Transcription
ครับ วันนี้เรามาเตวนะครับถึงเรื่องหลักการชลประทานนะครับ
หลักการชลประทานคืออะไรนะครับ หลักการชลประทานคืออะไรมันจะมี 2 ความหมายนะครับ ความหมายที่ 1 นะครับ ก็คือตามพรบการชลประทานราชย์นะครับ ปี 2482 นะครับ หมายความว่าเป็นกิจการนะ เป็นกิจการที่มนุษย์ทำขึ้นนะครับ เพื่อให้ได้ เพื่ออะไรครับ เพื่อไปใช้ในการเพาะปลูก เพื่อให้ได้น้ำนะ เพื่อให้ได้น้ำ สำคัญคือตรงนี้นะ เพื่อให้ได้น้ำ หรือแหล่งน้ำนะครับ แหล่งใดแหล่งหนึ่งนะครับ แหล่งน้ำเพื่อใช้ในการเพาะปลูก รวมถึงนะครับ การคมนาคมด้วยนะครับ
แล้วก็อยู่ในเขตชลประทาน อ่าชลประทานก็จะมีในเขตกับนอกเขต ความหมายที่ 2 นะ ความหมายที่ 2 เนี่ย ตัวนี้นะครับ มันจะมาจะเป็นออกแนววิทยาศาสตร์นิดๆนะ คือมาจาก USBR นะครับ ความหมายที่ 2 ก็คือคำว่า alligation นะ ตัวนี้นะครับ alligation คำว่า alligation หมายถึงนะครับ ก็คือการให้น้ำแก่พืชนะครับ โดยบรรจุลงในช่องว่างของเม็ดดินนะครับ โดยบรรจุในช่องว่างของเม็ดดิน เพื่อให้ดินนะครับ มีความชุ่มชื้นพอเหมาะกับการเจริญเติบโตนะครับ หมายถึงการเก็บกักการทดด้วยนะ ฮะ ดินแล้วก็การชลประทานครับ คือเพื่อให้ดินเนี่ยมีความชุ่มชื้นนะครับ เหมาะสมกับพืช จะไม่ต้องขาดน้ำตลอดฤดูกาลเพาะปลูก
อันนี้เป็นประโยชน์ของการชลประทานนะครับ ฤดูร้อนนะให้ดินเย็นลง ฤดูหนาวนะครับ ป้องกันพืชแข็งตัวแล้วก็ชะล้างพวกเกลือนะครับ ทำให้ดินอ่อนนุ่ม รับขยายตัวได้ดีนะครับ สามารถปลูกพืชได้หลายครั้ง อันนี้เป็นความหมายของคำว่าอิช ทีนี้มาดูนะครับ กิจกรรมของการชลประทานนะ กิจกรรมของการชลประทานได้แก่ อะไรบ้างนะครับ กิจกรรมการชลประทานนะครับ ก็จะมีทดน้ำ นะครับ ทดน้ำก็คืออย่างเช่น ตัวฝายทดน้ำให้สูงขึ้น เก็บกักนะครับ เก็บกักอย่างเส้นอ่างเก็บน้ำ การระบายน้ำ นะครับ อย่างเช่นประตูระบายน้ำนะ การป้องกันน้ำท่วม อ่าการไฟฟ้าพลังน้ำ อย่างเช่นพวกกังหันที่มันอยู่ในโรงงานผลิตไฟฟ้านะครับ การคมนาคมทางน้ำ อ่าการบูรณะที่ดิน การปรับสภาพที่ดินต่างๆ
ทีนี้เรามาดูนะครับ ว่าตรงนี้นะครับ ตรงนี้สำคัญนะครับ การให้น้ำชลประทานนะครับ มีทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกันนะครับ 5 ประเภทด้วยกัน อันนี้มีออกข้อสอบนะครับ ก็ถามว่า การให้น้ำชลประทานมีกี่ประเภท อ่าก็ตอบเลยมี 5 ประเภท ประเภทที่ 1 คือท่วมผิวดินนะ พูดนี้เราเรียกว่า flood elation ข้อเสียของมันคือมีการระเหยมากนะครับ แต่ข้อดีของมันก็คือมันราคา ประหยัด
