📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

PMS VDO PRESENTATION

Prapatsorn Engineering Supply Co., Ltd.37:50

Transcription

บริษัท ประพัสอน Engineering Supply จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ K1 วันนี้ขออนุญาตนำเสนอเครื่อง Max Sout หรือเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก ซึ่งมีชื่อย่อว่า PMS

PMS ชื่อเต็ม ๆ ของมันก็คือ Peripheral Magnetic Stimulation คือเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก สนามแม่เหล็กในที่นี้มีที่มาเดียวกันกับการเกิดสนามแม่เหล็กในสมัย ม.ปลาย ที่เราได้เรียนฟิสิกส์กันนั่นเอง สนามแม่เหล็กตัวนี้มีที่มาจากอะไร? มันเกิดจากการที่เรานำเส้นขดลวดเส้นหนึ่งใส่กระแสไฟฟ้าเข้าไปผ่านเส้นขดลวดเส้นนี้ ตามกฎของมือขวา หากเราให้นิ้วโป้งคือทิศทางของการไหลของกระแสไฟฟ้า นิ้วทั้งสี่ที่วนรอบนิ้วโป้งก็คือทิศทางของการเกิดสนามแม่เหล็กนั่นเอง

เครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าใช้ประโยชน์จากการเกิดสนามแม่เหล็กตัวนี้ โดยนำเอาเส้นขดลวดดังกล่าวมาขดให้เป็นวงกลมเหมือนกันกับตัวหัวให้การรักษาด้วยคลื่นสนามแม่เหล็ก เมื่อเรานำเส้นขดลวดตัวนี้มาขดกัน สนามแม่เหล็กที่เกิดขึ้นรอบ ๆ เส้นขดลวดตัวนี้ก็จะเกิดสนามแม่เหล็ก และจุดตรงกลางที่สนามแม่เหล็กทั้งหมดมาบรรจบกัน ก็จะเป็นจุดที่เราใช้ในการเป็นจุดรีมาร์คสำหรับการให้การรักษาด้วยเครื่อง PMS หรือเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก และเป็นจุดที่พลังงานสนามแม่เหล็กมีพลังงานสูงสุดนั่นเอง

การใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กในทางการแพทย์นั้นมีมาระยะเวลาค่อนข้างนานแล้ว โดยเทคโนโลยีตัวแรกที่เรามักจะได้ยินกันก็คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า TMS หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Transcranial Magnetic Stimulation Trans แปลว่า "ระหว่าง" ส่วน "cranial" คือกะโหลกศีรษะ โดยรวมก็คือเป็นการใช้สนามแม่เหล็กเพื่อกระตุ้นบริเวณศีรษะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการส่งสัญญาณประสาทนั่นเอง โดย TMS จะเป็นเครื่องมือที่กระตุ้น Central Nervous System หรือระบบประสาทส่วนกลางโดยตรง เพื่อทำให้เกิด Neural Plasticity ของสมอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงของบริเวณระบบประสาทส่วนปลายนั่นเอง

การใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กในเครื่อง TMS โดยส่วนมากมักจะมีข้อบ่งชี้ในการใช้เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ใช้เพื่อลดอาการสั่นเกร็ง หรือเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงในกลุ่มคนไข้โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งในบรรดาข้อบ่งชี้ดังกล่าวก็อาจจะรวมไปถึงการใช้เพื่อลดปวดของกล้ามเนื้อด้วย โดยการศึกษาที่ยกตัวอย่างมาให้นี้ก็จะเป็นการใช้ TMS เพื่อลดปวดในกลุ่มคนไข้ที่เป็นโรคพาร์กินสัน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราจะพบว่านอกจากการใช้ TMS ในการกระตุ้นทางระบบประสาทเพื่อทำให้เกิดการฟื้นตัวของสมองแล้ว ยังมีการใช้เพื่อลดปวดในกลุ่มคนไข้ประเภทต่าง ๆ ด้วย ดังตัวอย่างที่ส่งมาให้ก็จะมีในส่วนของกลุ่มโรคคนไข้ที่เป็นไฟโบรมัยอัลเจีย หรือคนไข้ที่มีภาวะปวดเรื้อรัง หรือมีโรคข้อเสื่อม ทีนี้ เมื่อมีการศึกษาต่อไปเรื่อย ๆ ก็มีการนำ TMS มาเปรียบเทียบผลการรักษาที่เกิดขึ้นเทียบกับ Peripheral Magnetic Stimulation หรือ PMS ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะปวดเส้นประสาท

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเราเปรียบเทียบผลการรักษาที่ได้จากการใช้ PMS และ TMS เราพบว่าการใช้ PMS โดยส่วนมากจะใช้บริเวณเส้นประสาทและมัดกล้ามเนื้อ ผลที่เกิดขึ้นพบว่าผลการรักษาที่ใช้เครื่อง PMS สามารถเห็นผลในเรื่องของการลดปวดได้ชัดเจนถึง 40% หลังรักษาติดต่อกัน 5 ครั้ง และลดลงถึง 90% เมื่อติดตามผลการรักษาหลังจากนั้น 1 เดือน ซึ่งพอมาเทียบกับ TMS เราจะพบว่า TMS มีผลการรักษาที่ค่อนข้างสั้น และใช้ระยะเวลาที่นานกว่าเมื่อเทียบกับ PMS รวมถึงผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ TMS เพื่อลดปวดเป็นเพียงผลสั้น ๆ เท่านั้น และไม่ได้มีการศึกษาติดตามหลังจากนั้นว่าอาการปวดของคนไข้ดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร

เราก็จะพบว่าข้อจำกัดในการใช้ TMS ในกลุ่มคนไข้ที่มีอาการปวดนั้น นอกจากผลการรักษาจะไม่ชัดเจนแล้ว ยังมีข้อจำกัดที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับ PMS ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลข้างเคียงที่ได้จากการรักษา เพราะ TMS รักษาที่บริเวณสมอง ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นก็อาจจะมีอาการปวดหัว การมึนศีรษะ หรือเกิดอาการล้าของกล้ามเนื้อที่ถูกกระตุ้นเยอะเกินไป หรือในคนไข้บางคนอาจจะพบอาการหูวิ้งได้ นอกจากนี้ การกระตุ้นบริเวณสมอง เนื่องจากจุดเล็ก ๆ ของสมอง หากเรากำหนดจุดที่กระตุ้นต่างกัน ผลการรักษาที่เกิดขึ้นก็จะต่างกันด้วย ซึ่งในปัจจุบันก็ยังไม่พบการศึกษาเปรียบเทียบว่าจุดที่แตกต่างกันบริเวณสมองนั้น ผลการรักษาที่ได้จะแตกต่างกันหรือไม่ หรือเปรียบเทียบแล้วดีกว่าอย่างไร

การใช้ PMS ในการให้การรักษาโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อจึงค่อนข้างเป็นที่นิยมกว่า เนื่องจากเครื่อง PMS สามารถให้พลังงานการรักษาที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ TMS นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถกำหนดจุดในการรักษาได้ค่อนข้างชัดเจน และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้รับการรักษา ปัจจุบันก็ยังมีการศึกษาที่ใช้เครื่อง PMS ในการรักษาโรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อค่อนข้างมาก จึงค่อนข้างเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย

ทีนี้ เมื่อเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กเข้าไปในร่างกาย มันเกิดผลการรักษาอย่างไร? หลักการทำงานของเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กคือการปล่อยสนามแม่เหล็กเข้าสู่ร่างกาย ณ บริเวณที่มีเส้นประสาท โดยการผ่านของคลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยตัวกลาง คลื่นสามารถทะลุผ่านชั้นกระดูกและกล้ามเนื้อลงไปถึงเส้นประสาทได้โดยตรง เพราะฉะนั้นคลื่นสนามแม่เหล็กตัวนี้จะไปเหนี่ยวนำการส่งสัญญาณประสาท และทำให้เกิดกระบวนการ Action Potential ขึ้น ณ บริเวณที่มีเส้นประสาทนั่นเอง การเปลี่ยนศักย์ไฟฟ้า หรือกระบวนการ Action Potential ที่เกิดขึ้นนี้ จะทำให้กระบวนการส่งสัญญาณประสาทสามารถเกิดขึ้นได้ไวขึ้น และทำให้เกิดการส่งข้อมูลในเส้นประสาทสู่กล้ามเนื้อต่อไปเป็นลำดับ

ผลการรักษาที่ได้จากการให้การรักษาด้วยเครื่อง PMS เนื่องจาก PMS กระตุ้นที่เส้นประสาท ซึ่งเส้นประสาทมีทั้งขาเข้าและขาออก ผลการรักษาที่ได้จึงแบ่งออกเป็น 2 ผลการรักษาใหญ่ ๆ คือ

1. การกระตุ้นผ่าน Sensory Nerve ช่วยในเรื่องของการลดปวด ลดชา

2. กระตุ้นผ่าน Motor Nerve หรือเส้นประสาทขาออก ได้ผลในเรื่องของการกระตุ้นทำให้เกิดการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงของมัดกล้ามเนื้อ

ผลการรักษาลำดับแรกคือในเรื่องของการลดปวด การใช้ PMS เพื่อหวังผลในเรื่องของการลดปวดสามารถอ้างอิงได้จาก 2 ทฤษฎีการลดปวด คือ

1. การใช้ความถี่สูงในช่วง 30-100 เฮิรตซ์ ทำให้เกิดการกระตุ้น Tick Nerve Fiber ที่ปลายปมประสาท ส่งผลให้เกิดการกระตุ้น Inhibitory Neuron ไปยับยั้งการส่งกระแสจาก Small Nerve Fiber ทำให้อาการปวดลดลงจากทฤษฎี Gate Control Theory

2. ใช้ความถี่ต่ำในช่วง 1-30 เฮิรตซ์ ในเรื่องของการเกิดการหลั่งสารฝิ่นมาระงับการรับความรู้สึกเจ็บปวด ตามทฤษฎีการหลั่งสารฝิ่น หรือ Opioid

ผลการรักษาลำดับถัดมาคือทำให้เกิดการกระตุ้นของเส้นประสาทนำออก หรือ Motor Nerve เกิดการเปลี่ยนแปลงของศักย์ไฟฟ้า ณ บริเวณมัดกล้ามเนื้อที่เราทำการรักษา ทำให้เกิดการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อตามความถี่ที่เราตั้งค่าไว้ สามารถนำไปใช้ในการฝึกการเรียนรู้ของกล้ามเนื้อในกลุ่มคนไข้ระบบประสาท เกิดการส่งสัญญาณกลับไปที่สมองเพื่อให้สมองส่วนที่ยังทำงานได้ดีมีการฟื้นตัวกลับมาขยับกล้ามเนื้อได้มากขึ้น หรือเราอาจจะให้แรงต้านเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นอกจากผลโดยตรงที่ทำให้เกิดการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อแล้ว เรายังสามารถทำให้เกิดการไหลเวียนเลือดบริเวณที่เราทำการรักษาได้มากขึ้น จากการที่กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัวตามความถี่ที่เราตั้งค่าไว้นั่นเอง

