📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

นี่หรือนักการเมือง? "ช่อ พรรณิการ์" ที่ไม่มีใครรู้!

ตกผลึกความคิด13:59

Transcription

วันที่ ปปช. หงายไพ่เปิดบัญชีทรัพย์สินของผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ดุดันที่สุด และถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองยุคใหม่ ช่อ พรรณิการ์ วิชยโฆษกพรรคอนาคตใหม่ในเวลานั้น ผู้หญิงที่เวลาปรากฏตัวต่อหน้าสื่อ เธอมาพร้อมกับความมั่นใจเต็มเปี่ยม ชุดสูตรที่ดูเนี้ยบ การพูดจาที่ฉะฉานทรงพลัง ข้อมูลแน่นตึ๊ก ภาพลักษณ์ภายนอกที่หลายคนมองเข้ามาคงคิดว่าเธอต้องเป็นลูกคุณหนูบ้านรวยมหาศาลแน่ๆ ต้องมีทรัพย์สินหลักสิบล้านหรือร้อยล้านซ่อนอยู่เบื้องหลังแน่ๆ

แต่คุณผู้ฟังครับ พอตัวเลขจริงกางออกมาบนหน้ากระดาษของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ทุกคนถึงกับต้องขยี้ตาแล้วขยี้ตาอีกครับ ทรัพย์สินรวมของเธอมีแค่ 3.3 ล้านบาท ฟังไม่ผิดครับ 3,319,567.78 บาทเป๊ะๆ แถมที่ช็อกไปกว่านั้นคือมีเงินสดติดบัญชีเงินฝากอยู่แค่ประมาณ 90,000 บาท

คำถามที่ดังกระหึ่มไปทั้งประเทศในวันนั้นคือ ระดับแกนนำพรรค ระดับโฆษกพรรคที่สู้ยิบตา ทุ่มเทเบอร์นี้ ทำไมถึงมีเงินในบัญชีแค่นี้ แล้วที่ฮือฮาที่สุดคือ เธอเอาเงินที่ไหนถึง 1 ล้านบาทไปบริจาคให้พรรค

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปขุดลึกเจาะรายละเอียดแบบหมดเปลือก สแกนกันทุกบรรทัดของบัญชีทรัพย์สินฉบับนี้ เอาให้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่าชีวิตจริงของนักการเมืองหญิงคนนี้ซ่อนอะไรไว้เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้บ้าง และมันสะท้อนความจริงอะไรเกี่ยวกับการเมืองไทยที่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

คุณผู้ฟังครับ ย้อนกลับไปในช่วงปี 2561 - 2562 ช่วงเวลานั้นการเมืองไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญมากๆ พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาเหมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดเข้ามาในวงการเมือง ดึงดูดคนหนุ่มสาว ดึงดูดคนหน้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน ให้เข้าสู่สนามเลือกตั้ง และหนึ่งในตัวละครสำคัญที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ช่อ พรรณิการ์ วานิชย์ อดีตผู้สื่อข่าวและพิธีกรข่าวต่างประเทศจากช่อง Voice TV ผู้หญิงที่เรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบินไปคว้าปริญญาโทจาก London School of Economic หรือ LSE มหาวิทยาลัยระดับท็อปของโลกที่อังกฤษ โปรไฟล์เธอคือคนชั้นกลางระดับบน ที่มีการศึกษาดีเยี่ยม มีหน้าที่การงานที่มั่นคง และกำลังรุ่งโรจน์สุดๆ

การที่เธอตัดสินใจทิ้งเก้าอี้ผู้ประกาศข่าว ทิ้งเงินเดือนประจำที่มั่นคง กระโดดลงมาคลุกฝุ่นในสนามการเมืองที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล และเมื่อเธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. สิ่งแรกๆ ที่นักการเมืองทุกคนต้องทำตามกฎหมายก็คือ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ปปช. เพื่อความโปร่งใสครับ

และนี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของความฮือฮา เมื่อเอกสารของ ปปช. ถูกเผยแพร่ออกมาต่อสาธารณชน ตัวเลข 3,319,567.78 บาท คือทรัพย์สินทั้งหมดที่ผู้หญิงคนนี้มีในชีวิตตอนที่ก้าวเข้าสู่สภาครับ ถ้าเราลองเอาไปเทียบกับนักการเมืองรุ่นเก๋า หรือบรรดาบ้านใหญ่ที่มีทรัพย์สินระดับร้อยล้านพันล้าน ตัวเลข 3.3 ล้านของช่อ พรรณิการ์ ถือว่าเป็นเศษเงินไปเลยครับ แต่มันคือตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดของมนุษย์เงินเดือน หรือชนชั้นกลางที่ทำงานหาเงินด้วยตัวเองมาตลอดชีวิต

