Transcription
มีบางเพลงวันที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่อยากทำอะไรเลย. ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ, ไม่ใช่เพราะอ่อนแอ, แต่เพราะแบกมามากเกินไปและไม่มีใครสักคนบอกว่าโอเคนะที่เหนื่อย.
ถ้าคุณรู้สึกแบบนั้นอยู่ตอนนี้, ผมอยากให้คุณฟังสิ่งนี้ครับ. พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้ในวันที่ชีวิตสมบูรณ์. ท่านตรัสรู้หลังจากผ่านความเจ็บปวด, ความสูญเสีย, และความล้มเหลวมันนับครั้งไม่ถ้วน. ท่านไม่ได้สอนว่าชีวิตต้องไม่มีทุกข์, แต่ท่านสอนว่าทุกข์นั้นผ่านได้.
มีหลักธรรมข้อนึงที่ท่านสอนไว้ชื่อว่าวิริยะ. แปลว่าความเพียร. แต่วิริยะไม่ได้แปลว่าสู้จนหมดแรง. ไม่ได้แปลว่าฝืนจนพัง. แต่แปลว่าลุกขึ้นอีกครั้งช้าๆก็ได้, ทีละก้าวก็พอ.
ลองนึกภาพต้นไม้ในพายุครับ. กิ่งมันโค้งงอ, ใบมันร่วงหล่น, แต่รากมันยึดอยู่กับดิน. คุณก็เหมือนกัน. อาจโค้งงอได้, แต่ยังไม่หัก, เพราะรากของคุณยังอยู่ที่นี่.
พระพุทธเจ้าตรัสว่าความทุกข์ไม่ใช่การลงโทษ, แต่คือครูที่สอนให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น. ทุกครั้งที่คุณล้มและยังลุกได้, นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยครับ. นั่นคือความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้.
คืนนี้ไม่ต้องสู้อะไรทั้งนั้นครับ. ไม่ต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง. ไม่ต้องเข้มแข็ง. แค่หายใจเข้าลึกๆแล้วบอกตัวเองว่า "วันนี้ฉันยังอยู่. วันนี้ฉันยังพอไหว. และพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่." แค่นั้นพอครับ.
เพราะการที่คุณยังอยู่ที่นี่ยังหายใจอยู่ยังฟังอยู่นั่นแปลว่าคุณยังไม่แพ้. ถ้าวันนี้หนักมากคอมเมนต์บอกได้เลยครับว่ายังสู้อยู่. แค่นั้นก็พอ.
และถ้าเนื้อหาแบบนี้มีประโยชน์กับคุณ, กดติดตามไว้นะครับ. มีธรรมะสำหรับคนที่ยังสู้อยู่มาให้ทุกวัน.