อันที่ 2 คือร่องคูหรือ ow นะครับ อันที่ 3 คือทางใต้ดิน อ่าทางใต้ผิวดินนะครับ ทางใต้ผิวดินสับ Surface นะครับ อาจจะฝังท่อนะครับ ฝังท่ออยู่ใต้ดินนะครับ อันที่ 4 คือฉีดฝอยนะครับ อันที่ 5 คือน้ำหยด ตัวที่ 4 กับที่ 5 เนี่ย เขาเรียกว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่านะครับ ประสิทธิภาพดีมากๆเลยนะครับ ตัวที่ 4 โดยเฉพาะสปริงเกอร์ น้ำหยดนะครับ เพราะว่าน้ำหยดเนี่ยนะครับ มันหยดที่เขตรากพืชเลยนะ ส่วนสปริงเกอร์ก็อ่าข้อดีของมันก็คือ มันสามารถอ่าส่งน้ำได้ อ่าโดยเค้าเรียกว่าโดยอัตโนมัติอะไรแบบนี้นะครับ แต่ข้อเสียของ 4 และ 5 นะครับ คือราคามันสูง ค่าลงทุนมันสูงนะครับ
ค่าลงทุนมันสูง เอ่อ ทีนี้มาดูข้อที่ 5 นะครับ คือความต้องการน้ำของข้าวนะ ความต้องการน้ำของข้าวตั้งแต่เริ่มเตรียมดินจนถึงเก็บเกี่ยว นะครับ อยู่ที่ 1,500 ถึง 1,800 มม.นะครับ มิลลิเมตร หมายถึงว่าอ่า ความสูงของน้ำที่เราจะต้องส่งนะครับ หมายถึงว่าเข้า 1 ไร่ เข้า 1 ไร่นะครับ 1 ไร่ เนี่ยนะครับ 1 ไร่ 1 ไร่มีทั้งหมด 1,600 ตร.เมตรนะครับ 1 ไร่มี 1,000 เท่ากับ 1,600 ตร.เมตรนะครับ 1 ไร่เนี่ย 1 ไร่นะครับ 1 ไร่ เท่ากับ 1,600 ตร.ม.นะครับ
เพราะฉะนั้นเรา ต้องเตรียมข้าวนะครับ ก็คืออ่าความสูงของน้ำ นะครับ ความสูงของน้ำก็คือ 1,500 มม.นะครับ 1,500 มมหรือ 150 ซม.นะครับ 150 ซม. หรือเท่ากับ 1.5 เมตนะครับ สมมุตินะครับ อ่า เราเลือกตัวนี้นะครับ 1.5 เมต เพราะฉะนั้นนะ เพราะฉะนั้นเราลองเอามาคูณนะครับ ก็คือปริมาตนะ ปริมาตรเท่ากับ 1,600 ก็คือ 1 ไร่นะครับ 1,600 คูณนะครับ คูณด้วย 1.5 นะ 1.5 อ่า สำหรับใครที่ฟังอยู่ในที่นี้นะครับ ลองคูณดูนะครับว่า 1,600 ลูกบาทเมตรนะครับ คูณความสูงน้ำ นะครับ 1,500 มมหรือเท่ากับ 1.5 เมตนะครับ 1.5 เมตเนี่ยเราจะต้องเตรียมน้ำสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกเนี่ยเท่าไหร่นะครับ
นะใครใครที่ฟังอยู่นะครับ คูณมา นะครับ ขอให้สอบติดเลยนะครับ ลองคูณดูครับ 1,600 นะ 1,600 คูณด้วย 1.5 นะครับ 1.5 ออกมาก็จะเป็นน้ำที่เราต้องเตรียม เอ่อ เท่ากับกี่ลูกบาทเมตรนะครับ กี่ลูกบาทเมตร ทีนี้เราคำนวณได้นะครับ สมมุติว่าเรามี 10 ไร่นะครับ เราจะต้องเตรียมน้ำทั้งหมดเท่าไหร่นะครับ ต้องเตรียมน้ำทั้งหมดเท่าไหร่
อ่าทีนี้มาครับ มาดูประโยชน์ของการชลประทานนะครับ ประโยชน์ของการชลประทานก็คือ เอ่อ พืชนะครับ พืชมีน้ำเพียงพอนะครับ เอ่อ สามารถเพิ่มผลผลิตนะ เพิ่มผลผลิต ถ้าเราให้ปุ๋ยทางสปริงเกอร์เนี่ยนะครับ เราสามารถให้ปุ๋ยละลายน้ำแล้วก็ฉีดไปพร้อมกับสปริงเกอร์ได้เลยนะครับ ทำให้การให้ปุ๋ยเนี่ยเค้าเรียกว่ามันมีประสิทธิภาพนะฮะ สามารถปลูกพืชพันธุ์ใหม่ ๆ ได้นะครับ อย่างเช่นปลูกในทะเลทราย ปลูกอะไรแบบนี้ได้ หรือปลูกแบบไฮโดรฟิลิก ก็คือเอ่อ เค้าเรียกว่าว่ามีอยู่ 3 ส่วนด้วยกันนะครับ ก็คืออันที่สดินนะครับ ดิน ดินแล้วก็น้ำ แล้วก็พืชนะครับ ดิน น้ำ พืช
