Transcription
คืออันนี้ก็น่าเทียบนะ เทียบหมอวรงค์กับคุณเจต คุณอาจารย์เจต หมอวงเนี่ย ในรอบก่อนเลือกตั้ง น่าจะปี 66 ตอนนั้นแกดูไม่มีอะไรเลย สำหรับหมอวงตอนนั้นดูไม่มีอะไรเลย แต่พอมาครั้งนี้ เออ หมอวงแกดูมีความรู้มากขึ้น มีการศึกษา อ่า มีการแก้ข้อมูลให้อ่า ท่านนึงพูดผิด แกก็แก้ข้อมูลให้ว่า เฮ้ย ตอนนี้มันมีการเซ็นแล้วนะ กัมพูชาเนี่ย อ่า มีการข้อตกลงร่วมกับ UN CROS อ่า UN cross อ่ะ เขาก็มีข้อมูล อ่า เดี๋ยวนี้แกจะดูศึกษา ดูข้อมูล จะไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เรื่องของสถาบันกษัตริย์อย่างเดียว แต่ก่อนแกจะอ้าง แต่เรื่องนี้เป็นหลัก อ้างแต่รักกษัตริย์ เชิดชูกษัตริย์ ห้ามแก้ไข 112 อ่า จัดการพวก ล้มเจ้าอะไรก็ตาม สุดท้ายแกไม่ได้สักที่นั่งเดียว นะ รอบนี้แกก็น่าจะปรับปรุง นั่นแหละ ปรับให้ตัวเองดูเป็นคนมีความรู้ เพราะว่ารู้ว่าประชาชนต้องการคนมีความรู้ ไม่ใช่ต้องการคนที่แค่อ้างกษัตริย์ แล้วจะใช้ชื่อเสียงของกษัตริย์มาหรอ เพราะว่าบางคนอาจจะคิดแหละว่าประเทศไทยจำนวนมากคนก็รักกษัตริย์ เราก็แค่เอาเหมือนชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์ที่คนเคารพมาให้ตัว มันไม่สมควรฮะ อาจจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ซึ่งยุคนี้เนี่ย หมอวรงค์ก็ไม่ได้ทำแบบนั้นแล้ว กลายเป็นเหมือนหมอวงดูมีอะไรมากขึ้น กลายเป็นคุณเจต อาจารย์เจตเนี่ย ดูไม่มีอะไรเลย อาจารย์เจตเหมือนเทียบเท่ากับหมอวรงค์ตอนนั้นน่ะ ในยุคนั้นเลยที่ดูไม่มีอะไร เหมือนเพิ่งเริ่ม ก็รอดูแหละ อนาคตเลือกตั้งรอบหน้าแกอาจจะปรับเปลี่ยนก็ได้ ที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มอ่ะ แกอาจจะแค่เรียนจบสูงเฉยๆแหละ แต่อาจจะดูไม่ได้รู้ วิธีไม่สามารถหาปัญหาไม่สามารถแก้ปัญหา พอเจอคนที่เขาแก้ปัญหาได้ เขาเห็นปัญหาก็ไปแซะ เว่า เห็นไปหมด
>> ปัญหานี่เห็นหมดเลย สารพัดเลย ปัญหาใหญ่ เห็นปัญหามาก พบปัญหาเล็ก เจอ ครับ >> เห็นสิ ต้องเห็น ไม่เห็นแล้วจะแก้ปัญหายังไง คนเขาจ้างคุณมาเป็น สส. ก็เพื่อให้เห็นปัญหาเนี่ยแหละ จะได้แก้ปัญหา ถ้าคุณไม่เห็น ผมว่าคุณนั่งอยู่บ้าน ไม่ต้องมาสมัคร
แล้วคุณเจตก็ไปอีกอีกเวทีนึง อดีเบตอีกเวทีนึง ก็ไปบอกว่าเนี่ย เอ่อ การเมืองเนี่ย มันโสมม ผมเข้ามาแล้วก็ถึงได้เห็นการเมืองมันโสมม อะไร สผมว่าคุณไม่มีความรู้มากกว่า การเมืองใช่ มีความโสมม แต่ก็แก้ได้ดีขึ้น ตั้งแต่พรรคส้มมาก่อเกิดพรรคส้มเนี่ย เปลี่ยนไปเยอะ ยังไม่พอ ในเวที The Standard เนี่ย คุณเจต อาจารย์เจต ยังพูดอีกว่า ถ้าวันนึงเนี่ย มหาอำนาจจะจะมาตีไทย จะมารบไทย จะจีนจะอเมริกาเนี่ย ผมเนี่ยจะพร้อมลงไปสู้ ลงไปรบ จะพร้อมแบบหัวชนฝาสู้ อะไรทรงๆนั้น
