Transcription
อ่ะโอเคครับ สวัสดีครับทุกคน ก็ยินดีต้อนรับนะสู่โครงการ AMC ก็วันนี้ก็เป็นกิจกรรมสุดท้ายของโครงการเรานะครับนะ แล้วก็ตอนนี้นะ คิดว่าหลายคนน่าจะเริ่มที่จะเตรียมตัวรายงานนะครับที่เราจะต้องนำส่งอาจารย์เนาะ และทีนี้เราจะมีอีกหนึ่งที่สำคัญก็คือการสอบ Certificate นะครับ ในวันนี้กิจกรรม AMC ของเราเนี่ยนะ เราก็จะมีการติวเรื่องของการสอบให้กับพวกเราทุกคนเนี่ยแหละนะครับ
ในการสอบนี้จะ เราจะสอบในอาทิตย์หน้านะ หลายคนที่เรียนในไลฟ์วิชาของอาจารย์ อาจารย์ก็ได้แจ้งพวกเราในรายวิชาเรียบร้อยแล้วนะครับ ให้เรามาสอบในตามรายวิชาที่เราลงทะเบียนเรียนเอาไว้นะครับ แต่ในกรณีที่คนไหนที่มาร่วมโครงการโดยไม่ผ่านรายวิชานะครับ ไม่ว่าจะเป็น DMK หรือ IB เนี่ย ถ้าเราไม่ได้ลงทะเบียนเรียนมานะ ครับ แล้วเราจอยโครงการนี้ ให้เรามาตามสอบในสัปดาห์หน้าจะเป็นวันจันทร์หรือวันอังคารก็ได้ ช่วงเวลาตอนเที่ยงนะครับ ถึง 14:30 น.นะ
ย้ำอีกครั้งนะ ถ้าเกิดใครนะ ครับที่มาจอยโครงการ AMC แล้วประสงค์ที่จะสอบ Certificate นะครับ แล้วลงทะเบียนส่งกรอกในแบบฟอร์มของอาจารย์มิ้งเรียบร้อยแล้ว ให้เรานะครับ มาสอบนะในวันจันทร์และวันอังคาร วันจันทร์หรืออังคารน่ะนะ ครับ เราเลือกได้เลยนะ เวลาตอนเที่ยงตรงนะ ถึง 14:30 น.โดยประมาณนะครับ แต่จะให้เราลงทะเบียนสมัคร ACC ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งการสมัคร ACC เดี๋ยวทางคณาจารย์จะส่งคู่มือวิธีการสมัครให้นะครับ ให้เราสมัคร ACC ให้เรียบร้อยนะ
ซึ่งสถานที่สอบนะ ครับ ก็สำหรับกลุ่มที่อ่าไม่ได้ลงทะเบียนที่ตามมาสอบนะครับ อันนี้จะเป็นอ่าอาคาร A7 305 นะครับ อาคาร A7305 เดี๋ยวอาจารย์จะพิมพ์แจ้งรายละเอียดนะ ลงไปในกลุ่ม Line กลุ่มของพวกเรานะครับอีกครั้งนึงนะ ก็เดี๋ยวจะมีการอ่าแจกแจงให้นะ ใครที่ลงเรียนวิชานี้ นะ Section นี้สอบห้องไหนนะครับ เดี๋ยวจะอธิบายในกลุ่ม Line Open Chat นะครับ ให้เราติดตามใน Line Open Chat นะ
และวันนี้นะครับ เราก็ได้รับเกียรติจากทาง Alibaba นะครับที่จะมาติวให้กับพวกเรานะ ครับ ก็ขอให้พวกเราทุกคนตั้งใจเต็มที่นะ เพราะว่าเรามีเป้าหมายที่สำคัญอยู่ก็คือสัปดาห์หน้าครับ อ่ะเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ขออนุญาตเรียนเชิญนะครับ คุณพอนะครับ มาให้ความรู้กับพวกเรานะครับ เพื่อให้เราสามารถที่จะเข้าใจเรื่อง AI แล้วก็ทำข้อสอบในสัปดาห์หน้าได้นะครับ อ่ะขอเสียงปรบมือหน่อยครับ
ขอบคุณ ขอบคุณครับ ก็ขอบคุณอาจารย์แทปด้วยครับ แล้วก็สวัสดีน้องๆทุกท่านนะครับ จริงๆเราน่าจะเจอกันครั้งที่ 2 ใช่มั้ย ครั้งที่แล้วเราเจอกันมั้ย เจอบ้างไม่เจอจำหน้าพี่ได้ใช่มั้ยนะครับ ก็โอ้โห แต่ห้องนี้มันแบบต้องวนๆนิดนึงนะนะ ครับ ก็เรามีจอ 2 จอนะครับ แล้วก็ใครมีคำถามเนี่ย ถามยกมือถามได้ตลอดเลยนะครับ จริงๆต้องบอกว่าเอ่อ session วันนี้เนี่ย มันเป็น session ที่ต้องบอกว่าน้องๆทุกคนโชคดี เพราะว่ามันไม่ได้เป็น session ที่เราสอนในระดับมหาวิทยาลัย มันเป็น session ที่เราสอนในระดับของคนที่เค้าจำเป็นจะต้องนำเอาเทคโนโลยีของเรื่อง Cloud เนี่ยไปใช้จริงๆ และนะครับ แต่ว่ามันจะเป็นคอร์สเบื้องต้น ที่ต้องบอกว่าสิ่งที่เราอยากจะรู้วันนี้ ก็คือคำถามคือ Cloud เนี่ยจริงๆแล้วมันคืออะไร แล้วมันเอาไปใช้ยังไงได้บ้าง แล้วไอ้สิ่งที่เราเรียกว่า Cloud เนี่ยนะครับ มันทำให้เราเนี่ยสามารถเอาไปต่อยอดกับงานของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ marketing นะครับ เรื่องของ business ยังไงได้บ้างในสิ่งที่น้องๆเรียนอยู่นะครับ
ทีนี้คำถามแรกที่พี่ๆที่พี่มีเนี่ยนะครับ กับน้องๆทุกคนเนี่ย พี่เข้าใจว่าถ้าพูดถึงคำว่า Cloud เนี่ย เราเข้าใจคำว่า Cloud เนี่ยนิยามของมันเนี่ยว่ายังไงบ้างครับ ขอตัวอย่างสักคน 2 คนก็ได้ครับ ตะโกนได้เลยฮะ ถ้าพูดถึงว่า Cloud Technology เนี่ยเราคิดว่า Cloud Technology คือเป็นไรครับ ตะโกนมาเลยไม่ต้องยกมือแว่วๆมา
มันคือระบบข้อมูล มันเป็นฟิ[เสียงหัวเราะ] เหมือนระบบ Server ครับที่เอาข้อมูลไปอยู่บน Server
สมมุติเรามี data ที่ผลิตไว้แล้วอยากจะเก็บข้อมูลไว้บน Server ที่เป็น Server กลางอ่ะครับ ตรงนั้นเป็นคือสิ่งที่เรียกว่าระบบ Cloud
อ่าโอเคดีครับ อันนั้นก็เป็น service นึง ที่เราบอกว่าเราสามารถจัดเก็บข้อมูลโดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องมีเอ่อ Physical Hard Disk สมัยก่อนนะ มาตั้งอยู่ที่เรา ใช่ไหมครับ ถ้าเป็นเมื่อก่อนยกตัวอย่างเราอยากจะเก็บข้อมูลอะไรเราต้องมี storage อยู่ที่เราไม่ว่าจะเป็น Flash Drive ใช่ไหมครับ หรือว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ใช่มั้ย แต่ว่า ณ ปัจจุบันเราบอกว่าในมือถือของเราเนี่ย ทุกคนมี Cloud ใช่มั้ย เราอยากจะอัปโหลดรูปภาพ วีดีโอของเราเนี่ย คำถามคือถ้าเมอ เราก็โยนขึ้นไปข้างบนได้ใช่ไหมครับ ใน Cloud Service ที่เรา subscribe อยู่ในรูปแบบ Storage นะครับ มีคำตอบอย่างอื่นมั้ยฮะ ที่ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง Storage ถ้าเราพูดถึงเรื่องของ Cloud มีมั้ย ห้องนี้ดีตรงเปิดไมค์ได้นะ อ่ะน้องๆ เปิดไมค์มาอีกสักคำตอบนึงครับ พวกเราคิดว่าถ้าพูดถึงคำว่านิยามของคำว่า Cloud เนี่ย นิยามสั้นๆของมันคืออะไร อ่าเมื่อกี้เพื่อนพูดเรื่อง Storage ไปแล้วใช่มั้ยครับ เราลองนึกซิว่าในชีวิตประจำวันเนี่ย เราใช้ Cloud อะไรอย่างอื่นที่ไม่ใช่ storage ทุกคนเคยใช้ storage อยู่แล้วแหละ เพราะมือถือทุกคนมีใช่มั้ยครับ แต่อะไรบ้างที่ไม่ได้เกี่ยวกับ storage แล้วเราคิดว่าเอ๊ะมันน่าจะเกี่ยวกับเรื่องของ Cloud Service หรือการให้บริการของด้าน Cloud
เอ่อ การรัน การรัน system บางอย่างโดยที่ไม่ต้องผ่านฮาร์ดแวร์ของตัวเองอ่ะครับ
อืมดีครับ อยู่ไหนเนี่ยน้องๆ น้องคนไหนเนี่ย[เสียงหัวเราะ] ข้างหลังนะ อ่าโอเคโอเค จริงๆเป็นคำตอบที่ดีมากเลยนะครับ คือค่อนข้างที่จะใกล้เคียงกับนิยามของคำว่า Cloud จริงๆเนาะ แต่ว่า เอ่อ system ที่ว่าเนี่ย คือต้องบอกว่าเป็นในเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศเนาะ หรือใน System ในเรื่องของไอทีนะครับ สมัยก่อนเนี่ย ถ้าเราสังเกตเนี่ย เวลาที่เราต้องการที่จะใช้ทรัพยากรทางด้านเทคโนโลยีเนี่ยนะ ครับ ยกตัวอย่างอย่าง ม.กรุงเทพฯ เองเนี่ย ก็จะต้องมี Data Center เป็นของตัวเองใช่ไหมครับ หรือน้องๆเอง คำถามคือถ้าน้องๆอยากใช้งานซอฟต์แวร์ เช่น Photoshop สมัยก่อนเนอะ ต้องทำไงครับ ก็ต้องไปซื้อมา ต้องมีคอมพิวเตอร์ install ใช่มั้ยครับ เดี๋ยวนี้ น้องๆไม่จำเป็นจะต้องมีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเองแล้ว ไปใช้คอมพิวเตอร์ที่ไหนก็ได้ แต่ว่า Subscribe ใช่มั้ย Software ของ Adobe ก็สามารถเข้าไปถึง Account ของเราได้ ในการทำพวก product พวกวิดีโอพวก Image อะไรพวกนี้แล้วใช่ไหมครับ
ทีนี้เอ่อเอ่อ Alibaba Cloud เนี่ย อย่างที่บอกนะครับ ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นนะครับ หรือหนึ่งใน provider ในด้านของ Cloud เหมือนกัน คือต้องบอกว่า Cloud ในโลกเนี้ยปัจจุบันมีหลายเจ้ามากนะครับ หลักสิบขึ้นทั้งนั้นนะครับ แต่ว่าจะ มีผู้เล่นที่เป็นตัวท็อปเนี่ยอยู่ประมาณ 5 ตัวหลักๆนะครับ ที่ครอง Market Share ของตลาด แล้วก็เป็นผู้เล่นที่เรียกว่าเป็นระดับ Pioneer แล้วกันนะครับ หรือว่าเป็นผู้เริ่มต้นในเรื่องของเทคโนโลยีด้านของ Cloud นะครับ ลองทายมมีใครบ้าง เมเมื่อกี้มีแวใน AWS ใช่มั้ยครับ AWS ย่อมาจาก Amazon Web Services ใช่มั้ยครับ น้องบอก Amazon เหมือนกันใช่มั้ยครับ มีใครอีกครับ อ้ามี AWS ละนะ มีใครอีก อะไรนะ มีใครอีกดี Google Cloud เก่งมาก GCloud ใช่มั้ยครับ Google Cloud หรือว่า GCP นะครับ มีใครอีกครับ อ้ามี 2 มี 2 เจ้าและ AWS ใช่มั้ยครับ อยู่ภายใต้ Amazon ใช่มั้ย Google Cloud ก็อยู่ภายใต้ Google ใช่มั้ยครับ
Microsoft Azure ครับ
โอเคเยี่ยมมากครับ มี Microsoft ใช่มั้ยครับ แล้วมีใครฮะ ขออีกสักเจ้านึง
Alibaba ครับ
ถูกต้อง[เสียงหัวเราะ] นึกว่าจะไม่มีคนตอบนะครับนะครับ ก็จริงๆ ถ้าพูดถึง 4-5 ผู้เล่นก็จะอยู่ในเอ่อ เบอร์ 1 ถ้าครอง Market Share จริงๆ ถ้าพูดถึง Global Market Share นะครับ ก็คือ Amazon Web Services หรือว่า AWS นะครับ เบอร์ 2 Market Share ณปัจจุบัน ตัวเลขณปัจจุบันเนี่ยน่าจะเป็น Microsoft นะครับ แล้วก็เบอร์ 3 ก็จะเป็น GCP นะครับ แล้วก็เบอร์ 4 เป็น Alibaba Cloud เบอร์ 5 ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น IBM นะครับ ณ ณ ปัจจุบันนะฮะ
ทีนี้คำถามคือ แล้วทำไมเค้าถึงกระโดดลงมาเล่นธุรกิจนี้ครับ คำถามพี่พี่มีคำถามนิดนึง พวกเราคิดว่า Cloud เนี่ยเกิดขึ้นมาประมาณกี่ปีละ อ่ะใครว่า 5 ปี 5 ปี
20 ปีโดยประมาณครับ
20 ปีโดยประมาณ 20 ปีโดยประมาณ ก็คือประมาณสักปี 2006 ใช่มั้ย 2006
น้องๆก็เพิ่งเกิดพอดีนิดๆนะใช่มั้ย พวกเราเกิดสักประมาณปี 2005-2006 ใช่มั้ย[เสียงสูดหายใจ] นะครับ ก็คืออายุเท่าๆน้องๆแหละนะครับ จริงๆต้องบอกว่า concept ของ Cloud เนี่ยเอ่อ มันเกิดขึ้นมาก่อนนั้นอีก ต้องบอกว่า 20 ปีบวกๆ แต่ไม่เกิน 27 ปี เอ่อเป๊ะมั้ย เป๊ะมั้ย คืออย่างงี้ฮะ ธุรกิจ Cloud เนี่ยมันเกิดขึ้นจาก concept ของจริงๆมันมีหลาย concept มาบวกกันเนาะเนาะ แต่ถ้าเอาเป็น concept ที่แบบเห็นภาพชัดเจนที่สุดก็คือ น้องๆรู้จัก Amazon.com ใช่มั้ยที่เป็น e-commerce ใช่มั้ครับ Amazon.com เนี่ยสมัยก่อนเขาทำธุรกิจก็คือเค้าจดบริษัทปี 1994 ยังไม่เกิดเลยนะ ครับ ตั้งแพลตฟอร์มที่ชื่อว่า Amazon.com ตอนปี 95 นะครับ แล้วก็ Amazon.com เนี่ย สมัยก่อนเนี่ยมีใครจำได้มั้ยว่า Amazon.com ขายอะไร ขายหนังสืออย่างเดียวเลย ทำไมเค้าถึงขายหนังสือครับ ทำไมเค้าถึงเลือกขายหนังสือครับ มีใครรู้มั้ย อย่างอื่นมีขายตั้งเยอะแยะ ทำไมแบบเปิดมาขายหนังสือเลยครับ เออ เจ้าของตอนนั้นก็คืออันนี้เราเล่าย้อนประวัติของ Cloud นะ ถามว่ามีออกสอบมั้ย มีนะบางทีนะครับ เจ้าของของ Amazon ตอนนั้นก็คือ Jeff Bezos มีใครเคยได้ยินชื่อนี้ใช่มั้ยฮะ ก็ยังเป็นเจ้าของอยู่นะครับ เค้าถือหุ้นน่าจะประมาณสัก 18% ถ้าพี่จำไม่ผิดเนาะ เอ่อ เค้าก็บอกว่าเขาอยากทำธุรกิจที่เป็น e-commerce สมัยก่อนถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นก็มีแค่ eBay มั้งนะครับ ที่เป็น B2 ที่เป็น B2C เอ่อ C2C เอ่อแพลตฟอร์มใช่มั้ครับ จับ matching ระหว่างผู้ซื้อผู้ขายคนมีสินค้าต้องการขายคนซื้ออยากซื้อมาบิดกัน อะไรอย่างเงี้ยใช่มั้ครับ[เสียงสูดหายใจ] ทีนี้ Jeff ก็บอกว่าอยากจะทำแพลตฟอร์ม e-commerce เหมือนกันนะครับ แต่ว่าเค้าเลือกที่จะขายหนังสือ เพราะว่าอะไรฮะ เพราะว่าการขายหนังสือเนี่ยเอ่อ มานเยอะ คือที่ไหนก็มีก็มีคนอยากอ่านหนังสือใช่ไหม แล้วก็มี gap ในการทำการตลาดอยู่ gap คืออะไรครับ ร้านหนังสือเราลองคิดภาพร้านหนังสือมีใครยังเดินเข้าร้านหนังสืออยู่บ้างมั้ย มีอยู่แล้วไม่มีแหละไม่งั้นร้านหนังสือมันคงไม่มีแล้วแหละในปัจจุบันน่ะ สมัยก่อนน่ะร้านหนังสือมันมีเยอะมากเลยนะครับ แต่ว่าข้อจำกัดของร้านหนังสือคืออะไรฮะ มันมี space ที่จำกัดใช่ไหมเนอะ มันมันไม่สามารถเอาหนังสือทั้งโลกเนี้ยเข้าไปใส่แล้วก็ให้เราเข้าไปดูได้ หรือว่าซื้อได้ใช่ไหม ถ้าเป็นสมัยก่อนหรือสมัยนี้ก็อาจมีนะ บางทีเราหาอยากได้หนังสือที่มันหา ยากๆจริงๆอ่ะต้องสั่งนะ เค้าไม่มีวางให้เราใช่มั้ครับ เออ Jeff ก็เห็นเค้าเรียกอะไรฮะ ช่องโหว่งนี้แหละว่าร้านหนังสืออ่ะมันมี limitation เรื่อง capacity หรือว่าเรื่องของ space ในการวาง shelf ของหนังสือ ใช่มั้ครับ อันนั้นเป็น 1 pain point เนอะ อันที่ 2 ก็คือระยะเวลาปิดเปิดใช่ไหม สมมุติว่าคนอยากเราอยากได้หนังสือเล่มนี้มากเลยอ่ะ ตอน 22:00 น. ร้านหนังสือปิดหมดแล้วนะครับ หรือไปก็อาจจะไม่ได้หนังสือก็ได้ โอกาสที่จะไม่ได้ก็อาจจะมีเยอะใช่มั้ครับ เค้าก็เลยบอกว่าไอเดียธุรกิจเค้าอยากทำ e-commerce แต่ว่าเค้าจะเริ่มที่หนังสือด้วย เค้าเรียกอะไรฮะ ด้วย pain point เหล่านี้ นะครับ แล้วก็มีคนไปถามอีกว่าเอ้ย ทำไมต้องเป็นหนังสืออ่ะ เค้าก็บอกว่าหนังสือมีความเสี่ยงต่ำในเรื่องของการทำ e-commerce อ่ะ เป็น product ที่มีมูลค่าไม่ได้สูงมากนัก ใช่มั้ย หนังสือเต็มที่ก็หลักพันบาท เราไม่พูดถึงหนังสือที่เป็นแบบอะไรอ่ะพวกแบบ หนังสือสะสมนะใช่มั้ย หนังสือเต็มที่มูลค่าก็หลักพันบาท ใช่มั้ยครับ ขนส่งง่ายใช่มั้ย หนังสือมันคำว่าขนส่งง่ายคือ sizing มันไม่ได้ยิ่งใหญ่มากใช่มั้ย มันไม่ได้เหมือนเราส่งโซฟาให้มัน หนังสือเต็มที่ก็แบบก็เป็นสี่เหลี่ยม ใช่มั้ครับ แต่ว่าข้อเสียคือมีอาจจะมีความหนักบ้างบางที แต่อีกอันนึงที่เขาเล็งเห็นสมัยก่อนก็คือ เนื่องจากโลจิสติกส์มันไม่ค่อยได้ดีมาก หนังสือมันมีข้อดีตรงเรื่องของมันไม่แตกไม่แตกไม่หักใช่มั้ย เพราะฉะนั้นมันมีความเสี่ยงต่ำในเรื่องของการเคลมสินค้า กับธุรกิจเค้าก็เลยบอกว่าโอเค งั้นขอทำธุรกิจนี้แล้วกัน e-commerce แต่ว่าเป็นเรื่องของหนังสือนะครับ ในช่วงแรกๆเนาะ ทีนี้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Cloud ครับ โอ้ห หนังสือตอนนั้นคือบูมมากเลย ถ้าใครอยากได้หนังสือเล่มไหนต้องสั่ง Amazon เพราะ Amazon ไม่มีไม่มี limitation เรื่อง capacity ใช่มั้ย หรือว่าข้อจำกัด เพราะว่ายิ่งเรามีหนังสือมากเท่าไหร่เขาสามารถ เอาหนังสือทั้งโลกเใส่เข้าไปได้ เพราะว่าอะไรครับ เค้าแค่ทำให้มันเป็นในรูปแบบของ ดิจิทัลใช่มั้ย แล้วเขาก็แค่โชว์ ถ้ามีหนังสือเพิ่มก็แค่ขยายขนาด storage แล้วก็ใส่หนังสือเข้าไปแล้วก็แค่โชว์ใช่ไหมม ครับ สต๊อกสินค้าก็ไปว่าอีกทีนึง แต่ว่าหนังสือสามารถ available อยู่ใน Amazon ได้ ต้องบอกว่าทุกเล่มในโลกเนี้ยสามารถเข้าไปดูได้ใช่ไหมครับ[เสียงสูดหายใจ] ด้วยนิยามของเขาที่เขาอยากจะเป็นนะฮะ แล้วก็อีก pain point นึงที่เขาโฟกัส มันเป็น e-commerce แล้วอ่ะ มัน available 24 ชม. 7 วันใช่มั้ย สมมุติเราตื่นมา 3:00 น. เรานึกภาพอะไรไม่ออกอยากได้หนังสือเล่มเนี้ย ครูบอกว่าต้องซื้อหนังสือเล่มเนี้ย เออถ้าเป็นเมื่อก่อนยังต้องสั่งใช่มั้ย เดี๋ยวนี้กดคลิกเดียวซื้อได้เลย เป็น ebook ก็ได้ใช่มั้ยครับ สามารถซื้อได้เลยเนาะ คำถามคือแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ Cloud ใช่มั้ย ครับ มันเกี่ยวแน่นอนครับ พอธุรกิจหนังสือ success เนี่ยนะครับ สิ่งต่อไปที่ Amazon ทำคืออะไรครับ ขยายธุรกิจครับ เค้าไม่ได้ขายหนังสืออย่างเดียวแล้ว จะสังเกตว่า Amazon ก็ขยายสเกลตัวเอง ทำ B2C ให้ เอ่อเจ้าของ product เอาแพลตฟอร์มตัวเอง หรือว่ามาเปิดร้านเปิดหน้าร้านใน Amazon Platform ใช่มั้ยครับ กลายเป็นว่า pain point ที่เขาเจอตอนนั้นคือทุกคนน่ะอยากจะมาเปิดหน้าร้าน นึกๆสภาพเหมือน Amazon.com เป็นห้างสรรพสินค้า เป็นเซ็นทรัลอย่างเงี้ย ทุกคนอยากจะมาเปิดร้านที่ Central คำถามคือ Central สามารถรองรับทุกร้านค้า ได้มั้ครับ ไม่ได้หรอก Central ก็ต้องมี mechanism ในการเลือกว่าจะเอาร้านค้าไหน มาเปิดโซนไหนเปิดร้านอะไรใช่มั้ครับ แต่ว่าพอมันเป็น e-commerce อ่ะ เราอยากเนื่องจากมันไร้ขีดจำกัดในเรื่องของในเรื่องของ capacity ใช่มั้ย เราอยากให้ทุกร้านมาเปิดถูกมั้ครับ แต่คำถามคือพอทุกร้านมาเปิดอ่ะ มันไม่เหมือนกับตอนเราขายหนังสือ ที่เรา control เค้าเรียกอะไรฮะ สินค้าเราเองใช่มั้ย พอทุกร้านมาเปิดอ่ะ นึกภาพดู สมมุติว่าน้องๆทุกคนมีร้านค้าเป็นของตัวเอง มีสินค้าของทุกคนอยู่ประมาณสัก 1,000 SKU combine ทุกคนรวมเข้าไปในห้องนี้ สมมุติว่ามีสินค้า 100,000 SKU ลงตู้มเดียวในแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มรับไม่ไหวแน่นอนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วนะครับ เค้าก็เลยบอกว่า โอเค ถ้าจะทำแบบนี้ต้องทำไง ทีม IT ก็เลยบอกว่า เฮ้ยถ้าจะทำแบบนี้นะ เราสามารถทำได้เหมือนกัน แต่ทุกครั้งที่มีร้านมาเปิดใหม่ หรือมีการเอาสินค้ามาลงใหม่ ใช้เวลาประมาณสัก 3-6 เดือน คำถามคือน้องๆลองคิดภาพดู ตอนนี้ว่าถ้าน้องๆเป็นเจ้าของสินค้าแล้ว มาบอกพี่ว่าอยากเปิดร้านกับพี่ในออนไลน์ นะ แต่พี่บอกต้องรอ 3-6 เดือน นานมากเลยนะ ถูกป่ะ มี cost ที่น้องต้องรับภาระอีกมากมาย 3-6 เดือน เพราะฉะนั้นตอนนั้นเนี่ย ไอเดียในเรื่องของ Cloud ก็เกิดขึ้นครับ เค้าบอกว่า เฮ้ยถ้าเกิดทรัพยากรทางด้าน IT ที่เราต้องการแล้วมันต้องใช้เวลารอนานมาก ขนาด 3-6 เดือนอ่ะ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะต่อยอดธุรกิจไปในอนาคตนะครับ เค้าก็เลยบอกว่าเค้าตั้งทีมพิเศษขึ้นมาครับ ทำในเรื่องของสมัยก่อนเรียกว่า IT resources on demand ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เทคโนโลยีเนี่ยมันอยู่ ในรูปแบบที่เราสามารถใช้งานได้แบบ real time เหมือนที่น้องๆใช้อยู่ทุกวันนี้ใช่ มั้น้องๆถามถามน้องๆว่าถ้าอยากได้ Storage Space เพิ่มในมือถือเราทำไงครับ จ่ายตังค์เพิ่มได้เลยป่ะ ได้เลยใช่มั้ครับ ถ้าอยากได้ application มาใช้ นึกๆภาพดูนะในมือถือเราเราอยากได้ application อะไรสักอย่างมาใช้ ดาวน์โหลดจ่ายตังค์สมมุติว่าต้องจ่ายตังค์ได้เลยมั้ย ได้เลยก็แค่ดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ตมาใช่ไหมม ครับ หรือ service อะไรก็แล้วแต่ที่มัน available อยู่ในอินเทอร์เน็ต Subscribe ใช้งานได้เลยแทบจะไม่ต้องรอเลยนะครับ ลองนึกดูว่า ณ ปัจจุบันเนี่ย มี service อะไรที่เราใช้ผ่านมือถือแล้วเขาบอกว่าต้องรอ 3-6 เดือน มีมั้ย ไม่มีหรอกนะครับ ทุกอย่างมันแทบจะเรียกว่าเป็น on demand หรือ available แบบออนไลน์ทั้งหมดแล้วนะครับ