เพราะฉะนั้นเรามาดูก่อนนะครับ คำว่าดินนะครับ ดินความหมายนะครับ ความหมายคือมันต้องประกอบด้วยดินก็คือว่าเป็นที่อยู่ของต้นไม้ ถูกมั้ย ถ้าไม่มีดินต้นไม้ก็ไม่สามารถอยู่ได้น้ำ โอเค มีต้นไม้ มีอ่ามีต้น มีพืช มีมีดิน แต่ไม่มีน้ำ พืชก็ไม่สามารถเจริญเติบโต อันที่ 3 คือพืชนะครับ ดิน น้ำ พืช หมายถึงว่าการที่จะครบองค์ประกอบของงานชลประทาน จะต้องมี 3 อย่างด้วยกันก็คือ ดิน น้ำ พืช
เพราะฉะนั้นเรามาดูความสำคัญของดินก่อนนะ ดินความหมายนะ ความหมายก็คือวัตถุนะครับ ที่ประกอบด้วยสารนะครับ เกิดจากการนะผูกป่อดิน ดินงงี้ กว่านะครับ ความหมายของดินก็คือเป็นหินที่มันผูกกล่อนนะครับ เป็นหินที่มันผูกกล่อนแล้วก็รวมกับพวกอินทรีย์วัตถุต่างๆ นะครับ อย่างเช่นพวกซากพืชซากสัตว์ ทีนี้เรามาดูนะว่าคุณสมบัติของพืชอ่าคุณสมบัติ คุณสัตต์ดินที่ดีนะครับ คุณสัตว์ดินที่ดีต่อพืชมีอะไรบ้างนะครับ
ดินจะต้องอุ้มน้ำได้ดีนะครับ ถ้ามันอุ้มน้ำได้ดี อย่างเช่น ดินเหนียวเงี้ย ดินร่วน ดินเหนียวเนี่ยคือ ถ้ามันอุ้มน้ำได้ดีก็คือเราไม่ต้องรดน้ำบ่อย เพราะว่าอ่าน้ำมันยังอยู่ในดิน แต่ถ้าเป็นพวกดินทราย ดินทรายพอเรารดปุ๊บเนี่ยก็คือมันมันปไปเลย มันไม่อุ้มน้ำน้ำพอมันไม่อุ้มน้ำ เข้าใจมั้ยฮะ พืชเราก็ต้องลดน้ำบ่อย อ่า แบบนี้นะครับ
แล้วก็ดินก็ต้องระบายถ่ายเทอากาศได้ดีนะฮะ แล้วมีแร่ธาตุที่จำเป็นนะครับ แร่ธาตุที่จำเป็นของดินก็อย่างเช่น NPK อ่าครบมั้ย แล้วก็ดินที่ดีจะต้องไม่มีพวกสารเคมีนะครับ หรือพวกเกลือนะครับ พวกพวกเกลือพวกอ่าพวกนี้มันจะทำอันตรายแก่พืชนะครับ แล้วก็มีความลึกมากพอ นะครับที่จะปลูกพืชได้นะครับ อย่างน้อยก็ 0.6 เมตนะครับ ประมาณ 60 ซม.นะครับ สำหรับพืชรากตื้น อ่า 1.5 นะครับ ถึง 2 เมตนะครับ สำหรับพืชไร่ ก้อนหินนะครับ ต้องไม่มากเกินไปนะครับ
อ่าทีนี้เรามาดูส่วนประกอบของดินนะครับ ส่วนประกอบของดิน ส่วนประกอบของดินก็จะมีอยู่ด้วยกันนะครับ 3 ส่วนด้วยกันนะครับ 3 ส่วนด้วยกัน ก็คืออันที่ 1 นะครับ อ่า 2 2 ส่วนหลักนะครับ แต่ 2 ส่วนหลักก็คืออินทรีย์วัตถุ นะครับ อินทรีย์วัตถุ อินทรีย์วัตถุ อนินทรีย์วัตถุนะครับ อนินทรีย์วัตถุ แล้วก็อินทรีย์ อินทรีย์วัตถุ นะครับ อินทรีย์วัตถุก็อ่า อันอินทรีย์วัตถุนะครับ ก็คือหินดินน่ะ มันผูกกล่อนมาจากหิน อ่า โอเคมั้ยฮะ ส่วนอินทรีย์วัตถุนะครับ ก็พวกคิมัสนะ พวกซากพืชซากสัตว์
อ่าทีนี้เม็ดดินเรามาดูเม็ดดินนะครับ เม็ดเม็ดดินเนี่ยมันจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิดนะครับ ดินมันมีด้วยกัน 3 ชนิด อันนี้สำคัญนะครับ ให้ทุกคนจำไว้นะครับ อ่า เม็ดตัวแรกก็คือแซน นะครับ แซนก็คือเม็ดทราย นะโอเคมั้ครับ แซนคือเม็ดทราย ซิลนะครับ ซิลคือ ตะกอนทราย นะครับ หรือทรายแป้ง แซนกับซิลเนี่ยมันจะต่างกันนะครับ แซนก็คือเม็ดมันใหญ่มันค้างตะแกรงเบอร์ 200 นะครับ ทีนี้ลเนี่ยมันเป็นดินไม่ละเอียดนะ มันผ่านตะแกรงเบอร์ 200 นะ ทุกคนเข้าใจมั้ยน้องเข้าใจนะฮะ เพราะฉะนั้นอ่า เม็ดทรายมันคือจับเป็นเม็ดได้นะครับ แต่ตะกอนทรายเนี่ยมันเหมือนมันเหมือนทรายแป้ง อ่า เราเรียกว่าซิล ทรายแป้งเนี่ยมันปั้นไม่ได้นะครับ ทรายก็ปั้นไม่ได้นะ
