Transcription
เข้าใจทุกข์ไม่ใช่เพื่อจมอยู่กับความเศร้า แต่เพื่อเห็นความจริงของชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าทุกสิ่งที่เรารัก ทุกสิ่งที่เรายึด ทุกสิ่งที่เราปรารถนา ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
เมื่อใจยังหลงยึดว่าสิ่งนั้นต้องเป็นของเรา คนนี้ต้องอยู่กับเรา ชีวิตต้องได้ดังใจเรา ความผิดหวังจึงเกิด ความคับแค้นจึงตามมา ความเร่าร้อนจึงเผาใจไม่หยุด
แต่เมื่อใดเราเริ่มเข้าใจว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะใจเข้าไปยึด เมื่อนั้นเราจะเริ่มวางได้ และเริ่มเห็นทางออกจากทุกข์อย่างแท้จริง
พระพุทธองค์มิได้สอนให้เราหนีทุกข์ แต่สอนให้เรารู้จักทุกข์ เห็นทุกข์ และเข้าใจทุกข์ตามความเป็นจริง
เมื่อเห็นว่าทุกข์มีเหตุคือ ตัณหา ความอยาก ความยึด ความไม่ยอมรับความจริง ใจจะค่อยๆ คลายจากการดิ้นรน และเบาลงจากการแบกสิ่งทั้งปวงไว้ด้วยความหลง
การหลุดพ้นจึงไม่ได้เริ่มจากการไปหาสิ่งพิเศษที่ไหน แต่เริ่มจากการหยุดดูใจตนเองในแต่ละวัน เวลารักก็รู้ว่าใจกำลังรัก เวลาหวงก็รู้ว่าใจกำลังหวง เวลาทุกข์ก็รู้ว่าใจกำลังทุกข์ รู้ด้วยสติ ดูด้วยปัญญา และไม่เติมเชื้อให้กิเลสเผาใจแรงขึ้น
เมื่อเข้าใจทุกข์อย่างถูกต้อง เราจะไม่โทษโลก ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษชะตาชีวิต แต่จะหันกลับมาเรียนรู้ใจของตน และค่อยๆ ปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ค่อยๆ ดับความอยากที่เกินจริง ค่อยๆ อยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติและเมตตา
คนที่เข้าใจทุกข์ จะไม่ใช่คนที่ไม่ม
ีน้ำตา แต่เป็นคนที่แม้มีน้ำตาก็ยังมีปัญญา แม้เจอความพลัดพรากก็ปล่อยใจให้จมมืด แม้เจอความไม่สมหวังก็ยังเห็นว่านี่คือธรรมดาของโลก
ถ้าเราเรียนรู้ทุกข์ได้ ทุกข์จะเป็นครู ถ้าเราเข้าใจทุกข์ได้ ทุกข์จะเป็นประตูแห่งธรรม และถ้าเราวางเหตุแห่งทุกข์ได้ทีละน้อย ใจก็จะค่อยๆ เป็นอิสระทีละน้อย จนพบความสงบที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใดมาค้ำจุน
ขอให้ทุกครั้งที่ใจเจ็บ เราไม่ได้จมลงไปกับความเจ็บนั้น แต่ใช้ความเจ็บนั้นเป็นแสงส่องทาง กลับมารู้ธรรม เข้าใจทุกข์ รู้เหตุของทุกข์ วางเหตุของทุกข์ แล้วเดินบนหนทางแห่งสติ สมาธิ และปัญญา เพื่อค่อยๆ คลายจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง และเข้าใกล้ความหลุดพ้นอย่างมั่นคงและงดงามครับ