📱

Get Our Mobile App

Take your business learning on the go!

Download on the App StoreGet it on Google Play

ประชาธิปไตย2สี Iปิยบุตร แสงกนกกุล I 2 น้อยไป 2 มากไปDilemma พรรคส้ม Vs จริยธรรม “ผิดปกติใหม่”

matichon tv1:23:07

Transcription

ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้สลบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองใช่ไหมครับ เหตุคืออะไรเสนอ ร่างกฎหมายใช่ไหมครับ ไอ้กฎหมายนี้ยังไม่เคยแม้กระทั่งบรรจุอยู่ในวาระการประชุมเลย แล้วมันจะล้มล้างการปกครองได้อย่างไร วางแนวไว้ซะอย่าลิอาจเสนอกฎหมายแบบนี้ >> คือนิดเดียวก็ไม่ได้นิดเดียวตัดหัวเลย >> ซึ่งอันนี้เป็นความกลัว กลัวจนเกินเหตุนะ ในความเห็นผมอ่ะ มันก็เลยกลายเป็นไอ้คำเดียวเนี่ย ไอ้ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตอนนี้มันส่งพลานุภาพไปมั่วเลยครับ >> เพราะมันกว้างขวาง >> กว้างขวางจนมันอยู่ พอมันกว้างขนาดเนี้ย ผลที่ตามมามันคืออะไรคุณสกิ ใครที่มีอำนาจ น่ะในการบอกคนนั้นก็คุมประเทศไทย กฎหมายแบบนี้ห้ามเสนอ >> ครับ >> โดยที่ไม่มีมาตราอะไรห้ามนะในรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนจะเกิดความรู้สึกแล้วว่าอย่าไป ยุ่ง ยุ่งแล้วซวยแล้วต่อไปนักการเมืองไทย ก็จะแคบลง แคบลง แคบลง แคบลง จากนักการเมือง ผู้มาจากการเลือกตั้งที่รับอานัสจากประชา ชนมาคิดมาอ่านมาทำอะไรต่างๆทั้งในทาง เศรษฐกิจทั้งในทางการเมืองก็จะถูกบีบ บังคับให้นักการเมืองกลายเป็นเจเว็ดครับ ทำแต่เรื่องแบบปัดกวาดเช็ดถู และเอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อหาเศษหาเลยกับงบประมาณแผ่นดิน แล้วคนไทยก็จะเกลียดนักการเมืองต่อไปว่า เรามีแต่นักการเมืองประเภทนี้

สวัสดีครับ 44 อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกลนะฮะ ซึ่งในจำนวนนี้ 10 คนเป็น ส.ส. พรรคประชาชน กำลังจะถูก ปปช. ยื่นศาลจริยธรรมนะฮะ จากการเสนอแก้ไข เข้าชื่อแค่เข้าชื่อนะฮะ เสนอแก้ไขมาตรา 112 นะฮะ แล้วก็ต่อมา 3 นยุทธพรรคตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไปแล้ว ผลกระทบอันนี้นะ มันมีทั้งในแง่ของการทำหน้าที่ของ ส.ส. ซึ่งอาจจะถูกแขวน ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านนะฮะ ว่าใครจะเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคของพรรคประชาชน ขณะเดียวกันมันก็จะมีผลกระทบทางอ้อม หรืออาจจะเรียกว่าไม่อ้อมอ่ะ ก็ตรงๆ พอสมควรนะครับ ในแง่ที่ว่ามันอยู่ในภาวะที่พรรคประชาชน ค่อนข้างจะถูกวิจารณ์ว่าวรรคพวงศ์แล้วก็ เหมือนกับเอ่อมัวแต่บางคนก็ว่าเมาหมัดกับ การแพ้เลือกตั้งแล้วก็ดูเหมือนว่าการแสดง บทบาทก็กำลังมีความสับสนเคว้งคว้างอยู่ บ้างนะ คุณเท้งจะเป็นหัวหน้าพรรคต่อมั้ย ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป ถ้าถูกแขวนจะทำกันอย่างไร จะลาออกแล้วจะเลื่อน ส.ส. ขึ้น อะไรต่างๆ เหล่านี้ฮะ มันเป็นประเด็นซึ่งเป็นปัญหากับทั้งพรรคประชาชน และจริงๆ มันก็เป็นปัญหากับระบอบประชาธิปไตย

