Transcription
สวัสดีท่านผู้ใจรวยทุกท่าน พบกับผมในช่อง System นะครับ ผมอยากจะชวนทุกท่านคิด 2 ประเด็น
ประเด็นแรกก็คือว่า เราจะเห็นแทบทุกพรรคจะมีเรื่องของนโยบายปราบทุจริต อ่า คอร์รัปชั่น จะเอาจริง หรือแม้แต่คำว่าเด็ดขาด อย่างอาจารย์เจต คุณเจตเนี่ย อาจารย์เจต เขาบอกว่าเนี่ย เด็ดขาดไปไหนก็มีแต่คำว่าเด็ดขาด เด็ดขาด แต่เขาไม่มีแนวทางไง อาจารย์เจตไม่มีแนวทางว่าทำยังไง เส้นทางแบบไหน ไม่มีเด็ดขาดอย่างเดียว
ส่วนพรรคอื่นมี พรรคอื่นจะบอกแนวทางทำยังไง แต่ถามว่าในชีวิตจริงคุณเคยเห็นในสภาที่มีพรรคไหนไปสู้จริงๆ มั้ย เดินหน้าชนจนตัวเองโดนฟ้อง มีมั้ย มีพรรคเดียว พรรคส้ม พรรคประชาชน ผมเห็นพรรคนี้พรรคเดียวที่เดินหน้าชนกับผู้มีอำนาจ ปราบทุจริต อ่า ทั้งเรื่องของประกันสังคม หรือย้อนกลับไปเรื่องของพวกเจ้าสัวต่างๆ หรือแม้แต่เรื่องเจ้าสัวไฟฟ้า อ่า เจ้าสัวทุนใหญ่ เจ้าสัวไฟฟ้าเนี่ย เค้าเล่นโจรโดนฟ้องนะฮะ หลายคนในพรรคส้มเนี่ยโดนฟ้อง อ่า พวกแบบ Call Center แก๊งสแกมเมอร์ หนึ่งในนั้น ตัวใหญ่ตัวโตมาถ่ายกับราชการไทย เขาก็โดนฟ้อง พวกนี้คือพวกที่กล้าชน แต่ถามว่าที่อื่นน่ะ พรรคอื่นมีใครกล้าชนมั้ย ก็มีแต่ปากเปล่า นั่นคือประเด็นแรก ไม่มีใครกล้าทำ
ประเด็นที่ 2 ก็คือเรื่องของว่า คนดีกับคนไม่ดี คนดีๆ ที่ไหนจะมาโกหกคุณ จะมาบอกคุณว่าจะทำแบบนี้ แต่สุดท้ายไปทำอีกแบบ บอกคุณว่าจะไม่ร่วมมือกับทหาร อาจจะไม่เอา ส.ว. แต่สุดท้ายเข้าไปร่วม แล้วถ้าคนไม่ดีล่ะ อีกมุมนึงคือคนแย่ๆ คนไม่ดีที่ไหนจะมาพูดความจริงกับคุณ พรรคส้มพูดความจริงกับคุณถูกมั้ย เวลาตอนที่อยากจะแก้กฎหมายข้อไหน เรื่อง 112 หรือเรื่องกฎหมายอะไรก็ตาม จะพูดตรงๆ ทั้งที่มันเป็นผลลบต่อตัวเขาในหลายประเด็น ทำให้ อีกฝั่งสามารถโจมตีเขา แต่เขาก็ยึดมั่นในจุดยืนเขา นี่คือคนที่รักษาจุดยืน รักษาคำพูดนะฮะ ไม่ว่ายังไงก็ตาม ผลจะเป็นยังไง เขาก็จะยึดมั่นจุดนี้
แต่จนกระทั่งนั่นแหละ อันเนี้ยมีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค อาจจะมีมีการเปลี่ยนมุมมองนิดนิดหน่อย เรื่องของการแก้ข้อกฎหมายข้อนั้นข้อนี้ อาจจะเปลี่ยนไป แต่คือไม่ใช่ว่าเขาพลิกอีกพลิกไปอีกได้นะ แบบว่าเออ จักไม่ชอบกลายเป็นว่าชอบมาก ไม่ใช่ เขาแค่ลดบทบาทตรงนั้นลง มุมนึงคือประชาชนก็มองว่า เฮ้ย มันยุ่งยากเกิน เราไปแก้ประเด็นที่สำคัญดีกว่า ก็จะมีสมาชิกพรรค พรรคส้มเนี่ย พรรคประชาชนเนี่ย หลายคนก็บอกไปว่า เอ้ย จริงๆ เรื่องนี้ก็ช่างมันเถอะ อ่า เราก็เห็นความจริงใจคุณน่ะ คุณก็อุตส่าห์ยึดมั่นจุดยืนเดิม นั่นคือจุดที่เห็นได้ว่า คนแย่ๆ ที่ไหนเขาจะมาพูดความจริงกับคุณ เขาพูดคำไหนคำนั้นมาตลอด ยึดมั่นในจุดยืนเดิมตรงนั้น แม้กระทั่งว่ามันส่งผลเสียต่อตัวเขา เขาก็ยังยึดมั่นจุดยืนเดิม
