Transcription
This is the Standard podcast. Ey, opening for your ears. 8 minute history. พูดถึงหนึ่ในตำรารัฐศาสตร์นะครับ ที่ถูกตีพิมพ์กันมาประมาณ 500 กว่าปีนะ ครับ. หลายคนจะต้องนึกถึงหนังสือเล่มนี้เลย ที่มีชื่อว่า "The Prince" หรือภาษาละตินว่า "De Principatibus". นะครับ. หนังสือเล่มนี้แปลเป็นภาษาไทยว่า "เจ้า". คนเขียนไม่ใช่ใครอื่นครับ นอกจากนิโคโล มาคีอาเวลลี. ครับ. คนนี้ถือว่าเป็นนักการทูตและนักการทหารนะครับ ของนครรัฐฟลอเรนซ์. ครับ. เขาเขียนบทความซึ่งมีความยาวเพียงแค่ 58 หน้าแค่นั้นเองนะครับ. จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเป็นตำราทฤษฎีทางด้านรัฐศาสตร์นะครับ. แต่ต้องการเขียนบทความนี้ เพื่อที่จะมอบให้กับเจ้า นครรัฐตระกูลเมดิชี ซึ่งหวนกลับมาครองตำแหน่งอีกครั้งหนึ่ง. เพื่อที่มาคีอาเวลลีนั้นจะได้สามารถเข้าไปรับราชการในสภา นะครับ. ของนครรัฐฟลอเรนซ์ ได้เป็นครั้งที่ 2 ด้วย.
1 ใน 25 บทนะครับ. ของบทความตามหนังสือเล่มนี้ก็คือ "The Prince". พูดถึงบทบาทของทหารรับจ้าง หรือภาษาอิตาเลียนว่า "Mercenari". รวมถึงผู้นำกองกำลังทหารรับจ้างที่มีชื่อว่า "Condottieri". อยู่บ่อยครั้งในฐานะที่เป็นหนึ่งในตัวพลิกเกมการเมืองของรัฐต่างๆนะครับ. ในยุคเรเนซอง. กระทั่งนำไปสู่สงครามบนคาบสมุทรอิตาลี หรือที่เขาเรียกกันว่า "Italian Wars". นะครับ. ซึ่งดำเนินกันมายาวนานประมาณ 60 กว่าปีด้วยกัน. ระหว่างนครรัฐต่างๆในคาบสมุทรอิตาลีและบรรดาจักรวรรดิซึ่งเป็นมหาอำนาจในยุโรปในช่วงเวลาแบบนั้น. ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิฝรั่งเศสเองก็ดี. ฮับส์บวร์กก็ดี. จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ก็ดี.
ประวัติศาสตร์ 8 นาทีใน Episode ต่อไปนี้ นะครับ. จะพูดถึงประวัติศาสตร์อันเป็นภูมิหลังและบริบทของบทความทฤษฎีการเมือง "The Prince" หรือว่า "The Prince" ที่ประพันธ์โดยนิโคโล มาคีอาเวลลี. ซึ่งเป็นหนังสือนะครับ. ทฤษฎีการเมืองที่มีการตีพิมพ์กันยาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1532 จวบจนวันนี้ประมาณ 490 ปีแล้วด้วย. รวมถึงอีกส่วนหนึ่งครับที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยนะครับ. ก็คือบทบาทของทหารรับจ้าง. ถือได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญของยุคนั้น. ขาดไม่ได้เลยครับก็คือกองทหารรับจ้างที่ถือได้ว่าแข็งแกร่งที่สุดในยุโรปในช่วงเวลาหลายร้อยปีนั้นก็คือ Swiss Guard. ซึ่งก็เริ่มต้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับที่มาคีอาเวลลีนั้นได้มีการประพันธ์หนังสือทฤษฎีการเมืองเล่มนี้. ซึ่งจะทำให้เรานะครับได้เข้าใจปฐมบทนะครับ. ของหลากหลายสิ่งอย่าง. ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ยุโรปเองก็ดี. รวมถึงพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ของสวิตเซอร์แลนด์. ประเทศซึ่งที่ผ่านมานั้นประวัติศาสตร์ 8 นาที. ยังไม่ได้เคยได้ไล่เรียงประวัติศาสตร์เลยว่าเขามีพื้นฐานความเป็นมาอย่างไรจึงกลายเป็นชาติมหาอำนาจทางธนาคารมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ. ซึ่งพื้นฐานสำคัญนะครับก็คือความเป็นมืออาชีพในการทำอาชีพทหารรับจ้างระหว่างยุโรปสมัยยุคช่วงต้นเรเนซองนี่แหละครับ.
