Transcription
เวลารัฐบอกว่าต้องดูกระเป๋าตัวเอง คุณเคยสงสัยไหมว่ากระเป๋านั้นเป็นของใคร
ช่วงนี้เราได้ยินคำอธิบายเรื่องน้ำมันบ่อยมากครับ โดยเฉพาะประโยคหนึ่งที่ฟังดูธรรมดา แต่จริงๆแล้วไม่ธรรมดาเลย "ต้องดูกระเป๋าตัวเองด้วย" ฟังเผินๆเหมือนเป็นเรื่องความรับผิดชอบ แต่ถ้าคิดดีๆ นี่คือการเปลี่ยนงบประมาณแผ่นดินให้กลายเป็นเงินในกระเป๋าสตางค์ของใครบางคน ทั้งที่จริงๆแล้วเงินนั้นคือเงินของพวกเราทุกคน
มีการพูดถึงรัฐบาลก่อนว่าเคยลดภาษีจนเหลือศูนย์ เหมือนจะสื่อว่าใจใหญ่เกินไป แต่คำถามคือการลดภาษีในยามวิกฤตมันคือความผิดพลาดจริงหรือ มันคือการเลือกพยุงชีวิตประชาชนในช่วงเวลาที่ยากที่สุด แต่วันนี้เรื่องนั้นถูกเล่าใหม่ให้กลายเป็นภาระที่ทำให้รัฐบาลปัจจุบันขยับตัวไม่ได้
รัฐบอกว่าลดภาษีน้ำมันให้ลิตรละ 1 บาท และเรียกว่านำร่อง ในเชิงตัวเลขมันอาจใหญ่หากหมายถึงการใช้น้ำมันวันละหลายล้านลิตร แต่ในชีวิตจริงของเรา 1 บาทแทบไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เติมน้ำมันเต็มถัง เงินแทบไม่ได้เหลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ความช่วยเหลือจริง แต่มันคือการทำให้ดูเหมือนช่วย
พอถูกถามมากขึ้น คำตอบก็เริ่มเปลี่ยนไป เป็นว่าต้องให้ข้าราชการคำนวณตัวเลข มันทำไม่ได้ ฟังดูมีเหตุผลนะครับ แต่จริงๆแล้ว นี่คือการส่งสัญญาณว่า "ผมอยากช่วย แต่ระบบไม่ให้" ซึ่งแปลอีกแบบหนึ่งก็คือความรับผิดชอบถูกกระจายออกไปจนไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
จริงๆแล้วก็มีประโยชน์สำคัญอีกอัน ถ้าลดมากกว่านี้ต้องกู้ แล้วก็เป็นเงินของพวกเราทั้งนั้น ฟังดูเหมือนเตือนด้วยความหวังดี แต่จริงๆแล้วมันคือการปิดทางเลือก เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าอยากได้น้ำมันถูก เรากำลังทำร้ายตัวเองในอนาคต ทั้งที่ในความเป็นจริงเรากำลังเจอวิกฤตในปัจจุบันอยู่แล้ว
ปัญหาจริงๆอาจไม่ใช่ว่ารัฐไม่มีเงินพอ แต่คือรัฐกำลังใช้ตรรกะของตัวเลขมาคุยกับความทุกข์ของชีวิตจริง และ 2 อย่างนี้มันคนละภาษา เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำว่า "ความพอดี" ของรัฐ อาจหมายถึงตัวเลขที่สวยงามในบัญชี แต่สำหรับประชาชน มันอาจแปลว่าความอึดอัดที่ต้องทนภัยอีกวัน