ย้อนกลับมานะครับ ก็คือคนที่เป็นคนเริ่มคิดไอเดียเนี้ยก็คือ Amazon นะครับ Amazon คิดไอเดียเนี้ยตอนปี 2002 น้องๆน่าจะยังไม่เกิดเลยมั้ง นานมากนะ Cloud คือใครบอกว่า Cloud เป็นเรื่องใหม่เนี่ย จริงๆไม่ใหม่นะครับ น้องๆน่าจะยังไม่เกิดเลยตอนปี 2002 เอ่อตอนนั้นเนี่ยฝั่งตะวันออกก็มี e-commerce ยักษ์ใหญ่อีกเจ้านึงก็คือ Alibaba Alibaba เนี่ยตั้งบริษัทตอนปี 1999 launch ตัว Alibaba หรือว่า 1688 เนี่ยตอนปี 2000 นะครับ แล้วก็ประสบปัญหาเดียวกันเลยก็คือ อยากจะ scale business แต่ว่าเอ่อ IT resource เนี่ยมันไม่เพียงพอในการที่จะรองรับ business ใช่มั้ครับ เค้าก็ทำแตกทีม Special ออกมาเหมือนกันนะครับ แล้วก็ให้ทีมเนี้ยวิจัยในเรื่องของการทำ ยังไงก็ได้ให้เทคโนโลยีเนี่ยมันสามารถ ซื้อขายแบบออนไลน์ได้ หรือเรียกใช้แบบออนไลน์ได้เหมือนที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ นะครับ Amazon เนี่ย Launch Cloud Product ของตัวเองครั้งแรกเนี่ยออกมา เป็น Commercial เนี่ย หรือออกมาเป็น AWS หรือว่า Amazon Web Services เนี่ยปี 2006 นะครับ เมื่อกี้มีน้องๆคนนึงตอบ 20 ปีพอดีเลย ปี 2006 ที่หมายถึงว่าให้คนสามารถ คนอย่างเราที่เป็นลูกค้าทั่วไป เนี่ยเข้าไปสามารถสร้าง Server สร้าง Storage นะครับ Host เว็บไซต์ได้แบบทันท่วงทีแบบ on demand แบบเดี๋ยวนี้เลยนะ ครับ ปี 2006 นะครับ Alibaba ออกมาตอนปี 2009 นะครับ Alibaba Microsoft เนี่ย ออกมาใกล้ๆกันนะครับ แล้วก็ตามมาด้วย Google นะครับ ก็จะเป็น 4 ผู้เล่นรายใหญ่ นะครับที่อยู่ในปัจจุบัน ณ ตอนนี้นะครับ
คำถามคือ แล้ว Alibaba position ตัวเองอยู่ ใน position ไหน ถ้าเป็น Global Market Share เนี่ยเบอร์ 4 นะครับ แต่ถ้าเป็น South East Asia หรือว่าแถวบ้านเรา เนี่ยเบอร์ 1 นะครับ เพราะว่าหลักๆลูกค้าเราจะอยู่ที่ Indonesia ถ้าน้องๆเคยใช้พวก Startup Indonesia มีใครรู้จัก Startup ฝั่ง Indonesia บ้างมั้ยครับ เคยมีใครเคยไป Indonesia มั้ย มีมั้ย ไม่มีไม่มีใครเคยไป Indonesia เลยเหรอ มีค่ะไปเที่ยวบาหลีอย่างงี้มีมั้ย บาหลี คือ Indonesia นะ บาหลี[เสียงหัวเราะ] มีใครเคยไป Indonesia มั้ย ไม่มีเลยเหรอ แนะนำว่าถ้ามีโอกาสให้ไปเที่ยว Indonesia ครับ เพราะว่ามันมีความคล้ายคลึงกับบ้านเรามากเลยนะ ครับ แล้วก็เป็นประเทศที่แบบเอ่อเค้า nice มากนะครับ Indonesia เนี่ยจะมี startup ที่เป็น unicorn เยอะแยะมากมายเลยครับ หนึ่งในนั้นก็คือ เอ่อ มีใครเคยได้ยิน Tokopedia มั้ย หรือว่า Gojek ที่เป็น application เรียกรถเหมือน Grab เอ่อ Grab Grab Grab ใครใช้ Grab บ้างครับ Grab เป็นของใครครับ อืม Grab เพิ่งเข้าตลาดไปมั้ย เพิ่งเข้าตลาดที่อเมริกาไปมั้ครับ แต่ว่า Grab จริงๆเจ้าของจริงๆอ่ะ Nationality เค้าเป็นคนมาเลเซีย มั้งถ้าพี่จำไม่ผิดเป็นผู้หญิงนะครับ แล้วก็ไปได้ partner ตอนที่ไปเรียนเอ่อต่างประเทศนะครับ ก็เอ่อ Indonesia เนี่ยใช้ของเราเยอะ เพราะว่าเราไปสร้างฐานอยู่ที่ Indonesia เยอะนะครับ ก็เลยทำให้ Market Share เราเนี่ยเอ่อขึ้นมาเยอะที่ Asia Pacific นะครับ แล้วก็ที่จีนก็ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว ที่จีนก็เป็นเบอร์ 1 นะครับ ที่ เอ่อ ของโลกเนี่ย น่าจะอยู่ที่ 3 ที่ 4 สลับไป สลับมากับ Google นะครับ
ทีนี้โอ้ slide มันตัวเล็กนิดนึงเนาะ จอเราก็เล็กด้วยนะครับ ทีนี้จะบอกว่า journey ของ Alibaba เนี่ย เมื่อกี้อย่างที่พี่เล่าให้ฟังเนี่ยเอ่อมันเริ่มตอนปีสัก 2009 อันนี้พูดถึง Alibaba Cloud นะ ไม่ได้พูดถึง Alibaba com นะครับ Alibaba Cloud เนี่ย เกิดมาตอนปี 2009 นะครับ ก็ ณ ปัจจุบันก็เกือบ 20 ปีแล้วนะครับ ซึ่งเอ่อเราอ่ะ Transform ตัวเองจากการที่เป็นผู้ให้บริการในด้านของ Cloud นะครับ กลายเป็นผู้ให้บริการในด้านของ AI Full Stack ไปแล้วนะปัจจุบันนะครับ คำว่า AI Full Stack ก็เหมือนที่เราคุยกันไปคราวที่แล้วเนอะ ก็คือเอ่อ ณ ปัจจุบันเนี่ย 2 เจ้าที่เป็น AI Full Stack Cloud Service Provider ก็จะมี GCP กับมี Alibaba Cloud ซึ่งคำว่า Full Stack เนี่ยก็คือเรามีตั้งแต่ระดับของ physical layer ของ AI ไม่ว่าจะเป็นพวกการ์ดจอ ถ้าเราเคยได้ยินพวกการ์ดจอ GPU ของ Nvidia ของ AMD อะไรพวกนี้ใช่มั้ครับ หรือว่าชิปเซ็ตที่เป็นการ์ดจอของ Alibaba Cloud เองก็มีนะครับ เอ่อ GCP ก็มีชิปเซ็ตของตัวเองที่รัน AI นะครับ ขึ้นไปจนถึงโมเดลภาษาใช่มั้ โมเดลภาษาของ Alibaba Cloud ก็จะมีตัว Qwen ใช่หมั้ครับ Qwen เพิ่งออกเวอร์ชั่นล่าสุดไปด้วยนะครับ ลองใช้ดูนะครับ เพราะฉะนั้น ณ ปัจจุบันเนี่ย เราก็จะกลายเป็น AI Full Stack นะครับ[เสียงสูดหายใจ] เอ่อ Cloud Service Provider ไปแล้วนะฮะ
แล้วก็อีกอันนึงที่น่าสนใจก็คือเอ่อ พอเราเป็น AI Full Stack Cloud Service Provider เนี่ย ณ ปัจจุบันเนี่ย เราก็พยายามจะเอ่อ build sponsor หรือว่า build ในเรื่องของ relationship กับ organization ใหญ่ๆที่เขาทำในเรื่องของ เอ่อ event นะครับ อย่างในส่วนของโอลิมปิกนะครับ ก็เราก็ไป support ในเรื่องของการ streaming ให้นะครับ เค้าจะเคยเล่าไปแล้วคราวที่แล้วนะครับว่าวิธีการ streaming มันทำยังไงนะครับ อันนี้ก็เป็น highlight ของตอนโอลิมปิกที่เอ่อ ปารีสตอนปี 2024 นะครับ ก็มีเรื่องของการทำเอ่อ AI Colorization นะครับ เอาภาพเก่าๆในประวัติศาสตร์มาทำเป็นวิดีโอทำ มาเป็นภาพสีนะครับ แล้วก็มีในเรื่องของการเอาเอ่อตัว OBS น้องๆน่าจะรู้จัก OBS แหละนะครับ OBS Software ที่ทำเรื่องของการ broadcast เนาะ ขึ้นไป integrate กับ Cloud Infrastructure นะครับ เพื่อที่ทำให้การ Broadcast เนี่ยมันเอ่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมัยก่อนต้องยิงขึ้นดาวเทียมแล้วก็ยิงกลับลงมา ณ ปัจจุบันไม่มีและยิงขึ้นดาวเทียมนะครับ วิ่งผ่านสายเคเบิลใต้ทะเลนะ ครับ บนบกวิ่งผ่าน hub แต่ละ hub นะครับ มันทำให้ speed ในการส่งข้อมูลเนี่ยมันเร็วมากขึ้นเยอะเลย แล้วก็ไม่มีเรื่องของ latency ก็มันเราจะไม่เห็นภาพที่มันแบบ delay ละ นะครับ[เสียงสูดหายใจ]
แล้วก็มีในเรื่องของการทำ Energy Expert ด้วยนะครับ Energy Expert ส่วนใหญ่ ณ ปัจจุบันเนี่ย เค้าก็จะเป็นค่อนข้าง concern กันเยอะ เอ่อ Cloud Service Provider ใหญ่ๆก็จะทำกันหมดนะครับ ในเรื่องของ Energy Expert สิ่งที่เขาทำคือเวลาที่เราเข้าไปใช้ service เงี้ยครับ หรือว่าน้องๆลองดูภาพเวลาน้องๆใช้มือถือ ครับเดี๋ยวนี้มันจะบอกแล้วว่าการเล่นมือถือของน้องๆเนี่ย มันปล่อยคาร์บอนสู่โลกใบเนี้ยเยอะมากน้อยแค่ไหน เออคำถามคือแล้วเราต้องแคร์อะไรใช่ไหม เราต้องแคร์ครับ เพราะว่ามันมีกฎหมาย หรือว่ามีเรื่องของ standard เรื่องของ carbon footprint ออกมาใช่ไหมม ครับ ยกตัวอย่างเช่นน้องๆอาจจะแบบมีสักคนนึงคุณพ่อ คุณแม่เป็นเจ้าของโรงงานผลิตอะไรสักอย่างนึงใช่มั้ย ส่งออกส่งไปยุโรปใช่มั้ย ยุโรปอาจจะถามว่า เฮ้ย โรงงานคุณน่ะ ส่งเค้าเรียกอะไรฮะ ส่งของมาให้ฉันเนี่ย โรงงานคุณน่ะมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกินมาตรฐานของฝั่งยุโรป หรือเปล่า คำถามคือเรารู้มั้ย ก็อาจจะรู้ใช่มั้ย อาจจะรู้ในภาคของการผลิตใช่มั้ย แต่ถามเกิดเขาถามว่าแล้วพวกสำนักงานคุณที่อยู่ในโรงงานคุณที่ใช้พวก software ต่างๆ application ต่างๆ computer พวกเนี้ยปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่เรารู้มั้ย โอ้ตอบยากมากเลย หรือพี่ถามน้องๆง่ายๆว่า ทุกวันนี้น้องๆใช้ iPad แท็บเล็ตมือถือ อ่ะน้องๆคิดว่าเรามีการ release คาร์บอนสู่โลกใบนี้มั้ย มีแหละแต่เท่าไหร่ล่ะไม่รู้ อ่ะอื เพราะฉะนั้นเราก็จะถูกแซงชัทันที เวลาที่เราตอบไม่ได้ใช่ไหมครับ เพราะว่า EU เค้าก็จะมี หรือว่าคู่ค้าบริษัท partner ต่างๆเค้าก็จะมีสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น carbon footprint level ที่เขาดูเนาะว่าแบบโอเค สินค้าที่เรารับมาจากผู้ผลิตรายนี้ ทำให้คาร์บอน footprint เราเกิน หรือเปล่า final product เราเกินหรือเปล่า ถ้าคุณตอบไม่ได้คุณก็ทำการค้าขายกับเขาไม่ได้ใช่มั้ครับ ทีเนี้ยสิ่งที่ Cloud ทำคืออะไรครับ สมมุติว่าเราใช้งาน Cloud Service ณ ปัจจุบันใช่มั้ครับ Cloud Service เนี่ยมันจะสามารถบอกได้เลยว่า Service เนี้ยที่คุณใช้เนี่ยตอนเนี้ย ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปสู่โลกใบเนี้ยเท่าไหร่ เออเค้ามีตัวคำนวณมาให้เนาะ แต่ว่าพอมีตัวคำนวณมาให้เนี่ย สิ่งที่เราอยากได้คือเราไม่ได้อยากได้แค่ตัวเลข แต่เราอยากให้มันน้อยๆไงใช่ป่ะ ถ้าเกิดสมมุติว่าเขาบอกว่าปล่อยมาเท่าเนี้ย แต่ไอ้ตัวเลขมันเยอะมากเลยก็ไม่ดีใช่มั้ครับ สิ่งที่เขาทำก็คือ สิ่งที่เขาทำก็คือเค้าใช้พลังงานทางเลือก เข้ามาในการ run data center ณ ปัจจุบัน เราจะสังเกตเห็นว่าเอ่อ Data Center ใหญ่ๆเนี่ยจะใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานธรรมชาติเนี่ยเข้ามาเยอะมากขึ้น อย่างเช่นพลังงานแสงอาทิตย์ใช่ไหมครับ พลังงานลม หรือแม้กระทั่งใน Data Center เอง ถ้าใครเคยเห็นเนี่ยข้างในเนี่ยมันจะเต็มไปด้วย Server ใช่มั้ครับ สิ่งที่ต้องการคือระบบระบายความร้อน เพราะ Server เมื่อไหร่ที่มัน overheat เนี่ย มันเค้าเรียกอะไรฮะ มันก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาทันที เพราะฉะนั้น สมัยก่อนเวลาเค้าคุมคุม Temperature ใน Data Center เทำไงฮะ ก็เปิดแอร์อัดเข้าไปนะครับ ซึ่งเปิดแอร์อัดเข้าไปเนี่ยแน่นอน มันก็ เค้าเรียกว่าอะไรฮะ มันก็รักษาอุณหภูมิได้คงที่ระดับนึง แต่ถามว่ายากมั้ย ยากบวกกับปล่อยคาร์บอนเยอะอีกนะครับ สิ่งที่เขาทำ ณ ปัจจุบันพวก Data Center ล้ำๆสมัยใหม่ อย่างยกตัวอย่างที่จีนเนอะ เขาจะทำ Water Circulation เคยได้ยินป่ะ เขาจะเอาน้ำจากแม่น้ำอ่ะครับ จากก้นแม่น้ำที่มันเย็นมากๆ อ่ะวนเข้า Data Center แล้วทำเป็นท่อ Cooling System นะครับ แล้วก็ไปแปะกับพวกชิ้นส่วนที่มัน generate ความร้อนอย่างเช่น Chipset อย่างเช่น CPU อย่างเงี้ย พวกเราเคยเคยเห็นคอมที่เป็น Desktop มั้ย หรือคอมพวกเรา มันจะมีพัดลมใช่มั้ย คอมพวกเรามันจะมีพัดลม ก็คือดูดความร้อนจากชิปเซ็ตพวกการ์ดจอพวก เอ่อ CPU ออกมาเพื่อระบายเพื่อที่รักษาอุณหภูมิให้มันคงที่อยู่ใน Operation Temperature ได้ใช่ไหมม สิ่งที่จีนทำก็คือเอาน้ำเย็นๆจากใต้แม่น้ำครับ วนขึ้นไปแล้วก็ไป cooling system ของ Data Center แล้วก็ circulate น้ำกลับลงไปเปลี่ยนเป็นอุณหภูมิให้มันเย็นขึ้นอีกก็วนแบบนี้ครับ เออเพื่อที่จะไม่จำเป็นจะต้องปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป นะครับ ก็จะอาจจะมีในส่วนของเทคโนโลยีที่ในการกรองน้ำดูดน้ำขึ้นมาแค่นั้นเองนะ ครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ Energy Expert แล้วก็มีการคำนวณนะครับ ทุกอย่างที่เราใช้ผ่าน Cloud เนี่ย จะมีการบอกหมดว่าเราใช้ Energy เป็นยังไงบ้างนะครับ เท่าไหร่ Carbon Footprint เป็นยังไงนะ ครับ
[เสียงกระแอม] สิ่งนึงที่ Cloud มักจะใช้ Cloud เนี่ย มักจะมีคำถามอยู่เสมอสมัยก่อนนะครับ คือ น้องๆอาจจะไม่เป็นเนาะ น้องๆเคยเคยเคยคิดมั้ยว่าแบบ เวลาที่เราใช้ application ในมือถือเราเนี่ย หรือว่าเราเอารูปขึ้นไปอยู่บน Cloud วิดีโอขึ้นไปอยู่บน Cloud เราเคยมีคำถามมั้ยว่า เอ้ยมันปลอดภัยหรือเปล่า มีใครเคยมีคำถามมั้ย รูปฉันจะถูกหลุดหลุดไปหรือเปล่า วิดีโอฉันจะหายไปหรือเปล่า คือคำว่าปลอดภัยอาจจะหมายถึงว่ารวมถึงเสียหายด้วยนะ เสียหายเอ่อ สูญหายใช่มั้ย เสียหายสูญหาย หรือแม้กระทั่งหลุดรอดออกไปให้คนอื่นสามารถเอาไปใช้งานได้ เราเคยมีคำถามนี้มั้ยมั้ย เคยมีมั้ย มีใครเคยมีคำถามนี้มั้ย มีใครเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มั้ย แบบรูปเรา หรือว่าไฟล์ของเราเสียหาย ไม่มีเนาะ น้อยมากใช่มั้ย แล้วกังวลมั้ยเวลาเราเอารูปเราไปอยู่ที่อื่น หรือแบบข้อมูลเราไปอยู่ที่อื่น เคย กังวลมั้ย กังวลแล้วเราทำไงอ่ะ ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีทางเลือกใช่ป่ะ ก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เค้ามีให้ฉันใช้แค่นี้ ฉันก็ใช้แบบนี้ใช่มั้ย เออสมัยก่อนนะครับ เอ่อ สมัยปัจจุบันเนาะ คำถามเรื่อง Security เนี่ย คือต้องบอกว่าเรา concern เรื่อง Security ม concern นะครับ Cloud Service Provider เนี่ยเรียกเรื่อง Security หรือว่าระบบรักษาความปลอดภัย เนี่ยเป็น Job Zero เค้าได้ยินคำว่า Job Zero ป่ะ Job Zero คือเป็นงานแรก เป็นงานแรกที่ต้องทำก่อนงานแรกที่จะเกิด อ่ะ คือไม่ว่าอะไรจะต้องทำอะไรไม่รู้อ่ะ แต่ต้องมองเรื่อง Security เป็นที่ 1 เสมอนะครับเนาะ ถ้าถ้าเป็นสมัยเนี้ย คำถามเรื่อง Security อ่ะจะค่อนข้างน้อยลง แต่ก็ยังต้อง fulfill อยู่นะครับ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน ตอนที่ Cloud ออกมาสักช่วงที่ Cloud บูมๆสักประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่ม 10 ปีที่แล้วนะ ครับ เริ่มบูมมาเรื่อยๆเนี่ย ทุกคนจะมีคำถามว่า เฮ้ยใช้ Cloud แล้วมันปลอดภัยหรือเปล่า เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าด้วย nature ของคนสมัยก่อน หรือว่าองค์กรสมัยก่อนเนี่ย เขาไม่ได้คุ้นชินกับการเอาข้อมูลของตัวเองไปฝากคนอื่นไว้ใช่มั้ยเออถูกป่ะ เหมือนกัน คำถามคือ น้องๆลองนึกภาพว่าตอนที่เรามีธนาคารเกิดขึ้นในโลกเมื่อสัก 200 ปีที่แล้ว สมมุตินะ ทุกคนเคยเก็บเงินไว้ที่ตัวเองอ่ะ แล้ววันดีคืนดีมีธนาคารบอกว่า เอ้ยเอาเงินมาเก็บที่ฉันสิ ปลอดภัยกว่า น้องๆคิดว่าจะมีคนเอาไปเก็บมั้ย ไม่มีหรอก ช่วงแรกๆอ่ะ ธนาคารก็ต้องจูงใจด้วยอะไร ครับ เฮ้ยเอามาเก็บที่ฉันสิ ฉันให้ดอกเบี้ยใช่มั้ยเออ เพราะทุกคนก็มีคำถามว่า เอาเงินฝากไว้ที่ธนาคารมันจะปลอดภัยจริงหรือเปล่าใช่มั้ครับ สิ่งที่ธนาคารต้องทำคืออะไรครับ น้องๆว่าเมื่อ 200 ปีที่แล้วธนาคารต้องทำ อะไรครับ เพื่อสร้าง trust เพื่อ build trust จากพวกเราแล้วก็ให้พวกเราสามารถ เอาเงินเนี่ยมาฝากเค้าไว้เยอะๆ ยิ่งธนาคารมีเงินฝากไว้เยอะๆ แสดงว่าธนาคารก็มี opportunity ในการเอาเงินไปทำอย่างอื่นต่อยอดใช่มั้ยครับ แล้วก็มาสร้างดอกเบี้ยให้เรา พวกเราคิดว่าธนาคารเค้าทำอะไรครับ สมัยก่อน อืม ธนาคารเค้าทำอะไรดี
[เสียงสูดหายใจ]
ถ้าเป็นสมัยนี้ คำถามคือเราเอาเงินเก็บไว้ที่ เรา หรือเอาเงินฝากไว้ที่ธนาคารปลอดภัย กว่ากันครับ ทุกคนก็จะบอกว่าไม่ปลอดภัยทั้งคู่ เพราะว่าความเสี่ยงคือฉันนี่แหละ ฉันใช้[เสียงหัวเราะ] ต้องเอาฝากไว้ที่สักอย่างนึงที่ลืม password ไปเลย เออแน่นอนทุกคนไม่เดาหรอกว่าฝากเงินไปที่ธนาคารมันไม่ปลอดภัยใช่ไหม หรือก็น้อยมาก ก็อาจจะมีปู่ย่าตายายที่แบบเก็บเงินเป็นเงินสดไว้ใช่มั้ครับ น้องๆเก็บเงินเป็นเงินสดไว้มั้ย ก็น้อยมาก เอาแค่แบบไว้พอใช้ใช่มั้ย ไม่ได้แบบ majority ไม่ได้เก็บไว้ที่ที่เราอยู่แล้วใช่มั้ครับ หรือก็อาจจะเก็บเป็นสินทรัพย์รูปแบบอื่นๆ ธนาคารสิ่งที่ธนาคารทำตอนนั้นคืออะไรครับ เค้าก็ต้องสร้างมาตรฐานใช่ไหม ก็จะมีองค์กรหน่วยงานกลาง หรือที่เราเรียกว่าถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือเรียกว่า regulator หรือผู้ตรวจสอบ เคยได้ยินมั้ย เค้าก็จะคอยมาตรวจสอบ เค้าทำตัวเป็นกลาง แล้วก็เข้ามาตรวจสอบหน่วยงานที่เป็นธนาคารว่า เอ้ยคุณจะเก็บตังค์ คุณจะทำหน้าที่เป็นคนถือเงินให้กับลูกค้าคุณน่ะ คุณจะต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง 1 2 3 4 5 ใช่ไหม ธนาคารจะต้องมีมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยใช่มั้ครับ เพราะฉะนั้นถ้าธนาคารไม่ผ่านมาตรฐานนี้ 1 2 3 4 5 คำถามคือเวลาลูกค้าจะเอาเงินไปฝาก สมมุติมีธนาคารอยู่ 2 ธนาคาร ธนาคารนึงให้ดอกเบี้ยดีมากเลย บอกว่าให้ดอกเบี้ย 20% ต่อปี เท่ากู้เงินนอกระบบเลยต่อเดือนอ่ะ ต่อเดือนเลย แต่ไม่มีมาตรฐานอะไรเลยนะ กับอีกธนาคารนึงบอกว่าให้แค่ 5% น่ะ แต่ว่ามีมาตรฐานตาม regulator ที่เขาจะเข้ามาตรวจสอบ อื้ม แน่นอนเราก็ถ้าเราไม่อยากเสี่ยงใช่มั้ครับ เราก็ไปในรูปแบบของธนาคารที่มีมาตรฐานใช่มั้ครับ