หรือแม้แต่อ่ะ การโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายก ซึ่งทำเอาคุณชูวิทย์ก็โกรธไม่พอใจ เดี๋ยวจะไปตามไปประเด็นของคุณชูวิทย์ ว่าคุณชูวิทย์ก็มีจุดโป๊ะเยอะมาก นั่นแหละ หลายคนบางคนก็ไม่พอใจนั่นแหละ ว่าเนี่ย ไปโหวตให้คนแบบนี้ ทั้งที่ตอนแรกก็ดูไม่เอาเขา ความจริงไม่ใช่นะ จุดนี้มันจะเห็นได้ชัดว่าพรรคส้มเนี่ย ไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ตัวเอง ไม่ได้เห็นแก่ผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งๆ ที่ตอนนั้น อ่า ต้นเหตุนะ ทำไมพรรคส้มถึงต้องโหวตให้อนุทินเป็นนายก เพราะตอนนั้นสถานการณ์มันวุ่นวาย เพราะมีชายแดนการไทยกัมพูชา จริงๆ ย้อนไปก่อนหน้า มันก็มีประเด็นแล้ว พรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยกับคุณอนุทินน่ะ ไม่ไม่โอเคกัน ไม่ลงรอยกัน พรรคเพื่อไทยจะเอาตำแหน่งมหาดไทยคืน อ่า รัฐมนตรีมหาดไทยคืน อนุทินก็เลยขัดกับพรรคเพื่อไทย ณ ตอนนั้น ก็มีข่าวออกมาแล้ว อ่า มีการแบบจะเอาตำแหน่งคืน แล้วคุณอนุทินก็ไม่พอใจ
แต่ความจริงแล้ว ย้อนกลับไปอีก คุณอนุทินก็มีแผลอยู่ ตอนนั้นเนี่ย พรรคส้ม พรรคประชาชน เคยกดดันคุณอนุทินมานานแล้ว เรื่องของให้ไปตัดเน็ตตัดไฟชายแดนกัมพูชา เพื่อไม่ให้กัมพูชาเนี่ย พวกสแกมเมอร์มีให้ใช้ ตอนนั้นคุณอนุทินเฉยๆ คุณอนุทินมองว่า เอ้ย มันจะไปขัดกะตรงนั้นตรงนี้ เอ้ย มันยังทำไม่ได้ พรรคส้มก็ตือ พรรคประชาชนก็ตือ แล้วตืออีก ก็ยังไม่ได้ จนกระทั่งต้องไปบี้ไปถึงพรรคเพื่อไทย เพื่อไทยตอนนั้นก็โอเค ก็ตอบกลับมาว่า เฮ้ย มันทำได้ คุณสามารถตัดเน็ตตัดไฟได้เลย ก็ยังไม่ทำ จนกระทั่งตอนนั้นเห็นมั้ ที่มีผู้ว่าอะไรจากจีนน่ะ ที่จีนเขามาส่งผู้ว่าหรือส่งอะไรมาเนี่ยแหละ มาบอกว่าทำได้ ถึงได้ยอม ยอมทำ พรรคภูมิใจไทย คุณอนุทินถึงได้ยอมตัด ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องของการปะทะกัน พรรคส้มก็อุตส่าห์กดดันไปแล้ว จนกระทั่งยอมตัด จนกระทั่งมันเกิดเรื่องไง
นั่นน่าจะเป็นต้นเหตุ อ่า ที่ไม่ยอมตัดเน็ตตัดไฟสักที น่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเนี่ย ต้องเอาตำแหน่งคืน อันนั้นผมก็เข้าใจพรรคเพื่อไทยนะ จนคุณอนุทินก็โกรธ ณ ตอนนั้น ก็ยังไม่ได้ชัดเจนว่าจะตัด อนุทินจะออกมา หรือจะตัดขาด ยังไม่ชัด จนกระทั่งเกิดเรื่อง พอปะทะกันเสร็จแล้วก็มีคลิปเสียง Uncle อ่า uncle นู่น uncle นี่ของคุณอุ้งอิ้งนั่นแหละ อุงอิงก็พลาดเลย ทีนี้กลายเป็นคุณอนุทินเห็นเป็นช่องว่าง ช่องโหว่ ที่ทำให้ตัวเองได้คะแนนอย่างดี ตัดขาด อ่า เปลี่ยนฝั่งมาเป็นฝ่ายค้าน ตัดขาด ไม่เอาตำแหน่งแล้ว ผมไม่เอาอะไรทั้งนั้น เห็นมั้ย คุณอนุทินกลายเป็นคนดีเลย
