📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

คุยกับนักจิตบำบัด อยู่ต่อก็ซึม ลาออกก็เสี่ยง จัดการใจตัวเองยังไงดี? | TOMORROW

TODAY Bizview31:13

Transcription

ถ้าเราเจอภาวะแบบนี้อยู่อยากลาออกไม่ไหว แล้วกับที่เดิมแต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าเหมือนกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้ อะไรมันดูเสี่ยงไปหมดเลยอย่างเงี้ยค่ะ

สิ่งที่ คุณดุจดาวจะให้คำแนะนำให้เราทบทวนก่อน อย่างแรกคืออะไรคะ ก่อนที่จะตัดสินใจอะไรใหญ่ๆในชีวิต อย่าตัดสินใจตอนท่วมท้น เวลาเราโฟกัสที่งาน เราก็อาจจะต้องลืมตัวเองไป

>> ค่ะ >> คือแค่บอกว่าท้อไม่ไหวแล้ว เครียด กังวล หรือจริงๆมันมีความรู้สึกใดๆ อื่นๆ อีกไหม ทุกความรู้สึกมันเป็นสัญญาณจากข้างใน มันไม่เท่ากับความอ่อนแอ เราจะลดระดับความท่วมท้น หรือทำให้ความท่วมท้นมันเบาบางลง ทำอะไรได้บ้าง อะไรเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิ่งนี้

>> อื >> อะไรทำให้คุณรู้สึกท้อ แล้วอะไรนำพาสิ่งนี้มา คำตอบอาจจะมีมากกว่าหนึ่งก็ได้ ซึ่งบางปัญหาพอเรามองลงไปอ่ะ เฮ้ยเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้ลองไปบริหารจัดการเลย บางคนสำรวจตัวเองแล้วยิ่ง [เพลง] ชัดเจนก็สามารถลาออกได้เลยทันที ไม่ว่าจะทางไหนอ่ะ แต่ว่าเราเรา [เพลง] มีสิทธิ์ที่จะเลือก

>> ค่ะ ทุกอย่างให้กับชีวิตเราอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าความชัดเจนต่อตัวเองนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เรากล้าที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งที่มัน Healthตี้

อื >> ตอบตัวเอง

หลายๆ คนนะคะ อาจจะเคยรู้สึกท้อ สิ้นหวัง หมดแรงในการทำงานจนอยากลาออกนะคะ ซึ่งยุคนี้เป็นกันเยอะมากๆ แต่จะลาออกก็ต้องคิดแล้วคิดอีกนะคะ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ใครเจอปัญหานี้อยู่นะคะ วันนี้ชวนมาคุยกับทางคุณดุจดาว วัฒนปกร ค่ะ นักจิตบำบัดด้วยศิลปะการเคลื่อนไหว และเป็นผู้ก่อตั้ง Empathy Source และ Sou Smit ค่ะ สวัสดีค่ะคุณดาว

>> สวัสดีค่ะ >> อันดับแรกเลยอยากรู้ว่านักจิตบำบัดที่คุณดุจดาวเป็นอยู่เนี่ย ทำหน้าที่อะไรบ้างคะ

>> นักจิตบำบัดเราเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญที่เปิดพื้นที่แล้วก็หยิบยื่นกระบวนการให้ผู้คนเข้ามาทำงานกับตัวเอง

>> อื >> เข้าใจตัวเอง สำรวจตัวเอง เห็นตัวเอง เพื่อจะได้เห็นว่าเอ่อสิ่งที่เราเป็นปัญหาหรือเจออยู่เนี่ย เราอยากจะไปต่อกับมันยังไง

>> อื >> ก็คือเป็นให้ปลอดภัยแล้วก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น

>> เหมือนคุณหนูดาวก็รับฟังเคสต่างๆ มาเยอะเหมือนกัน

>> ก็การรับฟังเป็นส่วนหนึ่งของของสิ่งที่ เราจะต้องใช้แล้วก็ต้องทำเสมอ เป็นเบสยังไงก็ต้องอยู่ฝั่งใช่

>> ค่ะ อยากรู้ว่าคนยุคนี้ที่มีเข้ามาหาคุณดุจดาวเนี่ย คุยเรื่องงานเครียดเรื่องงานกันเนี่ยเยอะแค่ไหนคะ

มหาศาลค่ะ มหาศาลในเชิงที่ว่าอาจจะเป็นตั้งแต่ความกดดันที่มันเพิ่มมากขึ้น การถูกเรียกร้องที่มันเพิ่มมากขึ้น แล้วก็

>> อาจจะเป็นในเรื่องของความสัมพันธ์ในที่ทำงานที่รู้สึกว่ามันบีบคั้นเหลือเกิน

อื ควรจะยังไงต่อดี อันนี้ก็จะเป็นพาร์ทของคนที่เป็นพนักงานในองค์กรก็แล้วกัน ที่ที่เข้ามาปรึกษา หรือถ้าเป็นพาร์ทของคนที่ เป็นเจ้าของธุรกิจ

>> อื ก็มี >> ก็จะเป็นอีกแบบนึงว่าแบบกดดันจากเรื่องอีกแบบนึง อะไรแบบนี้ค่ะ ก็แล้วแต่ว่าใคร

>> อ >> แล้วถ้าเกิดเขาเข้ามาถามเราเกี่ยวกับเรื่องของงาน สิ่งที่คุณดุดาวจะ

>> อ >> จะเรียกว่าชวนเขาคุยให้เขาหาทางออกได้นี่ พอจะมีไกด์ไลน์มั้คะ

ถามกลับค่ะ

>> ถามกลับ แล้วก็มีเรื่องอยากจะทำงานนักจิตบำบัดเครื่องมืออีกอันนึงก็คือเราจะมีการตั้งคำถาม

อ >> ตั้งคำถามเพื่อชวนให้เจ้าตัวได้สำรวจแล้วก็ใคร่ครวญกับตัวเอง

>> อื >> บางทีเรามีความรู้สึกแหละ อย่างเช่นเมื่อกี้บอกว่าหัวข้อเปิดมาเออท้อนะเออจนอยากลาออก บางทีเรามีความรู้สึกปุ๊บแล้วเราก็อยากทำอะไรบางอย่างเลย แต่ว่าเวลาที่เราจะใคร่ครวญว่าเอ๊ะเดี๋ยวก่อนนะมันเกิดอะไรขึ้นกับเรา

ความรู้สึกนี้มันมาจากไหน

>> อื >> ไอ้ที่ท้อเนี่ยท้อจากอะไร หาสาเหตุต้นตอ ปัจจัยอะไรแบบเนี้ยค่ะ บางทีเราก็จะชวนให้เขาสำรวจก่อน บางคนรู้แล้วว่าออโอเคฉันจะพอแค่นี้ หรือเอาจริงๆแล้วเฮ้ยปัญหานี้มันจัดการได้นี่หว่า