การใช้ PMS สามารถใช้เพื่อลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อในกลุ่มคนไข้โรคหลอดเลือดสมองได้ โดยกระบวนการลดอาการเกร็งนี้เป็นผลมาจากการที่เราใช้ PMS เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยับสลับไปมาของมัดกล้ามเนื้อ โดยการขยับสลับไปมาของมัดกล้ามเนื้อนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของ Joint Receptors บริเวณข้อต่อ เช่น Muscle Spindle หรือ Golgi Tendon Organ ทำให้เกิด Positive Feedback กลับไปที่สมอง และทำให้เกิดอาการเกร็งตัวน้อยลงนั่นเอง

ในปัจจุบัน นอกจากผลการใช้ PMS ในการรักษาคนไข้โรคทางกระดูกและกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ก็ได้มีการนำ PMS มาใช้ในกลุ่มคนไข้ด้าน Wellness มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ หรือชื่อทางการก็คือ Urinary Incontinence ในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้หญิงหลังคลอด ซึ่งมีสาเหตุมาจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน การใช้ PMS สามารถที่จะกระตุ้นมัดกล้ามเนื้อดังกล่าวได้โดยตรง และสามารถที่จะแนะนำคนไข้ให้ฝึกออกกำลังกายมัดกล้ามเนื้อตัวนี้ไปพร้อมกับเครื่องได้ นอกจากนี้ การใช้ PMS ในการกระตุ้นบริเวณมัดกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนี้ก็ไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียง และไม่เป็นการลุกล้ำเข้าภายในร่างกายด้วย

ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้งานเครื่อง PMS มีดังต่อไปนี้

อันดับแรกคือ เราจะไม่ใช้ PMS ในบริเวณที่มีการใส่เหล็ก เพราะเหล็กสามารถนำไฟฟ้าและสะสมความร้อนได้ การใช้ PMS ในบริเวณที่มีการใส่เหล็กอาจทำให้เกิดการเคลื่อน หรือการสะสมของความร้อนในเหล็กดังกล่าว และอาจทำให้เกิดผลเสียต่อคนไข้ได้ แต่ถ้าหากจำเป็นต้องทำในคนไข้ที่มีการใส่ Internal Fixation จริง ๆ อาจเลือกพิจารณาทำบริเวณที่เหนือข้อต่อ หรือใต้ข้อต่อที่เรามีการใส่ Internal Fixation หรืออาจใช้วิธีการสแกนรอบ ๆ บริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษาก็ได้

ถัดมาคือ จะไม่ทำในกลุ่มคนไข้เด็ก โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้เคียงกับ Epiphyseal Plate หรือบริเวณ Long Bone

ถัดมา ในกลุ่มคนไข้ที่เราทำการรักษาบริเวณที่ใกล้ศีรษะ ก็เป็นข้อห้ามเช่นเดียวกัน เนื่องจาก PMS มีพลังงานสนามแม่เหล็กที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับ TMS หากเราใช้ PMS กระตุ้นบริเวณสมองโดยตรงอาจทำให้เกิดอาการ Brain Fatigue หรือคนไข้มีอาการมึนงงสับสนได้

PMS ไม่ทำในบริเวณที่เราสงสัยว่าจะมีเนื้องอก ไม่ว่าเนื้องอกนั้นอาจจะมีโอกาสเจริญไปเป็นมะเร็งหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะระยะ 1, ระยะ 2, ระยะ 3 หรือระยะ 4 เพราะผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ PMS สามารถทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตมากขึ้น ณ บริเวณที่เราทำการรักษาด้วย ก็อาจมีความเสี่ยงทำให้เนื้องอก หรือเนื้อที่เราสงสัยว่าจะเจริญไปเป็นมะเร็ง เกิดการขยาย หรือการเพิ่มเซลล์ได้มากขึ้น

ในกลุ่มคนไข้ที่ตั้งครรภ์ บริเวณหน้าท้อง หรือบริเวณหลังก็เป็นบริเวณที่ต้องหลีกเลี่ยง

นอกจากนี้ คนไข้ที่มีภาวะหัวใจไม่เสถียร หรือมีปัญหาในเรื่องของการส่งกระแสสัญญาณประสาทของหัวใจ หรือคนไข้ที่มีการฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจ ก็เป็นข้อห้ามไม่ทำในบริเวณทรวงอก

รวมไปถึงอุปกรณ์ที่มีชิปอิเล็กทรอนิกส์ฝัง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ Smart Watch กุญแจรถ คีย์การ์ด บัตรพนักงาน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องนำออกห่างจากหัวให้การรักษาอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือถ้าจะให้ปลอดภัยคืออย่างน้อยในระยะ 1 เมตร ควรที่จะนำออกห่างจากหัวให้การรักษา

ทีนี้ เรามาดูในส่วนของพารามิเตอร์ หรือตัวแปรที่มีผลต่อการให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก ตัวแปรที่มีผลต่อคลื่นที่จะออกมา หรือผลการรักษาที่เกิดขึ้น ได้แก่