วันนี้มาคุยกันนะครับกับอดีตเลขาธิการ พรรคอนาคตใหม่นะฮะ แล้วก็รู้กันอยู่ว่านะฮะ เป็นแกนนำทางความคิดคนสำคัญของพรรค สวัสดีครับอาจารย์ครับ >> สวัสดีครับคุณอธิกิจครับ >> ก่อนจะมาเริ่มเรื่องคดี 44 ส.ส. เนี่ยนะฮะ >> ครับ >> ลองอธิบายเรื่องศาลจริยธรรมหน่อย เพราะว่าผมก็ผมพอเริ่มต้นอย่างนี้ได้มั้ยว่า จริงๆ แล้วเนี่ย รัฐธรรมนูญ 40 รัฐธรรมนูญ 50 เนี่ย ใช่มั้ยฮะ มันใช้กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง >> ใช่มั้ฮะ รวมถึงองค์กรอิสระ รวมถึงศาลอะไรต่างๆ เนี่ย >> โดยไปที่วุฒิสภา >> 40 นี่วุฒิสภามาจากเลือกตั้งทั้งหมด 50 เนี่ย >> ครับ >> สัหามาครึ่งนึงใช่มั้ฮะ แล้วก็กระบวนการ มันเหมือนมันกอปมาจาก impeachment ของของอเมริกา ของฟิลิปปินส์อะไรอย่างงั้นน่ะ >> แต่สุดท้ายแล้วพอ 60 >> มันแหกมาเป็น >> ศาลธรรมเฉยเลยใช่มั้ฮะ ซึ่งแล้วก็กลายเป็นแบบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญเนี่ยไปเขียนมาตรฐานจริยธรรมขึ้นมา แล้วใช้กับทุกคน >> อย่างเงี้ยครับ >> ใช่มั้ฮะ >> ผมคิดว่าเอาเฉพาะกรณีไอ้คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเนี่ย อย่างที่คุณอทึกเรียนเมื่อสักครู่นะ ก็เข้าใจถูกต้องเลย คือเมื่อก่อนเนี่ยเรามีระบบการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งนะครับ โดยสมาชิกวุฒิสภา ถ้าหากเป็นเรื่องเอ่อจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ เอ่อมีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ เป็นเรื่องทุจริต เป็นเรื่องผิดกฎหมายอาญา เขาก็จะส่งไปที่ ปปช. เราเป็นคนทำ แล้วส่งไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง >> ส่วนถ้าเป็นเรื่องของการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบ อันเนี้ยก็จะไปสู่การถอดถอนนะครับ ก็จะ เป็นใช้วิธีให้ประชาชนเข้าชื่อ หรือสมาชิกเสนอเอ่อเข้าชื่อมานะครับ แล้วก็ส่งไปให้วุฒิสภาเป็นคนถอดถอน ก็พูดง่ายๆ คือมันเป็นมาตรการในทางเป็นกระบวนการตรวจสอบในทางการเมืองนะครับ มันไม่ใช่ในทางกฎหมาย แต่ถ้าเป็นคดีอาญาก็ไปศาลฎีกา เพราะฉะนั้นในคดีอาญา แต่ถ้าเป็นเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง เรื่องของขัดรัฐธรรมนูญมั้ย ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญมั้ย อันเนี้ยให้ไปวุฒิสภาเป็นคนถอดถอน นี่คือระบบที่ 40 50 ทำมา ทีนี้มันก็เกิดปัญหากันว่าเดี๋ยว สว. มาจากไหน สว. แต่งตั้ง สว. เลือกตั้ง สุดท้าย สว. เป็นพวกเดียวกันมั้ย บางคนก็บอกว่า อ้าวแล้วตกลงมันถอดกันได้จริงเหรอ ที่ผ่านมาก็ถอดไม่ได้ ในเมื่อนักการเมืองมีความประพฤติผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างนี้ ทำอย่างไรดี หรือมาในนามของแคมเปญของการโหวตรับรัฐธรรมนูญ 60 ว่ารัฐธรรมนูญปราศจากโกง >> มันก็เลยมาสร้างไอ้มาตรฐานจริยธรรมอันเนี้ยขึ้นมานะครับ ซึ่งผมเห็นว่าที่เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 เนี่ย มันมีปัญหาในทางกฎหมายอยู่ 5 ประการ ประการที่ 1 ครับ คือพอ มันเป็นเรื่องจริยธรรมเนี่ย มันคือจริยธรรมของแต่ละองค์กร โดยหลักแล้วเขาก็จะต้องให้องค์กรแต่ละองค์กรเป็นคนออก มาตรฐานเอง >> อื >> และก็จะให้องค์กรนั้นแหละเป็นคนวินิจฉัยเอง มันเหมือนจรรยาบรรณวิชาชีพอ่ะครับ เหมือนมาตรฐานจริยธรรมว่า อ่ะนี่สภาผู้แทน นี่วุฒิสภา นี่องค์กรอิสระ นี่ศาล พวกคุณควรครองตนอย่างไร พวกคุณควรทำอะไรที่ไม่ให้ผิดจริยธรรมนะครับ เสร็จแล้วถ้าหากมีการฝ่าฝืน ก็ให้องค์กรนั้นแหละพิจารณากันเอง แต่ของเราปรากฏว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนเขียน แล้วใช้กับทุกคนเลย ในขณะขณะเดียวกัน ก็ให้ศาลฎีกาเป็นคนชี้้นะครับว่าใครฝ่าฝืน มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง กลายเป็นองค์กรตุลาการ >> ต้องมาทำหน้าที่ชี้ขาดว่าใครทำผิด จากเดิมองค์กรตุลาการเนี่ยทำหน้าที่ชี้ขาดว่าใคร ทำผิดกฎหมาย ใครทำผิดคดีแพ่ง คดีอาญา นะไอ้นี่ต้องมานั่งชี้ขาดว่าใครทำผิดจริยธรรม นี่คือปัญหาข้อที่ 1 ปัญหาข้อที่ 2 คือ ไอ้คำว่ามาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เราลองไปเปิดดูสิครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนมา มันจะเป็นถ้อยคำกว้างๆ อ >> ทีนี้พอมันเป็นถ้อยคำกว้างๆ เวลาปรับใช้ ว่าพฤติกรรมไหน การกระทำใดถือว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงเนี่ย มันก็เกิดความไม่คลุมเครือไม่ชัดเจน >> ครับ >> ผู้อยู่ภายใต้มหาจริยธรรมเขาควรจะต้องรู้ ล่วงหน้าว่าการกระทำแบบนี้ผิดจริยธรรม เขาจะได้ไม่ทำการกระทำแบบนี้ผิดจริยธรรม เขาจะได้ไม่ทำ อย่างน้อยๆ มันต้องพอคาดการณ์ได้ คนที่อยู่ภายใต้กฎหมายเขาต้องคาดการณ์ได้ ว่าเฮ้ยฉันทำแบบนี้แล้วฉันผิด ฉันทำแบบนี้แล้วฉันจะมีโทษ มันเป็นหลักกฎหมายฮะว่าไม่มีความผิดไม่มีโทษไม่มีกฎหมาย แต่ตอนเนี้ยคนที่อยู่ภายใต้มาตรฐานจิตธรรมทั้งหมด ไม่สามารถรู้ได้เลย ทุกวันนี้เดาเอาจากคดีที่เกิดขึ้นแล้ว >> ใช่ >> หรืออย่างน้อยก็ระมัดระวังตัวเองไว้ก่อน แล้วกันเรื่องนั้นปกปิดให้มิตร เรื่องนี้อย่าทำ เรื่องนู้นอย่าทำ มันไม่มีความชัดเจน พอมันไม่มีความชัดเจนปุ๊บ พอไปถึงศาล เอะอะอะไรก็มีคนร้อง เอะอะอะไร ปปช. ก็ส่งไป พ่อไปถึงศาล ศาลเวลามาตัดสินเนี่ย อันนี้ด้วยความเคารพกับองค์กรตุลาการ ผมเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาจำนวนมากก็จะงงๆ เหมือนกันว่า เฮ้ยแล้วจะตัดสินยังไงวะ ไอ้อย่างนี้เรียก ว่าผิดจริยธรรม >> มันไม่เหมือนองค์ประกอบในทางกฎหมายอาญา เห็นมั้ พอเป็นองค์ประกอบทางกฎหมายอาญา เราก็จะรู้เลยว่าผู้ใดฆ่าผู้อื่น ผู้ใดลักทรัพย์อย่างไรเรียกว่าลักทรัพย์ >> ดูตามเรียบร้อยจบ ไอ้นี่มันผิดจริยธรรมมันดูไม่ออก >> ทั้งคนตัดสินก็ดูไม่ออก ทั้งไอ้คนถูกตัดสินก็คาดเดาไม่ถูกว่าอย่างไหนเรียกว่าผิดไม่ผิด ไอ้อย่างนี้มันกระทบหลักกฎหมายคือ คนจะถูกลงโทษต้องรู้ คนจะรู้ว่าทำอะไรผิดต้องรู้ก่อนว่าอย่างนี้เรียกว่าผิด >> ครับ >> นะฮะนี่คือปัญหาประการที่ 2 ปัญหาประการที่ 3 คือ อัตราโทษมันสูงจนเกินไป ณวันเนี้ย โทษก็คืออะไรครับ ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต >> ในขณะที่การกระทำไหนผิดจริยธรรมยังดูไม่ค่อยออกเลย >> แต่โทษมันกลับร้ายแรงมาก ผมลองเทียบกับ ป.อาญา 288 สมมุติเราเขียนว่า ป.จริยธรรม ประหารชีวิต >> อ >> ทุกคนคงจะงงแน่นอน >> อือ >> แต่ 288 ป.อาญาคืออะไร ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก็เลยมีโทษประหารชีวิต ไอ้คนมันรู้เนี่ย ฆ่าผู้อื่นคืออะไร โดยเจตนาคืออะไร แต่ผิดมันคืออะไรเรายังไม่รู้ แต่ประหารชีวิตทางการเมืองทันที ก็คือการกระทำที่เป็นเหตุกับผลเนี่ย มันไม่ได้สัดส่วนกัน >> ครับ >> ประการต่อมาคืออะไรครับ ก็คือเรื่องของ ผมเรียกว่าการกระทำเดียวต้องรับโทษหลายสถาน >> อื >> เราลองดูตัวอย่างสิครับ บางคนถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ์ อื >> ก็มาถูกจริยธรรมอีกเพื่อให้ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต การกระทำเดียวกัน บางคนเป็นนายก เป็นรัฐมนตรี ถูกเอาออกจากตำแหน่งนะครับ เพราะว่ามีปัญหาเรื่องจริยธรรม แต่เสร็จแล้วถ้าเกิดมีใครไปร้อง ปปช. แล้ว ปปช. มันเล่นต่อไปถึงที่ศาลฎีกา อ่ะ คุณก็จะถูกลงโทษอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้จะพ้นจากตำแหน่ง กลายเป็นตัดสิทธิ์ตลอด >> อันนี้อย่างเคสของคุณอุ้งอิ้ง >> ผมไม่แน่ใจว่ามีคนไปร้อง ปปช. ทำไมไม่เข้าใจว่ามีถูกมั้ยฮะ ตอนนี้คุณพ้นจากตำแหน่งจากนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ถูกมั้ยฮะ ก็จบกันไป ถูกมั้ยฮะ แต่ว่าก็มีคนไปร้อง ปปช. อีกว่าไอ้สิ่งที่ทำอ่ะ มันผิดจริยธรรมร้ายแรงนะ ดังนั้นควรจะต้องดำเนินคดีต่อที่ศาลฎีกา เพื่อให้ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เหมือนกับพรรคก้าวไกลเขาถูกยุบพรรคฐานล้มล้างการปกครอง กรรมการถูกตัดสิทธิ์ แล้วก็มีการมาตามอีก ว่าไอ้ 44 สส. ที่ไปเสนอร่างกฎหมายเนี่ย ผิดจริยธรรมร้ายแรงด้วย >> อือ >> ดังนั้นก็ต่อไปที่ ปปช. ปปช. ส่งไปที่ศาล มันกลายเป็นการกระทำกรรมเดียวต้องรับโทษหลายสถาน และปัญหาประการสุดท้ายของตอนเนี้ย จากการที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้มาแล้ว ทดลองใช้กันมาประมาณ 8-9 ปีเนี่ยนะครับ มันทำให้เกิดระบบที่เรียกว่ามีศาล 2 ศาลมาตัดสินเรื่องเดียวกัน >> คือตอนนี้คือศาลฎีกาเนี่ยมันชัดอยู่แล้ว เาเขียนเอาไว้ชัดก็คือ >> ถ้าใครทำผิดทำร้ายแรงให้ไปที่ ปปช. แล้ว ปปช. ส่งศาลฎีกา อันนี้เเขียนไว้ชัด แต่สหรัฐธรรมนูญเนี่ยมันมาจากการที่ว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบรรดา รัฐมนตรีและ ส.ส. เนี่ย มันไปเขียนเรื่องซื่อสัตย์สุจริตและเป็นที่ประจักษ์ และห้ามฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง >> อื >> ไอ้ตรงเนี้ยมันก็เลยมีคนเข้าชื่อ ส.ส. บ้าง นักร้องบ้าง เข้าชื่อกันส่งไปที่ศาล เพื่อบอกว่าคนๆ นี้ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม เอาออกจากตำแหน่ง เห็นมั้ยทีนี้ศาล 2 ศาลมันเรื่องเดียวกัน แต่มันไปศาล 2 ศาล คุณอธิกิจคงจำได้ดี มันมีเรื่องนึงเกิดขึ้นแล้วนะครับ คืออะไร เรื่องถือหุ้นสื่อ >> อื >> ถ้าคุณไปศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญโอ้โห เข้มมาก พอไปศาลฎีกา เฮ้ยไม่ใช่ เพราะมันไปสอนสงสาร เพราะอะไร เพราะถ้าคุณก่อนลงเลือกตั้ง >> อื >> มีคนไปร้องศาลฎีกา หรือ กกต. ตัดสิทธิ์แล้ว คุณไปสู้กันที่ศาลฎีกา ว่าคุณถือหุ้นสื่อเนี่ย ศาลฎีกาพิจารณา >> แต่ถ้าเกิดคุณมาเป็นแล้ว แล้วมีคนไปตรวจพบว่าคุณถือหุ้นสื่อ เขาก็จะร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ มันก็เกิดศาล 2 ศาล แต่ไอ้นี่อย่างน้อยกฎหมายมันเขียนนะ >> แต่ไอ้ไอ้ระบบเรื่องมหาจริยธรรมเนี่ย มันเป็นการตีความที่หลังๆ มีการบอกกันว่า ถ้าคุณพฤติกรรมขาดจริยธรรมเนี่ย เราจะส่งให้ศาลธรรมนูญปลดคุณออก พอปลดคุณออกเสร็จปุ๊บ คุณอาจจะโดนร้อง ปปช. ต่อ แล้วก็ส่งไปศาลฎีกาอีกนะฮะ พอศาล 2 3 มันตัดสินแล้วเกิดตัดสินไม่เหมือนกัน ทำไงอ >> ตกลงแล้วเกิดอะไรขึ้นนะฮะ นั่นแล้วเท่านั้นไม่พอ คุณอนุกิจในระยะหลังมันไปกันถึงขนาดที่ว่า วันดีคืนดีคุณถูกสามนให้พ้นจากตำแหน่ง ด้วยเรื่องจริยธรรม แล้วต่อไปคุณก็ไม่มีใครกล้าตั้งคุณกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีก ทั้งๆ ที่ลองไปดูสิครับ ลองไปดูได้เลย วันที่คุณเศรษฐาพ้นจากตำแหน่ง หรือแม้กระทั่งคุณแพทองธารพ้นจากตำแหน่ง โดยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ไม่มีที่ไหนเขียนนะครับ ว่าเขาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต >> อืใช่ >> แต่ไม่มีใครกล้าตั้งกลับมาแล้ว >> อื >> ไม่มีใครกล้าเสนอชื่อแล้ว เพราะกลัวว่าเดี๋ยวคนตั้งโดนผิดจริยธรรมอีก เพราะไปตั้งคนที่ผิดจริยธรรม >> แล้วความไม่ชัดเจนของมันเนี่ย อย่างเช่น คุณสุดาวันเนี่ย >> เอ่าอย่างเนี้ย >> ก็เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ทั้งที่ >> ยังยังไม่มีใครชี้้นะ >> แต่แต่คนตั้งกลัวแล้ว เพราะเดี๋ฉันตั้งเอง ไปฉันผิดจริยธรรมด้วย >> มันก็เลยกลายเป็นไอ้คำเดียวเนี่ย ไอ้ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมทำอย่างร้ายแรง ตอนนี้มันส่งพลานุภาพไปมั่วเลยครับ >> เพราะมันกว้างขวาง >> กว้างขวางจนมันอยู่ พอมันกว้างขนาดเนี้ย ผลที่ตามมามันคืออะไรคุณอสกิจ ใครที่มีอำนาจ น่ะในการบอกคนนั้นก็คุมประเทศไทย อเพราะอะไรครับ เอ็งอยากเสี่ยง เอ็งร้องซิ ไม่มีใครห้ามร้อง แต่เดี๋ยวถ้ามีคนร้อง เอ็งโดน คนก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะคนไม่กล้าเสี่ยง ต่อไปก็คือก็มี 2 วิธี 1 เลิกเล่นการเมืองไปซะ กับอีกวิธีนึง สวามิภักดิ์ระบบอำนาจนี้ซะ เอ็งเป็นคนของใคร เอ็งก็จะไม่โดน เห็นมั้ยฮะ นี่พลานุภาพของไอ้คำว่ามาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่คุยกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงเนี่ย ใช้กันมา 8-9 ปี สภาพการตอนเนี้ยมันเป็นความไม่แน่นอนชัดเจนในระบบกฎหมาย >> ครับ >> ในขณะที่บรรดานักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งก็เหมือนไก่ที่อยู่ในเข่งอยู่ในเร้าใช่มั้ครับ เวลาใครมาเป็นก็ร้องกันไป ร้องกันมาร้องกันมาร้องกันไป ยื่นดาบให้บรรดาพาองค์กรเหล่าเนี้ยเชือดไก่ทีละตัว ทีละตัว แล้วก็เลือกกันซะว่าไก่ตัวไหนจะไปสวามิภักดิ์อำนาจ เอ็งก็ไม่โดนนะฮะ ระบบมันเป็นแบบนี้ครับ ก็ปัญหาที่มันเกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็คือว่า คนก็ไปยอมรับด้วย เพราะมันไปเล่นงานคนที่ตัวเองไม่ชอบ อย่างเช่นกรณีคุณปริณา >> ครับ >> จริงๆ คดีลุกปากแกไปถึงไหนแล้วผมจำไม่ได้ล่ะ >> คดีอาญามันยังไม่มีอะไรชัดเจนเลย >> ครับ >> มันเป็นที่สรรพก มันเป็นอะไรต่างๆ เราก็มันมีความซับซ้อนในเรื่องคดีมั้มาก >> ครับ >> กลายเป็นแบบ ศาลเราผิดเจริญธรรมไปเรียบร้อย >> ฮะ หรือกรณีคุณพรณิกาวิชยเนี่ย เป็นเรื่องในอดีตในสมัยที่เค้าเป็นนิสิต >> อื >> ณวันที่เค้ามีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเนี่ย วันนั้นยังไม่มีมาตรฐานจริยธรรมเลย >> อื >> วันนั้นกดใช้ย้อนหลัง >> วันนั้นยังไม่รู้เลยครับว่าเขาจะมาเป็น สส. เปล่า >> อื เจริญแสดงว่าจริยธรรมมันใช้ได้ตั้งแต่ตอนคุณช่ออายุ 5 ขวบ >> ถูกต้อง เนี่ยนอกจากการกระทำอะไรที่ผิดจะได้ทำ ยังไม่รู้เรื่องเวลาด้วยครับ เกิดคุณไปทำตอนคุณเป็นเด็กน้อยอายุ 17 18 20 25 แล้วอยู่ดีๆ อีก 15 ปีให้หลังคุณเป็นรัฐมนตรี มันไปขุดเรื่องนั้นกลับมาอ >> ทั้งๆ ที่เาออกษาธรรมเพื่อให้ใช้กับคุณตอนคุณเป็นนักการเมือง >> ไอ้นี้เอาไปใช้ตั้งแต่เด็กเลย >> คือไม่ต้องพูดถึงว่าเรื่องนี้มันก็ไม่ควรที่จะผิดอยู่แล้วด้วยครับ มันเป็นการแสดงความเห็นครับ >> เพราะฉะนั้นสุดท้ายเนี่ยที่คุยๆกันว่า เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงอ่ะสุดท้ายก็คือมัน เป็นเครื่องมืออันทรงพลานุภาพให้กับบรรดา ที่ผมชอบใช้คำเนี้ยกลุ่มคนที่ถือใบอนุญาต ใบที่ 2 เนี่ย >> ในการจัดการนักการเมือง นักการเมืองก็มีทางเลือกอยู่ 2 ประการ ประการที่ 1 เลิก เลิกแล้วไปทำอย่างอื่น ใช้ชีวิตให้มีความสุข >> ใช่ >> กับอันที่ 2 คือสวามิภักดิ์อำนาจ แล้วคุณก็จะไม่โดนคน >> ก็ขนาดมี สส. ภูมิใจไทยที่กระบี่ >> ครับ >> ที่โดนเรื่องอะไรฮะ คือครองที่ ปปท. >> ครับครับ >> แกก็ไม่ลงแล้ว >> ครับ >> ก็คือ >> ใช่มั้ >> ก็จะไปตัดสินทำยังไง เห็น ปปช. ยื่นไปแล้ว >> ครับ >> แต่สิทำไงก็แกก็บอกแกก็โต้เถียงอีกอย่าง นะแต่หมายถึงว่าถ้าสมมุติแกครอบครองที่ดินนั้นจริงอ่ะ >> ครับ >> ก็เป็นไล่ฟ้องก็เอาสิ >> ครับ >> ทีนี้จะมาเจทำอะไร >> ครับ >> เนี่ยแล้วแบบเนี้ยเราเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตอนที่เค้าครอบครองเนี่ยตอนนั้นเค้า มาดำรงตำแหน่ง ส.ส. หรือยังอ่า >> ถูกมั้ฮะ ไอ้สิ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีตเนี่ย มันต้องใช้กับที่เค้าเป็นด้วยหรือ เป็นของเคยภรรยาเค้าเป็นมาตั้งนานแล้ว มันเป็นป่าป่ามันเป็นป่าเสื่อมโทรมมาตั้ง 30 ปีแล้วอะไรอย่างเงี้ยครับ >> แล้วมันผิดจริยธรรมเพราะว่าผมอ่าน ปปช. บอกว่า >> ครับ >> เพราะว่าคุณเป็น สส. แล้วควรจะมีคุณควรจะสละที่ดินให้ผู้มียากไร้ เอ้ยผู้ผู้ยากไร้ >> ครับ >> คือตอนเนี้ยมันกลายเป็นว่าไอ้มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ผลิตขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ 60 เนี่ย จากสิ่งที่โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นมาตรการปราบโกง มันกลายเป็นอาวุธทรงพลานุภาพของกลุ่มผู้ถือใบอนุญาตที่ 2 ในการคัดเลือก ว่าใครควรจะมาเป็นนักการเมือง เป็นผู้แทน เป็นรัฐมนตรีในระบอบนี้ >> มันมีข้อนึงที่ผมสงสัย ผมก็ไม่ได้ตามละเอียด >> ครับ >> ศาลจริยธรรมเนี่ยไม่เหมือนศาลฎีกา นักการเมือง หรือศาลรัฐธรรมนูญใช่มั้ฮะ ผมไม่เห็นมีคำวินิจฉัยส่วนตัวอะไรเลย >> คือ >> ใช่มั้ยมาคลุมอย่างเดียว >> ครับถูกต้อง >> เป็นคำคำวินิจฉัยคำตัดสินแบบที่คลุมมาก เพราะมัน >> เหมือนกับอธิบาย >> ครับ >> ไม่ได้อธิบายอะไรมากเลย >> ครับ คือตอนสมัยศาลฎีกามาตัดสินนักการเมืองเนี่ย ในสมัยก่อนเนี่ย และตอนปัจจุบันก็ยังมีอยู่ มันมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วมันก็มีศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกาบณีแผนกแผนกคดีเลือกตั้ง อันนั้นไปจัดการเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ใบเหลือง ใบดวง ใบแดงอะไรว่าไป หลังจากกหลังจากประกาศกฎเลือกตั้งไปแล้ว แต่สถานีแผนกคดีอาญานักการเมืองเนี่ย คือจัดการคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาจะมีองค์คณะเฉพาะของเขาเลยทำหน้าที่เรื่องนี้ แต่ 60 เนี่ยมันเพิ่มมาอีกอันนึงก็คือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง >> ก็คือให้ ปปช. ชี้แล้วก็ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เขาก็จะเลือกองค์คณะมา >> 9 คนเหมือนเดิมเหมือนดำ >> ผมเข้าใจว่าไม่ถึง 9 นะ >> ไม่ถึงเหรอ >> ไม่ถึงนะถ้าผมไม่ผิด >> ชื่อเก็ไม่ลงด้วย >> ผมจำไม่ผิดดูคดีของคุณช่อตอนนั้นรู้สึกจะมี 5 คนเหรอฮะ >> อืน่าจะไม่ถึงต้องอันนี้อันนี้ไม่แน่ใจ ต้องไปเช็ค แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเนี่ย มันล็อกคไว้แล้วนะครับว่าเป็นใคร >> นะครับ เพราะฉะนั้นรอบเนี้ยมันเลยเป็นรอบแปลก อย่างเมื่อก่อนมันมีกฎหมายวิธีพิจารณาความเขียนเขียนเอาไว้ว่า ตุลาการ เอ่อผู้พิพากษาแต่ละท่านต้องมีคำวินิจฉัยส่วนตน ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความเห็นส่วนตนใช่มั้ย แต่เนี่ยมันเป็นสถานฎีกาที่ถ้าพูดกันตามตรง กฎหมายวิธีพิจารณา ยังไม่มีออกเลย อาจจะมีการใช้ระเบียบในที่ประชุมใหญ่ศาลออกมาเป็นวิธีพิจารณาอะไรว่าไป ผมพูดด้วยความเคารพกับบรรดาท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วยนะ ผมเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาศาิกาจำนวนมากก็ไม่ได้อยากมาตัดสินคดีแบบเนี้ย แต่รัฐธรรมนูญมันบังคับให้เขาตัดสิน เพราะผมว่าพอวันที่ประกาศใช้ฉบับผมว่าศาลฎีกายังงงเลยนะว่าตกลงแล้วคดีนี้มันอะไร อ่ะ อย่างพอเป็นคดีอาญานักการเมืองมันยังชัดไง คุณอธิกฤติผิด 157 ผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดฐานรับสินบาทฆ่าสินบน มันมีกฎหมายอาญาเขียนอยู่ แต่ไอ้นี่มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เฮ้ยองค์ประกอบความผิดเป็นอะไร บรรดานักกฎหมายที่เรียนหนังสือมาทุกคน สำคัญที่สุดเวลาคุณจะตัดสินใครแล้วลงโทษใครมันต้องมีเรื่ององค์ประกอบความผิด >> อืถูกมั้ แต่ณวันนี้ผมพูดตรงๆยังไม่รู้เลย องค์ประกอบความผิดของมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงคืออะไร >> ใช่ >> นะฮะแล้วก็มันเพียงแต่อาศัยความเชื่อของคน >> ครับแล้วเวลา >> ศาลเนี่ยมีเจรธรรมสูงกว่าครับ >> มนุษย์ >> ปกติ >> ครับ >> จริงๆเนี่ยผมก็อยากจะเห็นสักครั้งนะผมไม่เห็นด้วยกับให้มันมีไอ้มาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงอย่างนี้หรอกนะ แต่คุณอธิกิจดูสิครับใช้กับทุกองค์กรนะ >> แต่มีแต่นักการเมืองโดนสอยนะฮะ >> นักการเมืองจากการเลือกตั้งด้วยที่โดนสอย แต่ผมอยากดูว่ามันมีผู้พิพากษาศาลอัยการ มีองค์กรอิสระมั้ย หรือแม้กระทั่ง สว. มั้ย ที่โดนเนี่ย ผมเห็นมีแต่เนี่ย สว. พอแต่งตั้งชุดที่แล้วอย่างเงี้ย มันมีมั้ย ไม่มีเลย ใช่มั้นั้นปัญหามันคือ >> ระบบการตรวจสอบเป็นสิ่งที่ต้องมีนะครับใน ประเทศที่ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยเนี่ย ไม่ใช่หมายความว่าเสียงข้างมากทำอะไรก็ได้ >> อ >> มันต้องมีระบบการตรวจสอบถูกต้อง แต่การตรวจสอบนั้นเนี่ยไม่ใช่เค้ามีเอาไว้ใช่ ไว้ใช้ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น แต่มันไม่ใช่มีเอาไว้จัดการนักการเมือง ที่คุณไม่ชอบ >> อื นะแต่ทุกวันนี้มันเป็นการจัดการนักการเมือง ที่พวกคุณไม่ชอบ ในขณะเดียวกันเวลาคุณรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อคุณก็ง่ายนี่ ประเทศนี้ใครด่านักการเมืองถูกเสมอ ใครตำหนินักการเมืองถูกเสมอ เพราะนักการเมืองมีพฤติกรรมที่ไม่ดีก็จริง แต่เวลามันพูด มันพูดจาวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองนี่มัน ง่ายที่สุดในกว่าง่ายกว่าจะวิจารณ์องค์กรอื่นแล้วถูกมั้ แล้วเวลาคุณบอกว่ายกเลิกมาตรฐานจริยธรรม คนก็แบบโวยวาย เฮ้ยจะให้นักการเมืองไม่มีจริยธรรมเหรอ >> อื >> ใช่มั้ย คือเทียบกันโดยที่ไม่ได้ดูเนื้อหา รายละเอียดเลยว่ามันถูกเอาไปใช้เป็น เครื่องมือในการคัดเลือกนักการเมืองที่เจ้าของใบอนุญาตที่ 2 ให้ความเห็นชอบว่าคุณที่เหมาะสมเป็นหรือไม่ ไม่ควรเป็น ไม่ต้องอื่นใด คุณกิจผมเสริมอีกเล็กน้อย กรณีพวกผมเนี่ยผมถูกตัดสิทธิ์ 21 กุมภาพันธ์ 63 มีเสียงพี่น้องประชาชนคนสนับสนุนเราจำนวนมากก็พูด เอ้ยตอนนี้ปี 69 แล้วอีก 4 ปีเอง >> รอวันกลับมา >> ไม่หรอกมาแม่ >> เดี๋มันก็หาเรื่องจริยธรรมได้อีกครับ >> คุณกิจเชื่อมั้ย ถ้ามันยังอยู่แบบนี้นะ >> อื >> สมมุติผมพ้นโทษ 10 ปี สมมุติผมพ้นโทษ 10 ปี คุณธนาธรพ้นโทษ 10 ปี หรือวันหน้าคุณพิธา คุณชัยธวัฒน์พ้นโทษ 10 ปี เกิดมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เดี๋ยวมันก็จะต้องมีนักร้องไปร้องอีกว่า การกระทำในอดีตที่ผ่านมาของคุณฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง >> อื ใช่มั้ เพราะฉะนั้นเนี่ย วันข้างหน้านักการเมืองไทยที่มาจากการก็จะถูกบีบให้วงมันแคบลงเรื่อยๆ แล้วเราลองดูประวัติศาสตร์ถอยหลังกลับไปนะ คุณอิก เอาปี 2 เอาปี 2550 หลังรัฐประหาร 49 เราไล่มาเรื่อยๆ วงเ มันใหญ่อยู่ประมาณเนี้ย >> อือ >> มันก็ค่อยเล็กลงเรื่อยๆล่ะ ค่อยๆเล็กลง เล็กลง เล็กลง >> จากเมื่อก่อนเข้าชื่อเสนอกฎหมายแก้ 112 ได้แล้วสะดุดโดยประธานสภาไม่บรรจุ จำได้มั้ครับตอนปี 53 54 >> 55 >> อ่า 55 ใช่มั้อ่าเสนอไปแล้วประธานสภาตีตก บอกว่าไม่เข้าเกณฑ์ >> ไม่เข้าเกณฑ์หมวด 1 และเอ่อหมวดหมวด 3 เรื่องสิทธิเสรีภาพตีตกไปก็จบไปที่ประธานสภาร่างนี้ก็ไปไม่ถึงฝั่ง แต่ตอนนี้มันพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า อ๋อเอ็งมี สส. เหรอ เอ็งมี สส. แล้ว เอ็งเสนอได้เหรอ เอ็งกล้าเสนอเหรอ >> อื >> ดังนั้นถ้าเสนอมาก็ไม่บรรจุ ประธานก็ดึงไปดึงมาไม่บรรจุ อย่ากันนั้นเลย ระแวดระวังว่าในอนาคตเกิดพวกมันชนะเลือกตั้งอีกแล้ว มันเป็นประธานสภาด้วย มันก็บรรจุวาระการแก้ 112 เข้าสภาได้สิ อย่ากันนั้นเลย ตัดไฟมันแต่ต้นลมดีมั้ย ก็เอาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรค ตัดสิทธิ์เพื่อให้เกิดแนวบรรทัดฐาน >> ครับ >> แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นอีก ก็จะเล่นจริยธรรม ซึ่งกำลังโดนอยู่เนี่ย ถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตทั้งหมด เพื่อจะบอกว่ากฎหมายแบบนี้ห้ามเสนอ >> ครับ >> โดยที่ไม่มีมาตราอะไรห้ามนะในรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนจะเกิดความรู้สึกแล้วว่าอย่าไป ยุ่ง ยุ่งแล้วซวยแล้วต่อไปนักการเมืองไทย ก็จะแคบลง แคบลง แคบลง แคบลง จากนักการเมือง ผู้มาจากการเลือกตั้งที่รับอานัสจากประชา ชนมาคิดมาอ่านมาทำอะไรต่างๆทั้งในทาง เศรษฐกิจทั้งในทางการเมืองก็จะถูกบีบ บังคับให้นักการเรื่องกลายเป็นเจเว็ดครับ ทำแต่เรื่องแบบปัดกวาดเช็ดถู >> และเอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อหาเศษหาเลยกับงบประมาณแผ่นดิน แล้วคนไทยก็จะเกลียดนักการเมืองต่อไปว่า เรามีแต่นักการเมืองประเภทนี้