เหมือนกันครับ บน Cloud เนี่ย สมัยก่อนเนี่ยลูกค้าก่อนที่เขาจะมาใช้เราเนี่ย ทุกคนมีคำถามเดียวกันหมดฮะ ก็คือ เฮ้ยเราจะเอาข้อมูลทั้งหมดเนี่ย ขึ้นไปอยู่บน Cloud เนี่ย หรือเราจะเอา application ของเราเนี่ย Software ต่างๆของ เราขึ้นไปอยู่บน Cloud เนี่ย คำถามคือมันปลอดภัยจริงหรือเปล่า อื้ม มันปลอดภัยจริงหรือเปล่า ถ้าเป็นสมัยสัก 10 ปีที่แล้วจะเจอคำถามนี้บ่อยมากนะครับ สิ่งที่ Cloud Service Provider ทำก็คือเขาก็สร้างมาตรฐานครับ สร้าง Standard ที่เราอาจจะเคยได้ยินพวก ISO ใช่มั้ย International Standard Organization ที่เป็น regulator เข้ามา เค้าก็จะมี การสร้าง เช่นถ้าเป็นของ Cloud ก็ 27,001 อะไรอย่างเงี้ยนะครับ ก็จะมีมาตรฐานว่า Cloud Service Provider จะต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง 1 2 3 4 5 เพื่อให้คนที่เป็น user เนี่ยเค้าเชื่อใจว่าการที่เขาเข้ามาใช้ข้อมูล เอาข้อมูลขึ้นไปฝาก หรือการที่เขาใช้งาน Cloud Service เนี่ย มันมีมาตรฐานแล้วทำให้เขาอุ่นใจในการใช้ได้จริงๆ ใช่มั้ครับ แต่ว่าสมัยก่อนน่ะไปตอบแบบเนี้ย นามธรรมมากครับ เช่น เรามีมาตรฐานนี้ๆนู้นเนี่ย อย่างพี่มาบอกน้องๆว่า Cloud เนี่ยมีมาตรฐาน ยกตัวอย่างเช่น PDPA ISO 27,001 27,002 ใช่มั้ย หรือมีอะไรอีก มี HIPAA อะไรไม่รู้อ่ะ เต็มไปหมดเลย น้องๆทุกคนงงมั้ย งง มันเกี่ยวอะไรกับผม ผมไม่รู้ว่ามัน ผมรู้แหละว่ามันเป็นมาตรฐานระดับโลกที่ดีอ่ะ แต่ผมก็ไม่ค่อย get อยู่ดีใช่ไหมครับ คำตอบง่ายที่สุดที่คนเราจับต้องได้ คืออะไรรู้ป่ะ ให้น้องๆลองดูว่าทุกวันนี้ใครใช้ Cloud บ้าง น้องๆว่าใครใช้ Cloud บ้างครับ ในประเทศไทย[เสียงสูดหายใจ] ลองลองเป็นชื่อบริษัทก็ได้ บริษัทที่เราคิดว่าเขาขึ้นไปใช้ storage ขึ้นไปใช้หน่วยประมวลผล เอา application ตัวเองขึ้นไปอยู่บน Cloud พวกเราคิดว่ามี มีใครบ้างครับ อาจจะเป็นบริษัทที่เราคุ้นเคยชื่อ มีมั้ย Traveloka ใช่มั้ย เออแน่นอนครับ Traveloka ก็ใช้ Cloud มีอะไรอีกมั้ย Traveloka มีอะไรอีก Instagram ใช้ Cloud มั้ พวกเราว่า Instagram ที่เราเล่นใช้อยู่บน Cloud มั้ย อยู่บน Cloud ใช่มั้ยครับ มีอะไรอีกมั้ย น้องๆเล่น application อะไรอีก TikTok เงี้ย TikTok อยู่บน Cloud มั้ย อยู่ใช่ไหม น้องๆคิดว่า Mobile Banking ทุกเจ้า ของน้องอยู่บน Cloud ป่ะ อยู่บน Cloud ใช่มั้ยครับ คำตอบง่ายมากเลยคือ ขนาดแบงค์เราอ่ะ ยังอยู่บน Cloud เลยอ่ะ แล้วเราที่เป็นแบบแค่ Personal User อ่ะ คำถามคือเราต้องการ Security มากกว่าเขา หรือเปล่า ไม่หรอก Security ระดับนี่ก็คือเป็น Security ระดับสูงแล้วใช่มั้ครับ เพราะฉะนั้น คำถามคือถ้าเราไปใช้ Cloud วันนี้เราปลอดภัยมั้ย Ally แล้ว หรือโดยอุดมคติ ปลอดภัยในระดับที่ไม่มีใครกล้าการันตี 100% แต่ว่าปลอดภัยแหละนะครับ เหมือนที่พี่ถามน้องๆว่า น้องๆใช้ Cloud มาพวก Storage พวกเนี้ย เคยเจอแบบรูปหายไฟล์เสียหายบ้างมั้ย เคยเจอมั้ย เคยเจอบ้างใช่มั้ย แต่น้อยมากเลยนะ ระดับความเสียหายของไฟล์เนี่ย หรือที่เขาเรียก ว่า durability เนี่ย พี่จะบอกให้ว่าที่เขาการันตีกันเนี่ย มันคือระดับ 99.9999999 หรือว่า 91 ตัว หรือ 92 ตัว คำว่า 91 ตัว 92 ตัวเนี่ย มันคือระดับความเสียหายที่แบบ ถ้าเรามีไฟล์ เอ่อ ถ้าพี่จำตัวเลขไม่ผิดนะ ถ้าเรามีไฟล์อยู่ใน Cloud ของเราอยู่ใน storage ของเราเนี่ย เอ่อ 10 ล้านไฟล์ ในหมื่นปีเราจะมีไฟล์เสียหายสักไฟล์นึงอ่ะ นี่คือความ durable ที่เขากล้าการันตี คำถามคือเขาทำยังไง มีใครพอทราบมั้ยว่าเค้าทำยังไงที่เค้าถึง กล้าการันตีว่าถ้าคุณมีสัก 10 ล้านไฟล์ เอาขึ้นไปเก็บ 10,000 ปี ไฟล์คุณจะเสียหายสักไฟล์นึง ถ้าน้องๆเจอไฟล์เสียหาย นี่น้องโชคดีมากนะ น้องคือคนที่เป็นระดับ 0.001% 1% ที่เจอไฟล์เสียหายนะครับ พอเราพอรู้มั้ยว่าเค้าทำไง เค้าทำยังไงเค้าถึงกล้าการันตีว่าแบบ อุ้ยถ้าคุณเก็บสัก 10 ล้านไฟล์ 10,000 ปี ไฟล์คุณเสียสักไฟล์นึงอ่ะ อันนี้คือระดับของ durability level ที่เรามีไว้ให้ น้องๆคิดว่าเค้าทำไง นึกไม่ออกใช่ป่ะ สมมุติว่าพี่ให้[เสียงกระแอม] กระดาษแผ่นนึงกับน้องๆใช่ป่ะ ข้างในเป็นลายแทงสมบัติ ไปเกาะสุดท้ายของ One Piece[เสียงหัวเราะ] แล้วพี่ให้น้องๆทุกคนช่วยกันเก็บ คำถามคือน้องๆจะเก็บยังไงดีให้มันแบบ ให้มันแบบปลอดภัยที่สุดแล้วก็ แล้วก็มีความเสี่ยงน้อยที่สุดที่ไฟล์จะสูญเสียหาย ถูกเปลี่ยน เออน้องๆจะทำไง ไหนช่วยกันคิดซิ ทำไงดี ทำไงนะ สำรองยังไงดีอ่ะ สำรองแบบไหนดี ซีล็อกไว้ 1 แผ่นแล้วเก็บยังไง อ่ะ ไหนช่วยกันคิดซิ สมมุติเรามีลายแทงสมบัติไปเกาะฟลไปเกาะฟล[เสียงหัวเราะ] [เสียงหายใจอ้าปากค้าง] อ่ะทุกคนจะเก็บยังไงดีให้แบบ หนวดดำเอาไปไม่ได้อ่ะ เออเอามา หนวดดำเอาไปไม่ได้ เก็บไงดีพีซมาเอาไปไม่ ได้อ่ะเออคิดว่าโรเจอร์เก็บไง โกดีโรเจอร์[เสียงหัวเราะ] อ่ะทำไงดีอ่ะ มีสำรองและสำรองเป็นหนึ่งใน 1 ใน concept ที่เขาใช้ครับ แน่นอนต้องทำสำรองใช่มั้ยถูกป่ะ แล้วมีไงอีก อ่ามีการทำ Replication ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า replication คือทำสำรองทำซ้ำอ่ะใช่มั้ยอ่ะมีอะไรอีกฮะ ทุกคนกำลังถาม AI อยู่จะเก็บแผนที่ไปฟลยังไง[เสียงหัวเราะ] อ่ะทำซ้ำแล้วมีทำซ้ำแล้วมียังไงให้มาตรการความการป้องกันให้แผนที่เรามันไม่ถูกขโมยไป หรือไม่ถูกหนวดดำเอาไปใช้ อ่ะไงดี เฮ้ยเหมือนในการ์ตูนเลยนะ จริงๆ One Piece เป็นผู้มาก่อนกาลนะ One Piece ครบรอบเท่าไหร่กี่ปีนะ 25 ปี อายุเท่าคราวเลยแล้วลองลองนึกนึกภาพ One Piece สิทุกคนน่าจะรู้จัก One Piece นะ One Piece เค้าทำยังไงให้แบบคนไปเกาะสุดท้ายยากอ่ะครับ ยังไงนะ ยังไงนะ มีกระจายไหน อ่ามีการทำกระจายใช่ป่ะ กระจายด้วยอะไรครับ เค้าทำเป็น Poneglyph แล้วกระจายกระจายป่ะ[เสียงหัวเราะ] อ่ะมีการกระจายแน่นอนอ่ะ เมื่อกี้มีสำรองแล้วก็มีการกระจาย กระจายมีอะไรอีกฮะ One Piece ทำอะไรอีก อ่ะมีกระจายและมีสำรอง มีกระจายถูกต้องเลยนะ มีอะไรอีกดีอีกสักอย่างนึงเร็ว เดี๋ยวพี่เฉลย นึกไม่ออกเลยเหรอ Poneglyph มันอ่านยากป่ะ
มีการเข้ารหัสครับ
เฮ้ย ไหนๆใครตอบ
อ่าผมครับ
ไหนครับผมอยู่ไหนครับ ถูกต้อง[เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ย Poneglyph มันต้องให้คนจากเกาะ Ohara ที่อ่านภาษาของ Poneglyph ออกใช่ป่ะ ก็คือ Robin ใช่ป่ะ ใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นเพราะงั้นเวลาเราเก็บไฟล์ครับ สังเกตว่าไฟล์น้องอ่ะ ทำไมมันถึงแบบมี durability สูงมาก เพราะว่า 1 คือสมมุติพี่ให้กระดาษน้อง ให้แผ่นนึงใช่ป่ะ แทนที่น้องจะเก็บกระดาษเยใส่ตู้เซฟ คำถามคือถ้ามีคนมายกตู้เซฟ เหมือนในข่าวล่าสุดไป ก็คือหายไปเลยใช่ป่ะ แต่สิ่งที่น้องควรจะทำคือน้องเอาแผนที่มาหั่นใช่ป่ะ หั่นเป็นกี่ส่วนก็ว่าไปใช่ป่ะ แต่ละส่วนทำ copy ด้วยใช่มั้ย ทำ copy ซ้ำๆ แล้วแต่ละส่วนเข้ารหัสอีกใช่ป่ะ แล้วส่งกระจายไปเก็บหลายๆที่ใช่มั้ครับ แล้วว่ามี mechanism ในการรวบรวมใช่มั้ย เพราะฉะนั้นคนที่มี mechanism ในการรวบรวมจะเป็นคนเดียวเท่านั้นที่สามารถอ่านอันนี้ได้ คำถามคือ สมมุติว่ามีไฟล์บางไฟล์เสียหายไปเป็นไร มั้ครับ ก็เราก็ยังมีสำรองอยู่ ขึ้นอยู่ว่าเราสำรองกี่ไฟล์ใช่ป่ะ สมมุติว่าเราแบ่งกระดาษเป็น 4 ส่วน แต่ละส่วนเราทำสำรองอย่างละ 3 อย่างละ 3 แสดงว่าเสียหาย 2 เรายังได้เลยเรายังเหลืออีก 1 ใช่มั้ย ซึ่งมันมีโอกาสน้อยมากที่มันจะเสียหายพร้อมกันหมดนะครับ อย่างเช่นเราทำเราทำ 3 copy แต่ละส่วนเนี่ยก็ได้ durability
ระดับที่พี่บอกแล้ว 91 ตัวกระจายอยู่ในทุกโลเคชั่นก็คือ 10 ล้านไฟล์ 100 ปีเสียหาย ไฟล์นึงอึประมาณนี้นะครับ อันนี้คือสิ่งที่ Cloud Service Provider เขาทำไว้ให้เรา คำถามคือเราทำเองได้ป่ะ ยากมากที่เราจะทำเอง เพราะมันใช้ทรัพยากรเยอะเยอะมาก แล้วมันไม่คุ้มกับต้นทุนที่เราจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสังเกตมั้ยฮะว่าทำไมองค์กรที่เค้าทำธุรกิจแล้วต้องใช้เทคโนโลยี เค้าถึงกระโดดไป Cloud เพราะเรื่องนี้แหละครับ มันทำให้เค้าอ่ะสามารถได้ในเรื่องของเอ่อ ฟีเจอร์ที่มันเหนือกว่าสิ่งที่เขาจะทำเองได้ บวกกับต้นทุนที่มัน ที่มันอะไรฮะ ที่มันถูกเนาะ
พี่มีคำถาม สมมุติว่าเหมือนกันน้อง [เสียงสูดหายใจ] บอกว่าอยากมีรถขับ คำถามคือทำไมน้องไม่ไปสร้างรถเองอ่ะ ไม่อาจจะได้แหละ แต่ว่ามันอาจจะนาน แล้วมันอาจจะแบบสร้างรถ 1 คันเพื่อมาใช้ของน้อง อาจจะใช้ต้นทุนไม่รู้อ่ะ พี่ว่าค่าเครื่องจักร หรือว่าถ้าแบบบ้านๆ ก็อาจจะต้องมีหลัก 10 ล้านอ่ะใช่มั้ย เออ ซื้อ 10 ล้านสู้เอาตังค์ไปซื้อรถดีๆ ขับดีกว่าใช่มั้ย
เหมือนกันธุรกิจหลายๆ ธุรกิจที่เขาต้องการใช้ทรัพยากรทั้ง IT เค้าก็ยังมีคำถามตัวเองว่า เฮ้ยเราเราทำงานเราทำแบงค์อ่ะ แบงค์ไม่จำเป็นจะต้อง เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นจะต้องมานั่ง manage IT Resource เองแล้วนะครับ ไปใช้ Cloud Service Provider ที่เขามีทุกอย่างให้เราใช้แล้วอัปเดตอยู่ตลอดก็ดีกว่านะครับ
เพราะฉะนั้นเรื่อง Security ก็เหมือนกัน Security เนี่ย ณ ปัจจุบันอย่างที่พี่บอกก็คือ คำถามคือใช้ Cloud ปลอดภัยหรือเปล่า ก็ต้องกลับมาถามว่าปลอดภัยในระดับไหน เราเป็นใคร เราใช้ในฐานะอะไร เช่นเราใช้ในฐานะ End user ก็ปลอดภัยแน่นอน เพราะว่าระดับของ Organization ที่เป็น industry ระดับที่ต้องการความปลอดภัยสูงๆ เช่นพวก Health Care พวก Financial เขายังใช้ได้เลย ทำไมเราใช้ไม่ได้ใช่มั้ย
แต่ถ้าเราบอกว่า เฮ้ยเรา [เสียงสูดหายใจ] เป็นระดับ Government Agency หรือเป็นระดับของโครงการลับอะไรบางอย่างใช่ป่ะ โครงการลับอะไรบางอย่าง อันนี้อาจจะต้องมาคุยกันแล้วว่า เฮ้ยความปลอดภัยที่คุณต้องการน่ะ มันน่าจะเป็นความปลอดภัยที่มันเลเวลสูงมาก กว่าในตลาดมีและใน industry ทั่วไปมีใช่ไหม ถ้าแบบนั้นน่ะค่อยมาว่ากันว่าคุณต้องการ standard แบบไหนใช่มั้ยครับ เออ เช่น ถ้าคุณเป็นแบบองค์กรที่แบบทำเรื่องอะไร อ่ะ เรื่องเกี่ยวกับโอเวอร์ดอย่างเงี้ย เป็นความลับ หรือว่าการยกตัวอย่างเช่น อาจจะเป็นผลิตอาวุธที่มันเป็นความลับจริงๆ ที่แบบหลุดไม่ได้เลย หลุดแล้วจะมีผลกับความมั่นคงของประเทศ หรืออะไรอย่างเงี้ยนะครับ อันนั้นก็ต้องไปว่ากันที่ standard level ของ Security อีกแบบนะครับ ซึ่งมีมั้ยจริงๆ มีนะครับ
ยกตัวอย่างพี่ ยกตัวอย่างให้ฟัง คำถามคือรัฐบาลใช้มาน [เสียงหัวเราะ] ว่าะนี่รัฐบาลเราใช้เหรอ ทุกอย่างหลุดไม่เอา [เสียงหัวเราะ] เฮ้ยใครขำเค้าอัดวโย ที่ในนี้เค้ามีกล้องมั้ย [เสียงหัวเราะ] เราเอ๊ะรัฐบาลเราเป็นใครนะ เค้าเลือกตั้งไว้ยังอ่ะ เอไม่เอารัฐบาลเรานะ คำถามคือรัฐบาลประเทศที่เขาเจริญแล้ว คำถามคือใช้ใช้ Cloud มั้ พวกเราว่าใช้เนอะ คำถามคือรัฐบาลน่ะต้องการระดับ security ที่แบบคนละแบบกับ industry ในท้องตลาดแน่ นอน พวกเรารู้มั้ยว่าสิ่งที่รัฐบาล ที่เขาอยากใช้ Cloud เทำยังไงคุยกับ Cloud Service Provider ยังไง พวกเราพอทราบมั้ย ง่ายมากเขาบอกว่าฉันจะใช้ Cloud คุณน่ะ คุณไปสร้าง Data Center สำหรับฉันให้หน่อย แบบที่คนอื่นน่ะ หรือว่า user อย่างพวกเราอ่ะเข้าไปเข้าไปใช้งานไม่ได้ แค่นั้นเอง นั่นคือระดับ Security ที่เขาต้องการ คือต้องการ Isolate อยากใช้ Cloud Service คุณทุกอย่างเลย แต่ช่วยสร้างอีก Data Center นึง แยกให้เราหน่อยได้มั้ย เขาจะใช้คำว่า GF Cloud หรือว่า Government Cloud ครับ ก็คือเป็น Cloud ที่เอาไว้ให้หน่วยงานรัฐบาล องค์กรของรัฐบาล Agency อะไรต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ relate เกี่ยวกับรัฐบาลใช้ แล้วก็มี compliance ที่มันไม่เหมือนกัน แล้วก็คนทั่วไปอย่างเราไม่สามารถเข้าไปใช้งานได้ แค่นั้นเลยครับ
อืม เพราะงั้นเรื่อง Security ก็จะประมาณนี้ ในข้อสอบก็จะถามอะไรประมาณเนี้ยที่เป็น use case นะครับ เออ อันนี้ให้ดูของ เอ่อ จริงๆอันนี้เริ่มซับซ้อนแล้วแต่ว่าเล่าให้ฟังนิดนึงนะครับ ก็คือ Alibaba Cloud เองเนี่ย เอ่อเราทำสิ่งที่เรียกว่า Technology Stack ของตัวเอง Technology Stack คืออะไร เวลาที่เราใช้งาน Service ที่อยู่บน Cloud ไม่ว่าจะเป็น Storage Server นะครับ เบื้องหน้าที่เราเห็นก็คือง่ายมาก เราก็แค่ล็อกอินเข้าไปแล้วก็ใช้งานใช่มั้ย เออ เหมือนเหมือนเราใช้ Gmail เมล เหมือนเราใช้ Instagram Facebook ใช่มั้ย เราในระดับของ user เรามีหน้าที่ใช้งานใช่มั้ยครับ แต่จริงๆแล้วหลังบ้านมันไม่ได้มีแค่นั้น หลังบ้านมันยังมีเค้าเรียกอะไรฮะ Server มี middleware มีเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ที่มันคอย Support ให้แอปพลิเคชันเนี่ยมันเกิดขึ้นมาแล้วให้เราสามารถในฐานะที่เป็น user เนี่ยสามารถใช้งานมันได้นะครับ Alibaba ก็จะมี Stack เป็นของตัวเองก็คือไล่มาตั้งแต่ Hardware level ขึ้นไปจนถึง Service ที่ให้พวกเราใช้ เราก็รู้แค่นี้พอนะครับ ในในระดับของข้อสอบที่เราจะเจอเนี่ย เรารู้แค่นี้พอว่า Alibaba เนี่ยเตรียม Stack ตั้งแต่ Physical ขึ้นไปจนถึงแอปพลิเคชันให้เราใช้นะครับ
ทีนี้ เอ่อ ณ ปัจจุบันเนี่ย อันนี้่น่าสนใจ อันนี้เป็นเทรนด์ของโลกใบใหม่เลย โลกเราที่กำลังจะเกิดขึ้นนะครับ ก็คือเทรนด์ในเรื่องของ AI เนาะ [เสียงสูดหายใจ] คำถามคือเทรนด์ที่เกิดขึ้นมาใหม่คืออะไรครับ เมื่อก่อนเนี่ยเวลาเราพูดถึง เอ่อ เทคโนโลยีที่อยู่บน Cloud เนี่ย เราจะมีการแบ่ง category ของเทคโนโลยีนะครับ ออกเป็นถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาจะเรียกว่า Service Level Service Model Level นะครับ ก็คือ Level ในการให้บริการของเทคโนโลยีว่าอยู่ในระดับเลเวลไหนนะครับ เลเวลที่ต่ำที่สุดที่เราคุยกันก็คือสิ่งที่เรียกว่า IaaS นะครับ หรือตามสไลด์เลยก็ คือ IaaS นะครับ IaaS เนี่ยย่อมาจาก Infrastructure as a Service เอ่อ น้องๆอาจจะนึกไม่ออกว่า โอ้ Infrastructure as a Service คืออะไร นะ [เสียงสูดหายใจ] ครับ มันจะมีเลเวลนึงไม่รู้น้องๆอาจจะเคยได้ยินหรือเปล่า อันนี้อาจจะอาจจะเป็นศัพท์ที่อาจจะเคยเคยผ่านหูมาบ้างก็คือ SaaS เคยได้ยินคำว่า SaaS มั้ย มีใครเคยได้ยินคำว่า SaaS มั้ย S A S ใช่มั้ยครับ SaaS ย่อมาจากอะไรครับ Software as a Service ใช่มั้ย มีอะไรบ้างที่เป็น Software Service ที่เราใช้งานอยู่ ณ ปัจจุบันครับ แทบจะทั้งนั้นเลยที่อยู่ในมือถือเราครับ Software as a Service ก็คือเป็นระดับของซอฟต์แวร์ที่มันพร้อมให้เราใช้งานอยู่แล้ว เช่น Gmail อ่ะ Gmail ใช่มั้ย Gmail เป็น SaaS Level อยู่บน Cloud ใช่มั้ยครับ อยู่บน Google Cloud มีอะไรอีกครับ AI Model ทั้งหลาย เช่น ChatGPT Quen เวลาเราใช้พวกนี้คือเราใช้ผ่านแอปพลิเคชันใช่มั้ย หรือใช้ผ่าน Browser พวกนี้ก็เป็นระดับของ SaaS Level เรามีหน้าที่ใช้ๆๆๆ อย่างเดียวใช่มั้ยครับ มีอะไรอีกครับ แอปธนาคารก็เป็น SaaS เหมือนกัน ก็เรา คำถามคือเวลาเราใช้แอปธนาคาร สิ่งที่เราต้องทำมีอย่างเดียวครับ Register Login Verify ตัวเองแล้วก็อะไรฮะ เอาเงินใส่เข้าไปก็ใช้งานได้แล้วใช่ไหมมั้ยครับ ก็เป็นระดับของ SaaS Level
เหมือนทีเนี้ย นอกจาก SaaS แล้วเนี่ย เลเวลที่เรามีอีกเนี่ย ก็คือตั้งแต่ระดับล่างขึ้นมาจนถึงข้างบนเนี่ยนะครับ ก็จะมีตั้งแต่ Infrastructure as a Service Infrastructure as a Service ให้นึกภาพอย่างงี้ครับ สมัยก่อนถ้าเราบอกว่าเราเขียนแอปพลิเคชันขึ้นมาตัวนึงแล้วเราต้องการ host แอปพลิเคชันเนี้ย ให้คนอื่นใช้ อ่ะ แสดงว่าเราต้องมี Server ตัวนึงมาตั้งไว้ใช่มั้ย แล้วเราก็ install เอ่อ Operating System เอาแอปพลิเคชันที่ เรา develop เข้าไปต่ออินเทอร์เน็ตแล้วก็เปิด Public ให้คนอื่นเข้ามาใช้แอปพลิเคชันของเราใช่มั้ยครับ Infrastructure as a Service ก็คือ Replace ตัว Physical ตัวนั้น เอ่อ ก็คือเป็นระดับของสาธารณูปโภคพื้นฐานทางด้านไอทีนะครับ เมื่อก่อนเราจำเป็นต้องมี Server ตั้งอยู่ เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นและนะครับ เพราะฉะนั้นระดับล่างสุดจะสังเกตมั้ยฮะว่า IaaS เนี่ยมันจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Compute หน่วยประมวลผลก็คือ Server ใช่มั้ยครับ ใน Server ก็มี Storage มีเรื่องของ Security มีเรื่องของ Network นะครับ ก็จะเป็น Service ที่อยู่บน Cloud ที่เรา categorize ได้ว่าเป็น IaaS หรือว่า Infrastructure as a Service นะครับ ขึ้นมาก็จะเป็น PaaS และ PaaS มีใครพอทราบมั้ยฮะ ย่อมาจากอะไรฮะ Platform as a Service เก่งมากครับ Platform as a Service เนี่ยมันจะ Abstract Layer ของ Infrastructure ไม่ให้เราต้องไปยุ่งในเรื่องของการ setup พวก Physical และนะครับ ไม่ให้เราต้องไปนั่ง setup Server ลง install Operating System อะไรต่างๆ มันจะมาในรูปแบบของ Platform ให้เรา Configuration Platform เข้ามาใช้เลย ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเราอยากได้ Database น้องๆทุกคนรู้จัก Database นะ เราอยากได้ Database มาใช้ใช่มั้ยครับ สิ่งที่เราต้องทำคือเราต้องไปซื้อเครื่องมา setup เครื่องลง Operating System ลง Database Engine นะครับ กว่าจะกว่าจะใช้ Database ได้แน่นอน เสียเวลา 3-4 ชั่วโมงแน่นอนใช่มั้ยครับ ณ ปัจจุบันเขาทำ Database Service เนี่ย เป็นในรูปแบบของ PaaS Level หรือว่า Platform as a Service เวลาเราไปใช้งาน Database สิ่งที่เขาจะถามเราคือ เราอยากได้สเปคเครื่องประมาณไหน เราอยากจะลง Database Engine ไหนนะครับ แล้ว Cloud Service Provider เค้าเป็นคนจัดการ setup ให้เราทั้งหมดนะครับ เราไม่ต้องมานั่งวุ่นวายกับการ set low level ขึ้นมาเองนะครับ
ถัดมาเหนือจาก PaaS ก็คือ SaaS SaaS บอกไปแล้ว แต่ว่า ณ ปัจจุบันเนี่ย SaaS เนี่ยมันจะถูก transition ไปเป็น MaaS มีใครพอทราบมั้ยว่า MaaS แปลว่าอะไรครับ MaaS ย่อมาจากอะไรครับ อืม M เนี่ยย่อมาจาก Model as a Service นะครับ ณ ปัจจุบันเนี่ย สิ่งที่เราอาจจะเจอมากขึ้นก็คือเราจะเห็นว่าแอปพลิเคชันที่เราใช้งานเนี่ย จะถูก transform ไปในรูปแบบของ AI มากขึ้น อืม AI ที่เป็นในรูปแบบของ Agentic ด้วย ที่มาช่วยเราทำงานได้นะครับ เช่นอะไรบ้าง ตอนนี้ทุกคนคุ้นเคยสิ่งที่เรียกว่า Chatbot ใช่มั้ย คำถามคือเราใช้ Chatbot ทำอะไรบ้างครับ ณ ปัจจุบัน ก็อาจจะแค่ถามตอบใช่มั้ย เราอาจจะยังถามตอบอยู่ใช่มั้ยครับ สำหรับพวก Chatbot โมเดลต่างๆ เช่น ChatGPT Quen Gerine ใช่มั้ยครับ ถามตอบ แต่ตอนลงมือทำอ่ะ เรายังต้องเป็นคนลงมือทำเองใช่มั้ย อืม แต่ในอนาคต สิ่งที่เราจะเห็นก็คือโมเดลพวกเนี้ย มันจะกลายมาเป็นสมองอินทิเกรตกับแอปพลิเคชันบางอย่าง เช่น ณ ปัจจุบัน แอปพลิเคชันที่พวกเราอาจจะใช้เยอะที่สุดก็คือพวก Communication ใช่มั้ย เช่น Line WhatsApp ใช่มั้ยครับ Telegram ใช่มั้ยครับ คำถามคือ ณ ปัจจุบันเวลาเราใช้ Communication พวกเนี้ยครับ เราคุยกับใคร ครับ คุยกับเพื่อนใช่มั้ย ก็คือใช้แค่ Communicate ใช่มั้ยครับ แต่ ณ ปัจจุบันเนี่ย สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ เราเอามันสมองของ Chat มาเชื่อมต่อกับ Communication Tools ของเรา นึกภาพออกมั้ย แสดงว่าเราจะไม่จำเป็นจะต้องคุยกับเพื่อนอย่างเดียวและ เราอาจจะเข้า Line ไป นึกภาพนะครับ นึกภาพตามพี่แล้วกัน เข้า Line เข้า WhatsApp ไปแล้วก็ เราคุยกับ Bot เรา เช่น เอ้ย สวัสดี วันนี้เป็นไงบ้าง ช่วยคิดแพลนวันนี้ฉันหน่อยว่าฉันจะต้องทำอะไรบ้าง เราไม่เคยคุยอย่างงี้กับเพื่อนใช่ป่ะ แล้วเราก็ได้แก่นึกกับตัวเองใช่ป่ะ แต่คำถามคือถ้าเราคุยแบบนี้กับตัวเอง สิ่งที่เราต้องทำทำอะไรครับ เราก็ต้องไปดูว่าวันเนี้ยเราจะต้องทำอะไรบ้างใช่มั้ย ตารางมีนัดหมายมีอะไรบ้างใช่มั้ยครับ แต่สิ่งที่ Chat Bot จะทำได้คือ ณ ปัจจุบันมันมี Middleware ตัวนึงครับ ที่มันเอา Chat Bot เนี่ยเป็นคนคิดใช่มั้ยครับ แล้วมันไปผูกติดกับแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันเนาะ เช่นเราใช้อะไรบ้าง ไม่รู้อ่ะ เอ่อ Microsoft Office ใช่มั้ย ใช้ G Suite มีใช้ Calendar ใช้ Map ใช้อะไรไม่รู้เต็มไปหมดเลยในชีวิตประจำวันของเราใช่มั้ยครับ สมมุติว่าพี่คุยกับ Chat Bot พี่บอกว่า เฮ้ย ช่วยแพลนงานวันนี้ให้หน่อย เหมือนเป็นเลขาใช่มั้ย สิ่งที่ Chat Bot พี่จะไปทำก็คือ อ้าว Chat Bot พี่อ่ะต่อกับ Calendar พี่อยู่แล้วใช่มั้ย ต่อกับ Map ต่อกับ Office ของพี่ใช่มั้ย ระบบมันก็จะบอกพี่เลยว่า เอ้ย เช้าเนี้ยยูมีประชุม ตอน 9:00 น. - 10:00 น. ประชุมท็อปปิกนี้ มันก็ไปดึงข้อมูลมาครับ แล้วก็แปะลิงก์ประชุมมาให้ด้วยใช่มั้ย 11:00 น. ถึง 14:00 น. คุณมีสอนที่นี่นะครับ มันก็อาจจะแบบ Generate Map มาให้ใช่มั้ย มันรู้อยู่แล้วว่าไปไหนใช่ป่ะ ขึ้นรถต่อ Android Auto iPhone อะไรก็ว่าไปใช่มั้ยครับ คือมันมีหน้าที่ในการช่วยเราคิดแล้วก็ช่วยเราทำทั้งหมดใช่มั้ย