1. Intensity หรือความเข้มของสนามแม่เหล็กที่เราจะให้การรักษา

2. ความถี่

3. จำนวนลูกคลื่นที่เราใช้ในการกระตุ้น หรือระยะเวลาที่เราให้การรักษาต่อ 1 เคสนั่นเอง

พารามิเตอร์แรกคือ Intensity โดยส่วนมาก Intensity หรือความเข้มของพลังงานสนามแม่เหล็กมักจะปรากฏในหน่วยที่เป็นเปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์ในที่นี้อาจจะไล่ตั้งแต่ 1% ไปจนถึง 100% โดยที่ 100% ของแต่ละเครื่องก็จะแล้วแต่ว่าเครื่องมือนี้สามารถให้พลังงานสูงสุดได้กี่เทสลา

เกณฑ์ที่เราใช้ในการรักษา เราจะใช้เทอมที่เรียกว่า Sensitive Threshold กับ Motor Threshold Sensitive Threshold คือ Intensity ที่เราเปิดจนถึงจุดที่คนไข้รู้สึกว่ามีอาการหน่วง หรือหนึบ ณ บริเวณที่เราให้การรักษานั่นเอง

อีกช่วงความเข้มหนึ่งคือช่วงความเข้มที่เราเรียกว่า Motor Threshold คือความเข้มในการรักษาที่แตะไปถึง Motor Threshold และเราเห็นการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อนั่นเอง

Sensory Threshold อาจมีอีกเทอมหนึ่งที่เราเรียกว่า SMT หรือ Spinal Motor Threshold คือความเข้มที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึก และอีกเทอมหนึ่งอาจจะใช้คำว่า Muscle Contraction Test หรือความเข้มที่เราเห็นการหดตัวของกล้ามเนื้อนั่นเอง

ในการศึกษาที่ยกมา มีแนวโน้มว่าหากเราต้องการใช้ PMS ในการกระตุ้นคนไข้ที่มีภาวะ Sensory Motor Impairment หรือมีปัญหาในเรื่องของการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ ความเข้มที่เรามักจะใช้คือความเข้มที่มีแนวโน้มว่าใช้มากกว่า MCT หรือ Motor Contraction Threshold คือเราจะต้องเปิด Intensity ให้เห็นการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ เพื่อหวังผลในเรื่องของการทำให้เกิดการขยับของกล้ามเนื้อ หรือการเพิ่ม Muscle Tone หรือเพิ่ม Muscle Strength

ส่วนการใช้ Intensity เพื่อหวังผลในเรื่องของ Pain Condition หรือการลดปวด Intensity ที่เราใช้อาจไม่จำเป็นต้องถึง Motor Contraction Threshold หมายความว่าอาจไม่จำเป็นต้องเปิดให้เห็นการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ แต่คนไข้จะต้องรู้สึกว่าคลื่นทำให้มีอาการหนึบหน่วง หรือชา ณ บริเวณที่เราทำการรักษานั่นเอง

นอกจากนี้ ความเข้มหรือพลังงาน Intensity นี้ก็จะมีผลต่อความลึกของคลื่นสนามแม่เหล็กที่จะเข้าไปในร่างกายของคนไข้ด้วย โดยทางโรงงาน K1 ได้เคลมไว้ว่าความลึกของคลื่นสนามแม่เหล็กนี้สามารถลงไปได้ลึกมากกว่า 10 เซนติเมตร เมื่อนำไปใช้ในกลุ่มคนไข้ แต่ 10 เซนติเมตรในที่นี้เป็นการทดสอบผ่านตัวกลางคืออากาศ ซึ่งพอเอาคลื่นสนามแม่เหล็กนี้ไปวัดดูความสูง หรือระยะการแผ่ของคลื่น ก็พบว่าคลื่นสามารถแผ่ไปได้ถึง 10 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ทีนี้ ถ้าหากเรานำมาใช้ในร่างกายคนไข้จะเป็นอย่างไร? ในร่างกายมนุษย์ เราได้พบว่ามีการศึกษาที่นำ PMS มาใช้ในกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะ Low Back Pain ซึ่งผลการรักษาที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่ค่อนข้างดี PMS สามารถลดปวดในคนไข้ที่มีภาวะ Low Back Pain ได้

ทีนี้ กล้ามเนื้อบริเวณ Low Back Pain นี้มีความลึกเท่าไหร่? พอเราไปศึกษาเพิ่ม เราก็พบว่าในกลุ่มมัดกล้ามเนื้อที่อยู่บริเวณหลังส่วนล่าง เช่น Erector Spinae ก็มีความลึกถึงประมาณ 5-6 เซนติเมตรเลยทีเดียว ก็หมายความว่า PMS สามารถใช้กระตุ้นมัดกล้ามเนื้อลึกในร่างกายคนไข้ได้ถึง 5-6 เซนติเมตรเลย

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพ หรือสรีระร่างกายของแต่ละคนด้วย ในคนไข้ที่มี Subcutaneous Fat ค่อนข้างเยอะ คลื่นก็อาจจะต้องใช้พลังงานที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับคนไข้ที่มีสรีระร่างกายที่ค่อนข้างบาง หรือมี Subcutaneous Fat ค่อนข้างน้อย

รูปที่ปรากฏสามารถแสดงให้เห็นว่าลักษณะการแผ่คลื่นของสนามแม่เหล็กจะมีการแผ่ในลักษณะที่เป็นรูปสามเหลี่ยมหงาย คือจุดที่พลังงานสูงสุดจะเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับ Applicator และเมื่อระยะห่างของคลื่นจาก Applicator ไปไกลขึ้น คลื่นก็จะค่อย ๆ มีความเข้มน้อยลงนั่นเอง