>> อื >> บางทีค่ะมันมันมีสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเยอะมากแต่ละวัน

แต่การที่เราจะสามารถเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ที่มันทำให้เราเป็นแบบเนี้ย บางทีเราไม่มีเวลาจะเห็นมัน เพราะฉะนั้นในห้องจิตบำบัดเนี่ย บางทีเราก็จะมี

>> มีเวลาแล้วความปลอดภัยมันทำให้เขาค่อยๆ ได้โฟกัสแล้วก็ทำงานกับใจ เหมือนความปลอดภัยนี่มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เลยเนาะ

ที่สำคัญมาก

>> เราที่จะสบายใจที่จะเปิดเผยแล้วก็ได้ทบทวนตัวเองไปทีละสเต็ปด้วย

>> ใช่ >> จังหวะคนไม่ปลอดภัยแล้วก็ท่วมท้น บางทีมันคิดไม่ออกนะคะ [เสียงหัวเราะ] หลายคนจะพูดว่าตอนที่จะทำงานอยู่ด้วยกันในในห้องก็จะแบบ

>> เฮ้ยทำไมเลือกแค่นี้เองอ่ะ ทำไมก่อนหน้านี้มันมันนึกไม่ออกอ่ะ มันวนมันอะไรอย่างเงี้ยค่ะ เพราะว่ามันมันไม่ได้อยู่ในสภาวะที่แบบว่า

>> ปลอดภัยมากพอที่จะค่อยๆดูมันเป็นเป็นเป็นสภาวะที่เหมือนแบบตื่นกลัวระแวดระวัง พร้อมสู้ มันอยู่ในโหมดของการแบบเอาตัวรอดในแต่ละวันน่ะ แต่พออยู่ในห้องบำบัด

>> เป็นหน้าที่ของนักจิตบำบัดด้วยนะที่ต้องทำให้ห้องนั้นมีความปลอดภัย แล้วเราก็มีหน้าที่ทำให้คนปลอดภัย แล้วเมื่อเขาปลอดภัย เขาจะค่อยๆ มีเวลาพิจารณา

>> อ >> แต่ละสิ่งแต่ละอย่าง ถึงแม้บางอย่างเป็นเรื่องยากๆ

>> เขาก็จะยังรู้สึกว่าเอ้ย

>> มองได้ดูมันได้นานขึ้น เพราะเขามีเราอยู่ในนี้ด้วยกัน

>> ค่ะ ซึ่งวันนี้เนี่ยประเด็นที่เราจะมาพูดคุยกันเป็นหลักเลยนะคะ ก็น่าจะแทนใจใครหลายๆคนที่อาจจะประสบปัญหาพบเจออยู่ในชีวิตการทำงานปัจจุบัน อยากลาออกไม่ไหวแล้วกับที่เดิม

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่กล้าเหมือนกันที่เราจะไปที่ใหม่ หรือตัดสินใจลาออกท่ามกลางเศรษฐกิจแบบ

คำแนะนำให้

>> ให้มองแล้วก็สัมผัสถึงความรู้สึกที่มีอยู่ คือแค่บอกว่าท้อไม่ไหวแล้ว เครียด กังวล หรือจริงๆมันมีความรู้สึกใดๆ อื่นๆ อีกไหม เดี๋ยวอยากให้ให้คุณให้คุณค่ากับความรู้สึกนั้น เพราะมันเป็นความรู้สึกของคุณแล้ว ทุกความรู้สึกมันเป็นสัญญาณจากข้างใน

>> สัญญาณจากข้างใน

>> เหมือนมีคนส่งสัญญาณบางอย่าง

>> อออ่า

>> ทุกอารมณ์เลยนะคะ คือสัญญาณบางอย่างจากสภาวะข้างใน เพราะฉะนั้นการที่เราต้องเห็นว่ามันมี แต่แปลว่าหุยมันมี message นะ มันมีความท้อมันมีความวิตกกังวล พอเราเห็นเสร็จปุ๊บแล้วเราก็ยอมรับว่าใช่ๆ เอ้ยมันมี message ส่งมา ค่อยๆพิจารณาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิ่งนี้

>> อื >> อะไรทำให้คุณรู้สึกท้อ แล้วอะไรนำพาสิ่งนี้มา คำตอบอาจจะมีมากกว่าหนึ่งก็ได้ เช่น ฉันรู้สึกท่วมท้น

>> อะไรทำให้คุณมีสภาวะท่วมท้นในแต่ละ เอองานมันเยอะอัน 1 ใช่ติ๊ก 2 แล้วฉันก็ไม่เคยปฏิเสธใครเลยอ้าว

>> อื >> มาละ

>> ค่ะ >> หรือฉันไม่ชอบทำงานระบบแบบนี้ แต่ที่ทำงานชอบทำงานระบบแบบนี้ มันไม่มันไม่ซิงค์กับวิธีที่ฉันทำงานอ้า 3

>> แปลว่าโอ้โหคุณเข้าใจแล้ว 3 อย่างเนี่ย

>> นำพาความท่วมท้นมาให้ แปลว่าถ้าเราจะลดระดับความท่วมท้น หรือทำให้ความท่วมท้นมันมันเบาบางลง ทำอะไรได้บ้าง

>> อ่า >> อ้าวก็อาจจะต้องฝึกในการปฏิเสธ หรือบอกข้อจำกัด หรือบอกเงื่อนไขเวลารับงานไม่ใช่ค่ะๆๆ แล้วก็รับมาแล้วก็เบียดเบียนตัวเองอ่ะ อันนี้ก็เป็นทักษะที่เราสามารถเพิ่มได้ 2 คือปริมาณงานมันเยอะ ปริมาณงานมันเยอะ อุ๊ยเป็นเรื่องของงานต้องคุยกับคนที่เป็นหัวหน้าว่าไอ้ workload ที่คุณทำอยู่เนี่ย

>> อื >> มัน make sense หรือมันมันมีวิธีอย่างอื่นในการบริหารจัดการได้หรือไม่

>> อ่า [เสียงกระแอม] คุณอาจจะปรึกษาเอาจจะโค้ชคุณเรื่องวิธีการทำงาน หรือคุณอาจจะมีการต่อรอง มันก็เปิดพื้นที่ความเป็นไปได้ คือเราทำงานกันแบบคุยกันตามความเป็นจริง เออ เพราะฉะนั้นพอมันรู้ทางออกแบบเนี้ยค่ะ มันก็เหมือนมันจะมีทางออกประมาณนึง ซึ่งจริงๆแล้วคนเราไม่จำเป็นต้องรู้สึกแค่ อย่างเดียว มันอาจจะมีหลายความรู้สึกประกอบกันก็ได้ในครั้งเดียว