คำถามคือแล้ว Cloud Service Provider ได้อะไรครับ อ่า นี้เป็นคำถามไฮไลท์ พวกเราคิดว่าโอเคแหละ AI มาช่วยอำนวยความสะดวกของเรา แต่ว่าพวกเราคิดว่า Cloud Service Provider ได้อะไรครับ ทุกวันนี้เวลาเราใช้ Chat Bot เอ่อ เวลาเราใช้ Chat Bot เค้าคิดค่าใช้จ่ายเรายังไงครับ มีใครบอกพี่ได้มั้ย มีใครเคยจ่ายตังค์กับ Chat Bot บ้างป่ะ เออ ยังไม่เคยใช่มั้ย แล้วแล้วมีใครเคยใช้ Chat Bot จนถึงสุดมันที่มันให้ใช้ฟรีบ้างมั้ย มี มันมันบอกว่าอะไรครับ อืๆอืออือ เวลาที่เราใช้เกินลิมิตที่มันให้ใช้ฟรีอ่ะครับ อย่างที่บอกมันก็ต้องรอ Generate สิ่งที่มัน Generate กลับมาให้เราคือไม่รู้พวกเราอาจจะเคยได้ยินคำศัพท์นี้คือ Token เคยได้ยินมั้ย เคยได้ยินมั้ย Token เวลาโมเดลของ AI ณ ปัจจุบันครับ Currency ของ AI Consumption น่ะมันจะใช้คำว่า Token อื เช่นเหมือนกับเราไป เอ่อ กดน้ำอ่ะ กดน้ำ 1 กระป๋องใช้ตังค์ 15 บาทแล้วก็หยอด 15 บาทใช่มั้ย เราอยากจะใช้ AI เท่าเนี้ย เค้าก็จะมีการคิดคำนวณราคา AI ส่วนใหญ่มันจะคิดเป็น เอ่อ จำนวนคำใช่ไหมครับ จำนวนคำที่ถูก Input ถูก Generate ออกมา เค้าก็จะบอกว่า เช่น 1 ล้านคำแรกฟรี 1 ล้านคำต่อไป 15 Token ต่อ 1 ล้านคำใช่มั้ย แล้วมันก็จะ Convert ไปอีกว่า 15 Token คือกี่บาท เออ เราก็จะตีกลับมาเป็นมูลค่าได้มั้ย นี่แหละคือสิ่งที่เดี๋ยวน้องๆจะเจอว่า Cloud อ่ะมันจะเปลี่ยนเวรในการคิดค่าใช้จ่าย เป็นในรูปแบบของ Model as a Service ก็คือใช้โมเดลเป็นตัวนำแล้วก็ Consume Token แล้วก็เอามาคิดเป็นค่าใช้จ่ายของน้องๆ หรือว่าองค์กรนะครับ เพราะฉะนั้นมันจะมีคำว่า Model as a Service เกิดขึ้นมานะครับ ในโลกของปัจจุบันเนาะ [เสียงสูดหายใจ] อืม อุ้ย นี่อันนี้ให้ดูนี้ก่อน
ทีนี้คำถามคือ แล้ว Cloud Computing มันสำคัญกับ AI ยังไงครับ อ่า น้องๆว่า Cloud Computing กับ AI นี่มันเกี่ยวกันยังไงได้บ้างครับ มันจะเกี่ยวกันทางไหนได้บ้างมี Cloud ไม่มี AI I มี AI ไม่มี Cloud ได้มั้ย หรือมันต้องมีทั้งคู่ มี Cloud ไม่มี AI ได้มั้ย ไหนใครว่าได้ขอดูมือหน่อย มี Cloud ไม่มี AI ได้มั้ย ไม่ได้หรอ เมื่อก่อนก็มี Cloud แล้วไม่มี AI เหมือนกันฮะ [เสียงหัวเราะ] มี Cloud ไม่มี AI ได้นะใช่มั้ย เมื่อก่อน 20 ปีที่แล้วตอน Cloud เกิดขึ้นมาก็ไม่ค่อยได้มี AI มาอยู่บน Cloud หรอก ไม่ค่อยได้มี AI มาใช้ Cloud หรอกใช่มั้ย แล้วมี AI ไม่มี Cloud ด้วยมั้ย โอยากมากอันเนี้ย แทบจะไม่ค่อยมีและ เพราะว่า เพราะว่าอะไรครับ เพราะมันอย่างงี้ฮะ หนึ่งในปัจจัยนึงของ AI ที่ทำให้ AI เกิดขึ้นมาได้ คราวที่แล้วเราเรียนเรื่องถ้าถ้าจำ Journey ของ AI ได้ใช่มั้ยครับ AI [เสียงสูดหายใจ] มันมี Winter Period อยู่ 2 ครั้ง จำได้ป่ะ มีใครพอจำได้มั้ย AI มี Winter Period 2 ครั้งใช่มั้ย ที่แบบ โอ้ AI กำลังมาบูมๆเลย แล้วก็แบบกราฟตกเลย นะครับ แล้วก็ขึ้นไปใหม่ แล้วกราฟตก จำได้มั้ยครับว่าเพราะอะไรครับ เออ เทคโนโลยีมันไม่พร้อมใช่มั้ย เหมือนกันครับ ณ ปัจจุบันเนี่ย คำถามคือมี AI ไม่มี Cloud ได้มั้ย โห แทบจะไม่ได้ เพราะว่าอะไรครับ เพราะ AI อ่ะมัน Consume เทคโนโลยีเยอะมาก ทั้งในแง่ของ Advance ในเรื่องของ Advance ด้วยก็คือในเรื่องของเทคโนโลยี ที่เป็นความล้ำสมัยของเทคโนโลยีและปริมาณของเทคโนโลยี เออ คำถามคือปริมาณเทคโนโลยีคืออะไรครับ น้องๆว่าเทรน ทุกคนรู้จัก ChatGPT เนาะ ChatGPT อ่ะ เวอร์ชั่นแรกอ่ะ ที่ถูกเทรนออกมาน้องๆว่าใช้งบประมาณในการเทรนกี่บาทครับ อ่า ลองทาย ลองทาย เท่าไหร่นะ 10 ล้านอ่ะ 10 ล้าน อ่า มีใครให้มากกว่านี้มั้ย [เสียงหัวเราะ] เออ นิเหนือนี้เหมือนห้องประมูลของกันนะ อ่า ให้ 10 ล้านบาทครับ อ่า พวกเราคิดว่าสัก กี่บาท ระดับ ChatGPT อ่ะนะ เป็นรอ่ะ เป็นรอ่ะ เป็น 100 บาท หรือ 100 ล้าน [เสียงหัวเราะ] อ่า 100 ล้าน 100 ล้านใช่มั้ย 100 ล้าน อ่า 100 ล้านโห กระโดดก้าวกระโดดมาก อ่า แถวนี้มีมั้ย ลองเดาๆเรา [เสียงสูดหายใจ] ว่าใช้ตังค์เทรน ChatGPT ให้พวกเราใช้เนี่ย กี่บาท ซักกี่บาท สร้าง ChatGPT แล้วกัน [เสียงสูดหายใจ] เมื่อกี้มี 10 และมี 100 และ เอ้ย 2,000 ล้านล้านเหรอ [เสียงหัวเราะ] 2,000 ล้านล้านเยอะไปครับ ระดับ 1 พันล้านครับ ระดับสร้างตึก สร้างตึกสกายได้ [เสียงหัวเราะ] ตึกอะไรวะ ระดับประมาณซักประมาณ 4-5-6 พันล้านบาทนะ เยอะป่ะ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเค้าเก็บตังค์เราแพงครับ [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ย คือตอนที่ ChatGPT ออกมา เป็นที่เป็นที่ฮือฮามาก เพราะว่าเอ้ยมันฉลาดจริงๆใช่ป่ะ พวกเราก็รู้ว่าแบบเออมันฉลาดจริงๆอ่ะ แต่คอร์สในการสร้าง ในการสร้างโมเดลอ่ะแพงมหาศาลมาก คำถามคือ แพงเพราะอะไรครับ พวกเราว่าแพงเพราะอะไร เออ พวกเราว่าแพงเพราะอะไรครับ แพงเพราะ Infrastructure ครับ ลองนึกภาพว่าเราต้องเอาข้อมูลระดับหลักทั้งโลกนี้ที่สามารถ Extract ออกมาได้ คำถามคือ ChatGPT หรือว่าเนี่ย ฉลาดมากขนาดที่แบบแทบจะตอบทุกอย่างในโลกนี้ได้ใช่ เพราะว่าเค้าเอาข้อมูลแทบจะทุกอย่างที่มันถูก Extract ออกมาเป็นดิจิทัลอ่ะ เอาไปใส่ให้โมเดลมันเรียนรู้ใช่ป่ะ แสดงว่าข้อมูลมหาศาลระดับนั้นน่ะครับ เค้าจะต้องมี Infrastructure ที่ใช้ในการเทรนโมเดลให้โมเดลมันสามารถเรียนรู้อ่ะ ถ้าพี่จำไม่ผิดอ่ะ ใช้ GPU หลักหลายๆหลายๆร้อยใบเลยมั้ง ใบนึงก็แพงมากเนอะ แล้วเปิดทิ้งเอาไว้อ่ะระดับหลักหลายๆเดือนน่ะ เพื่อที่จะให้เทรนข้อมูลได้จนออกมาเป็นเวอร์ชั่นแรก ครับ อืม เพราะฉะนั้นมี AI ไม่มี Cloud แทบจะไม่ได้เลย เพราะว่ามัน Scale ยากมาก เออ นึกนึกสภาพเหมือนพี่บอกว่าพี่อยากผลิตครีมสักตัวนึงเงี้ย นึกภาพออกมั้ย พี่จะผลิตครีมตัวนึง สมมุติว่าพี่มีลูกค้ารอซื้อครีมพี่อยู่ พี่มีสูตรมีอะไรเรียบร้อยแล้ว แต่มีลูกค้ารอซื้อพี่อยู่ในอีกเดือนนึง ต้องผลิตให้ได้หมื่น 10,000 ขวดใช่มั้ย หมื่นหลอดอ่ะ คำถามคือพี่ทำได้เลยได้ป่ะ ไม่ได้หรอก พี่ต้องไปจ้างโรงงาน OEM ใช่ป่ะ ที่เขามีศักยภาพในการผลิตให้เราอยู่แล้ว เพียงแต่เราไปบอกสูตรเขาใช่มั้ยครับ เหมือนกัน Cloud Service Provider ก็เหมือนเป็นโรงงาน OEM ของ AI ใช่มั้ยครับ แต่ว่าสิ่งที่มันมาเปลี่ยนโลกจริงๆเนี่ย 1 ใน 1 1 ในนวัตกรรมของ AI ก็คือ 1 แน่นอน Open Open เอ่อเรื่องของ ChatGPT ใช่มั้ยครับ OpenAI ใช่มั้ยครับ แต่แต่ว่าถ้าใครเคยได้ยินข่าวตอนเมื่อต้นปีที่แล้วตอนปี 2025 ก็คือมีใครเคยได้ยินคำว่า DeepSeek มั้ย Deep EP Seek มาเนี่ย ทำหุ้น Nvidia เนี่ย Market Cap หายไปประมาณ 500 สนล้าน คำถามคือเพราะอะไรครับ มีใครพอตอบได้มั้ย DeepSeek ปล่อยโมเดล Chatbot ออกมาก็คือ DeepSeek นี่แหละ DeepSeek R1 วันแล้วก็มีอีกตัวนึงพี่จำชื่อไม่ได้จำเวอร์ชั่นไม่ได้ละ แต่เขียน Paper ออกมาครับ เป็น Research Paper แล้วก็บอกว่า มูลค่าในการใช้ในการสร้าง DeepSeek อ่ะ คือ 6 ล้านเหรียญ ก็คือประมาณแบบบ้านหรูๆบ้านนึงซักบ้าน ราคา 20 ล้าน คือกลายเป็นว่าคนสมัยก่อนน่ะ เคยไม่ไม่ได้สมัยก่อนนานนะ สมัยก่อนปี 2025 5 บอกว่าการที่จะสร้าง Chatbot ได้มันเป็นเรื่องที่ยากมากเลย เราใช้งบประมาณสูงระดับหลายๆพันล้านบาทใช่ป่ะ แต่ว่าจีนบอกว่า EP Seek บอกว่าเอ้ยผมก็สร้างได้ ผมใช้ตังค์แค่ 20 ล้านเอง จาก 6 5-6,000 ล้านเหลือ 20 ล้านน่ะ ทุกคนก็ Question ทันทีว่าเอ๊ะ OpenAI ทำอะไรวะ ทำไมใช้ตังค์แพงจังใช่ป่ะ [เสียงสูดหายใจ] เออ นะครับ คำถามคือเค้าทำยังไงครับ มีใครพอทราบมั้ย เค้าทำยังไง ทำไมเค้าทำจากหลักหลายๆพันล้านลงมาเหลือแค่แบบ 20 ล้าน เออ เค้าทำไงดีครับ พวกเราว่าเค้าทำไงฮะ คิดไม่ออกเลยหรอ ระดับเราที่แบบ ลองลองคิดภาพดูว่าถ้าเราจะทำสินค้าอันนึงที่แบบมันมีอยู่ในท้องตลาดแล้วอ่ะ แต่เราจะทำถูกกว่าเราต้องทำไงครับ อะไรนะ ซื้ออะไรนะ [เสียงหัวเราะ] ทำไงดี ทำไงดีครับ เออ สมมุติว่าพวกเรารู้จักครีม La Mer ใช่มั้ย แพงมั้ย มีใครใช้ครีม La Mer มั้ย มีแต่ไม่ค่อยกล้ายกเท่าไหร่ [เสียงหัวเราะ] ครีม La Mer แพงใช่นะ แบบพี่พี่ไม่รู้อ่ะ ขวดนึงก็อาจจะเป็น 10,000 บาทใช่ป่ะใช่มั้ย สมมุติว่าพี่เป็นเจ้าของครีม La Mer ใช่ป่ะ โอ้ ใช้ดีมากเลยทุกคนให้การยอมรับใช่ป่ะ แล้วก็ผลลัพธ์ก็ออกมาดี วันดีคืนดีน้องๆทุกคน วิจัยครีมออกมาตัวนึงชื่อ La Mer [เสียงหัวเราะ] ลมเหลือขวดละ 199 แต่แบบเคลมประสิทธิภาพเท่า La Mer อ่ะ มีเปเปอร์วิจัยออกมาด้วยนะ มีคนมาให้การรองรับแล้วก็มีคนใช้แล้วก็ทดสอบแล้วมันก็ประสิทธิภาพใกล้เคียงจริงๆอ่ะ คือแบบ 99.99% 99% อ่ะ คำถามคือน้องๆทำไงครับ น้องๆคิดว่าน้องๆทำได้ป่ะ ทำได้มั้ย เออ จริงๆ Deep EP Seek เค้าทำได้จริงๆนะครับ สิ่งที่เขาทำคือ [เสียงสูดหายใจ] เค้าถ้าเป็นภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า Reverse Engineering ก็คือ [เสียงหัวเราะ] มันก็มีเค้าสิ่งที่เขาทำคือเค้าเอาโมเดลหลายๆตัวที่เกิดขึ้นในโลกนี้มาครับ แทนที่เขาจะต้องไป Train from scratch นะ ก็คือไปเอา Data แบบทั้งหมดทั้งโลกนี้มาแล้วมาสร้างโมเดลใหม่ เค้าเอาโมเดลทุกตัวที่มีอยู่ในโลกเนี้ย ครับ อันนี้เป็นเทคนิคนึงที่เขาทำนะครับ อาจจะมีเทคนิคอื่นๆ แล้วก็เขียนโปรแกรมให้โปรแกรมอ่ะมันถามๆๆๆ แล้วก็สร้างโมเดลใหม่เบสจากสิ่งที่เรียนรู้จาก Expert แต่ละโมเดล น้องๆอาจจะไม่เห็นภาพว่าทำยังไงใช่มั้ย พี่จะบอกว่า สิ่งที่ ChatGPT ทำเนี่ย คือเหมือนพี่บอกคนนึงบอกน้อง สมมุติน้องเป็น ChatGPT เนาะ พี่บอกไปอ่านหนังสือทั้งหมดในห้องสมุดมาใช่ป่ะ น้องก็ไปนั่งอ่านมา คำถามคือใช้เวลาอ่านนานมั้ย หนังสือทุกอย่างในห้องสมุดนานนานแน่นอนใช่มั้ย เออเออ สมมุติน้องอ่านมาน้อง Expert ใช่มั้ยครับ แต่ว่าพี่บอกน้องอีกคนนึงชื่อน้อง Deep Seek แทนที่จะไปอ่านหนังสือในห้องสมุดใช่ป่ะ ไม่วันไม่มีอะไรทำนั่งถามแต่คนที่ไปอ่านหนังสือในห้องสมุดมาแล้วอ่ะ อยากรู้เรื่องอะไรก็ถามคนเนี้ย ก็จะได้คำตอบที่มัน Concise ใช่ป่ะ แทนที่จะต้องไปนั่งเปิดหา ใช้เวลาทรัพยากรเยอะ อยากรู้เรื่องนี้ถามเลย ได้คำตอบมา อ้อ คำตอบเป็นแบบนี้เหรอ เอาไป imply กับเรื่องอื่น ถามอย่างเดียวมีคำถามอะไรในโลกนี้ถามถาม ไอ้คนนี้ให้หมด เพราะคนนี้มันอ่านมาแล้ว แล้วก็อาจจะมีไปเรียนรู้จากห้องสมุดอื่น ที่คนนี้อาจจะไม่เคยไปอ่านมาด้วย เพราะฉะนั้นมันก็จะล้นระยะเวลาแล้วก็ใช้ทรัพยากรที่แบบน้อยกว่าเยอะ แต่เก็จะไม่ได้เป็นเบอร์ 1 ของโลกไปนี้หมายถึงว่าไม่ได้เป็นคนที่เริ่มต้น เพราะว่าเขาเริ่มต้นแบบนั้นไม่ได้ใช่มั้ย ถ้าจะเป็นคนเริ่มต้นเขาก็ต้องไปอ่านๆในหนังสือใช่ไหมครับ ในห้องสมุดใหม่นะครับ
อ่ะ Know Knowledge เช็ค นิดนึงนะครับ อันนี้ เอ่อ เป็น Partner กับโอลิมปิกเมื่อปี 2017 นะครับ เอ่อ เอ่อ คำถามคือ ทำไมถึงมาเป็น Partner กับโอลิมปิกเมื่อปี 2017 เอ่อ จริงๆเป็นเซ็นสัญญาเป็น Partner ตอนปี 2017 แต่ว่าไปใช้งานจริงๆตอนปี 2020 โอลิมปิกครั้งแรกที่โตเกียวนะครับ ตอนนั้น Jack Ma เป็นคนไปเซ็นตอนปี 2017 นะครับ แล้วก็ด้วยเหตุผลที่ว่าเรามี Infrastructure ที่อยู่บนพื้นดินน่ะ สมัยก่อนมันต้องขึ้น Satellite ใช่มั้ยครับ พอเรามี Facility ที่อยู่บนพื้นดินมีสายเคเบิลเนี้ยนะครับ โอลิมปิกก็เลยเซ็น Partnership กับเรา แล้วก็ให้ผ่านสัญญาณที่เป็นอยู่บนภาคพื้นดินแทนนะครับ ก็เซ็นไปตอนปี 2017 เนาะ
ทีนี้ให้ดูอันนี้นิดนึงนะครับ เอ๊ะ คราวที่แล้วพี่เคยพูดเรื่องนี้มั้ย Global Infrastructure ได้พูดมั้ย อันนี้อันนี้สำคัญมาก เพราะว่าอันนี้ออกสอบแน่นอนนะครับ ถ้าเกิดเราจะไปสอบเนอะ คือเวลาที่เราคุยกันถึง Global Infrastructure ของ Cloud เนี่ยนะครับ Cloud ทุกเจ้าเป็นเหมือนกันหมดแต่แค่ตัวเลขจะต่างกัน แต่ด้วย Concept จะเป็นคล้ายๆกันเกิน 95% นะครับ คือคำว่า Global Infrastructure คืออะไร ก็คือพูดง่ายๆก็คือ เอ่อ สาธารณูปโภคพื้นฐานที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค เพื่อที่จะให้ Cloud Service Provider เนี่ยเอา Service เนี่ยไป Host อยู่ในนั้นและให้เราใช้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ไทยก็มี Global Infrastructure หรือว่าสิ่งที่เราเรียกว่า Region Thailand Region อ่ะ อยู่ที่เมืองไทย แล้วก็ในเมืองไทย Thailand Region เนี่ยก็จะมี Service ของ Alibaba Cloud เนี่ยให้น้องๆเนี่ย เวลาน้องๆสมัคร Account เข้าไปเนี่ย สามารถไปใช้งานได้นะ ครับ หลักๆ 3 คำที่เราจะเจอเวลาที่เรา เอ่อ คุยกันเรื่อง Global Infrastructure ของ Cloud เนี่ยนะครับ ก็คือจะมีคำว่า Region เนาะ มีคำว่า AZ หรือว่า Availability Zone นะครับ แล้วก็อันสุดท้ายก็คือ เอ่อ Edge Node หรือว่า CDN นะครับ พูดไปน้องๆที่ไม่ได้เรียนเทคโนโลยีมาอาจจะงงว่า เอ๊ะ มันคืออะไรวะ Region AZ Edge Node นะครับ ให้นึกภาพแบบนี้ครับ ง่ายที่สุดก็คือ ธุรกิจ Cloud เนี่ยเหมือนกับธุรกิจปั๊มน้ำมัน อืม ปั๊มน้ำมันให้บริการอะไรครับ ก็ให้เราเติมน้ำมันต่างๆใช่มั้ย ดีเซล E20 91 95 บริการเติมลม ห้องน้ำ เอ่อ เอ่อ ร้านกาแฟ อะไรก็ว่าไปใช่มั้ยครับ ธุรกิจของ Cloud ก็เหมือนกันก็มี Service ให้เราใช้เช่น AI Service นะครับ เอ่อ Compute Storage Network Security เต็มไปหมดเลยใช่มั้ยครับ ที [เสียงสูดหายใจ] นี้เวลาที่เราขับเวลาที่เราจะตั้งปั๊มน้ำมันเนาะ สมมุติว่าน้องๆทุกคนเป็นเจ้าของธุรกิจปั๊มน้ำมันใช่มั้ยครับ BU BU Station อ่ะ สมมุติว่าปั๊มน้ำมันเราชื่อ BU Station คำถามคือเราจะสร้างปั๊มน้ำมันเนี่ย เราจะเลือกโลเคชั่นจากอะไรครับ เราจะไป เราจะไปตั้งปั๊มน้ำมันใหม่เนี่ย เออ เราก็ต้องเลือกจากที่มันมี Traffic ใช่มั้ย เช่นอยู่ตามสี่แยกใกล้ถนนมีรถผ่านเยอะๆใช่มั้ยครับ ถ้าเราไปตั้งแบบกลางทุ่งนา ก็ไม่มีคนผ่านมาเติมน้ำมันเราถูกมั้ย ใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นเหมือนกันฮะ Cloud Service Provider เนี่ยเค้าก็จะเลือกตั้งให้เราคิดว่าปั๊มน้ำมันคือ Region เออ เค้าก็จะไปตั้ง Region เนี่ยอยู่ตามพื้นที่ต่างๆที่ไม่เค้าคิดว่ามีคนใช้นะครับ เช่น ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนามีคนใช้แอปพลิเคชันมีคนใช้เทคโนโลยีต้องการเทคโนโลยีแน่นอนนะครับ ก็มาตั้ง Region ที่นี่นะครับ ที่เมืองจีนมีคนใช้เยอะจะเห็นจุดสีส้มๆเต็มเลยที่เมืองจีนนะครับ แล้วก็ Ali เกิดที่เมืองจีนก็ตั้งมันเกือบแทบหลายๆมณฑลเลยนะ ครับ เป็น 10 เลยนะ ครับ ที่อินโด ที่ US นะครับ ที่เยอรมันที่ เอ่อ ดูไบอย่างเงี้ยนะครับ ก็ไปตั้งนะครับ เพราะฉะนั้นให้จำไว้ว่า Region ก็คือเหมือนปั๊มน้ำมัน อืม Region ก็คือพื้นที่ให้บริการของ Cloud Service นะครับ Amazon เอ่อ Microsoft GCP ก็จะมี Region แบบนี้เหมือนกันนะครับ แต่อาจจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกันนะ หมายถึงว่าบางประเทศอาจจะมี บางประเทศก็อาจจะไม่มี อันนี้ขึ้นอยู่กับ Strategy ในการทำ Business ของแต่ละ Cloud Service Provider นะครับ อ่า เพราะฉะนั้นให้จำไว้ว่า Region ก็คือเหมือนปั๊มน้ำมันใช่มั้ย
ถัดมาก็คือ AZ หรือ Availability Zone คืออะไรครับ ตัวเลขไม่ต้องจำนะครับ ตัวเลขไม่ค่อยออกสอบอยู่แล้วนะครับ ตัวเลขว่ามีกี่มีกี่โซนอะไรพวกนี้นะครับ แต่ต้องจำ Concept ให้ได้ Availability Zone เหมือนอะไรในปั๊มน้ำมันครับ เหมือนสถานีหัวจ่ายใช่มั้ย เวลาเราขับรถเข้าไปในปั๊มน้ำมันแล้วเราอยากเติมปั๊มน้ำมันใช่ป่ะ เอ้ยเราอยากเติมน้ำมันก็จะมีเค้าเรียกว่าสถานีหัวจ่ายใช่มั้ยครับ 4 5 สถานี 6 หรือปั๊มใหญ่ๆอาจจะมีเป็น 10 เลยนะครับ คำถามคือทำไมเขาต้องมีสถานีหัวจ่ายเยอะๆครับ น้องๆว่าทำไมฮะ ทำไมปั๊มน้ำมันต้องมีสถานีหัวจ่ายเยอะๆครับ อืม พวกเราวัดเพราะอะไรเอ่ย เพราะอะไรดี มีใครขับรถดีเซลบ้างมั้ย ตอนนี้ตัวน้ำมันยากมั้ย ไม่มีเลยหรอ ตอนนี้ดีเซลหมดหลายปั๊มมากเลยนะครับ พวกเราคิดว่าทำไมในปั๊มต้องมีสถานีหัวจ่ายหลายๆสถานีครับ อื อื จริงๆเหตุผลง่ายมาก มีใครเคยขับรถเข้าไปในปั๊มแล้วเจอสถานีหัวจ่ายอันเดียวมั้ย ไม่มีหรอก นอกจากเป็นปั๊มที่เป็นปั๊มไอ้แบบปั๊มข้างทางต่างจังหวัดที่แบบเอาน้ำมันมาขายตามชุมชนอะไรเงี้ย ส่วนใหญ่ปั๊มที่เป็นระดับ Commercial ใหญ่ๆก็อย่างน้อยๆก็ต้องมี 3 4 ขึ้นไปอ่ะนะครับ มีหลากหลายเหตุผลครับ 1 หนึ่งในนั้นคือแน่นอนต้องการให้บริการลูกค้าพร้อมๆกันได้ใช่ป่ะ ถ้าเรามี ถ้าเราขับรถเข้าปั๊ม นึกสภาพครับ มีสถานีหัวจ่ายแค่อันเดียว โอ้ แถวยาวออกไปนอกปั๊มแน่นอนใช่มั้ยครับ อันที่ 2 คือเค้าต้องการลดความเสี่ยง ความเสี่ยงคืออะไร นึกภาพว่าปั๊มเราใช่ไหม น้ำมันถูกเก็บอยู่ในแทงค์ข้างใต้ใช่ไหมครับ แทงค์เดียวกันทุกหัวจ่ายไปสูบน้ำมันจากแทงค์เดียวกันใช่มั้ยครับ แต่ถ้าเรามีหัวจ่ายสถานีหัวจ่ายแค่ 1 สถานีหัวจ่าย แล้วถ้าเกิดมันเสีย ปั๊มเราปิดทันทีใช่มั้ยครับ ก็คือเติมน้ำมันไม่ได้ ก็คือโอเคใครขับมาก็เติมไม่ได้ทั้งนั้นน่ะนะครับ แต่ถ้าเรามี 3 4 5 สถานีหัวจ่ายเสียสักอันนึงไม่เป็นไรนะ ครับ ก็แค่ปิดสถานีหัวจ่ายนั้น คนอื่นก็ยังเข้ามาลูกค้าเข้ามาก็ยังเติมได้ใช่มั้ยครับ จากสถานีหัวจ่ายอื่นๆ เพราะฉะนั้นเค้าก็จะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่มีหลายๆสถานีหัวจ่ายก็คือในเรื่องของลดความเสี่ยงนะครับที่จะต้องทำให้ปิดปั๊มนะครับ อื พวกเราว่ามีอย่างอื่นอีกมั้ย เหตุผลที่ทำไมเขาต้องมีหลายๆสถานีหัว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหลักๆ 2 เหตุผลนี้ใช่มั้ยครับ เหมือนกันเลยใน Region ของ Cloud Service Provider ครับ เค้าก็จะมี เค้าเรียกอะไรฮะ Multiple หรือว่าหลายๆ Availability Zone นะครับ เราใช้คำว่า Availability Zone เนาะ เพื่อที่จะเหตุผลเดียวกันเลยครับ ต้องการ Serve ลูกค้า 2 ต้องการทำอะไรฮะ ต้องการลดความเสี่ยง ถ้าเกิดมันมีสักโซนนึงเสียหายไปก็ยังเหลืออีกโซนนึงใช่มั้ยครับ ถ้าย้อนกลับมาเราคุยกันตอนเรื่องแผนที่ไปเกาะฟลจำได้ป่ะ ที่เราบอกว่าเราจะเก็บยังไงให้มันใช่ป่ะ เราบอกว่า 1 ในนั้นคือเราทำอะไรครับ ทำอะไรนะ เราตัดมันออกเป็นหลายๆส่วนใช่ป่ะ เพื่อให้มันไม่ได้เห็นประกอบง่ายใช่ป่ะ คำถามคือ ถ้าเราตัดมันออกไปหลายส่วนสมมุติเนอะ แต่ Strategy เราคือเราเก็บมันรวมไว้ที่เดียวกันน่ะ มีประโยชน์ป่ะ ไม่มีประโยชน์ใช่มั้ย เออ เพราะว่าเค้าแค่ สมมุติว่าเราบอกว่าเรา สมมุติว่ามีเอกสารสำคัญน่ะ เราเคยเห็นเอกสารสำคัญป่ะ ไอ้เครื่องที่มันตัดเอกสาร สมมุติว่ามันตัดเป็นทางเดียวปื๊ดแล้วเรา รวบทั้งหมดอ่ะไปทิ้งในถังขยะเดียว เค้าก็ยังสามารถเอามาต่อปะติดเป็นจิ๊กซอว์ได้ใช่มั้ยครับ แล้วลองนึกภาพว่าถ้า Cloud Service Provider อ่ะมี Region สมมุติเนี่ยในประเทศไทยนะ แต่ว่ามี AZ อ่ะ หรือว่ามี Availability Availability Zone แค่ที่เดียว แสดงว่า Security ก็จะลดลงทันที เพราะว่าไม่ว่าคุณจะตัดแบ่งข้อมูลของคุณยังไง ข้อมูลของคุณก็ยังรวมเก็บไว้ที่ที่เดียวใช่มั้ยครับ ถ้าเกิดโซนนั้นมันเสียหายร่มไป ก็คือข้อมูลคุณหายหมดครับ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไม Cloud Service Provider เนี่ยเค้าถึงสร้าง Availability Zone ใน Region หลายๆอัน เพื่อที่ต้องการให้ข้อมูลเนี่ยมันมี Durability หรือว่า Service มันมี Durability หรือ Availability ที่ดีขึ้นนะครับเนาะ