พารามิเตอร์ถัดมาที่มีผลต่อผลการรักษาของเครื่อง PMS คือความถี่ หรือ Frequency Frequency มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ หรือครั้งต่อวินาที การจำแนกความถี่จะแบ่งตามผลการรักษาที่เราต้องการ

หากเราต้องการใช้เครื่อง PMS เพื่อหวังผลในเรื่องของการกระตุ้นกล้ามเนื้อให้มีการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ Frequency จะแบ่งเป็น 2 ช่วงใหญ่ ๆ คือ

ช่วงความถี่ต่ำ ตั้งแต่ 5 เฮิรตซ์ หรือ 10 เฮิรตซ์ จะทำให้เกิดผลของการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch ซึ่งการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch อาจนำไปใช้ในการไกด์ให้คนไข้ได้เริ่มเรียนรู้ว่ามัดกล้ามเนื้อนี้มีการหดและคลายตัวอย่างไร หรืออาจใช้ในการทำให้เกิดการคลายตัว ลดอาการเกร็งของมัดกล้ามเนื้อก็ได้

การเพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ 15 เฮิรตซ์ขึ้นไปจนถึง 50 เฮิรตซ์ จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบเลียนแบบการเคลื่อนไหวธรรมชาติของมัดกล้ามเนื้อ หรือ Tetany ซึ่งจะใช้ในการฝึก หรืออาจจะเพิ่มความแข็งแรงของคนไข้โดยการให้โหลดเพิ่มก็ได้

การใช้ความถี่ต่ำในช่วงตั้งแต่ 5-25 เฮิรตซ์ จะทำให้เกิดการลดอาการปวดผ่านการหลั่งสารฝิ่น หรือใช้ในการลดปวดในกลุ่มคนไข้ที่อยู่ในภาวะ Chronic Phase คือมีการปวดหรือบาดเจ็บเรื้อรังมานานกว่า 7 วันขึ้นไป

หรือถ้าหากเราใช้ช่วงความถี่ตั้งแต่ 50 เฮิรตซ์ขึ้นไป หรืออาจจะแบ่งตั้งแต่ช่วง 30 เฮิรตซ์เป็นต้นไป จะใช้ในการลดปวดในคนไข้ที่อยู่ในภาวะ Acute Phase คือมีอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่ 1 จนถึงระยะ 7 วัน จะลดปวดโดยการหวังในเรื่องของการลดปวดตาม Gate Control Theory นั่นเอง

ทีนี้ แนวโน้มของงานวิจัยที่ยกขึ้นมาจะพบว่า หากเราใช้ในการลดอาการปวด ก็จะมีตั้งแต่ในช่วง 1 เฮิรตซ์ไปจนถึงช่วง 20 เฮิรตซ์เลย ขึ้นอยู่กับว่าผลการรักษาที่เราต้องการ เราต้องการที่จะลดปวดผ่านทฤษฎีไหน

พารามิเตอร์ถัดมาคือจำนวนลูกคลื่น หรือเวลา หน่วยของมันคือเป็นนาที หรืออาจจะเป็นจำนวนลูกคลื่นนั่นเอง ต่อจุดที่เราต้องการจะรักษา แนะนำว่าควรที่จะกระตุ้นให้ได้อย่างน้อย 2,000 จนถึง 5,000 ลูกคลื่น

วิธีการคำนวณจำนวนลูกคลื่นขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแบรนด์ แต่ละเครื่อง แต่ละยี่ห้อสามารถที่จะกำหนดจำนวนลูกคลื่นได้ หรือสามารถกำหนดได้จาก On Time และ Off Time

ในตัวอย่างเป็นการคำนวณจำนวนลูกคลื่นง่าย ๆ โดยการใช้ความถี่ 20 เฮิรตซ์ คือใน 1 วินาทีจะมีจำนวนลูกคลื่นทั้งหมด 20 ลูกคลื่น โดย On Time ของ 20 เฮิรตซ์จะอยู่ที่ 20 วินาทีต่อช่วงพัก 40 วินาที เรานำจำนวน On Time กับความถี่ตรงนี้มาคูณกัน เราก็จะได้เป็นจำนวนลูกคลื่นต่อ 1 นาที

1 นาทีมีการกระตุ้นทั้งหมด 400 ลูกคลื่น เราก็อาจจะประมาณได้ว่าภายใน 5 นาที หรืออย่างน้อย 5 นาทีขึ้นไป จุดที่เราทำการรักษาก็จะได้ผลการรักษาทั้งหมดมากกว่า 2,000 ลูกคลื่นขึ้นไปนั่นเอง

ในงานวิจัยที่นำมาให้ดูจะพบว่าค่อนข้างหลากหลาย เพราะในปัจจุบันการกำหนดจุดหรือเวลาอาจจะไม่ได้มีไกด์ไลน์ที่ชัดเจนมากนัก จะสามารถกระตุ้นได้ตั้งแต่ 400 ไปจนถึง 8,000 ลูกคลื่น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง PMS ในการรักษานั่นเอง ถ้าหากเป็น Area ที่ใหญ่หน่อย จำนวนลูกคลื่นที่มากขึ้นตามพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้นก็เป็นไปในทิศทางที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล

เครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็กที่บริษัท ประพัสอน แนะนำเข้าคือเครื่องของแบรนด์ K1 จากประเทศเกาหลีใต้ มีชื่อรุ่นว่า Max Sout โดยตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยหัวให้การรักษา พร้อมกับ Arm หน้าจอ แบรนด์ K1 เป็นแบรนด์ที่มี ยอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศเกาหลีใต้ และมีมาตรฐานในการผลิตรับรองค่อนข้างเป็นมาตรฐานสากล ได้รับ อย. ในประเทศเกาหลีใต้ และมี ISO 13485 ซึ่งสามารถการันตีได้ถึงมาตรฐานการผลิตของโรงงานนั่นเอง

ใน 1 ชุดของเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก จะมีตัวเครื่องจำนวน 1 เครื่อง โดยเครื่องจะมาพร้อมกับล้อทั้งหมด 4 ล้อ ซึ่งสามารถล็อกล้อให้อยู่กับที่ได้ หน้าจอเป็นหน้าจอแบบ LCD สามารถสั่งการได้โดยการจิ้มหรือสัมผัสไปที่หน้าจอ และใช้ Control Knob ในการปรับเพิ่มลดพารามิเตอร์ที่เราต้องการ

แขนยึดหัวให้การรักษาเป็นรูปแบบของสปริง สามารถดึงยืดขยายระยะ และสามารถกดลงต่ำสำหรับใช้กับเก้าอี้ หรืออาจจะเป็นเตียงที่สูงกว่าเตียงเตี้ยประมาณ 10 เซนติเมตรได้

หัวยึดเป็นหัวลักษณะที่คล้ายกับขาตั้งกล้อง ให้ความแข็งแรงและสามารถยึดหัวได้อย่างปลอดภัย ส่วนปลายของแขนยึดเป็นหัวแบบ Ball and Socket สามารถปรับระยะหรือตำแหน่งให้ตั้งขึ้นตามพื้นที่ที่เราต้องการจะทำการรักษาได้

หัวให้การรักษาเป็นเทคโนโลยี Double Coil Focused Field Applicator Double Coil Focused Field Applicator คืออะไร? มันคือการที่หัวให้การรักษาประกอบไปด้วยคอยล์ 2 ชั้น ข้อดีของคอยล์ 2 ชั้นนี้คือจะทำให้พลังงานสนามแม่เหล็กมากกว่าแบรนด์อื่น ๆ ทั่วไปอีกประมาณ 2 เท่า

จำนวนชั้นของขดลวดที่มากขึ้น นอกจากข้อดีในเรื่องของการสามารถให้พลังงานสนามแม่เหล็กได้มากกว่าเดิมแล้ว ข้อดีถัดมาคือจะทำให้แรงต้านไฟฟ้า หรือการสะสมของพลังงานความร้อนน้อยลง พอพลังงานแรงต้านน้อยลง ก็จะทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นน้อยลงไปด้วยเช่นกัน พอความร้อนที่เกิดการสะสมของขดลวดน้อยลง ระยะเวลาที่เราสามารถใช้เครื่องในการให้การรักษาก็สามารถใช้ได้นานมากขึ้น ใช้กับเคสจำนวนมากต่อวันได้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องพักเครื่อง หรือมีระยะเวลา Cool Down ของเครื่อง

นอกจากนี้ จำนวนชั้นขดลวดที่หนาขึ้นจะทำให้ระยะเวลาการหน่วงของการเกิดสนามแม่เหล็กมีระยะเวลาที่แน่นอนมากขึ้น ระยะเวลาที่แน่นอนมากขึ้นจะทำให้ Resting Time หรือระยะเวลาพักในการสะท้อนกลับของคลื่นเสถียรมากขึ้น คนไข้จะรู้สึกว่าเวลาที่เราให้การรักษาด้วยเครื่องให้การรักษาด้วยสนามแม่เหล็ก Max Sout จะรู้สึกว่าคลื่นไม่ได้กระแทกที่บริเวณที่ทำการรักษามากจนเกินไป จะให้ความรู้สึกที่สบายและไม่น่ากลัว

นอกจากความหนาของเส้นขดลวดที่หนาขึ้นจะช่วยในเรื่องของการระบายความร้อนและลดการสะสมของพลังงานความร้อนแล้ว เทคโนโลยีในการระบายความร้อนของเครื่อง Max Sout จะเป็นเทคโนโลยีที่นำน้ำมาใช้ในการระบายอากาศ โดยที่ในหน้าจอของเครื่องจะแสดง Indicator ของระดับน้ำเป็นสัญลักษณ์แบบสีไฟจราจร หากไฟสีเขียวก็หมายความว่าน้ำที่อยู่ภายในระบบมีระดับน้ำที่เพียงพอ สามารถระบายความร้อนได้อย่างต่อเนื่อง จำนวนจุด หรือจำนวนสีที่เปลี่ยนไปจะบอกถึงระดับน้ำภายในเครื่องที่เปลี่ยนไป นอกจาก Indicator ที่แสดงระดับน้ำแล้ว ก็จะมีอุณหภูมิที่จะคอยบอกผู้ใช้งานว่าหากอุณหภูมิของหัวให้การรักษามันมากขึ้น เราอาจจะต้องมีการพักเครื่อง หรือลด Intensity ที่เราใช้ลง เพื่อไม่ให้คอยล์ หรือหัวให้การรักษาเกิดการสะสมความร้อนที่มากจนเกินไปนั่นเอง