>> ผมบอก ถ้าจีนหรืออเมริกาลุกล้ำประเทศไทย เราขอสู้แบบชาวบ้านบางจันทรถ้าเกิดตายหมด ประเทศตายใครไม่อยากตายในประเทศนี้ ย้ายไปอยู่ประเทศอื่น >> เราที่อยู่ประเทศนี้เราพร้อม
ซึ่งเอาจริงๆ ตามสถิตินะ ส่วนใหญ่คนที่พูดอย่างเงี้ย พูดเยอะ กล้านู่นกล้านี่ ถึงเวลาจริงผมว่าหนี หนีกันหมด ส่วนใหญ่นะ แกอาจจะเป็นคนส่วนน้อยก็ได้อ่ะ ส่วนน้อยที่แบบพูดแล้วทำจริงก็มี แต่แต่คนส่วนส่วนใหญ่ ถ้าไปดูจริงๆ นะ พวกที่ลงไปรบลงไปสู้ ส่วนใหญ่เป็นพวกขึมๆ ที่ไม่พูดมาก สุดท้ายลงไปสู้ แบบเหมือนใจเด็ดใจสู้จริงๆ แต่พูดมากมักจะไม่ค่อยสู้ แค่ส่วนใหญ่ แต่ก็ต้องรอดู อาจารย์เจต คุณเจต อาจจะเป็นส่วนน้อยอ่ะ พูดจริงแล้วก็สู้จริงก็ได้ ผมก็กลัวจะเป็นแบบแนวๆ แบบหนีหาย เหมือนอย่างหมอท่านนึงอ่ะ หมอท่านนึงที่แนวเสื้อเหลืองเหมือนกันน่ะ ในอดีตก็พูดแบบนั้น เออ จะมารักสถาบันไทย อยู่กับไทย รักประเทศไทย สุดท้ายพอบอกว่าตอนเกษียณ ตอนเกษียณ แกพิมพ์บอกว่า เสียดาย จะไปอยู่ออสเตรเลีย อ้าว ตกลงยังไง ตกลงรักไทย หรือว่าเห็นว่าไทยไม่โอเค ก็เลยจะไปหนีไปอยู่ฝรั่ง ชมจีนนะ แต่สุดท้ายจะหนีไปอยู่ประเทศฝรั่ง อะไรทรงนั้น
ยังไม่พอ คุณเจตยังไปว่าถึงคนที่ว่า ถ้าคุณไม่สู้ คนไทยคนไหนไม่สู้เนี่ย ออกจากประเทศไป คืออยู่ๆ คุณก็มาเปิดศึกใส่ร้ายว่าจะมีคนไม่สู้แล้วไล่ ออกประเทศไป อย่างแรกนะ ไปใส่ร้ายคนมากมาย อาจจะพร้อมสู้ แต่เหมือนคุณพยายามชูตัวเองว่าตัวเองกล้าสู้ แต่คนอื่นไม่กล้าสู้หรือเปล่า ไม่เหมาะสม อย่างที่ 2 ก็ก็คือว่า การที่จะสู้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ถ้าโดนรุกราน โดนอะไรจริงๆ เนี่ย แทนที่คุณจะพูดให้ประชาชนสามัคคีกัน คุณกำลังสร้างรอยแบ่งแยก สร้างรอยร้าวให้สังคมไทยเนี่ย คุณเป็นผู้ว่าไม่สู้ก็เหนียว แทนที่จะบอกว่า เออ คุณจะช่วยกันสามัคคีกัน เพราะยิ่งมีประชากรเยอะก็ยิ่งดีไง ช่วยกันคิดหาทาง บางคนอาจจะถนัดเรื่องไอที บางคนถนัดวางแผน บางคนถนัดบังคับโดรนอะไรอย่างเงี้ย มันควรจะหลากหลาย แต่คุณไปบอกว่า อ๋อ ไม่ไม่อยากสู้ ก็ออกประเทศไป มันง่ายอย่างงั้นเลยหรอ โห คุณดีอยู่คนเดียว คุณเจต อาจารย์เจต คุณดีอยู่คนเดียว คุณกล้าอยู่คนเดียว แต่ถึงเวลาจริงจะเป็นยังไง ผมไม่รู้ แต่คุณเหมือนเวอร์อ่ะ แล้วยังไปทำหน้าเหมือนแนว จะเอามั้ยอ่ะ จะเอาล่ะ