คราวนี้คดี 44 สส. คือต้องย้อนไปถึงคดียุบพรรค >> ครับ >> ใช่มั้ฮะว่าจริงๆแล้วเนี่ยมันเป็นการ เราก็ยังโต้แย้งอยู่ว่ามันเป็นเรื่องของการ วินิจฉัยที่เกิดเลย >> ครับ >> ใช่มั้ฮะ เพราะว่าจริงๆแล้วมันเป็นไม่ว่า จะเป็นการเอ่อเสนอกฎหมายเสนอแก้ไขกฎหมาย มาตรา 112 แล้วก็การรณรงค์หาเสียง >> ครับ >> ให้ยกเลิกเอ้ยให้แก้ไข >> ครับ >> ใช่มั้ฮะให้แก้ไขซึ่ง กกต. เองก็อนุญาตให้ >> ครับอยู่ในนโยบายอยู่ในนโยบายด้วย >> ดิเบตกันเต็มไปหมด >> ใช่ >> โต้เถียงกันไปก็โต้เถียงกันมา >> ครับ >> ก็เป็นเรื่องเสียงข้างมากเสียงข้างน้อย อะไรอย่างเงี้ย >> คือ >> คือสรุปแล้ว >> กลายเป็นแบบสวนตัดสินว่านี่คือการล้มล้าง >> ครับ >> การปกครอง >> ครับ คือในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย ซึ่งผมวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้วหลายครั้งหลายหนนะ ครับแต่ถ้าให้พูดกันอีกทีก็คือว่า เค้าเอาข้อเท็จจริงหลายๆอันมาผสมผสานกันแก๊ะนะ ครับเช่น สส. เสนอร่าง แล้วเนื้อหาของร่างนั้นเนี่ย เป็นการแก้ไข แต่มันแต่มันไปแก้เรื่องเปลี่ยนหมวด >> ไปแก้เรื่องยกเลิกเอ่อเหตุยกเว้นเอ่อ กำหนดให้มีเหตุยกเว้นความผิดนะครับ เช่น ถ้าเกิดการกระทำใดเป็นการหมิ่นประมาทจริง แต่ว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อเสรีภาพ เพื่ออะไรต่างๆ เนี่ย ถือว่ายกเว้นความผิด คุณไปใส่นี้ไว้นะฮะ แล้วอย่างงี้ไม่ได้ >> ติชมด้วยสุจริต อะไรติดด้วยสุจริตอย่างเงี้ยไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ไปผูกโยงกับ การรณรงค์นอกสภา >> อื ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชื่อเสนอยกเลิก 112 ไปผูกโยงกับการประกันตัว >> ของคนที่โดนคดี 112 คือเอาทุกอันมาโยงนะ ครับส่วนหนึ่งก็เพราะว่าไอ้คนร้องเนี่ย มันเขียนทุกเรื่องปนเข้าไปหมดนะครับ ทีนี้ ศาลแล้วก็บอกว่าเป็นให้ต้องถูกยุบพรรค นะครับแล้วก็ถูกตัดสิทธิ์ แต่ถ้าเราลองดูคำวินิจฉัยจริงๆ เขาไม่ได้บอกว่าการแก้ 112 ทำไม่ได้นะ >> ตุลาการท่านนึงยังเคยไปบรรยายที่ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเลยบอกว่าเขาไม่ได้ ห้ามนะ คุณไปอ่านกันเองแล้วกันว่าแก้ได้แบบไหน >> อื >> นะครับ แต่ผมถามแค่นี้ ถ้าเกิดวันนี้โดนร้องอยู่ที่ ปปช. แล้วจะไปขึ้นศาลเนี่ย ถูกมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเนี่ย ถ้าถูกตัดสิทธิ์กันอีกยกนึงเนี่ย ตลอดชีวิต ใครมันจะกล้าแก้อีกละ เพราะไม่รู้แล้วเดี๋ยวแก้แล้วโดนอีกมั้ย ถูกมั้มันมันคือคำวินิจฉัยของการยุบพรรคครั้งเนี้ย แล้วบอกให้ล้มล้างการปกครองเนี่ย แน่นอนที่สุด คุณยุบพรรคไปเขาก็ย้ายไปอยู่พรรคใหม่ คุณได้ตัดสิทธิ์คุณพิธาซึ่งได้รับความนิยม ออกไปจากการเมือง พรรคประชาชนเขาก็ยังได้รับความนิยมอยู่นะ ก็ว่ากันไป ผมก็ไปลงเลือกตั้งไป แต่สิ่งหนึ่งที่มันส่งผลอานุภาพร้ายแรง คือว่าเรื่องพวกเนี้ย จะไม่มีใครจะไม่มีนักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเข้ามาขยับอีกแล้ว >> อือ >> เพราะมันเห็นพิษภัยของเรื่องนี้ >> อื >> นะครับ