เรามาเจาะดูไส้ในกันดีกว่าครับว่า 3.3 ล้านบาทนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ปรากฏว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเธอ ไม่ใช่ที่ดินผืนงาม ไม่ใช่คฤหาสน์หรู และไม่ใช่หุ้นในบริษัทใหญ่โตครับ แต่มันคือยานพาหนะ เธอแจ้ง ปปช. ว่ามีรถยนต์จำนวน 2 คัน ซึ่งมูลค่าของรถยนต์ 2 คันนี้แหละครับ ที่กินสัดส่วนใหญ่ที่สุดของทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ นี่คือภาพสะท้อนของคนวัยทำงานในกรุงเทพฯ เลยนะครับ ที่ทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิต มักจะเป็นรถยนต์ที่เอาไว้ใช้ทำมาหากิน ใช้เดินทางไปทำงาน ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ที่เก็บไว้เก็งกำไร

แต่สิ่งที่ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนทั้งประเทศต้องตะลึงอ้าปากค้าง ไม่ใช่เรื่องรถยนต์ครับ แต่เป็นหมวดของเงินฝาก ในเอกสาร ปปช. ระบุชัดเจนว่า ช่อ พรรณิการ์ มีเงินฝากในบัญชีธนาคารเหลืออยู่เพียง 90,000 บาทเศษๆ เท่านั้น คุณผู้ฟังฟังไม่ผิดครับ 90,000 บาท สำหรับคนที่เป็นถึง ส.ส. เป็นถึงแกนนำพรรคการเมืองระดับชาติ การมีเงินติดบัญชีไม่ถึง 100,000 บาท ถือเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากๆ หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ผู้หญิงที่ทำงานหนักมาตลอด เป็นนักข่าวชื่อดัง ทำไมถึงมีเงินเก็บแค่นี้

แต่คำตอบของปริศนานี้ มันซ่อนอยู่ในข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านั้นครับ นั่นคือข้อมูลเงินบริจาคของพรรคอนาคตใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี 2561 มีเอกสารยืนยันว่า ช่อ พรรณิการ์ ได้ควักเงินส่วนตัวบริจาคให้กับพรรคอนาคตใหม่ เป็นจำนวนเงินถึง 1 ล้านบาท ใช่ครับ 1 ล้านบาทถ้วน พอเอาข้อมูล 2 ก้อนนี้มาประกบกัน ภาพทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้นมาทันทีครับ

[เสียงสูดหายใจ] การที่เธอเหลือเงินในบัญชีแค่ 90,000 บาท ก็เพราะว่าเธอเอาเงินเก็บก้อนใหญ่เกือบทั้งหมดในชีวิตไปบริจาคเป็นทุนรอนในการสร้างพรรคการเมืองที่เธอเชื่อมั่นนั่นเองครับ คุณผู้ฟังลองถามใจตัวเองดูนะครับว่า ถ้าเป็นเรา เราจะมีความกล้าพอมั้ยที่จะเอาเงินเก็บที่หามาอย่างยากลำบากทั้งชีวิตไปทุ่มให้กับความฝันทางการเมือง ทุ่มให้กับพรรคการเมืองที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ แถมยังต้องเผชิญกับแรงเสียดทานและอำนาจมืดสารพัด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการบริจาคเงินธรรมดานะครับ แต่มันคือการเดิมพันด้วยชีวิต เดิมพันด้วยความมั่นคงทั้งหมดที่เธอมี เพื่อแลกกับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่เธอยึดถือ ในมุมการเมือง นี่คือความทุ่มเทที่บ้าบิ่นและน่านับถือมากๆ

ทีนี้เรามาดูฝั่งหนี้สินกันบ้างครับ ในบัญชี ปปช. ระบุว่า ช่อ พรรณิการ์ มีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 71,512 บาท ซึ่งหนี้สินจำนวนนี้ก็มาจากเงินเบิกเกินบัญชี หรือพวกสินเชื่อและหนี้บัตรเครดิตต่างๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติมากๆ ของมนุษย์เงินเดือนและชนชั้นกลางทั่วไป ที่ต้องหมุนเงิน มีภาระหนี้สินจากการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรืออาจจะเป็นหนี้รถยนต์ที่เธอยังผ่อนอยู่ สิ่งเหล่านี้มันยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความติดดินและความเป็นคนธรรมดาของเธอครับ เธอไม่ใช่มหาเศรษฐีที่เสกเงินได้ เธอคือคนทำงานที่ยังมีหนี้สินหลักแสนเหมือนพวกเราหลายๆ คนนี่แหละครับ