>> เราแทบจะไม่รู้สึกอารมณ์อย่างเดียวต่อ 1 เวลา

>> เรามักจะมีแบบก้อนใดๆใๆใดๆ แล้วเชียร์ให้ละเียดเราใช้คำเนี้ยละ

>> ละเียดความรู้สึกตัวเอง ความรู้สึกบางทีมันไม่ได้ขึ้นมาเป็นความคิดนะ

>> ค่ะ >> เราอยากรู้ว่าเรารู้สึกอะไร เราลงมาข้างล่าง

>> เรารู้สึกอะไรอยู่ในเนื้อในตัว ในเนื้อในตัวเราแบกความรู้สึกอะไรอยู่บ้าง

>> อื >> ตั้งคำถามนี้กับตัวเองก็ได้ค่ะ บางทีเราอาจจะค้นพบ

>> ข้อความอะไรบางอย่างที่ข้างในมันพยายามส่งมาบอกเราตลอดเวลา

>> อื >> แต่เราอาจจะไม่เคยได้รับฟัง เพราะเรายังต้องไปโฟกัสที่งานไง เวลาเราโฟกัสที่งาน เราก็อาจจะต้อง

>> ลืมตัวเองไป

แต่เลิกงานตอนเบรค หรือช่วงช่วงระหว่างงานนึงไปอีกงานนึงสัก 2 นาที 3 นาที เฮ้ยตอนนี้นะเราเราแบกความรู้สึกอะไรอยู่บ้าง ถามตัวเองแบบนี้ healthy นะคะ

>> อืเนาะ มันจะทำให้เราดูรู้ได้ว่าสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ทรมาน

>> ไม่สบายใจมันมันคืออะไร

>> ใช่ >> อื >> แล้ววิธีที่เราจะดีลกับมันบ้างล่ะค่ะ พอเรารู้แล้วว่าโอเคอารมณ์เราเป็นแบบนี้ มันเกิดจากสิ่งนี้

แล้ววิธีดีกับมันคืออะไรคะ พอเรารู้แล้วว่ามันติดตรงไหนอ่ะ เราก็ออกแบบความเป็นไปได้ว่าถ้าเราจะแก้มันแก้ยังไง ถ้ามันเป็นเรื่องเรื่องพาร์ทที่เป็นนิสัยส่วนตัวของเราเนี่ย

>> ค่ะ >> ข่าวดีก็คือคุณบริหารจัดการมันได้นะคะ แต่ข่าวร้ายคือมันยาก

>> อื >> เปลี่ยนนิสัยมันก็ยาก เช่นจากคนที่ไม่เคย say no

เกรงใจคนอื่นตลอดเวลา

>> กลัวทุกอย่างแล้วก็แต่ตัวเองคือแบบไม่ไหวแล้วเนี่ย คือการที่ให้ลุกขึ้นมาแล้วแบบปฏิเสธ หรือบอกขอบเขตเบาๆ ทีมันก็อาจจะยาก แต่ว่ามันก็เป็นทางออกที่เป็นไปได้

>> พลาดนี้ก็จัดการไปค่ะ แต่ถ้าเป็นพระที่เกี่ยวเนื่องกับงานแล้วมัน [เสียงกระแอม] เกินขอบเขตที่เราสามารถควบคุมบริหารจัดการได้คนเดียวเนี่ย

>> ค่ะ >> เชียร์ว่าอย่าถือไว้นะคะ

>> อื >> เปลืองมือบริหารสิ่งนี้ต้องบริหารร่วมกับคนที่เขามีอำนาจในการที่จะจัดการปัญหานี้

>> เออหัวหน้าเราก็มีเพื่อนร่วมงานเราก็มี

>> ต้องไปหาเขา แต่แปลว่าการไปหาเขาคุณต้องมีทักษะด้านการสื่อสารนะ

>> อื >> เออเวลาคุณอยู่ในในความทุกข์ หรือคุณต้องการความเปลี่ยนแปลงสิ่งเนี้ย คุณเดินไปแล้วบางคนไม่มีทักษะการสื่อสาร พอไปคุยเค้าน่ะไปพูดแบบไม่มีทักษะอ่ะไปเบรมคนอื่นบ้างไปโทษหัวหน้าบ้างโทษนั่นโทษนี่หัวหน้าไม่เข้าใจว่าคุณต้องการความช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นคุณอาจจะต้องเรียบเรียงมันก่อนว่าคุณต้องการความช่วยเหลืออะไร

>> ค่ะ >> แล้วก็ให้เขาเข้ามามีส่วนร่วม ถ้าเขาเป็นหัวหน้าคุณนั่นคือ leadดอร์คุณ เขาควรจะอยู่เคียงข้างคุณแล้วก็แก้ปัญหากันไป

>> ค่ะ ก็คือการที่เราบอกปัญหา บางครั้งคนหลายๆคนมักจะชอบเก็บไว้กับตัวเอง คิดว่า

>> ทำไมเราถึงทำงานแบบนั้นคะคุณพัฒว่าเดี๋ถามกลับจริงๆด้วย

>> คิดว่าบางทีคนอื่นคนรอบข้างเราเพื่อนร่วมงานอาจจะ

>> อาจจะช่วยเหลือเราไม่ได้มั้ย เราเหมือนจะไปกลายไปเป็นคนเรื่องเยอะหรือเปล่า ไปแชร์เรื่องนั้นเรื่องนี้เค้าอาจจะไม่เข้าใจเราหรือเปล่า

>> เราจะคิดไปก่อน

>> อื >> ว่าอุ๊ยเค้าก็งานยุ่งอยู่แล้วอ่ะเออเราไปขอความช่วยเหลือเค้า การคิดแทนแบบเนี้ย คำถามคือมันมีประโยชน์อะไรอ่ะคะ จริงๆแล้วเราอาจจะกลัวการถูกปฏิเสธหรือเปล่า แต่การปฏิเสธมันก็ถูกแล้วเก็ปฏิเสธได้ถ้าไม่สะดวกจะช่วย

>> เราก็ไปถามเ้ยเราติดตรงเนี้ยคุณพัมีมีเวลาพอจะซัพพอร์ตเราได้มั้ย ถ้าบอกว่าพัก็ไม่ไหวเหมือนกันพัไม่มีเวลาแล้วก็โอเครับทราบขอบคุณก็จบ แต่บางทีบรรยากาศที่มันฉาบเราในแต่ละวัน

>> มันเอื้อให้เราเริ่มกังวลคิดไปก่อน กลัวว่าคนนี้จะรู้สึกกับเรายังไง กลัวคนนี้จะคิดมาก กลัวคนนี้จะไม่ชอบขี้หน้าเรา

>> อ >> เนี่ยนี่นี่เป็นปัญหาต้นตอเลยว่าบางทีเราควรจะทำความสัมพันธ์ในที่ทำงานให้มันแข็งแกร่งและปลอดภัยเป็นทุนเดิมเอาไว้ เพราะในจังหวะที่คุณต้องการความช่วยเหลือเนี่ย