ทีนี้อีกตัวนึงก็คือดินเหนียว ดินเหนียวนี่คือมันก็ผ่านตะแกงเบอร์ 200 แต่มันปั้นได้นะ โอเคมั้ยฮะ มันปั้นได้ เพราะฉะนั้นนะครับ มันจะประกอบด้วยกัน 3 ส่วนด้วยกันของแข็งนะครับ ของแข็งก็จะนี่แหละ ก็จะมีเม็ดมีอยู่ 3 อย่างก็คือเม็ดจะเป็นเทราย ตะกอนทรายหรือดินเหนียวนะ สำหรับของแข็งอ่า แล้วก็มีน้ำ แล้วก็มีอากาศเนี่ย ตรงนี้นะครับ ส่วนที่มันเป็นช่องว่างตรงนี้นะครับ ส่วนที่มันเป็นช่องว่างตรงนี้แหละนะครับ ที่คำว่าอิชนะ อิชหมายถึงว่าเราในการส่งน้ำเนี่ย เราจะต้องส่งยังไงนะครับ เพื่อให้น้ำเนี่ยนะครับ เข้าไปในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน อ่า พอพอน้ำมันเข้าไปในช่องว่างระหว่างเม็ดดินเนี่ย มันจะเกิดความชื้นนะ มันเกิดความชื้น แล้วพวกรากต่างๆนะครับ ไม่ไม่ว่าจะเป็นพวก รากก็จะมีชอนชัยอยู่ในช่องว่างของเม็ดดินนี่แหละ
และดินนะครับ ดินเนี่ยมันก็จะดูดความชื้นขึ้นไปนะฮะ นี่แหละครับ นี่แหละครับ คือความสำคัญของคำว่าอิช อ่าทีนี้เรา มาดูนะครับ เรามาดูว่าขนาดของเม็ดดินนะครับ ขนาดของเม็ดดินเนี่ยนะครับ มีอะไรบ้างนะครับ อ่าก็จะมีอยู่นะครับ มีอยู่ตัวนี้ เป็นมิลลิเมตรนะ มิลลิเมตรเรามาดูนะครับ ว่าคำว่าแซน นะครับ แซนแซนแนก็คือเป็นทรายหยาบเนี่ยก็คือขนาด ก็คือ 1 1 มม.ถึง 2 มม.นะฮะ ถ้าไนละเอียดมากนะครับ
นะครับไนละเอียดมากนี่ไนละเอียด เนี่ยอ่าไนละเอียดเนี่ยก็อยู่ประมาณ 0.05 - 0.1 นะครับ ทีนี้มาดูลนะครับ ตัวนี้นะครับนี่แหละ ตัวนี้แหละ ตัวนี้คือ ตะกอนทราย ตัวนี้นะครับ อ่า 2 ตัวนี้ก็คือเป็นดินเม็ดละเอียด มันผ่านตะแกงเบอร์ 200 ตะแกรงเบอร์ 200 ก็คือ 0 อยู่ระหว่าง 0.07 4 มม.นะครับ 0.07 4 มม. อ่านะครับ เพราะฉะนั้นอิกับเคนี่ก็คือมันเป็นตะกอนที่เล็กมากนะครับ เล็กมาก
ทีนี้เรามาดูนะครับ เรามาดูว่าชนิดของดินนะครับ ชนิดของดินเนี่ยก็จะแบ่งตามนี้นะครับ ถ้าเป็นดินทราย หมายความว่าอะไร เออ นะครับ ถ้าเป็นดินทราย ดินร่วนปนทราย นี่คืออะไร ดินร่วนนะครับ นะครับ ข้อ 5 นี้ก็ให้ ให้ทุกคนนะครับ ไอ้น้องๆที่มาฟังอยู่จำศัพท์นะครับ ว่าดินทรายคืออะไร ดินร่วนปนทรายคืออะไรนะครับ ดินร่วนแล้วก็ดินร่วนปนทรายนะครับ ทีนี้เราต้องจำคำศัพท์ อย่างเช่นคำว่าดินร่วนเนี่ยเราเรียกว่าโลมนะ โลม
อ่าทีนี้มาดูแต่ละตัว อ่าทีนี้ไม่ว่าจะเป็นดินทราย ดินร่วนปนทราย ดินร่วน หรือมันจะมี 3 ตัวนี้ผสมกันอยู่นะครับ 3 ตัว หมายความว่ามันจะมีอ่า แนซเผสมกันอยู่ แต่ว่าผสมกันในอัตราส่วนที่เค้าเรียกว่าอ่า ไม่เท่ากันนะครับ กรณีที่ 1 นะครับ ถ้าไนมากกว่า 85% โอเค มันเป็นดินทรายนะครับ ซิลกับซิลกับดินเหนียวพอๆกันนะครับ ลักษณะของมันก็คือแห้งนะครับ อ่า เวลาเปียกนะครับ เราสามารถปั้นเป็นก้อนได้ แต่มันแตกง่ายนะครับ