มาเจาะลึกที่หมวดทรัพย์สินอื่นกันบ้างครับ หมวดนี้แหละที่บอกเล่าตัวตนและรสนิยมของ ช่อ พรรณิการ์ ได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในขณะที่นักการเมืองหญิงคนอื่นๆ อาจจะแจ้ง ปปช. ว่ามีกระเป๋าแบรนด์เนมสุดหรูใบละหลายแสน นาฬิกาฝังเพชร หรือเครื่องประดับแบรนด์ดังระดับโลก แต่สำหรับ ช่อ พรรณิการ์ ทรัพย์สินอื่นที่เธอแจ้งกลับเป็นกำไลทองคำโบราณและสร้อยข้อมือทองคำครับ คุณผู้ฟังครับ การสะสมทองคำโบราณเนี่ย มันไม่ใช่แค่การสะสมของมีค่าธรรมดานะครับ แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ซึ่งก็สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของเธอ ที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ สนใจเรื่องราวในอดีต และมีความลึกซึ้งในเชิงวิชาการ กำไลทองคำโบราณเหล่านี้ นอกจากจะมีมูลค่าในตัวเองแล้ว มันยังมีคุณค่าทางจิตใจ และสะท้อนรสนิยมที่แตกต่าง ไม่ตามกระแสวัตถุนิยมจ๋า แต่เลือกที่จะเก็บรักษา สิ่งที่มีสตอรี่

ขยับมาดูที่เรื่องของรายได้และรายจ่ายกันบ้างครับ ข้อมูลตรงนี้ก็สะท้อนความเป็นมนุษย์ปุถุชนของเธอได้ดีมากๆ ช่อ พรรณิการ์ แจ้ง ปปช. ว่าเธอมีรายได้ประจำจากการเป็น ส.ส. ซึ่งก็คือเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ตกปีละ 1,362,720 บาท นอกจากนี้ก็ยังมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากและเงินคืนจากประกันชีวิตอีกนิดหน่อย

ส่วนฝั่งรายจ่ายนั้น เธอแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนตัว ตกปีละ 690,000 บาท ถ้าหาร 12 เดือน ก็ตกเดือนละประมาณ 57,000 บาท ซึ่งสำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ต้องเดินทางไปลงพื้นที่ ต้องมีค่าภาษีสังคม ค่าเสื้อผ้าหน้าผมเพื่อออกสื่อ ค่าเดินทางต่างๆ ตัวเลข 50,000 กว่าบาทต่อเดือน ถือเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้มากๆ ครับ ไม่ได้เวอร์วังอลังการแต่อย่างใด

แต่มีรายจ่ายอยู่ก้อนนึงที่ผมอ่านเจอแล้วรู้สึกประทับใจมากครับ นั่นคือค่าอุปการะบิดามารดาจำนวน 324,000 บาทต่อปี หรือตกเดือนละ 27,000 บาท คุณผู้ฟังครับ นี่แหละครับคือเสน่ห์ของคนไทย ไม่ว่าคุณจะกล้าก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงแค่ไหน เป็นนักการเมืองระดับประเทศที่มีคนรู้จักมากมาย แต่หน้าที่พื้นฐานที่สุด หน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ เธอก็ไม่เคยละทิ้ง ท่ามกลางตารางงานที่อัดแน่น ท่ามกลางความเครียดจากการเมือง เธอยังคงแบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อดูแลครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ นี่คือมุมซึ้งๆ มุมความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ซ่อนอยู่ในเอกสารทางราชการที่ดูแข็งกระด้างครับ

และครับ กาลเวลาก็ผ่านไป พรรคอนาคตใหม่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 กรรมการบริหารพรรคทุกคน รวมถึง ช่อ พรรณิการ์ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นอันสิ้นสุดสถานะ ส.ส. อย่างเป็นทางการตามกฎหมายแล้ว เมื่อพ้นจากตำแหน่ง เธอก็ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ปปช. อีกครั้ง เพื่อให้สังคมตรวจสอบว่า ในช่วงเวลาที่เธอเข้าไปมีอำนาจ เข้าไปเป็นผู้แทนราษฎร เธอร่ำรวยผิดปกติขึ้นมาหรือไม่ เธอใช้ตำแหน่งหน้าที่กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองหรือเปล่า