>> อ่ะโอเคโอเค >> ว่าจะกล่าวหาผมใช่ป่ะ >> เออลง [เสียงหัวเราะ] ใช่มั้ย >> ลงใช่มั้ย >> ไม่ใช่ผมถามว่าอาจารย์จะกล่าวหาผมหรือเปล่าล่ะ >> ทำให้ผมนึกถึงแบบเหมือนๆแบบพวกโซเชียลอ่ะ แต่ก่อนน่ะ นักเลงโซเชียลอ่ะ เ้แล้วมึงจะเอาวะ เออ อยากลองว่ะ อะไรทรงๆนะ ผมนึกถึงภาพรักแบบนั้น ซึ่งนั่นแหละ คุณเจตก็ไปมองหน้าคุณวิโรธ เพราะว่าคุณวิโรธไปแซะ อ่า เรื่องของผม ไม่ได้มาเต้นอะไรแบบนั้นหรอก ผมอ่ะทำอะไรเงี้ย ผมลงพื้นที่ไปคุยทรงตรงๆนั้นก็ไปโกรธเค้า คุณวิโรธ คุณจะมาว่าผมเรื่องแบบนี้ไม่ได้ เพราะผมเป็นศิษย์มีครู เคารพอะไรทรงๆนั้นน่ะ เหมือนอ้างเรื่องกษัตริย์ อ้างเรื่องเจ้าอย่างเงี้ย คือเขาก็แค่พูดว่า คุณรำเขาไม่ได้ไปแซะบรรพบุรุษ หรือไปแซะเรื่องของเจ้า ไม่มีเค้าแค่บอกว่าผมก็ไม่ได้ไปรำอะไร ไม่มีพิธีเยอะ แต่ก็ไปโกรธเค้า แล้วก็ไปอ้างเรื่องโอโห พูดเยอะ เวลาแกสามารถโยงเข้าเรื่องของสถาบัน เรื่องของเจ้าได้เนี่ย แกจะพูดเยอะเป็นพิเศษ จะเหมือนออยยฮึกเหิมใจสู้ ในขณะที่ตอนนี้มันไม่ได้มีสงครามอะไร ปะทะชายแดนก็มีทหารเพียงพอ เป็นการปะทะเล็กๆ ตอนนี้ก็สงบไปสักพัก แกพูดได้อ่ะ ตอนที่ไม่เกิดเรื่อง แกพูดอะไรก็ได้นั่นแหละ แล้วก็ไปไม่พอใจคุณวิโรธ ไปถึงแค่ว่าจะเอาใช่ป่ะ ก็มันก็ควรจะจบจริงๆ มันก็แค่เรื่องไร้สาระเล็กๆ จะรำไม่รำก็แค่บอกกัน แต่คุณก็ไปแซะเค้าก่อน คุณเจต อาจารย์เจต ไปแซะคุณวิโรธ คุณวิโรธก็เลยแซะกับว่า ผมไม่ใช่คนที่จะไปเต้น เพราะคุณไปแซะเค้าว่าแบบที่คุณพูดน่ะ ผมก็พูดได้เสเค้าก็พูดได้ส เหมือนไปแซะเค้าแล้วก็ไปแซะอะไรอีก เหมือนผมจำได้ มีไปแซะเพิ่มอีก จนเขาก็โต้กลับว่า ผมไม่ใช่คนที่รำก็ไม่แปลก แต่อันนี้พอแบบโยงไปถึงเรื่องของสถาบันได้หน่อย ก็มาอ้างนู่นอ้างนี่ ก็นั่นแหละ มันจะกลายเป็นแบบที่ผมเคยเจอ ที่ทรงแขกในไทยอ่ะ เขาก็จะชอบมีแบบเยอะ แบบอ้างเจ้าอ้างนู่นอ้างนี่ เหมือนเหมือนอาจจะไม่มีความสามารถหรือเปล่า คนที่ไม่มีความสามารถจะชอบอ้างเรื่องแบบนี้ เพื่อให้ตัวเองเต้าได้หรือเปล่า ไม่รู้ แต่ก็ดูไม่ดีอ่ะ ไม่ควร ควรจะสู้ด้วยสาระ สู้กันแบบจริงๆ อ่า เอาเรื่องเรื่องราวมาชนเรื่องราว คุณเจอปัญหาอะไร แล้วปัญหาที่คุณแก้ มันเป็นยังไง ผมอ่ะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณแก้แบบนั้นดีกว่า แต่ไม่ใช่เหมือนคำพูดเวิ่นเว้ออ่ะ เสียเวลาต่อความยาวอย่างเดียว คุณไม่มีคิดถึงที่จะไปขอบคุณ ถึงเบื้องลึกของหัวใจจิตใจของความเป็นไทย ทหารที่เขารวมมันมีแต่คำพูดวนเว้ออ่ะ คำพูดง่ายๆ คือคุณไม่เคยคิดจะขอบคุณทหารเลยหรอก แค่นั้น
ทีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2566 หรือ 2023 เนี่ย ตอนนั้นที่มีการเลือกตั้งใหม่ๆ เนี่ย คุณเจตออกมาพูดเลยว่า ต่อให้คุณได้เสียงประชาชนทั้งประเทศ ต่อให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกคุณ ต่อให้คุณได้ สส. 500 ที่นั่งเต็ม แล้วก็มี สว. มาเลือกคุณอีก คุณก็ไม่มีสิทธิ์
>> ต่อให้คุณมีเสียง สส. 500 มีเสียง สว. 250 มีคนไทยทั้งประเทศ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้ บรรพบุรุษไทยที่สร้างแผ่นดินนี้มา เค้าคือเจ้าของแผ่นดินนี้ที่แท้จริง >> อันนั้นแหละค่ะ ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
ทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ บี้ใส่เขา ว่าเป็นการทำลาย เขาอาจจะแค่แก้กฎหมายอะไร คือทำลายเขาไม่ได้ นิยามคำว่าทำลายคืออะไร อาจจะมีการแก้กฎหมาย ทำในสิ่งที่มีความเป็นสากลมากขึ้น มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น แต่เขาไปบ้วยว่านี่คือการทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างขึ้น ทีนี้บรรพบุรุษสร้างขึ้นยังไง คือบรรพบุรุษก็ให้มีแผ่นดินอยู่ เราก็ศาลตอไง ศาลตอจากสิ่งที่บรรพบุรุษมี ผมก็ไม่รู้ ทำลายคืออะไร ทำลายก็คือว่าไทยเนี่ย ยอมแบ่งดินแดนให้กัมพูชา อย่างงั้นหรอก ก็ไม่มีไม่มีใครทำแบบนั้น เขา นิยามไม่ถูกไปใส่แล้วว่าเป็นการทำลาย แต่ นี่คือหลักประชาธิปไตย ประชาชนทุกวันนี้เนี่ย ก็คือเป็นลูกหลานของบรรพบุรุษในยุค นั้น พ่อแม่ปู่ย่าทวดของเขาเนี่ย สู้รบช่วยสู้รบจนมีเขามีมาเป็นลูกๆ ทอดๆ เรื่อยๆ เขา ก็ต้องมีสิทธิ์มีเสียงสิ นี่คือแผ่นดินเขา เสียภาษีเขาก็อยู่ช่วยสร้างประเทศ ผมก็เลยไม่รู้ว่าเขาจะไม่มีสิทธิ์ได้ยังไง แล้วคุณตีตีความว่าอะไรคือทำลายประเทศ แบบเนี้ยแหละ คือแบบของเผด็จการเลย ถ้าคุณเป็นผู้นำ ผมว่าเละ เหมือนแบบคิมจองอึน น่ะ อ่า พอใครทำอะไรไม่เห็นด้วยหน่อย แก้ข้อกฎหมายนิดหน่อย บอกว่านี่คือการทำลายประเทศ คุณต้องชี้ให้ชัด อะไรคือทำลายประเทศ แต่ไม่ใช่ถึงเวลาทำอะไรที่ไม่ถูกใจ หรือมันอาจจะทำให้ตัวเองเสียผลประโยชน์ ก็ไปใส่ความเขา ยัดเข้าหา คุณก็ต้องตีความออกมาว่าอะไรคือทำลายประเทศ อ่า คือแบบทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมา เพราะว่าประเทศมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง คุณอาจจะแบบเปลี่ยนจากที่นาเปล่าๆ คุณอาจจะไปสร้างตึก นี่คือการทำลายประเทศมั้ย แบบแทนที่บรรพบุรุษน่ะให้คุณเป็นที่นา แต่คุณเอาที่นานี้ไปสร้างบ้าน มันเป็นการทำอะไรเงี้ย