>> ค่ะ >> มันจะได้ง่าย เพราะฉะนั้นบรรยากาศในที่ทำงานช่วยทำให้เราพูดกันได้ตรงไปตรงมากขึ้น

แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่าเนี่ยเราเริ่มมีปัญหาละแบบเนี้ยค่ะ

>> อ >> อืมสัญญาณลบๆหลายๆอย่างที่มันเกิดขึ้นกับตัวเราเนี่ย มันแปลว่าเรากำลังอ่อนแอหรือกำลังจะยอมแพ้หรือเปล่า หรือจริงๆแล้วมันเป็น process ปกติของมนุษย์เราที่มันต้องผ่านกระบวนการเนี้ย มันต้องผ่านเรื่องพวกเนี้ยเพื่อที่จะนำไปสู่อะไรใหม่ๆ การเติบโตอะไรอย่างเงี้ย คุณคุณดุดาวมองยังไงคะ

ถ้าเราจะเชียร์ให้เวลามองเรื่องของความรู้สึกเนี่ย เอาเรื่องของการตัดสินว่าอันไหนคืออารมณ์บวกอันไหนคืออารมณ์ลบออก เพราะอะไรรู้มั้ยคะ พอเรามองว่านี่คืออารมณ์ลบ เราก็จะตีความไปทางลบหมดเลย

ถ้าฉันท้อฉันเบื่อขี้เกียจอะไรอย่างเงี้ย นี่คืออารมณ์ลบ ใหม่ๆฉันต้องไม่ลบ นี่คือความอ่อนแอ มันไปอย่างงี้หมดทุกอารมณ์มีค่าเท่ากันหมด มันคือข้อความจากข้างในของเรา เพราะฉะนั้นกรุณามองมันอย่างเป็นของของเราด้วยอารมณ์เราของเรา

>> มันไม่ได้มันไม่เท่ากับความอ่อนแอยิ่งคุณเห็นความรู้สึกคุณมากเท่าไหร่คุณแข็งแกร่งมากเท่านั้น เพราะคุณมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ที่จะจับมันทัน ต้องยอมรับก่อนว่ามันตั้งอยู่ในในตัวเรา อื

>> โออันนี้ดีมากเลยเนาะที่บอกว่าเราต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเองก่อน นี่แหละคือความแข็งแกร่งจริงๆ

>> ใช่ๆ ถ้าเครียดบอกเครียด ชวนตัวที่เป็นเทรนด์มั้ยคะ ตอบตรงๆ เฮ้ยเธอวันนี้เป็นไงบ้าง เฮ้ยเครียด ออเหรอ เครียดเหรอ เฮ้ยเครียดดี งานเยอะขนาดนี้ อเครียด [เสียงหัวเราะ] เรื่องอะไรก็คุยให้เป็นเรื่องปกติ เฮ้ยช่วงนี้เป็นไงบ้าง เออท้อวะ ทำงานแก้ 3 รอบแล้วไม่ผ่านเลย

>> ก็ท้อได้มั้ย แก้ 3 รอบไม่ผ่านก็ท้ออยู่แล้ว ถ้าเราคุยกันแบบนี้นะ เพื่อเราจะกล้าที่จะแชร์เรื่องของความรู้สึก แล้วเราจะได้เหมือนช่วยกันซัพพอร์ตใจกันระหว่างวัน

คิดว่าการที่เราเปิดเผยความรู้สึกกันแบบนี้เนาะ แล้วก็ทำให้ทุกอย่างมันดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา คุณหนุนดาวคิดว่ามันมีประโยชน์ยังไงบ้างในแง่ของการทำงานร่วมกัน

การที่เราเท่าทำอารมณ์ตัวเองมันจะทำให้เราสามารถที่จะบริหารจัดการมันได้ไว แต่บางทีถ้าเราไม่เท่าทันเนี่ย บางทีมันแฉลบละ

>> อื >> มันหลุดมันเหวี่ยงไปลงคนอื่นแล้วมันก็ไม่ Healy เวลาทำงานใช่มั้คะ เพราะฉะนั้นการที่

>> ถามกันตรงไปตรงมา ทำให้เจ้าตัวได้พูดแบบตรงไปตรงมาว่าเรารู้สึกอะไร มันช่วยให้ให้เจ้าตัวเท่าทันว่าอ๋อเออว่ะตอนนี้ฉันรู้สึกอะไรนะ เพื่อนก็ถามเออฉันรู้สึกท้อนี่นา

>> ค่ะ >> อ่าแล้วพอเพื่อนได้ยินว่าคนรู้สึกท้อมันเปิดพื้นที่ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งได้แสดงความเข้าอกเข้าใจทางอารมณ์ หรือให้ emotional support หรือการซัพพอร์ตทางจิตใจ แล้วยิ่งยุคนี้เนาะคนอย่างที่เรารู้ก็จะเหนื่อยท้ออะไรกันกับ

>> สารพัดปัญหาที่ประเด็นเข้ามาในโลกปัจจุบันเนี่ยค่ะ

>> สิ >> ท้อ [เสียงหัวเราะ] ไปใหญ่ยิ่งกว่าเดิม

อย่างเงี้ยค่ะ อย่างที่เห็นในโลกโซเชียลเนาะ คนก็จะแชร์กันเยอะหลักอยากลาออกหมดไฟ เบิร์น out นู่นนี่นั่นนะคะ คุณสุดาวคิดว่าถ้าเกิดเราหยุดแล้วก็หันมาทบทวนตัวเองด้วยศาสตร์เนี้ยค่ะ มันจะช่วยทำให้เรื่องของการลาออกลดลง คนมีกำลังใจมากขึ้นในการใช้ชีวิตมั้คุณไงบ้างคะ

ไม่แน่ใจ บางคนสำรวจตัวเองแล้วยิ่งชัดเจน ก็สามารถลาออกได้เลยทันที ปึ้ง แล้วก็อีก 30 วัน

>> ไม่ต้องไป [เสียงหัวเราะ]

>> คือไม่ว่าจะทางไหนอ่ะ แต่ว่าเราเรามีสิทธิ์ที่จะเลือก

>> ค่ะ >> ทุกอย่างให้กับชีวิตเราอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าความชัดเจนต่อตัวเองนั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เรากล้าที่จะตัดสินใจเลือกสิ่งที่มัน Healthตี้

อ >> ตอบตัวเอง ซึ่งบางปัญหาพอเรามองลงไปอ่ะ เอ้ยเป็นปัญหาที่

>> ยังไม่ได้ลองไปบริหารจัดการเลย เราก็จะได้มีโอกาส เฮ้ยงั้นเดี๋ไปลองบริหารจัดการตรงนี้ก่อน เผื่อมันคลี่คลายได้ เราก็จะได้ไม่ ต้องเสียงานไง

