📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

บทเรียนผู้นำ Arsenal แชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 22 ปี | Executive Espresso EP.606

THE SECRET SAUCE28:10

Transcription

โอโอเโอเ >> ทีมที่ดีไม่ใช่ทีมที่ฉลองในวันที่ชนะ แต่คือทีมที่ช่วยกันปอบประโลมในวันที่แพ้ 22 ปีแห่งการรอคอย Trust the process ในที่สุดอาร์เซนอลก็ได้เป็นแชมป์ สิ่งที่ผู้จัดการทีมชาวสเปนที่ชื่อว่า มิเกล อาร์เตต้า ทำไม่ใช่สร้างทีมฟุตบอลให้ดีขึ้น แต่เขาฟื้นฟูทั้งระบบขององค์กรที่เคยสูญเสียตัวตน ความมั่นใจ หรือแม้กระทั่งความสามารถในการชนะ

>> การเริ่มเชียร์ทีมฟุตบอลสักทีมเนี่ย มันไม่ใช่เพราะแชมป์ ไม่ใช่เพราะนักเตะ แล้วก็ไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์อะไรด้วย แต่เพราะว่าวันนึงเนี่ยคุณค้นพบครับว่าตัวเองเป็นส่วนนึงของที่แห่งนั้น

Executive Espresso อีสานมีของดีเนยถั่ว 100 ล้านน้ำปลาร้า พันล้านรองเท้าแตะวิ่งส่งออกระดับโลก และอีกมากมายที่โตไกลกว่าอีสาน และโอกาสต่อไปอาจเป็นธุรกิจของคุณ หาคำตอบพร้อมกันในงาน ปีที่ 3 The Cource Business Weekend อีสาน 2026 เทศกาลผู้ประกอบการที่ม่วนที่สุด ยกระดับเนื้อหาให้ลึกขึ้นโดยอินไซตธุรกิจจริงในพื้นที่ แซ่บขึ้นกับบทเรียนผู้ประกอบการที่มาแชร์แบบไม่มีกั๊ก แม่นขึ้นด้วยเฟมวิร์คเอาตัวรอดในยุคต้นทุนสูง และคุ้มค่าขึ้นกับโปรโมชั่นบัตรพิเศษ งานเดียวตอบโจทย์ทั้งความรู้แล้วก็ Connection พบกันวันที่ 18 กรกฎาคมนี้ ที่ขอนแก่น ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ Eventpop แล้วมาโตเป็นน้ำกันเด้อ

22 ปีแห่งการรอคอย 22 ปีที่โดนล้อ ในที่สุดอาร์เซนอลก็ได้เป็นแชมป์ครั้งแรกในรอบ 22 ปีครับ นี่ไม่ใช่รายการบอลนะครับ แต่เป็นรายการ The ซอนี่แหละครับ แต่เนื่องจากผมเป็นแฟนอาร์เซนอล แล้วผมเชื่อว่าหลายคนก็คงจะเห็นนะ กระแสคนใส่เสื้ออาร์เซนอลออกมาเดินทั่วบ้านทั่วเมือง เฮ้ย มันเกิดอะไรกันขึ้นเนี่ย ทำไมจู่ๆคนใส่เสื้อสีแดงขาวออกมาแล้วก็ดีใจเป็นบ้าเป็นหลังกันเลย เพราะว่ามันเป็นทีมที่โดนล้อบ่อยมากครับ แล้วก็เป็นทีมที่ใน 22 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ก็คือเด็กคนนึงเรียนจบมหาวิทยาลัยได้เลยนะ ผมเองนะฮะ ในฐานะคนที่เป็นแฟนปืนมาเกือบ 30 ปีนะครับ ผมเชียร์ตั้งแต่ยุค 98-99 ก็คือเป็นยุคที่แบบเก่งมากๆแล้วก็ยุคไร้พ่าย ก็คือในตลอดฤดูกาล 38 นัดนี่ไม่แพ้ใครเลยนะ ต้องบอกว่าก็ชอกช้ำอ่ะ เป็นยามเฝ้าถ้วยฉันจะเป็นอย่างนี้

คือเก็บความรู้สึกอย่างนี้มานานมากแล้วก็เกือบจะได้แชมป์ใน 3 ปีหลังเนี่ย ได้ที่ 2 ผมไปที่สนามมาหลายครั้งนะครับ แล้วก็ไปแต่ละครั้งนี่ก็ผิดหวังอ่ะ ผิดหวังกลับมา เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนแบบทำท่าว่าเป็นอะไรที่นานๆครั้งแล้วกันเนาะ เพราะว่าเขาได้ปลดปล่อยออกมา ผมเองก็มีความสุขมาก ผมเชื่อว่าแฟนบอลที่ดูอยู่ตอนเนี้ย ถ้าเป็นแฟนอาร์เซนอลก็จะมีความสุข แต่ถ้าเป็นแฟนบอลทีมอื่นเนี่ย ก็อาจจะมีความแบบ มึงเป็นอะไรกันมากหรือเปล่า ก็ให้เค้าหน่อยแล้วกันเนาะ เพราะว่า 22 ปีที่มันไม่ได้เลยนะ ครับ