อันนี้แหละที่จะเป็นผลที่สัมฤทธิ์ที่สุด คือกดเพดานลงว่าคุณทำได้เท่านี้นะ ปัญหาของมันก็คือว่า ก็ตั้งคำถามอยู่ว่าในความหมายของสลหมดเนี่ย >> ครับ >> ไอ้ที่ล้มล้างระบอบการปกครองเนี่ย ระบอบอะไร >> ครับ >> อาจารย์รเจตบอกว่านี่คือการทำให้ >> คำว่าประชาธิปไตยในระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ยครับ >> คำว่าประชาธิปไตยมันเรือนรางลง >> ใช่ครับ >> ก็คือก็คืออย่างที่ผมเคยเรียนนะครับว่า ไอ้คำว่าระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเนี่ย มันมีแก่นแกนของระบอบเนี้ยอยู่ 2 ด้านนะ 1 ก็คือประชาธิปไตย 2 พระมหากษัตริย์เป็นประมุข มันขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้นะ >> อือ >> แล้วก็น้ำหนักก็เท่ากันนะ >> อื >> คือไม่ใช่ระบอบพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเฉยๆ และก็ไม่ใช่บอบระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ แต่มันเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข >> มันมีองค์ประกอบสำคัญพื้นฐาน 2 เรื่องนี้อยู่ด้วยกัน และกำลังผสมผสานกันจนมันเป็นระบอบแบบนี้ แต่ปรากฏว่า ณ วันเนี้ย ตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาหลายๆครั้งเนี่ย ทั้งเรื่องของกรณีอ่ากลุ่มผู้ชุมนุมถูกห้ามใช้สิทธิ์ >> อื >> นะครับ แล้วก็กรณียุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 10 ปีเนี่ย อ่านคำวินิจฉัยแล้วเนี่ย ผมมีความเห็นว่าน้ำหนักขององค์ประกอบ 2 อันเนี้มันไม่เท่ากันละอ >> นะฮะมันไม่เท่ากันละนะครับ ดังนั้นเนี่ยพอโยงมาถึงคดีในศาลฎีกาที่กำลังจะเกิดขึ้นเนี่ยนะครับ มันก็จะส่งผลร้ายแรงขึ้นอีก ถ้าหากวันนั้นมาถึงการตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต อีกหลายๆคน ปัญหามันก็คือนี้ครับ เวลา ส.ส. ผู้แทนราษฎรเนี่ย คุณอธุรกิจ เขาทำหน้าที่นิติบัญญัติอยู่แล้วในการเสนอกฎหมาย และประเทศไทนเนี่ยเวลาเสนอกฎหมายมันไม่ใช่ ง่ายๆนะครับอ้าทีละขั้นทีละตอน คุณต้องมี ส.ส. 20 คนขึ้นไปก่อน เอาล่ะถ้าคุณได้เข้าชื่อเกิน 20 คน คุณก็ต้องไปเข้าสภา และคุณก็ต้องไปต่อแถววาระ ซึ่งมีวาระเยอะแยะเต็มไปหมด และบางทีบางวาระเนี่ย ประธานใช้อำนาจในการชี้ด้วยว่า เฮ้ยกฎหมายแบบเนี้ยเข้าไม่ได้ อย่างเช่นตอนนั้นรองประธานคือท่าน สุชาติ ตันเจริญ และประธานคือคุณชวน ก็แสดงมีความเห็นโดยสนับสนุนโดยฝ่ายกฎหมายของรัฐ ของสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าร่าง 112 ของพรรคก้าวไกลเนี่ยเข้าไม่ได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้นร่างนี้ไม่เคยปรากฏอยู่ ในระเบียบวาระการประชุมเลยนะครับ >> ครับ >> มีแค่ ส.ส. ไปยื่นไว้ที่สภา แต่มันไม่เคยถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมเลย แต่เท่ากับการล้มล้างสำหรับผมเนี่ย ผมมองว่ามันไกลกว่าเหตุมาก >> เวลาเราจะวินิจฉัยว่าใครมีความผิดอะไร มันมีหลักการสำคัญก็คือ ภาษาอังกฤษเรียก causation การกระทำที่เป็นเหตุกับผลที่เกิดขึ้น มันต้องใกล้ชิดกัน ผลที่เกิดขึ้นตอนนี้สลบอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครองใช่มั้ยครับ เหตุคืออะไรเสนอ ร่างกฎหมายใช่มั้ย ไอ้กฎหมายนี้ยังไม่เคยแม้กระทั่งบรรจุอยู่ในวาระการประชุมเลย แล้วมันจะล้มล้างการปกครองได้อย่างไร แต่มันคือการขีดเส้นของระบอบ >> ครับ ก็คือต่อไปนี้เอ็งห้ามเสนอเลย >> ระบอบที่เป็นอยู่เนี่ยว่า >> แม้แต่คุณจะเป็นฝ่ายนี้ได้รับเลือกตั้งมา จากประชาชน >> ครับ >> คุณก็ห้ามยุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด >> ถูกต้อง >> ก็ยุ่งเรื่องนี้ปุ๊บนี่เป็นความผิด นี่คือการขีดเส้นว่านี่คือระบอบอะไรครับ >> ล้มล้างการปกครองอะไร >> ใช่มั้ฮะ >> ซึ่งมันเป็นการขีดเส้นอย่างงี้มันก็จะ ย้อนมาใช้ใน >> ในกรณีจริยธรรมว่าเพราะฉะนั้นคุณผิดจริยธรรม เพราะคุณไปแตะเรื่องนี้ครับ >> คือมันทำให้เราเห็นว่ามัน >> เราอยู่ในระบอบแชมป์ตายจริงป่ะ >> ถ้าถ้าพูดเป็นกีฬาสนุกเกอร์แล้วกัน ตอนนี้เรามีแชมป์แล้วกำลังดัง นี่คือวางสนุก >> ครับ >> คือวางสนุกโดยที่ไม่ต้องเขียนอะไรลงไปใน รัฐธรรมนูญเลย ไปดูสักมาตรานึงมีมั้ยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรห้ามเสนอร่างพระราชบัญญัติ ห้ามมิให้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับประเด็นมาตรา 112 >> หรือประเด็น >> สถาบันพระมหากษัตริย์ >> สถาบันพระมหากษัตริย์ >> ไม่มีเขียนสักมาตรา ตรงกันข้ามรัฐธรรมนูญ หมวด 2 แก้ไขได้ด้วยนะ >> เขียนชัดเจนรัฐธรรมนูญหมวด 2 แก้ไขได้ด้วยนะ >> ก็ใช่ >> ถูกมั้ฮะ มันไม่ต้องเขียนครับ ไม่ต้องเขียนเลย แต่นี่คือการวางสนุกไว้แล้ว >> อื >> นะครับ วางสนุกไว้โดยศาลรัฐธรรมนูญว่าเอ็ง อย่ามาแตะแล้วกัน >> นะครับ แล้วถ้าศาลฎีกาอีกรอบนึงเนี่ย โอ้โห คราวนี้ทุกคนก็รู้กันโดยปริยายแล้วว่า อย่าไปยุ่งเลยนะครับ ปัญหามันก็คือที่ผมกำลังบอกว่า >> ระบบของรัฐธรรมนูญเนี่ยมันออกแบบมาอยู่ใน การตรวจสอบการตรากฎหมายเห็นมั้ที่เมื่อ กี้ผมบอกว่าต้องมี สส. 20 คน ประธานเป็นคนบรรจุ ต่อให้บรรจุไปแล้วนะครับคุณอธิกิจ เข้ามาในสภาผู้แทน คุณก็ต้องมีเสียงข้างมากแล้ว ณ องค์ประกอบสภาผู้แทนราษฎรแบบนี้ >> มันจะผ่านเหรอ เค้าก็ไม่ให้ผ่าน อาจจะมีไอ้พรรคส้มไม่กี่คนยกจบ แต่ก็ตกไป อ้า ต่อให้ผ่าน มีวุฒิสภา วุฒิสภาก็ถ่วงดุลอะไรได้อีกอ่ะ ยื้อเวลาได้อีก และสุดท้ายไปจบที่ไหน ต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงลงพระบรมราชวินิจฉัยประกาศใช้ นะครับถึงจะเป็นกฎหมาย แล้วยังมีอะไรอีก ถ้าคุณเห็นว่าขัดขาดรัฐธรรมนูญ คุณก็ไปส่งศาลรัฐธรรมนูญสิครับ วินิจฉัยว่ากฎหมายแบบนี้ขาดรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่ามันมีขั้นตอนอีกมากมายกว่ากฎหมายแบบนี้มันจะบังคับใช้ได้ ไอ้หนี้รอบนี้ที่ผ่านมาที่ก้าวไกลเขาทำเนี่ย คุณอธิกิจ มันยังไม่ได้ถูกบรรจุในสภาเลยครับ แต่กลายเป็นล้มล้างการปกครอง กลายเป็นยุบพรรค กลายเป็นตัดสิทธิ์ กลายเป็นฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทั้งหลายทั้งปวง มันมาจุดข้อสรุปตรงที่ว่า นี่คือการวางเกราะป้องกันไว้ เพราะไม่รู้ว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งคุณคุมไม่ได้ คุณคุณไม่ได้เนี่ย คุณปล่อยคนลงเลือกตั้งเนี่ย เขาได้เสียงมา คุณคุมไม่ได้ ในเมื่อคุณคุมไม่ได้เงี้ย คุณวางสนุกไว้ก่อน คุณป้องกันไว้ก่อน ก็คือว่า เฮ้ย เกิดวันแน่นอนวันนี้มันเสียงข้างน้อย เอ้ยแน่นอนวันนี้มันไม่ได้เป็นประธานสภา เอ้ยแน่นอนวันนี้มันไม่ได้คุม สว. แล้วนี่ ยังไงก็คงไม่ผ่าน แต่วันหน้าถ้าวันหน้าเกิดมันเป็นเสียงข้างมาก ถ้าวันหน้าเกิดมันมีประธานสภาเป็นของพรรคนั้นล่ะ อย่ากันนั้นเลย เพื่อความปลอดภัย เฮ้ย วางแนวไว้ซะ อย่าลิอาจเสนอกฎหมายแบบนี้นะ >> คือนิดเดียวก็ไม่ได้นิดเดียวตัดหัวเลย >> ซึ่งนี้เป็นความกลัว กลัวจนเกินเหตุนะ ในความเห็นผมอ่ะ >> คือคือสภาพอำนาจและความสัมพันธ์อำนาจทางการเมืองไทยตอนเนี้ย ผมถ้าผมพูดตรงไปตรงมานะ คุณเสนอกี่ครั้งก็ไม่ผ่านหรอก ใช่มดังนั้นเนี่ย มันไม่ต้องกังวลถึงขนาดนั้นมั้แต่นี่คือความกังวลจนเกินเหตุ ความหวาดกลัวจนเกินเหตุ คุณอธิกิจลองคิดดูสิครับ ด้วยสภาพโครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบันเนี่ย หรือแม้กระทั่งในอนาคตอีกหลายๆปีเนี่ย การเสนอแก้กฎหมายแบบเนี้ย ยังไงมันก็ไม่ผ่าน แต่นี่คุณไปปิดไว้หมดแล้ว ปิดไม่พอบี้ด้วย บี้ด้วย ทำให้หวาดกลัวด้วย ทำให้กดเค้าด้วยว่า เอ็งจะโดนยุบพรรค เอ็งจะโดนตัดสิทธิ์ด้วยมั้ มันผมว่ามันมันมันเกินไปนิดนึงอ่ะนะ >> คราวนี้หันมามองในมุมกฎหมาย ถึงแม้ว่าอาจจะ >> โต้แย้งเค้าไม่แล้วเค้าไม่ฟังอ่ะนะ >> ครับ >> จริงๆแล้วคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้บอกว่าเฉพาะการที่ไปยื่นแก้ 112 เนี่ย >> ครับ >> เป็นการอะไรอ่ะล้มล้างอย่างเดียวครับ เค้าจะเอาเรื่องเข้าชื่อ >> เเอาเรื่องอย่างอื่นเข้ามาด้วย >> เรื่องรณรงค์นอกสภา เรื่องรณรงค์นอกสภา เรื่องการหาเสียง >> หาเสียงประกันตัว >> แต่อ >> แต่ตอนเนี้ย ปปช. เนี่ยตัดมาชิ้นเดียว >> ครับ >> ใช่มั้ยฮะ เอ่อไอ้จากไอ้จากแกงโฮะของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย >> ครับ >> ปปช. ก็ตัดมาชิ้นเดียวแล้วก็บอกว่า ไอ้การยื่นแก้กฎหมายเนี่ย >> ครับ >> ผิดจริยธรรมแล้วก็ไปส่ง >> อันเนี้ยในทางกฎหมายเนี่ยมันก็คือแบบ จริงๆเถียงได้มั้ยว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พูด ขนาดนั้นนะ >> ครับ >> จริงๆจริงๆในในกรณีล่าสุดเนี่ยมาต้องยืนยันก่อนว่าอำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติเนี่ย มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของสภาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วนะครับ นี่ข้อที่ 1 >> ข้อที่ 2 การเสนอร่างเนี้ย มันจะไปผิดจริยธรรม มันจะเป็นล้มล้างไปถึงขั้นผิดจริยธรรมร้ายแรงได้อย่างไร >> ในเมื่อการกระทำเนี่ยมันยังไม่เคยถูกบรรจุเข้าไปอยู่ในสภาเลยครับ อย่าว่าแต่เริ่มดูมาตรา 1 2 3 4 นะ มันยังไม่เคยอยู่ในวาระเลยครับนะฮะ ดังนั้นดังนั้นมัน ผมในความเห็นผมเนี่ยมันมันไม่มีทางไปถึงอ่ะ >> อ >> นะฮะ แต่ในท้ายที่สุดผมถึงบอกว่าเรื่องนี้ มันไปไกลกว่าประเด็นทางกฎหมายแล้ว >> ใช่ แต่หมายถึงว่าถ้าเราเถียงในมุมว่าศาลรัฐธรรมนูญตนเองก็บอกว่าก็ยังแก้ 112 ได้อยู่นี่ >> ครับ ท่านตุลาการท่านนึงไปบรรยายที่คณะนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย >> อ่านใน >> ในนั้นก็เขียนครับ >> อ่านในคำวินิจฉัย >> เค้าบอกแค่นี้ครับว่าห้ามเอาไปหาเสียง ห้ามเอาไปรณรงค์ข้างนอก >> เออ >> ห้ามแก้ห้ามเสนอแก้แบบที่ก้าวไกลเสนอแก้ >> อ้อ >> ก็คือเค้าเสนอหลายประเด็น ย้ายหมวด มีเหตุยกเว้นโทษ เหตุยกเว้นความผิด >> อ่า >> นะครับ เรื่องพวกเนี้ย ศาลเขียนไว้ในคำวินิจฉัยบ่อย ทำอย่างนี้ไม่ได้ >> อ้าวนั่นหมายความว่าถ้าเสนอเพื่อลดโทษนี่ ทำได้ใช่มั้ย >> อ่า >> หรือผมแอบเสิร์ชไปกับนั้นผมเสนอเพิ่มโทษ นี่ทำได้มั้ย >> อ่า แต่ความหมายของศาลรัฐธรรมนูญเนี่ย เค้าก็ตีความว่าผิดอยู่ดี ไอ้การเสนอแก้เนี่ย >> เสนอแก้แบบก้าวไกลเนี่ยทำให้เท่ากับล้มล้างการปกครอง >> อ่า >> ถูกมั้ยครับ แต่เสนอแบบอื่นนี่ยังไม่เคยมีใครบอกนะ แต่ท่านตุลาการสามุนท่านนึงท่านไปบรรยายอ่ะ ท่านพูดไว้เลยบอกไม่ได้ห้ามนะ ไปดูแล้วกันว่าเขียนยังไงไม่ให้มันโดน >> ทำไมศาลรัฐธรรมนูญเค้าอะไรอ่ะครับ >> เขาสามารถพูดได้แก >> จริงๆ หรือหรือถ้าลองมี สส. เนี่ย เอาเห็นคุณหมอวรงค์เข้าสภาไปแล้วเนี่ย ลองไปรวบรวมกับฝั่งอนุรักษ์สักกลุ่มมั้ย ลองเสนอเพิ่มโทษเนี่ยได้มั้ย >> เออ ผมว่าผ่านนะ ไม่ใช่ไม่ไม่ผ่านสภา แต่ผมว่าไม่มีความผิด >> ครับ >> เนี่ยมันก็จะ >> ไม่มีใครเอาไม่มีใครเอาผิด >> ครับ >> เพราะนั้นเพราะฉะนั้นโดยสภาพการก็คือ ถ้าให้ผมสรุปทั้งหมดเนี่ย คุณนิกมเป็นอย่างงี้ครับ คือไปให้พ้นกว่าประเด็นในทางกฎหมายนะ ผมก็คิดว่าครั้งเนี้ยมันเป็นสิ่ง ที่ผมใช้บ่อยๆ คือคำว่านิติสงครามอมัน เป็นนิติสงครามสั่งสอนอ >> สั่งสอนว่านักการเมืองทั้งหลายโปรดจงรู้ไว้ซะว่า บทบาทหน้าที่ของเอ็งภายใต้ระบอบแบบปัจจุบัน เอ็งทำอะไรได้บ้าง >> อื >> อย่าลิอาจทำเรื่องพวกนี้ >> อื >> สั่งสอนไว้ ถ้าหากทำเอ็งเห็นแล้วใช่มั้ย โดนอะไรนะครับ เป็นนิติสงครามตัดกำลังคือ ตัดกำลัง สส. พรรคส้มเนี่ยแหละ เาจะเจอมรสุมแบบนี้ตลอดเวลา และจะเป็นเงื่อนปมที่ผูกขาเ้าไว้ตลอดเวลา >> อือ >> ไม่รู้จะเดินหน้าจะถอยหลังยังไง จะต้องเสียสมาธิกับเรื่องนี้ ตกลงเอ้ยจะเดินกว่านี้มั้ย หรือจะเดินเท่าเดิม หรือจะถอยกว่าเดิม เพื่อวันข้างหน้าจะได้เป็นรัฐบาลบ้าง หรือตัดทอนกำลังตัดทอนกำลังของ สส. คุณไปเรื่อยๆ จนใหม่ๆ ขึ้นไม่ทัน อื >> นะครับ แล้วก็เป็นนิติสงครามที่ขีดวงล้อม วางกรอบล้อมกรอบล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรไทย เอาไว้ >> ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้แทนราษฎรคนไหน จากพรรคใดในสภาผู้แทนราษฎรชุดใด จะไม่มีใครสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติทำนองแบบนี้ได้อีกต่อไป >> อืนะครับ >> คือแม้แต่เสนอแก้หมวด 1 หมวด 2 เอาจะผิด เหรอ ทั้งที่รัฐธรรมนูญ >> รัฐธรรมนูญให้ทำอ่ะให้ทำ >> ครับ >> คือเวลารัฐธรรมนูญบอกให้ทำไม่ได้หมายความว่าต้องมีคนทำนะ >> อ >> แล้วก็แล้วถ้ามีคนทำก็มันก็ไม่ได้ผิดนะ เพราะเค้าให้ทำได้ >> อ >> แต่แต่ส่วนที่คุณจะชอบไม่ชอบไม่เห็นด้วย คุณก็ไปสู้กันในสภา ก็คว่ำไปถูกมั้ยฮะ คือ คือผมเรียนแบบนี้ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับบรรดา สส. พรรคก้าวไกลในอดีตที่กำลังโดนอยู่ตอนนี้เนี่ย ผมถามด้วยใจเป็นธรรมเลยนะ คุณอิก ต่อให้คุณเป็นคน ultra royalist เป็นhypo-royalist แล้วคุณลองพิจารณาด้วยความเป็นธรรมจริงๆ นะ คุณว่าการที่เขาเสนอร่างแก้ 112 การกระทำนี้เท่านั้นนะ โดยที่ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาเลย มันเท่ากับการที่เขาจะต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตหรือครับ อื คุณอาจจะมีอารมณ์ชั่ววูบสะใจสมน้ำหน้ามัน ให้มันโดนสั่งสอนบ้าง แต่เอาจริงๆ เนี่ย มันมันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันสมควรกับการ กับการถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตเหรอครับ >> แต่ถ้าคนทุจริตคอร์รัปชั่นในบ้านนี้เมืองนี้ยังลอยหน้าลอยตาได้อยู่เนี่ย แต่ไอ้ไอ้กลุ่มเนี้ย 40 กว่าคนเนี่ย แค่เสนอร่าง ยังไม่เคยได้รับบรรจุ ยังไม่เคยได้บริหารประเทศแม้แต่วินาทีเดียวเนี่ย ไอ้พวกนี้มันมันสมควรไปถึงเหรอพวกนี้ไม่มีเหตุผลนะฮะ ถึงบอกว่าทุจริตได้แต่ไม่เลือกส้ม ครับ >> อาจารย์ทีนี้มันมีมันประสบความสำเร็จมั้ย ผมว่ามันประสบความสำเร็จนะ >> ครับ >> ในมุมนี้ก็คือว่า >> ครับ >> ใช่มั้ย มันเหมือนกับว่ามันกดเพดานสังคมลงมา >> แล้วก็เหมือนกับว่า >> อื เหมือนกับว่าในทางการเมืองแม้แต่พรรคส้มเองก็เหมือนกับเลยทำอะไรไม่ถูกว่าตกลงจะไปยังไงต่อ >> ครับ คือในความเห็นผมเนี่ย ความสำเร็จที่ที่สุดของบรรดาผู้ครอบครอง ผู้ถืออำนาจออกใบอนุญาตที่ 2 ของระบอบการปกครองนี้นะครับ ความสำเร็จที่สุดก็คืออะไรมั้ฮะ เค้าสามารถทำให้มันมีการเลือกตั้งได้ตามปกติ อวดชาวโลกได้ >> ไม่มีทหารยึดอำนาจ มีการเลือกตั้งตามปกติ ไม่มีทหารออกมายึดอำนาจ ในขณะเดียวกัน เค้าสามารถออกแบบให้บรรดานักการเมืองที่ลงเลือกตั้งเนี่ย ถูกตีกรอบล้อมแคบไว้ว่าเอ็งควรทำอะไร เอ็งไม่ควรทำอะไรนะฮะ โดยที่ไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะถ้าเขียนลงเป็นลายลักษณ์อักษร มันจ่งครึ้มไง มันชัดไง เดี๋ยวเดี๋ยวมันจะไม่เป็นประชาธิปไตยไง >> ไอ้นี่เขียนไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ตรงกันข้ามเขียนบอกว่าให้ทำได้ด้วยซ้ำ >> อื >> อ่า แต่เองแต่อยากทำก็ลองดู >> อ่า เพราะมีองค์กรอิสระ มีมีศาลจริยธรรม >> ครับ ในขณะเดียวกันหน้าฉากในภาษาเรียก ฟาซาดก็คือไอ้ไอ้หน้าต่างอ่ะข้างนอกเราเนี่ยนะ ประชาธิปไตย >> อื >> มีการเลือกตั้ง ทหารอยู่ในกรมกองไม่ได้ออกมา ยึดอำนาจิ >> อื >> นักการเมืองสู้กันไป >> แต่นักการเมืองทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า เฮ้ยต่อไปนี้มันเริ่มชัดนี่ เรื่องนี้อย่าทำ เรื่องนั้นอย่าทำ แล้วเราก็จะได้นักการเมืองที่ทำงานเหมือนปัดกวาดเช็ดถูอ่ะ ตามวาระนะ ครับแล้วก็มาแย่งกันใช้งบประมาณแผ่นดินนะ ครับ >> แล้วคนก็เปลี่ยนนักการเมือง >> เปลี่ยนนักการเมืองเราไปแล้วก็สอนนักการเมืองรุ่นหลังด้วยว่า เอ็งอยากมีชีวิตทางการเมืองที่ดี เอ็งเป็นคนเก่ง เอ็งเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เอ็งทวนเข้ามาช่วยชาติบ้านเมือง แต่เอ็งจงรู้ว่าเอ็งต้องอยู่ฝ่ายไหน >> ถ้าเอ็งอยู่ฝ่ายที่สวามิภักดิ์อำนาจ เอ็งจะได้มีโอกาสแสดงผลงานบ้าง แต่ถ้าเอ็งอยู่ฝ่ายตรงข้ามหรือไม่สวามิภักดิ์กับอำนาจ เออเอ็งก็รอวันถูกเชือดเป็นทีละคนทีละคนนะ นี่คือนี่คือสำหรับผมเนี่ย คือกลุ่มผู้ที่ครองอำนาจไปอญาตที่ 2 เนี่ย ทำสำเร็จคือทำเรื่องนี้นะ เค้าทำสำเร็จกับพรรคส้มด้วย >> ครับ >> ในแง่ที่ว่าเหมือนกับพรรคส้มก็ >> ครับ >> อยู่ในภาวะที่เหมือนกับอะไรอ่ะอ่าถ้าเอาเฉพาะหน้านี่คือเหมือนกับหันรีหันขวาง >> ครับ >> ไม่รู้จะทำยังไงดี >> กลับไม่ได้ไปไม่ถึง >> แล้วก็เหมือนกับเป็นช่วงที่บางคนก็บอกว่า แพ้เลือกตั้งเมาเอาหมัด แต่เหมือนกับโดนคดี 4 ส. ตอนนี้ก็จะเอายังไงแน่ ใครจะเป็นผู้นำพรรค ใครจะอยู่ >> ใครจะอยู่ใครจะไป >> ครับ >> อะไรอย่างเงี้ยใช่ ส่วนในระยะยาวมันก็จะ เป็นการกดเพดานพรรค >> ครับ >> ให้เหมือนกับต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง >> ครับ >> ใช่มั้ฮะครับ >> ซึ่งเมื่อไหร่พรรคนี้ >> เซ็นเซอร์ตัวเองแล้วไม่มีความกล้าหาญทาง การเมืองแบบเดิมอ่ะ >> ครับ >> แบบที่พรรคอนาคตใหม่และพรรค >> และพรรคก้าวไกลทำมาเนี่ย มันก็คุณก็ไม่ได้มีอะไรที่มันจะอะไรเหรอเด่นไปกว่า ประชาธิปัตย์ครับ ประชาธิปัตย์ก็เกาะหลังตามมา >> เรื่อยๆ อะไรอย่างเงี้ยครับ >> ผมดูสถานการณ์ตอนนี้นะ เอาเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า นะครับหลังจากแพ้การเลือกตั้งเนี่ย ผมถ้าจะขออนุญาตวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนเนี่ย หลังจากแพ้การเลือกตั้งเนี่ย ผมคิดว่ามี 4 ประเด็นใหญ่ๆ 4 ประเด็น แยกเป็น 2 มากไปกับ 2 น้อยไปนะครับ เอา 2 น้อยไปก่อน ผมว่าน้อยไปที่ 1 เนี่ย ก็คือคุณสู้รบน้อยไป สู้รบน้อยไป ผมหมายถึงอะไร ผมไม่ได้หมายความว่าไปจับอาวุธยิงปืนสู้อะไรกับเค้านะ เราเป็นพรรคการเมืองลงเลือกตั้งแต่สู้รบ ผมหมายถึงว่า ณ เวลาเนี้ย ดูเหมือนสภาวะพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งมันยังปกคลุมพรรคอยู่ >> จนมีความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง บรรดาคนที่อยู่ใน 44 สส. ก็เกิดความรู้สึกว่า เอ้าไม่รู้ยังไง เดี๋รีบๆ ชี้คดีมามั้ย ฉันจะได้รู้ว่าฉันต้องไปอยู่ตรงไหน ฉันจะเตรียมไปทำอะไรต่อ ฉันจะไปอยู่เบื้องหลัง ฉันจะไปอยู่เบื้องหน้า ฉันจะไปทำอาชีพอื่นนะฮะ หรือแม้กระทั่งคนที่เตรียมจะขึ้นมาก็รู้สึก เ้าแล้วเราต้องขึ้นมาแล้วเหรอ ทำไมมันเร็วแบบนี้ล่ะ ยังไม่ทันพร้อมเลย โอโห เพื่อนโดนตัดสิทธิ์อีกแล้วนะ มันยังมึนๆ งงๆ อยู่ ผมผมผมพูดตรงนี้หมายถึงอะไรครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอธิกิจจำกันได้ สมัยตอนที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเนี่ย ผมยืนซัดทุกวันนะ >> อื >> ซึ่งถามว่าผมรู้มั้ยว่าโดนโดนอยู่แล้ว แต่เราต้องยืนซัดกับเค้า ตอนพรรคก้าวไกลก่อนจะถูกยุบพรรค คุณชัยธวัฒน์ยืนซัดทุกวันนะครับ นะฮะ ถามว่าเค้ารู้มั้ยว่าเาจะโดน เค้าก็ต้องรู้อยู่แล้ว คือเผื่อว่าโดนเยอะกว่าอยู่แล้ว ตอนผมเตรียมจะโดนยุบ ผมก็เตรียมแถลงไว้ 2 ฉบับนะ ฉบับแบบยุบกับไม่ยุบ แต่เราก็รู้อยู่แล้ว เราต้องเตรียมพูดว่าเวลาเราโดนยุบจะเกิดอะไรขึ้น แต่รอบเนี้ยผมมีข้อสังเกตว่าดูเหมือนทุกคนจะทำใจล่วงหน้าไปหมดแล้ว >> ทั้งที่ทั้งที่มันไม่ใช่ความชอบธรรม ถูกต้องชอบธรรม แต่เราเหมือนกับเราไปยอมรับมัน >> ครับ >> มันบรรยากาศของสังคมก็เหมือนเหมือนไปยอมรับมันแล้วอ่ะ >> ใช่ใช่ถูกต้อง คือคุณเป็นอย่างงี้แน่นอนที่สุด ปากกาอยู่ที่เขา ปากกาไม่ได้อยู่ที่เรา เราสู้ให้ตายยังไงปากกาก็อยู่ที่เขา อันนี้ถูกต้อง แต่ถ้าเราให้เราบอกว่าปากกาอยู่ที่เขา เชิญขีดเขียนตามสบายใจเนี่ย อันนี้มันไม่ได้ มันต้องกล้ายืนซัดกันหน่อยครับ แล้วยืนซัดกันหน่อยเนี่ย ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะโดนอะไรหรอก ถ้าคือพูดง่ายๆ ณ วันนี้ ถ้าคุณโดนก็คุณก็คุณก็โดนน่ะ คุณร้องขอความเมตตายังไงคุณก็โดนจริงๆ ถ้าคุณโดน อย่างน้อยคุณต้องไม่ยอมให้เขาสร้างความปกติใหม่ ไอ้ที่ทำกันอยู่นี่คือความผิดปกตินะ >> ใช่ >> แต่ถ้าเราไม่ยืนซัดกับเขาเลย ไม่สู้รบ ไม่ถกเถียง ไม่อธิบายความให้สังคมเห็นเลย ความผิดปกติที่ทำกันมามันจะเป็นความปกติใหม่ ความผิดปกติที่จากเดิมบอก เฮ้ยยุบได้ยังไง ตัดสิทธิ์ได้ยังไง ทำอย่างนี้ไม่ถูก เล่นแร่แปรธาตุกฎมงกฎหมายนี่คือนิติสงครามใช่ หรือไม่ ณวันนี้คนก็จะบอก อ๋อเป็นไอ้พรรคส้มโดนอยู่แล้ว >> อ >> ดังนั้นพวกเอ็งก็เตรียมเตรียมรุ่น 3 เตรียมรุ่น 4 เตรียมรุ่น 5 >> คือคนมองเห็นแบบคนมองเห็นความไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมนี่เป็นเรื่องปกติ >> ครับครับ >> แล้วถ้าคุณปล่อยให้มีแต่โหวตเตอร์คุณออก มาพูดแล้วพรรคพรรคไม่พูดเนี่ย ผมว่าก็ไม่แฟร์อ >> อย่างน้อยที่สุดเนี่ย พรรคเนี่ย คุณเป็นพรรคการเมืองอ่ะ คุณมีสถานะ มีความคุ้มกัน มีอะไรบางอย่างอยู่ มันพอจะพูดได้ ผมไม่ได้บอกว่าให้คุณพูดจนเอาขาข้างนึงไปอยู่ในคุกนะ มันมีวิธีมีศิลปะในการในการยืนซัดกันอยู่ และผมก็เชื่อว่าเขาก็คงจะเข้าใจ แหมเราฉันเพิ่งโดนตัดสิทธิ์มา ฉันดุดีฉันจะไม่สู้กับคุณเลยล่ะ แต่ทุกวันนี้สู้รบแบบไหน สู้ในทางกฎหมายอย่างเดียว ซึ่งก็ต้องสู้นะฮะ จะสังเกตได้ว่าเวลาสื่อมวลชน 3 ฐานก็จะตอบแต่เรื่องคดีความเป็นยังไง ขั้นตอนถึงตรงไหน คำร้องอยู่ไหน แต่มันไม่มีใครยืนทรัพย์อ่ะ ผมผมไม่ต้องเทียบตอนอนาคตใหม่ก่อนดวนยุบกับก้าวไกลก่อนดวนยุบเลย อืนะผมเลือก 1 สู้ลบน้อยไป เรื่องวิกฤตการพลังงาน มั้โอ้โห คุณกร คุณอรรถวิช >> อื >> พรรคเค้าไม่กี่เสียงนะ >> อือ >> ทำไมเสียงเค้าดังกว่า >> อ >> นี่คุณ 120 เสียงนะ >> อือ >> คุณมี 11 ล้านเสียงเลือกคุณน่ะ >> อือ >> ผมว่าสู้รบน้อยไปนะฮะ น้อยไปที่ 2