>> อื >> แต่ถ้าคุณอยู่ในจุดที่มันท่วมท้น คุณจะทำอะไรปุบปับมาก

อันนั้นก็เชียร์ว่าใจเย็นๆ เพราะว่าถ้าคุณกังวลว่าเฮ้ยออกไปแล้วมันจะเป็นยังไงเนี่ย เวลามันก็สำคัญเหมือนกันนะคะที่จะต้องค่อยๆ แพลนว่าเอ้ย

เอาจริงๆดิ ออกไปแล้วแล้วสตางค์พอใช้มั้ย แล้วที่เหลือล่ะ ภาระที่เราถืออยู่อ่ะ มันไหวมั้ย สิ่งเหล่านี้มันต้องการการวางแผนประมาณนึง เพราะฉะนั้น

เวลาแล้วกัน โดยเราเชียร์ว่าก่อนที่จะตัดสินใจอะไรใหญ่ๆในชีวิต อย่าตัดสินใจตอนท่วมท้น

>> อืม >> ไปทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองคลี่คลายผ่อนคลาย สบายใจ แล้วเดี๋ยวเมื่อนั้นน่ะ ถ้ายังอยากจะออก หรือทำอะไรใหญ่ๆ ค่อยตัดสินใจตอนสภาวะนั้น

บางคนเนาะ อาจจะไม่แน่ใจตัวเองว่าตอนเราแค่เหนื่อยเฉยๆ

หรืออีกคำนึงที่ถูกพูดถึงมากเลยเบิn out อ่าเส้นแบ่งระหว่างเหนื่อยเฉยๆ พักก็หาย กับคำว่า burn out คำนี้มันมันต่างกันยังไง แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเราอยู่เลเวลไหนคะ

ถ้าเหนื่อยทั่วไป พักก็หายจริงค่ะ แต่เบิร์น out พักไม่หาย

>> พักไม่หาย

>> พักไม่หายนะคะ เบื่อคือการที่เราไม่ค่อยได้มีอะไรมากระตุ้นมันไม่ค่อยเร้าใจเราเท่าไหร่ ทำงานเหมือนเดิมเลย

กี่ปีก็ทำแบบนี้ มันไม่มีอะไรที่ทำให้เรา รู้สึกว่ามันมันตื่นเต้นมีอะไรใหม่ๆ อันเนี่ยเราเบื่อได้

>> ค่ะ >> พอเติมสิ่งเร้าอะไรเข้ามาเพิ่มงานเข้ามาอย่างเงี้ย เราก็จะแบบเฮ้ยมีอะไรใหม่ๆเข้ามา เราอาจจะแบบอ่ะตื่นเต้น นี่แปลว่าก่อนหน้านี้เราเบื่อ

แต่ถ้าเป็นเบิร์น out นะคะ อ

>> มันแปลว่าคุณมีมันมากอะไรบางอย่างมาก เหนื่อยมามากแบกมามากอึดอัดมามากทรมานมามาก จนแบบถ้าเราใส่ชวนคุณทำอะไรใหม่ๆเนี่ย คุณจะแบบไม่ๆๆไม่ไม่เอาอะไรอีกแล้ว พอกันที แล้วคุณจะไม่ค่อยอยากคุยกับใคร มันจะต่างกันแบบนี้ หรือว่า

>> อ >> สำรวจที่พลังงาน หรือว่าเอerร์จีก็ได้

>> พลังงาน

>> เออ Burn out นี่มันจะแบบไม่มี เอเนอร์จี้แล้วอ่ะ

>> เออ >> หมดแรง ตื่นมานี่เข้างานกี่โมงคะปกติ

ประมาณ 8-9 นใช่มั้ยคะ 9:30 น.เหนื่อยแล้ว อ่ะ 9:30 น.คือแบบไม่มีแรงแล้ว

>> ตื่นมาก็เหนื่อยแล้วก็

>> เหนื่อยแล้วอะไรอย่างเงี้ย เฮ้ยอันนี้คือแบบเออมันก็ไม่ make เซenseแล้วแบบทำงานมาชั่วโมงครึ่งเราแบบหมดแรงแล้วอ่ะ

แปลว่ามันอาจจะเป็นอะไรที่มันมากกว่านั้น แต่ถ้าจะให้ดีเชียร์ว่าค่อยๆนั่งแล้วก็สำรวจ

>> ค่ะ >> อื แล้วแก้ยังไงคะเบิร์น out แก้ยากมั้ย มันมีปัจจัยที่มาค่ะ มันอาจจะเป็น work factor ปัจจัยด้านการทำงานด้านงานของคุณก็ได้

>> ค่ะ >> คุณก็ต้องระบุให้ได้ว่าคืออะไร หลายคนเข้าใจว่างานเยอะจะทำให้เกิดเบิร์น out ทำงานเยอะๆเหนื่อยมากมากใช่มั้ยคะ แต่ว่าเบิร์น out เนี่ย มันมาจากการที่เราเครียดสะสมมาเป็นเวลานานแล้วมันล้าทั้งทางใจ

ล้าทั้งทางกาย ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มาจากแค่ งานเยอะ มันจะมาจากที่ว่า

>> คุณอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดัน

>> อ่า >> นานมากไปหน่อย

คนเราถูกกดดันได้บ้างนะคะ push เหมือนนักกีฬากดดันกดดันกดดันไปแข่งวิ่งๆๆเข้าเส้นชัยหายปล่อยสบายค่ะ

แต่เวลาเรามนุษย์ทำงานน่ะ เราถูกกดดันบี้เป็นเดือนเลยอ่ะ บางทีถูกมั้อืเป็นเดือนเป็นปี

แล้วไม่มีจังหวะผ่อนเลยอ่ะ

>> ค่ะ >> แบบนั้นก็เกิดเบิร์น out ได้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้นคุณคุณต้องผ่อนเป็นนะคะ บางคนเลิกงานแล้วยังกดดันตัวเองต่อไป ถึงหมอนที่บ้านนอนอ

หรือมันอาจจะเป็นเรื่องของการได้รับค่าตอบแทนที่ไม่ได้สมเหตุสมผลตัวเองรู้สึกว่ามันน้อยเกินไป รู้สึกคุณค่าตัวเองไม่ อยู่ หรือว่าถูกปฏิบัติที่มันไม่ยุติธรรม อะไรแบบเนี้ย สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดสภาวะเบิร์นเอาได้เหมือนกัน เพราะใจอ่ะใจมันไม่โอเค ใจมันเครียดแล้วเครียดนานค่ะ

>> ก็ไปหาให้เจอค่ะว่าเบn out ของคุณเนี่ย มันเกิดจากอะไร landing ให้ถูกว่ามันเป็นที่งาน