แต่ทำไมทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ พรรคส้มก็กดดันคุณมาตลอด ทำไมคุณไม่ยอมทำ เพราะว่าคุณเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้เสียเปรียบแล้ว พรรคเพื่อไทยเสียเปรียบแล้ว ใช่หรือไม่ ถึงได้รีบเปลี่ยนฝั่ง ก็อาจจะเป็นได้ ทีนี้เนี่ยแหละ มันก็เลยลามมาถึงว่า สุดท้ายพรรคประชาชนก็เลยต้องโหวตอนุทินเป็นนายกจริงๆ สามารถโหวตพรรคเพื่อไทยเป็นนายกอีกครั้งก็ได้ เพราะว่าสหรัฐธรรมนูญมีการเอาคุณอุ้งอิ๊งออกแล้ว ไม่มีสิทธิ์แล้ว เขาก็สามารถโหวตอีกคนที่เป็นพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทยก็เสนอตัว เสนอตัวว่า เฮ้ย เลือกฉันเถอะ ประชาชน พรรคประชาชนเลือกฉันเถอะ ฉันน่ะจะยอมยุบสภาแน่ๆ ทำตามสัญญาที่คุณพูด จะยอมทั้งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งยอมยุบสภาภายใน 1 เดือน เราไม่รอถึง 4 เดือน อ่า
แต่พรรคประชาชนถามว่าจะไว้ใจพรรคเพื่อไทยได้มั้ย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีประเด็นกันเยอะแล้ว บอกว่าจะไม่จับมือกับพรรคนั้นพรรคนี้ ก็สุดท้ายก็ไปจับมือ แล้วก็ยังมาไม่พอใจ พรรคส้มยังมีการแซะพรรคส้มนะ แซะพรรคประชาชนเป็นระยะๆ FC เพื่อไทย ก็แซะเขาเป็นระยะ ถามว่าเขาจะไว้ใจคุณได้มั้ย คุณอยู่ๆมาขอคะแนนจากเขา ก่อนหน้านี้ก็ไม่พอใจเขา พักใส่เขา ถามว่าเขาจะเลือกใครล่ะ เลือกพรรคเพื่อไทย ที่ดูไม่มีความน่าเชื่อถือเท่าไหร่ หรือเลือกภูมิใจไทย ที่ก็ยังไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดี เขาก็เสี่ยงมาเลือกพรรคภูมิใจไทย
แต่ก็มีข้อดี พรรคส้มก็ถือว่าวางเกมไว้แหละ ให้สัญญา อ่า เซ็นสัญญา MOU กัน ถ้าคุณไม่ทำ ก็ถือว่าคุณดูแย่เอง โดยที่ตัวพรรคส้มเอง จะไม่ไปแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่พรรคส้มสามารถฉวยโอกาสนี้ เลือกอนุทิน หาข้ออ้างให้อนุทิน แล้วก็เอาตัวเอง เอาคนของตัวเองไปอยู่ในรัฐมนตรี แบ่งเก้าอี้กันได้ เพราะว่าตอนนี้ภูมิใจไทยกับเพื่อไทยมันร่วมกันไม่ได้แล้วอ่ะ เขาไม่มีทางแบ่งตำแหน่งกันแล้ว พรรคเพื่อไทยดูแย่ซะขนาดนั้น Uncle อ่า เค้าก็มีทางอะไรก็สามารถร่วมกันได้ พรรคส้มสามารถไปร่วมกับอนุทินได้ แต่เห็นมั้ เค้าเลือกจะไม่เอา เค้าไม่เห็นผลประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง เค้าก็เลย อ่า ยกให้อนุทินไปเลย คุณเอาตำแหน่งอะไร ก็เอาไปเลย แต่ 4 เดือนภายใน 4 เดือน คุณต้องยุบสภา