นะครับ น้อยไปที่ 2 คือชี้นำความคิดติดอาวุธทางความคิดให้กับสังคมเนี่ยน้อยไปครับ

นะครับ เอาเฉพาะตัวอย่างสดๆร้อนๆที่เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเลย

1. คณะกรรมการการเลือกตั้งเนี่ยนะ เขาจะชอบมีแจกประกาศบัตรรับรองการเป็น สส. คุณใช่มั้ย โอเคล่ะ พรรคส้มเค้าสร้างธรรมเนียมว่าเขาจะไม่ไปรับใบนี้ที่ กกต. แต่เขาจะไปที่สภาไปรายงานตัว

แต่ผมว่าพรรคมันต้องชี้ให้เห็นว่า ไอ้ ไอ้ประกาศสนนียบัตรอย่างเงี้ย มันเป็นพิธีกรรมที่มันไม่ถูกต้อง กล้าพูดออกมาว่าสภาผู้แทนราษฎร เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐระดับสูงองค์กรเดียวที่เหลืออยู่ในแผ่นดินนี้ที่มาจาก การแต่งตั้งโดยประชาชนจริงๆนะ ลองไปดูสิครับทุกองค์กร ทุกองค์กรมันต้องมีการแต่งตั้ง มีเอกสารแต่งตั้งหมด มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

แต่ สส. เนี่ย มันเป็นตำแหน่งเดียวที่ใช้อำนาจรัฐ ไม่มีใครตั้งคุณนะ คนออกใบอนุญาตให้คุณเป็นผู้แทนคือประชาชนที่เขาเลือกคุณมา ต้องชี้อย่างเงี้เข้าไปชี้นำความคิด

หรือกรณีคุณหมอวรงค์เข้ามาในสภา 1 เสียง ขโมยซีนได้ทั้งสภา คุณหมอรงค์เข้ามาทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำลายความชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎร

ใช่

ไม่มีใครออกมาสู้เลย หนำซ้ำ อ้า พวกเราคือผมไม่ได้ ผมยืนยันนะว่าอาหารของ สส. เนี่ยมันมากเกินไป มันเยอะเกินไป มันล้นเกินไป ทำไมพรรคไม่อธิบายครับ เช่น ณ วันนั้น สมมุติลงไปกินข้าวที่สภาจัดให้ก็ได้ แล้วพูดๆกับสื่อเลย นัดสื่อไปคุยเลย พูดกับสื่อเลยครับ ว่าวันเนี้ยมาเพราะอะไร เพราะงบประมาณมันเดินไปแล้ว แต่เราไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินอิรุ่ยฉุยแฉกแบบนี้

แต่เนี่ย จัดอาหารมาให้แล้ว ถ้าไม่กินก็เหลือทิ้งแล้ว ถ้าลงไปออกันข้างล่าง ก็ไปแย่งเจ้าหน้าที่สภาทำอาหารมาขาย เจ้าหน้าที่สภาไม่พออีก วุ่นวายเต็มไปหมดอีก โรงอาหารก็ขนาดเล็ก ดังนั้นมาเนี้ย เพื่อจะบอกว่าต้องเลิกนะ อาหารที่ทำให้ สส. แบบนี้ เลิกซะนะครับ เลิกซะ

แล้วในขณะเดียวกัน ยิงต่อไปเลย เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณพระองค์พูดทุกอย่าง แต่อยากให้คุณพระองค์ช่วยไปตรวจสอบ ศาล ผู้พิพากษา ตุลาการ องค์กรอิสระทั้งหลายด้วยว่าใช้งบประมาณอย่างนี้เป็นอย่างไร มีสวัสดิการอะไรเยอะแยะมั้ย มีรถประจำตำแหน่งกี่คัน มีเงิน เอ่อ เพิ่มเท่าไหร่ มีบ้านให้อยู่เท่าไหร่ เดินทางไปต่างประเทศกันบ่อยมั้ย ไปดูงานกันบ่อยมั้ย เงินเดือนเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เงินเดือนของประธาน กสทช. เงินเดือนของประธานองค์กรอิสระมากกว่านายกรัฐมนตรี มากกว่าประธานสภาผู้

คือใช้โอกาสเนี้ย เดินต่อเลย เนี่ย ตรงกันข้ามบอกว่า อ่ะ เดี๋ยวๆ เราเราก็จะไม่ เราจะไม่กินอาหารนี้ละ ชี้นำน้อยไป

เรื่องอะไรอีก ณวันนี้เนี่ย มันเกิดวิกฤตการณ์นะครับ ในเรื่องพลังงาน คุณปล่อยให้พรรคฝ่ายค้านซึ่งเขามี 20 กว่าเสียงนะครับ กับ 2 เสียงเนี่ย ชิงกันน่ะนะครับ ในเรื่องวิกฤตการณ์พลังงานต่างๆนะครับ

ผมรู้สึกว่า

แต่บางเรื่องเขา บางเรื่องเขาก็พูดเวอร์นะ

แต่คนชอบฟังอะไรที่มันเวอร์ๆ ถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ผ่านมาเนี่ย อ่ะ เวลามันมีสถานการณ์ในทางการเมืองเนี่ยนะฮะ ผมมีความเห็นว่ามันต้องใช้จังหวะในการชี้นำความคิดอะไรบางอย่าง

อืม

นะครับ ซึ่งมันมันมีศิลปะ มีอะไร จังหวะจากโคอะไ

หรืออีกอันนึงก็ได้ เสนอร่างกฎ พรรคพรรคประชาชน พรรคก้าไกลในอดีต พรรคประชาชนในวันนี้เนี่ย มีข้อเด่นเรื่องขยันทำงานในงานนิติบัญญัติ ตั้งใจทำจริงๆนะ ครับ เสนอร่างกฎหมายเต็มไปหมด แต่ปัญหาคือ คุณเสนอไปมากเท่าไหร่ คุณต้องรณรงค์ด้วย