ทีนี้ เมื่อกี้เราเราคุยกันไปเรื่องของ Region เรื่องของ Availability Zone และนะครับ อันสุดท้ายที่เราจะเคยจะต้องได้ยินแน่นอน ก็คือเรื่องของ Edge Node หรือว่าอีกภาษาหนึ่งเขาจะใช้คำว่า CDN CDN ย่อมาจาก Content Delivery Network นะครับ จริงๆ ตัว Key หลักในเรื่องของการทำ เอ่อ Data Caching หรือว่า Data Streaming นะครับ เป็นสาเหตุนึงที่ทำไมเราถึงเป็น Partnership กับ Alibaba นะครับ Committee ก็คือเรามีไอ้ตัว Edge Node เนี่ย 3,200 บวกๆ ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเวลาเราส่งข้อมูลน่ะ เหมือนกับเรามีจุดพักในการกระจายข้อมูลได้ดีกว่า นึกนึกภาพอย่างงี้ครับ เหมือนเราส่งจดหมายนะ สมัยก่อนสมมุติเรานึกภาพว่าเราไม่มีอีเมลแล้วกัน เราอยากส่งจดหมายจาก เนี่ยรังสิตเนี่ย ไปให้เพื่อนที่เชียงใหม่ เราทำไงครับ ถ้าไม่มีไปรษณีย์เราทำไง เราอยากส่งข้อความจากรังสิตไปให้เพื่อนที่เชียงใหม่เราทำไงครับ อ่า สมมุติว่าไม่มีไปรษณีย์น้องๆทำไงดี เอ่อ ไม่มีไปรษณีย์อ่ะน้องๆอาจจะไม่อยู่ในยุคที่ไม่มีไปรษณีย์ [เสียงหัวเราะ] อ่า ไหนลองคิดเพื่อนคิดซิ สมมุติไม่มีไปรษณีย์ มีอ่ะ ทำไงดี ไม่มีโทรศัพท์ด้วย ไม่มีอะไรเลยอ่ะ คือไม่มีอะไรเลย ตัวเลขไม่มีไง ไม่มี นกพิราบแล้วคิดว่ามันจะถึง [เสียงหัวเราะ] เออ ถ้าอยากมั่นใจที่สุดว่าจดหมายถึงมือเพื่อนแน่นอนครับ ก็ต้องไปเองใช่ป่ะ ไปเองก็คือชัวร์ที่สุดใช่มั้ย หรืออาจจะแบบวานเพื่อนไป แต่ก็แบบเออต้องกลับมาบอกด้วยใช่ไหมเออ ต้องทำเองทุกอย่างใช่มั้ยครับ [เสียงสูดหายใจ] แต่ว่า CDN หรือว่า Edge Node อ่ะ มันทำหน้าที่เหมือนไปรษณีย์ครับ เออ สิ่งเราแค่บอกว่าเราอยากจะส่งจดหมายไปเพื่อนเราทำไงครับ เราก็แค่ขอที่อยู่เพื่อนใช่มั้ย แล้วเราทำไงครับ สมมุติว่าถ้าเป็นเราจะอยากส่งจดหมายส่งอีเมลก็เหมือนกันนะ อีเมลก็ใช้ Concept นี้ครับ ก็คือเราก็แค่บอกว่า Destination Address คืออะไรใช่มั้ยครับ เออ แล้วเราก็ยื่นไปให้กับไปรษณีย์ใช่มั้ย เอาไปหย่อนตู้หรืออะไรก็แล้วแต่ใช่มั้ยครับ ไปรษณีย์เค้าก็จะไปคัดแยกตามอะไรครับ สิ่งที่เค้าคัดแยกเค้าคัดแยกตามอะไรครับ มีใครรู้มั้ย ตามรหัสไปรษณีย์ใช่มั้ย มันก็เลยเป็นที่มาของที่เราเรียกว่ารหัสไปรษณีย์ เพราะว่าไปรษณีย์เค้าไม่มาดูหรอก คุณสมศักดิ์ ตำบลอะไร จังหวัดอะไร เค้าไม่ดูหรอก เค้าดูตามรหัสไปรษณีย์ก่อน แล้วเค้าก็เอารหัสไปรษณีย์อ่ะ พอคัดแยกจดหมายใช่มั้ยครับ ก็ส่งไปตามเค้าเรียกอะไรฮะ ตามภาคส่วนของไปรษณีย์แล้วก็ขนส่งขึ้นไปจุดสุดท้ายมันก็จะไปถึงกับ เอ่อ Final Destination ของเราใช่มั้ยครับ Address ของเรา [เสียงสูดหายใจ] CDN ก็เหมือนกันมันก็จะเป็น Hub ที่กระจายอยู่ครับ เวลาเราส่งข้อมูลเนี่ย แทนที่เราจะต้องลากสายตรงสมมุติว่าเราอยากจะส่งข้อมูลจากเมืองไทยไปอเมริกา คำถามคือถ้าเราลากสายตรงจากเมืองไทยไปอเมริกาเลยเนี่ย ทำได้มั้ย ได้แต่ว่าคอร์สไม่น่าจะคุ้มแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้น CDN มันก็จะเป็นหอเป็นศูนย์กระจายกระจายข้อมูลอยู่ เช่นที่ไทย เอ่อ ที่มาเล หอแรกมันน่ะวิ่งไปที่มาเลก่อนแล้วก็วิ่งต่อไปที่ เอ่อ ดูไบแล้วจากดูไบค่อยวิ่งไปที่ยุโรปแล้วก็ไปอเมริกาอะไรเงี้ยครับ มันก็จะมีหอกระจายอยู่ทั่วโลกเลยนะครับ ก็เลยเป็นที่มาว่าทำไมเราถึงกระจายข้อมูลได้เร็วกว่า เพราะว่าเรามีคนที่คอย Manage ประมาณสัก 3,000 กว่านะครับ บวกๆ หอกระจายอยู่ทั่วโลกนะครับ อืม แล้วมันเกี่ยวอะไรกับธุรกิจปั๊มน้ำมันธุรกิจนี้มันจะคล้ายๆธุรกิจปั๊มน้ำมันตรงนี้ครับ เอ่อ มันจะเหมือนกับปั๊มน้ำมันที่แบบมีแบรนด์กาแฟเป็นของตัวเอง ไอ้ๆไอเนี่ยมันจะไม่ได้อยู่ใน Region โดยตรงนะครับ มันจะกระจายอยู่ข้างนอกเหมือนกับเราเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันแต่เราอยากเปิด Coffee อย่างเงี้ยนะครับ หรือ ปตท.มี Amazon คำถามคือ Amazon Coffee จำเป็นต้องอยู่ในปั๊มน้ำมันมั้ย ไม่ไม่จำเป็นเพราะว่ามันอยู่ข้างนอกก็มีใช่ไหมครับ เค้าก็เลยไปเปิดข้างนอกก็เหมือนกัน Edge Node หรือว่า CDN เนี่ยก็จะกระจายอยู่ข้างนอกเพราะว่าทำในเรื่องของการขนขนส่ง Data เท่านั้นนะครับ อื เนี่ยหน้าตามันจะเป็นอย่างงี้ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ใช่มั้ยครับ สิงคโปร์เนี่ย Region ที่เราเรียกว่าสิงคโปร์เนี่ยจะมีโซนอยู่ทั้งหมด 3 โซน โซน 1 โซน 2 โซน 3 โซน A โซน B โซน C นะครับ หรือว่า Availability Zone โซน A โซน B แล้วก็โซน C นะครับ แต่ 3 โซนมันจะโดย Physical แล้วมันจะแยกกันอยู่คนละที่นะครับ เพื่อให้ไม่เกิดเขาเรียกว่าอะไรฮะ Single Point of Failure ใช่มั้ย เหมือนเราอยากจะเก็บสมบัติเราเราคงไม่เอาตู้เซฟเรา 3 ตู้อันนี้เปรียบเสมือนตู้เซฟนะ เราคงไม่เอาตู้เซฟเรา 3 ตู้ตั้งไว้ที่เดียวกันใช่มั้ย มันก็จะประหลาดๆไปหน่อยใช่มั้ย เราก็อาจจะแบบตู้เซฟนึงอยู่ที่นึงอีกเซฟนึงอยู่อีกที่นึงแล้วก็อีกอันนึงก็อยู่อีกที่นึงใช่มั้ยครับ ที่สิงคโปร์ก็จะเป็นแบบนี้นะครับ เออ ประมาณนี้อันนี้ก็เป็น Concept ของ Region กับ Availability Zone ซึ่งถ้าเราเจาะลึก
เข้าไปใน region นะครับ โซนที่มันแยกกันอยู่อย่างที่บอก ทุกอย่างมัน independent กันหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ในเรื่องของเอ่อ source power source นะครับ ในเรื่องของเอ่อพวก network นะครับ เส้นพวก communication channel ที่วิ่งเข้าแต่ละโซนก็จะเป็นคนละเส้นกันด้วยนะ ครับ แล้วก็มี redundance ด้วย มี redundance ก็คือมีตัวตายตัวแทน เช่น สมมุติว่าโซนนี้เนี่ยเรามี Power Line วิ่งเข้ามาก็ต้องมี Power Line วิ่งเข้ามา 2 เส้นนะครับ มี Network Line วิ่งเข้ามาก็ต้องมี Network Line วิ่งเข้ามาจาก Network Service Provider คนละเส้นคนละเจ้า เพื่อให้มันมีเค้าเรียกว่าอะไรฮะ Redundance ได้เยอะที่สุดนะครับ เพื่อให้มีความเสี่ยงในการที่จะเกิด Single point of failure ได้น้อยที่สุดนะครับ เนี่ยก็จะเป็น concept ของการสร้าง region สร้างโซนนะครับ ก็จะเป็นประมาณนี้เนาะ
ทีนี้ service ข้างในก็จะแยกกันโดยโดยทั่วไปอยู่แล้วนะครับ ก็คือจะแยกกันขาดโดยชัดเจน เช่น สมมุติว่าเวลาเราไปใช้ service ที่โซนนึงนะครับ ข้อมูลของเราหรือว่า workload อะไรต่างๆของเราก็จะอยู่ที่โซนนั้นนะครับ แต่มันก็จะมีบาง service ที่มันครอบคลุมทุกโซน เวลาเราใช้งาน ยกตัวอย่างเช่นอย่างเมื่อกี้เราคุยกันเรื่องของแผนที่ใช่มั้ย สมมุติว่ามี service อันนึงที่เป็น storage เวลาเราคุยกัน service ของ storage ที่เป็นระดับของ object storage อย่าง service ที่เราใช้บนมือถือเราเนี่ย เราเรียกว่าเป็น object storage หรือเป็น cloud storage ใช่มั้ยครับ เวลาเราอัปโหลดไฟล์ขึ้นไปรูปนึงอ่ะ จริงๆแล้วเค้าไม่ได้เก็บไฟล์รูปเราอ่ะแค่ copy เดียวแล้วเสร็จนะครับ ยิ่งถ้าเราบอกว่าเราอยากได้ Security สูงๆ เค้าจะหั่นไฟล์เราแล้วทำซ้ำแล้วกระจายไปในแต่ละ location เพื่อให้ไฟล์เราอ่ะมีเค้าเรียกว่า durability ที่สูงที่สุด แต่เบื้องหลังเราไม่เห็นหรอก เวลาเราใช้งานเราก็จะเห็นเป็นไฟล์เราไฟล์เดียวเท่านั้นนะครับ อันนี้ก็คือเป็นสิ่งที่เอ่อพวก application ที่เค้าที่เราใช้งานอยู่อ่ะเป็น leverage ในส่วนของ global infrastructure โครงสร้างแบบนี้นะครับ คือเขาทำโครงสร้างมาเพื่อที่จะรองรับในการทำให้ application เนี่ยมันมีเสถียรภาพได้ดีที่สุดนะครับ แต่ทั้งนี้เลือกใช้ขึ้นอยู่กับ application เลย application อาจจะบอกว่าที่เราใช้อยู่อาจจะบอกว่าทำแค่ copy เดียวก็ได้นะครับก็ได้เหมือนกัน cost ในการ subscription storage ก็อาจจะถูก เช่น เราอาจจะจ่ายแค่แบบ 99 บาทต่อปี แต่แบบอาจจะมีเพื่อนเราคนนึงจ่าย 99 บาทต่อเดือน แต่ว่าเรื่องของ security เรื่องของ redundancy durability เขาดีกว่าเราเยอะเลยนะครับ เราก็อาจจะเลือกว่าโอเคถ้าถ้าสูงขนาดเนี้ยเราอาจจะเก็บไฟล์ที่มันสำคัญๆ เท่านั้นนะครับ อาจจะไม่ได้เก็บไฟล์ทั่วไปเนาะ
ทีนี้อันนี้อันนี้อันนี้ออกข้อสอบแน่นอนครับ สไลด์หน้านี้ถ่ายรูปไว้ได้เลยนะครับ เขาจะถามเราเลยว่าเอ้ย เรามี region อยู่เยอะแยะมากมายในโลกนี้ 20 กว่า region อ่ะกระจายอยู่ทั่วโลกเลยนะครับ คำถามคือแล้วแล้วฉันต้องเลือก region ไหนในการใช้งาน แล้วแต่ละ region มันเหตุผลอะไรฉันถึงไปเลือกใช้ region นั้น คำตอบเบสิคคงง่ายมาก ครับ เหมือนน้องๆไปเติมน้ำมันน่ะ น้องเลือกเติมน้ำมันจากอะไรครับ ปั๊มน้ำมันน้องจะเลือกไปเติมปั๊มไหนจากอะไรครับ อ่ะไหนช่วยพี่ตอบหน่อยอ่ะ สมมุติว่าเราจะไปเติมน้ำมันเนี่ย มันมี consideration หรือข้อควรพิจารณาอยู่ประมาณสัก 3-4 ข้อเนี่ย ว่าเราจะเลือกเติมปั๊มไหนจากอะไรได้บ้างครับ อืม ปั๊มที่ใกล้ใช่มั้ย ใกล้กับเราใช่มั้ย เพราะเราใกล้บ้านเราใกล้ระยะทางที่เราอยู่ น้ำมันเราจะหมดใช่มั้ยครับ มีอะไรอีก ปั๊มที่ถูก เมื่อกี้ได้ยินปั๊มที่ถูกด้วยใช่มั้ย แต่ละปั๊มก็น้ำมันไม่เหมือนกันใช่มั้ยครับ ราคาอาจจะต่างกันเราก็อาจจะเติมปั๊มที่ถูก มีอะไรอีกมั้ย คุณภาพน้ำมันใช่มั้ย เราบางปั๊มเราอาจจะเคยได้ยินว่าเอ้ยปั๊มนี้ 95 ดีกว่าปั๊มนั้น 91 ดีกว่าปั๊มนี้ใช่มั้ยครับ ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เราจะเลือกใช้มั้ยครับ มีอย่างอื่นอีกมั้ย ระยะทาง ราคา คุณภาพ มีอะไรอีก เมื่อกี้ [เสียงหัวเราะ] ช่วงนี้จะหายากหน่อยนะครับ ปั๊มที่มีน้ำมันให้เติมก็คือ service availability ถูกป่ะ เช่นเราบอกว่าเราอยากเติม E85 ถามว่ามีทุกปั๊มมั้ย ไม่ทุกปั๊มหรอก E85 หาเติมไม่ยาก หรืออาจจะบอกอยากเติมดีเซลพรีเมี่ยมอย่างเงี้ย ปตท.มีมั้ยไม่รู้อ่ะอาจจะหายากใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นวิธีการเลือกใช้งาน Cloud Region น่ะเหมือนกับวิธีการเลือกใช้เติมน้ำมันเลยครับ
อันที่ 1 ก็คือ [เสียงสูดหายใจ] ถ้าพูดถึงเนาะเอ่อ Improve Performance เนี่ยจะไป relate กับเรื่องของระยะทางครับ ก็คือ performance ดีไม่ดีเนี่ยขึ้นอยู่กับระยะทางด้วย ถ้าเราสมมุติว่าเราเราอยู่เมืองไทยใช่มั้ย แต่เราเลือกไปใช้ region ที่จีนอย่างเงี้ย ระยะทางมันไกลอ่ะครับ Performance มันก็ไม่ดีในเรื่องของ latency ในเรื่องของ network ที่วิ่งมามันก็อาจจะช้ากว่า service ที่มันอยู่ที่ไทยเพราะที่ไทยมันใกล้กว่าอยู่แล้ว เพราะต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างที่เราใช้บน cloud อ่ะต้องผ่านอินเทอร์เน็ตหมดนะครับ อินเทอร์เน็ตที่เราวิ่งอยู่ในประเทศก็ต้องดีกว่าที่วิ่งออกไปข้างนอกอยู่แล้วใช่ไหมครับ ก็เป็นเรื่องของ improve performance นะครับ
Compliance compliance เนี่ยอาจจะไปอยู่ในเรื่องของ เอ่อเอ่อเรื่องของ quality ได้เหมือนกัน เหมือนที่เราเลือก quality ของน้ำมันเราก็คิดว่า Quality เนี้ยดีกว่าน้ำมันนี้ ปั๊มนี้ดีกว่าเพราะฉะนั้นเราคิดว่าพอน้ำมันมันดีกว่ามันก็จะรักษาเครื่องยนต์ของเราได้ดีกว่าใช่มั้ยครับ เหมือนกัน cloud แต่ละเจ้าก็มี compliance ไม่เหมือนกันนะครับ เอ่อแต่ละ region ก็มี compliance ไม่เหมือนกัน คำว่าแต่ละ region ไม่มี compliance ไม่เหมือนกันคืออะไรครับ ยกตัวอย่างเช่น เอ่อเมืองไทยก็จะมีกฎหมายที่ประเทศอื่นไม่มีที่เป็น เอ่อ compliance ของเราอย่างเช่นน้องๆน่าจะเคยได้ยิน PDPA ใช่มั้ย เออถ้ายกตัวอย่างเนาะ สมมุติว่าน้องๆบอกว่าน้องๆทำแอปขึ้นมา Startup เป็นฟอร์มฟอร์มทีมกันเป็น Startup ใช่มั้ยครับ แล้วลูกค้าน้องบอกว่าน้องๆมี PDPA หรือเปล่า แต่น้องๆดันเอาแอป application ของตัวเองอ่ะไปที่ region อื่นที่เขาไม่ได้ apply PDPA เพราะ PDPA มันเฉพาะของไทยใช่มั้ย น้องเอาไปโฮสต์ที่มาเลเซียแล้วลูกค้าถามว่ามี PDPA หรือเปล่า คำตอบคือไม่มีไง เพราะว่าที่มาเลเซียมันไม่ได้ apply PDPA ใช่มั้ย เออเพราะฉะนั้นน้องก็อาจจะต้อง consider ว่ากลับมาใช้ region ที่เมืองไทยถ้าจะถ้าจะ kick start เรื่องของ PDPA นะครับ อันนั้นก็เป็นหนึ่งใน consideration เนาะ
Service availability เหมือนที่น้องบอกเลยก็คือ ปั๊มนั้นมันมีน้ำมันที่เราอยากเติมให้เติมหรือเปล่านะครับ region ที่เราเลือกใช้ อ่ะต้องบอกก่อนว่ามันไม่ได้มีทุกเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นสมมุติว่าเราอยากใช้ region ที่ประเทศไทยมากใช่มั้ย แต่ถ้า service นั้นมันไม่มีให้เราใช้อ่ะ เราก็ไม่สามารถใช้ที่เมืองไทยได้อย่าง ยกตัวอย่างเช่น Service ใหม่มากเลยเกี่ยวกับ AI ชื่อ Model Studio สมมุติว่านะครับ เมืองไทยไม่มีให้ใช้ อ่ะต้องไปใช้ที่สิงคโปร์นะครับ เราก็จำเป็นจะต้องไปใช้ที่สิงคโปร์ก่อนนะครับ ก็เหมือนกันเวลาเราเติมน้ำมันแล้วแบบสมมุติเราชอบเติมปั๊มนี้มากเลยแต่แบบมันไม่ได้มีน้ำมันที่เราอยากเติมให้เราเติมอ่ะ เราก็ต้องไปเติมปั๊มอื่นนะครับ
Disaster Recovery เกี่ยวกับอะไรครับ อันนี้น้องๆไม่ได้พูดถึงเนาะ แต่ว่า Disaster Recovery ก็เกี่ยวจำนวนในเรื่องของเอ่อโซนที่อยู่ภายในนะครับ อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของปั๊มน้ำมันเท่าไหร่เราอาจจะไม่ได้เป็นข้อพิจารณานะเวลาเราขับเข้าไปเติม อาจจะมีบ้างเราอาจจะเลือกเติมปั๊มใหญ่ๆเพราะว่าอะไรครับ บางทีเราขับเข้าไปปั๊มเล็กๆสมมุติเนอะ ณ ตอนเนี้ยทุกคนแย่งกันไปเติมตัวเติมน้ำมันน่ะ ปั๊มเล็กๆอ่ะมีแค่ 4 station เอง 4 pumping station หรือว่าสถานีหัวจ่ายใช่มั้ย คิวยาวมากเลย แต่ถ้าเกิดปั๊มใหญ่ๆมีสัก 10 20 คิวก็ยาวเหมือนกันแต่ว่า flow ของคิวอาจจะดีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของ disaster recovery ก็อาจจะดีกว่านะครับ
แล้วก็สุดท้ายคือเรื่องของ cost efficiency ก็คืออย่างที่น้องๆบอกว่าเราก็จะเลือกเติมปั๊มที่มีราคาที่ดีกว่าใช่มั้ยครับ มันก็โดยรวมแล้วสมมุติเราเติมสัก 50 ลิตรต่างกัน 50 สตางค์ก็หลายบาทและนะครับเนาะ เพราะฉะนั้นใน region น่ะแต่ละ region อ่ะ cost ไม่เท่ากันด้วยนะครับ คำถามคืออ้าวแล้วทำไมเค้าไม่ทำให้มันเท่าๆกันครับ เออเป็นคำถามที่ดีนะ พี่มีคำถามให้น้องๆลองช่วยคิดหน่อยว่าพี่บอกว่าแต่ละ region ของ Cloud Service Provider ทุกเจ้าเลยนะไม่ใช่เฉพาะของ Alibaba Cloud นะ Service ราคาไม่เท่ากัน คำถามคือเพราะอะไรครับ อ่าลองเดาซิ มีออกข้อสอบเหมือนกันข้อเนี้ยเคยเจอ ทำไมราคาของ Service ในแต่ละ region ถึงไม่เท่ากันครับ อื [เสียงกระแอม] คำตอบเบสิคมากน้องๆลองคิดถึงความเป็นจริง ว่าเวลาน้องๆทำโปรดักขึ้นมาขาย ทำไมขายที่นี่ราคานี้ขายที่อื่นอีกราคานึง เออใช่มั้ย เพราะว่าต้นทุนมันไม่เท่ากันใช่มั้ย เวลาเราขายแต่ละที่ต้นทุนก็ไม่เท่ากัน และยกตัวอย่างสมมุติพี่ไปสร้าง Data Center ที่สิงคโปร์กับ Data Center ที่ไทย คำถามคือสร้าง Data Center ที่ไหนแพงกว่ากัน อื โดยรวมอาจจะตอบยากแต่ถ้ามองในแง่ของ cost บางอย่างอ่ะยกตัวอย่างอย่างสมมุติเราเจาะเป็นบาง cost แค่ค่าที่ค่าที่สิงคโปร์น่าจะแพงกว่าและนะครับ แต่โดยรวมแล้วเราอาจจะมี cost อย่างอื่นโดยสุดท้ายแล้วสร้างที่ไทยอาจจะแพงกว่าก็ได้ในเรื่องของ regulation ในเรื่องของภาษีในเรื่องของอะไรก็แล้วแต่นะครับ แต่จะสังเกตว่าแต่ละที่ต้นทุนไม่เท่ากันเพราะฉะนั้น cost พอมันไม่เท่ากันน่ะราคาขายมันก็มีส่วนต่างนะครับ อื เพราะฉะนั้นหน้านี้สำคัญมากออกสอบพี่ว่าน่าจะประมาณสัก 4-5 ข้อเลยนะครับข้อนี้เนาะ
อันนี้เราข้ามไปอันนี้ไม่ออกสอบแน่นอนครับ แต่ให้ดูดู flow ของ ให้ดู flow ของเวลาที่เราเอา workload หรือว่าพวกเว็บไซต์เราไป host ในอินเทอร์เน็ตเอ้ยไม่ใช่ host ใน cloud นะครับ เนี่ยเวลาที่เรา host ใน cloud เนี่ยนะครับ user เวลาที่เขาวิ่งเขาก็จะวิ่งผ่านตัว URL ใช่ไหมครับ www แล้วก็ถูก DNS Translate Resolution ออกไปเป็น IP address นะครับ แล้วก็วิ่งเข้ามาที่ Cloud ถ้าเรา host ไว้ที่ Cloud นะ ที่ Cloud ก็จะไปจัดการ Network แล้วก็ยิงไปที่ Origin Server หรือว่า Destination ของเว็บไซต์เราแล้วก็ return พวกเอ่อ web page อะไรกลับไปนะครับ Flow มันก็จะเป็นประมาณนี้ครับ