อนุทินโอเค คุณอนุทินดีใจ เพราะว่าเขาก็อยากได้ตำแหน่งนี้มานานแล้ว และเขาก็ น่าจะคิดว่านี่คือโอกาสชั้นดีในการทำให้ภาพลักษณ์เขาดูดี เพราะว่าก็ในเมื่อเพื่อไทยดูแย่ คุณมาเป็นรัฐบาล คุณก็แค่สร้างภาพลักษณ์ตรงข้ามกับเพื่อไทยไง เฮ้ย ไม่ชอบเขมร จะจัดการเขมรให้เด็ดขาด จะเอาให้หนัก สงสารคนไทย พูดแค่นี้ แล้วคนไทยจำนวนมาก สนใจแค่คำพูด จำนวนมากไม่ได้ดูที่การกระทำนะ จนพรรคเอามาหาเสียงกันน่ะ ทำมากกว่าพูด พูดแล้วทำ หรืออะไรทรงนั้นน่ะ แต่ความจริง ถามว่ามันเป็นยังไงล่ะ คุณก็เห็นแต่พูดอย่างเดียว คนที่ลงมือทำคือใคร ย้อนกลับไปที่ผมชวนให้คิดไง ชวนให้คิดอันแรก มีใครที่กล้าไปชนกับผู้มีอำนาจแบบพรรคส้มจนโดนฟ้อง ก็ไม่เห็นมี
แล้วถามว่าทำไมคนเหล่า นั้นถึงไม่กล้าไปชนกับผู้มีอำนาจ เหตุผลใหญ่ๆ ก็เพราะว่าเขาไม่อยากมีความขัดแย้ง พอถ้าเขาไปชนกับผู้มีอำนาจ มีความขัดแย้งกันเสร็จ อนาคตก็อาจจะเสียตรงนี้ไป คนมีอำนาจพวกนี้จริงๆ สามารถหาผลประโยชน์ร่วมกันได้ หรือบางทีคนไอ้มีอำนาจพวกนี้อาจจะเลือกเขา เลือกพรรคเขา ก็ได้ เขาจะยอมเสียฐานเสียงไปทำไม จะไปจัดการกับคนชั่ว ทำไม ในเมื่อคนชั่วอาจจะสามารถเปลี่ยนเป็นพวกเดียวกันก็ได้ มันอาจจะมีมุมมองแบบนี้
แต่กับพรรคส้มไม่เหมือนกันนะ พรรคส้มก็คือ ผิดก็คือผิด ชั่วก็คือชั่ว จัดการให้เด็ดขาด ตัวเองโดนฟ้องก้อนแรก ตัว ส.ส. โดนฟ้องนะฮะ ไอซ์ รักชนกก็โดนฟ้อง คุณเนมก็โดนฟ้อง คุณโลมก็โดนฟ้อง หลายคนโดนปัญหาใหญ่ แต่เขาก็ยอมแลก นี่คือคนที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เอาตำแหน่งไปแลกรัฐมนตรี สามารถเอาได้ ใช้โอกาสนี้ แต่สุดท้ายเขาขอข้อแลกเปลี่ยน 2 ข้อหลักๆ แก้รัฐธรรมนูญกับยุบสภาใน 4 เดือน มันเป็นผลดีต่อประชาชนทั้งนั้น รัฐธรรมนูญฉบับ 60 เขาก็มองว่ามันเผด็จการเกินไป แต่มันทำให้ประเทศเดินต่อยาก เขาก็จะให้แก้อันที่ 2 คือเรื่องของยุบสภาใน 4 เดือน การยุบสภาก็คือคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะว่ารัฐบาลมันไปต่อไม่ได้แล้ว