>> ค่ะ >> หรือมันเป็นพารทที่ที่นิสัยส่วนตัว หรือวิถีชีวิตที่เราเลือก

>> ค่ะ >> เราจะได้แก้ถูก จบคุณดูดดาวพอจะมีคำแนะนำสำหรับคนที่แบบต้องเจอแรงกดดันเยอะๆในชีวิต พักยังไงดี ทำยังไงถึงไม่กดดันตัวเองมากเกินไป เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมตัวคนทำงานเราอ่ะค่ะ

ยืดหยุ่นกับความคิดตัวเอง ต่อรองกับความเชื่อตัวเอง แล้วก็ลองลองให้ตัวเองทำอะไรที่มันต่างออกไปดูบ้างค่ะ สนุกดี มีหลายๆ ช้อยส์ เหมือนเรามีเราจะมีไขควงมีประแจอยู่เบอร์เดียวอ

>> ค่ะ >> เพื่อจะซ่อมรถทุกพาร์ทเลย

>> ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบ

>> ไม่ได้หรอกเออเราก็ต้องมีหลายๆอันเก็บเอาไว้เท่านั้นแหละค่ะ บางคนบอกว่าถ้าเราได้ทำงานที่เราชอบด้วยเนี่ย เราก็จะมีความสุข

>> อือฮึ >> แล้วก็ไปทางเดียวกันกับได้เงินด้วย ได้ความมั่นคงด้วย อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าเกิดเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกว่าโอเคงานที่เราทำแล้วมีความสุขกับความมั่นคงมันไปคนละทางกัน ความสุขกับงานนี้มันอาจจะไม่ใช่ละ แต่งานเนี้ยมันให้เงินเรานะ ให้ความมั่นคงเรา จะบาance ซ 2 สิ่งนี้ยังไงดี เราจะเลือกยังไงดีคะ คำตอบอยู่ในเจ้าตัวของแต่ละคน เราตอบแทนไม่ได้ ตอบให้ก็ไม่ได้ เลือกให้ยิ่งไม่ได้ใหญ่ เราไม่มีสิทธิ์นั้น

>> ค่ะ >> แต่ว่าสำหรับเราถึงถามไงว่าต้องเลือกหรือเปล่า เพราะสำหรับบางคนอย่างเงี้ย

>> อ >> สามารถเลือก 2 อย่าง ทำอย่างที่ได้รายได้ที่มั่นคงก็คงแล้วก็รู้ว่าทำสิ่งเนี้ยเพื่อรายได้นะ

>> ไม่มีความสุขแล้วรับได้

>> มันยังไม่ได้อยู่ในจังหวะที่มันเบียดเบียนสุขภาพจิตขนาดนั้น แล้วก็ไปโฟกัสพาร์ทความสุขกับอีกจ๊อบนึง

>> อื >> ถ้าคุณรู้สึกว่าชั่วโมงการทำงานแต่ละวัน มันมันยาวขนาดนั้นนะ คุณรับได้แล้วคุณเลือกแล้วคุณทำไปเลย

>> อ >> เรากำลังจะอยากจะเชียร์ว่าเราทุกคนเนี่ย เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองแล้วจริงๆ เราถือคำตอบที่ชัดเจนมากอยู่แล้วในตัว หรือถ้าคุณรู้สึกว่าเอ้ยมันต้องเลือกมีเวลาแค่แบบงานอย่างเดียว คุณก็ต้องถามตัวเองต่อนะว่าแบบคุณให้คุณค่ากับอะไรมากกว่ากัน

>> อื >> ค่ะ >> อื แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องห้ามเบียดเบียนสุขภาพกายสุขภาพใจ ขอแค่นี้เลยอ่ะ

อันนี้สำคัญมาก

>> สำคัญมากเลยค่ะ

>> เราจะทำยังไงให้ไม่นึกถึงเรื่องที่มันยังไม่เกิดขึ้น บางคนจะเป็นเนาะ เช่นแบบกังวลไปก่อน หรือเอาสลัดความคิดตรงนี้ไม่ได้ อยู่กับปัจจุบันไม่ได้อ่ะค่ะ คุณดุจดาวพอจะมีคำแนะนำให้แก้เรื่องนี้ยังไงดีคะ

ความวิตกกังวลคืออารมณ์ค่ะ แต่คุณน่ะไม่ให้ฆ่ากับอารมณ์ใช่มั้ย คุณข้ามอารมณ์ คุณก็ไปเห็นแล้วว่าไอ้อารมณ์วิตกกังวลเนี่ย มันไปผลักให้เราคิดนั่นเพื่อจะได้ระแวดระวัง แต่จริงๆตัวต้นตอของมันน่ะ คือ anxiety หรือว่าความวิตกกังวล

>> อื >> เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะแบบกลับมาอยู่กับปัจจุบันเนี่ย เราวิ่งตามความคิดไม่ได้นะ เพราะว่ามันไม่ใช่ต้นต่อแล้วออก เราก็มองเห็นก่อนว่าเออเรามีความวิตกกังวล

>> อ >> อ้าวิตกก็วิตก ยอมรับไปเลยอย่างที่เราเชียร์ตอนแรก วิตกก็วิตก เออวิตกเรื่องนี้แหละ โอเคนะ แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ

>> อื >> เพื่อที่จะได้ทำให้ความวิตกกังวลน่ะมันทนได้มากขึ้น แล้วทนกับความวิตกกังวลได้มากขึ้น แล้วก็เอามันอยู่นิดนึง การทำงานกับอารมณ์ หรือรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเองในหลายๆ อารมณ์เนี่ย มันเลยสำคัญ เพื่อเอาไว้ให้เรารู้จักมัน เพราะในจังหวะที่เราอยากจะควบคุมและบริหารจัดการมัน

>> ค่ะ >> เราจะได้เอาอยู่

>> อืค่ะ หลายๆคนที่อาจจะเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆกันแบบนี้ว่าเฮ้ยอยากลาออกอยากลาออกอยากลาออกตั้งธงแต่สุดท้ายไม่ออกละ แล้วกลายเป็นว่าตัวเองก็อยู่ต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้เขาอาจจะรู้สึกว่าตัวเองแบบล้มเหลว หรือเปล่าเงี้ยค่ะ คุณหนูดาวคิดเห็นยังไงคะ

ถ้าใครที่เห็นตัวเองว่าการตีการตัดสินใจ

>> เปลี่ยนการตัดสินใจค่ะ

>> เท่ากับล้มเหลวเนี่ย เราเชียร์ว่าคิดใหม่

>> อื >> คิดใหม่

>> อือๆ >> คนเราตัดสินใจใหม่ได้สิคะ คนเราจะตัดสินใจยังไงก็ได้ ตัดสินใจแล้วเปลี่ยนใจยังได้เลย