นี้ลักษณะของดินทราย ทีนี้เรามาดูดินร่วนปนทรายนะ หมายถึงว่าอ่าตัวไนก็จะเหลือมากกว่า 50% นะครับนะ แล้วก็ีกับเครก็พอๆกัน ทีนี้ดินร่วนนะครับ ดินร่วน หมายความว่าไม่มีทรายอยู่เลย 2 ตัวนี้คือเป็นดินเม็ดละเอียดนะครับ เม็ดละเอียดนะครับ ทีนี้ก็จะมีอิกับเก็ คือพอๆกัน แต่สำหรับดินร่วนนะครับ ดินร่วนปนทราย ดินร่วนปนทราย หมายความว่ามันจะมี มันจะมีนะครับ มันจะมีก็คือว่า S เนี่ยมากกว่า มากกว่า Clay นะครับ มากกว่า Clay
อ่านะโอเค ทีนี้ก็จะมีสามเหลี่ยม ตัวนี้นะครับ สามเหลี่ยมตัวนี้นะครับ สามเหลี่ยมตัวนี้นี่แหละ ก็จะมาเค้าเรียก ว่าไง เค้าก็จะมามาดูนะครับว่ามันก็จะเป็นเปอร์เซ็นต์นะ เปอร์เซ็นต์ต่างๆ สมมติว่าเนะครับ เก็เปอร์เซ็นต์เค 8 80 อ่ามันจะบอกด้วย Clay นะครับ เปอร์เซ็นต์ Clay เปอร์เซ็นต์ินะครับ แล้วเปอร์เซ็นต์แซน นะ เปอร์เซ็นต์ Clay นะครับ
ทีนี้โลมนะครับ โลม เราก็ดูว่าโลมตัวโลมเนี่ยตรงนี้นะครับ โลมตัวนี้เนี่ยหมายความว่าโลมตัวนี้คำว่าเป็นดินโลนคือดินร่วน ใช่มั้ย ดินร่วนก็จะมีอ่า เคอยู่ 20 นะครับ เคอยู่ 20 Sin Sin อยู่ 50 นะครับ Sin อยู่ 50 อ่านะครับ แล้วก็ซิล ซิลก็ 40% นะครับ ซิลก็ 40% อ่า มันจะเป็นมันจะเป็นสัดส่วนนะครับของการใช้เปอร์เซ็นต์สามเหลี่ยม
อ่ามาดูนะครับ ข้อที่ 6 ก็คือการเตรียมดินและเพื่อการเพาะปลูกนะ เพื่อการเพาะปลูกเตรียมยังไงนะ เตรียมยังไง หมายถึงว่า อันที่ 1 ก็คือไถลึกกว่าระดับที่อัดแน่นนะครับ การไถก็คือทำให้ดินเรียกว่าเอ่อ ไม่แน่นจนเกินไปนะครับ มีอากาศ ไถแล้วก็ ตากดินให้มากที่สุดนะครับ แล้วก็เติมพวกอินทรีย์วัตถุลงไปนะครับ ปลูกพืชตระกูลถั่วนะครับ
ทีนี้เรามาดูนะครับ ดินที่ดิน ดินเค็มเนี่ย ดินดินเค็มนะครับ ก็คือมีเกลือนี่แหละ ก็คือดินนะครับ ตัวนี้เป็นดินเค็มนะครับ ดินที่มีคือดินที่มีปริมาณเกลือสูงนะครับ จนเป็นผลเสียต่อพืชนะ ฮะ เราต้องจำตัวนี้นะครับ ดินเค็มหมายถึงว่า ค่า EC อ่า อันนี้ข้อสอบออกเหมือนกันนะ ค่า EC เนี่ยนะครับ เรียกว่าอิเล็กทรอนิก conductivity นะครับ ต้องมากกว่ามากกว่า 4 นะครับ DS ต่อเม็ดนะฮะ
ทีนี้เรา มาดูระดับความรุนแรงของเค้านะครับ ความรุนแรงของเคเนี่ยจะมีอะไรบ้าง EC ถ้า EC น้อยกว่า 2 นะครับ ก็คือไม่เป็นอันตราย EC น้อยกว่า 4 นะครับ ก็คือผลผลิตจะลดลง 10 -15% นะ EC น้อยกว่า 6 นะครับ EC น้อยกว่า 6 ก็คือผลผลิตลดลง 20 -50% EC น้อยกว่า 10 ผลผลิตลดลงมากกว่า 50 เพราะฉะนั้นกรณีดินเค็ม หมายถึงว่า EC เนี่ยมันมากกว่า 4 นะ มากกว่า 4
