเข้าไปกราฟก็พุ่ง เติมเงินออกมากราฟก็ลง แต่นี่เรา adjust เงินเข้าออกให้รวมถึงเงินปันผลด้วยนะครับ ทำให้การวัดผลของพอร์ตของเราเนี่ยถึงผลลัพธ์ที่แท้จริงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่ม
แล้วเราก็เวทตามตัวธีมที่ลงให้ด้วยตัวกองทุนที่ลงให้ด้วย
ดังนั้น ถ้าเกิดสมมุติว่าเราลงแล้วแพ้ benchmark เราจะรู้ตัวทันทีว่ากองกองเราเนี่ยมันจะสู้คนอื่นไม่ได้ และเราจะได้ปรับกลยุทธ์ปรับอะไรได้ทัน
Taxation ก็สำคัญค่ะ เพราะการลงทุน S&P ถ้าเกิดว่าเราลงทุนผ่านกองทุนรวมของประเทศไทยไป อันเนี้ยไม่ต้องคิดเรื่อง Tax แต่ถ้าเป็น Direct Investment ไปที่อเมริกาเองจะมีเรื่อง Tax เกิดขึ้น ทั้งเรื่องของเงินปันผล เรื่องของ withholding tax ซึ่งอาจจะสูงถึง 30% และยังมีฝั่งของประเทศไทยนะคะ ในการเอาเงินกลับเข้าประเทศในปีกพินเดียวกันก็จะต้องเป็นเรื่องของ Tax ที่ต้องดูเช่นเดียวกัน
กองทุนที่ปันผลออกมาเนี่ย มันมีข้อเสียอยู่อย่างคือโดนหักภาษีทั้งที่จ่าย 10% แล้วทำไมเราดีกว่ามั้ย ถ้าเกิดว่าเราใช้กองสะสมมูลค่า
แล้วเราค่อยๆ ทยอยขายออกมาโดยที่ไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ตรงนี้ ทีนี้อาจจะมีคนเป็นห่วงว่าอ้าวงั้นก็อาจจะปันผลหรือขายคืนออกมาตัวทุนก็ได้สิ เราอาจจะกินทุนก็ได้นะ
ก็มีให้เลือกอีกว่าอ่ะจะเอาแบบกินทุนขายเฉพาะกำไร
นะครับ อันนี้ก็มีเป็นจุดเด่นของข้อแรก คือได้รับรายได้ประจำเหมือนปันผล กำหนดเงินเองได้ด้วยว่าจะอยากได้เท่าไหร่
ข้อ 2 คือไม่เสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินปันผล
คือหลายคนก่อนหน้าเนี้ยอยากได้ income เนาะ หรือรายได้ประจำเนี่ยจะต้องไปหากองที่เขามีการทำ Auto-redemptions เฉพาะกองนั้นหรือจ่ายปันผลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทีเนี้ยไม่ว่าคุณจะชอบกองไหน เทคโนโลยีนี้จะทำให้คุณเนี่ยได้รายได้ประจำโดยการออกแบบของตัวคุณเองให้เหมาะสมที่สุด
ใช่ แค่เลือกกองทุนสะสมมูลค่าเข้ามา
แล้วก็ปลั๊กที่อินตัวเข้าไปก็จะได้อะไรประจำ
ในแต่ละเดือน
คือตามรีเสิร์ชแล้วเนี่ย ถ้าทำ DCA ในระยะเวลา 20-30 ปี โอกาสที่จะวางแผนเกษียณโดยใช้สิ่งๆเนี้ย ทำได้
อย่างที่ว่าเนี่ย ในระยะยาว ถ้าเรายังมั่นใจว่าอเมริกาเนี่ยยังเป็นแดนที่พูดง่ายๆ ว่าเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ ผมว่าฉูดผมง่ายมากเลย ถ้าคุณมีเวลา 20 ปี แล้วเก็บเงิน 15% ของเงินเดือนนะ แล้วก็ใส่เข้าไปใน S&P แล้วกันนะ แล้วก็ทิ้งไว้ ไม่ต้องทำอะไร แล้วก็ใส่เงินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆๆๆ นะ วันที่คุณเกษียณน่ะ ตอนนี้คุณ 40 แล้ว คุณก่ายจะเกษียณ 60 ผมว่าอยู่ได้ 7-10% นี่เยอะมาก เพราะมันทบต้น เวลาทบต้น มันจะขยายตัวเยอะมาก ถ้าคุณมีวินัย วินัยอันเนี้ย คุณได้สบาย
ถ้าอยากเกษียณ กอง passive ก็เรียกว่าเหมาะมากๆ นะคะ จริงๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นคนที่เกษียณเท่านั้น คนที่ไม่เกษียณ อย่างเช่นตัวกิเองเงี้ย กิคิดว่ามันสามารถลงทุนได้ สุดท้ายแล้ว การลงทุนที่มันแบบเรียบง่ายแล้วก็ไม่ต้องซับซ้อนมากอ่ะค่ะ กิ มองว่ามันทรงพลังมากในระยะยาว เพราะว่ามันเป็นเรื่องของเวลา มันเกี่ยวกับว่าเราลงทุนเวลานานเท่าไหร่วินัยก็มีผลสำคัญที่จะทำให้เราถึงเป้าหมายของเราได้ นับจากนี้ต่อไปต้องเลือกแล้วค่ะ เพราะว่ารัฐศาสตร์เปลี่ยน การเมืองเปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเมื่อวันเนี้ยเราสามารถมีโอกาสที่ตื่นเช้ามาละไม่ต้องรอว่าเศรษฐกิจไทยจะเป็นยังไง แต่ดูว่า opportunity อยู่ที่ไหน แล้วเอาเงินไปแตะได้อ่ะ นี่คือการปรับตัวที่ดีที่สุด
การลงทุนทุกวันนี้ทุกคนไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ X แพลตฟอร์มการลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้ง่ายขึ้น ลงทุนกองทุนรวมได้ครบจบที่เดียว ให้บริการโดย บริษัทหลักทรัพย์ WX บริษัทในกลุ่ม บมจ. LTX และลงทุน Man ด้วยเทคโนโลยีของเราตั้งแต่การจัดพอร์ต Porttech การคัดกองทุนโดดเด่น Porttech สามารถกดเปรียบเทียบกองทุนเพื่อดูผลตอบแทนกองทุนย้อนหลังเทียบกับค่าเฉลี่ยกลุ่มได้ทันที ไปจนถึงการวัดผลประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจน NASTECH พร้อมกองทุน Exclusive เพื่อโอกาสการลงทุนที่เหนือกว่า เช่นกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ค่าจัดการต่ำที่คัดสรรมาเฉพาะผู้ใช้งาน WTX เท่านั้น เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีความมั่งคั่งทางการเงินที่ยั่งยืน เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ต้องการได้ โดยที่การเงินไม่เป็นอุปสรรค สมัครบัญชีของคุณวันนี้เพื่อมีผู้ช่วยในการลงทุนเคียงข้างทุกการตัดสินใจ WT X W for the