มันอ้างได้หมด ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะตีความยังไง แต่นี่คือการทำลายระบบประชาธิปไตยมาก ประชาชนทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าสมควรปรับเปลี่ยน จะปรับเปลี่ยนยังไงก็เถอะ แต่ประชาชนเค้าบอกแล้วสมควรปรับเปลี่ยน เพราะอยู่ด้วยกัน เสียภาษีกันมาก็นั่นแหละ ต้องอิงตามเสียงประชาชน นอกจากแบบจะเข้าใจผิดจริงๆ อ่ะ อาจจะมีบางครั้งที่ประชาชนจำนวนมหาศาลเนี่ย เข้าใจอะไรผิด ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดในหลายดราม่า อ่า เพราะมันเริ่มจากมีคนไม่กี่คนไปใส่ร้าย มันก็มีใช่ แต่ก็คุณก็สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลได้ เอาหลักฐาน เอาเหตุผลมาโต้แย้งว่าทำไมประชาชนถึงคิดแบบนี้ผิด นี่แหละคือระบบประชาธิปไตย ฝั่งนึงอยากแก้ ฝั่งนึงไม่อยากแก้ ก็เอาเหตุผลมาชนกันสิ เดี๋ยวคนจะตัดสินเอง แต่ไม่ใช่ไปตัดสินคนเดียว คุณตัดสินทันทีว่านี่คือการทำลายประเทศ มันยังไม่ถึงขั้นนั้น มันก็แค่ความเห็นต่าง
แล้วเหมือนคุณเจตเนี่ย พยายามปกป้องรัฐธรรมนูญที่ตัวเองมีส่วน อาจจะกลัวว่าเสียชื่อหรือเปล่า เพราะรัฐธรรมนูญปี 60 เนี่ย ที่ตอนเค้าพยายามจะแก้กันน่ะ คุณเจตไม่พอใจใครที่จะมาแก้เนี่ย แกหาว่านี่คือการทำลายระบบปราบปรามโกง เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการปราบปรามโกง แต่ก็เห็นได้ชัดว่า สตง. ชัดๆ เลย ฝักบัวที่เห็นนะ ตึก สตง. ที่ถล่มนั่นแหละ ถ้าไม่มีการถล่มเนี่ย เราจะไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร แล้วตึกนี้ร่วมสร้างกับบริษัทจีนอีก เวลา ก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับจีนน่ะ มักจะมีเรื่องแบบเนี้ยแปลกๆ อ่ะ บ้างก็ใต้โต๊ะ บ้างก็ของแพงเกิน ไม่รู้มันยังไง แต่เนี่ยแหละคือความผิดปกติ เก้าอี้เอย ห้องน้ำ โอ้โห รัวๆ ห้องน้ำห้องอาบน้ำอ่ะ เพียบ มันก็เลยสะท้อนถึงว่าหน่วยงานรัฐเนี่ย ไม่ได้โปร่งใส ทั้งที่นี่คือสำนักงานตรวจสอบเงินแผ่นดิน ถ้าตรวจเงินแผ่นดินเนี่ย คุณต้องยิ่งมีความโปร่งใสเป็นต้นแบบ แล้วคุณก็ไม่จำเป็น ถ้ามันมีจริงๆ อ่ะ เป็นแบรนด์แบบหรูๆ อ่ะ คุณก็ไม่สมควร คุณจะใช้อะไรเวอร์ขนาดนั้น เพราะมันเป็นเงินประชาชนใช่มั้ย มันเป็นเงินฟรีตัวเองไม่ต้องลงทุน