>> อื >> วันนี้พูดอย่างนึง วันพรุ่งนี้อาจจะไม่ต้องการอย่างที่พูดเมื่อวาน มันเกิดขึ้นได้นะคะ มนุษธุรกเปลี่ยนทุกวัน เราอยากจะชวนให้ระลึกว่าแต่ละคนมีอำนาจในการเลือกนะ เราเลือกที่จะพากทัพชีวิตตัวเองว่าอะไรก็ได้ เราเลือกที่จะแปะป้ายตัวเองว่าอะไรก็ได้ หรือจะไม่แปะเลยก็ได้ คำถามคือคุณเลือกแปะป้ายว่าตัวเองเป็นคนล้มเหลว จากการที่คุณ

>> ไม่ได้ลาออกไปแล้วเนี่ย

>> ทำแบบนั้นทำไม

>> ภาคแบบใหม่ที่มัน healthตี้ต่อตัวเองดีกว่า ภาคแบบใหม่ที่มันส่งเสริมให้ตัวเองสามารถยืนหยัดแล้วก็ตั้งอยู่แล้วก็ไปต่อได้ดีกว่า

>> อืค่ะอืออือๆ เชียร์ว่าแบบเราไม่จำเป็นต้องต้องแปะป้ายตัวเองแบบนั้นแล้ว เราเลือกได้นะคะ เรารื้อป้ายออกได้ วันรุ่งขึ้นคุณตื่นขึ้นมาแล้วแบบไม่เไม่ได้เรียก ว่าล้มเหลว เขาเรียกว่าเลือกใหม่อีกครั้ง อย่างใคร่ครวญดีแล้ว เป็นคนละเรื่องเลยนะ คะแล้วมันมีผลต่ออะไรต่อ self esteem ต่อความภาคภูมิใจ ต่อสิ่งที่คุณกำลังจะทำต่อไป

แล้วถ้าเกิดว่าเราแบบตัดสินใจไปแล้ว แล้วเรามารู้ทีหลังว่าเอ๊ะ

กลัวว่าสิ่งที่เราตัดสินใจไปมันคือตัดสินใจผิด

>> อือื คำว่าตัดสินใจผิดเนี่ยค่ะ คำนี้เนี่ย มันส่งผลกับเรายังไง แล้วเราจะแบบจัดการกับความคิดนี้ยังไงดี

เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราตัดสินใจผิด และอะไรคือตัดสินใจถูก

เรามันยังไม่เกิดขึ้นเลย เราก็ไม่รู้

นี่เป็นคำถามให้เรามักจะตั้งคำถามแล้วคนบอกว่ากลัวตัดสินใจผิด กลัวตัดสินใจผิด มันมีผิดกับถูกวัดกันยังไงอ่ะคะ เราคิดว่าการตัดสินใจคือการตัดสินใจ

>> ออ >> ตัดสินใจไปเถอะ

เอาจริงมั้ย ช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือก เราก็ไม่รู้ด้วย คุณก็เอามาทาบวัดกับไอ้ช้อยส์ที่คุณเลือกไปแล้วไม่ได้ด้วย

ไม่มีอะไรพิสูจน์เลย ตัดสินใจแล้วถ้า

>> ผลมันเป็นยังไง แล้วเดี๋ก็ตัดสินใจไปเรื่อยๆ

>> ค่ะ >> ตัดสินใจไปเรื่อยๆ เลือกได้ไปเรื่อยๆ เออ

>> ไม่ต้องไปคิดว่ามันถูกหรือผิด

>> มันไม่มีถูกไม่มีผิด

>> อื >> แต่เชียร์ว่าเอาให้มันแม่นยำชัดเจนต่อตัวเองอ่ะค่ะ เพราะนั่นคือสิ่งที่ซื่อตรงที่สุดกับตัวเอง

>> อื >> แล้วมันจะทำให้เราสามารถที่จะตั้งอยู่ แล้วก็ยอมรับกับกับผลที่มันเกิดขึ้น แล้วกรุณาอย่าอนุญาตให้คนอื่นมาตัดสินใจให้ ขอร้องเลย

>> อื >> เพราะคุณจะเจ็บใจเวลาให้มันแย่

แล้วคุณจะทำอะไรแล้วไม่แล้วคุณจะโกรธตัว เอง แต่คุณจะไปโทษคนอื่น

เพราะฉะนั้นการจะตัดสินใจอะไรบางอย่างเนี่ย ถามความคิดเห็นคนอื่นได้นะเอ้ย เพื่อนคนนี้มีความคิดเห็นแบบนึง คนนี้แบบนึง แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำตามที่เพื่อนแนะนำเสมอไปนะคะ เราเก็บเกี่ยวความคิดเห็นเพื่อมาประมวล

มิติของสิ่งที่เราจะตัดสินใจ แต่สุดท้ายอ่ะเชียร์ให้เลือกเอง

>> อื >> ไม่ว่ามันจะออกมาดีตรงแบบที่เราคาดไว้ หรือไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดไว้ มันจะทำให้เราตั้งอยู่ตรงนั้น แล้วก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บใจ

>> อื >> ค่ะ แล้วบางคนที่ยังลังเลอยู่บ้าง การลังเลมันแปลว่าเรายังไม่พร้อมหรือเปล่าคะ หรือมันคือกระบวนการคิดที่รอบคอบและลงรายละเอียด คิดไปคิดมาถึงลังเลลังเลได้นะ คะมันมีหลายปัจจัยให้ค่อยๆพิจารณา เพราะฉะนั้น

ก็ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการที่แบบเรายังตัดสินใจ เชียร์ให้เขียนลงมา ถ้าถ้าอยากจะลาออกมากๆ การลาออกเรานี่คือเรื่องใหญ่เนาะ

>> อื >> ก็ให้เขียนใส่กระดาษเลยว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ทำให้เราไม่อยากอยู่ที่นี่

>> อื >> อยากออกเพราะอะไร อ

>> ค่ะ >> กลัวอะไร

>> ค่ะ >> เขียนมาเป็นตัวหนังสือให้ได้เลยอ่ะ

แล้วก็บางทีจากตรงนั้นไป คุณอาจจะเห็นอะไรบางอย่าง บางทีเราชอบคิดอยู่ในหัวแล้วเราไม่ดีดมันออกมาข้างหน้าเราไม่เห็นนะ มันก็วิ่งกลายเป็นความกังวลวนไปเรื่อยๆ

>> ค่ะ >> เพราะฉะนั้นถ่ายเทออกมาบนกระดาษค่ะ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องการการใคร่ครวญ แล้วคุณก็ต้องมีแผนด้วยว่าในอนาคตอ่ะอันใกล้คุณแพลนจะทำอย่างไร หรือถ้าคุณตั้งใจว่าจะไม่ มีแผนเพราะตั้งใจแบบนั้นโอเคได้เช่นเดียวกัน แต่ว่าเชียร์ให้