ทีนี้รายการในวันนี้เนี่ย เนื่องจากว่าเราเป็นรายการธุรกิจ รายการความเป็นผู้นำ เฮ้ย ผมคิดว่ามันมีอะไรน่ารู้มากเกี่ยวกับอาร์เซนอลในเฉพาะที่ได้แชมป์ในครั้งนี้เนี่ย เพราะมันเป็นการสร้างทีมในรอบประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา แล้วมันมีวิธีคิดในการบริหารทีม วิธีคิดของความเป็นผู้นำ วิธีคิดในการจัดการ โดยเฉพาะจิตวิทยาของโค้ชชื่อว่าอาร์เตต้า ผมเชื่อว่าทุกท่านจะสามารถเรียนรู้ได้จากคำๆนี้ครับ คำเดียวเลยครับที่เป็นหัวใจหลักของอาร์เซนอลที่ทำให้ในที่สุดเขาได้แชมป์สักทีก็คือ Trust the process เชื่อในกระบวนการ เป็นคำพูดที่แฟนปืนเนี่ยเชื่อมาหลายปีมาก จนมันบางครั้งเป็นคำล้อเลียนด้วยซ้ำนะครับ Trust the process เชื่อในกระบวนการ เพราะอาร์เซนอลไม่ใช่ทีมที่จู่ๆมาแล้วซื้อตัวรุมๆกันแล้วก็ทำอะไรที่แบบหวือหวาแล้วได้แชมป์เลย แต่เป็นทีมที่เชื่อว่าทุกอย่างต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป เก็บเล็กผสมน้อย Trust the process เนี่ย มันเป็นเหมือนคำขวัญขององค์กรที่ผู้บริหารอาจจะพูดเนาะ ในวันที่ผลงานยังไม่มา หรือเป็นคำปลอบใจในวันที่ทุกอย่างกำลังพัง แต่ถ้าทุกท่านมองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเคส study ของทีมฟุตบอลทีมนึงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำนี้ถือว่าแม่นยำที่สุดเลยครับ ในการบอกว่าองค์กรที่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งทำได้ยังไง เพราะว่าสิ่งที่ผู้จัดการทีมชาวสเปนที่ชื่อว่าอาร์เตต้า ทำไม่ใช่สร้างทีมฟุตบอลให้ดีขึ้น แต่เขาฟื้นฟูทั้งระบบขององค์กรที่เคยสูญเสียตัวตน identity เลยนะ ความมั่นใจ หรือแม้กระทั่งความสามารถในการชนะเลยเนี่ยเนี่ย คือทีมมีศักยภาพดี แต่ใจมันไม่ได้ ใจมันฝ่อ ใจมันแป้ว ฟุตบอลก็เลยเป็นเพียงแค่ฉากหน้า แต่จริงๆมันคือเรื่องของภาวะผู้นำ

อาร์เตต้าเข้ามารับตำแหน่งในปี 2019 ครับ ตอนนั้นอาร์เซนอลเนี่ยก็ถือว่าเป็นทีมที่กำลังหลงทางนะ แล้วก็หลังจากหมดยุคอันยาวนานของอาร์แซน เวนเกอร์ สโมสรก็สูญเสียคำตอบข้อหนึ่งไปว่า ฉันคือใคร เราคือใคร เราเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลสวยงาม เป็นทีมที่ปั้นดาวรุ่ง เป็นทีมที่มีชื่อเสียงทางการตลาด หรือเป็นทีมที่ต้องการจะเป็นแชมป์กันแน่ สิ่งที่น่าสนใจก็คือไม่ได้เริ่มจากแทคติกฟุตบอลนะครับ แต่เขาเริ่มจากคำถามเรื่องตัวตนครับ ทุกท่านมีเรื่องเล่าเลยนะครับว่าในช่วงแรกเนี่ย เขาเดินคุยกับคนทั่วเลยในสโมสร ทั้งนักเตะ ทีมงาน ไปจนถึงเจ้าหน้าที่เบื้องหลัง ถามคำถามง่ายๆ สำหรับคุณอาร์เซนอลคืออะไร อันนี้เหมือนถามเรื่ององค์กรเลยเนาะ คำถามมันดูง่ายนะ แต่จริงๆแล้วมันทรงพลัง เพราะองค์กรที่ตอบไม่ได้ครับว่าตัวเองคือใคร มักตอบไม่ได้ว่าควรจะเดินไปทางไหน แต่การรู้ว่าตัวเองคือใครอย่างเดียวก็ไม่พอครับ เพราะว่าตัวตนมันต้องถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรียกว่า culture ครับ วัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญนะครับ ใครทำงาน ใครทำองค์กร ใครบริหารจะรู้เลยนะครับว่าพอคุณเจอ purpose การมีอยู่ขององค์กร คุณเจอ identity แล้วเนี่ย ถ้าคุณไม่สามารถแปลง identity นั้น อัตลักษณ์นั้นให้กลายเป็นวัฒนธรรมทำองค์กรได้ คุณไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะว่าอะไร เพราะว่า Culture Eats Strategy for breakfast เคยได้ยินคำนี้ใช่มั้ครับ คุณมีกลยุทธ์ดีแค่ไหน มีแทคติกที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่สุดท้ายวัฒนธรรมมันจะกินสิ่งนั้นเป็นทุกวันทุกอาหารเช้านั่นหมายความว่าพฤติกรรมการรวมหมู่ของทีมของคุณของการทำงานของคุณ ถ้ามันไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ต่อให้คุณมีคนเก่ง ต่อให้คุณมีเงิน ธุรกิจคุณก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จได้