อืม

ถ้าคุณเสนอเนี่ย มันก็ อ่ะ เสนอไปแล้ว มี digital food print มี World Record เก็บไว้ว่าเราเสนอแล้ว ต่อไปใครมาบอกเราไม่ทำงาน เราบอกเราเสนอกฎหมายแล้ว

แต่คำถามคือ มันต้องรณรงค์สิครับ กี่ฉบับ มันเยอะไป เอาเน้นๆนะ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร จะลุยกันต่อมั้ย ไอ้กฎหมายต่างๆที่เตรียมกันไว้ เรื่องแสป เอ่อ เรื่องของอากาศสะอาด จะเดินต่อยังไง มันต้องเอามาพูด โดยเฉพาะกฎหมายที่มันเป็น มันเป็น controvercial อ่ะ แต่คุณคิดว่าคุณต้องทำอ่ะ มันต้องมารณรงค์ มิฉะนั้น มันเข้าไป มันก็ตกหมด เข้าไปก็ตกหมด

แล้วก็มี พรรคพรรคเล็กพรรคน้อยมาเก็บตก

ครับ แล้วตอนเนี้ย

สวยเป็นผลงาน

ครับ แล้วตอนเนี้ย ก็มีแต่ละพรรคเค้าก็รู้แล้วว่าพรรคประชาชนชอบทำเด่นเรื่องนี้ใช่ไหม เขาเสนอกฎหมายแข่งกันละ

เต็มสภาเลยตอนนี้

อือ

ดังนั้น ผมกำลังบอกว่า ไอ้การชี้นำสังคมเนี่ย ที่ทำน้อยไป มันส่งผลอะไร ก็คือพรรคการเมืองอื่นๆเขาไล่หลังมาแล้ว

เค้าอาจจะทำไม่เหมือนคุณหรอก แต่เขาทำแล้ว เขาไม่ใช่เฉื่อยชาแบบเดิม

แต่ในขณะเดียวกัน คุณกลับทะยานขึ้นนำเขาไม่ได้

และหนำซ้ำ ณวันนี้ คุณเจอพรรคฝ่ายค้านแบบประชาธิปัตย์ไล่หลังด้วยนะฮะ เขาเข้ามาอยู่ในสภาแล้วเนี่ย เดี๋ยวเขาจะแสดงบทบาทในสภาเต็มไปหมดแน่นอน ด้วยฝีไม้ลายมือแบบคุณอภิสิทธิ์ คุณกร คุณสาธิต พวกเนี้ยนะฮะ เดี๋ยวจะต้องมาเป็นชุดแน่นอน ดังนั้น คุณต้องชี้นำในทางสังคมให้มากกว่านี้ ในความเห็นผม นี่ 2 น้อยไปเนาะ

2 มากไป คุณอันธกิจมากไป

ที่ 1 คือเป็นราชการมากไป เป็นราชการมากไป ผมหมายถึงอะไร คือคุณทำงานประจำวันน่ะ

อืม

งานที่มาตามเทศกาล วนลูปไปเรื่อยๆ ถามว่าต้องทำมั้ย ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำไม่ได้ แต่มันมันไปหมกมุ่นกับเรื่องนี้มาก จนลืมลืมคิดถึงทิศทางการเดิน

ผมยกตัวอย่างเช่น อ่า เปิดประชุมอ่ะ หน้าเทศกาลหาเสียง ทำแคมเปญหาเสียง อ้า ลงเลือกตั้งได้ สส. มา เอา สส. ไปอบรม อ้า เตรียมแถลงนโยบาย ยติ นโยบาย เตรียมคนพูด อ้า เดี๋ปึ๊บๆ มาอีกแล้ว มีงานกรรมาธิการ ตั้งคณะกรรมาธิการเสร็จ เอาล่ะ เดี๋ยวยมี ยติ ไม่ไว้วางใจ ตั้งกระทู้ถาม คือมันเป็นงานสภาซึ่งต้องทำอยู่แล้วนะ งานสร้างพรรค อ้า ก็ตอนนี้ไปตั้งใจทำอาสาส้ม เพื่อจะแก้มือแก่ครั้งที่แล้วให้ได้ เพื่อต้องเฝ้าระวังคูหาหน่วยต่างๆ ทำเรื่องฐานชุดข้อมูลต่างๆ ซึ่งเป็นจุดเด่นของของพรรคนะครับ

แต่ทั้งหมดเนี่ยเนี่ย มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ดีที่ต้องทำ แต่ถ้าเราไปหมกมุ่นกับเรื่องนี้อย่างเดียว มันจะเป็นระบบราชการ

อืม

มันจะไม่ได้เป็นพรรคแห่งความเปลี่ยนแปลง มันจะกลายเป็นศูนย์รวมคนมาทำ data ้าข้อมูล ซึ่งดีนะ ถูกต้อง อันเนี้ยจำเป็นต้องทำ แต่ทำอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีเรื่องอื่นด้วย

ผมว่ามันเป็นระบบราชการจนเกินไปแล้ว พอเป็นราชการเจอจนเกินไป มันจะส่งผลต่อมาคืออะไร มันทำให้คนจำนวนมากเนี่ย เกิดอาการ burn out

อืม

เกิดหมดแพชชั่นลงไปเรื่อยๆ รู้สึกตื่นเช้ามาอ่ะ เค้าเทศกาลมาแล้ว ทำเทศกาลมาแล้ว ทำนะ มันไม่มีใครมาไดรฟว่า เฮ้ย ไม่ต้องเปลี่ยนมัน เรายังมีความหวังอยู่นะ เรายังต้องทำอะไอะไรต่างๆอย่างเงี้ยนะฮะ

มากไปอีกอันนึง มากไป ข้อที่ 2 ผมคิดว่าเป็น อ่อนไหวมากไป

อืม

อ่อนไหวมากไป หมายถึงอะไร คือพรรคส้มเนี่ย ตั้งแต่เริ่มต้นมาเนี่ย ตอนพรรคอนาคตใหม่ เราเน้นการสื่อสารทางโลกออนไลน์มาก สาเหตุเพราะอะไรครับ คุณอิกิจ เพราะวันนั้นเราเป็นพรรคใหม่ สื่อสารมวลชนไม่สนใจ และการใช้การสื่อสารทางโลกออนไลน์เนี่ย มันทะลุทะลวงไปทั่ว

ตรงกับจริตของคนรุ่นใหม่ๆ กับ first water และราคาถูกที่สุด

ใช่

นะฮะ ดับไปทั่วที่สุด ดังนั้น เราก็เน้นอันนี้ เราถึงมีกองสื่อประจำ โอ้โหนั่งทำคลิป ทำอะไรเต็มไปหมดนะครับ

แต่ ณวันเนี้ย พรรค มันกลายเป็นพรรคอันดับ 1 ละ คุณไปออก ขอไปออกรายการไหน เค้าให้คุณออกหมดอ่ะ เผลอๆ เค้าตามคุณทุกวันด้วยนะ ดังนั้นเนี่ย ในขณะเดียวกัน บรรดาผู้แทนของคุณเนี่ย นักการเมืองของคุณเนี่ย ก็จะอยู่ในโลกโซเชียลเยอะนะครับ หลายคนทำพื้นที่ด้วย ทำโซเชียล ด้วย และโหวตเตอร์ของคุณก็อยู่ในโลกโซเชียลเยอะ

ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นต่างๆในโลกออนไลน์ ถามว่าเราบอกว่าเราเป็นพรรคมวลชน เราต้องฟัง ก็ฟัง ฟังแต่ในท้ายที่สุด พณะผู้นำพรรค บรรดานักการเมืองของพรรค ที่มานำพรรคคุณ มีอำนาจในการตัดสินใจ เพราะนี่คือพรรคการเมือง

ถ้าคุณฟังแล้ว คุณเห็นว่าสิ่งที่คุณทำยังถูกต้องอยู่ คุณก็ตัดสินใจแล้ว คุณก็เตรียมรับผิดชอบ ถ้ามันถูก ถ้ามันผิด

แต่ถ้าฟัง ฟังไปฟังมา เปลี่ยน ฟังไปฟังมาเปลี่ยน ฟังไปฟังมาเปลี่ยน แล้วอ่อนไหว เกิดนักการเมืองบางคนเล่นทวิตเตอร์ ปึ๊บ อูยๆ ด่าเต็มเลย ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว ทัวร์ลง ทัวร์ลง ไม่เอาแล้ว เลิกทำกันเถอะ

ในขณะที่อีกบางคนนึง เฮ้ย ไม่เห็นทัวร์ลงเลย คนกลับนิยมชมชอบ มันก็หมายความว่า โหวตเตอร์พรรคเนี่ย มันมีหลากหลายมาก ประเด็นนึงมีคนชอบ อีกประเด็นนึงมีคนไม่ชอบ

อืม

ถูกมั้ฮะ ทีนี้ คุณจะทำไงอ่ะ ไอ้ไอ้ฝั่งที่เห็นโหวตเตอร์ตัวเองชอบ ก็มาบอกไม่เห็นเป็นไรเลย ทำต่อ ไอ้ฝั่งที่เห็นโหวตเตอร์ตัวเองไม่ชอบ ก็เลยบอกว่า เฮ้ย ไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวผมตายแน่เลย ผมยุ่งแน่น มันก็เลยอ่อนไหวไปหมดอ่ะ ใช่มั้ฮะ

สุดท้ายเนี่ย คุณฟังฟังกันมาให้หมดเลย ก็ได้รับฟังความเห็นทั้งภายในภายนอกอะไรมา แต่สุดท้ายกรรมการพรรค ผู้นำพรรค ก็ตัดสินใจแล้ว ถ้าคุณเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ คุณทำนั้นถูก สิ่งที่คุณทำนั้นยังเดินตามแนวทางของพรรคอยู่ และมีคำอธิบายได้เพียงพอ ก็เดินต่อ

มิฉะนั้นเนี่ย คุณอิธุรกิจ ต่อไปเนี่ย มันจะกลายเป็นอะไรนะ กลายเป็นพรรคที่ สสมมุติผมไม่ชอบพรรคเนี้ย ผมส่งคนมาเป็นไอ แล้วแกล้งโพสต์นี่ เมื่อก่อนเลือกนะ เดี๋ยวนี้ไม่เลือกแล้ว ทั้งวัน โอ้โห คุณอ่อนไหวละ วันไหวละ มันต้องมันต้องมันต้องมียืนหยัดในจุดยืนของตนเองอ่ะ ถ้าตัดตัดสินใจแล้วเนี่ย มีคนวิพากษ์วิจารณ์มันเป็นเรื่องธรรมดา

ถ้าหากเรากังวลว่าเราตัดสินใจอะไรไปแล้ว เราโดนทัวร์ลง เราโดนคนด่านะ พูดตรงไปตรงมา คุณเกตเป็นนักการเมืองไม่ได้

อืม

แต่แต่ประเด็นสำคัญมันก็คนก็จะท้วงอยู่ว่า มันเริ่มต้นจากการที่ตัดสินใจเรื่องโหวตอนุทินแล้วมันพลาด

ครับ

ใช่มั้ฮะ อันเนี้ยคือมันเลยกลายเป็นแบบ

มันเหมือนแบบความเชื่อถือมันมันตีกลับ มันถูกตีกลับ มันน้อยแล้วคนก็แบบ ทำอะไรมันก็เลยแบบ ดูแบบผิดไปหมด

ครับ

อะไรอย่างเงี้ย การคัดเลือกตัวผู้สมัคร

ครับ

ยกตัวอย่าง

ครับ

จริงจริงมันก็มีปัญหามาตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไก่ถูกต้อง

มันก็รั่วมาทุกที่อ่ะ

ถูกต้อง

แต่ตอนนี้คือกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ด่ากัน

ใช่

หมดความเชื่อถืออะไรอย่างเงี้ยผม

ผมผมมองแบบนี้นะครับ คุณแน่นอนคนที่ สนับสนุนพรรคประชาชนเนี่ย มีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เสียงดังขึ้นเรื่อยๆด้วยนะครับ คาดหวังสูงมาก ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีคนวิจารณ์อยู่เสมอ

ลองลองเรื่องนึงสิครับ บางทีคนที่เชียร์พรรคคนนึงเชียร์โคตรๆเลย ถูกแล้วทำไปอีกคนนึงแบบด่า เห็นมั้มันมันหลากหลายขึ้น ผมอยากมองให้มันเป็นเรื่องปกตินะครับ แล้วก็ต้องดูอ่ะ ขออนุญาตยืมยืมคำประธานเหมา หรือว่าท่านเติ้งเสี่ยวผิง เวลาวิจารณ์ท่านประธานเหมาอีกทีคือ 10 ส่วนน่ะ 10 ส่วน ถ้าคุณถูก 7 ส่วน คุณผิด 3 ส่วนเนี่ย คุณคุณมี D10 เลว 3 อ่ะ เอ้ย คุณคุณ 10 ส่วน คุณ D7 เลว 3

อือ

มันมันมันยังไง มันจะต้องแบบโอโห บีบคอกันให้ตาย จะเอายังไงให้ตายอย่างงั้น หรือทบทวนตนเอง วิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ถอดบทเรียนตนเอง แล้วกลับมายืนขึ้นมาใหม่

ผมยืนยันนะ คุณอิกรอบเนี้ย แพ้เลือกตั้งใช่ แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าการแพ้เลือกตั้งครั้งนี้มันมีเหตุปัจจัยอะไรบ้างนะครับ เหตุปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสัญญาณมาแรงมาก ทำให้ทุกองคาพยพต้องไปหาภูมิใจไทยหมด ถูกมั้ยฮะ สัญญาณมาแรงมากจนถึงขนาดเชื่อกันว่าอยู่ข้างนี้คือข้างผู้ชนะ อ ถูกมั้ ครับ ปัจจัยเรื่องอะไรอ่ะ การโยกย้ายขาจาก การประจำการรวมบ้านใหญ่ ปัจจัยเรื่องการ เอาละ วิธีคิดแบบการเลือกตั้งท้องถิ่นตัวๆ ยกขึ้นมาเป็นระดับชาติให้หมดในการซัดตัวกับพรรคส้มนะ เรื่องเงินทอง ปัจจัยเรื่องมี การตั้งข้อสงสัยว่ามีการโกงกันมั้ยในบางเขตบางหน่วยต่างๆ มันมีสารพัดปัจจัยนะครับ หรือแม้กระทั่งปัจจัยภายใน เราเตรียมผู้สมัครไม่ทัน เอ่อ ปัจจัยแคมเปญเราไม่ปัง เหมือนเดิม มีลุงไม่มีเรามันปัง แต่มีเทาไม่มีเราเนี่ย มันไม่ปัง อะไรต่างๆ มันเป็นหลายปัจจัยเต็มไปหมดครับ

แต่จนแล้วจนรอด คุณก็ได้มา 11 ล้านเสียงทั่วประเทศ เป็นพรรคอันดับที่ 1 ในระบบทั่วประเทศนะ

แล้วคุณก็มี สส. ตั้ง 120 คน นี่ขนาดอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ แล้วถ้าสมมุติเชื่อว่าเรามีการโกงเคมมีอะไรกันจริงเนี่ย แล้วถ้าไอ้คะแนนเหล่านั้นกลับมาจริง ๆ เนี่ย มันอาจจะเยอะกว่าเดิมก็ได้นะ ดังนั้น มันท้อแท้ท้อถอยได้ แต่ถึงเวลาแล้วเนี่ย สภาเปิดแล้ว รัฐพานตั้งแล้ว ต้องกลับมายืนให้ได้

แล้วในท้ายที่สุด ต้องกลับไปทบทวนกันเองภายในพรรค ผมเรียนแบบนี้ครับ สถานการณ์เนี่ย มันมาถึงในสถานการณ์หัวต่อหัวเลี้ยว หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Dilemma ที่พรรคจะ ต้องไปตัดสินใจว่าจะเดินแบบไหน

Dilemma นั้น คืออะไร

1. พรรคที่จะเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ กับพรรคที่ต้องการเอาชนะความคิด

อืม

2. พรรคที่จะแสวงหาหนทางในการเป็นรัฐบาลให้ได้ กับพรรคที่จะเราจะยืนอยู่แบบนี้เพื่อรอคอยโอกาส เกิดมีวิกฤตก็จะมีโอกาสเราจะทะยานกลับมาได้

3. หรือจะเป็นพรรคที่เตรียมไปเป็นอำนาจบริหาร กับพรรคที่เป็นพรรคตรวจสอบ โต้แย้ง คัดค้าน แฉ