เริ่มต้นกันที่บริบทนะครับ. ที่แวดล้อมนิโคโล มาคีอาเวลลี. ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์นะครับ. แล้วก็เป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีทฤษฎีการเมืองที่หลายคนได้เคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วนะ ครับ. วันนี้ทีนี้เรามาดูกันครับว่าความเป็นมาของนิโคโล มาคีอาเวลลีนั้นเขาเป็นใครมาจากไหน. และทำไมบทความของเขาซึ่งเปรียบเสมือนกับใบสมัครงานซึ่งมีความยาวเพียงแค่ 58 หน้า. นั้นมีความสำคัญมาก. แต่หลายคนมองว่ามันเป็นทฤษฎีรัฐศาสตร์ในเชิงลบ. เรามาดูกันก่อนนะครับว่านิโคโล มาคีอาเวลลีนั้นเกิดในปี 1469 นะครับ. ที่นครรัฐฟลอเรนซ์. ถ้าเราดูในช่วงของปีเราจะพบว่าในช่วงเวลานั้นครับ. Florence ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของยุคแห่งการตื่นรู้ของโลก. ดูจากปีเกิดครับก็จะจะพบว่าเขาเนี่ยเกิดในยุคเรเนซองตอนต้น. เกิดหลัง Leonardo da Vinci เนี่ย 17 ปี. ตัวเขาเกิดในเมืองเดียวกันล่ะครับก็คือเมืองฟลอเรนซ์. และพูดถึงเมืองนี้ต้องนึกถึงตระกูลเมดิชี. ครับ. ตระกูลที่กุมทั้งอำนาจ. ตระกูลที่เป็นผู้ก่อให้เกิดนะครับ. ศิลปวัฒนธรรมในยุคตื่นรู้. รวมถึงเรื่องของการบริหารเงินทุน. เพราะเป็นตระกูลที่เป็นนายธนาคารให้กับสถาบันที่มีความร่ำรวยที่สุดในยุโรป. หรือแม้กระทั่งในโลกในเวลานั้น. นั่นก็คือศาสนจักรโรมันคาทอลิกที่กรุงโรม.
ทีนี้ถ้าเราฟังเรื่องของเมดิชีครับ. ซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ใหญ่ของกระบวนการตื่นรู้ทางปัญญาของยุโรป. กระบวนการเรเนซอง. เราอาจจะจินตนาการนะครับว่าพวกเขานั้นครองอำนาจอยู่ที่ฟลอเรนซ์อย่างยาวนานและต่อเนื่อง. ยิ่งถ้าเกิดจำได้นะครับว่ามีพระสันตะปาปา 2 พระองค์ครับซึ่งเป็นผู้ที่มีความหลงใหลในศิลปวัฒนธรรมเป็นคนของตระกูลเมดิชี. แถมยังเป็นผู้ที่สร้างวิหารบาซิลิก้าที่ซานเปโตรก็คือเซนต์ปีเตอร์. ก็คงจะรู้สึกจินตนาการนะครับว่าการครองอำนาจของตระกูลนี้คงจะยิ่งใหญ่และยาวนานจนไม่มีใครสามารถที่จะสั่นสะเทือนได้. แต่ในความเป็นจริงแล้วครับ. ในยุคแห่งการเรืองอำนาจมาเป็นเวลาถึง 60 ปี. ตระกูลเมดิชีที่ยิ่งใหญ่ครับ. โดยเฉพาะภายใต้การนำของ Lorenzo de' Medici. หรือที่หลายคนเรียกว่า Lorenzo the Magnificent. จริงๆแล้วสิ้นสุดลงและเว้นวรรคไปยาวนานถึง 19 ปี. พูดง่ายๆเกิดความไม่แน่นอนและ ความผันผวนทางการเมืองในนครรัฐฟลอเรนซ์. หลังจากที่ถึงแก่กรรมนะครับ. ของ Lorenzo de' Medici ในปี 1492 ครับ. บุตรชายของเขาชื่อว่า Piero de' Medici. เสียอำนาจหลังจากที่ครองอำนาจได้เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น. นั่นคือปี 1494 ครับ. ทั้งนี้มาจากการรุกรานของกองทัพฝรั่งเศสจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 แห่งราชสำนักราชวงศ์วาลัว. บุกบอน. ตระกูลเมดิชีนั้นสิ้นอำนาจ. ฟลอเรนซ์เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองจากระบอบนครรัฐที่มีเจ้าครองนคร. กลายมาเป็นระบอบสาธารณรัฐภายใต้การนำของ Girolamo Savonarola. ซึ่งเป็นนักบวชนิกายโดมินิกันผู้ที่ต้องการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของศาสนาท่ามกลางกระบวนการเรเนซองซึ่งมีการตั้งคำถามกับอำนาจศาสนจักรอย่างมากมายขนานใหญ่.
ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครับ. ในปี 1494 นี่เองครับ. บัณฑิตหนุ่มที่มีชื่อว่านิโคโล มาคีอาเวลลี. เริ่มต้นอาชีพของเขาในบทบาทของนักการทูตและนักการทหารที่ Signoria. Signoria เป็นชื่อของสภาว่าการนะครับ. ของเมืองฟลอเรนซ์นี่แหละครับ. ซึ่งในยุคเวลานั้นครับ. มาคีอาเวลลีเริ่มต้นด้วยการรับราชการที่ Signoria. ก่อนที่จะถูกส่งไปเป็นทูตไปประจำที่กรุงโรม. ตัวเขามีความใกล้ชิดกับศาสนจักรครับ. ดังนั้นจึงได้เห็นการครอบครองอำนาจของพระสันตะปาปา Alexander VI. หรือว่า Rodrigo Borgia. ที่วาติกัน. ซึ่งพระสันตะปาปาพระองค์นี้เป็นพระสันตะปาปาสัญชาติสเปนนะครับ. ท่านพูดภาษาสเปน. ซึ่งพระสันตะปาปาพระองค์นี้ครับ. Rodrigo Borgia. นั้นมีบทบาทในการเดินหน้าของกองทัพฝรั่งเศสเข้าสู่คาบสมุทรอิตาลี. รวมถึงการสร้างสมดุลอำนาจระหว่างรัฐต่างๆ. การเติบโตของทหารรับจ้างภายใต้การนำของบรรดานายกองทหารรับจ้างที่เรียกกันว่า Condottieri. ดังที่เล่าเราจะได้กล่าวต่อไปด้วย. ยุคที่ศาสนจักรโรมนั้นต้องมีการติดอาวุธครับ. เพื่อรับความผันผวนทางภูมิปัญญาจากยุคกลางสู่ยุคเรเนซอง. ความผันผวนทางการเมืองที่พร้อมจะบั่นทอนความมั่นคงของศาสนจักรที่เป็นเวลายาวนานมาแล้ว. แข็งแกร่งและไม่มีใครที่จะสามารถแตะต้องได้. สำคัญที่สุดครับ. ยุคที่มาคีอาเวลลีนั้นเริ่มเข้ามารับราชการเป็นยุคที่ทุกฝ่ายนั้นพร้อมจะโจมตีกันและกันได้ตลอดเวลา. มีการหักหลังพลิกคดีของทหารรับจ้าง. ดังนั้นครับ. บรรดาทหารรับจ้างจึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญของเสถียรภาพการเมืองของรัฐต่างๆในยุคนั้นด้วย. บริบทแบบนี้ครับ. เขาจึงได้มีการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้และกลายมาเป็นพื้นฐานของการเขียนทฤษฎีการเมืองของเขาในหนังสือที่มีชื่อว่า "The Prince" ในเวลาต่อมา.
แต่หลังจากที่เขาเข้ารับราชการนะครับ. ในฟลอเรนซ์ตั้งแต่ปี 1494. ท้ายที่สุดครับในปี 1512. ตระกูลเมดิชีครับหวนกลับเข้ามามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง. แน่นอนแล้วครับว่าใครก็ตามนะครับ. ที่เคยรับใช้ระบอบที่เคยโค่นอำนาจของเมดิชีมาก่อน. ย่อมถูกกาหัวและหมายหัวไปก่อนเลยว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตระกูลเมดิชี. นิโคโล มาคีอาเวลลีเองครับ. ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐานและจะไม่ได้มีความขัดแย้งนะครับ. กับตระกูลเมดิชี. แต่ตัวเขาไม่พ้นชะตากรรม. จึงถูกเนรเทศออกจากเมืองฟลอเรนซ์. และถูกจำคุกเป็นเวลา 3 เดือน. ถูกทำการทรมานทรกรรมเป็นเวลา 3 เดือนเช่นเดียวกัน. 3 เดือนนั้นอาจจะถือว่าไม่ยาวนานนะครับ. แต่สำหรับเขาแล้วมันคือการดับฝันการเป็นขุนนางอย่างที่เขาใฝ่ฝัน. เพราะว่าเขานั้นเองตระหนักอยู่เสมอว่าคงจะยากในการที่ตัวเขาจะสามารถกลับเข้าไปรับราชการภายใต้การปกครองของตระกูลเมดิชีได้. แต่ด้วยความที่ตัวเขาครับยังมีความทะเยอทะยานอยู่และอยากที่จะกลับเข้าไปรับราชการในยุคของเมดิชี. ไทไก็คิดอยู่ครับว่าแล้วจะทำอย่างไรจึงจะสามารถเข้าไปรับราชการในท้องพระโรงเมดิชีได้อีกครั้งหนึ่ง. เขาใช้ช่วงเวลาแห่งการถูกเนรเทศจากเมืองฟลอเรนซ์ในการเขียนบทความครับ. มีความยาว 58 หน้า. นั่นคือหน้ากระดาษออริจินอลที่เขาเขียนขึ้นนะครับ. แบ่งออกมาทั้งหมดเป็น 25 บท. เพื่อส่งมอบให้กับ Lorenzo de' Medici. ซึ่งเป็นเจ้าผู้ครองนครคนต่อมาของเมดิชี. Lorenzo คนนี้ครับ. มีศักดิ์เป็นหลานของ Lorenzo the Magnificent. ก็คือบุคคลที่ให้สปอนเซอร์บรรดาศิลปินต่างๆในยุคเรเนซอง. ตัวเขาก็คือ Lorenzo ที่ 2. เป็นบุตรชายของ Piero ผู้สูญเสียอำนาจจากการรุกของฝรั่งเศส.