อันนี้ก็เป็นหน้าตาของ CDN ที่พี่บอกว่ามีกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณสัก 3,200 กว่าที่นะครับ แล้วก็มี Total Bandwidth รวมประมาณสัก 180 Tbps ซึ่งเยอะมากนะครับ สามารถทำการ broadcast event ใหญ่ๆอย่างโอลิมปิก ปิดเกมอะไรอย่างเงี้ยได้นะครับ แบบ smooth เลยนะครับ อื เนี่ย content เอ่อตัว CDN หน้าที่ของมัน คือมันจะ มันจะช่วยเรื่องนี้ครับ เดี๋ยวพี่ให้ดูอันนี้อันนี้ออกสอบเหมือนกันมันจะมีถ่ายรูปไปได้เนาะ คือ CDN เนี่ยปกติแล้วเนี่ยนะครับ เวลาเรา request นึกภาพเวลาเราเข้าเว็บไซต์อันนึงใช่ไหมครับ เวลาเรา request ข้อมูลจากเว็บไซต์ สมมุติว่าพี่สร้างเว็บไซต์อันนึงแล้วกันนะครับ แล้วก็พี่ตั้ง Server ไว้ที่ ม.เทพนะครับ เว็บไซต์พี่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องนึง สมมุติพี่ตั้งไว้ตรงนี้นะ ทีนี้พี่บอกว่าเว็บไซต์อันเนี้ย เอ่อมีแนวข้อสอบอยู่ สมมุตินะแนวข้อสอบอยู่ แสดงว่าน้องๆทุกคนเนี่ยจะต้องเข้ามาที่เว็บไซต์นี้เพื่อมาดูแนวข้อสอบก่อนสอบใช่มั้ยครับ แสดงว่าตอนเนี้ยทุกคนน่ะอยู่ที่เมืองไทย นั่งอยู่ห้องเดียวกันน่ะ เวลาวิ่ง network อ่ะก็วิ่งออกไปที่ ISP หรือว่า Internet Service Provider แล้วก็วิ่งกลับเข้ามาที่ Server ตัวนี้ใช่มั้ยครับ อาจจะต้องเรียกว่าไม่หลุดออกนอกประเทศเลย Connection ไม่หลุดออกนอกประเทศใช่มั้ยครับ แต่ถ้าน้องๆพี่บอกว่า Server ตัวเนี้ยมีเว็บไซต์ข้อมีแนวข้อสอบอยู่ แต่ว่าข้อสอบเนี่ยจะสอบวันที่ 10 เมษายน แต่ว่าอาทิตย์หน้าเนี่ยน้องๆทุกคนจะต้องไปซัมเมอร์แคมป์ที่ต่างประเทศทุกคนไปคนละประเทศเลยนะ หมายถึงว่ามี 10 ประเทศทุกคนเลือก น้องๆต่างคนก็ต่างอยู่กันคนละประเทศ เช่นบางคนอยู่ญี่ปุ่นบางคนอยู่อเมริกาบางคนอยู่รัสเซียไม่รู้อ่ะนะครับ แสดงว่าน้องๆจะเข้ามาเว็บไซต์เนี้ย น้องๆจะต้องวิ่งผ่านอินเทอร์เน็ตใช่มั้ยจากแต่ละประเทศวิ่งมาซึ่งมันก็จะเหมือนตัวรูปตัวบนก็คือ กว่าจะมาถึงเครื่องเนี้ยก็ต้องวิ่งหลายหอบมากนะครับ แล้วก็ทุกคนจะต้องมาเอาข้อมูลข้อสอบจากเว็บไซต์จากเครื่องนี้ใช่มั้ย แสดงว่าเครื่องเก็จะโหลดมากเพราะน้องๆทุกคนพยายามจะ access เข้ามาใช่มั้ยครับ แต่ว่าพี่บอกว่าเปลี่ยนใหม่แบบเนี้ยไม่ efficient เลยไม่มีประสิทธิภาพนะครับ แล้วน้องๆทุกคนก็ได้ Performance ไม่ดีด้วยเพราะว่ากว่าจะโหลดข้อสอบได้เนี่ยอาจจะขึ้นหน้า loading นานมากใช่มั้ยครับ พี่บอกว่าเอาใหม่ Server ก็ตั้งอยู่ที่เดิมนะครับ แต่แทนที่พี่รู้แล้วว่าน้องๆทุกคนอยู่คนละประเทศนะมี 10 ประเทศแทนที่ทุกคนจะต้องวิ่งเข้ามาที่ Server ตัวนี้พี่บอกว่าพี่จะเอาข้อมูลของเว็บไซต์เนี้ยไปฝากไว้ที่ CDN หรือว่า Content Delivery Network ของแต่ละประเทศใช่มั้ย ทุก [เสียงสูดหายใจ]ครั้งที่น้องเรียกเรียก สมมุติว่าน้องเรียกจากญี่ปุ่นน้องก็จะ access ข้อมูลที่อยู่ที่ server ที่ญี่ปุ่นใช่มั้ยครับ ก็วิ่งภายในประเทศ เอ่อน้องที่อยู่ที่จีนก็วิ่งไปเอาข้อมูลที่จีนที่ Server ที่จีนใช่มั้ยครับ น้องที่อยู่ที่รัสเซียก็วิ่งเอาที่รัสเซีย น้องที่อยู่ที่นิวซีแลนด์ก็วิ่งเอาที่นิวซีแลนด์ เพราะฉะนั้น Server ตัวเนี้ยมันจะไม่โหลดเลยมันจะมีหน้าที่กระจายข้อมูลไปยัง CDN ของแต่ละพื้นที่ น้องๆที่เป็น user เนี่ยก็มีหน้าที่เรียกข้อมูลจากตัว CDN ที่อยู่ในประเทศนั้นๆใช่มั้ยครับ มันก็จะทำให้เค้าเรียกว่าอะไรฮะ efficiency หรือประสิทธิภาพในการดึงข้อมูลดีกว่านะครับ ก็เป็นที่มาที่ทำไมเขาถึงมีตัว CDN กระจายอยู่ทั่วโลกนะครับ เพื่อที่จะให้ครอบคลุม area ทั้งหมดที่มีการเรียกหรือว่า request ข้อมูลนะครับ คือศัพท์ของ CDN น่ะมันจะใช้ได้ทั้ง CDN เนาะ หรือว่า Content delivery Network นะครับ อันที่ 2 คือ Edge Node ที่เราถึงได้ยินกันนะครับ คือมันอยู่ที่ Edge แล้วก็เป็น Node อันนึงนะครับ อีกคำศัพท์นึงที่จะเคยได้ยินแน่นอนที่จะเห็นก็คือ POPs หรือว่า Point of Presence แต่จริงๆ 3 อันนี้มันคือเทคโนโลยีทำในเรื่องของ content delivery เหมือนกันนะครับ แต่ว่าข้างในไส้ในมันอาจจะมีเทคโนโลยีอื่นๆ อีกซึ่งจะเรายังไม่พูดถึงวันนี้นะครับ แต่ว่า 3 อันเนี้ย refer ถึงเอ่อ infrastructure ที่อยู่นอก region ที่ทำในเรื่องของการทำ Data Distribution นะครับ ก็คือ CDN Point of Presence หรือว่า POPs นะครับ แล้วก็อันสุดท้ายคือ Edge Node นะครับ ถ้าได้ยิน 3 คำศัพท์นี้ให้นึกถึงเรื่องนี้เลยนะครับ มันคือเรื่องเดียวกันนะครับ โอเคอันนี้ออกแน่ๆนะครับ อ่ะอันนี้ก็อย่างที่พี่บอกเนอะเมื่อกี้ น้องๆอยู่กันคนละจะคนละประเทศนะครับ เพราะฉะนั้นพี่ก็เอาข้อมูลไปฝากไว้ในแต่ละประเทศเพื่อให้น้องๆสามารถ access ข้อมูลได้นะครับ เอ่อ performance ที่ดีมากขึ้นนะครับ อันนี้เหมือนกันนะครับ เอ่อ [เสียงสูดหายใจ] ถ่ายรูปเอาไว้ได้ อันเนี้ยออกข้อสอบแน่ๆนะครับ คำถามคือทำไมเราจะต้องใช้ CDN หรือว่าใช้ POPs หรือว่าใช้ Edge Node นะครับ เหตุผลหลักๆมีอยู่ประมาณสัก 4 เรื่อง อันที่ 1 ก็คือ เอ่อเรื่องของ expansion หรือการกระจายข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เหมือนที่พี่ ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้ใช่มั้ยครับ เราสามารถกระจายข้อมูลไปยัง location ต่างๆโดยเฉพาะถ้าเราทำ application ที่มันมี user ระดับ global อ่ะ คือ user เราหรือว่า client เราหรือว่าลูกค้าเราอ่ะ ใช้งานอยู่ทั่วโลกอ่ะ เราจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีนี้แน่นอนนะครับ ไม่ฉะนั้นถ้าเรามีการโค server ไว้ที่ไทยอย่างเดียวแล้วลูกค้าเรามาจากทั่วโลกอ่ะ ลูกค้าที่อยู่ไกลๆเช่นบราซิลเปรูอะไรเงี้ย สมมุติมีนะ เค้าก็จะได้ performance จาก application เราไม่ดีแน่นอนนะครับ เพราะว่ากว่าเขาจะ request traffic มาจนถึง server เราที่ไทยเนี่ย นานมากๆนะครับ
อันที่ 2 ก็คือเรื่องของ Advance Technology นะครับ Advance Technology เกี่ยวอะไรครับ อย่างที่พี่บอกคือเวลาที่ เราเอา facility ไป host อยู่ตามที่ต่างๆ เนี่ย ข้างในมันไม่ได้มีแค่เรื่องของการเก็บ data อย่างเดียวมันอาจจะมีเทคโนโลยีอื่นๆ เช่นการทำ EKYC การทำ Compute Edge อะไรบางอย่างไม่ต้องส่งมาที่ Server ตัวหลักนะครับ สามารถประมวลผลที่ server ตัวที่เป็น CDN ที่เป็น POPs ที่เป็น Edge Node ได้เลยแล้วก็ return resource กลับไปให้ user ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้น Performance หรือว่าเทคโนโลยีใหม่ๆเนี่ย พวก cutting edge technology เนี่ย สามารถไปทำได้ที่ Edge Node ได้เลยนะครับ
อันที่ 3 ก็คือเรื่องของ competitive pricing ก็คือมันทำให้มี cost ที่ดีขึ้นนะครับ อื cost ดีขึ้นยังไงยกตัวอย่างง่ายสุดย้อนกลับไปเรื่องส่งจดหมายเมื่อกี้ คำถามคือเพื่อนอยู่เชียงใหม่ระหว่างส่งไปรษณีย์กลับขับรถไปเองอันไหนถูกกันครับ แน่นอนส่งไปรษณีย์ติด stamp Let's say 5 บาทนะครับ ก็ไปถึงและนะครับ อาจจะใช้เวลา 2 วัน ขับรถไปเองอาจจะวันนึงแต่ค่าน้ำมัน สมมุติใช้รถน้ำมันนะ 10 กิโลเมตร สมมุติรถวิ่ง 10 กิโลเมตรก็ต้องมีแน่ๆ 700 800 บาทนะครับ แน่นอนนะ เพราะฉะนั้นเรื่องของราคาเนี่ยดีกว่าแน่นอนนะครับ
อันสุดท้ายก็คือเรื่องของการ integrate กับพวก Alibaba Cloud Service อื่นๆก็จะเอ่อดีกว่านะครับ เพราะว่ามันเป็น service ในตระกูลเดียวกันอยู่แล้วนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เอ่อเราบอกว่าเราจะเอาข้อมูลที่ถูกเก็บเอาไว้ใน Edge Node POPs หรือว่า stream ผ่าน Alibaba Cloud เอ่อตัว video หรือการทำ streaming ก็มันก็เชื่อมต่อกันอยู่แล้วมันสามารถทำได้เลยนะครับ อันนี้ก็จะเป็น advantage นะครับที่เอ่อพี่บอกว่าในการใช้ CDN ก็จะมีข้อได้เปรียบหรือประโยชน์ต่างๆพวกนี้นะครับ อันนี้ออกข้อสอบแน่ๆนะครับ
อ่ะอันนี้ลอง Knowledge Check นิดนึงนะครับ เออจะลืมบอกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษนะครับ อื เอ่อลองดู Knowledge Check ข้อนี้นะครับ ข้อนี้ถามว่าข้อใดต่อไปนี้นะครับที่ให้นิยามคำว่าโซนกับคำว่า region ได้ถูกต้องอ่ะ น้องๆลองช่วยทำหน่อยพวกเราคิดว่าข้อไหนครับที่ให้นิยามของคำว่าโซนกับ region ได้ถูกต้องครับ B แล้วอะไรอีก B อ่ะใครว่าใครว่า A อ่ะ A อ่ะให้เวลาแป๊บนึงให้เวลา 10 วินาที 10 วินาทีน้องบอกกำลังใช้ AI ช่วยทำ >> [เสียงหัวเราะ] >> อ่ะให้เวลา 10 วินาที 10 วินาที อ่ะใครว่า A ครับ A ขอดูมือหน่อย A ไม่มีเลยหรอ อ้า B เอาแล้วอ่ะมียกเบาๆแบบปิ๊ด >> [เสียงหัวเราะ] >> อ่ะ B ฮะ B ซัก 10 คนนะ 10 20 คนได้อ่ะ C ครับ ไม่มีเลยเหรอ C D เออดีมีบ้างปะปรายหน่อยครับอ่ะเราลองมาแปลซิลองมาแปลเป็นวิชาภาษาอังกฤษวันๆเถามว่าข้อใดต่อไปนี้นะครับที่ให้นิยามของคำว่าโซนกับ region ได้ถูกต้องใช่มั้ย อ่ะมีใครไม่เข้าใจโจทย์บ้างมั้ยทุกคนเข้าใจนะอ่ะข้อ A บอกว่าข้อ A บอกว่าอะไรครับ อ่ะไหนใครช่วยพี่แปลหน่อยเอาแล้วยากเลย อ่าก็คือความหมายของเค้าเองก็คือโซนเนี่ยมันเอ่อเค้าเรียกว่าอะไรฮะมันมีมันมีการใช้พลังงานที่เป็นอิสระซึ่งกันต่อกันและกันคือไม่มีใครไม่ไม่ได้ไม่ได้ไม่ได้เค้าเรียกอะไรฮะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกันและกันน่ะคือเส้นเส้นของเอ่อไฟเส้นของน้ำเส้นของเวิร์กก็คือแยกกันหมดถูกมั้ย แต่เมื่อกี้ไม่มีใครยกเลยนะ A อ่ะถูกมั้ย ตอนนี้เริ่มถูกะอันน่าจะเป็นไปได้นะเพราะว่าเราคุยกันไปว่าสาเหตุที่มันต้องมีโซนหลายๆโซนเนี่ยเพื่อที่ต้องการจะทำเรื่องของ availability ให้มันสูงขึ้นเรื่องของ Single point affair ให้มันหายไปใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นข้อ A เนี่ยก็น่าจะถูกนะนะครับอ่ะข้อ B ครับเมื่อกี้คนยกเยอะมากเลยข้อ B บอกว่าอะไรครับ ข้อ B นี่ดูตรงข้ามกับข้อ A เลยนะใช่มั้ย เค้าบอกว่าโซนเนี่ยใน region เนี่ยพึ่งพา Power กับ Network Resource ซึ่งกันและกันถ้าอย่างงี้มันจะมันจะเป็นอิสระต่อกันได้ยังไงอ่ะ สมมุติว่าสมมุติว่าพี่มี 2 โซนก็จริงใช่ป่ะนึกลองนึกภาพพี่มี 2 โซนแยกกันใช่มั้ย สมมุติว่าในไทยแล้วกันอันนึงอยู่เอ่อ สำโรง อันนึงอยู่สำโรงเขตสำโรงอีกอันนึงอยู่เขต เอ่อบางใหญ่ อยู่บางใหญ่บางใหญ่กับสำโรง พี่บอกว่าเอ้ยบางใหญ่กับสำโรงแยกกันอยู่ไง แต่ว่าบางใหญ่กับสำโรงอ่ะใช้ไฟเส้นเดียวกัน คำถามคือถ้าไฟดับเส้นเนี้ยบางใหญ่กับสำโรงร่มมั้ยร่มเลยใช่มั้ย เพราะฉะนั้นข้อ B ไม่น่าจะถูกใช่มั้ย เพราะเพราะมันไม่ได้เป็น concept ของการทำ multiple zone ใช่ป่ะ จะทำไปทำไมใช่มั้ยใช้ไฟเส้นเดียวกัน network เส้นเดียวกันใช่มั้ยข้อ B ตัดไปได้เลยครับอ่ะเรามาดูข้อ C ด้วยฮะข้อ C บอกว่า เราตั้งชื่อ region ตามเมืองที่ region อยู่ พวกเราว่าจริงมั้ย จริงมั้ย ทำไมไม่จริง ทำไมจริงอ่ะใครว่าไม่จริงไม่จริง โอที่เหลือว่าจริงหมดเลยเหรออ่ะใครว่าจริงใครว่าไม่รู้ [เสียงหัวเราะ]ไม่รู้ เอ่อจริงๆ concept เนี้ยเอ่อถ้าเราสังเกตนะครับมันจะตั้งชื่อตามประเทศก่อน เอ่อแต่มันจะมีวงเล็บชื่อเมืองนอกซะจากว่าประเทศนั้นเนี่ยมีหลาย region มันจะเริ่มตั้งชื่อตาม regional ชื่อตามชื่อเมืองยกตัวอย่างเช่นไทยแลนด์เนี่ยประเทศ ไทยก็จะมี Thailand วงเล็บ Bangkok region แต่ถ้าเป็นเมืองจีนเนี่ยชื่อ region น่ะมันจะไปตามเมืองเลยครับ เช่น เอ่อปักกิ่ง หังโจว หนิงเซี่ยแล้วแต่เลยนะ ครับเอ่อเพราะฉะนั้นข้อ C น่าจะจริงนะน่าจะจริงนะ ครับข้อดีล่ะ ข้อดีเราเคยคุยกันไปแล้วครับ ข้อดีก็อย่างที่บอกครับไม่ไม่จริงใช่มั้ย เพราะว่าทุกๆ region ไม่ได้มี service เหมือนกันหมดจริงๆมัน diff กันน้อยมากแต่ว่ามันไม่ได้เป๊ะ 100% ครับ คล้ายๆปั๊มน้ำมันไง ปั๊ม ปตท.นี้อาจจะมี E85 ปั๊มนี้อาจจะไม่มีก็ ได้ใช่มั้ยครับมันขึ้นอยู่กับ node ของแต่ละพื้นที่นั้นๆใช่มั้ย สมมุติว่าในพื้นที่นั้นเนี่ยไม่มีคนเติม E85 เลยอ่ะ คำถามคือเราจะเอาน้ำมันไปใส่ในปั๊มนั้นทำไม E85 ใช่มั้ยเค้าก็อาจจะดูจากสถิติดูจากการเอ่อความต้องการใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้น [เสียงสูดหายใจ] ข้อที่ถูกจริงๆเนี่ยก็คือ ข้อ A กับข้อ C แต่ว่าในข้อสอบมันจะไม่ได้มันจะไม่ให้เราเดาว่ามันมีจำนวนถูกกี่ข้อนะจริงๆมันมีวงเล็บบอกอยู่ว่าถูก 2 ถูก 3 อะไรอย่างเงี้ยนะครับ แล้วก็ให้เราเลือก 2 เลือก 3 แต่ว่าอันนี้เป็น knowledge check เฉยๆเราเลยจะได้วิเคราะห์กันหลายข้อไปนะครับ เพราะฉะนั้นข้อที่ถูกเกี่ยวกับ statement ของโซนกับ region เนี่ยก็คือข้อ A กับข้อ C A ก็คือ source ของ power ของ supply ต่างๆเนี่ยมันต้องแยกกันโดยชัดเจนเพื่อให้มันไม่ซ้ำกันนะ ครับแล้วก็ชื่อเนี่ยมันตั้งตามเมืองนะ ครับตั้งตามประเทศก่อนแล้วก็ถ้าในประเทศนั้นมีหลายเอ่อ region ก็จะตั้งตามเมืองนะ ครับอ่ะ เรื่องสุดท้ายละนะครับ คำถามคืออันนี้สำคัญมากเป็น concept นะครับ คำถามคือเค้าเปิดมาด้วยคำถามว่าทำไมต้องเป็น cloud ครับ พวกเราคิดว่าทำไมต้องทำไมต้องใช้ cloud ครับ ไหนโยนเหตุผลมาให้พี่หน่อย จากที่เราคุยกันไป 2 session เนี่ย cloud มันมีประโยชน์ยังไงทำไมเราต้องใช้ cloud ไม่ใช้ได้มั้ย ลอง discuss กันหน่อยฮะ ทำไมธุรกิจปัจจุบันต้องกระโดดไปใช้ cloud ครับ เพื่ออะไรครับ อืมเก่งมาก มีอะไรอีกมั้ยครับ ประหยัดต้นทุน อื จริงๆต้นทุนเดี๋ยวนะเราต้องมาคุยกันครับ เพราะว่ามันจะมีจุดนึงที่กราฟมันจะ converge กันก็คือต้นทุนมันจะไม่ได้หนีกันมากครับ จังหวะที่เราใช้ไประดับนึงครับอ่ะ [เสียงสูดหายใจ] มีเรื่องอื่นมั้ยครับฮะ เมื่อกี้มีเรื่องของฮาร์ดแวร์ใช่มั้ยครับ มีเรื่องของต้นทุน มีอะไรอีกมั้ย อ่ะเป็นเรื่องของ security ใช่มั้ยครับ ซึ่งเป็นระดับของ security ที่เราไม่สามารถอาจจะไม่สามารถทำเองได้ใช่มั้ยครับ เพราะว่าถ้าทำแล้วมันจะไม่สามารถ meet เรื่อง massive of economic of scale ได้ก็คือเราทำไม่ได้ใหญ่พอที่จะทำให้ต้นทุนเรามันตอบโจทย์กับสิ่งที่เราใช้ เพราะฉะนั้นมันก็ทำให้สิ่งถ้าเป็นภาษาไทยคือ มันไม่คุ้มทุนที่เราจะทำใช่มั้ยอ่ะมีเรื่องอื่นอีกมั้ยมีเรื่อง security มีเรื่องฮาร์ดแวร์มีเรื่องของค่าใช้จ่าย ถูกต้อง ความสะดวก อันนี้จริงๆความสะดวกอาจจะเป็นเป็น consideration แรกๆที่เขาเลือกใช้เลยนะ ลองนึกภาพน้องๆว่าแบบถ้าพี่บอกว่าให้น้องๆทุกคนเอา application ที่เขียนน่ะไป set up บนเครื่อง Server ที่เป็น physical อ่ะ ทุกคนจะแบบทำยังไงอ่ะใช่ป่ะ แต่ถ้าพี่บอกว่าเอ้ยแค่เนี่ย copy ไฟล์ทั้งหมดที่ทำอ่ะ แล้วโยนเข้าไปในช่องทางเนี้ย แล้วเดี๋ยวมีเว็บแล้วน้องตั้งชื่อเว็บไซต์อ่ะ น้องได้เว็บไซต์ใช้และ ถามว่าสะดวกมั้ยสะดวก ใช้ cloud มั้ยใช้เลยง่ายๆไม่ต้องคิดมากใช่มั้ยครับอ่ะมีเรื่องอื่นอีกมั้ยมีสะดวก และมี cost สร้างอะไรนะครับ ลองอธิบายหน่อยสร้าง ecosystem ระหว่าง software ทำไง ครับ >> ครับผม >> อื >> อื ครับไม่ไม่รู้น้องๆคนอื่น get หรือเปล่าเนอะ แต่จริงๆเป็นคำตอบที่ดีมากเลยนะแล้วก็ เอ่อพอเวลาที่มันมี ecosystem อ่ะครับ หรือระบบนิเวศ ที่มันดีอ่ะมันทำให้เราอ่ะลดเค้าเรียกอะไรฮะ effort หรือว่าเอ่อลดเรื่องของภาระที่เราจะต้องทำอะไรขึ้นมาเองอ่ะได้เยอะมากก็จะไป relate กับเรื่องความสะดวกสบาย พี่ขอยกตัวอย่างง่ายๆสุดสมมุติว่าพี่ให้น้องๆทุกคนน่ะน้องๆเคยได้ยินเรื่องรถไฟฟ้าที่มันแบบสถานีเชื่อมต่อมันไม่เชื่อมต่อมันป่ะเคยได้ยินมั้ยที่แบบต้องไปลงสถานีนี้แทนที่จะแบบกระโดดขึ้นรถไฟอีกคันนึงได้เลยต้องแบบเดินไปอะไรก็ไม่รู้ไกลๆแล้วแบบต้องขึ้นรถเมล์ที่เขาจัดหามาให้เพื่อที่จะไปเชื่อมต่อสถานีอีกสถานีหนึ่งอ่ะ คำถามคือถ้าต้องลำบากขนาดนั้นน่ะ สู้ขับรถไปเองดีกว่าป่ะใช่มั้ย แต่ถ้าเกิด ecosystem มันดีสมมุติว่ากรุงเทพฯอ่ะรถไฟฟ้ารถใต้ดินทุกอย่างมันเชื่อมต่อกันหมดสมมุติจากรังสิตน้องจะไปอ่อนนุชอ่ะ ทุกวันนี้ไปไงครับมีใครเคยนั่งจากรังสิตไปอ่อนนุชมั้ย นั่งรถเมล์ไปง่ายกว่าป่ะปีเดียวถึงใช่ป่ะ เออถ้าให้นั่งรถไฟฟ้าได้มั้ยเหนื่อยมั้ย [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ยทุกคนก็จะแบบเออฉันนั่งรถเมล์ไปดีกว่าหลับไปดีกว่าใช่มั้ย หรือก็เลือกแท็กซี่ขับรถไปเหมือนกันครับบน cloud อ่ะอะไรวะเนี่ย มันมีนี้ขึ้นมาบ่อยใช่มั้ยของพี่ [เสียงหัวเราะ] เหมือนกันครับบน cloud เนี่ยมันสร้างสิ่ง ที่เรียกว่า ecosystem หรือระบบนิเวทเอาไว้ให้มันเหมาะสม แล้วก็ให้มันสามารถ scale ได้ในหลายๆธุรกิจ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำไมธุรกิจอ่ะถึงขึ้นมาใช้ Service บน Cloud มีอย่างอื่นอีกมั้ยพวกเราว่ามีอย่างอื่นอีกมั้ย อ่าเลช่วยๆคิดหน่อย เมื่อกี้มีอะไรบ้างฮะมี cost มีรถการใช้ฮาร์ดแวร์ใช่มั้ยครับ เรื่องความสะดวกสบาย เกี่ยวกับ ecosystem ใช่มั้ยครับ แล้วมีอะไรอีกนะพี่ลืมแล้วอีกอันนึงอะไรนะมีใครพูดถึงเรื่องอะไรนะ ฮาร์ดแวร์ C ความสะดวกสบาย Ecosystem มีอีกหลายกัน อะไรนะหมดยัง อืม มันควบคุมมันควบคุมง่ายกว่าครับมันอาจจะไม่ได้ลดขนาดนั้นคือจริงๆต้องบอกว่าหลังบ้านน่ะฮาร์ดแวร์ของ เอางี้เมื่อกี้เราคุยกันเรื่อง region เรื่องโซนใช่ป่ะพวกเราคิดว่า region region นึง อ่ะเราว่ามี server กี่ตัวอ่ะลองเดา ลองเดาอันนี้เป็นความรู้ไม่มีออกสอบครับแต่ว่ามันเป็นความรู้รอบตัวฮะ เราว่าบริษัทในไทยอ่ะบริษัทในไทยอ่ะพวกเราคิดว่าบริษัทในไทยใหญ่ๆอ่ะ ที่มี Data Center เป็นของตัวเองอ่ะเราคิดว่ามี Server ประมาณหลักกี่ตัวครับ บริษัทใหญ่ๆในไทยมีบริษัทอะไรบ้าง ที่เราว่าใหญ่ๆ CP อ่ะ CP Group ใช่มั้ยมีอะไรอีก SCB อ่ะมีอะไรอีก KBTG อ่ะ อืก็คือพวกแบงค์ใช่มั้ยพวกแบงค์ SCG จริงๆ SCG Data Center ใหญ่มากคือบริษัทใหญ่ๆในเมืองไทยอ่ะ ที่มี Data Center อ่ะยังมี Data Center อ่ะโทษทีนะยังมี Server อยู่ใน Data Center อ่ะระดับหลัก 1,000 ตัวเองแต่ว่าใน region ของ cloud Service Provider นะครับ โดยเฉลี่ยแล้วกัน ไม่ต่ำกว่าสัก 80,000-100,000 ขึ้นอ่ะ คือใหญ่ขนาดนั้นน่ะเออใหญ่มากอ่ะ อืเพราะฉะนั้นเรื่องของ scale เหมือนกับที่พี่บอกไง เวลาน้องๆใช้ Cloud Service อ่ะ คำถามคือเราต้องมา worry ป่าว่าแบบเขาจะมีให้เราใช้พอหรือเปล่า เราเคย worry มั้ยสมมุติเราอยากจะใช้ storage เพิ่มอ่ะเราเคยเราเคยเจอแบบ Cloud Service Provider มาบอกว่าเออรอสักครู่ครับตอนนี้ Space เต็ม เคยเจอมั้ยมีใครเคยเจอมั้ยไม่ไม่เจอแน่นอน พี่ว่าน้อยมากถ้าเจอนี่คือแบบโชคดีกว่าถูกหวยอีกอ่ะ เพราะว่าหลังบ้านเค้ามี capacity เยอะมากครับ แล้วเค้ามีตัว monitor ในการดู consumption อยู่ตลอดเวลาเนาะ ทีนี้คำถามคือทำไม cloud ย้อนกลับมาที่คำถามแรกที่พี่ถามพวกเราจำได้มั้ยตั้งแต่ตอนเริ่ม class ที่ถามว่า Cloud Service Provider หรือว่า Cloud Computing อ่ะคืออะไรจริงๆมันตอบได้ด้วยตัวมันเอง 4 ประโยคสั้นๆเลยนะครับก็คือ มันคืออะไรฮะ ทรัพยากรทางด้านไอทีที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต unavailable ตลอด 24 ชม. 7 วันนะครับ นี่คือคำตอบของ Cloud