อื

เนี่ย มันจะเป็น Dilemma แบบเนี้ย แล้วมันเลือกแบบใดแบบหนึ่ง มันก็จะกำหนดทิศทางพรรคแบบนั้น เพราะอะไรนะฮะ ถ้าคุณคิดว่าคุณต้องการเป็นรัฐบาล คุณอาจจะต้องมีท่าทีที่ คุณอาจจะต้องมีท่าทีที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ บริหารบ้านเมือง เตรียมทีม professional เตรียมบริหาร

แต่ถ้าคุณคิดว่า อ๊ะ วันนี้แฉ มันก็จะต้องมีความดุดัน การตรวจสอบอะไรต่างๆ ใช่มั้ครับ หรือถ้าวันนึงคุณรู้แล้วว่าประเทศนี้จะเป็นรัฐบาลได้ มัน เอ่อ มันไม่ใช่แค่ชนะเลือกตั้งอันดับ 1 มันต้องมีอย่างอื่นอีก อย่างนี้ คุณต้องถอยอะไรมย อย่างเเป็นต้น

มันอยู่ในสถานการณ์ Dilemma ที่พรรครุ่นเนี้ย และรุ่นต่อๆไป ต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ไม่มีในความเห็นผมนะ ไม่มี การตัดสินใจแบบไหนถูก หรือผิด 100% มันเป็นการประเมินในทางการเมือง ไปคุยกันในพรรคภายในกันให้จบ แล้วก็ตัดสินใจว่า 4 ปีนี้ เราจะเดินแบบนี้ 8 ปีนี้ เราจะเดินแบบนี้ และผู้นำพรรคที่นำแนวทางแบบนี้ ถ้าดีก็รับกล่อง ถ้าไม่ดีก็รับผิดชอบ

อื

แต่ว่าตอนเมันมันเข็มมุ่งมันไม่ชัด อ่ะ เข็มมุ่งมันไม่ชัด พอเข็มมุ่งไม่ชัดเนี่ย มันก็จะในท้ายที่สุด พรรคการพรรคส้มเนี่ย มันเดินทางมาถึงปลายทางที่จะต้องตัดสินใจว่า คุณจะไปแบบไหนต่อ

ผมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นแบบที่พวกผมเคยเป็น และผมก็ไม่ได้หมายความว่า เอ้ย คุณจะต้องตัดสินใจไปร่วมรัฐบาลโดยยอมทุกอย่าง ผมไม่มีคำตอบ ไม่มีสูตรสำเร็จ คุณอิก แต่มันเป็นภารกิจของพรรครุ่นเนี้ย ที่คุณไปนั่งคิดกันดูว่า จะยังไงนะ

แต่อีกมุมหนึ่ง ก็อย่างที่ผู้สนับสนุนปีกนี้พูดกัน ก็คือว่า พรรคส้ม ถ้ามันไม่ภายใต้เพดานที่กดต่ำลง

ครับ

พรรคส้ม ถ้ามันไม่เป็นคนที่กล้าชนเพดาน

ครับ

แบบที่เคยเป็นมาของอนาคตใหม่ ก้าไก่ครับ

มันก็ไม่ได้สามารถที่จะทำอะไรได้เด่นกว่า ประชาธิปัตย์หรืออะไรแบบนี้ใช่มั้ครับ

คือประชาธิปัตย์ก็

ขโมยซีน ขโมยอะไรต่างๆได้ตลอดอ่ะครับ

ถ้าไม่งั้นน่ะ

ครับ

ณเนี่ย ณเวลาเนี้ย มันก็จะยากขึ้นฮะ เพราะว่าพอคุณอภิสิทธิ์กลับมา พรรคประชาธิปัตย์เนี่ย ถ้าแล้วก็ยังมีรวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง ซึ่งมีคุณอรรถวิทยเข้ามาด้วยเนี่ย คือพวกเขาชำนิชำนาญงานในสภา อ่า เขาชำนิชำนาญในการตรวจสอบคอร์รัปชั่นแน่นอน แต่ตรวจสอบคอร์รัปชั่นในเวอร์ชั่นเค้า

อืม

ทีนี้ พรรคประชาชนเนี่ย ขึ้นมาโดดเด่นในรอบเนี้ย รอบรอบก่อนเลือกตั้งเนี่ย ไอ้รอบสภาปี 66 เนี่ย เขาเกิดขึ้นมาโดดเด่นมาก เรื่องตรวจสอบงประมาณ ตรวจสอบทุจริต คอร์รัปชัใช่มั้ แฉเรื่องนั้นเรื่องนี้ โอ้โห จนคนถูกใจชอบมาก

แต่ถ้าวันเนี้ย มีประชาธิปัตย์มาทำแบบเนี้ย มีรวมไทยสร้างชาติมาทำแบบเนี้ย แล้วก็พรรคประชาชนทำแบบเนี้ย ปัญหามันก็คือ มันก็เหมือนกันแล้วนะ อ แล้วคุณจะเฉือนชนะพวกเค้าอีกด้วยวิธีอะไร

ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องตรวจสอบรัฐบาลด้วยม อันเนี้ยมันมันมันต้องหาจุดที่มันคือเขาไล่หลังเรามาแล้ว เมื่อก่อนเราเป็นพรรครอง นะฮะ สถานะรอง พอเป็นสถานะรองเนี่ย โอ้โห มันทำอะไรมันก็ดูใหม่หมด ตื่นเต้นหวือหวาหมด

สิ่งที่ทำให้พักส้มดูหวือหวาที่ผ่านมา คืออะไร ตรวจสอบงบประมาณ ตรวจสอบทุจริต อภิปรายในสภานะฮะ เสนอร่างกฎหมาย สนับสนุนให้ผู้หญิงเป็นรองประธานสภา เค้าทำหมดละ สนับสนุนคนใหม่ๆขึ้นมาเป็นนักการเมือง เค้าก็ทำหมดแล้ว แม้ว่าเขาจะเป็นลูกหลานบ้านใหญ่ก็ตาม แต่ก็เป็นคนใหม่ในแบบเค้า นะ เค้าก็จะพยายามทำในสิ่งที่พรรคประชาชนเคยทำมาหมดแล้ว

แต่สิ่งเดียวที่เขาไม่กล้าทำคือการชนเพดาน

ถูกต้อง

แต่เราจะชนเพดานแบบไหนที่เรา

ก็เนี่ย ก็แล้วมันก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ อ้าว ชนไปก็ตาย เดี๋โดนตัดสินอีก โดนยุบอีก เห็นมั้มันมันเนี่ย มันอยู่ในสถานการณ์ที่เป็น ที่ผมบอกเป็น Dilemma โดนอีก ชนอีกอย่างเงี้ย เดี๋ยวเค้าก็ไม่เลือกนะ คนเค้าเลือกเค้าอยากให้คุณเป็นรัฐบาลไม่ใช่เอาให้คุณไปมุดทะลุดุดัน

สำหรับผมเนี่ย คุณชัดมั้ย จะร่วมก็ร่วม อธิบายคนว่าร่วม หรืออีกแบบนึง บอกเฮ้ย เราจะอยู่แบบเนี้ย รอจนวันนั้นของเรามาถึง

อืม

แล้วเราก็ไม่กลัวที่จะถูกยุบอีก ไม่กลัวที่จะถูกอะไรอีก

เอาให้มันชัด จะเอายังไง ถ้าเรากล้าเราก็ต้องเป็นผู้นำ

ใช่มั้ย ถ้าเราไม่กล้า เราก็จะ เราก็จะไม่ต่างจากพรรคอื่น แต่ถ้าเราอยาก เราคิดว่าเราต้องเป็นรัฐบาลแล้วก็ไปร่วมรัฐบาลสิครับ แล้วก็มีคำอธิบาย อธิบายได้ ผมเชื่อว่าก็มีโหวตเตอร์จำนวนไม่น้อยที่อยากให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาลสักทีนึง ก็ไปร่วม

ถ้าอยากร่วมนะ คุยกันตกผลึกแล้วอยากร่วมก็ไปร่วม เห็นมมันไม่มีลุงไม่มีอะไรแล้วเนี่ย คุณก็ไปร่วม แต่ถ้าคุณคิดว่าไม่ได้ร่วมแล้วมันไปอย่างนี้ไม่ได้อ่ะ คุณต้องยืนเด่นเห็นเป็นต่างเงี้เราก็ต้องฉีกแนวไปให้ได้ อื

แต่มันต้องชัด ต้องชัดจะเอาแบบไหนนะ แล้วตอนนี้ก็คือความสับสนก็คือมันอยู่ระหว่าง

ครับ

4 สจะ

อ่า จะไปอีกรุ่นใหม่อยู่ หรือจะอะไรต่างๆ

แขวนมันก็แขวนเป็นปีกนะ อาจารย์

คือคุณอิกเกตก็ยืมผมนี่ก็ชอบอ้างดิ name พวกนักพรรคการเมืองในโลกตะวันตกนะ เอ่อ เอ่อ เค้าเป็นนักปรัชญานักการเมืองนักปฏิวัตินะ ชื่อ แฟดินองลซานะ เค้าเคยเขียนจดหมายไปหาคมมานะ เค้าบอกว่าสุดท้ายที่สุดเนี่ย ปัญหาของพรรคการเมืองเนี่ย คุณปล่อยให้มันพร่าเรือนไม่ได้ ในท้ายที่สุดความพร่าเรือนมันจะไปสักระยะหนึ่ง มรสุมมันจะพัดไปพัดมา จนเราไม่รู้เราจะเอายังไง แต่ในท้ายที่สุดไปคุยกันให้ช้า เอาให้มันชัด เส้นแบ่งเนี่ย ที่มันเมื่อก่อนแบ่งแล้วมันเป๊ะ ตอนนี้เส้นแบ่งเี่มันเริ่มพร่าเรือน เพราะเราอยู่ในสสนามที่แบบ อื้อหือ เราเรากำลังคิดว่าเราจะมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลแล้ว เราจะตยังไง เราจะเป็นพรรคอันดับ 1 แล้วเราจะยังไง มันก็เลยเกิดเส้นแบ่งที่มันพร่าเรือน ดังนั้น วันเนี้ย ไปเอาให้ชัดว่าเส้นเนี้ย จะจุดยืนเราอยู่ตรงไหน

ถ้าต้องการเป็นก็เป็นครับ ไม่ต้องเขิน เป็นเลย เป็นรัฐบาลเลย ร่วมเลย แม้ว่าเราจะไม่ ได้ที่ 1 ก็ร่วมเลย ก็เป็นเลย แล้วก็ ต้องการแสดงผลงานให้เห็นก็ทำเลย รถเพดาน เพื่อจะได้เข้าไปมีอำนาจรัฐ เพื่อบริหารประเทศได้ ส่งมอบนโยบายบ้าง ได้ทำตามที่เราได้หาเสียงมาบ้าง ทำให้เพื่อน้องน้องพี่ที่อยู่ในพรรคมีความรู้สึกว่า เอ้อ สู้กันมาขนาดนี้ ได้เป็นรัฐบาลสักทีโว้ย ถ้าคิดแบบนี้ก็ร่วมสิครับ

แต่ถ้าคิดว่า เฮ้ย ไม่ได้ เราต้องยืนอยู่จุดนี้ แม้ว่าวันนี้จะโดน มรสุมอะไรก็ตาม แต่เราต้องยืนจุดนี้ให้แหลมคม แบบนี้ต่อไป เพื่อเดี๋ยววิกฤตมันจะเกิด ขึ้นแล้วเมื่อนั้นจะมีโอกาสที่พรรคของเรา จะขึ้นมาอีก ก็อยู่แบบนี้แล้วขัดเกลาให้มันแหลม

อ่า แหลมคมยิ่งขึ้น

อ่า ก็แต่ต้องตัดสินใจครับ

อืม

ปล่อยอย่างี้ไม่ได้

อาจารย์โพสต์ช่วงก่อนอาจารย์บอกว่าหมดพันธะผูกพันจากคนไปเข้าใจว่า

โอ อาจารย์นี่ทิ้งพรรคแล้ว เอ่อ กลายเป็นจะไปยืนวิจารณ์อยู่ข้างนอก

คือเรียนเก่ง เอาตามกฎหมายก่อน ตามกฎหมายเ ผมยุ่งไม่ได้อยู่แล้วนะครับ ต่อให้ผมไปยุ่งแบบลับๆเนี่ย คนมันก็เฝ้าระวังทุกวัน ว่าปิบุตรไปยุ่งอะไร ถูกมั้ครับ ทุกวันเนี้ย มันก็ไปแบบผู้ช่วยหาเสียงใช่มั้ครับ หรือถ้าพรรคเขาเชิญผมไปเป็นวิทยากรบรรยาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ต้องกังวลนะ เจ้าหน้าที่ กกต. มานั่งเฝ้าด้วย เพราะเขาใช้เงินกองทุนพัฒนาการเงินนั้น กกต. เค้ามานั่งเฝ้าด้วย เค้าเชิญผมไปบรรยายเป็นครั้งเป็นคราว อ่า มันก็มีบ้างมั้ครับ แต่ว่ามันไปทำอะไรไม่ได้เลยนะครับ

ทีนี้ ด้านหนึ่งเนี่ย คุณก็บอก อ้าว คุณไม่ยุ่งนะ คุณมีอิทธิพลทางความคิดมั้ย บางคนใช้ศัพท์ว่ามันมีผู้นำจิตวิญญาณอะไรต่างๆอยู่ ใช่มั้ ดังนั้น เพื่อให้มัน ผมรู้สึกว่า เพื่อให้มันหมดปัญหาเรื่องนี้เนาะ ให้พรรคประชาชนรุ่นเนี้ย เขามีอิสระในทางความคิดของเขา ในการตัดสินใจของเขา เพราะเขาต้องเป็นคนรับผิดชอบในสิ่งที่เขาตัดสินใจ

ดังนั้นเนี่ย เราควรดูเฝ้า เฝ้ามองให้กำลังใจ และให้เขาตัดสินใจ แล้วเราก็ดูอะไรที่เราอน่ะเนี่ย ผมหลบเลี่ยงคุณอธิกิจมาหลายเทปมากนะ ไม่ยอมออกแล้วเนี่ย จนผมรู้สึก เอ้ย มันมันไม่ได้แล้วอ่ะ มามากระตุกทีนึงก็เท่านั้นเองครับ อ แต่ว่า

เวลาสัมมนา อาจารย์ก็ไปบรรยาย

ก็ถ้าเค้าเชิญครับ ถ้าเค้าไม่เชิญผมไม่ไป

เชิญ แต่ว่าหลังๆก็รู้สึกมันก็ไม่รู้จะคุยอะไรแล้วอ่ะ มันก็ไปบรรยายก็ผมคิดว่า นักการเมืองของพรรคประชาชนในทางเทคนิคนะ เค้ามีความสามารถเมีความรู้อยู่แล้วนะฮะ แต่ละคนมีความรู้ความสามารถในเรื่อง ในความรู้ที่เขามีด้วยนะ ในสาขาในที่เขาเชี่ยวชาญ ความขยันขันแข็ง ความกัดไม่ปล่อย คือเค้าเป็นนักการเมืองที่ในความเห็นผมเนี้ย เค้าเป็นนักการเมืองที่ดีมากๆในระบบปกติ

แต่ในระบบเปลี่ยนผ่านน่ะ มันจะมีช่วงที่ต้องชิงจังหวะ มันมีช่วงที่ต้องทำความคิดแหลมคมเนี่ย อันเนี้ยมันน้อยไปหน่อย คือเสียดาย ถ้าบ้านนี้เมืองนี้เป็นระบบปกตินะ คุณจะได้นักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถจากพรรคสีส้มไปใช้งานได้เยอะแยะเต็มไปหมดเลย

อาจารย์ถ้ามองการเมืองภาพรวมไปข้างหน้า นิดนึง

ครับ

อนุทินเนี่ย แค่เริ่มต้นคนก็บอกว่านับถอยหลังแล้ว

ครับ

ยังไม่ทันเริ่มเลยนะ

ครับ

ยังไม่ทันแถลงนโยบายยังอะไรเลยนะ

ครับ

มันก็คนก็บอกว่านับถอยหลังแล้ว มันจะเป็นยังไง หรือมันจะ มันอาจจะไม่ครบ 4 ปี

แต่หมายถึงว่าสถานการณ์มันเหมือนกับว่า เนี่ย มันออกไปในแนวคนด่านักการเมือง คนโทษนักการเมือง อะไรแต่สนับสนุนหมอวรงค์

ตัดงบอาหารกลางวัน

ครับ

เอ่อน้ำมันแพง นี่ก็ด่าให้นักการเมืองลดเงินเดือนลงเอง เอามาช่วยประชาชน

คือมันเหมือนกับว่า ไอ้กระแสโจมตีภูมิใจไทย หรือรัฐบาลตอนเนี้ย มันกลายเป็นกระแสที่มัน มันเหมือนมันไม่ได้มองไปข้างหน้าสักเท่าไหร่เลย มันไม่ได้ทำให้ประชาธิปไตยไปข้างหน้าเท่าไหร่มันเหมือนกับ มันเลอะเทอะไปเยอะด้วย