สำหรับใบสมัครงานความยาว 58 หน้า. ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วนะครับ. ก็เป็นเหมือน essay ในการสมัครงานนี่แหละครับ. ซึ่งมีความยาว 58 หน้า. คือมันยาวมากนะครับ. ถูกส่งถึงเจ้าครองนครคนนั้นคือ Lorenzo ที่ 2 แห่งเมดิชี. ซึ่ง ณ เวลานั้นครับ. Lorenzo ที่ 2 ได้อ่านบทความดังกล่าวทั้ง 58 หน้า. และมีความพึงพอใจกับแนวความคิดและทฤษฎีการเมืองในการที่จะสร้างเสถียรภาพในการกุมอำนาจของเขาเอาไว้ให้ได้นานที่สุด. ดังนั้นจึงได้เรียกตัวนิโคโล มาคีอาเวลลีนั้นกลับเข้ามารับราชการที่ฟลอเรนซ์อีกครั้งหนึ่ง. เขาเข้ารับราชการในยุคดังกล่าวต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 1513 จวบจนวันตายของเขาในปี 1527 ด้วยวัย 58 ปีครับ. บทความที่เขียนถึงนั้น Original นั้นเขียนเป็นภาษาฟลอเรนซ์ครับ. ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในภาษาท้องถิ่นนะครับ. ในยุคเรเนซองที่มีความใกล้เคียงกันกับภาษาอิตาเลียนมาตรฐานในยุคปัจจุบันมากที่สุด. จริงๆแล้วบทความนี้ไม่ได้มีการตั้งชื่อนะครับว่าชื่ออะไร. แต่ว่าผู้ที่ตีพิมพ์บทความนี้หลังจากการตายของมาคีอาเวลลี 5 ปีขึ้นในปี 1532. ได้มีการตั้งชื่อบทความนี้เอาไว้ว่า "The Prince" หรือว่า "The Prince" ในภาษาละติน. ซึ่งกลายมาเป็นบทเรียนนะครับ. และเป็นตำรา รัฐศาสตร์ที่เรียนกันมาจนกระทั่งถึงวันนี้. ศตวรรษที่ 21.
ประเด็นครับ. อะไรทำให้ใบสมัครงานนี้เป็นที่พูดถึงกันและมีการศึกษากันเป็นเวลาเกือบๆจะ 500 ปี. คำตอบครับ. ตำรา รัฐศาสตร์ก่อนหน้านั้นแม้จะเป็นยุคกรีกก็ดี. หรือแม้กระทั่งยุคเรเนซองตอนต้น. จะพูดถึงการเมืองที่ควรจะเป็น. หรือว่าการเมืองในอุดมคติ. พูดง่ายๆถ้าเปรียบเทียบกันกับนักปรัชญายุคกรีกนะครับ. เวลาที่เริ่มต้นเรียนรัฐศาสตร์จะตั้งคำถามว่าอะไรคือการปกครองที่ดีที่สุด. อะไรคือการเมืองในอุดมคติ. หรือว่า Utopia. หรือแม้กระทั่งยุคกลาง. Thomas Aquinas. ก็จะพูดถึงการเมืองในอุดมคติ. ตามแนวคริสต์ศาสนา. แต่งานเขียนของมาคีอาเวลลีครับ. จะเป็นการพูดถึงการเมืองอย่างที่มันเป็นจริง. มิใช่การเมืองในอุดมคติ. ดังนั้นครับ. การให้คำแนะนำกับผู้ปกครองเช่นผู้ปกครองจำเป็นต้องปกครองด้วยความหวาดกลัวแทนที่จะปกครองด้วยความรัก. หรือที่ภาษาอิตาเลียนว่า "Meglio essere temuto che amato". หรือคำพูดที่เราจะได้ยินเป็นประจำครับ. "The end justifies the means". "The means justifies the end". เป็นการแนะนำการใช้อำนาจ. การใช้ความรุนแรงและความเหี้ยมโหดของผู้ปกครองในการรักษาเสถียรภาพ. ตัวผู้ปกครอง. สิ่งเหล่านี้ครับ. ล้วนแต่เป็นคำพูดที่มาคีอาเวลลีนั้นได้บันทึกและได้บรรจุเอาไว้ในทฤษฎีการเมืองในใบสมัครงานที่เขานั้นส่งให้กับเจ้า นคร Lorenzo ที่ 2 แห่งเมดิชี.