และนี่คือจุดที่ 2 ครับที่อาร์เตต้าทำได้อย่างยอดเยี่ยม บางคนบอกว่าอาร์เตต้าทำเหมือนเป็นลัทธิเลยด้วยซ้ำ มีสารคดีใน Amazon Prime ที่ทำเรื่องนี้ All or Nothing ทำให้เห็นนะครับว่าอาร์เตต้าทำหลายอย่าง ทำอะไรบ้าง เค้าไม่ได้สร้างแค่วัฒนธรรมแผ่นป้ายสวยๆติดอยู่ในออฟฟิศ หรือว่าอยู่หน้าโถงเนาะ แต่ทำให้มันจับต้องได้จริง เราจะเห็นป้ายคำว่า V สะท้อนแนวคิดว่าทีมต้องมาก่อนตัว เห็นการนำสุนัขลาบราดอร์สีดำน่ารักมากครับ ชื่อ น้องวินชัยชนะนะ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง แล้วก็เป็นขวัญใจของทุกคน เห็นการนำต้นไม้ ต้นนึงครับ ต้นมะกอกเข้ามาครับ Olive นี่แหละครับ เอาเข้ามาในสโมสรเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของรากเหง้า ดูวิธีการคิดของอาร์เตต้าครับ ต้นไม้ต้นนั้นน่ะ มีรากโยงกับปีที่ก่อตั้งของอาร์เซนอลก็คือปี 1886 ก็ก็คือนับเป็นหลักร้อยกว่าปีแล้วก็ถูกใช้แทนรากของสโมสรแล้วก็วัฒนธรรมที่อาร์เตต้าต้องการจะสร้างขึ้นมาใหม่ อาร์เตต้าอธิบายครับว่าต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องดูแลตลอดเวลา รากก็เหมือนประวัติศาสตร์ของสโมสร วันที่แดดออก วันที่น้ำดี ทุกอย่างก็เติบโตง่ายครับ แต่วันที่พายุเข้า วันที่อากาศหนาว วันที่ทุกอย่างเริ่มสั่นคลอน เปลี่ยนแปลง นั่นแหละคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะทีมที่ดีคือทีมที่ยังรักษากันไว้ได้ในวันที่ทุกอย่างกำลังพัง ทีมที่ดีไม่ใช่ทีมที่ฉลองในวันที่ชนะ แต่คือทีมที่ช่วยกันปลอบประโลมในวันที่แพ้ ธุรกิจองค์กรที่ดีคือองค์กรที่ทุกคนจับมือกันในวันที่องค์กรกำลังเจอวิกฤต ในวันกำลังเจอจุดพิสูจน์ ในวันที่เศรษฐกิจไม่ดี ในในวันที่เจอโควิด ในวันที่เจอ AI ในวันที่เจอปัญหาต่างๆมากมาย มันจะเป็นตัวบอกครับว่าเวลาคุณล้ม วัฒนธรรมองค์กรมันบอกให้คุณลุกขึ้นมาหรือเปล่า ต้นไม้ต้นนั้นก็เลยไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์นะครับ แต่สอนเลยครับว่าการ transform องค์กร หรือ transformation การเปลี่ยนแปลงองค์กรอย่างแท้จริง มันไม่ได้เริ่มจากกลยุทธ์ แต่มันเริ่มจากวัฒนธรรมครับ

