📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คนไทย “อยู่ได้ด้วยหนี้”? กู้เพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่ลงทุน เรื่องนี้น่าห่วงกว่าที่คิด l World Wide Wealth

TNN Originals8:02

Transcription

ใครเป็นบ้างรายได้เท่าเดิมแต่ว่ารายจ่ายเพิ่มขึ้นค่ะ จนต้องไปกู้ ต้องรูด หรือว่าต้องยืมเงินค่ะ สุดท้ายหนี้ก็เพิ่มขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยแผ่วค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงแล้วก็เป็นเรื่องใหญ่มากๆนะคะ

มีคำเตือนค่ะว่าตอนนี้หนี้ครัวเรือนของไทยนั้นขยายตัวอีกครั้งหนึ่งแล้ว และถามว่าหนี้เหล่านี้มาจากไหนกันแน่ ข้อมูลล่าสุดจากทางศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ หรือว่า SCB EIC ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสที่ 4 ของปี 2518 กลับมาขยายตัวเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 0.05% 05% เมื่อเทียบเป็นรายปีค่ะ เป็นการกลับมาบวกอีกครั้งนะคะ หลังจากที่หดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาสก่อนหน้านี้แล้ว ก็ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2518 เพิ่มขึ้นมาเป็น 86.7% ค่ะ

หลายคนฟังแล้วจะบอกว่าตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะปรับขึ้นมาเพียงแค่เล็กน้อย 0.05% 5% แต่ว่าสำหรับโลกเศรษฐกิจนะคะ นี่คือสัญญาณอันตรายค่ะ ที่บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางการเป็นหนี้ที่เคยลดลงไปเรื่อยๆ กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหนึ่งแล้ว

หนี้มาจากไหน ทำไมคนไทยต้องกู้ ไม่ใช่เพื่อการลงทุน ไม่ใช่เพื่อธุรกิจค่ะ แต่เป็นการกู้เพื่อใช้ชีวิต กู้เพื่อปากท้อง เพื่อการกิน การใช้่นะคะ หมุนวนไปแบบนั้นค่ะ คนไทยไม่ได้กู้เพื่อการลงทุนค่ะ แต่ว่าเรากู้เพื่อใช้ชีวิตนะคะ นี่คือหัวใจของปัญหาทั้งหมด

รายงานของ SCB EAC ระบุชัดเจนค่ะ บอกว่าหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมา มาจากการเคี้ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการใช้จ่ายในกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 12.72 72 ล้านล้านบาท หรือว่าเพิ่มขึ้นมาประมาณ 1.19 19 แสนล้านบาทจากไตรมาสที่แล้วค่ะ หากพูดให้เห็นภาพนะคะ หมายความว่าคนไทยของเรานั้นกำลังหมุนเงินค่ะ ต้องกู้มากินมาใช้่นะคะ แต่ว่าในขณะเดียวกัน การกู้เพื่อลงทุนหรือว่าทำธุรกิจนั้นหดตัวลงไปค่ะ

เรื่องนี้เป็นสัญญาณอันตรายนะคะ น่ากลัวกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด เพราะนี่หมายถึงเศรษฐกิจไทยค่ะ สาเหตุเป็นเพราะว่าหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ในอนาคต หรือว่าการที่เรายืมเงินมาใช้มากินทั้งหมดนี้ อาจจะกลายเป็นหนี้เสียในที่สุดค่ะ

ตัวเลขการเติบโตของสินเชื่อในกลุ่มอื่นๆ แตกต่างอย่างชัดเจนค่ะ เริ่มจากสินเชื่อเพื่อการซื้อสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นมาเล็กน้อยนะคะ แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำอย่างต่อเนื่องค่ะ ส่วนกลุ่มของสินเชื่อที่หดตัวจากไตรมาสก่อน ได้แก่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจนั้น ยังคงหดลงอย่างต่อเนื่องค่ะ

และนอกจากนี้ค่ะ ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ เราพบว่าธนาคารหรือสถาบันการเงินนะคะ ได้เริ่มมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยสินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนนั้น ยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่องค่ะ โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่งและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันนะคะ คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของสินเชื่อภาคครัวเรือนทั้งหมดค่ะ

คำถามต่อมาก็คือ เอกชนปล่อยกู้ยากขึ้นแล้ว ทำไมคนไทยยังเป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาได้ ทางออกอยู่ตรงไหน แล้วเป็นความเสี่ยงมากน้อยหรือไม่ แม้ว่าธนาคารจะเข้มงวดนะคะ แต่ว่าหนี้ครัวเรือนค่ะ กลับบวกขึ้นมาได้ เพราะว่าคนไทยนั้นยังคงร้อนเงิน เจอปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย และต้องการเสริมสภาพคล่องระยะสั้น ดังนั้นจึงต้องหันไปกู้จากสถาบันการเงินของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และที่พึ่งสำคัญก็คือโรงรับจำนำค่ะ