บทความ 58 หน้านี้ครับ. แบ่งออกเป็น 25 บท. วางอยู่บนบริบทครับ. พื้นฐานปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในยุคดังกล่าว. คือยุคเริ่มต้นเรเนซอง. โดยมีภาพรวมทางประวัติศาสตร์ดังที่เราจะไล่เรียงดังต่อไปนี้ครับ. ในยุคต้นของเรเนซองครับ. ฟลอเรนซ์นั้นเป็นศูนย์กลางของการตื่นรู้ทางปัญญาภายใต้การนำของ Lorenzo the Magnificent. ที่ถึงแก่อสัญกรรมในปี 1492 ครับ. ซึ่งจากนั้นเขาส่งมอบความเป็นผู้นำหลังจากถึงแก่อสัญกรรมให้กับบุตรชายคนโตที่มีชื่อว่า Piero de' Medici. ทีนี้ครับ. จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรอิตาลีก็คือจักรวรรดิฝรั่งเศสภายใต้รัชสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8. วางแผนการขยายอำนาจลงใต้. หนึ่งในเป้าหมายหลักก็คือการเข้าไปครอบครองราชอาณาจักรเนเปิลส์. ราชอาณาจักรเนเปิลส์. ซึ่งทางราชสำนักวาลัวมองว่าเป็นพื้นที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพวกเขาในการที่จะปกครองเนเปิลส์. ก้าวแรกของพวกเขาครับคือการส่งกองกำลังข้ามเทือกเขาแอลป์เพื่อรุกรานนครรัฐเจนัว. ตามด้วยลอมบาร์เดีย. ซึ่งที่ลอมบาร์เดียนั้นเราอาจจะจำได้นะครับว่าผู้ปกครองคนเดิมนั้นมีชื่อว่า Francesco Sforza. ก่อนหน้านั้นตัวเขาเสียอำนาจไปเพราะว่าหลานชายตัวเองแย่งอำนาจไปครอบครอง. ด้วยสาเหตุนี้ครับเขาจึงเปิดประตูเมืองมิลาน. และแคว้นลอมบาร์เดียให้กองทัพฝรั่งเศสนั้นเข้าไปครอบครองมิลานได้. จากนั้นพวกเขา วางแผนในการเดินทัพลงใต้สู่ราชอาณาจักรเนเปิลส์ซึ่งอยู่ตอนล่างของคาบสมุทรอิตาลี. แต่ถ้าหากว่าไปดูแผนที่ครับ. จากลอมบาร์เดียคือพื้นที่มิลานลงใต้สู่เนเปิลส์. พวกเขาต้องเดินทัพผ่านนครรัฐฟลอเรนซ์. ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง 2 พื้นที่นั้น. พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 8 ครับ. ได้มีการส่งราชสาส์นถึง Piero de' Medici. เจ้าครองนครของฟลอเรนซ์. เพื่อขอให้เปิดทางเดินทัพลงไปทางใต้. แต่ว่า Piero นั้นปฏิเสธคำขอ. ด้วยเหตุนี้พร้อมกันกับคลื่นใต้น้ำของพลเมืองฟลอเรนซ์. นำโดยนักบวชโดมินิกัน Girolamo Savonarola. แข็งข้อ. บรรดาขุนนางในสภา Signoria ก็แข็งข้อ. ทำให้ Piero ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆในการสู้รบต่อต้านฝรั่งเศส. ในที่สุดต้องพบกับความพ่ายแพ้ที่ป้อม Sarzana. และจนกระทั่งยอมการเปิดป้อมปราการอีก 3 ป้อมอันได้แก่ Sarzana, Pietrasanta, Sarzana. ฝรั่งเศสจึงเข้ายึดครองฟลอเรนซ์ได้เป็นผลสำเร็จ. แต่พวกเขาครับไม่ได้ปกครองด้วยตัวเอง. พวกเขามอบหมายให้กับนักบวชโดมินิกัน Girolamo Savonarola. เป็นผู้ปกครองฟลอเรนซ์ร่วมกันกับสภา Signoria. แต่ว่าทหารฝรั่งเศสในแง่มุมความมั่นคงครับ. ได้มีการทิ้งทหารรับจ้าง 1 กองเอาไว้เพื่อดูแลความมั่นคง. ทหารรับจ้างกลุ่มนั้นมีผู้นำกองทหารที่มีชื่อว่า Gonzalo de Córdoba. ชายคนนี้ครับเป็นบุตรชายลับๆของพระสันตะปาปาที่มีพระนามว่า Rodrigo Borgia. ดังที่เราได้เคยไล่เรียงมาก่อนหน้านี้ว่ายุคสมัยดังกล่าวคือยุคของพระสันตะปาปาจากสเปน. โดยพระองค์ก็จะมีบุตรลับๆที่มีชื่อว่า Cesare