แต่แน่นอน culture อย่างเดียวก็ไม่พอครับ มีแค่นี้คุณก็เป็นแค่องค์กรที่มีพฤติกรรมรวมหมู่ อย่างเดียว สิ่งที่ 3 ครับที่ทำให้ต่างจากผู้นำสายสร้างแรงบันดาลใจทั่วไปคือคำนี้ครับ discipline วินัย ความเข้มงวด แล้วก็เรื่องรายละเอียดเนี่ย เป็นคนใส่ใจรายละเอียดมากๆนะครับ ใส่ใจทุกอย่างเลย ตั้งแต่ข้อมูลภายในทีม ท่าทางของนักเตะ การวอร์มอัพ ไปจนถึงการใช้จิตวิทยาเพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ในสารคดีหรือในคลิปที่เขาชอบปล่อยออกมาจะเห็นเลยว่ามีวิธีการ build หรือว่ากระตุ้นลูกทีมในห้องแต่งตัว dressing room ที่น่าสนใจ บางครั้งใช้ไม้แข็ง ใช้การตะคอกเหมือนทหาร บางครั้งใช้อ่อนสร้างแรงบันดาลใจ เอาเรื่องราวของตัวเองเขียนในกระดานแล้วก็เล่ามันออกมาว่าคุณมีอยู่เพื่อทำไม สิ่งนี้คืออะไร คือคุณค่าอะไร คือสิ่งที่ควรทำ เค้ามีเรื่องจิตวิทยา หรือแม้กระทั่งปีนี้หลายคนจะบอกว่าเล่นน่าเบื่อมากครับ แม้กระทั่งผมเป็นแฟนบอลอาร์เซนอลนะ ดูแล้วก็เกือบหลับในหลายแมตช์ แต่นั่นแหละครับคือทำให้เป็นแชมป์ เพราะว่าเค้าเน้นการตั้งรับ เน้นลูกตั้งเตะ ก็คือคอร์เนอร์ บางคนบอกว่าเป็นคอร์เนอร์ยูไนเต็ด คือหลายทีมเนี่ย มองว่าเรื่องราวเหล่าเนี้ย เป็นเรื่องที่มันไม่สวยงามเนาะ เป็นองค์ประกอบเล็กๆ แต่เปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นอาวุธสำคัญของทีม อาร์เซนอลมีสถิติเกมรับที่ดีที่สุดในลีก คลีนชีทดีที่สุดแทบจะในยุโรปนะครับ โกลอย่าง David Raya เนี่ย เก็บคลีนชีทได้มากที่สุด แล้วก็ทีมมีระเบียบวินัยในการช่วยกันเล่นเกมรับอย่างน่าทึ่ง ซึ่งต่างจากยุคของอาร์แซน เวนเกอร์ ยุคก่อนหน้านี้ อาร์เซนอลเล่นบอลสวยงามมาก แต่ว่าประตูเนี่ยรั่วตลอดเวลา โดนยิง 8-2, 6-1, 5-0 เป็นประจำ เล่นสนุกแต่ว่าผลลัพธ์ไม่ได้ เค้าเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา ผสมผสานการครองบอลนะ ที่ต้องครองบอลให้เยอะแบบบาร์เซโลน่าทีมที่ยิ่งใหญ่มากๆ กับความแข็งแกร่งแล้วก็ลูกตั้งเตะอันตรายแบบฟุตบอลอังกฤษ หลายท่านบอกว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากสมัยที่เขาอยู่กับ เอ่อ David Moyes ที่เอฟเวอร์ตันตอนที่ยังเป็นนักเตะอยู่นอกเหนือจากนี้ ยังทำให้อาร์เซนอลเนี่ยเป็นผู้เชี่ยวชาญไอ้คอร์เนอร์คิกอย่างที่ผมบอกเนาะ ก็คือมีโค้ชนะครับลูกตั้งเตะที่ชื่อว่า Nicolas Jover กลายเป็นอาวุธรับเลยครับ ที่ทำประตูสำคัญของทีมได้บ่อยครั้ง นัดที่เล่นที่บ้านนัดสุดท้ายนะครับที่เจอกับเอฟเวอร์ตัน Gabriel Jesus ก็เป็นคนยิง 1-0 ก็พอและแค่นั้นก็เพียงพอแล้วครับ ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่เล่นถัดมาเนี่ย ถูกกดดันแล้วก็ไม่สามารถคว้าชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นเนี่ย ความยิ่งใหญ่มันก็เลยไม่ได้เกิดจากความสำเร็จครั้งใหญ่ หรือว่าความสวยงามเพียงครั้งเดียว แต่มาจากการปรับปรุงเรื่องเล็กๆ เรื่องที่มันดูเป็นงานละเอียด งาน dirty job อ่ะ ที่มันอาจจะไม่ดูสนุกสนานน่ะ อย่างต่อเนื่อง อาร์เตต้าใส่ใจไปถึงความยาวของหญ้าในสนามเยือนนะ การจัดระเบียบร่างกาย Body language ของนักเตะเยาวชน เข้มงวดมากเรื่องข้อมูลรั่วไหล และเคยสั่งแยกทีมชุด U21 หรือว่าต่ำกว่า 21 ปีเนี่ย ออกจากทีมชุดใหญ่ เพราะเกรงว่าข้อมูลแทคติกจะรั่วไปยังอดีตโค้ชที่ย้ายไปอยู่ทีมคู่แข่ง ก็คือละเอียดแล้วก็มีการใช้ mind game หรือจิตวิทยาและกลอุบายเพื่อหลอกล่อคู่แข่ง เช่นการให้นักเตะวอร์มอัพในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งจริง หรือปล่อยภาพซ้อมของนักเตะที่ยังไม่พร้อมลงเล่น

เรื่องที่ 4 ครับ สำคัญไม่แพ้กันก็คือการบริหารคน คือองค์กรจำนวนมากเนี่ยเชื่อว่าการเติบโตคือการเพิ่มคนเก่ง เพิ่มเงิน เพิ่มทรัพยากร แต่บางครั้งการเติบโตมันเริ่มจากการเอาสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไป Toxic ออกไป ตอนเข้ามาครับ อาร์เซนอลก็เหมือนทุกทีมในโลกครับ มีปัญหา Toxic ในทีม มีอีโก้ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย มีความไม่เป็นมืออาชีพ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โดยเฉพาะทีมที่ใหญ่ๆ ทีมที่มีซุปเปอร์สตาร์เนี่ย ถ้าโค้ชเนี่ยเอาไม่อยู่เนี่ย ก็จะเกิดปัญหาอย่างที่เราเห็นในเรอัล มาดริดในวันนี้เนาะ เค้าเรียกกันว่าประธานเป้เนาะ คุณเอ็มบัปเป้ เนี่ย ก็จะมีการแบ่งฝักเป็นฝ่าย หรือยุคที่บาร์เซโลน่ามีซุปเปอร์สตาร์อยู่ล้นทีม ยุคที่เมสซี่มีอิทธิพลต่อทีมทีมสูงเนี่ย บางทีก็เล่นบอลไล่โค้ช ก็คือโค้ชเข้ามาแล้วเอาไม่อยู่ แต่ว่าอาร์เตต้าเนี่ย เขาพยายามทำตัวเหมือนพวกเป๊ป กวาร์ดิโอลา เหมือนเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเลย คือวินัยมาก่อน โค้ชต้องใหญ่กว่า แล้วเขาเลือกจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด มีเคสหนึ่งก็ถือว่าช็อกแฟนบอลนะครับ ก็คือปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยองนะครับ ก็เป็นกองหน้าที่เป็นซุปเปอร์สตาร์ของทีม เก่งมากแล้วก็ยิงประตูได้เยอะมาก ค่าเฉลี่ยก็สูงมาก อยู่ในยุคที่คาบเกี่ยวระหว่างอาร์แซน เวนเกอร์กับโค้ชใหม่ๆก่อนที่จะเข้ามา ผมไปดูนัดสุดท้ายตอนอาร์เซนอลเล่นด้วยที่ 22 ปีครบรอบของเขานะครับในสนาม แล้วก็เห็นโอบาเมยองเล่นเนี่ย เก่งมาก วิ่งเร็ว มีสไตล์ในการเล่นที่ เอ่อ ค่อนข้างเป็นยุคใหม่ กองหน้ายุคใหม่ แล้วก็มีอารมณ์ขัน แต่ว่ามีครั้งหนึ่ง โอบาเมยองเนี่ย คือน่าจะเป็นคนหย่อนยานในวินัยอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นเป็นแบบพี่ใหญ่ของทีม เค้ากลับไปเยี่ยม น่าจะกลับไปเยี่ยมครอบครัว หรือแม่สักอย่างที่ที่ประเทศของตัวเอง หรืออะไรสักอย่างนะครับ แล้วก็บอกว่าจะกลับมาในวันนี้นัดหมายกันไว้ ปรากฏว่าเรทไปวันสองวัน หลังจากนั้นอาร์เตต้าพักเลยครับ พักให้นักเตะคนนี้เป็นตัวสำรอง ไม่พอครับ ให้คำขาดว่า ถ้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าเขายังคิดว่าตัวเองใหญ่กว่าทีม ก็เชิญออกไป ซึ่งช็อกนะฮะ เพราะวันนั้นอาร์เซนอลไม่ใช่ทีมที่มีซุปเปอร์สตาร์เยอะนะ แล้วก็ไม่ใช่ทีมที่กล้าทุ่มเงินถุงเงินถังขนาดนั้น แต่อาร์เตต้าตัดสินใจทำสิ่งนั้น ซึ่งตอนนั้นก็มีคนเห็นด้วยไม่เห็นด้วยระดับหนึ่ง แต่เค้าเชื่อเรื่องนี้ เชื่อว่าทีมทีมที่ดีที่สุดไม่ใช่ทีมที่มีคนเก่งที่สุดเสมอไป แต่เป็นทีมที่ทุกคนเนี่ย มองไปในทิศทางเดียวกัน แล้วก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใครนะฮะ แล้วก็วันนี้มันสะท้อนแล้วว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจในวันนั้นเนี่ย เอ่อ ถูกต้อง ยังมีอีกหลายคนนะครับที่โดน เอ่อ ไล่ออกจากทีมไปเลยเนี่ย เพราะเหตุผลนี้ เป็นเกเรอะไรอย่างนี้เป็นต้น