วิธีแก้ดินเค็มอ่ะทำยังไงนะครับ วิธีแก้ดินเค็มก็คือเราใส่ปุ๋ยอินทรีย์นะครับ ใช้น้ำใช้น้ำชลประทานล้างนะครับนะครับ อ่าทีนี้มาดูนะครับ การปรับปรุงดินกรด จัดทำอะไรบ้างนะ ก็คือการล้างขังน้ำก่อนปลูกนะครับ ใส่ปุ๋ยพวกหินฟอสเฟต ใส่ปูนนะครับ ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานนะครับ ใส่อินทรีย์วัตถุนะครับ ใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ นะครับ ใช้ระบบปลูกที่เหมาะสม อ่ามีการแกล้งดินนะครับ ทำเปียกสลับแห้งนะครับ ทำให้ดินปลดปล่อยอะไรนะครับ ปลดปล่อยกรรมฐานออกมานะครับ
อ่าทีนี้นะครับ ทีนี้โอเค เมื่อกี้เราในเรื่องของดินไปแล้วนะครับ เรื่องของดินไปแล้ว ดิน น้ำ พืช โอเคไหมครับ ต่อไปเราจะพูดถึงน้ำนะครับ พืชนะครับ พืชนะครับ ดูดน้ำนะครับ จะรู้ได้ว่า น้ำเคลื่อนที่ยังไงนะครับ รู้ได้ไงว่าน้ำเคลื่อนที่ยังไง อ่าทีนี้เรามาดูก่อนนะครับว่าเม็ดดินกับเม็ดดินเนี่ยนะครับ มันจะมีมันจะมีอยู่ เรียกว่า Force
Force หมายถึงว่าเป็นแรงยึดน้ำ นะครับ แรงยึดของของมันจะมีระหว่างเม็ดดิน มันจะมีน้ำอยู่นะครับ บวกกับเม็ดดิน แรงยึดของน้ำบวกกับเม็ดดิน เม็ดดินกับเม็ดดินนะครับ แรงยึดระหว่างเม็ดกับเม็ดเนี่ยแหละ เรียกว่า adhesive Force อ่า adhesive Force อ่า เรามาดูนะครับ สภาวะนะ มันสภาวะ เวลาเราให้น้ำนะ เวลาเราให้น้ำหรือฝนตกก็ ตามนะครับ ตอนแรกนะครับ ตอนแรกๆเนี่ย เค้าเรียกว่าเอ่อ มันจะเป็นเม็ดหรือเป็นช่อง หรือดินมันแห้งอยู่ใช่มั้ครับ ตอนที่มันฝนตกนะครับ เรียกว่า ฝนมันตกมาเรื่อยๆนะครับ
ถ้าเราเรียนเมื่อวานนะครับ เรื่องวัฏจักรของน้ำเนี่ย แรกๆฝนตกเนี่ยมันก็จะเกิดจากอิชก่อน ก็คือน้ำค่อยๆซึมมานะครับ แล้วก็เกิดโคช พอมันซึมมาจนมันเต็มนะครับ นะเต็มเนี่ย สภาพที่มันเต็มแล้วเนี่ย มันจะไหลลงข้างล่างนะครับ พอไอ้ตัวที่เต็มเนี่ยนะครับ เราเรียกว่า saturate นะครับ saturation หรือว่าน้ำบวกเม็ดดินก็ คือเต็มเลย ไม่มีโอกาสเข้าใจม ไม่มีอากาศ ถ้าอยู่ในสภาพนี้อย่าเงี้คือน้ำท่วม ถ้าท่วมมากๆ ทำไมพืชถึงตายนะครับ เข้าใจป่ะ เพราะว่าพืชไม่ไม่มีอากาศแล้วก็ทำให้รากพืชเน่า
ทีนี้นะครับ พอฝนตกใหม่ๆ พอน้ำแล้วผ่านไป 2 ชั่วโมงนะครับ ก็จะมีน้ำบวกอากาศบวกเม็ดดินนี่แหละ สภาพตรงนี้นะครับ ที่เราที่พืชสามารถเอาไปใช้ได้นะ ทีนี้เรามาทบทวนนิดนึงก็คือความชื้น ความชื้นก็คือ น้ำหนักน้ำน้ำหนักน้ำหารน้ำหนักดินแห้ง อันนี้คือความชื้น เรามาดูนะครับว่าความชื้นที่พืชเอาไปได้เนี่ยนะครับ เราเรียก ว่า fiel capacity อันนี้จำเลยนะครับ fiel capacity นะ ความชื้น ความชื้นที่พืชสามารถเอาไปได้เนี่ยนะครับ เราเรียกว่า fiel capacity