ระบบระบายความร้อนของเครื่อง Max Sout เป็นระบบระบายความร้อนแบบ Closed Circuit System Closed Circuit System ในที่นี้หมายความว่าความเสี่ยงของเครื่องในการเกิดการรั่วไหล หรือการระเหยค่อนข้างน้อย สามารถใช้เครื่องได้มากถึง 30 เคสต่อวัน โดยที่ 30 เคสต่อวันในที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม หรืออุณหภูมิห้องที่เราใช้เครื่องด้วย

ระบบ Closed Circuit System นอกจากจะทำให้เครื่องสามารถควบคุมอุณหภูมิให้เสถียรได้แล้ว ยังเป็นความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน เพราะระบบน้ำที่เราใช้ภายในเครื่องเป็นน้ำดื่มทั่วไปที่เราไม่จำเป็นต้องใช้สารทำความเย็น ซึ่งสารทำความเย็นนี้อาจมีความเสี่ยงในเรื่องของการติดไฟ หรือเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งานด้วย นอกจากนี้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือจะช่วยในเรื่องของการประหยัดค่า Maintenance หรือค่าบำรุงรักษาหลังจากที่ทำการซื้อเครื่องไปแล้วด้วย

หน้าจอของเครื่องหลังจากที่เปิดสวิตช์เปิดปิดที่ด้านหลังของเครื่อง จะปรากฏเป็นหน้าจอสี โดยที่เครื่องจะประกอบไปด้วยโหมดสำหรับการรักษาทั้งหมด 4 โหมด โหมดแรกคือ Manual หรือโหมดที่ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาได้ด้วยตัวเอง

พารามิเตอร์ที่สามารถปรับได้จะมีตั้งแต่เวลา ซึ่งสามารถตั้งได้ตั้งแต่ 1 จนถึงสูงสุด 30 นาที ความถี่ ผู้ใช้งานสามารถปรับความถี่ได้ตั้งแต่ 1 จนถึง 100 เฮิรตซ์

โหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูป เครื่อง Max Sout จะแบ่งโปรแกรมสำเร็จรูปออกเป็น Auto Mode 1 และ Auto Mode 2

โดย Auto Mode 1 จะแบ่งโปรแกรมเป็น 4 พื้นที่ย่อย ๆ ได้แก่ บริเวณแขน บริเวณหน้าท้อง บริเวณก้น และบริเวณต้นขา ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้โปรแกรมต่าง ๆ ในที่นี้ได้ตามบริเวณที่เราต้องการจะทำการรักษา

Auto Mode 1 จะเหมาะกับการใช้เพื่อหวังผลในเรื่องของการเพิ่ม Muscle Tone หรือเพิ่มการเรียนรู้ของมัดกล้ามเนื้อนั้น ๆ หรือการเพิ่ม Muscle Strength ในกลุ่มคนไข้ที่เป็นผู้ป่วยทางด้านระบบประสาท

ในโปรแกรม Auto Mode 1 ความถี่ที่ใช้จะถูกเซตไว้ให้อยู่ในช่วงความถี่ต่ำสลับกับช่วงความถี่สูง ความถี่สูงจะทำให้เกิดการเลียนแบบการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือเกิดการหดตัวแบบ Tetanic Contraction ทำให้เกิดการเรียนรู้และเกิดการฝึกมัดกล้ามเนื้อ ส่วนความถี่ต่ำจะเป็นความถี่ที่ทำให้เกิด Single Twitch ของมัดกล้ามเนื้อ หรือทำให้เกิดการคลายตัวของมัดกล้ามเนื้อนั่นเอง พอช่วงความถี่ 2 ช่วงนี้มีการสลับกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือคนไข้จะมีช่วงที่กระตุ้นและช่วงที่พักสลับกัน คนไข้จะไม่รู้สึกว่าเมื่อย หรือเกิดอาการ Fatigue มากนักหลังจากที่ใช้โปรแกรม Auto Mode 1

ในโปรแกรมใหญ่จะแบ่งเป็นโปรแกรมย่อยคือ Low, Medium, High ความแตกต่างของทั้ง 3 โปรแกรมย่อยนี้จะอยู่ที่ Intensity เริ่มต้น โดยที่ผู้ใช้งานอาจจะพิจารณาจากขนาดตัวของผู้เข้ารับการรักษาก็ได้ หรืออาจจะพิจารณามาจากความรุนแรงของอาการ

โหมดการใช้งานถัดมาคือโหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูป โดยเครื่อง Max Sout จะแบ่งโหมดการใช้งานแบบสำเร็จรูปออกเป็น 2 โหมดใหญ่ ๆ คือ Auto Mode 1 และ Auto Mode 2 การเลือกใช้ Auto Mode 1 และ Auto Mode 2 จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้เครื่อง PMS ว่าเราต้องการใช้เครื่อง PMS เพื่อหวังผลในเรื่องใด

ถ้าหากเราใช้ PMS เพื่อหวังผลในเรื่องของการกระตุ้นกล้ามเนื้อ การฝึกกล้ามเนื้อ หรือการเพิ่ม Muscle Tone ในคนไข้ การเลือกใช้ Auto Mode 1 จะตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการรักษาตรงนี้ เพราะ Auto Mode 1 เป็นโปรแกรมที่แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ แขน หน้าท้อง ก้น และต้นขา