สิ่งนี้ก็สะท้อนในยุคหลังๆ ที่อาร์เซนอลก็ซื้อตัวผู้เล่น คือถ้าใครอาจจะไม่ใช่แฟนบอลเนี่ย ก็เล่าสู่กันฟังว่า เอ่อ ทีมที่จะชนะเป็นแชมป์ได้ต้องมีทีมที่ใหญ่มากพอเนาะ มันไม่ใช่แค่ 11 คน มันต้องมีทีมสำรอง เพราะมีบาดเจ็บแล้วก็ เอ่อ การที่จะได้ทีมที่ดีเนี่ย ก็ต้องมีเงินระดับหนึ่งนะ ในการซื้อซุปเปอร์สตาร์เข้ามาในทีมนะครับ อาร์เซนอลก็ เอ่อ ค่อยๆสะสมเนาะ แต่ถามว่าซื้อคนที่แบบสุดยอดหรือเปล่าตลอดเวลาก็ไม่ใช่ แต่ว่าดูคนที่เข้ากับทีมแล้วก็มีทัศนคติในการเล่น หรือว่าทัศนคติของทีมที่ดี ก็มีหลายคนที่เข้ามานะ ไม่ว่าจะ เป็นโมฮาเหม็ด เอลเนนี่ กองกลางคลาสสูงมาก เพราะว่าความเข้าใจเกม Declan Rice หลายคนอาจจะเห็นมากขึ้นนะ ครับ เพราะว่าคนนี้น่าจะดีเนาะ แล้วก็ตอนนี้ไปอยู่ใน GQ อยู่ใน Vogue อะไรถ่ายแบบเยอะนะฮะ เอ่อ คนอย่าง Ben White นะครับ แบ็คขวาเนี่ยก็มีความยืดหยุ่น อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะครับว่าเค้าไม่ได้ตั้งใจที่จะสะสมคนเก่งแบบไร้ทิศทาง แต่คือการสร้างทีมอย่างมีแบบแผนนะครับ ซึ่งอันนี้ก็ต้องมองเห็นภาพแบบจิ๊กซอว์ทั้งหมดนะครับ มีคนเคยทำภาพเทียบยุคที่เข้ามาตอนแรกกับตอนเนี้ย ปีเนี้ย 2026 เนี่ย ก็น่าจะมีอยู่แค่คน 2 คนที่ยังเหลืออยู่ในทีมวันนั้นนะ ผมว่ามี Saka Saka ก็เป็น Star Boy เป็นซุปเปอร์สตาร์ของทีมในวันนี้ เป็นปีกที่น่าจะค่าตัวแพงต้นๆของโลกและในวันนี้ แล้วก็อีกคนนึงน่าจะเป็น Martin Odegaard นะครับ ก็เป็นอีกปีกอีกคนนึงของบราซิลที่เก่งเหมือนกัน นอกเหนือจากนั้นเป็นคนใหม่หมดแล้วที่อาร์เตต้าเขาสร้างมาแล้วก็เขาเอาความลงตัวของทีมเนี่ยเป็นแกนนำ