อ่านะครับ ยอดเยี่ยมมากเลย โอ้ ใช้ได้ ยอดเยี่ยมมากเลยครับ อ่านะครับ สอนมาตั้งนานนะครับ อ่า Word มันเพิ่งเขียนได้ อ่ะ ทีนี้มันเลยนะครับ เนี่ยผมก็เริ่มสอนมันแล้วนะ อันนี้จำนะ อันนี้จำนะครับ Field capacity อ่าตัวนี้จำเลยนะครับ ทุกคนอ่า เพราะฉะนั้นเพื่อสามารถดูดได้นะ ความชื้น อ่าทีนี้นะครับ ตัวที่ 2 ที่เราต้องจำ เรียกว่า Permanent Building Point อ่า Permanent Building Point หมายถึงว่าความชื้นที่พืชอ่าไปใช้ไม่ได้ นะครับ ไปใช้ไม่ได้
อ่าทีนี้นะครับ หมายความว่าสปที่ 1 นะ สปที่ 1 อย่างนี้นะครับ ก็คือตอนแรกมันแห้งๆนะครับ แล้วก็จะมีฝนนะครับ มีฝน มีฝนตกลงมานะครับ มีฝนตกลงมานะครับ มีฝนตกลงมาแบบนี้ น้ำก็จะมานะครับ น้ำก็จะมานะครับ ตอนแรกมันจะค่อยๆเต็มนะครับ อ่าทีนี้ตัวที่มันเต็มเต็มเอีดเลยเนี่ย เราเรียกว่า saturation นะ saturation นะครับ พอสักพักนึงนะ สักพักนึงนะครับ น้ำมันจะไหลลงข้างล่างนะครับ ไหลลงข้างล่างแบบนี้ แต่พอสักพักนึงนะ สักพักนึงก็จะเป็นเม็ดแบบนี้นะ เป็นเม็ดๆแบบนี้ อ่า แล้วก็จะมีน้ำอยู่ส่วนนึงนะครับ น้ำส่วนนึงนะครับ
อ่าน้ำแบบนี้เราเรียกว่าอ่าตัวนี้เราเรียกว่าสภาพ saturation มีน้ำไม่เต็มไม่ 100% นะ saturation หมายถึงว่าความชื้น 100% เลยนะครับ สมมติว่าตรงนี้อ่า percolation ลงไปนะครับ เหลือความชื้นอยู่ 30% นะครับ น้ำความชื้นตัวนี้เราเรียกว่าจอร์ สภาพจอร์อ่าจอร์นะครับ จอร์ก็คือว่าตรงนี้นะครับ ตรงนี้หมายถึงว่าพืชนะครับ พืชเนี่ยนะครับ พืชพืชสามารถที่จะเอาไปใช้ได้นะครับ
นะครับ อันนี้พืชนะครับ พืชอ่าสีเขียวหน่อย พืชนะครับ อันนี้ลากนะครับ ลากพืชนี่สามารถดูดน้ำเอาไปใช้ได้ พอมันดูดไปดูดไปเรื่อยๆนะครับ ดูดไปเรื่อยๆ จากมอยเจอร์จากสภาพมอยเจอร์ก็คือว่าความชื้นมันก็ถูกดูดไปนะครับ ดูดไปนะจนกระทั่งนะครับ จนกระทั่งไม่มีน้ำเหลืออยู่เลยนะครับ เหลืออยู่เลยนะครับ มันมีแค่แรงอ่าน้ำ แค่ความตึงผิวแค่นั้นนะครับ แค่ความตึงผิวเท่านั้นเนี่ย มันมีน้ำแค่ความตึงผิวเท่านั้นนะครับ
เพราะฉะนั้นเพราะฉะนั้นตัวนี้ คำว่า Permanent mating Point หมายถึงว่าความชื้นที่พืชจนดูดจนไม่สามารถเอาไปได้ ก็คือจุดนี้เราเรียกว่า Permanent ver Point ซึ่งในการส่งน้ำในการส่งน้ำเนี่ยนะครับ เราจะต้องส่งให้ให้อยู่ใน Field capacity นะครับ ให้อยู่ใน fiel capacity อ่านะครับ อันนี้คือหลักการชลประทาน
ทีนี้นะครับ fiel capacity นะครับ มันก็จะเกิดตอนไหนนะครับ มันก็จะเกิดตอนที่หลังจากฝนตกหรือให้น้ำไปประมาณ 2-3 วัน แล้วก็ฉุดหิวเฉาคือพืชไม่สามารถดูดไปใช้ได้นะนะครับนะ ฮะ ขึ้นอยู่กับนะครับ อัตราการใช้น้ำของพืช หมายถึงว่าพืชมันดูดไปเยอะนะครับ ความลึกของราก ความชื้นในดิน ความอุ้งน้ำของดิน อ่า นี่แหละครับ ตัวนี้นะครับ ตัวนี้ ตัวนี้สำคัญมากนะครับ สำคัญมาก ตอนที่ฝนตกใหม่แรกๆเนี่ย เราเรียกว่า Field capacity ก็คือเป็นลักษณะของ saturation นะครับ เหมือนที่เราบอกไป พอดืบเ่าพอชทิ้งไว้ 2 วันนะครับ ทิ้งไว้ 2 วัน ตอนแรก ตอนแรกดินเราก็จะเป็นแบบนี้ใช่มะ ดินก็เป็นแบบนี้ ดินของเราเป็นแบบนี้นะครับ แล้วก็มีน้ำเต็มเลยนะ มีน้ำเต็มนี่เลยนะครับ