แม้แต่ สว. สว. ก็มาจากการเลือกไขว้กันเอง อ่า คนไม่จำนวนไม่มากอ่ะ เลือกไขว้กันเอง มันก็เสี่ยงต่อฮั้วกันได้ อาจจะไปดีลกันฮั้วกันว่าเลือกฉัน ฉันให้เงินคุณ มันก็เป็นไปได้ แทนที่จะให้ประชาชนจำนวนมากเลือก แม้ว่าประชาชนจำนวนมากเลือกก็เสี่ยงต่อโกงจริง แต่ไอ้คนยัดตังค์คนโกงเขาไม่สามารถจ่ายเงินให้ประชาชนทั้งประเทศ ครึ่งประเทศยังไม่ได้ มันไม่มีเงินพอ แล้วก็เสียงโดนแฉ ก็จะทำได้ มันมีการโกงเลือกตั้ง ยัดเงินให้ประชาชน ให้ผู้ใหญ่บ้านนู่นบ้านนี่เนี่ย ให้เขาจ่ายให้ประชาชน แล้วให้เลือกเขาก็มี เคยมีข่าวก็เป็นพรรคพรนึงนั่นแหละ พรรคที่หัวหน้าพรรคเนี่ย ไม่กล้าไปดีเบตอันนั้นอันเนี้ย มีข่าวตอนนั้นอะไรทรงนั้น แต่คือก็ได้แค่จำนวนในจังหวัดนั้นจังหวัดนั้น สักกี่เขตกันเชียว หรือ 2 จังหวัดแค่นั้นแหละ แต่ไม่สามารถยัดทั้งประเทศได้ ยัดคนหัวใหม่ล่ะยาก เพราะคนหัวใหม่จะแฉเลยนะ
นั่นแหละ มันก็เลยโยงมาถึงว่า คุณเจตดูพกความคิดเก่าๆ แล้วก็ดูไม่ใช่คนมีความสามารถอะไร คิดอะไรใหม่ไม่ได้ ต่อยอดไม่ได้ ไม่เห็นปัญหา พอคนเห็นปัญหา คุณก็บอกว่าเห็นไปหมดแล้ว มันก็สะท้อนอีกว่าแนวคิดของคุณเจตเนี่ย ตรงข้ามกับแนวคิดของพรรคคุณธรรมนัส คุณธรรมนัสเนี่ย เขาจะมีแนวคิด ถ้าเราดูจากป้ายเขาเนี่ย ทำมากกว่าพูด อาจจะเน้นทำมากกว่าพูด แต่คุณเจตคือดูเหมือนจะพูดโดยที่ไม่เห็นการกระทำอ่ะ พูดอย่างเดียว พูดเก่ง พอคนเค้าเห็นปัญหาก็บอกว่า เนี่ย เห็นไปหมด ตรงข้ามเลยนะ จุดยืนนี่มันตรงข้ามกับแบบทำมากกว่าพูด อันนี้ออกแนวพูดมากกว่าทำอะไรอย่างงั้นหรือเปล่า แล้วก็จะเป็นพูดคำเวิ่นเว้อ มีการขอบคุณเค้าถึงหัวจิตหัวใจเบื้องลึกที่เค้าทำให้เบื้องลึกของเราอะไรอย่างเงี้ย มันดูไร้สาระ เอาสาระเนื้อ คุณเจตต้องเน้นสาระเนื้อไปศึกษาข้อมูลมา ไม่ใช่แค่เรียนจบมาแล้วก็รู้แค่สิ่งที่ตัวเองเรียนมา แล้วอาจจะรู้ไม่หมดด้วยซ้ำ เพราะถ้าคุณรู้หมด คุณก็สามารถจับมาโต้แย้งได้ หรือคุณต่อยอดไม่ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่คือดูทรงคุณเจตออกแนวก้าวร้าว แล้วผมก็ไม่รู้นะ ไอ้การที่แกไปเต้นดาบอันนั้นน่ะ ที่แกนำดาบอันนั้นน่ะ ผมก็เลยอยากรู้ว่าคือแกอยู่ตรงนั้นแล้วแกคิดสด ทำแบบสดๆ ไม่เคยศึกษามาแล้วคลิปสดเลย เต้นให้คนอื่นดู เพื่อจะได้ถ่ายคลิป หรือว่าเป็นท่าที่แกไปเรียนมาก่อนหน้า เพราะเดี๋ยวจะมาถ่ายตรงนี้ ถ่ายคลิปตรงนี้ ก็เลยไปฝึกมา ก่อนแล้วก็มาเต้น แต่เป็นท่าที่มีอยู่แล้วมั้ย มีอยู่แล้วในสาระระบบ หรือว่าเป็นท่าที่แกคิดขึ้นเอง ฝึกมาเอง แต่ก็นั่นแหละ มันก็อย่างที่คุณวิโรธพูดแหละ ถ้ามันเป็นความคิดวิธีของคุณ ผมก็ไม่ก้าวก่าย มันก็ถูกต้อง แต่แค่ผมสงสัย พอผมเห็นแกเต้น ผมสงสัยในหัวทันทีนะว่า ตกลงแกคิดเอง หรือว่าแกไปศึกษามาอะไรเงี้ย หรือเปล่าไม่รู้