ครับผมผมมองผมมองเป็นภาพรวมทั้งหมดอย่าง งี้นะ คุณนิกิจการขึ้นมาของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรอบนี้นะ ดูเหมือนว่าข้างนอกนี่เข้มแข็งมาก ดูเหมือนว่าเป็นเอกภาพมาก ดูเหมือนว่าเสียงขาดลอยมาก ดูเหมือนว่าพรรคฝ่ายค้านกำลังอ่อนแออ่อนกำลังมากเนี่ย แต่ลึกๆข้างในเนี่ย มันอาจจะไม่ได้ไม่ได้สดใสสุขสกาวขนาดนั้นแน่นอน อาจจะบอกว่าผมมองโลกในแง่ดี เพื่อเอาใจช่วยพรรคส้มในอนาคตใช่มั้ย แต่สภาพมันเป็นอย่างเงี้ย

ข้อ 1 วิกฤตการณ์สังคมไทย และวิกฤตการณ์ของโลกด้วย ทั้งในเรื่องสงคราม ในเรื่องความขัดแย้ง เรื่องสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และวิกฤตการณ์ของสังคมไทยที่คนรู้สึกว่าอยากเปลี่ยน แต่มันเปลี่ยนไม่ได้สักทีนะ โดยสภาพการแบบเนี้ย ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล รัฐบาลที่ขึ้นมาแบบเนี้ยเนี่ย ต่อให้คุณทำอะไรก็ตาม มันจะมีคนไม่พอใจ บางทีเป็นเรื่องเล็กคนก็ไม่พอใจจนเป็นเรื่องใหญ่ บางทีเป็นเรื่องใหญ่ไม่พอใจจนใหญ่กว่า เดี๋ยวจะดูสิครับทุกๆเรื่อง แล้วต่อให้รัฐบาลพยายามแก้ พยายามอธิบายคนมันก็ไม่พอใจอยู่ดีม เพราะคุณขึ้นมาด้วยสภาพแบบนี้

อย่างเรื่องพลังงาน อ้าว เป็นไปตามกลไกตลาด แต่คุณอธิบายยังไงคนก็ไม่พอใจนะ เรื่องการเลือกตั้ง คุณก็บอก กกต. เค้า รับรองไปหมดแล้วนี่ ต่อให้นับใหม่ บางเขตเนี่ย พุทธก็แพ้พวกผมอยู่ดี แต่คนก็ไม่พอใจไง เพราะเค้าเห็นอะไรต่างๆสะสมมามาก แล้วเข้าไปข้างในเดี๋ถึงเวลาทำ คุณก็จะต้องบริหารจัดการมุ้งนั้น มุ้งนี้ ทำไมกลุ่ม 7-8 คนที่ถูกเรียกชื่อว่าลูกเทพ ได้มาหมด ทำไมหัวหน้ามุ้งอื่นไม่ได้มาเลยนะ ไอ้คนใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ทำไมได้เป็นรัฐมนตรี ทำไมคนเดิมที่อยู่มานาน ทำไมไม่เป็นอะไรแบบเนี้ย มันก็จะเกิดอีกนะครับ แล้วถ้าเกิดมีวิกฤตการณ์เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน หรือวิกฤตภัยธรรมชาติ หรืออะไรต่างๆ แล้วท่านถ้าท่านนายกรีจัด การไม่ได้ หรือตอบสนองได้ไม่ดีเพียงพอ ตอบคำถามประชาชนได้ไม่ดีเพียงพอมันก็จะค่อยๆ ไปเรื่อยๆนะ

นี่อันที่ 1 ที่ผมเล็งเห็น

อันที่ 2 คือ งี้ครับ ผมเชื่อว่าสังคมไทยเนี่ย ไม่ชอบอะไรก็ตามที่ครองอำนาจแบบรวบเบ็ดเสร็จ กินรวบประเทศอ่ะ อื

เวลาเราพูดคำว่าเผด็จการรัฐสภาในอดีต เราจะคิดถึงสมัยรัฐบาลไทยรักไทยใช่มั้ย คำนี้พรรคประชาธิปัตย์พูดบ่อยๆในเวลานั้น หรือว่าบอกโอ้โห กินรวบประเทศอะไรแบบเนี้ยนะ แต่รอบเนี้ย ลองดูสิครับ ผมว่าไปมากกว่าสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของท่านทักษิณอีก รัฐบาลพรรคไทยรักทของท่านทักษิณในเวลา นั้นโดนโดนเรื่องอะไร เฮ้ย สว. เป็นสภาผัวเมีย โดนกล่าวหานะว่า อ้า สว. สภาผัวเมีย หรือเปล่า คุณเอา สว. แบบเนี้ยไปแทรกแซงองค์กรอิสระ หรือเปล่า คุณเริ่มเป็นธนกิจการเมือง ลุแก่อำนาจ ทำนโยบายเพื่อประเทศก็จริง แต่คุณกินด้วยเนี่ย โดนกล่าวหาอะไรเต็มไปหมด ใช่มั้ยฮะ แล้วก็จบด้วยรัฐประหาร 49 นะ

แต่อย่างน้อย รัฐบาลพรรคไทยรักไทยเค้ามีเข็มมุ่งในการบริหารประเทศนะ

อืม

เค้ามีโครงการว่าเค้าจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในมิติต่างๆยังไง เค้ามีชุดนโยบายมา แล้วก็ทำสำเร็จด้วยเสียงได้รับความนิยม กลับมามากขึ้นใช่มครับ ผมว่าเรื่องนี้ทุกคนยอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะชอบคุณทักษิณ หรือคุณไม่ชอบก็ตาม แต่ผลงานมันเป็นที่ประจักษ์ อื นะ

แต่ชุดเนี้ย รวบรวมสรรพกำลังอำนาจเบ็ดเสร็จกว่านะ วุฒิสภา วุฒิสภาสมัยสมัยสมัยตอนรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเนี่ย ยังมีกลุ่ม สว. กลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่มอาจารย์เจิมศักดิ์ กลุ่มอาจารย์ไกศักดิ์ กลุ่มอาจารย์พรัส กลุ่มอะไรหลายๆคนใช่มั้ย ที่มาถ่วงกับอีกกลุ่มนึงใช่ม แต่วุฒิสภาชุดนี้แหละครับ เหลืออาจารย์นันทนา เหลือเทวลธ เหลืออยู่ 10 กว่าคนมั้ง

ที่จะคอยถ่วงได้ แล้วยกมือกี่ทีก็เรียบร้อยหมดแล้ว มันก็ตามมาซึ่งการเลือกองค์กรอิสระ แล้วองค์กรอิสระ ถ้าทำผลงานให้เห็นชัดๆ ว่าถ้าเป็นคดีของสีนี้รอดหมด

อืม

คดีอีกสีนึง เอาให้ตายเนี่ย เด็กอมมือมันก็คิดออกครับ ยังไม่นับสัญญา สัญญาณอื่นๆอีกมากมาย ที่ผมไม่ต้องพูดถึงแล้วกัน แต่พี่น้องประชาชนที่ดูรายการก็เข้าใจ

แต่ทีนี้

ไอ้แบบเนี้ย

ครับ

ไอ้แบบเนี้ย โดยสภาพเนี่ย ผมถามว่าคนไทย ซึ่งเป็นคนที่ไม่ชอบอะไรที่แบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างเงี้ย ผมเชื่อว่าเดี๋อีกไม่นานจะคนมันจะเริ่มรู้สึกอ่ะ ถ้าเกิดคุณร่วมหน้าได้เบ็ดเสร็จแบบนี้ แล้วคุณแสดงผลงานออกมาได้ดี อาจจะพอทำเนาไปได้ แต่ถ้า ร่วมหน้าเบ็ดเสร็จขนาดนี้ คนก็จะเริ่มตั้งคำถามว่า เฮ้ย สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ฝ่ายค้านทำอะไรไม่ได้ องค์กรอิสระทำอะไรไม่ได้ ตั๋ว คุณก็ไม่รู้มีกี่ตั๋ว ใบอนุญาตคุณมีไม่รู้กี่ใบ แต่ทำไมคุณทำงานได้แค่นี้ล่ะ เห็นมั้ฮะ

ผมคิดว่า 2 ประเด็นเนี้ย จะเป็นจะเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลชุดนี้ในในระยะต่อไป มันอาจจะไม่เกิดให้เห็นเร็วๆ

ครับ

แต่มันจะค่อยๆมา

แต่ว่ากระแสสังคมมันก็อย่างที่ผมว่าไง มันเลอะเทอะมาก มันเหมือนมันไม่ได้มาทาง มันไม่ได้มาทางสายที่เราคิดว่าโอเค มันมุ่งมั่นเรื่องประชาธิปไตยแบบที่พรรคส้มเคยพยายามที่จะเป็น

เป็นผู้นำเป็นอะไรต่างๆเมันเหมือนแบบด่าการเมืองอะไรต่างๆเนี่ย ถ้ามันไม่ใช่เขต รัฐประหารนะ มันมีแนวโน้มจะกลับไปสู่รัฐประหารอีกทีด้วยซ้ำไปนะ

ครับใช่

นิยมทหารก็มาแล้วนะ

ครับ

ก็อันเนี้ย บทบาทของพรรคประชาชนต้องสำคัญ คือคุณทำเป็นหน้าทำหน้าที่พรรคฝ่ายค้า ในการตรวจสอบรัฐบาลต้องทำนะ ต้องทำให้ดี แต่ในขณะเดียวกัน มันต้องยืนเป็นหลักมั่นให้ด้วยเนี่ย อย่างเช่นที่ผมบอก ทำความคิดชี้ นำน้อยไปเนี่ย เรื่องคุณหมอว่าลงตัดงบข้าว

อืม

คุณคุณเห็นด้วยกับเขาก็ได้นะ คุณเห็นด้วย เพราะพรรคประชาชนเขาก็พูดมาโดยตลอด มันฟุ่มเฟือยจริงๆ ก็ตัดสิ เห็นด้วย แต่คุณต้องแถมสิ แถมหน่อยไปไล่ดูเลย ประธานศาลเงินเดือนเท่าไหร่ ประธานองค์กรอิสระเงินเดือนเท่าไหร่ ได้อะไรบ้าง ไปดูงานต่างประเทศยังไงบ้าง มันต้องมีโอกาสในการ

คืองี้ มันต้องพยายามทำให้สังคมเห็นว่า ระบบที่มันไม่ดี ทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆเนี่ย มันไม่ใช่กองไว้อยู่ที่นักการเมืองอย่างเดียวอ่ะ แต่มันเป็นทั้งระบบ คือมันกลายเป็นคนแบบ ไอ้แรงปะทุทางสังคมเนี่ย มันค่อนข้างจะไปในแบบไม่มีทิศทางครับ

มันสะเปะสะปะ มันก็จะมีแบบโอเค ไอ้คนที่เดินตามพรรคส้มอะไรต่างๆ เดินตามแนวพรรคส้ม ความคิดเป็นความคิดแบบนี้ก็มี แต่มันจะมีคนที่แบบกลับไปสู่แนวแบบเดิมๆ แบบสมัยที่เกลียดนักการเมือง

สมัยอะไรแบบสมัยรัฐประหาร 49 อะไรต่างๆมา อีกเครับ

แต่เพียงแต่ว่า

เพียงแต่ว่าตอนนี้สำหรับทหาร สำหรับชนชั้นนำคือเค้าไม่จำเป็นต้องไปหาแล้ว

แต่ความคิดมันเลอะเทอะมากอ่ะครับ

เนี่ยฮะ ต้องต้องชี้นำพรรคพรรคประชาชนในฐานะคืองี้ คุณอกิจการมีพรรคการเมืองเนี่ย โอเค มันอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนขนาดใหญ่ได้เร็วในชั่วข้ามคืน แต่มันจำเป็นต้องมีพรรคการเมือง เพราะอะไร เพราะเวลากระแสการต่อสู้ของสังคมของประชาชนมันมีสูงมันมีต่ำ ถูกมั้ครับ พรรคเนี่ยแหละจะมาช้อนตอนกระแสต่ำ อืช้อนตอนกระแสต่ำ ผมหมายถึงอะไร พอเวลา มันกระแสต่ำ คนมันไม่มีหวัง ไม่มีอะไรแล้วเนี่ย เคลื่อนไหวไม่ได้นะ พรรคมันต้องทำหน้าที่นี้ให้ขบวนความคิดการต่อสู้มันอยู่ต่อแล้วรอเวลา คิดดูว่าถ้ามันไม่มีพรรคนี้เลยเนี่ย ก็จบแล้ว

แต่การมีพรรคแบบนี้ คุณต้องทำหน้าที่พรรคการเมือง ไม่ใช่รอช้อนแต่ตอนกระแสสูง แล้วคุณชนะเลือกตั้ง แต่คุณต้องทำหน้าที่เวลากระแสต่ำด้วย เพื่อจะรองรับความคิด หล่อเลี้ยงความคิดในสังคมต่อไป แล้วแถวนี้ ถ้ากระแสสูงมันก็ไม่ใช่เพราะพรรคอย่างเดียว มันก็คือ

ครับ

สังคมการเคลื่อนไหวทางสังทางประชาชนภาคประชาชนทั้งหลายเนี่ย

ครับ

มันต้องมันต้องไปสู่จุดที่มันจะเปลี่ยนแปลง ก็คือมันก็ต้องมีการเคลื่อนไหวของประชาชน

คือตอนนี้ตอนนี้มันผมว่ามันอ่อนน้าฮะ อ่อนล้าเนาะ อ่อนแรงจากตั้งแต่ถูกดำเนินคดีกันเป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก็การนิรโทษกรรมก็ไม่เกิดขึ้น ในขณะเดียวกัน ปัญหาทางเศรษฐกิจด้วย คนก็รู้สึกไม่รู้จะมาชุมนุม ชุมนุมแล้วมันจบยังไงนะครับ แล้วมันก็มันก็เป็นอย่างนี้ทั่วโลกนะ ลองไปดูสิครับ การชุมนุมใหญ่ทั่วโลกตอนเนี้ย มันก็จบที่อะไร มันก็จบที่การกลับมาเลือกตั้งนะ ชิลีเนี่ย สุดท้าย โอ้โห ชุมนุมเสร็จ ได้ประชามติ รัฐธรรมนูญใหม่ ได้ประธานาธิบดีฝ่ายซ้าย วันนี้กลับตาลปัดแล้วครับ รัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้นมา กลายเป็นอีกฉบับนึง กลายเป็นรัฐธรรมนูญออกขวา และประธานาธิบดีขวามาละ ขวาจัดมาละ แบบเนี้ย คือคือการชุมนุมทุกครั้งเนี่ย มันจะเป็นอย่างเงี้ย มันต้องไปจบที่การแก่รัฐธรรมนูญใหม่ หรือการเลือกตั้งนะ ครับ

แต่ของเรามันไม่เกิดนั้น ของเรามันไปไม่ถึงด้วยซ้ำนะครับ แล้วมันก็กดลงมามากขึ้น กดลงมามากขึ้นเรื่อยๆนะ ดังนั้น มันก็อ่อนล้า

ทีนี้ในด้านนึง เวลาอ่อนล้าเนี่ย พรรคการเมืองต้องทำหน้าที่ คือทำหน้าที่ในสภา ทำงานต่อไป แต่ในขณะที่ในสังทางสังคม คุณต้องชี้นำความคิดต่อ ผมย้ำอีกครั้ง ผมไม่ได้บอกว่ามุทะลุดุันจนพรรคต้องโดนยุบหรือถูกตัดสิทธิ์อีก แต่มันมีศิลปะ มีวิธี มีประเด็นที่มันเข้าไปชี้นำได้ครับ

อืม

โอเค ขอบคุณมากอาจารย์ ก็ผมเห็นด้วยว่า

ครับ

คือถ้าถ้ามันไม่มีความกล้าหาญทางการเมือง กล้าชนเพดานมัน

ครับ

แล้วเราจะต่างตรงไหนจากประชาธิปัตย์ ซึ่งพี่ปากเก่งกว่า ด่าเก่งกว่า

อาจจะสู้เค้าในสภาแพ้ได้นะในอนาคต

ขอบคุณครับอาจารย์ครับ

ขอบคุณครับคุณอิกิครับ ดูคลิปจบแล้วฝากกดไลค์ กดแชร์ กด Subscribe รวมถึง Super Thank ช่อง YouTube ปฏิชน TV กันด้วยนะครับ