แต่ในสภาพ fiel capacity นะครับ มันอยู่ในสภาพ moisture นะครับ moisture หมายความว่าแล้วก็มีน้ำบางส่วนนะครับ มันก็จะมีน้ำบางส่วนแบบนี้นะครับ แล้วก็มันก็ดูดขึ้นไปเรื่อยๆนะครับ นะครับ ก็จะมีพืช พืชก็ดูดขึ้นไปนะ ปบดูดไปจนถึงจุดที่ดูดไม่สามารถดูดขึ้นไปได้นะครับ เขาเรียกว่าจุดเหี่ยวเฉาถาวรหรือ Permanent welding Point เลยจากจุดเหี่ยวเฉาถาวร ก็คือมันเหมือนแบบว่าไม่มีความชื้นเลย ก็คือความชื้นมัน 0 นะครับ ตัวนี้เป็นจอร์ นะอยอจอร์ 0 กับจอร์ 100% นะครับ จอร์ 100% เราเรียกว่า saturation
อ่า saturation อ่าทีนี้เรามาดูการดูดน้ำของพืชนะครับ นะ ว่ารากของเรานะครับ รากของเราเนี่ยเป็นระยะจากนี้ D นะครับ พวดจะดูดจะดูดเอา D นะครับ เอา D มาหาร 4 อ่า D หมา 4 นะครับ D หมา 4 ตรงนี้ 10% นะครับ อ่าตรงที่บริเวณจากพื้นอ่า อ่า D ส 4 สีแรกนะครับ เราสามารถพืชสามารถดูได้ 40% นะครับ ยิ่งยิ่งลึกเนี่ยพืชไม่สามารถดูได้ เพราะตัวนี้นะครับ เราเรียกว่าเขตรากเขตรากพืช
โอเคมั้ยฮะ เขตรากพืช อีกรายการนึงครับ ที่เราจะต้องดูนะครับ ก็เลยเรียกว่าการใช้น้ำของพืชนะครับ การใช้น้ำของพืช ภาษาอังกฤษเราเรียก ว่านะครับ evap transpiration นะครับ evap transpiration ตัว v นะ evap transpiration นะครับ เกิดจากอะไรครับนะครับ น้ำพืชดูดนะครับ พืชดูดน้ำนะครับ เพื่อสร้างเซลล์แล้วก็คายใบนะครับ คายใบ การคายน้ำของของพืชเราเรียกว่า transpiration การคายน้ำทำให้พืชเขาเรียกว่าสังเคราะห์แสงนะครับ
ขังเคราะแสง เมื่อพืชสังเคราะห์แสง หมายความว่าพืชก็จะเจริญเติบโตนะครับ พืชก็จะโตขึ้นนะครับ โตขึ้น ถ้าหยุดการชายน้ำเกิดอะไรขึ้นนะครับ พืชไม่โตนะครับ ลดการสังเคราะห์แสงนะครับ ปัจจัยมีอะไรบ้างนะครับ การทำนั้นก็มีลม มีลม มีความชื้น เพราะฉะนั้นเราต้องส่งน้ำให้เพียงพอนะครับ ส่งน้ำให้เพียงพอนะฮะ ถ้าเกิดพืชไม่ขายน้ำ หมายถึงว่าเอ่อ เราไม่สา เราส่งน้ำไม่ไม่ไม่ถึงนะ ไม่พอนะ ไม่พอนะครับ พืชไม่สามารถดูดน้ำเนี่ย มันเป็นส่วนหนึ่งนะครับ เป็นส่วนหนึ่ง เป็นองค์ประกอบ ในการคลายน้ำ ถ้าเราส่งน้ำให้ไม่ทันนะครับ พืชไม่สามารถเอาไปคายน้ำได้ เมื่อพืชเอาไปคายน้ำไม่ได้ นะครับ มันก็จะเรี ยกว่ามันจะเริ่มเหี่ยวนะครับ เริ่มเหี่ยวแล้วก็ตายไปในที่สุด
อ่าทีนี้ตัวนี้ ข้อสอบชอบออกนะครับ ข้อสอบชอบออกนะครับ พืชต้องการน้ำมากในเวลาใดนะครับ ตอบก็คือกลางวัน เพราะอะไรป่ะนะครับ มันมีการคายน้ำมากที่สุดก็คือมันร้อนนะครับ เพราะฉะนั้นเราควรให้น้ำในตอนเช้า เออนะครับ โอเคไหมฮะ เราควรให้น้ำในตอนเช้า