ตัวเลขเหล่านี้นะคะ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนพยุงเศรษฐกิจค่ะ และเป็นการพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าถึงง่ายและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่า

คนไทยกำลังสะสมหนี้ค่ะ หนี้กำลังเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ใกล้จะท่วมหัวแล้วนะคะ และมีความเสี่ยงจะกลายเป็นหนี้เสียได้ แต่ที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือ ณ วันนี้ เราอยู่ในช่วงเวลาของความเสี่ยง ทั้งเรื่องของงานที่หายากและราคาน้ำมันที่แพงขึ้นค่ะ

SBEC นะคะ ประเมินปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยค่ะ บอกว่าเรานั้นมีแนวโน้มจะเจอกับความเสี่ยงที่มากขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลักๆ ด้วยกัน เริ่มจากตลาดแรงงานเปราะบางค่ะ เด็กจบใหม่หางานยากขึ้น คนว่างงานเริ่มเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีงานทำในกลุ่มอายุ 15-24 ปีหดตัวต่อเนื่องนะคะ เป็นปีที่ 2 ในปีที่ผ่านมา และนอกจากนี้ค่ะ ปีที่ผ่านมาการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมนั้นหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ช่วงของโควิด-19 หรือแม้กระทั่งภาคการเกษตรนะคะ ก็มีการย้ายไปทำงานในภาคอื่นที่มีรายได้สูงกว่า อย่างเช่นภาคบริการ แต่ว่างานบางส่วนค่ะ ยังคงเป็นงานที่มีรายได้ต่ำ แล้วก็ส่งผลนะคะ ทำให้ค่าเฉลี่ยรายได้ของแรงงานนั้นปรับตัวลดลงไป

และเรื่องใหญ่ที่สุดนะคะ ที่ใกล้ตัวเราทุกคนมากๆ ก็คือเรื่องของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นค่ะ มีผลต่อเนื่องนะคะ ไปยังค่าครองชีพได้ ซึ่งเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ที่เราทุกคนหนีไม่พ้นค่ะ SCB Ec ประเมินเงินเฟ้อไทยในปีนี้จะเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.2% 2% ค่ะ จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เพราะสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบนะคะ เป็นวงกว้างต่อราคาสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะมากดดันรายได้ที่แท้จริงของแรงงานที่เพิ่งฟื้น และกลับมาใกล้เคียงกับระดับก่อนโควิด-199 ค่ะ

และขณะเดียวกันค่ะ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นนะคะ เพิ่มต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ กระทบความสามารถในการทำกำไร แล้วก็อาจจะจำกัดการจ้างงานหรือปรับขึ้นค่าจ้างในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งระบุเอาไว้นะคะว่าแรงงาน ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้มีมากถึง 2,600,000 คน หรือคิดเป็น 6.5% 5% ของแรงงานทั้งหมดเลยค่ะ

วิกฤตนี่มาแล้ว แล้วเราจะหาทางออกอย่างไร คำตอบก็คือต้องแก้ทั้งระยะสั้นแล้วก็ระยะยาว ต้องพุ่งเป้าแล้วก็ยั่งยืนค่ะ SCBEC นะคะ ได้เผยคำแนะนำความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนของไทย สำหรับระยะสั้นค่ะ ภาครัฐควรเร่งออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะด้านพลังงานค่ะ ควรออกแบบนะคะ ให้ตรงกลุ่มแล้วก็มีลักษณะชั่วคราว พร้อมกับเดินหน้ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ ลดภาระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ควบคู่กันไป เพื่อเสริมสภาพคล่องในช่วงที่รายได้นั้นยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ค่ะ

สำหรับระยะยาวค่ะ การแก้ปัญหาในครัวเรือนอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมุ่งแก้ที่ต้นตอของปัญหา โดยเฉพาะการยกระดับรายได้และความสามารถในการหารายได้ของครัวเรือน ภาครัฐนะคะ จึงควรเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เร่งสร้างงานที่มีประสิทธิภาพสูง และขยายโอกาสในการเข้าถึงอาชีพและแหล่งรายได้ใหม่ๆ ค่ะ และนอกจากนี้ นะคะ ควรพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมผู้สูงอายุได้ดีขึ้น และส่งเสริมวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงินของครัวเรือนค่ะ

คนไทยอยู่ด้วยหนี้มากกว่าอยู่ด้วยรายได้ค่ะ นี่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ที่ดังขึ้นแล้วนะคะ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมือช่วยกันแก้ไขค่ะ และทุกคนล่ะคะ ใครที่เป็นหนี้อยู่บ้าง หาทางออกอย่างไร