แต่มันก็ไม่พออีกครับ บทเรียนที่ 5 ซึ่งเป็นบทเรียนที่แฟนอาร์เซนอลเนี่ยจะรู้กันดีนะฮะ อดทนครับ ก็คืออึดนะฮะ คือย้อนกลับไปในช่วงที่อาร์เตต้าเข้ามา หลายคนก็คงจำได้นะ คือไม่ค่อยเข้าตาเท่าไหร่ อาจจะดีคือมาถึงเขาได้แชมป์ FA Cup แชมป์บอลถ้วยเลยนะ แต่ว่าสำหรับบอลในลีกนี่อันดับแบบ พูดตรงๆว่าไม่อาร์เซนอลไม่เคยห่วยแต่ก่อนนั้นมาก่อน คือลงไปปกติจะติดประมาณ Top 4 นะ ตอนนั้นเริ่มหล่นไป 5 6 7 8 คือเอาแค่จะไปได้ 4 อันดับแรกเนี่ย ซึ่งจะได้ไปเตะบอลยุโรปถ้วยใหญ่เนี่ย ยังยังไม่ค่อยได้เลย คือทุกวันนี้ธุรกิจต้องเติบโตทุกไตรมาส ผู้บริหารก็ต้องโชว์ผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว โค้ชฟุตบอลก็แพ้ไม่กี่นัดก็ก็ถูกกดดันนะครับ แต่ว่าความจริงก็คือองค์กรจำนวนมากมันไม่ได้ล้มเพราะกลยุทธ์ผิด แต่ล้มเพราะว่าเลิกเชื่อในกลยุทธ์นั้นเร็วเกินไป การเชื่อในกระบวนการ หรือว่า trust the process จึงไม่ใช่การหลับหูหลับตาเชื่อนะครับ แต่คือความอดทนอย่างมีวินัยมากๆนะครับ ผมผมจำได้ว่าน่าจะ 2 ปีที่แล้ว ผมให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่าง MGR Online แล้วก็คุยกันเรื่องเนี้ย เค้าก็บอกว่าแบบ เอ้ย คุณเคนแบบคิดยังไงปีหน้าจะได้ไหมอะไรเงี้ย ผมบอกว่าเออ ผมไม่รู้ละ แต่ผมรู้ว่าถ้าเค้ายังเดินแนวทางนี้อยู่ Trust the process อย่างเงี้ย มันต้องได้สักปีแหละ แต่ก็ต้องอดทนหน่อย เพราะว่าอดทนโดนล้อ เพราะว่าอาร์เซนอลเป็นทีมที่เกือบมาหลายปีมากๆ เกือบที่จะได้และเกือบจะดีและเกือบจะได้แชมป์และเกือบจะกลับมายิ่งใหญ่ และมีฤดูกาลนึงอาร์เซนอลมักจะดีประมาณครึ่งฤดูกาล แล้วก็ครึ่งหลังก็คือแพ้ระเนระนาด แล้วก็ถ้าคุณเชียร์อาร์เซนอลมากพอ คุณจะรู้เลยว่าหลังจากอาร์เซนอลได้ไร้พ่ายเนี่ย ที่ผมมีป้ายอยู่ข้างหลังเนี่ยนะฮะ อาร์เซนอลนี่เป็นทีมที่ใจหัวจิตหัวใจเนี่ยไม่ได้เลย ก็คือใจไม่ใหญ่พอ เวลาผมไปบรรยายบางทีผมก็เอาทีมตัวเองมาเล่า คือใจมันไม่ใช่คนจะเป็นแชมป์ คือใจมันไม่ใช่คนที่จะเอาอ่ะ มันเป็นใจที่มีความไม่นิ่ง มีความเหยาะแหยะ ใจฝ่อเยอะมากในหลายๆตลอดเวลา 22 ปีที่ผ่านมามีหลายช่วงที่เห็นเลยว่า ไม่ได้มีปัญหาเรื่องศักยภาพของทีมหรือโค้ช แต่มีปัญหาเรื่องของใจ นั่นทำให้ทีมหลังๆ โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ซิตี้เนี่ย ที่ใจเขาดีมากเนี่ย เค้าเลยได้ครองตรงนี้ หรือทางลิเวอร์พูลในช่วงหลังๆที่ทำได้ดีมาก ไอ้คำว่าเกือบมันเลยสำคัญครับ คือถ้ามันอยู่กับองค์กรนานพอพอมันจะทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองนะครับ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณไม่ดีพอ ก็คือมีความแบบ self-doubt ในตัวคุณเอง ซึ่งอาร์เซนอลก็เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ถ้าจัดการถูกต้องมันจะกลับกลายเป็นพลัง เพราะว่าความแข็งแกร่งทางจิตใจมันไม่สามารถซื้อได้เนาะ Mentality มันซื้อกันไม่ได้ แต่มันต้องผ่านความเจ็บปวดจริงแล้วก็สำคัญที่สุดก็คือคุณต้องกลืนความเจ็บปวดนั้นแล้วก็ก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้