บางคนก็มองว่าพรรคส้มอ่ะโง่ ทำไมไม่ฉวยโอกาสนี้เอาตำแหน่งตัวเองล่ะ มันขัดกัน มันยากแล้วมันทำงานร่วมกันยาก แต่ละพรรคก็ดูแบบเสียงมันใกล้ๆ กันน่ะ 140 130 90 มันไม่ได้แบบ ถ้าพรรคประชาชนเด็ดขาดไปเลย แบบได้เสียงแบบ 250 ที่นั่งขึ้นไปเงี้ย อันเนี้เด็ดขาดจบ อันเนี้ยไปต่อได้ แต่ก็ นั่นแหละ ในเมื่อสถานการณ์มันไม่ค่อยดี เขาเลยคืนอำนาจให้ประชาชน นี่แหละคือทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แล้วจะบอกว่าพรรคส้มโง่ก็ไม่ใช่ ก็เรียกว่าเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน การเลือกตั้งครั้งใหม่ พรรคส้มก็เสี่ยงที่คะแนนตัวเองจะลดเหมือนกัน เขาจะยอมเลือกตั้งใหม่ทำไม ทำไมเขาไม่แลกตำแหน่งรัฐมนตรี อะไรประมาณนี้ ก็อยากจะชวนให้คิด 2 ข้อหลักๆ
จะเห็นว่าช่วงเนี้ย มีการดีเบตอย่างหนัก โดยเฉพาะตั้งแต่พรรคส้มเกิดก่อเกิดขึ้นมานะ ตั้งแต่อนาคตใหม่ก่อเกิดขึ้นมาเนี่ย รายการดีเบตเยอะมาก เห็นมั้ฮะ ทุกคนจะต้องมาหาใช้หัวสมองสู้กัน แต่ก่อนแทบจะไม่มี อาจจะมีออกวิทยุพูดบ้างเล็กน้อย แต่คุณจะไม่เคยเห็นรายการดีเบตแบบดุเดือดแบบนี้ ตั้งแต่พักส้มเกิดมา ทุกคนก็ต้องใช้สมองสู้กัน ไม่ใช่คุณแค่เอาลูกหลาน เอาคนที่มีอำนาจในท้องถิ่น ถ้าเป็นแต่ก่อน หรือแม้แต่ปัจจุบันน่ะ พรรคหลายพรรคมากมาย เขาจะเอาคนในพื้นที่ที่แบบมีอำนาจ หรือแม้แต่คนที่ประชาชนคุ้นเคยอยู่แล้ว เขาไม่ต้องสร้างใหม่ เอาคนใหญ่ๆ หรือเอาหลานตัวเองนะ นามสกุลเดียวกัน แค่นั้น ประชาชนก็มีสิทธิ์เลือก หรือไม่ก็อาจจะมีการซื้อเสียง
แต่พรรคประชาชนไม่ใช่นะ เขาไม่ได้เอาลูกหลานตัวเอง เขาไม่ได้เอาคนมีอำนาจ แต่เขาเอาประชาชนจริงๆ คนใหม่ที่มีอุดม อุดมการณ์ที่ดีจริงๆ เข้าไปเป็น ส.ส. แปลว่าอะไร แปลว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ไปเป็น ส.ส. ได้ จะเป็นแต่ก่อนไม่ใช่ แต่ก่อนจะไม่ใช่แบบนี้ แต่ก่อนจะเป็นลูกหลานหรือไม่ก็เป็นคนมีอำนาจที่จะมีสิทธิ์เป็น ส.ส. มันก็เลยกลายเป็นเหมือนประชาชนไม่ค่อยมีส่วนร่วม แม้ว่าคุณจะมีสิทธิ์เลือก แต่คุณไม่ค่อยมีส่วนร่วม แต่พรรคประชาชน พรรคส้มเนี่ย เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนสามารถเป็น ส.ส. ได้ เป็นสมาชิก หลังจากนั้นก็เลยพัฒนาไปเป็น ส.ส. คนมากมาย คือคนธรรมดาที่มีโอกาสเข้าไปเป็น ส.ส. แสดงจุดยืน แสดงสมอง ความสามารถ ถ้าคุณเอาแต่ลูกหลาน ลูกหลานคุณไม่ได้มีความสามารถ อาศัยนามสกุล
แต่เห็นมั้ฮะ พรรคประชาชนกระจาย แต่ข้อเสียมันมี ข้อเสียมันไม่ใช่ว่าทำแบบนี้จะมีข้อดี เพราะแน่นอนประชาชนทุกคน ประชาชนเนี่ย มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่ใช่ญาติเราก็ไม่รู้ นิสัยเขาที่แท้จริงเป็นยังไง เราไม่ได้คลุกคลีกับเขา แต่เราก็อาจจะเห็นผลงานมาบ้าง หรืออาจจะเปิดโอกาสให้เขาเห็น อ่า แบบแนวคิดดี ก็เลยเอาเข้ามา แต่พลาดไง มันไม่สามารถสอบประวัติ ไม่ใช่ญาติเราไม่รู้ประวัติเขาเป็นยังไง ทำให้มีโอกาสพลาดน่ะ อย่าเรื่องของแวดพนันอะไรพวกเนี้ย แวบพนัน ช่อโกง ทุจริต หรือการใช้ความรุนแรง นั่นแหละคือจุดอ่อนที่การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไป มันจะมีจุดอ่อนตรงนี้ ตรงที่ว่าเราไม่สามารถรู้ประวัติเขา มันก็เลยกลายเป็นจุดอ่อน ทำให้ฝ่ายตรงข้าม คนที่ไม่ชอบพรรคส้ม จะเอาเรื่องนี้มาโจมตีพรรคส้มเนี่ย เทา นู่น เทา นี่
แต่ความจริงอย่างที่บอก เขาเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าไป มันมีโอกาสพลาดได้ แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ ตรงที่ว่า ถ้าคุณเจอว่าคนในพรรคคุณเนี่ย เกี่ยวข้องกับเรื่องการพนัน เรื่องของการทุจริต คุณจะทำยังไง นั่นแหละคือประเด็น สุดท้ายก็ก็มีการขับออก นี่ บางคนลาออกเอง บางคนก็ขับออก แม้แต่การใช้ความรุนแรงก็ลาออกเองก็มี นี่ไง เขาแสดงจุดยืนชัดเจน ว่าไม่เอาเทาจริงๆ มีเทาก็เอาออกแค่นั้น เขาไม่ได้เอาญาติตัวเองมา จะไปรู้ได้ว่า คนๆ นี้ดีไม่ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่า ไม่ใช่ประเด็นที่จะไปเล่นพักส้มอะไรแบบนั้น มันไร้สาระ
ทีนี้โยงกลับมาเรื่องของพรรคภูมิใจไทย ที่ผมบอกเมื่อกี้ใช่มั้ย ว่าเดี๋ยวนี้จะมีการดีเบตกันอย่างดุเดือด แต่ความจริงแล้ว ถ้าไปดูพรรคภูมิใจไทย ภูมิใจไทยเนี่ย ลงเวทีน้อยมาก เวที 10 เวที ภูมิใจไทยน่าจะลงไปประมาณ 3 เวทีเอง แต่ถ้า 10 เวทีเนี่ย พรรคประชาชนลงแทบทุกเวทีนะ ไปดูได้ อย่างช่อง 7 ช่อง 7 ก็พูดเอง เราจะเห็นว่าไม่มีภูมิใจไทยไปลง จนช่อง 7 ต้องบอกว่า เฮ้ย เรามีการเชิญนะ เราเชิญมาทุกพรรค ภูมิใจไทยเราเชิญมา แต่ภูมิใจไทยไม่ตอบรับคำเชิญ เกิดอะไรขึ้น ถามว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ทำไมภูมิใจไทยไม่ยอมมา เหตุผล เพราะว่าภูมิใจไทยเนี่ย คนเก่งน้อยน้อยมาก ที่เห็นหลักๆ จะมีคุณสุภจี แล้วก็อีกท่านนึงที่ไปออก The Standard มั้ง อีกท่านนึงที่อันนั้นเขาก็เลือกที่จะแก้รัฐธรรมนูญนั่นแหละ อ่า ก็จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณเจต อันนั้นก็โอเค เขาก็มีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญ รู้ว่าแก้จุดไหน มีปัญหาจุดไหน จะมีหลักๆ แค่ 2 คน ที่เหลือไม่กล้าพอ คุณไม่มีคนเก่ง คุณจะไม่กล้าส่งคนเข้าไป