Computing เลยก็คือทรัพยากรทางด้านไอทีพอเราพูดถึงทรัพยากรทางด้านไอทีอ่ะมันคือทุกอย่างที่เกี่ยวกับไอทีอ่ะที่มัน available ให้เราใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต 24 ชม. 7 วันอยากใช้เมื่อไหร่ก็ใช้ได้นะครับ เนี่ยนิยามของคำว่า Cloud Computing จริงๆนะครับ แล้วมันเป็นนิยามของเอ่อ Cloud Computing ที่เป็นปลายเปิดด้วยเพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าในอนาคตอ่ะเทคโนโลยีสารสนเทศหรือว่าไอทีอ่ะมันจะมีอะไรเพิ่มขึ้นมาได้อีกนะครับ ซึ่งมันมีแน่นอนอย่างยกตัวอย่างล่าสุดก็มีพวก AI นะครับ AI ก็ไปอยู่บน Cloud เหมือนกันนะ ทีนี้พอเราพูดถึง Cloud เนี่ยครับ เมื่อกี้เรามีเกริ่นกันไปละ cloud เนี่ยจริงๆโดยรวมคือทรัพยากรทางด้านไอทีที่ให้เราสามารถใช้งานได้ 24 ชม. 7 วันใช่มั้ยครับ แต่ถ้าเราจะแบ่ง category ของเค้าเนี่ยเราแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆนะฮะ อันนี้ถ่ายรูปไปได้เลยออกสอบแน่นอนครับ 2 ประเภทใหญ่ๆ ก็คือเราพูดถึงประเภทของการ deploy กับประเภทของ service model ซึ่ง service model เราเห็นไปแล้วก็คือพวก IaaS PaaS SaaS อะไรพวกนี้ก็คือเป็นระดับของการแบ่งประเภทของ cloud ในรูปแบบของการใช้งาน เอ่อเป็นรูปแบบของการใช้งานนะครับ แต่ถ้าเป็นพูดถึง deployment model อ่ะมันจะเป็นการแบ่งประเภทของ cloud ในรูปแบบของการสร้างเอ่อตัว infrastructure เพื่อให้ใช้งานนะครับ คำถามคือสร้าง infrastructure เพื่อให้ใช้งานเนี่ยมีรูปแบบไหนบ้างถ้าเป็น cloud จะมี 3 รูปแบบหลักๆใหญ่ๆก็คือ อันที่ 1 Public Cloud นะครับ อันที่ 2 Private Cloud แล้วก็อันที่ 3 ก็คือ Hybrid Cloud Public Cloud ก็คือที่ เราใช้อยู่เลยนะครับ เอ่อ Alibaba Cloud เอ่อ GCP P นะครับ AWS นะครับ อะไรก็ตามที่เปิดเป็น public ให้คนทั่วไปสามารถใช้งานได้เนี่ยก็จะเป็นในรูปแบบของ Public Cloud นะครับ ถ้าเป็น Private Cloud ก็จะเป็นในรูปแบบของ cloud ระบบปิดอย่างยกตัวอย่างที่พี่คุยกันไปก็คืออย่าง Government ใช่มั้ย GOF Cloud ก็คือเป็น Private ก็คือใช้ได้เฉพาะบาง organization ที่มี authorization เท่านั้นนะครับ เอ่ออย่างยกตัวอย่างอย่างแบงค์หลายๆแบงค์เขาก็จะคุยกับ Cloud Service provider ว่าแบบเอ้ยอยากใช้ Cloud มากเลยแต่ขอใช้คนเดียวได้มั้ยช่วยสร้าง Cloud Region ที่เป็นของเค้าให้หน่อยได้มั้ยทำได้นะครับ รูปแบบสุดท้ายใช้เยอะมากในองค์กรใหญ่ๆคือรูปแบบของ Hybrid Cloud นะครับ ก็คือฉันก็ยังใช้ Data Center ของฉันอยู่แต่ Data Center ของฉันเนี่ยเชื่อมต่อกับ Cloud ที่เป็น public cloud ข้างบนด้วยนะครับ เพื่อที่จะ leverage ในเรื่องของเอ่อ ability ใหม่ๆต่างๆที่ public cloud มีนะครับ พูดถึง 3 อันเนี้ยอาจจะน้องๆอาจจะไม่เห็นภาพชัดแต่พี่ขอยกตัวอย่างเหมือนกับน้องๆนั่งจากรังสิตจะไปอ่อนนุชอ่ะ ถ้าเราพูดถึงอันนี้เราพูดถึงเราพูดถึงทรัพยากรทางด้านไอทีใช่ป่ะ แต่ถ้าเราเปลี่ยนทรัพยากรทางด้านไอทีไปตอบโจทย์ในเรื่องของการจากรังสิตไปอ่อนนุชแล้วเราพูดถึงทรัพยากรทางด้านการขนส่ง หรือว่าเอ่อการคมนาคมใช่มั้ย Public cloud หรือว่า public ถ้าพูดถึงการขนส่งก็คือ public transportation ใช่ป่ะ มีอะไรให้เลือกบ้างครับ BTS ใช่มั้ย รถเมล์ แท็กซี่ก็ใช่ใช่มั้ย whatever ที่แบบ public อ่ะ ใครขึ้นก็ได้ใช่มั้ยครับ เหมือนกันกับ public cloud แล้วก็จะมี public transportation private transportation น่ะมีอะไรบ้างครับ ก็เราก็ซื้อเป็นของเราไงเราจะมีรถของเรา ใช่ใช่มั้ย รถส่วนตัว รถเพื่อนไม่นับนะ รถส่วนตัวใช่มั้ยกับอ่าจะเป็นทั้งรถทั้งมอเตอร์ไซค์อะไรก็ว่าไปใช่มั้ยครับ ก็เป็นของเราอ่ะใช่มั้ย แล้ว hybrid เป็นแบบไหนครับ ถ้าเป็น hybrid รถรถส่วนตัวฉันก็มีอ่ะแต่ฉันก็ไม่ได้แบบนั่งรถเมล์ไม่ได้อ่ะมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หรือว่าขึ้นอยู่กับภาวะตอนนั้นใช่ไหมครับ เช่นยเอ่อถ้าเป็น hybrid ก็จะเป็นในรูปแบบของแบบเอ้ยเอ่อสมมุติถ้าเป็นผมนะถ้าเป็นพี่นะก็คือแบบจะไปอ่อนนุชสมมุติไปอ่อนนุชเอ้ยรถรถยังไม่ติดอ่ะเวลาเนี้ยใช่ไหม อาจจะขับรถไปเองหรือแบบมีเพื่อนไปด้วยหรือมีสัมภาระเยอะๆขับรถไปเองแต่ถ้าเกิดแบบสัก 17:00 น. อืรถติดไม่ไหวแล้วขับรถไม่ไหวะเออไม่อยากไม่อยากไปรถติดอ่ะ อาจจะเลือกนั่งรถไฟฟ้าใช่มั้ยเราก็มีสิทธิ์เลือกใช่มั้ย คำถามคือแล้วแต่ละอันมันมีประโยชน์ยังไงครับ ตอนถ้าเจอข้อสอบตอนที่เขาถามเรื่องให้เลือก public cloud private cloud นะ Hybrid Cloud นะให้เลือกเหมือนตอนที่เราเลือกนั่งรถไปอ่อนนุชแล้วกันนะครับ ง่ายมากให้ใช้ตรรกะนี้เลย คำถามคือ public cloud ข้อดีคืออะไรครับ อ่ะสมมุติเราจะไปอ่อนนุชเราเลือกเราเลือกนั่งรถเมล์รถไฟฟ้าข้อดีมันคืออะไรครับ ถูกใช่มั้ย ถูกแน่นอนถูกแล้วก็จ่ายครั้งเดียวใช่มั้ย จ่ายเฉพาะตอนที่เราจะไปใช่มั้ย อีกอันนึงคืออะไร access เยอะใช่มั้ย จะรถเมล์ก็ได้นี่พลาดรถเมล์คันนี้ก็รอคันต่อไปพลาดสายนี้ก็ดูสายต่อไปไม่รถเมล์ก็ได้แท็กซี่ก็ได้เอ่ออะไรอีกนะ เอ่อเอ่อรถไฟฟ้าก็ได้ใช่มั้ย เดินก็ได้เดินเป็น private มีคนล่าสุดมีน้องธรรมศาสตร์ทำคลิปเห็นป่ะเดินจากม.ธรรมศาสตร์รังสิตไปท่าพระจันทร์ใช้เวลา กี่ชั่วโมงนะ 14-1 ชม.เออนะครับ มีข้อดีอีกอันนึงของ public transportation หรือว่า public cloud คือเราไม่ต้องดูแลรักษาเองอ่ะใช่มั้ย เหมือนที่น้องคนนึงบอกว่าเราตัดเรื่องปัญหาเรื่องการใช้ฮาร์ดแวร์ออกไปก็คือคำถามคือสมมุติรถเมล์รถไฟฟ้าเสียเราต้องไปเสียเวลาซ่อมช่วยเขาซ่อมมั้ยไม่ไม่มีหรอกเราก็เลือกวิธีอื่นไปใช่ไหมครับ แล้วถ้าเป็น private ล่ะครับ private ดียังไง สะดวกใช่มั้ยสะดวก ปลอดภัยมั้ยอันนี้ขึ้นอยู่กับเราขับรถดี [เสียงหัวเราะ] แต่ส่วนใหญ่ก็ถ้าไม่มองเรื่องว่านิสัยเราขับรถก็ปลอดภัยแหละ เพราะว่ามันจำกัด environment เรานั่งอยู่ในรถเราใช่มั้ยครับ มีอะไรอีกมั้ย เออส่วนตัวอะไรนะครับถูกต้องครับเราอยากจะไปตอนไหนก็ได้อ่ะเราไม่ต้องตามรอบอ่ะไม่ต้องแบบไปรอรถเมล์เราควบคุมเวลาเราได้ใช่มั้ยครับ สมมุติเราอยากจะไปอ่อนนุชตอน 2:00 น. น่ะไปทำอะไรวะ [เสียงหัวเราะ] แต่ถ้าเรามีรถส่วนตัวเราไปได้ไงแต่ถ้าเราต้องนั่ง public อ่ะได้มั้ยก็ต้องแท็กซี่แล้วแหละก็อะไรว่าไปใช่มั้ยครับ อื มีอะไรอีกมั้ย ข้อดีของ private ก็ประมาณนี้นะครับก็คือสะดวกเนาะปลอดภัยใช่มั้ยครับ ข้อเสียมีมั้ยข้อเสีย private ข้อเสีย ข้อเสียคืออะไรครับ private อ่ะ ค่าใช้จ่ายใช่มั้ยครับ ค่าใช้จ่าย private ก็จะแพงกว่าพี่ถึงบอกไงว่าให้ใช้ตรรกะไปอ่อนนุชโดยเลือกการเดินทางถ้าถ้าเขาถามคำถามนี้แล้วมีหลายข้อด้วย 4-5 ข้อนะครับ เสียค่าใช้จ่ายแพงแน่นอนก็ขับรถเติมน้ำมันไปก็แพงกว่านั่งรถเมล์ไม่รู้อ่ะ 20 บาทแน่นอนใช่มั้ยครับ [เสียงสูดหายใจ] มีอย่างอื่นป่ะ เสี่ยงกว่านิดหน่อยตรงที่สมมุติขับไปแล้วรถเสียใช่มั้ย ซวยเลยรถเสียทำไงเราจะแบบทิ้งรถไว้แล้วขึ้นรถเมล์เลยได้มั้ยไม่ได้หรอกอย่างน้อยก็ต้องรอยานแม่มาก่อนหรือว่าศูนย์มาหรืออะไรก็ว่าไปใช่มั้ยใช่ป่ะครับ หรือรถชนอย่างเงี้ยรถชนถ้าเป็น public transportation มีใครเคยนั่งรถเมล์แล้วรถชนมั้ยพี่เคยนะตอนเด็กๆ รถแบบจำได้เลยว่าเซ็นทรัลปิ่นเกล้ากำลังเลี้ยวเข้าไปจอดป้ายรถเมล์แล้วมีรถเมล์อีกคันนึงมาโอ้โหชนแบบหน้าต่างกระจุยหมดเลยสิ่งที่เขาทำก็คืออ้าวผู้โดยสารลงครับไปรอขึ้นใหม่ [เสียงหัวเราะ] เออแต่ถ้าเป็นรถเราชนน่ะเราจะแบบไม่ได้หรอกเราก็ต้องมาเสียเวลารอใช่มั้ยก็เป็นข้อเสีย cloud ก็เหมือนกันครับถ้าไป private cloud อ่ะ คำถามคือเราเอาข้อมูลเราไว้ที่ Data Center ของเราอ่ะถ้าเสียเราเปลี่ยน Data Center ใหม่แบบทันท่วงทีเลยได้มั้ยยาก แต่ถ้าไปเสียบน public cloud อ่ะเราย้าย server ได้เลยนะครับ อืเราย้าย server เลยสบายๆนะครับเนาะ อันนั้นก็เป็นข้อเสียของ private ใช่มั้ยครับ เออเออแล้ว hybrid ล่ะครับ Hybrid มีข้อดีข้อเสียยังไงบ้างครับ พูดง่ายๆก็คือเอาข้อดีข้อเสียมาของ public กับ private มาเกื้อหนุนกัน มันก็เหมือนกับที่ที่ทุกคนบอกไงน้องๆทุกคนบอกว่าฉันมีรถส่วนตัวฉันนั่งรถเมล์ก็ได้พี่มีคำถามอยากไปอ่อนนุชตอน 2:00 น. ไปได้มั้ยได้ขับรถไปอยากไปอ่อนนุชตอน 10:00 น.แต่อยากประหยัดได้มั้ยได้นั่งรถเมล์ก็ทำได้ทุกอย่างเลยถ้าเป็น hybrid ทำได้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเราดีไซน์แล้วว่าเราจะดีไซน์ชีวิตเราเป็นแบบไหนใช่มั้ยครับ เพราะฉะนั้นจะสังเกตเห็นว่า organization ใหญ่ๆแทบจะทั้งหมดที่เขาเคยมี Data Center อยู่แล้วอ่ะเขาก็จะไปในรูปแบบของ Hybrid ทั้งนั้นครับ เพราะว่าเขาได้ถ้าเป็นภาษาอังกฤษคือ Best of Both Worlds ก็คือได้ข้อดีของทั้ง 2 environment
เลยนะครับ อื มีมีคำถามมั้ยนะ น่าจะเคลียร์นะ เจอคำถามนี้ นะ ให้คิดถึงว่าจะไปอ่อนนุยังไง เออเนาะ [เสียงสูดหายใจ] อ่ะ อันนี้พี่คุยไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น พี่จะไม่คุย 3 ก็คือถ้ามองในแง่ของ cloud เอ่อ แบ่งประเภทของ cloud เนี่ย เมื่อกี้ พูดถึงเรื่อง deployment ไปะ อันนี้จะเป็น เรื่องของการใช้งานหรือว่า service model นะครับ ก็จะแบ่งไปได้เป็น IaaS, PaaS, SaaS จริงๆมันมีเยอะกว่านี้เนอะ แต่ว่าเรารู้ แค่ SaaS เท่านั้นนะครับ Concept มันเป็นยัง ไง ก็อย่างที่อธิบายไปนะครับ ซึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจ ก็ คือแต่ละ level อ่ะ สังเกตเห็นมั้ยฮะว่ามัน มันเป็น level level เนอะ มันมีตั้งแต่ฐานจน ขึ้นไป ให้เราคิดอย่างงี้ครับ ยิ่งสูงๆอ่ะ ที่เป็นระดับของ service level หรือ model level เนี่ย มันจะมี effort ที่ เราจะต้องไป spend กับการดูแลหรือทำนู่น ทำนี่ setup อ่ะ น้อยลงเรื่อย พี่ ยกตัวอย่างงี้ พี่บอกน้องๆว่า ให้พวกเรา อ่ะในห้องเนี้ย Set up mail server อีเมล Server เออ เพื่อให้ทุกคนในห้องนี้ใช้ได้อ่ะ สมมุติว่าไปสร้างอีเมล Server ตัวใหม่ เช่น เอ่อ Domain เป็น @111 สมมุติทุกคนอยากได้อีเมลนี้ใช่มั้ย ใน ห้อง agree กันว่าอีเมล bu11.ac.th th เลือกใช้ 3 แบบ แบบที่ 1 คือไปใช้ G Suite setup เลยใช่มั้ย แบบที่ 2 คือ แบบที่ 2 คือ ไปใช้ Mail Server ที่บน Cloud Setup ไว้ให้อยู่แล้ว เราแค่ไปเซต Server ของ Mail ใช่มั้ย แล้วก็ใส่ domain เข้าไปใช่ มั้ครับ แบบที่ 3 คือให้ไปแบบตั้ง Server ใหม่เลย ต้อง Set up Server ขึ้นมาตั้ง แต่แรก คำถามคือเราจะเลือกแบบไหนครับ อ่ะ ใครเลือกแบบ 1 แบบ 1 อาจจะเรียกว่า เป็น SaaS เนอะ อ่ะ ใครเลือกแบบ 1 ไม่มี แบบ 2 ไม่มี มีบ้าง แบบ 3 ครับ จริงๆไม่ผิดเลย เลือกแบบไหนก็ไม่ผิดทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา เช่น สมมุติพี่ถามว่าคนที่เลือกแบบหนึ่งใช่ใช่ ป่ะ ไปใช้ G Suite แล้วพี่บอกว่าจะใช้ G Suite อ่ะ แต่แบบขอเปลี่ยน Configuration อยากทำอะไรดี อยากเอ่อ อยากให้ User แต่ละคนน่ะที่ใช้อีเมลอ่ะ มี พื้นที่แบบ อย่างน้อย 100 TB ซึ่ง G Suite อาจจะไม่ได้ provide ถามว่าเราไป set up configuration แบบ นี้ได้ป่ะ ไม่ได้ เค้าไม่ยอมใช่มั้ยครับ แต่ ถ้าเราไปใช้ level ที่เป็น PaaS กับ IaaS อ่ะ เราอาจจะ set up configuration แบบนั้น ได้นะครับ ยกตัวอย่าง IaaS, PaaS, SaaS มันจะ ต่าง มันจะ มันจะ มันจะคล้ายๆกับเราทำอะไรดี ฮะ มันจะคล้ายๆกับเรา เอ่อ มันจะคล้ายๆกับเราทำ customization อะไร บางอย่าง ถ้าเป็น SaaS เนี่ย มันจะไม่อนุญาต ให้เรา custom เลย คือซื้อมายังไงต้องใช้ แบบ ออ เหมือนเรายังไงดี เหมือนเราซื้อของเล่น ของเล่นมาชิ้นนึงใช่มั้ยครับ ที่เป็นอาจจะ เป็นหุ่น figure ก็ได้ คำถามคือเรา modify หุ่น figure ได้ป่ะ แทบจะไม่ได้เลย สมมุติว่า figure ที่มันเป็นแบบอะไรอ่ะ ตุ๊กตาพวก toy อ่ะ ซื้อมาเล่นยังไงก็ต้องเป็นแบบนั้นใช่มั้ย โชว์แบบ ไหนแบบนั้น แต่ถ้าเป็น PaaS อ่ะ มันจะเหมือนกับพวกเราเคยไปซื้อ LEGO ที่มันเป็น set แล้วป่ะ เช่นเป็นแบบต่อเป็น ต่อเป็นเรือเตา Sunny อย่างเงี้ย นึกภาพออกมั้ย ซื้อ block set มา คำถามคือเราเอา LEGO ที่เราเป็น ที่เป็นซื้อเป็นกล่องแบบ Sunny มาแล้วมา ต่อเป็น มันต่อเป็นอะไรได้บ้าง มันก็ต่อได้แค่เป็น Sunny ใช่มั้ย แต่มันเตรียมชิ้นส่วนมาให้เราหมดแล้ว เตรียม Manual อะไรมาให้เราหมดแล้วใช่มั้ยครับ ต่อออกมาสวยแน่นอน อันเนี้ย มันจะเหมือนกับ LEGO พอพูดถึง LEGO set มันจะเหมือนกับ PaaS แล้วคำถามคือ แล้ว IaaS มันคืออะไร IaaS มันเหมือนเราไปซื้อ LEGO ที่เป็นชิ้นเลย อ่ะ นึกภาพออกมั้ย มันจะมีในร้าน LEGO มันจะ มีขายที่มันเป็นแบบสีๆชิ้นๆแบบ ไม่รู้จะต่อเป็นอะไรได้อ่ะ เป็น raw mat อ่ะ แต่ทีเนี้ย ความ Creative ของเรามันจะ ทำให้เราสามารถต่อเป็น whatever ที่เรา ต้องการได้ มันจะมีความ flexible มากกว่า เพราะฉะนั้น Cloud Service อ่ะ มันก็เลยแบ่งออกเป็นตาม level ประมาณนี้ เพื่อล้อ ระหว่าง Flexibility กับ เค้าเรียกอะไรฮะ กับ เอ่อ ความสะดวกสบาย เอ่อ มันจะ มันจะ มันจะหัดหัด มันจะเค้าเรียกอะไรฮะ มันจะไปกันตรงกันข้ามกันน่ะ เพราะ ฉะนั้นถ้าเราอยากได้ flexibility หรือ ความอิสระในการใช้งานมากเยอะอ่ะ เราต้องไป level ล่างใช่มั้ครับ แต่ถ้าเราอยากได้ ความ สะดวกสบายในการใช้งานก็ไป level บนๆนะครับ เพราะฉะนั้น [เสียงสูดหายใจ] กราฟเนี้ย เราจะต้องเจอแน่นอน ก็คือ อันเนี้ย สิ่งใน Cloud ศัพท์ของ Cloud เขา จะเรียกว่า Share Responsibility Model ก็คือขอบเขตการหน้าที่ความรับผิดชอบนะ ครับ เวลาที่เราใช้ Cloud อ่ะ เขาจะมีขอบ เขตหน้าที่และการรับผิดชอบมาบอกเราเลยว่า responsibility ของเราคืออะไร พี่ ยกตัวอย่างง่ายสุดอย่างเช่น เมื่อกี้เราพูดกัน ถึง เอ่อ เราเราพูดกันถึงอีเมลใช่มั้ย สมมุติว่าเรา ไปใช้ Gmail คำถามคือถ้าอีเมล Gmail ร่ม เราต้องไปช่วยเขาซ่อมมั้ย ไม่ต้อง เพราะว่า มันอยู่ในระดับของ SaaS Level ใช่มั้ย เราก็ มีหน้าที่รอเค้าซ่อม whatever กู้กลับมา แล้วก็ใช้งานต่อได้ใช่ไหมครับ แต่ถ้าเกิด เราบอกว่าเราไม่ใช้ Gmail เราไปใช้ level ล่างๆที่เราแบบสร้าง Server ขึ้นมาเอง Server พัง อันเนี้เราต้องไปซ่อมเองะ นะครับ แต่แลกมากับความสะดวกสบาย แลกมากับ Flexibility ที่แบบเราสามารถปรับจูนปรับ แต่งอะไรได้มากขึ้นนะครับ อื เพราะฉะนั้น ยิ่ง level สูงอย่าง SaaS เห็นมั้ย พอเป็น SaaS เนี่ย เอ่อ ตัวสีเหลือง เนี่ย สีเหลืองเนี่ย มันคือหน้าที่ความรับ ผิดชอบของ Cloud service provider หรือ ว่า Alibaba Cloud ก็จะสูง ก็คือเราแตไม่ ต้องดูแลไม่ต้องทำอะไรเลยนะครับ แต่ถ้า เป็น level ต่ำๆอย่างพวก IaaS, PaaS เนี่ย จะ สังเกตว่า effort จากเราที่เราเป็นเจ้า ของเนี่ย เราต้องดูแลเยอะมากขึ้นนะครับ อื ประมาณนี้ เหมือนกับอะไรอ่ะ เหมือนกับเรา ง่ายๆเหมือนกับเราเช่ารถมาใช้อ่ะ กับ ซื้อรถมาใช้ ถ้าเราซื้อรถมาใช้ เราอยากจะ modify อยากจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหม เออ แต่ว่าเราก็ ต้องดูแลรถ แต่ถ้าเราเช่ารถมาใช้ อ่ะ เขายอม ให้เรา modify มั้ย ไม่ยอม ก็คือให้เราใช้แค่ขับ ไปทำงานกลับบ้านไป whatever แต่ถ้าเกิดรถ เราเสีย รถเราเกิดพัง อ่ะ เราก็แค่ให้เขา้า ซ่อมหรือเปลี่ยนคันใหม่มาใช้แค่นั้นเองนะ ครับ อันนี้ก็คือเป็น Service Level Model นะ ของ Cloud นะครับ อ่ะ ทีนี้ เอ่อ อันนึงที่มักจะใช้เป็นศัพท์เปรียบเทียบ อยู่เสมอกับเรื่องของ Cloud ก็คือเรื่อง ของการเปรียบเทียบเรื่องของ utility หรือ ว่าทรัพยากรที่เราใช้งาน มันคือมันจะ อย่างงี้ครับ เอ่อ สมัยก่อนเนี่ย เวลาเราต้องการใช้น้ำเนี่ย นะครับ ถ้าถ้าดูจาก analogy นี้เนาะ เค้าบอกว่าสมัยก่อนเวลาเราต้องการใช้น้ำ เป็น เค้าเรียกว่าอะไรฮะ เป็นปัจจัยนึงในการใช้ดำรง ชีวิตของเราใช่มั้ย อยู่ในปัจจัย 4 ใช่ไหม ก็คือ เอ่อ อยู่ในสิ่งที่จะใช้ในการดำรงชีวิตเรา เอ่อ ทรัพยากรทางด้าน IT ก็เหมือนกัน ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ดำรงชีวิตขององค์ กรณปัจจุบันใช่มั้ย เราจะรู้ได้ไงว่าเป็น แบบนั้นจริงๆ เราลองนึกภาพดูว่า ณ ปัจจุบัน เนี่ย organization ไหนบ้าง หรือว่าธุรกิจไหนบ้างที่ไม่ใช้ IT เลย ในการขับเคลื่อนธุรกิจ มีมั้ย เออ ลองคิดดูแล้วเราเราเคยนึก ภาพนี้มั้ยว่าแบบ เอ๊ะ ธุรกิจอะไรบ้างที่ไม่ ใช้ IT เลยแล้วสามารถรันธุรกิจได้ครับ เอา ในโลกปัจจุบันเนาะ มีป่ะ ก๋วยเตี๋ยวริมคลอง ก๋วยเตี๋ยวริมคลอง คลองไหน เค้าทำไมเค้าไม่ต้องใช้เทคโนโลยี IT เลย อ่ะ เค้าอาจจะมี delivery ก็ได้ ใช่ป่ะ มีมีคนตอบว่าวัด [เสียงหัวเราะ] อูยวัดนี่ตัวใช้ IT เลย เออ ข้างข้างในกุฏิ นี่คอมพิวเตอร์เต็ม [เสียงหัวเราะ] มีมีอย่างอื่นมั้ย ก๋วยเตี๋ยวริมคลองอาจจะ ใช้ delivery ไงใช่ป่ะ เออ เค้าอาจจะไม่ต้องแบบ รอลูกค้ามาซื้อหน้าร้านไง มี Line Man มี Grab มารับไงใช่มั้ยก็ได้ เหมือนกัน มีอีกป่ะ มีอีกป่ะ มีใครคอพอคิด ออกมั้ยว่าธุรกิจไหนไม่ใช้เทคโนโลยีเลย ที่บ้าน เอ่อ เป็นเจ้ามือหวยค่ะ ต้องใช้นะ ใช้ Line คุยกับรับหวยไง [เสียงหัวเราะ] มีมั้ย มีมั้ย ลองคิดดูซิ มีธุรกิจไหนไม่ใช้เทคโนโลยีเลยครับ ใช่มั้ย แทบไม่มีเลยใช่มั้ย ยากมากเลยนะ ครับ มีมั้ย มีใครเคคิดได้บ้างมั้ยว่าแบบ ไม่ใช้เทคโนโลยีเลยอ่ะ ใช่มั้ย ขายยังถ่านยังมีขายใน Lazada Shopee เลยใช่ป่ะ สมมุติเราอยากซื้อถ่าน น่ะ ใช่ป่ะ แต่ถ้าเราไปเจาะในลายอาชีพแบบเล็กๆจริงๆ ก็อาจจะมีนะ อาจจะยังมีอยู่แบบ เช่นที่แบบ เค้าไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีเลย แบบยังไม่ รู้อ่ะ อย่างแบบอยู่บนดอยบนเขา ชาวชาวประมง อะไรอย่างเงี้ยนะครับ อาจจะไม่ได้ใช้เลย หรือใช้น้อยมาก แต่ส่วนใหญ่ใช้หมดเนาะ เรียกต้องบอกว่า 95% แล้วกันนะครับ ณ ปัจจุบันใช้เทคโนโลยีหมด เพราะฉะนั้นเพะ นั้นเทคโนโลยีเนี่ยมันเป็นเหมือนกับ สิ่งที่หล่อเลี้ยงธุรกิจแล้วกันนะครับ เหมือน เป็นตัวแปรนึงในการดำรงชีวิตของธุรกิจ เนาะ เหมือนกันเค้าเลยยกตัวอย่างนี้ครับ ชีวิตของเราอ่ะก็ต้องใช้พึ่งพาน้ำใช่มั้ย คำถามคืออันเนี้มันเป็น evolution ยังไง คือสมัยก่อนตอนที่เราเอ่อย้อนกลับไปเมื่อ สัก 100 ปีที่แล้วนะครับจะสังเกตว่าวิถี ชีวิตของคนเราอ่ะมันสร้างบ้านอยู่ริมน้ำ ใช่มั้ เพราะน้ำมันสำคัญใช่ป่ะ เพราะว่า อะไรคือถ้าคุณอยู่ไกลแหล่งน้ำอ่ะ คุณจะเอา น้ำที่ไหนใช้อ่ะใช่มั้ย ขนาดคุณอยู่ใกล้ สิ่งที่คุณคุณอยากใช้น้ำคุณยังต้องเอา กระแป๋งกระป๋องอะไรไปตักเอาขึ้นมาใส่โอ่ง แล้วก็พักน้ำไว้แล้วก็มาใช้ที่บ้านใช่มั้ ครับ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็จะเป็นวิถีชีวิตดำรง อยู่ใกล้ริมน้ำใช่มั้ยครับ เดี๋ยวนี้ไป อยู่ใกล้ริมน้ำได้มั้ยครับ มีใครบ้านอยู่ ริมน้ำมั้ย ไม่มีเลยหรอ ทำไมไม่อยู่ริมน้ำอ่ะ ยุงเยอะ เรือดัง อยากมีใครอยากบ้านอยู่ริมน้ำมั้ย มีมั้ย พี่จะบอกข้อเสียของบ้านอยู่ริมน้ำ ปี่ [เสียงหัวเราะ] มีบ้านอยู่ริมน้ำน่ากลัวมากเลย บอกเลย เพราะว่า 1 คือสามารถมีตัวอะไรเข้ามาบ้าน เรา [เสียงหัวเราะ] ได้ ยุงเยอะ ถ้าน้ำไหลก็โอเค ยุงไม่เยอะ เสี่ยงน้ำท่วม แล้วก็เสียงเรือดังมาก มีใครเคยเห็นเรือ ที่สขนทรายขนข้าวป่ะ โอ้โห กว่าจะผ่านบ้าน เราไปแต่ละทีอ่ะ นานมาก คือบางทีเขาแบบไอ้ เรือลากลำนิดนึงใช่ป่ะ แต่ไอ้ที่ขนมา ประมาณแบบ 10 ลำใหญ่ๆเงี้ยครับ แล้วก็ดูไม่ค่อยปลอดภัยด้วย ใครอยากจะแบบ ขับเรือมาเทียบบ้านเราก็ได้ใช่มั้ย มันก็ ดูมีความน่ากลัว แต่เมื่อก่อนเขาต้องอยู่ แบบนี้ใช่มั้ครับ ก็เป็น personal ระดับ personal คำถามคือพอเราอยู่รวมกันเป็น กลุ่มอ่ะ สิ่งที่เราทำคืออะไรสมัยก่อนครับ เรามีเทคโนโลยีที่ชื่อว่าน้ำบาดาลใช่มั้ ทุกคน ก็จะรู้ว่า อ๋อ แหล่งน้ำมันไม่ได้จำเป็นจะ ต้องไปอยู่ใกล้ริมน้ำริมบ่อริมบึงอย่างเดียว ใช่มั้ครับ เราสามารถขุดเอาน้ำบาดาล ขึ้นมาใช้ได้ เพราะฉะนั้นเราก็อยากอยากไป ตั้งหมู่บ้านที่ไหนเราก็ขุดหาน้ำบาดาลนะ ครับ ก็มาใช้ได้ แต่ ณ ปัจจุบันมันแทบมันไม่ เป็นแบบนั้นและนะครับ ณ ปัจจุบันเนี่ย พวกเราอยู่กันเป็นสังคมแล้วเรามีเทคโนโลยี ที่เป็นเรียกว่า เอ่อ เทคโนโลยีล้ำมากนี้ก็ คือการประปาใช่มั้ย รับน้ำ [เสียงหัวเราะ] การประปาเกิดขึ้นมากี่ปีแล้วครับ มีใครบ้างไม่มีน้ำประปาใช้ป่ะ รังสิตก็ รังสิตนี่บ่อยเลยนะชอบน้ำประปาไม่ไหลอ่ะ รังสิตนี่บ่อยมากเลยนะท่อแตก ซ่อมท่ออะไรเงี้ยนะครับ อ่ะจริงๆถามว่าภาพ นี้มันบอกอะไรครับ ภาพนี้มันบอกแบบนี้ อืม มันบอกว่าทำไมเราถึงเปลี่ยนยุคสมัยมาใช้ Cloud เพราะว่าอย่างงี้ฮะ สมัยก่อนเนี่ย น้องๆอาจจะไม่ทันเน พี่เนี่ยจะใช้เทคโนโลยีทางด้าน IT หรือ ว่าทรัพยากรทางด้าน IT เนี่ยต้องพึ่งพา Personal Computer อย่างเดียวก็คือ เนี่ย Notebook เมื่อก่อน Tablet ก็ไม่มีนะ ครับ พอเรามาอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สมมุติว่า อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นมหาลัยเป็น organization เนี่ยก็จะ เาค้าก็จะสร้าง Data Center มาเพื่อที่จะเอาทรัพยากรมา รวมกันแล้วมาแบ่งกันใช้ใช่มั้ครับ เหมือน เราขุดบ่อน้ำบาดาน แต่ ณ ปัจจุบันเนี่ย เรามี การประปาจริงๆ การประปาเหมือนกับ Cloud เทคโนโลยีเลย คุณสามารถ access ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ใช่มั้ย เหมือนน้ำประปาเรา แค่ต่อท่อจากการประปาเข้าบ้านเรา เราอยาก ให้ห้องไหนมีน้ำใช้เราแค่เปิดก๊อกใช่มั้ ครับ Cloud Service ก็เหมือนกันเลย คือ เราอยากใช้ IT Service ที่ไหน เราก็แค่ ต่อเข้าไปแล้วเราก็ใช้งานนะครับ อันนี้ก็ เป็นวิวัฒนาการของการใช้งาน Cloud นะครับ อีกอันนึงที่เราต้องรู้คือ เอ่อ เอ่อ เรื่องนี้ครับ เรื่องนี้ เรื่องนี้ก็มีออกสอบก็ คือเรื่องของค่าใช้จ่ายเนาะ ค่าใช้จ่ายเนี่ย เค้าจะเปรียบเทียบแบบนี้ก็คือ สาเหตุที่ เรามาใช้ Cloud แล้วค่าใช้จ่ายดีขึ้น เพราะว่า [เสียงสูดหายใจ] อืม ให้ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีบ้านแล้วเรา อยากใช้ไฟใช่มั้ย ณ ปัจจุบันเราทำไงครับ เรา ก็ต่อมิเตอร์จากองค์การไฟฟ้าใช่มั้ยครับ ไฟก็วิ่งเข้าบ้านเรา เค้าก็นับตามมิเตอร์ หน่วยที่เราใช้ใช่มั้ครับ แต่ถ้าเกิดสมัย ถ้าเราไม่มีองค์การไฟฟ้าเราทำไงครับ ไม่รู้เลย ไม่รู้จะทำไง ถ้าพี่บอกว่าน้องๆอยากใช้ไฟ น้องๆต้องไปซื้อเครื่องปั่นไฟมา สะดวกมั้ย เอาน้ำมันมาเติมเครื่องปั่นไฟ ตัวใหญ่ๆก็ไม่สะดวก หรือแบบน้องๆจะใช้ไฟที่บ้าน น้องๆต้องสร้างแหล่ง generate พลังงานไฟฟ้าเอง สร้างเขื่อนสร้าง โรงงานไฟฟ้าเองก็ไม่สะดวกใช่มั้ยครับ แต่ว่าเมื่อก่อนมันไม่มีทางเลือกนี่ แสดงว่า องค์กรใหญ่ๆอ่ะ ถ้าเขาต้องการใช้ทรัพยากร ทางด้านหน้า IT อ่ะครับ เค้าก็จะต้องสร้าง Data Center เป็นของตัวเองใช่มั้ครับ แล้วก็มีมูลค่าการลงทุนระดับหลักหลายๆ 10 ล้านจนไปถึงหลายร้อยล้านบาท เพราะฉะนั้น ค ที่มันจะเกิดขึ้นน่ะมันจะเรียกว่า Capital Expenditure หรือว่า Capex ไม่รู้น้องๆ เคยได้ยินหรือเปล่าน่าจะเคยได้ยินเนาะ มี สอนเรื่องไฟแนนซ์มั้ย ที่นี่ในในภาควิชาเรา มีเรื่องการเงินบ้างมั้ย มีนิดหน่อยใช่มั้ย น่าจะเคยได้ยินแหละ ก็คือเป็นต้นทุนใช่มั้ย ที่จะเกิดขึ้น ต้นทุนในการลงทุนใช่มั้ย ครับ แต่ว่าพอมันเป็น Cloud อ่ะ มันเหมือนกับเราไป subscribe ใช้ไฟจากการไฟฟ้า ใช้ น้ำประปาจากการกลมประปาใช่มั้ยครับ คำถามคือเราต้องลงทุนสร้างเขื่อนสร้าง โรงงานไฟฟ้าเองมั้ย ไม่จำเป็น เราแค่ไป ปลักอินกับท่อน้ำที่มาจากการประปาไปต่อ มอนิเตอร์ที่มาจากไฟที่มาจากเสาไฟที่ผ่าน หน้าบ้านเราแล้วเราก็จ่ายเป็นหน่วยที่เรา ใช้ใช่มั้ครับ บน Cloud ก็เหมือน Cloud เนี่ย เราจะใช้ service เยอะแยะมากมายเลย เค้าเก็บตังค์เราตามหน่วยที่เราใช้ ใช่มั้ครับ เพราะฉะนั้นข้อดีของมันคืออะไร ครับ มันทำให้คนอย่างพวกเราเนี่ย ที่ไม่ได้ มีทุนหนาสามารถ ทำอะไรครับ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ บริษัทใหญ่ๆมีได้ นึกภาพออกมั้ย ลองลองนึกภาพสมัยก่อนน่ะ จะทำบริษัทแข่งกับบริษัทใหญ่ๆ สมมุติให้พี่ ให้พวกเราทำบริษัทแข่งกับ KB BTG อย่างเงี้ย โอ้โห จะไปสู้ได้ไงอ่ะ เรา สมมุติเค้ามี Server 100 ตัว เราจะซื้อ Server สัก ตัวเรายังลำบากเลยใช่มั้ย แต่เดี๋ยวนี้จะ สังเกตว่า Startup ออกมาเยอะแยะมากมายเลย คำถามคือทำไม Startup ถึง ออกมาสู้กับทุนใหญ่ๆได้ เพราะว่ามันมีนี่แหละครับ มันสามารถให้เราเข้าถึงเทคโนโลยี เอ่อ ในรูปแบบของเค้าเรียกว่า เอ่อ ปริมาณที่เราต้องการใช้ได้จริงๆ แล้วเราก็มีค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายที่เราสามารถ effort ได้นะครับ พี่เล่าเรื่องนึงให้ฟัง เป็น Startup ยุคบุกเบิก เออ ถ้าพูดถึง Startup เรารู้จัก Startup อะไรบ้างครับ ที่ดังๆอ่ะ พวกเราว่ามี Start อะไรดังๆบ้าง ที่เราเคยได้ยินชื่อ Fast Work มีอะไรอีกฮะ อุ๊บ B อุบ อ่ามีอะไร มีอะไรอีกมั้ย เคยได้ยิน Airbnb มั้ย จริงๆสาเหตุที่พี่พูดถึง Airbnb เพราะว่า อะไรป่ะ เพราะ Airbnb อ่ะเป็น Startup ที่ เอ่อ ใช้ Cloud ในยุคแรกๆได้มีประสิทธิภาพ แล้วก็ทำทำให้เค้าอ่ะ เอ่อ กลายเป็น Startup ระดับ Unicorn ได้โดย Cloud เนี่ย เออ มีใครเคย ได้ยิน Story ของ Airbnb มั้ย Airbnb อ่ะครับ เอ่อ ก่อตั้งโดยคน 3 คนเนอะ Concept ของเค้าตอนแรกก็คือเค้าอยาก เค้ามีไอเดียว่าแบบ เอ้ย เค้ามีห้องอพาร์ตเมนต์อยู่ที่ถ้าพี่จำไม่ ผิดนะน่าก็จะอยู่ที่ San Francisco มีใครเคยไป San Francisco มั้ย San Francisco ก็คือที่มันมี Golden Gate อ่ะ สะพาน สีแดงใช่มั้ย คือ San Francisco มันจะมีด้านมืดอยู่นะครับ มันจะมีจะมันจะมีแบบมุมที่เขาไป เที่ยวกันที่แบบเป็นอพาร์ตเมนต์สวยๆวิวดีๆแถวๆ Bay ใช่มั้ย แต่ข้างในมันก็จะเป็นแบบ เมืองแบบ Hellish อ่ะ แบบคนแบบ โอ้โหน่ากลัวมาก คือไม่สามารถลงไปเดินได้ ถ้าน้องลงไปเดินน้องเป็น target แน่นอนอ่ะ เออ โดนแน่นอนน่ะ เออ คือแบบห้ามลงไปเดินเด็ด ขาด เออ คือขนาดนั่งอยู่ในรถเมล์ยังกลัวเลย อ่ะ พี่ยังกลัวเลย เพแบบมองไป เฮ้ย โหไม่ไหว ลงไปนี่โดนแน่นอน 3 คนเนี้ยครับ เค้าก็เลยมีไอเดียว่า เอ้ย เค้ามีห้อง เค้าอยู่ห้องกันน่ะ เค้าแชร์ห้องกันน่ะ แต่เค้าอยาก บางวันเค้าอยากแบบ อยากได้รายได้เพิ่มอ่ะ ก็คืออยากเอาห้องตัวเองไปปล่อยเช่าสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะว่า Location เขาดี เค้าบอกว่า เฮ้ย เค้าก็เลยทำเว็บไซต์ขึ้นมา แล้วก็บอกว่า เนี่ยมี Airbn Airbnb ย่อมาจากอะไรมีใครรู้ป่ะ BNB ย่อมาจาก Bed and Breakfast ใช่มั้ย ก็คือบอกว่ามี Airbase ก็ให้ คือเป็น Airbase อ่ะ ก็คือเป็นเตียงเป่าลม คุณมานอนได้ ถ้าคุณแค่อยากมาเที่ยวอ่ะ คุณเป็น Backpacker อ่ะ คิดไม่แพงอ่ะ ถ้าคุณนอนโรงแรม San Francisco อย่างน้อยก็ต้องมีคืนละ 100 เหรียญอ่ะ แต่คุณมาอยู่กับเราอ่ะ ผมมี Airbase ให้คุณน่ะนอนอย่างน้อยคุณได้ หลับแน่นอน แล้วก็มี Breakfast ให้ด้วยใช่ไหม ผมคิดคืนละ 30 เหรียญเหนีย พอโอถูกกว่าตั้ง 70% ก็บูมมากแล้ว เาเขียน เว็บไซต์ขึ้นมาครับชื่อ Airbnb แล้วก็ไป Host ตอนที่เขาพีคมากๆอ่ะ ระดับที่แบบมี transaction วิ่งเข้า คือมียอดออเดอร์อ่ะ ประมาณสัก 10 กว่าล้านออเดอร์ต่อวันน่ะ คือธุรกิจเค้าก็คือเค้าก็ไปหา Location หาพวก ไป Partner up กับพวกอะไรอ่ะ พวกอพาร์ตเมนต์คนทั่วไป หรือว่าเนี่ยครับ แล้วก็ไปช่วยถ่ายรูปถ่ายรูปเอาขึ้นมาเว็บไซต์ สมัยที่เาค้ามี transaction ระดับ 10 10 ล้าน กว่า transaction ต่อวันนะ หมายถึงว่ามี ยอดคนเข้าไปจองโรงแรมอ่ะ เค้าใช้ engineer operate หลังบ้านน่ะ 5 คนเอง นึกภาพเ้า scale ถ้าเป็นคน ถ้าเป็นถ้าไม่มี Cloud นะ ต้องใช้คนเป็น 100 แน่นอนในการ operate หลังบ้านน่ะ เค้าใช้ 5 คน ถามว่า amazing มั้ย เมื่อก่อน amazing มากนะครับ ก็คือใช้ 5 คนแล้วก็ใช้ Service บน Cloud ในการ operate หลังบ้านทั้งหมด เพราะว่า Cloud มันช่วยเยอะใช่มั้ครับ แต่ ณ ปัจจุบันเราจะเห็นบริษัทที่เป็น Startup อ่ะ 2 คน 3 คนแต่ธุรกิจระดับหลักร้อยล้าน พันล้านบาทอ่ะ ใช้ AI ช่วยเยอะนะครับ เราจะเห็นเลยนะครับ ก็เลยเป็นที่มาว่า Cloud อ่ะ มันทำให้คนตัวเล็กๆอย่างพวกเรา อ่ะ สามารถใช้งานเทคโนโลยีที่ระดับสมัย ก่อนที่ต้องเป็นบริษัทใหญ่ๆ ถึงจะมีเงินในการไปใช้ อ่ะ กลายเป็นว่า Cloud มันมาเปลี่ยนจุดเปลี่ยนตรงเนี้ย ตอนช่วงปีต้นปี 2010 กว่ามันเราจะเห็นว่า ถ้าเราไปย้อนดูประวัติศาสตร์อ่ะ ช่วงตั้งแต่ปี 2010 กว่าเราจะเห็น Startup เล็กๆอ่ะ เกิดขึ้นเยอะมากแล้วก็โตมาเป็น Startup ใหญ่ๆที่เราเห็นอาจจะรู้จักอย่างเช่น Airbnb Grab อะไรอย่างเงี้ยนะครับ อย่างบ้านเรา ที่ดังๆหลายๆเจ้าเนี่ย ก็เกิดมาจากการ กระโดดขึ้นไปเล่นอยู่บน Cloud เพราะว่า มันอำนวยความสะดวกให้เราได้เยอะมากขึ้นนะ ครับ ทีนี้บน Cloud เนี่ย มันก็จะมีโมเดลอันนี้ ก็ออกสอบเหมือนกัน เค้าจะชอบถามนะครับว่า มันมีวิธีการให้เราจ่ายเงินแบบไหนบ้าง หลักๆเนี่ย เอ้ย เดี๋ยวพี่ปิดอันนี้ก่อน หลักๆเนี่ยนะครับ บน Cloud เนี่ย สิ่งที่เราจะตัดออกไปเลยก็คือ Capital expense ก็คือเงินลงทุนก้อนใหญ่ๆ แต่ว่าเค้าก็จะมีให้เราจ่ายในรูปแบบของ Pay As You Go คือใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เหมือนกับเรา จ่ายค่าน้ำค่าไฟ เช่นค่าน้ำบอกว่าหน่วยละ 1 บาท เราก็จ่ายสมมุติเราใช้ 100 หน่วย เราก็ จ่าย 100 บาทสิ้นเดือนใช่มั้ครับ อีกรูปแบบนึงก็คือสิ่งที่เรียกว่า Subscription Subscription ก็คือ subscribe subscription ภาษาไทยคืออะไร อ่ะ ระบบสมาชิกเหรอ ภาษาไทยเค้าเรียกว่า อะไรครับ มีคำแปลมั้ย น้องลองแปลหน่อย Subscription คืออะไรอ่ะ >> สมาชิกนั่นแหละ >> ระบบสมัครสมาชิกใช่มั้ย คำถามคือพอเรา สมัครสมาชิกอ่ะ เราได้อะไรครับ ได้สิทธิพิเศษ พวก discount อะไรต่างๆใช่มั้ย บน Cloud ก็มีแบบนี้เหมือนกัน เช่น Cloud อาจจะบอกว่า สมมุติ นึกๆภาพเราใช้ Server ตัวนึงใช่มั้ย เค้าบอกว่าถ้าคุณเปิด Server ตัวเบน Cloud เราคิดค่าใช้จ่ายคุณวันละ 10 บาท สมมุตินะ น้องๆก็บอกว่าโอเค สิ้นเดือน วันละ 10 บาท 30 วันก็ 300 ใช่ไหมครับ แต่ พี่บอกว่า แต่ถ้าน้องๆคิดว่าน้องจะใช้ตัว นี้ยาวเกิน whatever ระยะเวลาเท่าไหร่ก็ ว่าไป ถ้าพี่บอกว่าเนี่ยมี option นึง น้อง สามารถ subscribe 6 เดือนใช่มั้ย 6 เดือนถ้าไปจ่ายแบบ Pay As You Go คือ 6 * 300 = 1,800 แต่ถ้าน้อง subscribe กับพี่ 6 เดือนน่ะ พี่เก็บตังค์น้องแค่ 1,000 เดียว เออ ถ้าเรามีแพลนในการใช้แบบระยะยาวอ่ะ subscription หรือระบบสมาชิกก็จะทำให้ เราสามารถลด cost ตรงนี้ไปได้อีกนะครับ เพราะฉะนั้นบน Cloud มันก็จะมีอะไรแบบ เนี้ยที่มันล่อตาล่อใจแล้วก็ช่วยเราใน เรื่องของการบริหารต้นทุนได้ดีขึ้นนะครับ เอ่อ อันนี้ก็เค้าถามว่าทำไม Cloud ถึง เอ่อ เอ่อ ดึงดูดนะครับคนมาใช้แน่นอนเรื่อง ของค่าใช้จ่ายนะครับมัน eliminate เรื่อง ของ upfront cost ไปได้นะครับ เช่นถ้าพี่ บอกว่าจะใช้ service ของ Alibaba ต้อง จ่ายมาก่อนล้านนึงไม่มีคนใช้แน่นอน แต่ถ้า พี่บอกว่าจะใช้ Server ตัวเนี้ย แทนที่คุณ จะจ่ายมาล้านนึง พี่คิดคุณเป็นวันละ 10 บาท ถามว่าใช้มั้ย ใช้ใช่มั้ย ใช้ง่ายจะตาย ใช่มั้ครับ cost บริหารได้ดีมากกว่า โอเค ประมาณนี้ก็ได้ ได้น่าจะได้ Knowledge ไป พอสมควรสำหรับข้อสอบนะครับ จริงๆข้อสอบเรา มีส่งอาจารย์แทปเรื่องของตัว MO Exam ไปให้แล้วนะครับ แต่ว่าโดย concept อย่างที่พี่บอกอ่ะ ก็จะไม่หนีใน เนื้อหาที่พี่คุยไป แต่ว่าอาจจะมีเรื่อง ของ service บางอย่างก็อาจจะต้อง เดี๋ยวพี่จะส่งตัวที่เป็น Guideline ไปให้ดูอีกทีนึงว่าข้อสอบเนี่ย มันแบ่งเป็น category อะไรบ้างนะครับ แล้วก็มีอะไรที่เราต้องไปดูเพิ่มบ้าง คำถามคือต้องไปดูเพิ่มมั้ย ต้องไปดูเพิ่ม เตรียมตัวนิดนึงนะครับ แต่โดย concept เบื้องต้นของภาพรวมของ Cloud ทั้ง หมดเราคุยกันไปแล้ววันนี้นะครับ ก็วันนี้ ขอบคุณมากครับผม >> อ่าโอเค เอ่อ ขอบคุณคุณพอด้วย วันนี้ทุกคน ยังอยู่เนาะ ยังอยู่กับอาจารย์เนาะ โอเค ยังอยู่ก็จริงๆนับว่าเป็น 2 full session นับเป็นชั่วโมงอ่ะ เกือบ 5-6 ชมงเนาะ ที่เราอยู่กับคุณพอเค้าแล้วก็จริงๆ วันเนี้ย ถ้ายุคือจับ point ได้นะ มันจะมีบาง topic ที่คุณพอเค้าจะพูดว่าอันนี้ออกสอบแน่ อันนี้ออกสอบแน่เป็นต้น ซึ่งถ้าใครไม่ทันอ่ะ ผมเผลอหลับไปตอนไหนอะไรก็แล้วแต่ เดี๋ยว record จะส่งตามไปให้ในกลุ่ม AMC เหมือน เดิมนะคะ อ่ะ ซึ่งสำหรับวันนี้ไม่ได้มีอะไร มากเราติวกันไปแล้ว 2 session เน้นๆ ซึ่งอะไร เข้าหัวไปบ้าง อะไรเข้าแล้วออกไปแล้วบ้าง ก็เดี๋ยวลองไปดู rerun record กันอีกทีนึง ทีนี้เบื้องต้นเนาะ ใครที่อยู่ในรายวิชาต่างๆ อาจารย์คิดว่าอาจารย์ประจำ section วิชาของคุณคงจะได้ส่ง Guideline กับ mock up ทีนี้สิ่งที่อยากจะย้ำก่อนจะไป สอบได้ต้องมี account ก่อนเนาะ ถ้า สัปดาห์ที่ผ่านมาใครได้เข้าเรียนเราจะได้ assign แล้วก็ in class activity ทำ ตัว account ไปแล้ว ทีนี้คนที่ already have account ไปแล้วเนาะ อย่าลืม password ขอแค่นี้ อย่าลืม password ในวันสอบสัปดาห์หน้า ทีนี้เก็บตกคนที่ week ที่แล้ว ไม่ได้เข้าเรียนหรือเฮ้ย อาจารย์วิชาผมเค้าบอกไปตอนไหนว่าหลับไปหรือเปล่า หรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้รู้ตัวว่าเรายังไม่ได้มี account สำหรับเข้าสอบในกลุ่ม AMC อาจารย์ ลง detail ไปให้แล้ว คุณสามารถเช็ค manual สมัครด้วยตัวเองได้ ทีนี้ขอให้ใช้เป็น build นะ ถ้าหากว่าใครไปกดตัว phone อะไรเงี้ย เงี้ย จริงๆมันก็ได้ไม่มีปัญหาแต่ว่า อาจารย์กลัว domain จากจีนมันบล็อกมาเนาะ เพราะฉะนั้นขอ priority ที่เป็น verify ที่อีเมลก่อนนะ แล้วก็อีกกลุ่มนึง เด็กๆที่ไม่ได้อยู่ในรายวิชาบังคับแล้วเมื่อ สัปดาห์ 2 สัปดาห์ก่อนเราลงแจ้งความ ประสงค์มาว่า เออ สนใจอยากจะสอบ Certificate ด้วยเช่น DMK ปี 4 หรือว่าเด็กๆกลุ่มอื่น ที่เฮ้ยหนูมา join project นี้เฉยๆ อยากสนใจ แข่งขันเนาะ ก็รายละเอียดอาจารย์ลงไปให้ แล้วในกลุ่ม ฝากเรื่องการเปิด account ของตัว เองแล้วสำคัญอย่าลืมว่า password ของตัวเอง คืออะไร ถึงหน้างานสิ่งนี้อาจารย์ช่วยเรา ไม่ได้นะว่า password หนูคืออะไรนะคะ เพราะ ฉะนั้นอย่าลืม password ของตัวเอง คนที่ week ที่แล้วไม่ได้เข้าเรียนในรายวิชาตัวเอง ให้ไปตามทำด้วย มีปัญหาติดขัดตรงไหนถามลง มาในกลุ่มหรือถามอาจารย์ประจำ section ตัวเอง คนที่ไม่ได้อยู่ในรายวิชาบังคับปี 4 กลุ่มอื่นๆให้สามารถสมัคร manual ได้ ด้วยตัวเองได้ อาจารย์แปะ link การ manual สมัครด้วยตนเองไว้ให้แล้ว และกลุ่มที่ไม่ ได้อยู่ในรายวิชาบังคับจะจัดเป็นกลุ่มสอบ รอบพิเศษ เพราะฉะนั้นกลุ่มที่สอบรอบพิเศษ เนี่ยจะต้องไปใส่รายละเอียดให้ด้วยว่าเรา จะสะดวกเข้ามาสอบวันไหน ซึ่งมีด้วยกันทั้ง หมด 2 วันที่ 30 กับวันที่ 31 รอบเที่ยง ตรงนะคะ เพราะฉะนั้นเช็คตารางตัวเองว่า ณ เวลานั้นเราสะดวกสอบตอนไหน แต่คนอื่นที่ อยู่ในรายวิชาบังคับไม่ต้องไปลงเนาะ คนที่ อยู่ under รายวิชาอยู่แล้ว เอ่อ แต่ละวิชา จะ lock วันของเราอ่ะเอาไว้ให้แล้ว ตรงกับวันเวลาวิชาเรียนเนาะ จะได้ไม่มีปัญหา เรื่องทับกับวิชานู้นวิชานี้ วันนี้ฝาก ประเด็นไว้ 3 เรื่อง 1 อย่างแรกก็คือ account คนที่มีแล้วอย่าลืม password คนที่ยังไม่มี เอาให้ชัวร์ว่าเราสามารถสมัคร วันเนี้ย กลับไปสมัครสมเลย อย่าไปสมัครเช้าวันนั้น นะคะ เผื่อมี accidentally อะไร ข้อที่ 2 คนที่อยู่นอกกลุ่มที่ไม่ได้บังคับรายวิชา เข้าไปใส่ใน note open chat ให้ด้วยว่า เราจะสะดวกเข้ามาวันไหน เดี๋ยวอาจารย์จะ นับจำนวนว่า เอ้ย ส่วนใหญ่เด็กๆอ่ะ ไปรอบ พิเศษ 1 หรือรอบพิเศษ 2 จะได้หาคนไปคุม สอบให้ และ 3 ตรงต่อเวลานี่คือสอบและแจ้ง แล้วว่าเราใช้ระบบของ Alibaba นะ อาจจะไม่ สามารถบิดปิดเวลาไปให้เราได้ late ก็คือ late เพราะฉะนั้นมาให้ตรงต่อเวลา มาถึงก่อนเวลาก็ได้นะ ไม่เอาข้ออ้างรถติด หาที่จอดรถ ขึ้นบันไดอะไรก็แล้วแต่ ตรงต่อเวลาที่ระบุไว้ คือตัวเราต้องมานั่งอยู่ที่โต๊ะแล้วนะ เผื่อ accident เผื่อเปิดคอมเผื่ออะไรก็แล้วแต่ ให้หน่อย อย่ามาสายนะ ทีนี้ถ้าหลัง จากวันนี้ใครมี question สงสัยอะไร คนที่ ไปสมัคร account เองมันติดตรงไหนพิมพ์ ลงมาในกลุ่มหรือเราเจออาจารย์ประจำ section เราให้เราถามเค้าเนาะ อ่าสำหรับวัน นี้เท่านี้ เดี๋ยว record จะตามส่งไปให้เหมือนเดิม ถ้าใครมี question อะไรก็ถาม ตามหลังมาได้ แล้วก็วันนี้ขอขอบคุณคุณพอ อีกครั้งนึงค่ะ ขอบคุณครับ