Borgia. ชื่อนี้ต้องจำนะครับ. เพราะเป็นชื่อที่มีความสำคัญ. เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างอิงและพาดพิงถึงใน "The Prince" หรือว่า "The Prince" ค่อนข้างจะบ่อยครั้ง. Borgia เองนั้นเดิมทีเป็นพระคาร์ดินัลครับ. แต่ว่าสึกออกมาแล้วก็หันมาเป็นนายกองทหารรับจ้าง. ตัวเขาเองมีความทะเยอทะยานวางแผนในการเข้าฮุบดินแดนตอนกลางของอิตาลี. รวมถึงฟลอเรนซ์ครับ. เพื่อที่จะเป็นของตัวเอง. แต่ด้วยความที่ว่าเขาอิงอำนาจกับศาสนจักร. พูดง่ายๆกับพ่อของเขาก็คือพระสันตะปาปา Rodrigo Borgia. มากจนเกินไป. ไม่เคยคิดจะบริหารความสัมพันธ์ของตัวเขากับสายอำนาจอื่นๆในศาสนจักรและนครรัฐอื่นๆ. ทำให้การสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา Rodrigo Borgia. ในปี 1503. นำไปสู่การที่ตัวเขาหมดโอกาสในการขยายอำนาจสู่ตอนกลางของอิตาลีโดยสิ้นเชิง.
สำหรับที่โรมนะครับ. ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในรัฐที่ก็จะเป็นทางผ่านในการเดินทัพของกองทัพฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น. โรมมีการเปลี่ยนพระสันตะปาปาหลายพระองค์ครับ. จากการสิ้นพระชนม์ของพระสันตะปาปา Alexander VI. สู่การเรียกพระคาร์ดินัล Francesco Todeschini-Piccolomini. เป็นพระสันตะปาปา Pius ที่ 3. หลายท่านอาจจะถามว่าทำไมเปลี่ยนบ่อยจัง. ง่ายๆเลยครับ. เพราะผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระสันตะปาปาส่วนใหญ่ก็จะล่วงเข้าสู่ปัจฉิมวัยแล้ว. พระสันตะปาปา Pius ที่ 3 นั้นดำรงตำแหน่งเพียงไม่ถึงปีครับ. จากนั้นพระองค์ก็สิ้นชีพไปในปลายปี 1503. ในครั้งนั้นครับ. บรรดาพระคาร์ดินัลที่โรมมีมติเรียกพระคาร์ดินัลที่มีชื่อว่า Giuliano della Rovere. เป็นพระสันตะปาปา. และพระองค์ทรงเลือกพระนามในการครองราชย์เป็นพระสันตะปาปา Julius ที่ 2. ในการดำรงตำแหน่งพระองค์ครับ. จำชื่อนี้ไว้ให้ดีครับ. มีบทบาทอย่างมากและมากที่สุดในหนังสือชื่อ "The Prince" ของมาคีอาเวลลี. ตลอด 10 ปีในยุคสมัยของพระองค์นั้นมีวีรกรรมต่างๆมากมาย. มาคีอาเวลลีถอดรหัสวีรกรรมของพระองค์ออกมาและกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนั้น. น่าสนใจครับ. พระนาม Julius ที่พระองค์ทรงเลือกเป็นพระนามพระสันตะปาปาที่ไม่ได้ถูกใช้มาเป็นเวลายาวนานถึง 1,000 ปีแล้วนะครับ. พระสันตะปาปาที่มีพระนาม Julius พระองค์แรกคือพระสันตะปาปา Julius ที่ 1. ต้องย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 5. ก็คือ 1,000 ปีก่อนหน้านั้น. ส่วนพระองค์เอง Julius ที่ 2. เชื่อกันว่าเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพฤติกรรมของ Julius Caesar. นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรม. คำว่าเชื่อกันว่าเพราะว่าไม่มีหลักฐานใดๆนะครับ. มารองรับว่าทำไมพระองค์ถึงได้ตัดสินใจในการเลือกพระนามดังกล่าว. เพราะดูไปแล้วจากการบริหารการเมืองท่ามกลางรัชสมัยของพระองค์. พระองค์ได้รับฉายา ณ เวลานั้นว่า "Il Papa Guerriero" หรือพระสันตะปาปานักรบ. รวมถึงวีรกรรมของพระองค์ท่ามกลางยุคสมัย. ไม่น่าแปลกใจเลยถ้าหากใครจะคิดว่าพระองค์เรียกพระนาม Julius ในการดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปา. เพราะพระองค์ต้องการเอาอย่าง Julius Caesar.