แต่มันก็ไม่เสมอไป ปัญหาเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยเนี่ย มองว่าตัวเองสร้างชื่อเสียงไว้ดี ตัวเองไม่อยากทำเสียชื่อเสียง มาจากอะไร มาจากตอนเป็นรัฐบาลไง อย่างที่ผมย้อนบอกไปเมื่อกี้ว่า ภูมิใจไทยเนี่ย เห็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยพลาด Uncle เนี่ย พลาด พอตัวเองได้เป็นรัฐบาลก็รีบพูด พูดสวยหรู อ่า จะจัดการให้เด็ดขาด พวก Call Center พวกเขมร นู่นนี่นั่น เด็ดขาด สนับสนุนกองทัพเต็มที่ พูดให้ประชาชนรู้สึกภูมิใจ นั่นคือคะแนนที่ภูมิใจไทยได้มาอย่างดี และเป็นเหตุผลว่าทำไมภูมิใจไทยถึงรีบยุบสภา เพราะอะไรรู้มั้ฮะ เพราะว่าสถานการณ์มันไม่นิ่ง ตอนแรกภูมิใจไทยก็คิดว่าตัวเองมาแล้ว ตัวเองทำสิ่งที่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทย พูดแบบไม่ชอบเขมร นู่นนี่นั่น พูดสนับสนุนกองทัพ เดี๋ยวก็จบ สรุปดันไม่จบ กัมพูชาดันมีตีเรื่อยๆ ดีเรื่อยๆ แล้วทีนี้มันก็มีภาพลักษณ์อีกว่า คุณอนุทินดำไปพูดคำมั่วๆไง ดำไปพูดแนวๆว่าไทยลุกล้ำแผ่นดินกัมพูชา แต่ความจริงแล้วคือกัมพูชาต่างหากที่ลุกล้ำแผ่นดินไทย จนคนไทยโกรธมาก สุดท้ายก็เลยออกมาแก้ต่าง อ๋อ ไม่ใช่ อ่า มันมันพูดผิด มันเป็นการพูดผิด อะไรอย่างเงี้ย
เนี่ยแหละ เขาจะชอบพลาดอะไรแบบนี้ พอพลาดเสร็จคะแนนก็เสีย พลาดเสร็จคะแนนก็เสีย ทั้งที่เค้าอุตส่าห์สร้างคะแนน ตอนแรกเค้าก็กะว่าจะเอา 4 เดือนเต็มๆ แหละ เพื่อจะได้คะแนนแบบเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ พอคะแนนช่วงต้นน่ะดี พอมาช่วงกลางดันไปสะดุดคำพูดมั่วซั่วอะไร เงี้ย คือในมุมผมนะ ผมมองว่าคุณอนุทินไม่เก่งเลย คุณอนุทินคือแบบเดียวกับคุณทักษ์สิน แบบเดียวกัน เป็นนักธุรกิจมีเงินนั่นแหละ แต่ถ้าพูดถึงการพูด คุณทักษิณเนี่ย พูดเก่งกว่าคุณอนุทิน แต่ถ้าถามว่าสมองก็คลิปเท่ากัน
อย่างคุณอนุทินเนี่ย คือเวลาเขาพูด เขาจะพูดแบบคิดทีพูดทีคิดคำพูดคำคิดคำพูดคำ คนปกติเวลาเขาคิดก็จะคิดทีพูดทีละประโยค อย่างผมเนี่ย อ่า ผมก็คิดว่าคุณน่าจะอยากจะไปทำแบบนั้น ทำให้สถานการณ์มันแย่ลงอย่างเงี้ย คนปกติก็จะคิดครั้งนึงแล้วก็พูดทีละประโยค แต่คุณอนุทินน่ะ คิดแล้วก็พูดทีละคำ ผมก็คิดว่ามันก็ไปถึงจุดนั้น เราก็ไม่อยากให้กัมพูชาอะไรเงี้ย แกคิดช้าอย่างงี้ เวลาจะไปเห็นเวลาเกิดสถานการณ์อะไรแล้วสื่อไปสัมภาษณ์แกสดๆ อ่ะ ช้ากว่าจะฟังแกทีละคำ ทีละประโยค โอ้โห ดูเหมือนสมองแกช้า แกตอบสนองไม่ค่อยดี เหมือนเหมือนแกไม่ได้ใส่ใจหรือเปล่า เวลาคนเราไม่ได้สนใจในสิ่งไหน ไม่ได้ใส่ใจในสิ่งนั้น มักจะพูดช้า เหมือนคุณคิดไม่ทันน่ะ แล้วก็ไม่รู้จะคิดอะไร เหมือนมันคิดไม่ออก
ทำให้ผมก็เลยมองว่าคุณอนุทินน่ะ ไม่ใช่คนเก่ง แต่แกแค่อ่ามีตังค์นั่นแหละ อ่า ทางครอบครัวเขาสร้างธุรกิจใหญ่โต แล้วก็อยากจะมาเข้าการเมือง แล้วก็ดันทำคะแนนได้ เพราะว่าพรรคเพื่อไทยทำแย่