ให้เอามันเอามาคิดข้างนอก แล้วเมื่อไหร่ที่เราควรจะไปพบอย่างเช่น นักจิตบำบัด เออเป็นทางเลือกยังไงสำหรับคน ที่หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ยังไงควรจะ ไปหาอย่างงี้ค่ะ

เมื่อคิดว่าเริ่มเริ่มหงุดหงิดตัวเองแล้ว ว่าแบบไม่ทะลุซะทีอ่ะ คิดแล้วมัน

>> มันไม่ออกมันไม่ไปไหน

จนบางคนเริ่มนอนไม่หลับละ

เริ่มแบบเริ่ม [เสียงสูดหายใจ] แฉลบอารมณ์ลมลบๆใส่คนอื่นละ เริ่มทำอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าเฮ้ย เราต้องเราต้องทำอะไรสักอย่างกับตัวเอง หรืออยากจะคิดเรื่องมัน อยากให้มันทะลุอะไรอย่างเงี้ยค่ะ มันก็เป็นเป็นตัวเลือกอีกอันนึงก็แล้วกัน คือการทำงานกับตัวเองเนี่ย ใครทำกับตัวเองบ่อยก็จะค่อนข้างคล่อง ทำงานได้ทะลุไม่ต้องการซัพพอร์ตอะไร บางคนมีเพื่อนแล้วก็พอใช่ไหมคะ

แต่ว่าถ้าบางคนรู้สึกว่าเอ้ยเพื่อนกับคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดเนี่ย เรื่องบางเรื่องมันจะทำให้บานปลาย มันจะทำให้ให้แยกกันไปทั้งพวง

การมีใครสักคนที่ไม่ได้รู้จักคุณเลย

แล้วก็มานั่งอยู่อย่างอย่างมีมาตรฐานวิชาชีพอ่ะ มันก็เป็นพื้นที่เคลียร์ๆดี คุณไม่ต้องกังวลเลย คุณพูดเรื่องอะไรก็ได้ แล้วเก็จะไม่จัด้วยใช่มั้ยคะ ถ้าเกิดจะให้คุณหลุดพูดถึงคำแนะนำเนาะ สำหรับคนที่อาจจะติดกับดักอะไรบางอย่างในชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน การใช้ชีวิต เรื่องอะไรก็ก็ตามเนี่ย อยากให้คำแนะนำเขายังไงบ้างคะ คำแนะนำของเก็คือถ้ารู้สึกว่าติดกับดัก เชียร์ให้ดูดีดีเลยว่ากับดักตัวเองหน้าตาเป็นยังไง

>> อื >> แล้วมันมันล็อคเราตรงไหน อนุญาตให้ตัวเองหาวิธีเอามันออก หรือออกมาจากมันเอ่อเราพูดมันฟังดูเหมือนแบบเอ๊ะมันจับต้องไม่ได้ เพราะว่าเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่ากับดักของแต่ละคนเนี่ย มันมันคืออะไร บางคนเป็นกับดักความสัมพันธ์ ไม่รู้วิธีที่จะอยู่ในความสัมพันธ์ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมงาน หรือกับคนใกล้ชิด บางคนกับดักของตัวเอง คือการที่ไม่มีความสามารถในการจัดการอารมณ์

>> อ >> ค่ะ >> แล้วจริงๆอยากเป็นเพื่อนกับทุกคนมากเลย แต่แบบโกรธเมื่อไหร่ หรือรู้สึกไม่มั่นคงเมื่อไหร่อ่ะ แฉลบจิกกัดกแต่จริงๆอยากอยากให้ทุกคนรักนะ แต่ไม่รู้ตัวเพราะว่าจัดการอารมณ์ตัวเอง

>> ไม่ไหว >> หรือบางคนกลับดักอาจจะเป็นวิธีการที่เราไม่สามารถจัดการความเครียดสะสมของตัวเองได้ บางคนไม่รู้นะคะว่าที่เราชอบแซะ ชอบไปกัด ชอบแบบประชดประชันคนอื่นน่ะ บางทีมันอาจจะมาจากความเบิร์น out หรือความเครียดสะสมก็ได้ เพราะนั่นคือในในอาการของมัน เพราะฉะนั้นการจัดการความเครียดบางทีมันก็ทำให้เราแบบ

>> เออได้อย่างที่เราอยากได้ ไม่รู้เหมือนกันว่ากลับดักคุณอยู่ตรงไหน

คือเรื่องอะไรก็แล้วแต่อยากให้คุณดุจดาวฝากบริการแล้วกันค่ะ ปัจจุบันนี้ทำอะไรยังไงอยู่บ้างคะ

ก็เราทำบริษัทชื่อ Empathy Source ค่ะ เราก็จะมี 2 section Se section section นึงก็คือเราเข้าไปในองค์กร

>> ค่ะ >> เข้าไปในองค์กรเพื่อทำ Workshop หรือว่าให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของ empatic communication

>> อื การสื่อสารระมังให้มันมีพื้ฐความเข้าอกเข้าใจ หรือว่าเรากันยังไง หรือตั้งคำถามแบบไหน ฟังกันยังไง เพราะเราคิดว่าถ้าความ

ความเข้าใจมันเกิดขึ้นในที่ทำงานเนี่ย ความบาดหมาง หรือความเครียด หรือความขัดแย้งมันก็น้อยลง หรือเรื่อง pychological safety อะไรพวกเนี้ยค่ะ ที่มันจะเป็นการดูแลใจเชิงป้องกันให้กับคนทำงาน

แต่คิดว่ามันมีทักษะบางอย่างที่ทำให้เราอ่ะ

ไม่ต้องเบียดเบียนใจกันมากขนาดนั้น แต่ก็จะมีอีก section นึงค่ะ ชื่อโสsmิ เป็นพื้นที่ที่เราให้บริการทางสุขภาพจิต ก็คือให้บริการจิตวิทยา ที่ปรึกษาให้เรื่องของจิตบำบัด ละครบำบัด เต้นบำบัด ดนตรีบำบัดอะไรแบบเนี้ยค่ะ

ให้คนที่อ้าบางทีใจถูกเบียดเบี้ หรือใจมีประเด็นอะไร แล้วต้องการการทำงานแบบตัวต่อตัว

ก็สามารถที่จะแบบมาใช้บริการกับผู้เชี่ยวชาญที่โซsmิก็ทำสิ่งนี้อยู่ค่ะ

ใครที่สนใจก็สามารถไปใช้บริการได้นะคะ

>> ใช่ ใครสนใจก็เสิร์ช so หรือว่า Smit ก็ได้ค่ะ

>> ค่ะ วันนี้ก็ต้องขอบคุณคุณดุจดาวเป็นอย่างสูงนะคะ หวังว่าคลิปนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนนะคะ วันนี้ขอบคุณมากเลยค่ะ

>> ขอบคุณมากเช่นกันค่ะ [เพลง] [เพลง] [เพลง] [เพลง]