ในโปรแกรมใหญ่ 4 โปรแกรมนี้จะแบ่งโปรแกรมย่อยไปอีกเป็น Low, Medium และ High ผู้ใช้งานอาจจะเลือกใช้งานจากสรีระ หรือขนาดตัวของคนไข้ก็ได้ ถ้าหากเป็นคนไข้ที่ BMI ปกติ ก็อาจจะเริ่มต้นการใช้โปรแกรมที่โปรแกรม Medium แต่ถ้าหากผู้เข้ารับการรักษาเป็นผู้ที่มี BMI มากกว่าปกติ ก็อาจจะเริ่มที่ High ก็ได้ ข้อแตกต่างระหว่าง Low, Medium, High นี้จะขึ้นอยู่กับ Intensity เริ่มต้นที่เราเริ่มใช้นั่นเอง โดยที่ Intensity เริ่มต้นของโปรแกรม High จะมากกว่า Medium และมากกว่า Low

ในส่วนของโปรแกรม Auto Mode 1 จะมีการกระตุ้นโดยที่จะสลับระหว่างช่วงความถี่ต่ำและช่วงความถี่สูง ความถี่สูงจะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Tetanic Contraction ส่วนความถี่ต่ำจะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อแบบ Single Twitch หรือกระตุกเป็นจังหวะนั่นเอง การใช้ช่วงกระตุ้น 2 ช่วงนี้สลับกันจะทำให้ผลหลังจากที่เราให้การรักษาด้วย Auto Mode 1 แล้ว คนไข้ไม่รู้สึกว่ามีอาการเมื่อย หรือ Fatigue มากจนเกินไป

ส่วนโปรแกรมที่ 2 คือ Auto Mode 2 จะเป็นโปรแกรมที่เน้นในเรื่องของการลดปวด และลดอาการชาแบบโดยรวม ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้จากโปรแกรมที่แบ่งตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายได้เลย โดยโปรแกรมจะแบ่งเป็นบริเวณ Shoulder, Waist สำหรับใช้กระตุ้นในบริเวณเอว หรือบริเวณหลัง โปรแกรม Wrist กระตุ้นบริเวณข้อมือ โปรแกรม Knee/Foot กระตุ้นบริเวณเข่า/เท้า Elbow ข้อศอก Chest บริเวณทรวงอก Lumbar หลังส่วนล่าง หรือบริเวณหลังส่วนหลัง และเป็นบริเวณ Neck หรือบริเวณคอนั่นเอง

ความถี่ที่ใช้ในการกระตุ้นของ Auto Mode 2 จะกระตุ้นตั้งแต่ช่วงความถี่ต่ำไปจนถึงความถี่สูง ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ทางโรงงานเซตมา

โหมดการใช้งานถัดมาคือโหมดที่เรียกว่า User Mode ใน User Mode ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าความถี่ ความเข้มในการกระตุ้น และการทำซ้ำของช่วงความถี่แต่ละช่วงได้ โดยความถี่ที่ผู้ใช้งานเลือกอาจจะเป็นความถี่ที่มีการวิจัย หรืออ้างอิงมาจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องก็ได้ และสามารถตั้งชื่อไว้เป็นโปรแกรมได้ทั้งหมด 10 โปรแกรม

เมื่อมีการเลือกโปรแกรมจาก User Mode แล้ว ด้วยการกดไปที่ OK หน้าจอของเครื่องก็จะเด้งมาที่หน้าสำหรับพร้อมให้การรักษา

กล่าวโดยสรุป PMS ด้วยเทคโนโลยีของการเกิดคลื่นสนามแม่เหล็กนี้สามารถกระตุ้นได้โดยไม่ต้องใช้ตัวกลาง จะทำให้ผลข้างเคียงที่เกิดจากการให้การรักษานั้นค่อนข้างน้อย หากเทียบกับการให้การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องของการแพ้ หรือผลใต้ขั้ว เพราะคลื่นสามารถลงไปได้ลึก และไม่มีในเรื่องของตัวนำที่เราจะต้องเป็นกังวล คลื่นสามารถให้การรักษาผ่านเสื้อผ้าได้ ผู้เข้ารับการรักษาไม่จำเป็นต้องเปิด หรือ Expose บริเวณที่ต้องการจะทำการรักษา นอกจากนี้ เครื่องยังสามารถทำความสะอาดได้ง่าย และสามารถทำซ้ำได้ หัวให้การรักษาสามารถใช้งานได้ครอบคลุมทั่วร่างกาย

โดยสรุป ข้อดีของเครื่อง Max Sout คือ

1. เทสลาที่มากขึ้น โดยพลังงานที่คลื่นสามารถให้การรักษาได้สูงถึง 6 เทสลา จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถรักษาได้ค่อนข้างครอบคลุมบริเวณที่ต้องการ พลังงานที่มากขึ้นจะใช้ในการรักษาคนไข้ที่ Threshold ค่อนข้างสูงได้ เพราะคลื่นสามารถเพิ่มพลังงานได้ขึ้นอยู่กับ Threshold ของแต่ละคน

2. Double Coil Applicator ข้อดีคือจะช่วยในเรื่องของการลดความเสี่ยงในการเกิดความร้อนของเครื่อง สามารถใช้งานได้ต่อเนื่อง

3. Water Cooling จะทำให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่อง

4. มาพร้อมกับ Holding Strap สายรัด และเก้าอี้สำหรับให้การรักษา Urinary Incontinence โดยเฉพาะ

5. สามารถประยุกต์ใช้ได้กับกลุ่มคนไข้หลายประเภท และสามารถเลือกใช้ตามบริเวณที่ต้องการได้

6. การ Maintenance ง่าย และค่าใช้จ่ายถูก

7. Reference ของเครื่องถือว่าค่อนข้างครอบคลุม และผู้ใช้...