ในเดือนพฤษภาคม 2563 ปปช. ก็ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินกรณีพ้นจากตำแหน่งของ ช่อ พรรณิการ์ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็ทำให้สังคมต้องฮือฮาอีกครั้งครับ จากวันแรกที่เข้าสภา มีทรัพย์สิน 3,319,567.78 บาท วันที่เดินออกจากสภา เธอแจ้งว่ามีทรัพย์สินรวม 3,326,000 บาทเศษๆ คุณผู้ฟังลองลบเลขดูสิครับ ใช่ครับ หลังจากเข้าไปเป็น ส.ส. เป็นนักการเมืองระดับประเทศ ทรัพย์สินของเธอเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่ประมาณ 6,000 กว่าบาทเท่านั้น ย้ำนะครับว่า 6,000 บาท ไม่ใช่ 6 ล้าน ไม่ใช่ 60 ล้าน

นี่คือปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยากมากๆ ในวงการเมืองไทยครับ ที่ผ่านมาเรามักจะคุ้นชินกับข่าวที่ว่า นักการเมืองคนนั้นคนนี้ พอพ้นตำแหน่งปุ๊บ ทรัพย์สินงอกเงยขึ้นมาเป็น 10 เป็นร้อยล้าน มีที่ดินเพิ่มเป็น 10 แปลง มีเงินซุกอยู่ในบัญชีแปลกๆ มากมาย แต่สำหรับผู้หญิงที่ชื่อ ช่อ พรรณิการ์ เวลาที่ผ่านไปในสภา ไม่ได้ทำให้เธอร่ำรวยขึ้นเลย ทรัพย์สินที่เพิ่มมา 6,000 กว่าบาทนั้น อาจจะเป็นแค่ดอกเบี้ยเงินฝากนิดๆ หน่อยๆ หรือมูลค่าทรัพย์สินบางอย่างที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาตลาดเท่านั้นเอง

มันเป็นการตอกย้ำด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์เลยครับว่า ตลอดระยะเวลาที่เธอทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร เธอทำงานด้วยอุดมการณ์จริงๆ ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ ไม่ได้กอบโกย ไม่ได้รับเงินใต้โต๊ะ และไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นใดๆ ทั้งสิ้น ตัวเลข 6,000 บาทนี้ คือเครื่องการันตีความโปร่งใสที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งกว่าคำพูดแก้ตัวใดๆ ทั้งปวงครับ

คุณผู้ฟังครับ เรื่องราวบัญชีทรัพย์สินของ ช่อ พรรณิการ์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข ไม่ใช่แค่เรื่องของเงินๆ ทองๆ แต่มันคือบทเรียนหน้าสำคัญของการเมืองไทยสมัยใหม่ มันตั้งคำถามก้อนใหญ่ให้กับสังคมว่า นักการเมืองที่ดีจำเป็นต้องรวยล้นฟ้ามั้ย การเข้าสู่การเมืองควรเป็นช่องทางในการทำมาหากิน หรือควรเป็นการเสียสละ ช่อ พรรณิการ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนธรรมดา ชนชั้นกลาง ที่มีเงินเก็บแค่หลักหมื่นหลักแสน ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำความคิด สามารถสร้าง Impact ระดับประเทศ และสามารถทำงานการเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้ เธอเลือกที่จะนำเงินเก็บทั้งชีวิตไปเดิมพันกับอุดมการณ์ ยอมมีหนี้สิน ยอมขับรถธรรมดาๆ ยอมมีชีวิตที่ไม่ได้หรูหรา เพื่อแลกกับการต้องยืนหยัดในสิ่งที่เธอเชื่อ

หลายคนอาจจะมองว่าเธอโง่ ที่เอาเงินไปทิ้งกับพรรคการเมืองที่สุดท้ายก็ถูกยุบ หลายคนอาจจะหัวเราะเยาะ ที่ระดับโฆษกพรรคมีเงินในบัญชีแค่ 90,000 บาท แต่สำหรับผมและอีกหลายๆ คน นี่คือความงดงามของการเมืองที่แท้จริงครับ มันคือการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความหวัง ขับเคลื่อนด้วยคนธรรมดาที่อยากเห็นประเทศนี้ดีขึ้น ไม่ใช่การเมืองของกลุ่มทุนผูกขาด หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่เอาเงินมาฟาดหัวซื้อเสียง การที่ ปปช. เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ออกมา มันยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าของนักการเมืองที่ยอมเสียสละตัวเองจริงๆ

และทั้งหมดนี้แหละครับ คือเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังบัญชีทรัพย์สิน 3.3 ล้านบาทของ ช่อ พรรณิการ์ วิชย ที่ไม่ได้มีแค่ตัวเลข แต่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ความฝัน ความกล้าหาญ และอุดมการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ คุณผู้ฟังฟังจบแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างครับ