ปีนี้ถ้าถามว่าประโยคทองคืออะไร นอกจากคำอย่าง Trust the process คือคำว่า It's not done ครับ มีคนสักเลยนะครับ It's not done เนี่ย แล้วก็มีรูปอาร์เซนอล มันเป็นประโยคที่ปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นมาจาก The Clan R ประโยคทองนี้เกิดขึ้นในหลังเกมครับ คืออาร์เซนอลเนี่ยปีนี้ก็มีโอกาสจะได้แชมป์เนาะ เล่นดีมาตลอดแล้วก็มาเป๋ช่วงประมาณเนี่ยเดือนมีนาคมเมษายนนะครับ แล้วก็มีนัดที่ชี้ชะตาสำคัญมากๆก็คือนัดที่เจอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งก็เล่นร่วมๆดอนๆแต่ว่าเริ่มกลับมาแล้วก็แมนเชสเตอร์ ซิตี้เป็นทีมเหมือนเป็นปีศาจอ่ะ เป็นมอนสเตอร์ที่แบบเป็นบอสใหญ่ อ่ะธานอสที่ไร้เทียมทาน เก่งมากนะครับ แล้วก็จิตใจแข็งแกร่ง เคยชนะติดกัน 10 แมตช์เลยอ่ะ วันนั้นแข่งกับลิเวอร์พูลเนาะ แต้มถ่ากันแต้มเดียวไปถึง 90 กว่าเกือบ 100 อ่ะ ก็ปีนั้นลิเวอร์พูลยังไม่ได้เลย เพราะว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้มันโหดมากนะฮะ แมตช์นั้นก็แพ้ไป 2-1 นะครับ ผมจำได้ว่าผมนั่งดูอยู่แล้วผมเชื่อว่าแฟนบอลทุกคนดูอยู่ทุกคนพูดตรงกันนะครับว่าปีนี้ก็คงเป็นอีกปีที่โดนล้ออีกแล้ว แล้วก็ไม่น่าจะได้แชมป์ ก็เป็นท่านรองนะอีกแล้ว แล้วก็คงเหมือนเดิมแหละ ทำใจกันไป แม้แต่พวกนักวิเคราะห์ฟุตบอลของอังกฤษนะ ผมจำได้ผมนั่งดูอยู่เนี่ย ไม่ว่าจะเป็น Micah Richards, Roy Keane หรือใครทั้งหมดเนี่ย ในวันนั้นเนี่ย เค้าก็ถามว่าคุณคิดว่าใครจะเป็นแชมป์ในวันนั้นนะ ซึ่งไม่นานประมาณเดือนที่แล้วเองนะครับ ทุกคนในห้องส่งของอังกฤษวันนั้นบอกว่าแมนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทุกคนพูดตรงกันว่ามันจบแล้วครับนาย แต่คนที่บอกว่ามันไม่จบคือ Declan Rice ครับ ระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งเซ็งกันอยู่เนาะ นั่งอยู่ในสนามเนี่ย Declan Rice เงยหน้าขึ้นมา กล้องจับพอดีแล้วก็พูดกับ Martin Odegaard กัปตันทีมบอกว่า It's not done แล้วก็จับมือแล้วบอก It's not done yet ก็คือแปลเป็นไทยง่ายๆคือ มันยังไม่จบเว้ยมึง มันยังไม่จบ ซึ่งผมคิดว่าประโยคเนี้ย ตอนหลังก็ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์แล้วก็ผมคิดว่ามันทำให้นักเตะ โค้ช แล้วก็แฟนบอลทั่วโลกนะครับ เชื่อมั่นว่าปีนี้มันไม่เหมือนเดิมว่ะเฮ้ย ใจมันใหญ่ขึ้น ใจมันได้ ปีนี้มันน่าจะพอไหวแหละ ถ้าเกิดยังรักษาสภาพจิตใจแบบนั้นไปได้ แล้วผมคิดว่าเนี่ยเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำ ให้สุดท้ายตอนนั้นก็ปลดล็อคตัวเองนะครับ แล้วก็ได้แชมป์ในที่สุด

สิ่งที่สวยงามที่สุดช่วงท้ายนะครับ เป็นมิติทางอารมณ์นะ เพลงครับ หลายคนอาจจะได้ยินเพลงนี้เนาะ North London Forever เพลงเนี้ยมันต่างออกไป มันคล้ายๆกับ You'll Never Walk Alone ของลิเวอร์พูล หรือว่า Glory Glory Man United ของยูไนเต็ด ก็คือเป็นเพลงที่แบบทุกคนร้องตามง่าย แล้วก็เป็นเพลงที่มีความหมายน่าสนใจ ไม่ได้พูดถึงชัยชนะ แต่พูดถึงบ้าน พูดถึงชุมชน แล้วก็ความผูกพันนะฮะ สิ่งที่น่าสนใจก็คือเพลงเนี้ย ผมก็เพิ่งได้ร้องนะในปีนี้เอง เพราะว่ามันไม่ได้ถูกแต่งขึ้นเพื่ออาร์เซนอลโดยตรง แต่ว่าคนที่ไปเอาเพลงนี้มาคือมิเกล อาร์เตต้าครับ คือมีเข้าใจว่าเป็นนักร้องแล้วก็เป็นแฟนอาร์เซนอลเนี่ย เขาร้องเพลงนี้แล้วก็แฟนบอลก็เริ่มร้องเพลงนี้เรื่อยๆ เอ่อ อาร์เตต้ามีสารคดีเรื่องนี้ อาร์เตต้าขอกับนักเตะใน dressing room นะครับ เปิดให้นักเตะทุกคนฟังในห้อง แล้วก็บอกว่า เอ่อ เขาชอบเพลงนี้ว่ะ เ้ารู้สึกว่าอย่างที่อาร์เตต้าเชื่อมาตลอดเรื่องวัฒนธรรม มันต้องมีเพลงที่ปลุกใจก่อนที่จะเริ่มเตะ แล้วก็หลังที่จบเสร็จแข่งเสร็จ แล้วเขาก็เลือกดึงเพลงเนี้ยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างวัฒนธรรมของสโมสรใหม่ ผมเล่าประสบการณ์ตัวเอง เดี๋ยวมีคลิปด้วยนะฮะ ทั้งที่ผมได้ไปดูเมื่อไม่นานมานี้นี่เองเนี่ย เดือน 2 เดือนก่อนเนี่ย โอขนลุกเลยครับ แล้วผมเชื่อว่าจริงๆ ถ้าใครได้ดูคลิปในโซเชียลมีเดียนะ หรือว่าถ้ามีโอกาสได้ไปอยู่ในสนาม โอโห รับรองถ้าคุณเป็นแฟนอาร์เซนอลนะ แฟนอื่นอาจจะหมั่นไส้ ถ้าคุณเป็นแฟนอาร์เซนอล คุณร้องไห้ได้เลย เพราะเพลงมันมีความ ผมว่ามันคล้ายๆเพลงโบสถ์ เพลงแบบมีความบิ๊วๆนิดนึงเหมือนลัทธิ แล้วก็มีความซึ้งอยู่นะครับ แล้วความหมายก็ดีนะ ลองลองดูความหมาย ตอนแรกบอก North London Forever แปลว่าลอนดอนเหนือจะอยู่กับเราตลอดไป ก็อาร์เซนอลทีมอยู่ฝั่งตอนเหนือเขาก็เลยบอกว่า North London Forever นะครับ Whatever the weather ก็คือไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นยังไง หรือว่าจะดีจะร้าย This Way ก็คือถนนทุกสายเนี่ย มันคือมันคือบ้านของเรา ก็พูดถึงพวกคนทั่วๆไป แล้วก็ And my heart will leave you never หัวใจของฉันเนี่ย จะไม่มีวันที่จะจากที่นี่ไป My Blood Will forever Run through the stone ก็เป็นเลือดของฉันเนี่ย ก็จะไหลเวียนนะอยู่ในผืนดินแล้วก็ก้อนหินแห่งนี้ตลอดไป คือความหมายค่อนข้างดีแล้วก็ร้องตามง่ายนะครับ มันไม่ได้หมายถึงเอ่อแค่ฝนตกหรือแดดออก แต่ว่ามันหมายถึงแบบชนะก็ยังอยู่ เอ่อ แพ้ก็ยังอยู่ ถูกล้อก็ยังอยู่นะฮะ

นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมเชื่อว่า เอ่อ หลายคนอาจจะมองว่าเวอร์นะ บอกพอได้และ แต่ว่าสำหรับคนที่เป็นแฟนอาร์เซนอลนะครับ ที่เชียร์อาร์เซนอลมาเนี่ย มันจริงๆก็ทุกทีมนะ ไม่ใช่อาร์เซนอลนะ ผมว่าทุกเรื่องแหละ ไม่ว่าจะเป็น K-Pop ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับคอนเสิร์ต หรือว่า เอ่อ Boy Love ที่คุณชื่นชอบเนี่ย ในวันนี้มันเป็นมันเป็นความเชื่อร่วมกัน มันเป็น community มันเป็นชุมชน มันเป็นชนเผ่าอ่ะ เป็น tribe ของคนที่เอ่อมีความเชื่อร่วมกัน มันคล้ายๆศาสนานั่นแหละ บทเรียนในวันนี้ก็คือการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่เนี่ย มันไม่ได้เริ่มจากแค่การหาคนเก่งที่สุด แต่มันเริ่มจากการตอบให้ได้นะฮะ ว่าฉันเป็นใคร จากนั้นก็สร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนตัวตนนั้น สร้างวินัยให้มันเกิดขึ้นจริง แล้วก็มีความอดทนมากพอที่จะไม่เลิกอยู่กลางทาง นั่นคือคำว่า Trust the process นั่นเอง

ผมอยากจะทิ้งท้ายตอนนี้ นะครับ เป็นตอนแรกที่ผมจัดเรื่องอาร์เซนอลเต็มๆ ผมเคยจัดเรื่อง Pep Guardiola, Jurgen Klopp, จัดหลายคนมากเลย เอ่อ Leverkusen ก็เคยจัดนะฮะ ของ Xabi Alonso เนี่ย แต่ว่าวันนี้ได้มาจัดทีมตัวเองนะ เป็นโค้ชที่ทำให้ผมตกหลุมรักอาร์เซนอล แล้วผมเชื่อว่าหลายคนชอบโค้ชนี้มาก แล้ววันนี้ก็ขออนุญาตเอามาทิ้งท้ายแล้วกันนะครับ เป็นโค้ชจาก เอ่อ เรียกว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์ตลอดกาล แล้วก็เป็นคนที่ทำให้หลายคนเป็นแฟนอาร์เซนอล รวมทั้งผมด้วยนะฮะ แล้วก็ยังเป็นคนที่เอ่อ แฟนบอลอาร์เซนอลรักมากนะครับ ก็คือ Dennis Bergkamp ก็เป็นคน เอ่อ กองหน้าชาวดัตช์นะฮะ พูดประโยคนี้ เขาบอกว่า การเริ่มเชียร์ทีมฟุตบอลสักทีมเนี่ย มันไม่ใช่เพราะแชมป์ ไม่ใช่เพราะนักเตะ แล้วก็ไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์อะไรด้วย แต่เพราะว่าวันนึงเนี่ยคุณค้นพบครับว่าตัวเองเป็นส่วนนึงของที่แห่งนั้น เป็นที่ที่คุณรู้สึกว่าคุณผูกพันกับมันจริงๆ และนั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ตอบคำถามทุกคำถามนะครับว่าทำไมไอ้แฟนอาร์เซนอล แฟนปืนมาถึงใส่เสื้อออกมาเดินเต็มไปหมด แล้วก็โพสต์โซเชียลกันไม่หยุด เพราะว่าในที่สุดเขาก็ได้ค้นพบตัวเองในที่แห่งนั้น แล้ววันนี้ก็เขาได้ประสบความสำเร็จหลังจากรอคอยมา 22 ปีก็ยินดีด้วยนะครับกับแฟนอาร์เซนอลทุกคนนะครับ สวัสดีครับ SK 2