หนึ่งในวีรกรรมของพระองค์นะครับ. ก็คือบทบาทของพระองค์ในช่วงความวุ่นวายบนคาบสมุทรอิตาลีที่เราพูดไปเมื่อสักครู่ครับ. ก็คือ Italian Wars. หรือที่เขาเรียกกันว่า "The Italian Wars". ในเวลานั้นกินเวลายาวนานถึง 60 ปี. เริ่มต้นตั้งแต่การรุกรานคาบสมุทรอิตาลีของฝรั่งเศสในปลายทศวรรษที่ 5. การสูญเสียอำนาจของตระกูลเมดิชี. ตระกูลนายธนาคารที่ปกป้องผลประโยชน์ให้กับวาติกัน. จนเกิดความวุ่นวายมหาศาล. พระองค์ในรัชสมัยนั้นทรงเลือกที่จะสร้างกองกำลังอารักขากรุงโรม. และตัวพระองค์เองด้วยการติดต่อกับ Peter von Hagenbach. ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ในวาติกัน. ในการเลือกมาซึ่งทหารรับจ้างที่เก่งที่สุด. ซื่อสัตย์ที่สุดมาเป็นองครักษ์แห่งกรุงโรมและของพระองค์เอง. ในปี 1506. พระองค์ครับทรงสร้างดุลอำนาจใหม่ทางการเมือง. และเลือกที่จะปฏิเสธการให้การสนับสนุนกองทหารรับจ้างของ Cesare Borgia. การวางแผนการฟื้นฟูเสถียรภาพของรัฐต่างๆในคาบสมุทรอิตาลี. จนนำไปสู่การฟื้นฟูอำนาจของตระกูลเมดิชีในปี 1512. รวมถึงความตั้งใจของพระองค์ครับ. ในการจัดตั้งสิ่งที่เรียกกันว่าสันนิบาต นครรัฐอิตาเลียน. หรือว่า "Lega Italica". คือการรวมตัวกันของนครรัฐต่างๆในคาบสมุทรอิตาลีแบบหลวมๆ. เพื่อต่อต้านการรุกรานของฝรั่งเศส. ฮับส์บวร์กจากออสเตรีย. และรัฐอื่นๆในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์. ถึงแม้ว่าความพยายามของพระองค์ในช่วง 10 ปีนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด. ก็คือไม่สามารถนำไปสู่สันนิบาตนครรัฐในอิตาลี. แต่ถือได้ว่าสร้างความมั่นคงในยุคแห่งความปั่นป่วนช่วงนั้นไม่น้อยทีเดียว.
สำหรับพระองค์นี้ครับ. ถือเป็นพระสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์หนึ่งเลยนะครับ. ในประวัติศาสตร์ของศาสนจักรโรมันคาทอลิก. รัชสมัยของพระองค์ถือว่ามีความผันผวนในโลกหลายประการครับ. ไม่ว่าจะเป็นการที่โปรตุเกสกับสเปนนั้นแข่งขันกันสำรวจโลก. และต้องหาข้อยุติเรื่องการแบ่งพื้นที่การสำรวจโลกบนดินแดนใหม่. จนกระทั่งนำไปสู่สนธิสัญญา Tordesillas. ซึ่งพระองค์พระสันตะปาปา Julius ที่ 2. ก็คือผู้ที่ให้ความเห็นชอบ. และด้วยบารมีของพระองค์จึงทำให้สนธิสัญญา Tordesillas. มีสภาพบังคับโดยสมบูรณ์. นอกจากนี้ครับ. พระองค์ก็คือพระสันตะปาปาที่ได้ให้การรับรองการสมรสระหว่างกษัตริย์แห่งอังกฤษ. คือพระเจ้า Henry ที่ 8 แห่ง Tudor. กับเจ้าหญิง Catherine of Aragon. ซึ่งเป็นพระชายาองค์แรกของพระองค์. ชื่อของพระองค์ครับ. มาปรากฏในกรณีนี้อีกครั้งหนึ่งก็ตอนที่พระเจ้า Henry ที่ 8 นั้นต้องการหย่าขาดจาก Catherine of Aragon. เพื่อสมรสกับ Anne Boleyn. ถึงแม้ว่าตอนนั้นพระสันตะปาปา Julius ที่ 2 จะทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วครับ. แต่ว่าคำกล่าวของพระเจ้า Henry ที่ 8 เมื่อตอนแตกหักกับศาสนจักรที่โรม. อ้างอิงไปถึงการที่พระเจ้า Henry ที่ 8 ไม่ยอมรับการสมรสที่พระสันตะปาปา Julius ที่ 2 เป็นผู้รับรอง. ก่อนที่จะนำไปสู่การที่อังกฤษนั้นจัดตั้ง Church of England. นำไปสู่ความขัดแย้งมหาศาลนะครับ. ทั้งในและนอกอังกฤษในเวลาต่อมา. ว่าง่ายๆพระองค์ทรงมีบทบาทในเหตุการณ์สำคัญๆในยุโรปและของโลกไม่น้อยทีเดียวครับ.
เล่ามาตั้งนานครับ. จะบอกว่าบุคคลสำคัญที่เอ่ยชื่อมาแล้วนี้ล้วนแต่เป็นบุคคลสำคัญนะครับ. ที่เดินเรื่องในทฤษฎีการเมืองของมาคีอาเวลลีทั้งสิ้น. เริ่มต้นกันก่อนครับ. Cesare Borgia. ที่มีชื่อภาษาสเปนว่า Cesare. เป็นผู้บัญชาการทหารรับจ้าง. หรือว่าเป็น Condottieri. จากสเปนที่เข้ามาขยายอำนาจในคาบสมุทรอิตาลี. สำหรับมาคีอาเวลลีแล้วเขาเป็นบุคคลที่มีความทะเยอทะยาน. แต่ไม่ได้มีการวางแผนในการสร้างความมั่นคงทางอำนาจให้กับตัวเอง. เทหมดหน้าตักกับการอิงอำนาจสนับสนุนจากศาสนจักรในยุคของพระสันตะปาปาผู้เป็นพ่อของตัวเอง. เมื่อศาสนจักรเปลี่ยนแปลงไป. ท่าทีของ Borgia ในอิตาลีก็สิ้นสุดไป.
พระสันตะปาปา Julius ที่ 2 ครับ. พระสันตะปาปานักรบ หรือ "Papa Guerriero". สำหรับมาคีอาเวลลีแล้วพระองค์คือ "Il Principe" หรือเจ้าในอุดมคติของมาคีอาเวลลี. เพราะกุศโลบายทางการเมือง. แผนการทางการเมืองที่มีมิติครบถ้วน. การผูกสัมพันธ์. การบริหารความสัมพันธ์กับรัฐต่างๆท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางได้อย่างเหมาะสม. นอกจากนี้ยังเป็นพระสันตะปาปาที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง. การจัดตั้งกองกำลัง. และกลายมาเป็นพื้นฐานที่มั่นคงของศาสนจักรท่ามกลางยุคตื่นรู้ทางปัญญาอย่างมั่นคง. พูดง่ายๆพระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่เก่งทั้งบุ๋นและบู๊.
ทฤษฎีการเมืองของมาคีอาเวลลีที่กลั่นออกมาจากสถานการณ์ที่วุ่นวายมหาศาลในยุคนั้น. แตกต่างไปจากตำรายุคเดิมๆครับ. อย่างที่ได้บอกตำรายุคก่อนหน้านั้นผู้ปกครองต้องมีเมตตา. ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก. แต่สิ่งเหล่านั้นมันไม่ใช่ความเป็นจริงครับ. อย่างน้อยที่สุดมันก็ไม่ใช่ความเป็นจริงในยุคที่นครรัฐต่างๆห้ำหั่นเพื่อความเป็นใหญ่. ไม่เว้นแม้แต่นครรัฐวาติกัน. นครรัฐที่มีความมั่งคั่งที่สุดบนผืนโลกในเวลานั้น. นครรัฐที่น่าจะมีความเมตตาจากหลักพื้นฐานทางศาสนา. เพราะแม้กระทั่งพระสันตะปาปาเองยังต้องมีกองกำลังพิทักษ์วาติกัน. และกองกำลังอารักขาส่วนพระองค์เองด้วย.
ในตอนหน้าครับ. เรามาดูนะครับว่าทหารรับจ้างครับ. รวมถึงนายกองทหารรับจ้างหรือว่า Condottieri ในยุคนั้นมีบทบาทอย่างไร. ถึงขนาดมาคีอาเวลลีต้องอุทิศนะครับ 1 บทจาก 25 บทก็คือบทที่ 12 ว่าด้วยเรื่องของทหารรับจ้าง. ทำไมถึงจะต้องพูดถึงเรื่องนี้. และทำไมครับทหารรับจ้างสวิสที่เรียกกันว่า "Mercenari Svizzeri" จึงถูกพูดถึงในวงกว้าง. ไม่ว่าจะเป็นด้วยบุคลิกของพวกเขา. ความสามารถของพวกเขา. ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการสะท้อนออกซึ่งความเป็นมืออาชีพ. ความสามารถของพวกเขา. ซึ่งถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการเดินหน้าของสมาพันธรัฐสวิสจากวันนั้นสู่วันนี้. ศตวรรษที่ 21 ครับ. The Standard podcast. Ey, opening for your ears.